สุดยอดตำนานเรือนเวลาที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และยังคงความคลาสสิกในทุกอณู

BORN AGAIN
ในยุคสมัยที่นวัตกรรมต่างๆ พัฒนาไปแบบก้าวกระโดดนั้น วงการนาฬิกาเองก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันเพราะนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นก็ล้วนแล้วแต่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตัวเรือนนาฬิกาทั้งในเรื่องของวัสดุตัวเรือน รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนในตัวเรือนและการดีไซน์อันสดใหม่ให้ทันยุคทันสมัย แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าวันเวลาจะผันเปลี่ยนแปรไปมากแค่ไหนแต่ความคลาสสิกดั้งเดิมของทรงตัวเรือน หรือเอกลักษณ์ในการออกแบบดั้งเดิมนั้นก็ยังคงปรากฏให้เห็นในนาฬิกาต่างเจเนอเรชั่นที่ลอปติมัม ไทยแลนด์รวบรวมมาเทียบกันแบบรุ่นต่อรุ่นให้ผู้อ่านที่หลงใหลคลั่งไคล้นาฬิกาทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นใหม่ได้ชื่นชมซาบซึ้งกับความคลาสสิกอันไร้กาลเวลาของเรือนเวลาเหล่านี้แล้วคุณจะเข้าใจว่า “ความอมตะ” นั้นมีอยู่จริงบนข้อมือของคุณเอง

1_021-W1

Bvlgari Daniel Roth Carillon Tourbillon
Daniel Roth นั้นไม่ได้สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงแต่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเป็นหนึ่ง ในคอลเลกชั่นของ Bvlgari โดย Carillon Tourbillon นี้เป็นการสานต่อความละเอียดในการผลิตนาฬิกาของ Daniel Roth ดั้งเดิม บนตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 48 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลาน Caliber DR 3300 มีกลไลทูร์บิญงช่วยให้นาฬิกาเดินเที่ยงตรงที่สุด และฟังก์ชั่นมินิทรีพีตเตอร์แบบ 3 ฆ้องสำหรับตีบอกเวลาเมื่อคุณสไลด์สลักด้านข้างตัวเรือน ผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลกเท่านั้น แต่การันตีได้เลยว่าเสียงของ 3 ฆ้องนั้นไพเราะสะดุดหูแน่นอน

Daniel Roth Asprey Tourbillon Numero 81
อดีตแบรนด์นาฬิกาที่เคยมีโรงงานผลิตตัวเรือนและกลไกทูร์บิญงเป็นของตัวเอง อย่าง Daniel Roth นั้นมีรุ่น Asprey Toubillon เป็นไฮไลท์สำคัญด้วยตัวเรือน เยลโลว์โกลด์ หน้าปัดสลักลายกิโยเช่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เข็มนาฬิกาสีน้ำเงิน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลาน Numero 81 มีฟังก์ชั่นบอกเวลา วินาทีแบบ 3 แถวและกลไกทูร์บิญงอยู่ที่ด้านหน้า ฟังก์ชั่นบอกวันที่แบบ Retrograde และบอกอัตราการสำรองพลังงานที่ด้านหลัง ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้วและกลายมาเป็นของหายากในท้องตลาดไปโดยปริยาย

1_340-W1

Rolex Daytona (Ref. 6263)
Rolex รุ่น Daytona นั้นถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์นักแข่งรถมืออาชีพอย่างแท้จริง เรือนวินเทจแท้ๆ เรือนนี้นั้นหายากมากในปัจจุบัน ด้วยตัวเรือน สเตนเลสสตีลขนาด 38 มิลลิเมตร ขอบหน้าปัด Tachymetric แบล็คไลท์ สีดำ กระจกหน้าปัดเป็นพลาสติกดั้งเดิม หน้าปัดหลักสีเงิน พื้นหน้าปัดใน วงโครโนกราฟสีดำ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลาน Vlajoux 727 มีฟังก์ชั่น โครโนกราฟจับเวลา สวมใส่ด้วยสายสเตนเลสสตีลพร้อมบานพับแบบ ชั้นเดียว ความคลาสสิกอยู่ที่เข็มวินาทีที่ตำแหน่งเลขเก้า ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ สำคัญของ Rolex รุ่นคลาสสิกก่อนที่จะเปลี่ยนเครื่องเป็น Rolex ถาวร

Rolex Daytona (Ref. 116520)
ความคลาสสิกของรุ่น Daytona ยังปรากฏอย่างชัดเจนในรุ่นล่าสุดนี้ ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร ขอบหน้าปัด Tachymetric สเตนเลสสตีล (โดยสเกลบนขอบเพิ่มจาก 200 Units per Hours ในรุ่นโบราณเป็น 400 Units per Hours ในรุ่นนี้) หน้าปัดสีดำ ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ Calibre 4130 จากโรงงาน Rolex ซึ่งสังเกตได้ง่ายจากตำแหน่งของ เข็มวินาทีที่หกนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่บ่งบอกถึงเครื่องภายใน ที่เปลี่ยนจาก Vlajoux กลายมาเป็นเครื่อง Rolex แล้ว

