ตะลุยเทือกเขาอันนะปุรณะ ประเทศเนปาลกับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ

the uniquely Unforgettable Annapurna

ช่วงหนึ่งของเส้นทางเดินเท้าจาก
เส้นทาง Thorong La pass บนเทือกเขาอันนะปุรณะ ประเทศเนปาล เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะเป็นเส้นทางเส้นทางที่สวยและเดินทางไม่ยากมากนัก เมื่อเราได้ไปเดินด้วยตัวเองก็พบว่าเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ

ช่วงครึ่งแรกของการเดิ
<<เมื่อเราไปถึงกาฐมาณฑุ เห็นสภาพอากาศที่ดูอึมครึม พร้อมกับมองภูเขาสูงตรงหน้า เราก็อดถามเพื่อนชาวเนปาลของเราไม่ได้ว่า นี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเดินทางหรือไม่>>

Tea House เล็กๆ

“ไม่มีปัญหา” เขาตอบพร้อมกับยักไหล่ ก่อนจะพูดต่อว่า “แต่คุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่าอากาศบนภูเขานั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ถ้าอากาศไม่ดีคุณก็อย่าเสี่ยง การเดินย้อนกลับลงมาดีที่สุดนะ มายเฟรนด์”

Thorong La Passw1

หลังคริสต์มาสหนึ่งวัน อรุณรุ่งบนภูเขาอากาศเย็นเยียบ หลังจากนั่งรถยาวนานออกมาจากกาฐมาณฑุ เราก็เริ่มต้นเดินก้าวแรกบน   เส้นทางยอดนิยมของนักเดินบนเทือกหิมาลัยของเนปาล Thorong La pass ซึ่งเป็นทางข้ามภูเขาเส้นที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 5,416 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ชาวเนปาลผู้เป็นทั้งพ่อครัว w1

ในช่วงปลายเดือนธันวาคมไม่ค่อยมีใครมาเดินเท้าบนเส้นทางนี้นัก เพราะถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เมื่อนักเดินน้อย ที่พักร้านอาหารที่เปิดตามรายทางก็จะน้อยไปด้วย แต่ก็พอมีเปิดให้กับนักเดินจำนวนน้อยนิดที่เลือกเดินในช่วงนี้ เหตุผลหนึ่งคงเป็นเรื่องของความหนาวเย็น และอาจหมายรวมไปถึงความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศเข้าไปด้วย หลายช่วงของการเดินมีแต่เราเท่านั้นที่เดินหอบหายใจอยู่บนเส้นทางอย่างโดดเดี่ยว

ที่ Manang หลังฟ้าปิดมาห

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมกับเพื่อนมาเทร็กกิ้งกันที่ประเทศเนปาล เริ่มจากไปเดินขึ้นยอด Gokyo ต่อด้วย Langtang และ Annapurna  ทั้งสามเส้นทางนี้เราเดินในช่วงที่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาเยือน ต้องลุ้นเรื่องสภาพอากาศ แต่ก็ได้มาซึ่งความไม่พลุกพล่านของผู้คนเราเรียกการเดินของเราว่าเดินนอกฤดู สภาพอากาศในช่วงรอยต่อของปีบนเส้นทางเดินเท้ามีทั้งดีและย่ำแย่ ความเหน็บหนาวนั้นสุดๆ ช่วงครึ่งแรกของการเดินอากาศดีท้องฟ้าแจ่มใส จวบจนกระทั่งเราเดินถึงเมือง Manang ที่ความสูง 3,519 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศก็เริ่มส่อเค้าว่าต้องวัดดวงกันว่าสภาพอากาศวันที่เราจะข้าม Thorong La นั้นจะเป็นเช่นไร

บรรดาไกด์และลูกหาบเติม

Manang คือหมู่บ้านศูนย์กลางของเขตพื้นที่ Manang ก่อนสิ้นปีมีที่พักเปิดอยู่เพียงสองสามแห่งเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือ Tilicho Hotel   น่าจะเป็นที่พักที่ดีที่สุดของ Manang ซึ่งเราได้เข้าพัก ชายหนุ่มชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต เจ้าของบอกกับเราว่า เขาเปิดทั้งปีไม่มีหยุด ที่พักแห่งนี้พ่อของเขาสร้างขึ้นมา ทุกวันนี้เขารับช่วงบริหารต่อ แน่นอนว่าเขาบริหารได้ดีที่เดียว หลังจากที่กินแต่อาหารที่มีแต่แป้งมาหลายวัน ฝ่าความชันและเหน็บหนาวของแต่ละค่ำคืนมาจนถึงเมืองสำคัญของเส้นทางอย่าง Manang เป็นเมืองที่เราจะพักสองคืนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้รับกับความสูงได้ ก่อนที่จะไต่ระดับไปหาสี่พันและห้าพันเมตร ได้เจอกับที่พักดี ที่สำคัญคืออาหารของที่นี่ดีมาก แม้ว่าจะมีราคาสูงแต่เราก็อดไม่ได้ที่จะปรนเปรอร่างกายของเราด้วย Yak Steak ปิดท้ายด้วยพายแอปเปิ้ลและชานมร้อนๆที่เมือง Manang อากาศปิด มีช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นที่เราได้มีโอกาสเห็นแสงอาทิตย์ แต่ในวันที่เราออกจาก Manang ท้องฟ้ากลับมาเปิดอีกครั้ง แต่ก็เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาวลอยล่องอยู่เต็มท้องฟ้า

