48 ชั่วโมง จากกรุงปรากส์สู่เวนิส

48 Hours from Prague to Venice

การเดินทางสุดเลอค่าจากกรุงเทพฯ สู่กรุงปราก และเดินทางโดยรถไฟสายพิเศษ Venice Simplon-Orient-Express สู่นครเวนิส เพื่อสัมผัสประสบการณ์กรุ่นกลิ่นน้ำหอมชั้นสูงสำหรับสุภาพบุรุษคอลเลกชั่นล่าสุด Le Gemme จาก Bulgari

<<เดินทางมาถึงสถานีรถไฟกรุงปราก เพื่อจับรถไฟขบวนพิเศษที่หรูหราที่สุด Venice Simplon-Orient-Express เพื่อเดินทางไปยังนครเวนิส 
ประเทศอิตาลี Bulgari เหมารถไฟทั้งขบวนให้กับคณะเดินทางของเรา>>

1H: Summer Sky

การเดินทางเริ่มต้นหลังจากที่เรา
เช็กอินในโรงแรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ หลังจากเครื่องบินแลนดิ้งไม่กี่ชั่วโมง  Bulgari (บุลการี) ต้อนรับเราด้วยขบวนรถยนต์คลาสสิกเปิดประทุน
สุดเท่ สัญลักษณ์ของประเทศ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย วันที่เรามาเยือนปรากครั้งนี้เป็นวันที่ร้อนที่สุดของปี ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆบัง แสงแดดส่องสว่างเหมาะแก่การถ่ายรูปยิ่งนัก แต่อุณหภูมิก็สูงไม่แพ้แดดกรุงเทพฯ เลย

3H: The Castle

ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เราถึง Lobkowicz Palace หรือปราสาทแห่งกรุงปราก สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ซึ่งเป็นพระราชวังของราชวงศ์ Lobkowicz โดยเราได้รับเกียรติจากเจ้าชาย William Lobkowicz ทายาทเจ้าของพระราชวังมาเป็นมัคคุเทศน์กิตติมศักดิ์พา
เยี่ยมชมวังด้วยพระองค์เอง ภายในพระราชวังนั้นเต็มไปด้วยสมบัติอันมีค่า และเรื่องเล่า
อันน่าตื่นเต้นมากมาย เช่นงานศิลปะของศิลปินระดับมาสเตอร์พีซที่รอดพ้นเงื้อมมือ
ของนาซี โน้ตดนตรีของบีโธเฟ่น และคีตกวีระดับโลกอื่นๆที่ราชวงศ์ Lobkowicz อุปถัมภ์

เอกสิทธิ์ของการเดินตามเจ้าของบ้านคือ เราได้ชมห้องหับในโซนที่นักท่องเที่ยวทั่วไปห้ามเข้า แต่เจ้าชายผู้เป็นกันเอง เปิดโอกาส
ให้เราเยี่ยมชม พร้อมทั้งตอบข้อซักถามของบรรดาผู้อยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ถือพระองค์ อาจด้วยเพราะทรงเติบโตในสังคมอเมริกันตั้งแต่ยังเด็ก

5H: Pop-Up Exhibition

หลังจากที่เยี่ยมชมปราสาทจนเป็นที่พอใจแล้ว ทาง Bulgari ก็พาเราไปดับร้อนด้วยแชมเปญเย็นๆ พร้อมกับชมนิทรรศการแบบป็อปอัพที่จัดขึ้นพิเศษกลางพระราชวัง เป็นการรวบรวมเอาอัญมณีและหินมีค่าที่ Bulgari ใช้ในการสร้างสรรค์เครื่องประดับของแบรนด์ และเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์น้ำหอมคอลเลกชั่นใหม่ที่มีชื่อว่า Le Gemme ซึ่งแปลว่าอัญมณี