1_155-W1

Tornek-Rayville TR-900
Tornek-Reyville เป็นแบรนด์ที่แยกตัวออกไปจาก Blancpain ในทศวรรษ 30s และผลิต TR-900 นี้ขึ้นมาเพียง 1,000 เรือนโดยใช้ Fity Fathoms เป็นต้นแบบ เพื่อให้ทหารอเมริกันใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และปัจจุบันเหลือที่ยังคงทำงานได้อยู่ราว 300 เรือนเท่านั้น ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร หน้าปัดสีดำ ขอบหมุนสีดำ มีมาตรวัดบอกความชื้นบนหน้าปัด ฝาหลังสองชั้น มีคุณสมบัติป้องกันสนามแม่เหล็ก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ เป็นรุ่นที่ไม่มีขายตามท้องตลาด มีเพียงทหารอเมริกันที่ไปร่วมรบในสงครามโลก เท่านั้นที่เป็นผู้ครอบครอง

Blancpain Fifty Fathoms
สร้างขึ้นโดยยึดเอาเอกลักษณ์จาก Fifty Fathoms วินเทจรุ่นปี 1953 โดยรุ่นใหม่ นี้มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 45 มิลลิเมตร มีคุณสมบัติป้องกันสนามแม่เหล็ก หน้าปัดสีดำ ขอบหมุนสีดำหมุนไปฝั่งซ้ายได้ด้านเดียว ด้านข้าง ตัวเรือนฝั่งเก้านาฬิกาสลักชื่อรุ่น กันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ Calibre 1315 มีฟังก์ชั่นบอกวันที่ สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 120 ชั่วโมง ซึ่งความแตกต่างระหว่างตัวใหม่กับ ตัวโบราณนั้น มีเพียงวัสดุที่เปลี่ยนไปและฟังก์ชั่นวันที่ที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น โดยรวม แล้ว Blancpain ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างครบถ้วน

1_126-W1

Jaeger-LeCoultre Memovox
ตระกูล Memovox คือนาฬิกาข้อมือวินเทจที่ตั้งปลุกครั้งใดก็ต้องตกใจทุกครั้ง และนี่คือ Memovox เจเนอเรชั่นแรก ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ หน้าปัดสีขาว หลักชั่วโมงแบบขีดสีทอง ปกป้องหน้าปัดด้วยพลาสติก ทรงโดม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องอัตโนมัติแบบโรเตอร์ครึ่งรอบ (มีรุ่นที่ใช้เครื่องแบบไขลานด้วย แต่ตัวบางกว่า และเสียงไม่เพราะเท่าเครื่องอัตโนมัติ) ซึ่งในตัวหลังๆ ถูกพัฒนาเป็นโรเตอร์แบบเต็มรอบ มีเม็ดมะยมสองเม็ดสำหรับตั้งเวลาและสำหรับตั้งปลุก เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเล่น Jaeger-LeCoultre พอสมควร

Jaeger-LeCoultre Master Memovox
เป็นรุ่นพิเศษที่ Jaeger-LeCoultre ต้องการสื่อให้เห็นถึงเจตนารมณ์ ในการเปิดตัว Memovox ในปี 1956 บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร หน้าปัดสีเงิน มีตัวอักษรบอกรุ่น Memovox บนหน้าปัด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ Caliber 956 จากโรงงาน Jaeger-LeCoultre มีฟังก์ชั่นวันที่เพิ่มเติมจากตัวโบราณ สามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 45 ชั่วโมง กันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 50 เมตร สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้พร้อมบานพับ 2 ชั้น คลาสสิกถึงขั้นเรียกได้ว่าแทบจะแกะมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน เพิ่มเติมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้ทันกาลเวลาที่หมุนไปเท่านั้น

1_218 1-W1

TAG Heuer Monaco
ตำนานของนาฬิการุ่น Monaco ยังคงสืบสานต่อมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนั้นใช้เครื่องระบบอัตโนมัติ Caliber 12 ซึ่งพัฒนามาจาก Caliber 11 สำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 40 ชั่วโมง สิ่งที่ต่างไปจากตัวโบราณคือรุ่นนี้ไม่มี หน้าปัดสีเทา มีเพียงหน้าปัดสีน้ำเงินและสีดำ หากใครอยากเก็บคอลเลกชั่นให้สีหน้าปัดตรงกันเป๊ะๆ คงต้องเสาะหารุ่นโบราณที่สีหน้าปัดตรงกับรุ่นใหม่เอาเอง แต่สำหรับนักสะสมรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มเล่นรุ่นนี้ ปีนี้เป็นโอกาสดีที่จะจับคู่คอลเลกชั่นให้สมบูรณ์แบบ เนื่องจาก TAG Heuer เพิ่งตัดสินใจนำ Caliber 11 ดีไซน์เดิมกลับมาทำใหม่สำหรับคนที่พลาดโอกาสสะสมเรือนเวลาคลาสสิกเรือนนี้

