มาดูความเป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ที่จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ บนโลกของเรากัน

The Scientific Possibilities

ปีหลังๆ มานี่ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความรุนแรงของภัยพิบัติตามธรรมชาตินั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป (ก็โลกร้อนขึ้นนั่นล่ะ) สภาพอากาศแปรปรวนระดับที่ทะเลสาบชาด (Lake Chad) ในทวีปแอฟริกาลดขนาดลงถึง 95% ในช่วงปีค.ศ. 1963 – 1998 แม้จะมีคำปลอบประโลมว่าภาพถ่ายทางดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม (แต่เราก็อดถามไม่ได้ว่า จริงอ่ะ?) และพายุเฮอริเคน หรือพายุฤดูร้อนต่างๆ นั้นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นชนิดที่ทำให้รัฐทั้งรัฐกลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าได้ภายในพริบตา ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ภาวะวันสิ้นโลกแบบที่โนอาห์ต้องต่อเรือเพื่อความอยู่รอด หรือภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ก็คงจะอยู่ไม่เกินชั่วชีวิตเราแน่นอน

นอกเหนือไปจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและยาวนานขึ้นแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายด้านของมนุษย์ (โดยเฉพาะด้านชีววิทยา) เองก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ธรรมชาติปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดได้เช่นกัน ในความพยายามที่จะศึกษาและดัดแปลงพันธุกรรมของพืชและไวรัสต่างๆ เพื่อให้พืชผลิตผลได้ดีขึ้น และสัตว์ตอบสนองต่อไวรัสแตกต่างไป ซึ่งพื้นฐานของการศึกษาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจการเจริญเติบโตและการกลายพันธุ์ของไวรัสเพื่อหาหนทางที่จะรักษาโรคมะเร็ง โรคอีโบล่า และโรคอื่นๆ แต่ก็มีนักวิจัยหลายคนบอกว่า พวกเขากลัวว่าการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์แบบนี้นั้น หากนำไปใช้ผิดทาง อาจจะผลิตซูเปอร์ไวรัสที่ไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้น ภาวะซอมบี้บุกโลกแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์อย่าง 28 Days Later หรือ I Am Legend ก็อาจจะกลายมาเป็นจริงเข้าสักวัน

โอเค เรารู้ว่าคุณอาจจะคิดว่านั่นเป็นเพียงนิยายไซไฟแฟนตาซีเพ้อฝันไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่มีทางฟื้นจากความตายขึ้นมาได้ (อันนี้เป็นสัจธรรมของชีวิตแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้) แต่สารคดีที่ชื่อว่า The Truth Behind Zombies ที่ผลิตโดย National Geograpic Channel นั้นได้อธิบายให้คนอ่อนวิทยาศาสตร์อย่างเราเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้านั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบสมองส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการควบคุมตนเองไม่ได้และคลุ้มคลั่ง (คล้ายอาการไม่มีสติของฝูงซอมบี้) ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถนำเอาความสามารถของไวรัสตัวนี้ ไปรวมเข้ากับความสามารถของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในอากาศผ่านการตัดต่อพันธุกรรมแบบชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) แล้วล่ะก็ คุณคงจินตนาการได้ไหมว่า เหตุการณ์ซอมบี้บุกโลกนั้นอยู่ใกล้ตัวคุณนิดเดียวเอง

เรื่องแบบนี้อย่าหาว่ามีเฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะ นักวิทยาศาสตร์ตัวพ่อบนโลกจริงอย่าง Stephen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง) เองก็เคยพูดเตือนชาวโลกไว้ตั้งแต่เมื่อปีค.ศ. 2007 โน้นแล้วว่า “ชีวิตบนโลกนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์จากหายนะต่างๆ ทั้งภาวะโลกร้อน สงครามนิวเคลียร์ ไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม รวมไปถึงอันตรายอื่นๆ ผมคิดว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีอนาคตแน่ๆ ถ้าเราไม่ออกไปสร้างอาณานิคมในอวกาศ” อย่างไรก็ดี ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขารู้ว่าทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาของไวรัสจนถึงจุดวิกฤติ แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยความเร็วในอัตรานี้จะสร้าง ‘หนทางใหม่ๆ ที่เอื้อให้อะไรผิดพลาดได้’ เขากล่าวเสริมว่า “แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดหายนะบนโลกใบนี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้จะค่อนข้างต่ำ ก็มันก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จนบัดนี้ สิ่งเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ในพันปีหรือหมื่นปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราอาจจะย้ายออกไปจักรวาลอื่น ไปอาศัยอยู่ที่ดวงดาวอื่น ดังนั้น หายนะที่เกิดขึ้นบนโลกก็ไม่ได้หมายถึงจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์เสมอไป อย่างไรก็ตาม เราคงจะไม่สามารถสร้างอาณานิคมที่ใช้การได้จริงบนอวกาศได้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”