12H: Jewelry 101

หลังจากรถไฟออกตัว แขกก็ถูกเชิญไป
รวมตัวกันที่เลาจน์อันหรูหรา ทริปเริ่มต้นด้วยห้องเรียนวิชาพื้นฐานอัญมณี 101 ได้ผู้เชี่ยวชาญจาก Bulgari มาบรรยาย คอร์สนี้ทำให้ผู้ชายเข้าใจโลกของจิวเวลรี่มากขึ้น รถไฟแล่นมาถึงสถานีบางอ้อ ว่าที่จริง ในอดีตเครื่องประดับเป็นวัตถุของผู้ชาย ในอินเดียโบราณผู้ชายจะสวมจิวเวลรี่ตอนไปออกรบ เพราะเชื่อว่าเป็นเครื่องรางของขลัง ในขณะที่ผู้ชายฝรั่งเศสในยุคที่ยังมีราชสำนักนั้นก็มีเครื่องประดับฟู่ฟ่าไม่แพ้ผู้หญิง เพื่อเป็นการปูพื้นฐานไปถึงการสร้างสรรค์น้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหินมีค่า เมนเทอร์ของเราได้อธิบายให้ฟังว่า อัญมณีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. อัญมณีมีค่า (Precious Stone) และหินมีค่า (Semi-Precious Stone) ซึ่งอัญมณีได้แก่ เพชร ทับทิม แซฟไฟร์ และมรกต หลายคนเข้าใจผิดว่าอัญมณีที่ราคาแพงที่สุดคือ เพชร แต่ความจริงแล้วคือทับทิมต่างหาก เพราะปัจจุบันเหมืองเพชรนั้นมีหลายแห่งทั่วโลก ส่วนทับทิมนั้นเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวนั้นก็คือที่
เมียนมาร์ สำหรับผู้ผลิตเครื่องประดับแล้ว การทำงานกับทับทิมนั้นต้องระมัดระวังมากว่าหินมีค่าชนิดอื่นๆ มิสเตอร์เปาโล บุลการี ย้ำอยู่เสมอว่า ‘เราไม่สามารถทำผิดพลาดกับทับทิมได้’ ส่วนแซฟไฟร์คือหินประเภทเดียวกับทับทิม เพียงแต่คนละสี ถ้าเป็นสีแดง
จะเรียกว่าทับทิม ถ้าเป็นสีอื่นๆที่ไม่ใช่แดงก็จะเรียกว่าแซฟไฟร์ และสุดท้ายก็คือมรกต อัญมณีที่เปราะบางที่สุด จึงไม่ควรนำมาประดับหัวแหวน ยกเว้นแต่คุณจะเป็นคนที่ไม่ค่อยจะทำกิจกรรมอะไรมากนัก

8H: On Board

เราเดินทางมาถึงสถานีรถไฟกรุงปราก เพื่อจับรถไฟขบวนพิเศษที่หรูหราที่สุด Venice Simplon-Orient-Express เพื่อเดินทางไปยังนครเวนิส ประเทศอิตาลี Bulgari เหมารถไฟทั้งขบวนให้กับคณะเดินทางของเรา พนักงานรถไฟก็เดินมาขอเก็บพาสปอร์ตของผู้โดยสาร เพราะรถไฟขบวนนี้จะแล่นผ่านพรมแดนหลายประเทศ กงเซียจผู้ดูแลรถไฟจะเป็นจัดการเรื่องตรวจคนเข้าเมืองให้เราเอง โดยจากนี้ไปเราจะใช้เวลา 30 ชั่วโมง 
กับการเดินทางอันเป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืม

14H: Talk with Experts

จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาสำคัญของทริปนี้ นั่นก็คือการได้ทดลองสัมผัสกลิ่นของน้ำหอม Le Gemme ทั้ง 6 กลิ่น Jacques Cavallier (เขาคือคนในภาพด้านบน) 
นักปรุงน้ำหอมผู้อยู่เบื้องหลัง Le Gemme เล่าถึงชีวิตการทำน้ำหอมของเขาว่า “การสร้างสรรค์น้ำหอมไม่ใช่เรื่องของสมอง แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ” เขาเลือกที่จะใช้สัญชาติญาณและศิลปะในการสร้างคาแร้กเตอร์ของผู้ชาย Le Gemme แทนข้อมูลการวิจัยการตลาดว่าผู้ชายมีกี่แบบ อย่างที่คนทำธุรกิจน้ำหอมแบรนด์อื่นทำ เขาประกาศกร้าวว่านี่คือการ disrupt ไอเดียการทำน้ำหอมแบบเดิมๆ “อย่าง Tygar นี่ถือว่าแหวกแนวสุดๆ เราใช้ส้มโอ ผสมกับอำพัน ทำให้ได้กลิ่นที่ไม่มีใคร เพราะเป็นการผสมผสานกันของ 2 อริ” เราขมวดคิ้วสงสัยว่าอริที่ว่าคืออะไร 
เขาไขความกระจ่างทันทีว่าคือขั้วตรงข้าม “เหมือนสีขาวและดำ” นักปรุงน้ำหอมหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการผสมวัตถุดิบที่เป็นขั้วตรงข้าม “แต่ผมไม่กลัว” และก็ต้องขอบคุณความกล้าหาญและบ้าบิ่นของเขา ไม่เช่นนั้น Le Gemme อันซับซ้อนทั้งหกกลิ่นคงไม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน

