คำกล่าวที่ว่า ‘ศิลปะส่องทางให้แก่กัน’ นั้นใช้ได้กับทุกวงการจริงๆ

สำหรับผม (และผู้คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึง กับผม) แล้ว ฮิปฮอปถือเป็นทุกอย่าง เป็นวิถีชีวิตที่ไม่สามารถขาดได้ วันที่ฮิปฮอป
เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัว อาจจะไม่มีใครคิดว่าฮิปฮอปจะกลายมาเป็นร็อกแอนด์โรลล์เหมือนในยุคนั้น เพราะร็อกแอนด์
โรลล์คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่สะท้อนผ่านทุกอย่าง
ในชีวิตของเขา

ไล่มาตั้งแต่ประเภทเพลงที่ฟัง ยี่ห้อรถที่ขับ มอเตอร์ไซค์ที่ขี่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงแอ็กเซสเซอรี่ เลยไปจนถึงรสนิยมการแต่งบ้าน กลุ่มเพื่อนที่คบ ผับที่ไป ประเภทเหล้า ที่ดื่ม ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่กว้างมากๆ มีให้เลือกเสพหลากหลาย เป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งมานานมากแล้ว ผมเลยคิดว่าฮิปฮอป นี่เรียกได้ว่าเทียบเท่าร็อกแอนด์โรลล์เลย แค่เป็นคนละยุคเท่านั้นเอง เสน่ห์ของฮิปฮอปอยู่ที่ความหลากหลาย ในยุคแรกเริ่ม อาจจะมีการนิยามวัฒนธรรมฮิปฮอปว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องร้องเพลงสไตล์นี้ ศิลปะต้องเป็น กราฟิตี้เท่านั้น แต่พอกลุ่มคนที่เสพและใช้วัฒนธรรมฮิปฮอปเริ่มใหญ่ขึ้น ก็จะเห็นได้ว่ามีการบลัฟฟ์กันอยู่ในทีว่าของใครจริง ของใครไม่จริง เริ่มเป็นลางบอกเหตุว่า การรับรู้ของผู้คนในแง่ของวัฒนธรรมใหญ่ขึ้นจริงๆ

ส่วนตัวผมเอง ผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นของประชาชนแบบนี้ ไม่มีทางบอกได้หรอกครับว่าอะไรออริจินัล อะไรเฟค ถ้าจะแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ก็คงพอไหว แต่พอวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นของทุกคนไปแล้ว เสน่ห์จึงกลายมาอยู่ที่ว่าใครจะใช้ได้ดีที่สุด ใครจะ
ปรับใช้จนกระทั่งวัฒนธรรมนั้นกลายมาเป็นยุคของใคร ยุคนี้ใครเป็นไอคอน นี่คือความตื่นเต้นนะครับ ถ้าเรามานั่งนิยามว่าสิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ นั่นล่ะคือที่ไม่ใช่ เพราะวัฒนธรรมเองก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย นึกถึงช่วงที่คนรุ่นคุณปู่คุณย่าเราไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นพ่อ
รุ่นแม่เราถึงคลั่งไคล้ Elvis Presley หรือ 
The Beatles กันขนาดนั้น แล้วนึกภาพกลับไปสมัยที่เพลงแจ๊ซเพิ่งปรากฏตัวในวงการใหม่ๆ แทบจะไม่มีใครฟังเลยใช่ไหมครับ เพราะเป็นเพลงที่ถือว่าฟังยากพอสมควรในสมัยก่อน และเพลงแจ๊ซเองก็มีที่มาจากวัฒนธรรมสตรีทเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผันผ่านไป เพลงแจ๊ซก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่านี่คือเพลงหรูหรา สำหรับ ผู้มีรสนิยม ดังนั้น สำหรับผม วัฒนธรรมที่ลื่นไหลไปมาได้นี่คือสิ่งที่น่าสนใจในสังคมมนุษย์

มีคนถามผมถึงทิศทางของวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทย ผมขอตอบในสเกลระดับโลกก่อนว่า เพลงฮิปฮอปนั้นไม่ใช่
แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะฮิปฮอปเป็นวัฒนธรรมมาจากวัฒนธรรมสตรีท และคนที่ให้กำเนิดฮิปฮอปนั้นมาจากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่ายากจนและไม่มีอันจะกินก็ได้ครับ พอมาถึงตอนนี้ วัฒนธรรมฮิปฮอปกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มากมายมหาศาล คนที่สร้างจึงไม่มีทางปล่อยให้วัฒนธรรมนี้หายไปอย่างแน่นอน เพราะในวันนี้ ฮิปฮอปกลายเป็นธุรกิจหลักในทุกวงการ เรียกได้เลยว่าทำให้ผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมฮิปฮอปนั้นมีที่ทางขึ้นมาในสังคมต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว ในสมัยยุค ’70s – ’80s นั้นความเหลื่อมล้ำนี่ชัดเจน แต่ตอนนี้ฮิปฮอปถือว่าเป็นดนตรีปฏิวัติที่ดันให้คนผิวสีขึ้นมาอยู่แถวหน้าของสังคมเหมือนที่เราเห็นในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากจะไม่หายไปแล้ว วัฒนธรรมหลักอื่นๆ ก็จะต้องมาหลอมรวมกลมกลืนกันเพื่อความอยู่รอดด้วยครับ (ก็ดูตัวอย่างการ Collaboration กันระหว่างไฮแฟชั่นแบรนด์กับสตรีทแบรนด์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หรือแม้แต่การที่ไฮแฟชั่นแบรนด์นำเอาองค์ประกอบของสตรีทแฟชั่นไปเสริมในคอลเลกชั่นกันอย่างครื้นเครงสนุกสนานดูก็ได้ครับ)

กลับมาที่เมืองไทย ไม่ว่าคนไทยจะชอบหรือไม่ชอบ อินหรือไม่อินกับวัฒนธรรมนี้ 
แต่เมื่อมีอิทธิพลมาจากทั่วโลกแบบนี้ เราก็ต้องเดินตามไป อาจจะไม่อินเท่า เพราะก็ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบอะไรสบายๆ ไม่ซีเรียสมาก  แต่โลกอินเตอร์เน็ตก็ทำให้ความลื่นไหลทางวัฒนธรรมนั้นก็หยุดไม่อยู่อยู่แล้ว ก็ต้องรอดูกันไปครับว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ วัฒนธรรมฮิปฮอปจะเป็นอย่างไรต่อไปในบ้านเรา

Related Post