ฟังดูย้อนแย้งอย่างมากมายที่ความเสี่ยงทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่มาจากกระบวนการด้านวิทยาศาสตร์ที่กลายมาเป็นแหล่งสำคัญของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาเคยชี้นำถึงความเสี่ยงที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) จะพัฒนาจนกระทั่งเป็นเหตุให้มนุษยชาติพบจุดจบ แต่เขาก็เชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เพียงเพราะความกลัวอันตรายเท่านั้น และเขาก็ยังแนะนำว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ นั้นควรจะตระหนักรู้ว่ากระบวนการเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนโลกได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็มีหน้าที่สำคัญในการอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจด้วย “เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องโน้มนำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ทุกคนจำเป็นต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากพอในเรื่องเกี่ยวกับอนาคต”

The Superrich Solutions

เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น Centers for Disease Control and Prevention (CDC) เคยออกคู่มือ (ที่ดูเหมือนจะ)ตลกโปกฮาว่าด้วยเรื่องการเอาตัวรอดเมื่อซอมบี้บุกโลกออกมาให้ดาวน์โหลดอย่างกว้างขวางชื่อว่า Preparedness 101: Zombie Pandamic เป็นการ์ตูนกราฟิกสไตล์ตะวันตกอ่านเข้าใจง่าย สนุกดีสาระสำคัญว่าด้วยการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ โดยแนะนำให้ทุกคนเตรียมถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตรับมือกับซอมบี้ ก็ดูเป็นไอเดียการสร้างคอนเทนต์ที่ดูหวือหวาฮือฮาดี เราชอบนะ แต่ที่เราชอบมากกว่าคือ การที่นักธุรกิจหัวใสหลายต่อหลายคนเห็นโอกาสจาก ‘ความกลัว’ ของมนุษย์นี้ และใช้โอกาสเหล่านั้นมาสร้างเงินให้กับตัวเองได้อย่างมหาศาล

ตัวอย่างสุดคลาสสิกคงจะหนีไม่พ้น Larry Hall (แลร์รี่ ฮอลล์) ซีอีโอของ Survival Condo Project เขาคือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หัวใสรุ่นแรกๆ ที่ดัดแปลงคลังเก็บอาวุธเก่าความลึก 15 ชั้นใต้ดินของรัฐแคนซัสให้กลายเป็นหลุมหลบภัยสุดหรูพร้อมรับวิกฤติวัน
โลกแตก โปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นในปีค.ศ. 2008 ที่แลร์รี่ได้ทุ่มเงินจำนวน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐซื้อคลังเก็บอาวุธดังกล่าว และอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐปรับปรุงพื้นที่ภายในทั้งหมดเพื่อดึงดูดเศรษฐีเงินเหลือใช้ เขาเคลมว่าโปรเจ็กต์ของเขาได้ถูกออกแบบมาให้ดูแลคนจำนวน 75 คนให้อยู่ดีมีสุขโดยไม่ต้องออกไปไหนเลยได้ยาวนานถึงห้าปี ภายในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรูแบบที่ทำให้คุณลืมไปเลยว่าคุณกำลังอยู่ในโลกที่อารยธรรมล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ทั้ง 12 หลัง (ที่เขาเก็บหลังหนึ่งไว้สำหรับตัวเขาเอง) ได้ถูกขายหมดเกลี้ยงไปแล้วในราคาหลังละ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแบบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

