William E. Heinecke ผู้ปลุกปั้นกลุ่มบริษัทไมเนอร์ได้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก

Minor Foundation Major Success

ภายใต้ร่มเงาต้นสนที่เงียบสงบพลางแว่วเสียงทะเลอยู่เป็นทำนอง ณ โรงแรมอนันตราสิเกา รีสอร์ท William E. Heinecke คือหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ธุรกิจที่เขาทำได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่มากมาย ปัจจุบันเขามีอายุ 68 ปีแล้วแต่ไฟในตัวเขายังคงร้อนแรงแตกต่างจากคนรุ่นเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์ อะไรกันคือสิ่งที่ทำให้เขายังคงมีความมุ่งมั่นถึงทุกวันนี้ เราไปฟังคำตอบกันพร้อมๆกัน

เกริ่นกันสักนิดว่า William E. Heinecke (วิลเลียม อี. ไฮเน็ก) 
หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘คุณบิล’ คนนี้คือผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Minor International Public Company Limited ที่เขาก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1967 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มบริษัทไมเนอร์ได้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก ภายใต้การบริการของผู้บริหารวิสัยทัศน์ดี หน้าตาใจดี และความคิดสุขุมคนนี้เมื่อเราถามเขาว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เขายังสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพตัวเองได้ยาวนานต่อเนื่องขนาดนี้ เขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผมคงตอบเหมือนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเหมือนๆกับผมหลายคน นั่นคือ ผมทำงานด้วยความหลงใหล ทำงานด้วยความรัก และเมื่อคุณมีความหลงใหลในสิ่งใดๆก็ตามสิ่งนั้นก็จะติดตัวคุณไปตลอด”​ ฟังคำตอบเขาแล้วเรารู้สึกราวกับได้ยินเสียงอาจารย์ใจดีที่สั่งสอนลูกศิษย์ในสังกัด เราแอบอมยิ้ม พร้อมยิงคำถามต่อว่า ถ้าคำตอบของเขาเหมือนกับนักธุรกิจคนอื่นๆ จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มโรงแรมอนันตราแตกต่างและโดดเด่นจากธุรกิจอื่นในสาขาเดียวกัน “เพราะเรามีคอนเซ็ปต์ และใส่ใจที่จะรวบรวมวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นที่นั้นๆที่โรงแรมแต่ละแห่งตั้งอยู่ นำมาหลอมรวมเข้ากับความสะดวกสบาย และบริการที่ดี ผมต้องการให้ผู้เข้าพักโรงแรมของผมนั้นตื่นมาแล้วไม่ต้องขมวดคิ้วสงสัยว่าเขาอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ การที่จะทำเช่นนั้นได้ เราจะต้องเห็นภาพวัฒนธรรมของแต่ละที่ (Visual Culture) อย่างชัดเจน และออกแบบโรงแรมมาให้เข้ากับภาพดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเข้าพักที่อนันตราแห่งใดก็ตามบนโลกนี้ คุณก็จะได้กลิ่นอายของท้องถิ่นนั้นๆ นั่นคือเอกลักษณ์สำคัญของโรงแรมเรา ซึ่งเราตั้งใจที่จะสงวนรักษาไว้ เพื่อให้คนต่างวัฒนธรรมได้เรียนรู้ซึมซับ และเพื่อให้คนรุ่นถัดมาได้ศึกษาและรู้จักวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นอีกด้วย” ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่คำตอบของเขาจะออกมาทำนองนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้มาก็คือ บิลได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ถึงขั้นใส่ไว้ในนโยบายหลักของบริษัท โดยคำว่า ‘ยั่งยืน’ นั้น ส่วนหนึ่งหมายความว่า ทุกๆการลงทุน และการดำเนินธุรกิจของเขา จะต้องมีรายได้ส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่) เข้าถึงมือคนท้องถิ่นโดยตรง และทุกธุรกิจจะมีพันธกิจในการรักษาธรรมชาติดั้งเดิมของพื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจนั้นๆด้วย ดังนั้น บริเวณที่ตั้งของโรงแรมอนันตรา สิเกา รีสอร์ท จังหวัดตรังนี้อยู่ที่บริเวณปากอ่าว

ป่าโกงกางและต้นสนใกล้เขตอุทยานรักษาพันธุ์สัตว์น้ำแห่งชาติ กิจกรรมหลักของโรงแรมแห่งนี้ คือการเชิญชวนแขกผู้เข้าพัก (รวมทั้งกลุ่มพวกเราด้วย) ออกไปปลูกหญ้าทะเล เพื่อเป็นอาหาร
ให้พยูน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวกลมน่ารัก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตรัง ปัจจุบันหาดูได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะแหล่งอาหารเริ่มร่อยหรอ
ลงไป กิจกรรมเพื่อสังคมของโรงแรมนี้จึงกลายมาเป็นส่วนสำคัญ
ไปโดยปริยาย

