พูดคุยกับกีกี้ ศักดิ์ นานา อดีตนักแข่งรถชื่อดังระดับโลกที่ใครๆ ก็รู้จัก

ศักดิ์ นานา-อดีตนักแข่งรถแชมป์โลกรายการ Nürburgring 24 Hours

“ทุกครั้งที่ผมลงแข่ง ผมรู้สึกว่าผมจะตาย แต่ความต้องการชนะมากกว่าความกลัวตาย ผมกลัวแพ้มากกว่า ตอนเข้าโค้ง ผมรู้สึกเสมอว่า ถ้ารอด ผมก็ชนะ เท่านั้นเองจริงๆ”

ชอบความเร็วมาตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหม

ใช่เลยครับ ผมขี่จักรยานเป็นตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ควรจะขี่เป็นนั่นล่ะครับ ได้มีโอกาสเช่ามอเตอร์ไซค์จากพัทยาไปขี่เที่ยวเล่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ครอบครัวไปอยู่บ้านที่นั่น ตอนนั้นก็ประมาณประถมห้า ไม่มีใครสอนขี่ด้วยนะ เกริ่นก่อนครับว่าพ่อแม่ของผมเลี้ยงลูกมาให้รู้จักความลำบาก ท่านมีกฎเหล็กว่าท่านจะไม่ให้เงินและยานพาหนะกับลูกๆ เพราะของสองสิ่งนี้จะทำให้ลูกเสียคน ผมจึงต้องทำงานหาเงินเองตั้งแต่เด็กๆ พับถุงกระดาษขายอะไรแบบนั้น จนกระทั่งผมอายุได้สักสิบสองปี ผมก็เกิดความคิดคือ ไปเช่ามอเตอร์ไซค์จากพัทยามาครั้งละสิบห้าถึงยี่สิบวัน ขี่กลับมาที่บ้าน และไปเช่าเสื้อวินแถวนั้นมา ใช้เวลาหลังเลิกเรียนตั้งแต่ห้าโมงจนถึงประมาณสี่ทุ่มขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในซอยแถวบ้าน ได้เงินมาคืนละประมาณ 500 บาท ซึ่งตอนนั้นน่ะ เงินจำนวนเท่านี้นี่รวยเลยนะ ใช้ชีวิตหรูหราได้เลย เก็บเงินแป๊บเดียวก็ 5,000 บาทแล้ว ก็เอาเงินไปดาวน์มอเตอร์ไซค์ ให้แม่บ้านและคนขับรถเป็นผู้ค้ำประกันให้ ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่นะครับ ยังจำได้เลยว่ารถมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตที่ซื้อด้วยเงินตัวเองคือ Honda Nova S สีเปลือกมังคุด ซึ่งในปัจจุบัน คันนี้ยังอยู่ที่บ้านเลยครับ

แล้วพัฒนามาจนเป็นอาชีพได้อย่างไร

พ่อแม่ผมเป็นนักธุรกิจที่ยุ่งมาก บินไปต่างประเทศตลอดเวลา ตอนแรกๆท่านเอาผมไปฝากไว้ที่บ้านน้าที่เยาวราช แต่คุณน้าดุมาก ผมเลยขอให้ท่านทิ้งผมไว้ที่บ้านตัวเองเถอะ พอท่านทิ้งไว้จริงๆ นี่ผมเป็นอิสระมาก ทั้งขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ดาวน์มอเตอร์ไซค์สารพัดรุ่นมานั่งโมเองในห้องว่างหลังบ้าน เรียนรู้การโมมอเตอร์ไซค์จากความรู้สึกล้วนๆ สมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยีใดๆ แต่การที่ผมโมมอเตอร์ไซค์ขนาด 110 ซีซี ให้ขี่ชนะมอเตอร์ไซค์ขนาด 150 ซีซีนั้นทำให้ผมรู้ว่าอะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์ค ศึกษาอะไรไร้สาระแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็สนุกของผมนะ

ไร้สาระแต่แชมป์โลกเลยนะ

ผมเชื่อว่าทุกคนใช้ชีวิตบนโลกใบนี้แบบไร้สาระด้วยกันหมด เราใช้ชีวิตบนโลกนี้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ตายแล้ว เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ด้วย สิ่งสำคัญคือ คุณอย่าทำร้ายใคร อย่าเอาเปรียบใคร และมีความสุขในสิ่งที่คุณทำเท่านั้นเอง