นอกจากนั้น Antonio García Martínez (อันโทนิโอ การ์เซีย มาร์ทิเนซ) อดีตผู้จัดการโปรดักส์ของเฟซบุคได้ซื้อที่ดินขนาดใหญ่กลางป่าลึกบนเกาะกลางมหาสมุทรและขนเครื่องปั่นไฟฟ้า แผงวงจรพลังงานแสงอาทิตย์ และบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปเตรียมไว้ เขาบอกว่าหากเกิดกรณีที่อารยธรรมตะวันตกล่มสลายลง เขาอยากจะหาพื้นที่ลี้ภัยที่ไกลจากเมือง แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก ซึ่งบอกให้ว่า หลังจากที่เขาแง้ม ‘โปรเจ็กต์บนเกาะเล็กๆ” ของเขาออกไปให้คนอื่นรู้ เขาก็พบว่ามีคนคิดคล้ายคลึงกับเขาไม่น้อยทีเดียว

คนสำคัญในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Larry Ellison (แลร์รี่ เอลลิสัน) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ Oracle ได้กว้านซื้อพื้นที่กว่า 98% ของเกาะลาไน ในรัฐฮาวายไว้เพื่อสร้างบ้านพักที่อยู่ได้แบบไม่ออกไปไหนหากเกิดอะไรขึ้น ส่วน Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก) ซีอีโอของ Facebook เองก็ได้ซื้อที่ดินทางตอนเหนือของเกาะเคาไวไว้เช่นกัน ในขณะที่ Michael Dell (ไมเคิล เดลล์) ผู้ก่อตั้ง Dell Technology เองก็มีอาณาจักรที่อยู่ของเขาที่ชื่อว่า Raptor Residence บนชายฝั่งโคน่าที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 64.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันนี้เราแอบสงสัยนิดนึงนะว่า เกาะเหล่านี้จะไม่หายไปกับสายน้ำเหรอ หากเกิดวิกฤติโลกแตกขึ้นมาจริงๆ)

ในขณะที่ Steve Huffman (สตีฟ ฮัฟฟ์แมน) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Reddit เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาและ Yishan Wong (หยิงฉาง หว่อง) อดีตซีอีโอของเว็บไซต์ตัดสินใจทำเลสิกเพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ ขึ้นก็ตาม “ถ้าหากว่าโลกแตก เอาเป็นว่า ไม่ต้องถึงกับโลกแตกหรอก แต่ถ้าเรามีวิกฤติการใดๆ ก็ตาม ถ้าจะต้องพึ่งคอนแท็กเลนส์กับแว่นตาตลอดเวลาคงไม่ดีแน่ๆ”

แม้กระทั่ง National Geographic Channel เองก็ยังทำซีรีส์ชุด Doomsday Castle ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Brenton Bruns (เบรนตัน บรุนส์) และลูกๆ ทั้งห้าที่สร้างปราสาทขนาดใหญ่ที่รัฐเซาธ์แคโรไลนา เป็นปราสาทที่ก่อสร้างขึ้นแบบพิเศษ สามารถอาศัยอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ในตอนแรกเขาสร้างเพียงหลุมหลบภัยพื้นฐานในปีค.ศ. 1999 แต่ต่อมาก็กลายมาเป็นปราสาทฟูลออพชั่นอย่างที่เห็น เบรนตันยืนยันว่าปราสาทของเขานั้นเต็มไปด้วย ‘กับดักนานาชนิด’ เพื่อระวังภัย ในขณะที่เพื่อนบ้านเขาโดยรอบนั้นก็ติดอาวุธพร้อมมือราวกับกองกำลังป้องกันตนเองอย่างย่อยๆ เลยทีเดียว (นี่เรียกได้ไหมว่าปราสาทหลังนี้เกิดขึ้นเพราะ ‘ความกลัว’ เพียงเท่านั้น)

ช่างเป็นการเตรียมพร้อมที่ต้องอาศัยเงินถุงเงินถังเสียจริงๆ แล้วคุณล่ะ เตรียมพร้อมรับวิกฤติวันโลกแตกหรือยัง?

Related Post