ประตูเข้าออกห

ออกจาก Manang เส้นทางมีแต่ชันขึ้น เมื่อพ้นสี่พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลไปแล้ว ระยะก้าวของเราก็หดสั้นลงๆ ความเหนื่อยในการก้าวเท้าออกไปแต่ละก้าวดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากทั้งระดับความสูง ความชันของเส้นทาง และอากาศที่เบาบาง อยู่ที่พื้นราบใกล้ระดับน้ำทะเลที่กรุงเทพฯ ร่างกายเราได้รับออกซิเจน 100% ที่ความสูงสี่พันเมตรออกซิเจนจะลดลงเหลือ 60% วิวทิวทัศน์บนที่สูงของโลกงดงามชวนให้หลงใหล เริ่มตั้งแต่ออกจาก Upper Pisang มาแล้ว เทือกเขารอบๆ ตัวเราห่มคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ไม่เว้นแม้แต่เส้นทางที่เราย่ำเท้าผ่านไปก็ถูกปูลาดด้วยหิมะเกือบตลอด ออกจาก Manang เดินอีกสองวันเราจะปถึงจุดพักสุดท้ายก่อนเดินข้าม Thorong La

วัดสำคัญของเมือง

วันข้าม Thorong La นับเป็นวันที่สำคัญที่สุดและถือว่ายากที่สุด เพราะเราต้องเดินบนหิมะที่ความสูงห้าพันกว่าเมตรไปเกือบจนถึงจุดที่สูงที่สุดของเส้นทางที่ 5,416 เมตร เราภาวนาว่าขอให้อากาศดี ท้องฟ้าเปิดในวันที่เราเดินข้ามด้วยเถอะ

 

ตีสองผมละจากความอุ่นของถุงนอนเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ รู้สึกสบายใจเพราะท้องฟ้าเปิดมองเห็นรอบๆ ตัวได้ชัดเจน แต่พอตื่นมาอีกครั้งตอนตีสี่เตรียมตัวออกเดิน ข้างนอกหิมะเริ่มตกแล้ว เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพื่อนชาวเกาหลีตัดสินใจไม่เดินข้ามเพราะพ่วงเอาลูกชายตัวเล็กสองคนมาเดินด้วย แต่ไกด์บริษัททัวร์กลุ่มใหญ่ที่เราเดินเกาะกลุ่มมาบอกว่าวันนี้ยังข้ามได้แต่พรุ่งนี้ไม่แน่แล้ว ตัดสินใจเอาว่าจะเดินข้ามหรือเดินกลับ

หมู่บ้าน Ngawal ของชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต

ประมาณตีห้าเราเริ่มออกเดินท่ามกลางความมืดและเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนไปทั่ว เราก้าวเดินอย่างช้าๆ ตามกันไป พอเริ่มมีแสงสว่างในตอนสายเราก็อยู่ระหว่างทาง ย่ำเท้าจมหายลงไปในผืนหิมะ วิวทิวทัศน์ รอบตัว หรือมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสีขาวสีเทา ขบวนนักเดินสิบกว่าคน ทยอยก้าวเท้าตามกันไป สภาพของผมรู้ตัวได้เลยว่าแย่มาก บนเขตแดน  ห้าพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลเป็นโลกที่ห่างไกลจากความคุ้นเคย ที่ไปได้คือด้วยกำลังใจล้วนๆ และความคิดที่ว่าเดี๋ยวก็จบแล้วกัดฟันอีกนิดเดียว   วนเวียนอยู่เช่นนี้ มองปลายเท้านับจังหวะลมหายใจ หาคำสวดภาวนาให้สอดคล้องกับจังหวะหายใจจังหวะก้าวเดิน รู้สึกตัวได้เลยว่านี่เป็นความเหนื่อยที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิตเลย พลังงานในร่างกายตกไปอยู่ในขีดขั้นต่ำแทบจะหมดถังอยู่แล้ว ในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่สูงที่สุดก่อนที่ทางเดินจะเทลาดลงไปอีกด้านหนึ่งของเทือกเขา เจดีย์องค์เล็กถูกพันไว้ด้วยธงมนต์ ป้ายแสดงตำแหน่งความสูง พร่าเลือนอยู่ในเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนอยูในอากาศสภาพอากาศย่ำแย่เอามากๆ ทีเดียว เราทำเฉกเช่นทุกๆ คน คือไปยืนอ่อนระโหยถ่ายภาพกับป้ายเพื่อยืนยันว่า เราฝ่าฟันมาถึงจุดที่สูงที่สุดแล้ว เรียกว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว อีกครึ่งที่รออยู่คือเดินลงจากจุดนี้ลงไปหาเมือง Muktinath ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเส้นทางที่ง่ายเพราะค่อนข้างชัน รวมทั้งบรรยากาศของวันนี้ที่ถูกพายุหิมะลูกย่อมๆ ผ่านมาเยือน