Heuer Monaco
ก่อนที่ Heuer จะรวมกับบริษัท Techniques d’Avant Garde ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์สำหรับรถฟอร์มูล่าวันนั้น คอลเลกชั่น Monaco คือรุ่นที่ฮิตติดตลาดมากที่สุด และผู้สวมใส่ก็คือนักแข่งรถในตำนานอย่างสตีฟ แมคควีนนั่นเอง ด้านในของ Heuer Monaco ตัวนี้ใช้เครื่อง Caliber 11 ที่พัฒนาร่วมกับ Brietling Hamilton Seiko และ Zenith ซึ่งเป็นการร่วมมือกันผลิตเครื่อง โครโนกราฟระบบอัตโนมัติ และได้ฤกษ์ประจำการอยู่ในรุ่นนี้เป็นรุ่นแรก Monaco เรือนนี้เป็นนาฬิกาสำหรับคนถนัดซ้าย เพราะเม็ดมะยมอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ปัจจุบันหายากมาก ส่วนใหญ่แฟนๆ TAG Heuer จะเก็บสะสมเข้ากรุกันไปหมดแล้ว

1_177-W1

Bulova Accutron II
ภาคต่อของนาฬิกานี้นั้นได้เครื่องแบบ Ultra High Frequency ที่ทำงานบนความถี่สูงถึง 262 kHz (เครื่องควอตช์ทั่วไปทำงานบนความถี่ประมาณ 32 kHz) เพื่อการเดินที่เที่ยงตรงที่สุด ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร มีชื่อรุ่นสลักบนกระจก ภายในหน้าปัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนสีเขียวรอบนอกแสดงหลักชั่วโมง และกลางหน้าปัดโชว์เครื่องภายใน เม็ดมะยมอยู่ทางด้าน 3 นาฬิกาต่างกับรุ่นเก่าที่มีเม็ดมะยมอยู่ที่ฝาหลัง เข็มวินาทีเดินแบบต่อเนื่องต่างจากเครื่องควอตช์ทั่วไป แม้รูปทรงตัวเรือนเปลี่ยนไป แต่เครื่องภายในก็ยังคงคล้ายตัวโบราณเช่นเดิม

Bulova Accutron
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1960 ตอนที่ NASA คัดเลือกนาฬิกาเพื่อที่จะให้ นักบินใส่ขึ้นไปบนอวกาศ เรือนเวลาเรือนนี้คือคู่แข่งสำคัญของ Omega Moonwatch ตัวเครื่องพลังงานผ่าน Electromagnetic Coils (หรือขดลวดทองแดง) สองอันบนหน้าปัด ทำให้เดินได้แม่นยำกว่าเครื่องควอตช์ในสมัยนั้นมาก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 14K รุ่นนี้ไม่มีเม็ดมะยมข้างตัวเรือน แต่ตั้งเวลาจากสลักด้านหลัง ความพิเศษของเรือนนี้อยู่ที่การสลักโลโก้แบรนด์และสัญลักษณ์บอกชั่วโมงลงไปบนกระจกหน้าปัด ทำให้หาอะไหล่ ในการซ่อมได้ยากมาก จึงหาเครื่องที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้น้อยเต็มที

1_208-W1

Cartier Tank Américaine
ความคลาสสิกของ Cartier รุ่น Tank Amricaine ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ ปี 1919 นั้น จะผลิตซ้ำแค่ไหนก็ยังคงความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลง รุ่นใหม่นี้ได้ตัวเรือนไวท์โกลด์กว้าง 26.6 มิลลิเมตร ยาว 45.1 มิลลิเมตร บางเพียง 8.85 มิลลิเมตร หน้าปัดสีขาวครีม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบอัตโนมัติ มีฟังก์ชั่นวันที่ (ที่ไม่มีในรุ่นโบราณ) กันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 30 เมตร สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้สีดำพร้อมบานพับไวท์โกลด์ รุ่นนี้เป็นที่คุ้นตาเหล่า นักสะสมมากที่สุดเ พราะเป็นหนึ่งในรุ่นที่ออกวางขายมาอย่างยาวนานพอกับรุ่น Tank Franaise เลยทีเดียว

Cartier Tank Américaine Thai Royal Crest
เรือนเวลาเรือนนี้ถือเป็นเรือนสำคัญที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเลยก็ว่าได้ เพราะ Cartier ผลิตออกมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปีในปีค.ศ. 1996 โดยผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนแพลตินัม ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน หน้าปัดสีทองแดงขัดลาย Sunburst หลักชั่วโมงสไตล์โรมัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องระบบไขลานเอกลักษณ์จาก Cartier สวมใส่ด้วยสายหนังจระเข้พร้อมบานพับแพลตินัม นับเป็นเรือนเวลาคลาสสิก ที่ถูกเลือกมาเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

Content by Poramin T., Photography by Sompoch T.

Related Post