ตึกระฟ้าในเมืองไทยที่จะเป็นที่จดจำของสายตาคนทั่วโลก

Skyscrapers that change the Skyline

เอกลักษณ์หนึ่งของเมโทรโปลิสใหญ่ๆ ทั่วโลกก็คือตึกระฟ้าต่างๆ ที่ทำหน้าที่กำหนดหน้าตาของเส้นขอบฟ้า และทำให้เกิดภาพจำของเมืองนั้นๆ ในสายตาของชาวโลก และผมก็ดีใจที่วันนี้เมืองไทยมีตึกระฟ้าที่พอจะแข่งกับตึกระฟ้าอื่นๆ ทั่วโลกได้เสียที

s03-0169_w1

แต่ด้วยบริบทต่างๆ ของสังคมกรุงเทพฯ (หรือสังคมไทย) ทำให้ตึกนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายด้าน จากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งข้อนี้ผมเองก็อยากจะยกเครดิตให้กับความกล้าของเดเวลลอปเปอร์อย่างคุณยิ่ง – สรพจน์ เตชะไกรศรี (เจ้าของคำพูดติดปากว่า “ถ้าไม่สุดไม่ใช่เรา” นั่นล่ะครับ) เพราะโปรเจ็กต์นี้ถือเป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงมากในแง่ของการลงทุน ด้วยข้อจำกัดและอะไรหลายๆ ประการทั้งทำเลที่ตั้ง การดีไซน์ และเรื่องความพร้อมของเมือง ทำให้โปรเจ็กต์นี้ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าผมเคยได้รับบุ๊คเลตของโครงการเมื่อประมาณหลายปี ที่แล้ว ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมรู้สึกชอบและทึ่ง กับโปรเจ็กต์นี้มาก พอเห็นตึกนี้เป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ผมรู้สึกดีใจไปด้วยเลยครับ

Print

ถ้าจะถามว่าผมชอบอะไรในตึกหลังนี้  บอกได้เลยว่าผมชอบตั้งแต่ได้ยินว่า OMA โดย Ole Scheeren (ซึ่งต่อมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Buro Ole Scheeren) รับออกแบบพร้อมคอนเซ็ปต์ที่จะทำให้ตึกนี้เสมือนถูกแกะสลักเหมือนริบบ้อนพันรอบตัวตึกในลักษณะของพิกเซล 3 มิติ (Pixelated Ribbon) ซึ่งหากมองในแง่ของการดีไซน์นั้น ลักษณะตึกที่ใช้ผนังกระจกโดยรอบแบบนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้างนอกและข้างในได้อย่างลงตัว พื้นที่ด้านในเปิดโปร่งโล่งสามารถชมวิวและรับแสงแดดธรรมชาติ ในขณะที่ตัวอาคารก็เปิดเผยความมีชีวิตสู่ภายนอก เหมาะสมกับภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนของยูนิตที่เหมือนลอยอยู่บนฟ้า (Glass Skybox) ที่สร้างพื้นที่พักผ่อนได้ทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ และมีส่วน Double-Height Space ที่มองเห็นวิวของเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา โดย “ริบบ้อน” ที่พันรอบตึกนั้น พันมาถึงด้านล่างและค่อยๆ หายไปเป็นพื้นที่
พลาซ่าส่วนกลาง (Landscaped Public Plaza) ได้อย่างแยบยล ดังนั้นผมว่ามันเป็นการออกแบบ ที่ทั้งกล้าหาญ ฉลาด และเข้าใจถึงบริบทของเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอยู่มากมายเลยครับ

1_dx7790_w1

นอกเหนือไปจากการดีไซน์ตัวตึกแล้ว  อีกประเด็นสำคัญที่ผมเห็นจากตึกระฟ้าทั่วโลกนี้ก็คือ ความสามารถของตัวมันในฐานะสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์ที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญประจำเมือง เป็น “Iconic Building” (ก็แบบที่คุณเห็นได้ในของที่ระลึกต่างๆ เวลาคุณไปเที่ยวนั่นล่ะครับ มันก็จะมีตึกสำคัญๆ ของเมืองนั้นปรากฏอยู่แล้ว) และเป็น “สถาปัตยกรรม” ที่จะมากำหนดเส้นขอบฟ้าหลักของเมือง ประเภทที่ว่าถ่ายภาพไปตรงไหนก็ต้องเห็นมัน ดังนั้น นอกเหนือไปจากความสูงแล้ว สิ่งสำคัญคือ ความสวย ดังนั้นในสายตาสถาปนิกอย่างผม ดีไซน์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

ปัจจุบันตึกระฟ้าเกือบทุกตึกจะมีฟังก์ชั่น การใช้งานคล้ายคลึงกันคือ ด้านล่างเป็นร้านรีเทล ตรงกลางเป็นตึกออฟฟิศ ด้านบนเป็นโรงแรมหรือเรสซิเดนท์หรูหรา และสูงสุดเป็นลานชมวิว เป็นสูตรสำเร็จที่เกือบจะทุกตึกทั่วโลกใช้ และก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับผมตึกระฟ้าที่ดีไซน์น่าสนใจและเป็น Iconic Skyscraper คู่เมือง ก็มี The Shard ที่กรุงลอนดอน (ออกแบบโดย Renzo Piano) Shanghai Tower ที่เซี่ยงไฮ้ (ออกแบบโดย Gensler) Tokyo Skytree ที่กรุงโตเกียว (ออกแบบโดย Nikken Sekkei) Burj Khalifa ที่ดูไบ (ออกแบบโดย Adrian Smith) และ One World Trade Center (ออกแบบโดย David Childs และ Daniel Libeskind) โดยแต่ละตึกนั้นก็มีจุดร่วมที่ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และสามารถตอบโจทย์ความเป็นเมืองที่มันตั้งอยู่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์นั่นเอง

cube-media-wall_w1

สำหรับในประเทศไทย ผมมองว่ากรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของโลกไปแล้ว ล่าสุดเพิ่งจะชนะขึ้นที่หนึ่งของเมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือนมากที่สุด ชนะกรุงลอนดอนที่ครองแชมป์ต่อเนื่องยาวนาน ผมมองว่าหลังจากตึกมหานครเกิดขึ้นแล้ว คงจะมีโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจแบบนี้เกิดขึ้นตามมาอีก กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ในตัวเอง ทั้งเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรม และเรื่องความเป็น “เมือง” ที่มีมาตั้งแต่โบราณ เรามีทั้งโลกหรูหราและสตรีทฟู้ด มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และตุ๊กตุ๊กอยู่รวมกันอย่างลงตัว และผมมองว่ากรุงเทพฯ กำลังจะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองอย่างแน่นอน ทั้งสเกลใหญ่ สเกลเล็ก ส่วนตัวผมเอง ก็ยังสงสัยนะ ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่ในฐานะของดีไซเนอร์ ผมว่าการเจริญเติบโต ในตอนนี้ทั้งในเรื่องการลงทุนและเรื่องดีไซน์ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจมากครับ

Related Post