ในวันที่ได้แตะแชมป์โลก รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแค่ไหน

ไม่เลย ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเลยตั้งแต่อายุสิบห้า สิ่งที่ผมโตขึ้นมีเรื่องเดียวคือความรับผิดชอบ มีลูกน้อง มีครอบครัวต้องดูแล ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้คิดแบบนี้นะ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง แต่หลังจากที่ผมล้มละลายครั้งใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปีค.ศ. 1997 เพราะไว้ใจคนคนหนึ่งมากเกินไป ทุกอย่างในชีวิตโดนยึดหมด เหลือแค่ Honda Civic สามประตูอยู่หนึ่งคัน ผมต้องเอาแจกันและข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่โดนยึดจับใส่รถ และกินนอนในรถอยู่ได้สักสองอาทิตย์ จนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งบอกให้ผมไปนอนในห้องรับแขกบ้านเขาได้ ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ได้สองเดือนจนหาบ้านใหม่ได้ ตอนนั้นเครียดพอสมควรเลยทีเดียว

นานไหม กว่าจะลุกขึ้นมาใหม่ได้

ผมไม่มีทางเลือกน่ะคุณ ในท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ต้องหายใจต่อไป ผมมีคำพูดหนึ่งในหัวตลอดเวลา ไม่แน่ใจว่าใครสอนมานะ แต่มันก้องอยู่ในหัวผมว่า ‘มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะล้มสักกี่ครั้ง แต่คุณต้องลุกให้เร็ว” ผมก็เลยกัดฟันลุกให้ได้ ตอนลุกขึ้นมานี่รู้สึกเหมือนมีหินถ่วงอยู่บนหลังเรา หนักเหลือเกิน ดันตัวเองขึ้นมาแทบไม่ไหว แต่ยังไงก็ต้องลุก จะลุกวันนี้หรือจะลุกปีหน้า ก็ต้องลุกอยู่ดี ลุกตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า เสียเวลา และผมเป็นคนที่เตรียมพร้อมตายตลอดเวลามาตั้งแต่เด็กแล้ว ก่อนจะเข้านอน ผมจะคิดว่าผมเหลืออะไรค้างคาใจไหม ถ้าผมพูดไม่ดีกับคุณ ผมจะรีบโทรหรือส่งข้อความไปขอโทษคุณ ขอเคลียร์ทุกอย่างในสมองก่อนนอน เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะตื่นหรือเปล่า ความตายเป็นความจริงที่อยู่กับตัวเราครับ คุณต้องยอมรับมันให้ได้

มีความคิดแบบนี้มาตั้งแต่ตอนไหน

(นิ่งคิด) ผมว่าผมมาเป็นแบบนี้หนักๆ ตั้งแต่ตอนที่มีโอกาสได้ไปแข่งที่ประเทศเยอรมนีครับ ตอนขับรถแข่งแถวๆ นี้ ผมรู้สึกว่าผมทำได้ง่ายๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอไปตรงนั้น นักแข่งคนอื่นๆ เป็นแชมป์ระดับโลกด้วยกันหมดทุกคน วินัยการดูแลตัวเองนี่ซีเรียสมาก คำนวณการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ วิเคราะห์ Data Log ของแต่ละคนแบบเปิดเผย ทำให้เราเห็นเลยว่า บางโค้งที่เราคิดว่าเราเข้าที่ 150 KM/H นี่เราก็ใกล้ตายแล้ว แต่คนนั้นเขาเข้าที่ 180 KM/H เฮ้ย … จะบ้าเหรอ พ่อแม่ไม่รักเหรอ ไม่มีใครรักแล้วหรือไง ถึงต้องขับขนาดนี้ แล้วผมก็ค้นพบว่า นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คุณเป็นแชมป์นะ คือคุณต้องเชื่อว่าคุณจะเป็นแชมป์ให้ได้ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เป็นแชมป์ วิธีที่จะเอาชนะคนอื่นได้คือ คุณต้องขับให้เร็วกว่าเขา ถ้าสมมติว่าผมคิดว่าผมวิ่งที่ 100% คุณจะชนะผมได้ คุณก็ต้องวิ่งที่ 100.1% หรือมากกว่านั้น ถ้าจะขับแบบสบายๆ เพราะกลัวว่าเย็นนี้ลูกจะไม่มีเพื่อนกินข้าว คุณอย่ามาแข่งเลยดีกว่า เสียเวลา งานแข่งนี้เป็นงานแข่งระดับโลกนะ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก คุณต้องแลกกับอะไรบางอย่าง นี่เป็นที่ที่แชมป์โลกมารวมตัวกัน คุณต้องขับให้เลยขีดจำกัดที่คุณทำได้ เพื่อที่จะชนะพวกเขา