18H:  Huate Olfactory

ความหรูหราแบบสุภาพบุรุษของ Le Gemme ฉายออกมาตั้งแต่ดีไซน์ของขวดที่ออกแบบให้เหมือน Obelisk (สัญญะของเพศชาย) ด้านบนประดับด้วยหิน Semi-Precious ที่บ่งบอกถึงแรงบันดาลใจของน้ำหอมแต่ละกลิ่น เริ่มจากกลิ่นแรก Tygar มาจากหิน Tiger Eye ที่มี
พลังเร้นลับ เหมาะกับคาแร็กเตอร์ของผู้ชาย
พูดน้อยต่อยหนัก Malakeos ได้แรงบันดาลใจ
มาจากหินสีเขียว Malachite สัญลักษณ์ของความงามในสมัยโรมัน Ambero คืออำพัน 
หินที่เกิดจากฟอสซิลยางต้นไม้อายุหลายล้านปี  Gyan หรือแซฟไฟร์สีฟ้า Garanat คือโกเมน พลอยสีแดงเหมือนกุหลาบเปอร์เซีย และกลิ่นสุดท้ายคือ Onekh ที่มาจากหิน Onyx สีดำ

คำถามคือทำไมต้องมีหลายขวดหลายกลิ่น? คำตอบที่ได้ก็คือ ผู้ชายแต่ละคนนั้น
มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน พวกเขาต้องการเลือกกลิ่นที่เข้ากันกับบุคลิกหรืออารมณ์
ของตัวเอง เช่นหากคุณเป็นคนที่เคร่งขรึมก็อาจจะเหมาะกับ Tygar แต่บางครั้งคุณก็อยากไปปาร์ตี้สนุกสนานก็อาจจะเลือกใส่ Garanat “เราพบว่าผู้ชายมองหาน้ำหอมชั้นสูง ที่มีความซับซ้อน ซึ่งยังไม่มีในตลาด เราก็เลย
คิดว่าทำไมไม่ทำขึ้นมาเป็นเจ้าแรกเลยละ ผู้ชายชอบรถยนต์ที่สวยงาม ไวน์อย่างดี และพวกเขาก็ต้องการน้ำหอมชั้นเลิศเช่นเดียวกัน” Valeria Manini กล่าว

how it started

Valeria Manini (วาเลอเรีย มานีนี่)

ไดเร็กเตอร์ผู้ดูแลแผนกน้ำหอมของ Bulgari เล่าว่า เมกะโปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน 
ซึ่งไอเดียแรกเริ่ม คือความต้องการที่จะสร้างสรรค์น้ำหอมที่สามารถเชื่อมโยงกับอัญมณีและหินมีค่าชนิดต่างๆ (ซึ่งก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงความหรูหราล้ำค่าของหินแต่ละชนิดเข้ากับกลิ่นหอมได้) หินแต่ละชนิดนั้น
มีพลังที่แตกต่างกัน เราพยายามที่จะจับเอาพลังนั้นๆมาแปรเปลี่ยนเป็นน้ำหอมที่มีความซับซ้อน ตอนที่เราเปิดตัวน้ำหอม Le Gemme  สำหรับ

24H: Venice Arrival

ถึงเวลาดินเนอร์ที่ทุกคนรอคอย แน่นอนว่าต้องแต่งตัวกันอย่างเต็มยศให้เหมาะกับรถไฟที่หรูหราที่สุดอย่าง Orient Express แขกทั้งหมดก็ทยอยกันเดินไปตู้เสบียงในชุดสไตล์ Gatsby เพื่อลิ้มรสอาหารมื้อพิเศษที่ปรุงโดยเชฟ จากครัวขนาดจิ๋วในครัวเสบียงของรถไฟ ทว่าคุณภาพของอาหารนั้นไม่ต่างจากภัตตาคารใหญ่ในโรงแรมห้าดาวเลย หลังจากเสิร์ฟคอร์สสุดท้ายเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาปาร์ตี้ ตู้รถไฟโบกี้หนึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นไนท์คลับ และคาสิโน คงเพราะ Dom Perignon แบบฟรีโฟลว์ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราจำไม่ได้
ว่าดีเจชาวอิตาเลียนเปิดเพลงสุดท้ายคือโมง

44H: Morning Glory

ภาพแรกที่เราเห็นหลังลืมตาตื่นคือ ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้า ต้นสนและภูเขาหมอกที่ปกคลุมไปทั่วชานเมืองประเทศออสเตรีย ความเขียวขจีที่แสนสดชื่นนั้นทำให้เรานึกถึงพลังจากหิน Malachite อีกเพียง 4 ชั่วโมงก็จะถึงสถานีปลายทาง Venezia หรือเวนิสแล้ว การเดินทางของเรากำลังจะสิ้นสุดลง

Related Post