2:22 ไขปริศนาเวลาเฉียดตาย

2:22 บอกเล่าเรื่องราวของดีแลน แบรนสัน (มิเคียล ฮิวส์แมน) ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เดจาวูที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา ณ เวลา 2.22 น. ที่เกิดเหตุการณ์ประหลาด ทำให้เขาต้องพักงานกะทันหัน เพราะเกือบจะทำให้เครื่องบินสองลำชนกันกลางอากาศ ฟังพล็อตเรื่องแล้วทำให้เราอดนึกถึงภาพยนตร์เก่าเรื่อง 11:14 ที่เล่าเรื่องราวของหลายชีวิตที่เกิดขึ้น ณ เวลา 11.14 น. เช่นกัน

แต่ไม่ใช่แฮะ … 2:22 ดูเหมือนจะเป็นภาพยนตร์โรแมนติกทริลเลอร์ (โรแมนติกกับเทรลเลอร์นี่เป็นส่วนผสมที่ชวนให้สงสัยหลายเรื่อง สำหรับเรานะ แต่ถือเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจทีเดียว) ลอปติมัมดึงตัวมิเคียล นักแสดงนำอนาคตไกลมาจับเข่าคุย … รอภาพยนตร์เข้าฉายไปพลางๆ

ตัวละครของคุณ ดีแลน เขาเป็นคนยังไง ?

ครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับ ดีแลน แบรนสัน เขาเป็นคนเก็บตัว เขาดูเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าฉีกออกไปจากชีวิตประจำวันเขาเท่าไหร่ เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศแห่งสนามบินเจเอฟเค หลังจากเกิดเรื่องที่ทำให้เขาเกือบเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มันนำให้เขาไปสู่สถานีรถไฟแกรนด์เซนทรัล รูปแบบพวกนี้ยังคงหลอนเขา ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบินบินผ่านหัว เสียงกระจกแตก เสียงเบรก เหมือนมันพยายามสื่อสารอะไรกับเขาอยู่ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ

ผมว่า เมื่อมองในมุมหนึ่งชีวิตของ ดีแลน เหมือนควบคุมไม่ได้เพราะเขาต้องเจอกับเรื่องพวกนั้นซึ่งมันเริ่มคุกคามเขาขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกมุมคือเขาไม่เคยรู้สึกว่ามีความกระหายในชีวิตมากเท่านี้มาก่อนตั้งแต่รู้จักกับ ซาร่า เมื่อแพทเทิร์นที่เขาพยายามไขความลับเริ่มเป็นภัยกับเขาขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงต้องทำอะไรซักอย่าง และเขาต้องนำมันไปก้าวหนึ่งเพื่อให้ ซาร่า และตัวเขาเองปลอดภัย

แล้วคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อรับบทนี้ ?

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยและหนึ่งในเหตุผลที่ผมอยากแสดงบทนี้เพราะมันมอบโอกาสให้ผมได้เข้าสู่โลกของตัวละคร ยกตัวอย่างเช่นโลกของการควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมขึ้นเครื่องบินเกือบทุกอาทิตย์ ไปทำงานหลายประเทศทั่วโลกแต่ผมไม่เคยรู้เลยว่ามีคนกี่คนอยู่เบื้องหลังเครื่องบินขึ้นลงแต่ละครั้ง

ทันที่ที่ผมบินมาถึงเพื่อถ่ายทำ ผมต้องศึกษาการควบคุมการจราจรทางอากาศ รวมทั้งศึกษาการทำงาน กรอบความคิด และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ในที่สุดผมก็ถึงจุดที่สามารถเข้าใจทุกสิ่งที่ผมพูดในหนัง นั่นเป็นก้าวแรกแห่งการเข้าถึงตัวละครคร ทุกเช้าตอนแต่งหน้าผมไล่อ่านหมายเลขเครื่องบิน ซ้ำแล้วซ้ำอีก พอเวลาถ่ายเสร็จผมเหมือนจะฝันเป็นมันเลยเพราะ ดีแลน คงฝันเห็นเลขพวกนี้เหมือนกัน

แล้วการทำงานกับ พอล เคอร์รี ผู้กำกับล่ะเป็นอย่างไรบ้าง ?

