100 ปี แห่งความสำเร็จ ของค่ายรถยนต์ใบพัดฟ้าขาวจากเยอรมณี

The tail of White and Blue

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) เป็นบริษัทสายเลือดเยอรมันที่ประกอบไปด้วยกิจการผลิตรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และเครื่องยนต์ ปัจจุบันนี้บริษัทในเครือของ BMW มีทั้งรถ BMW รถ MINI Cooper (มินิ คูเปอร์) และรถ Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) สำนักงานใหญ่ของ BMW ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี  BMW ย่อมาจากคำว่า “Bayerische Motoren Werke” ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลเป็นอังกฤษได้ว่า Bavarian Motor Works (บาวาเรียนมอเตอร์เวอร์ค) ซึ่งรถของ BMW ในปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าตอบโจทย์แทบทุกกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรถแนวสปอร์ต ที่มาพร้อมกับความหรูหา ไปจนถึงรถครอบครัว ก่อนที่จะมาเป็น BMW นั้น เรื่องราวเริ่มต้นจาก Karl Rapp (คาร์ล รัปป์) เจ้าของบริษัท Rapp Motorenwerke ทำกิจการเกี่ยวกับเครื่องบิน และมีสัมพันธ์ทางการค้าอันดีกับบริษัท Gustuv Otto และ Austro-Daimler เพื่อผลิตเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ใช้ประจำการในเครื่องบิน การค้าของ Rapp กับกิจการทางด้านการบิน ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว บริษัทนั้นดำเนินการมาจนถึงปีค.ศ. 1916 ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ BMW แต่ก็ใช่ว่าเมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วจะมาประกอบกิจการความเร็วบนภาคพื้นดินในทันที ชื่อเสียงในการสร้างเครื่องยนต์ของบริษัทยังคงโด่งดังและเป็นที่ต้องการในวงการอยู่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการผลิตเครื่องยนต์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ BMW IIIa ที่สร้างเพดานบินระดับ 16,404 ฟุต เครื่องยนต์ตัวนี้ทำให้ BMW กลายเป็นชื่อติดปากของทุกคนที่ต้องการเครื่องยนต์สมรรถนะสูงมาโดยตลอด

09 w1

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทก็เดินหน้าพัฒนาต่อไป ทำให้วัตกรรมต้นแบบในปีค.ศ. 1923 ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และในยุค ’20s นี้เองที่ทำให้ตราสัญลักษณ์ใบพัดสีขาวกลายเป็นที่จดจำตลอดมา ในช่วงนี้นอกจากจะสร้างยนตรกรรมใหม่ๆ แล้ว BMW ยังเป็นบริษัทที่สร้างระบบเบรกลมให้บรรดารถไฟรถรางอีกด้วย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์มีออกมา 2 รุ่น คือรุ่น Victoria และรุ่น Flink ทำให้โรงงานของ BMW ต้องขยับขยายออกไปเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ต่อมาในปีค.ศ. 1928 BMW ได้ปล่อยรถยนต์รุ่นแรกของบริษัทออกมาโลดแล่นบนท้องถนนภายใต้ชื่อ Dixi 3/15 ด้วยการร่วมพัฒนากับบริษัท Austin (ออสติน) โดยใช้เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ของตัวเองขนาด 750 ซีซีเป็นเครื่องยนต์  ต่อมาในช่วงยุค ’30s หรือถัดมาไม่กี่ปี BMW ก็รุกตลาดรถยนต์อย่างฮึกเหิมด้วยการออกตัวรถยนต์ Wartburg DA3 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ทีมงานต่างก็ได้ใจ และฮึกเหิมออกแบบช่วงล่างด้านหน้าใหม่เพื่อเอามาติดตั้งในรถ Dixi และรถ Wartburg แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หวัง จึงต้องหยุดการวิจัยและการผลิตรถต้นแบบทั้งหลายลง รวมทั้งซีรีส์รถ Dixi และรถ Wartburg DA3 ที่กำลังพัฒนาช่วงล่างด้านหน้าใหม่ด้วย อย่างไรก็ดีในปีค.ศ. 1933 นั้น BMW ก็ยังไม่ถอดใจจากการออกแบบรถที่ใช้บนท้องถนน โดยการส่งรถยนต์รหัส 303 มาทำตลาดบนท้องถนนอีกครั้ง พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่รหัส M78 ช่วงนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงกำเนิดรถซีรีส์ 3 ยุคแรกๆ ทั้ง 326, 320, 329 และรุ่นอื่นๆ

BMW logos are displayed on the production line of the BMW C evolution electric maxi-scooter at the BMW Berlin motorcycle plant February 23, 2015. (Photo by Fabrizio Bensch/Reuters)