 

ในโลกของความขาวโพลน ถัดจากวันนี้ไปคงอีกหลายวันกว่าที่ผู้คนจะเดินข้าม Thorong La ได้อีกครั้ง หิมะที่ตกลงมาในวันนี้และน่าจะตกอีกวันได้ทำหน้าที่เป็นกุญแจที่ลั่นดาลเอาไว้เรียบร้อย เรารู้สึกโชคดี ที่วันเวลาในทริปที่เราวางไว้มาประจวบกับดินฟ้าอากาศเช่นนี้พอดิบพอดี หากมาช้าอีกวัน เราคงต้องย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม ไม่อาจข้าม Thorong La อย่างที่ตั้งใจได้ แม้บรรยากาศจะไม่สว่างสดใส แต่ก็มีความงดงามอีกรูปโฉมที่แสดงความจริงอีกด้านหนึ่งของภูเขาให้เราได้ประจักษ์ ในขณะเดียวกันสถานที่แห่งนี้ก็ทำให้เราได้ค้นพบพลังเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราเช่นเดียวกัน

เด็กชาวชายเนปาล1

คืนนั้นเราฉลองกันเล็กๆ ที่ Muktinath ด้วยการสั่งเบียร์มาดื่ม มองดูเกล็ดหิมะที่โปรยปรายอยู่ด้านนอกที่พัก แม้ว่าจะยังไม่จบทริป แต่เราก็หาได้กังวลอะไรแล้ว เพราะเราได้ผ่านส่วนที่ยากที่สุดของเส้นทางมาแล้ว สรุปแล้วแม้จะไม่ได้เดินรอบใหญ่ของเส้นทางที่ต้องใช้เวลาเกือบเดือน  แต่เราก็ได้เดินไปบนช่วงที่ถือเป็นไฮไลท์ของเส้นทาง Thorong La แล้ว 10 วันกับระยะทางร่วมหนึ่งร้อยกิโลเมตรบนเทือกเขาอันนะปุรณะ การเดินนอกฤดูนั้นยากลำบากและได้เห็นบรรยากาศของทิวทัศน์   ที่มักไม่ปรากฏอยู่บนคู่มือท่องเที่ยว ถึงจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเดิน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความจริงอีกมุมหนึ่งของเทือกเขาอันนะปุรณะที่ยากจะลืมเลือน
เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนคร กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ด้วยบริการของสายการบินไทยที่สะดวกสบาย ที่พักในกาฐมาณฑุเราเลือกย่านทาเมลเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของนักเดินทาง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายราคา ที่สำคัญคือในย่านนี้มีทุกอย่างให้เลือกซื้อหาสำหรับนักเดินทาง โดยเฉพาะกับบรรดานักเดินเขาที่จะไปออกทริปเลียนแบบ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ให้เลือกนั่ง แต่เราแนะนำให้ไปที่ Garden Of Dreams ซึ่งตั้งอยู่ในย่านทาเมลเช่นกัน (ต้องเสียเงินค่าเข้า) ด้านในมีสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามมีร้านอาหาร และร้านกาแฟ บรรยากาศสงบเงียบ การเดินเท้าบนภูเขาสามารถติดต่อบรรดาบริษัททัวร์ซึ่งมีอยู่หลายเจ้าในย่านทาเมล ทุกเส้นต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าไปเดินเท้า ที่พักบนภูเขาหากอยู่ในช่วงฤดูท่องเที่ยวมีให้เลือกหลายแห่ง ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก

สำหรับเด็กชาวท้องถิ่นแล้วความหนาว
วีซ่าเข้าเนปาลสามารถทำได้ที่ สถานทูตเนปาลที่กรุงเทพฯ หรือ จะมาทำ Visa on Arrival ที่สนามบินก็ทำได้โดยไม่ยุ่งยาก (เราเลือกมาทำวีซ่าแบบ Visa on Arrival ที่สนามบินกาฐมาณฑุเลย ใช้เวลาไม่นาน) หลังจากย่ำเท้าบนเทือกเขาหิมาลัยมาสิบวัน วันกลับ เมื่อเดินขึ้นบนเครื่องการบินไทยที่กาฐมาณฑุ  เราก็รู้สึกเหมือนกลับถึงบ้านแล้ว รอยยิ้มที่อบอุ่นและการบริการที่คุ้นเคย ขณะที่เครื่องทะยานขึ้นจากสนามบิน เรามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเทือกหิมาลัย ทอดตัวยาวถูก ห่มคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดตา

Related Post