ฟังดูบ้าบิ่นมากทีเดียว

บอกแบบนี้ดีกว่า ทุกครั้งที่ผมลงแข่ง ผมรู้สึกว่าผมจะตาย แต่ความต้องการชนะมากกว่าความกลัวตาย ผมกลัวแพ้มากกว่า ตอนเข้าโค้ง ผมรู้สึกเสมอว่า ถ้ารอด ผมก็ชนะ เท่านั้นเองจริงๆ การชนะครั้งนี้ไม่ใช่การชนะระดับท้องถิ่น แต่คือการเป็นแชมป์โลก มากที่สุดก็ตายเท่านั้นเอง ถ้าไม่ตายวันนี้ วันหลังก็ตายอยู่ดี ผมหนีไม่พ้นหรอก แต่อย่างน้อยในตอนนี้ถ้าผมไม่ตาย ผมก็เป็นแชมป์นะ แล้วผมก็ได้แชมป์โลกมาจริงๆ ในปี 2013 ( แข่งรุ่น GT4 ) และ 2015 ( แข่งรุ่น M2 Cup ) บวกกับชนะสนามเล็กอีกห้าสนามในปี 2016 ( Porsche GT3 Carrera Cup ) ซึ่งถามผมว่าคุ้มไหม ผมว่าโคตรคุ้มเลยครับ ตอนนี้ผมก็รีไทร์ตัวเองแล้ว เพราะผมไปสูงสุดได้เท่านี้แล้ว นี่ถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดที่อาชีพของผมจะไปได้แล้วครับ

แล้ววางแผนจะทำอะไรต่อ

ผมเป็นคนประเภทที่ เวลาผมทำอะไร ผมจะตั้งใจทำมาก จนกระทั่งประสบความสำเร็จสูงสุด และผมก็จะไม่มองย้อนกลับไปแล้วนะ มีคนถามผมว่า ‘ไม่คันเหรอ’ ไม่อยากกลับไปอีกแล้วเหรอ ตอบตรงๆ เลยว่าผมไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์อะไรอีกแล้ว ได้ใช้ชีวิตแบบมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปรับลูกที่โรงเรียน ทำงานออฟฟิศ ขี่มอเตอร์ไซค์เล่น ผมอายุ 42 แล้วนะครับ ร่างกายของผมสู้นักแข่งเด็กๆ ไม่ได้แล้ว และผมเชื่อว่าแชมป์โลกทุกถ้วยที่ผมได้มา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบุญที่ผมทำมา หลังจากที่ผมล้มละลายครั้งใหญ่ ผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่นินทาใคร ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ทำร้ายใคร ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ตัวเองช่วยได้ และเสียสละเท่าที่ตัวเองไม่ลำบาก และเมื่อผมตั้งใจเช่นนั้น ก็ดูเหมือนว่าผมจะได้รับโอกาสดีๆ มาตลอดเวลา ตอนนี้ผมยังตอบไม่ได้เลยว่า จู่ๆ ผมได้เข้าไปแข่ง Nürburgring ให้กับทีม BMW ได้อย่างไร แล้วจู่ๆ ทีม Porsche ก็มาซื้อตัวไปอีก ทั้งๆ ที่ผมก็อายุสี่สิบแล้วนะ ผมได้ไปร่วมทีมระดับท็อปของโลก ได้สัมผัสตำแหน่งแชมป์โลกมาแล้วนะครับ ดังนั้น ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในขีวิตปัจจุบันถือเป็นที่สุดของผมแล้วในตอนนี้

Related Post