ขณะที่ใบพัดฟ้าขาวกำลังหมุนเอาความรุ่งเรืองเข้าหายตัว สงครามโลกก็ปะทุขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยแผลใหญ่ที่โรงงานในมิวนิค ในปีค.ศ. 1944 ทาง BMW รับภาระทั้งซ่อมแซมโรงงานของตัวเองและซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไปด้วย แต่ความกระหายในการผลิตรถยนต์ก็ยังไม่จางลงไป จนในที่สุดรถรุ่น 502 V8 Super ก็สร้างเสร็จราวกลางยุค ’50s กลางๆ ตามมาด้วยรุ่น 507 เมื่อใบพัดฟ้าขาวมาถึงจุดที่ฟื้นตัวได้แล้ว BMW ต้องการกำลังการผลิตเกินกว่าโรงงานที่มิวนิคจะรองรับได้ แผนการขยายบริษัทจึงถูกนำมากลับใช้อีกครั้งเมื่อปีค.ศ. 1967 และสร้างโรงงานใหม่ใหญ่กว่าและทันสมัยกว่าขึ้นที่เบอลิน ส่วนการขยายตลาดการขายนั้นก็รุกกว้างไปจนถึงตลาดแถบทวีปแอฟริกาใต้ ภายในไม่กี่ปีเท่านั้นเอง นอกจากนี้ทาง BMW ยังจับตลาดมอเตอร์สปอร์ต สร้างพิพิธภัณฑ์เรื่องการบิน พร้อมทั้งรวบรวมบรรดารถยอดฮิตติดตลาดมาร่วมสร้างชื่อจารึกประวัติศาสตร์กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถซีรีส์ 3, 5, 7 และ 6 ในยุค ’60s นี้ยังเป็นยุคทองในด้านมอเตอร์สปอร์ตของ BMW อีกเช่นกัน รถรุ่น 2.5 CS และรุ่น 2.8 CS Coupe Models เป็นตัวที่ทำให้ BMW ได้ฉายา “เจ้าแห่งการแข่งในขุนเขา” และยังมีมือขับฝีมือดีที่ไปคว้าชัยมาจากรายการฟอร์มูลา 2 และแชมป์รถทัวร์ริงคาร์อีกสามสมัย

04 w1

การผลิตชุดใหญ่ยังเดินหน้าต่อไป เมื่อโมเดลที่ถือว่าเป็นรุ่นที่คลาสสิก และตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างรุ่น 2002 Turbo
ที่ถูกผลิตขึ้นมาในปีค.ศ. 1973 เป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โหยหาความสปอร์ตที่มากับเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน ยุคนี้เป็นยุคที่ BMW คลั่งไคล้มอเตอร์สปอร์ตอย่างหนัก M1 จึงเป็นรถสปอร์ตที่หล่อทั้งหน้าตาและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ถูก
ปล่อยออกมาช่วงปลายยุค ’70s เพื่อเป็นเรือธงแห่งความสปอร์ตบนท้องถนนของเหล่าใบพัดฟ้าขาว โดย BMW นั้นตอกย้ำภาพลักษณ์
ความเป็นนักแข่งรถสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุค ’80s ค่ายใบพัดฟ้าขาวก็เข้าร่วมแข่งขันรถยนต์สูตร 1 และในปีค.ศ. 1983 ทาง BMW กระโดดเข้าร่วมชิงชัยในศึกฟอร์มูลาวันชิงแชมป์โลก โดยมีมือขับชาวบราซิลอย่าง Nelson Piquet (เนลสัน ปีเก้) มาเป็นผู้นำทีมคว้าถ้วยอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่มอเตอร์สปอร์ตถึงจุดพีค ค่ายใบพัดฟ้าขาวจับเอาเครื่องยนต์กำลังสูงและใช้แข่งในซีรีส์ระดับโลกเอาไว้ในรถซีรีส์ 5 ตัว M 535i เรียกได้ว่าเอาเครื่องรถ F1 มาใส่กันในตัว M5 ต่อด้วย M3 ทำให้มันเป็นมากกว่ารถสปอร์ต เพราะมันคือรถที่ถอดจิตวิญญาณมาจากรถสูตร 1

BMW Plant Dingolfing, Production 6 Series (11/2010)

แม้ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนมือและการถือครองอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศเยอรมนีกับประเทศอังกฤษก็ไปกันได้ด้วยดี BMW จัดการเทคโอเวอร์ MINI และรถหรูอย่าง Rolls-Royce มาเป็นเครือญาติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับบริษัทที่ผลิตเครื่องยนต์
ให้อากาศยานมาก่อนอย่าง BMW เพราะ Rolls-Royce เองก็ผลิตเครื่องยนต์ให้กับอากาศยานในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเครื่องบินพาณิชย์เช่นกัน

Content by Jonut

 

Related Post