นอกจากกิจกรรมเพื่อสังคมแล้ว เราก็เห็นได้ชัดว่า ภาพทางวัฒนธรรมที่บิลพูดถึงในสัมภาษณ์นั้นก็แสดงออกอย่างเด่นชัดในพื้นที่ของโรงแรม ผ่านทุกภาคส่วนของโรงแรม ทั้งสถาปัตยกรรม อาหาร เครื่องดื่ม รายละเอียดเล็กๆน้อยๆในโรงแรม ไล่ไปถึงการบริการ และจริตของพนักงานทุกคน เราถือว่าบิลประสบความสำเร็จในการดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม และให้คนนอกถิ่นได้ดื่มด่ำ

ในส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น 
บิลได้ออกความเห็นไว้ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ข้างหน้าว่า “ช่วงหลังๆ มานี่ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตขึ้น
อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่ผมเชื่อว่า
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตมีทางให้เติบโตได้อีกเยอะ ปัจจุบันมีตลาดท่องเที่ยวแนวใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการท่องเที่ยวแบบประหยัด การท่องเที่ยวแบบ Airbnb ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ๆนั้นมีแนวโน้มที่จะจับจ่ายใช้สอย
ในเรื่องของประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการซื้อของใช้ราคาแพง ดังนั้น 
ถ้าเราสามารถทำให้โรงแรมแต่ละแห่งของเรามีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง 
แต่มีอัตลักษณ์และการบริการตามมาตรฐานของเราที่ชัดเจน ผมเชื่อว่าเราจะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึง ‘เอกลักษณ์’ หลายครั้งเข้า เราก็อดถามต่อไม่ได้ว่า กลุ่มโรงแรมอนันตรามีแผนที่จะขยายสาขา หรือสร้างโรงแรมคอนเซ็ปต์ใหม่ๆบ้างไหม “แน่นอนครับ ผมสนใจเรื่องโรงแรมคอนเซ็ปต์อยู่แล้ว แต่เรายังต้องทำการบ้านอย่างละเอียดรอบคอบก่อนในตอนนี้” เราอาจจะพอคุ้นชินกับการดำเนินธุรกิจแบบ One Man, One Brand หรือการทุ่มพลังและความถนัดของแต่ละคนลงไปในแบรนด์เดียว เพราะเชื่อกันว่านี่คือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่สำหรับบิลแล้ว เขาคิดต่างอย่างสิ้นเชิง ในกลุ่มไมเนอร์ของเขานั้นมีทั้งธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ซึ่งแต่ละภาคส่วน ก็ยิ่งใหญ่มาก “ไม่ผิดหรอกครับที่นักธุรกิจหลายคนจะคิดแบบนั้น แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าการมีธุรกิจหลากหลายในเครือนั้นก็ช่วยตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าได้หลายแบบ คือ ผมมองว่าธุรกิจต่างๆนั้นสามารถก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจ เพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆในอนาคตได้ แน่นอนครับว่าการดำเนินธุรกิจแบบนี้ หมายถึงการทำงานหนักขึ้น ต้องโฟกัสไปที่ละเรื่อง แก้ทีละปัญหา อย่าได้เผลอเอาปัญหาเรื่องโน้นมารวมกับเรื่องนี้เป็นอันขาด คุณจะต้องมีสติมากๆ” ถึงปากจะบอกว่างานหนัก แต่เราก็สังเกตเห็นอยู่ดีว่า ในระหว่างที่เล่าเรื่องธุรกิจของเขาอย่างออกรสนั้น ใบหน้าของคุณบิลเปื้อนยิ้ม และอวลไปด้วยสีหน้าแห่งความสุข เขายังบอกอีกด้วยว่า เขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะไปเป็นวิทยากรรับเชิญให้ทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อให้ความรู้และข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อเด็กรุ่นใหม่ๆอันจะเป็นพลังสำคัญในอนาคตของชาติต่อไปอีกด้วยก่อนจะจบบทสนทนาแห่งความสุขนี้ เราแอบถามเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสู้งานหนักได้ เขาหัวเราะ “ผมให้ความสำคัญกับสุขภาพนะ เชื่อไหมว่าบ้านทุกหลังของผมมียิมในบ้านทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่นักหรอก เพราะงานเยอะจริงๆ แต่ถ้ามีโอกาส ผมก็จะหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่นล่ะ” นอกจากนั้นบิลยังหลงใหลความสวยงามของเครื่องยนต์กลไก เขาสะสมรถยนต์สปอร์ตวินเทจไว้หลายคัน ถือเป็นความชื่นชอบ
ส่วนบุคคลจริงๆ เราขอให้เขาทิ้งท้ายฝากข้อคิดบางอย่างถึงนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่อยากจะประสบความสำเร็จแบบเขาบ้าง “นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ อาจจะชอบคิดว่ามีประตูลัดเปิดไปสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว บางคนอยากจะรวยเร็วๆโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ นั่นเป็นสิ่งที่ผิดครับ ผมมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะผมทำงานหนัก จงจำไว้เสมอว่า ความสำเร็จไม่มีทางลัด มีแต่คนที่พยายามแบบไม่ละทิ้งเท่านั้นที่จะได้รับรางวัลเป็นความสำเร็จ เท่านี้ล่ะครับ”

Related Post