ผมโชคดีที่ได้บทเรื่องนี้มาอยู่ในมือ ผมรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับ พอล เป็นอะไรที่สนุกมาก เป็นโอกาสที่ให้ผมได้ใส่ความคิดตัวเองลงไปในงานและผมตื่นเต้นมากที่ได้โอกาสนั้น ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพอลด้วยเช่นกัน

ในช่วงเตรียมตัวผมติดงานอยู่อีกที่ทำให้ไปเจอ พอล เองลำบาก การคุยกันผ่านสไกป์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาหนังเรื่องนี้ ก็เพราะเราอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เราใช้โปรแกรมนี้คุยกัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ 6 สัปดาห์ติด เราใช้สไกป์แม้ว่าผมสามารถบินไปเตรียมตัว 2 อาทิตย์ก่อนเปิดกล้องได้ เพราะว่าเวลาแค่นั้นมันไม่พอให้เราเตรียมตัวเพื่อให้แน่ใจว่าเราเก็บรายละเอียดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเพื่อให้คนดูสัมผัสประสบการณ์แบบที่ทีมงานตั้งใจจะนำเสนอ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจพล็อตเรื่องทุกซอกทุกมุม รู้ประวัติตัวละคร ดีแลน อย่างละเอียด เพราะถ้ามีวันไหนระหว่างถ่ายทำที่เรารู้สึกตันไปต่อไม่ถูก เรากลับมาหวนคิดถึงสิ่งที่เราเคยคุยกันในสไกป์ซึ่งอาจจะมีอะไรที่ทำให้เราเดินหน้าต่อได้

ผมไม่เคยมีอิสระที่จะได้พูดกับผู้กำกับว่า เราคุยเรื่องนี้ซีนนี้มาหลายรอบแล้ว แต่พอเล่นจริงมันไม่ใช่ ลองแบบนี้ได้ไหม คุณเห็นด้วยหรือเปล่า และส่วนใหญ่ พอล จะตอบว่า ผมว่าคุณพูดถูก เอาเลย ทำงานกับเขาสนุกมาก

พูดถึงการทำงานร่วมกับ เทเรซ่า พาล์มเมอร์

การเล่นเป็นคู่รักบนจอ เมื่อ เทเรซ่า กับผมลองวิเคราะห์ดูมันพบว่ามันมีซีนที่จะปูความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่าง ดีแลน และ ซาร่า อยู่ หลังจากนั้นทุกสิ่งเหมือนเริ่มพินาศ เรารู้สึกว่าภายในซีนที่เข้าร่วมกันนั้น พวกเราต้องแสดงความรัก ความผูกพัน ความหลงใหลของทั้งคู่ออกมา และเรารู้ว่าวิธีที่ดีสุดคือแสดงสิ่งที่ลึกซึ้งว่าที่หน้ากระดาษเขียนไว้ออกมาซึ่งบ้างครั้งมันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามอะไร

ผมชอบทำงานกับ เทเรซ่า ผมพอใจกับงานของเราและผมก็ภูมิใจมากที่เราทั้งคู่ค้นพบหัวใจหลักของ ดีแลน และ ซาร่า และทำให้มันมีชีวิตบนจอได้

ตอนคุณเริ่มทำงานในอเมริกาคุณเริ่มจากงานทีวีก่อนต่อด้วยภาพยนตร์ คุณต้องปรับตัวบ้างไหมมีอะไรที่มันต่างจากการทำงานในประเทศเนเธอร์แลนด์บ้านเกิดของคุณบ้าง?

ต่างกันเยอะเลยล่ะครับ ผมเคยรู้สึกแปลกแยกเพราะเรื่องภาษาเพราะภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของผมซึ่งต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีเลย บางครั้งผมยังรู้สึกเลยว่า “ว้าว เราก็พูดคล่องเหมือนกันนะเนี่ย” หลังๆ มานี้ผมเลิกกังวลแล้วล่ะ

แล้วมันใช้เวลาแค่ไหนคุณถึงรู้สึกสบายใจกับมัน?

ประมาณสี่ปี  มันเป็นสี่ปีที่ผมได้มาเริ่มทำงานในอเมริกากับเรื่อง Treme ซึ่งช่วงนั้นผมฝึกกับโค้ชด้านการออกเสียงที่นิวยอร์กด้วย

แล้วคุณเคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อนหรือเพิ่งเริ่มเรียนเพราะการแสดงเท่านั้น

ผมเรียนมาตั้งแต่สมัยประถมแล้วเท่าที่จำความได้นะ ด้วยความที่เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีชายแดนติดกับหลายประเทศในยุโรป หนังทุกเรื่องไม่มีการพากย์เสียงทับ เด็กโตมาดูหนังพูดภาษาอังกฤษซึ่งมันช่วยได้พอสมควรนะ แต่ผมไม่ได้ฝึกกับโค้ชด้านการออกเสียงจนกระทั่งเรื่อง Treme ซึ่งผมใช้เวลาไม่น้อยเพื่อกำจัดสำเนียงเกิดของผม มันน่าตื่นเต้นมากนะและมันก็ยากไม่แพ้กัน มันเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาแต่ผมไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้

2:22 เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนเป็นต้นไป

Related Post