มองความตายสามมุมกับภาพยนตร์สามเรื่อง

Ajin: Demi-Human – อาจิน ฅนไม่รู้จักตาย

ผู้กำกับ: Katsuyuki Motohiro

ดัดแปลงจากมังงะของ Gamon Sakurai

นำแสดง: Takeru Satoh, Tetsuji Tamayama และ Go Ayano

ภาพยนตร์แอ็คชั่นดัดแปลงจากมังงะชื่อเดียวกันนี้ถ่ายทอดความบอบบางและความกลัวตายของมนุษย์ผ่านสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘อาจิน’ ซึ่งเป็นอมตะ ไม่มีที่มาชัดเจน และเมื่อมนุษย์รู้ว่า ‘ความอมตะ’ ที่พวกเขาเฝ้าค้นหานั้นมีอยู่จริง การกระทำอันป่าเถื่อนเพื่อทดลองให้ได้มาซึ่งความเป็นอมตะนั้นก็เกิดขึ้น

เราชอบตรงที่หนังถ่ายทอดทั้งความเจ็บปวดในการถูก ‘รีเซ็ต’ หรือการถูกฆ่าและเกิดใหม่ซ้ำๆ ของตัวอาจิน และความโหดร้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่พร้อมจะทดลองและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอมตะนั้น… ซึ่งก็ทำให้เราตั้งคำถามต่อว่า ‘แล้วความเป็นอมตะที่มนุษย์ถวิลหาขนาดนั้น มันจะนำมาซึ่งความทุกข์ระทมตลอดกาล หรือความสุขกันแน่’

Let me Eat Your Pancreas – ตับอ่อนนั้น ขอฉันเถอะนะ

ผู้กำกับ: Sho Tsukikawa

ดัดแปลงจากนวนิยายของ Yoru Sumino

นำแสดง: Minami Hamabe, Takumi Kitamura และ Keiko Kitagawa

เป็นภาพยนตร์ที่ทุกคนการันตีว่าต้องพกผ้าเช็ดหน้าไปหลายผืน เพราะเรียกน้ำตาได้อย่างท่วมท้น เรื่องราวเดาง่ายๆ ของนางเอกผู้ป่วยเจียนตาย กับพระเอกสุดเนิร์ดที่ไม่มีใครคบ แต่ด้วยความง่ายของพล็อตแบบนี้ การดำเนินเรื่อง และการเขียนบทให้แยบยลนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดี และตั้งคำถามกับ ‘ความตาย’ ที่แน่นอนว่าแท้จริงแล้ว มันแน่นอนจริงๆ หรือไม่

การกำหนดให้ตัวเอกใกล้ตายนั้นทำให้ผู้ชมมองโลกผ่านสายตาของคนที่เหลือเวลาในชีวิตน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่ยังเหลือเวลาในชีวิตอีกมากมายนั้น บางครั้งการดำเนินชีวิตของทั้งคู่ก็ค่อนข้างแตกต่างกันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี เมื่อภาพยนตร์ดำเนินมาถึงจุดที่ตั้งคำถามถึงความแน่นอนและความไม่แน่นอนของความตาย เราก็อดที่จะขบคิดตามไปไม่ได้ว่า อะไรคือความแน่นอนดังกล่าวกันแน่

Die Tomorrow – พรุ่งนี้ตาย

ผู้กำกับ: นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

นำแสดง: ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, จรินทร์พร จุนเกียรติ, วิโอเลต วอร์เทียร์, พัชชา พูนพิริยะ และชนนิกานต์ เนตรจุ้ย

ภาพยนตร์ลำดับที่ 5 ของเต๋อ ผู้กำกับเลือดใหม่ไฟแรงนี้เล่าเรื่องความตายตรงๆ โดยมีโจทย์คือหนึ่งวันก่อนที่คนคนหนึ่งจะเสียชีวิต พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดาเพียงไร เป็นภาพยนตร์แนวทดลองอีกเรื่องของเขา เล่าเรื่องราวแบบไม่ปะติดปะต่อ แต่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามขบคิดถึงความเป็นและความตายได้อย่างค่อนข้างแปลกใหม่เมื่อเทียบกับภาพยนตร์สัญชาติไทยที่เข้าฉายในปัจจุบัน

ว่ากันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีอาฟเตอร์เอฟเฟ็กต์ต่อผู้ชมมากมายหลังจากดูจบ อาจจะไม่ได้ประทับใจแต่แรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันช่วยให้เราขบคิดและตั้งคำถามกับการใช้ชีวิต ณ ปัจจุบันของเรามากขึ้น มันจะมีผลกับคุณไหม ลองไปพิสูจน์กันดู

*เข้าฉายแบบจำกัดโรงเฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือ SF Cinema เท่านั้น

Related Post