มาดูความเป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ที่จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ บนโลกของเรากัน

The Scientific Possibilities

ปีหลังๆ มานี่ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความรุนแรงของภัยพิบัติตามธรรมชาตินั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป (ก็โลกร้อนขึ้นนั่นล่ะ) สภาพอากาศแปรปรวนระดับที่ทะเลสาบชาด (Lake Chad) ในทวีปแอฟริกาลดขนาดลงถึง 95% ในช่วงปีค.ศ. 1963 – 1998 แม้จะมีคำปลอบประโลมว่าภาพถ่ายทางดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม (แต่เราก็อดถามไม่ได้ว่า จริงอ่ะ?) และพายุเฮอริเคน หรือพายุฤดูร้อนต่างๆ นั้นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นชนิดที่ทำให้รัฐทั้งรัฐกลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าได้ภายในพริบตา ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ภาวะวันสิ้นโลกแบบที่โนอาห์ต้องต่อเรือเพื่อความอยู่รอด หรือภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ก็คงจะอยู่ไม่เกินชั่วชีวิตเราแน่นอน

นอกเหนือไปจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและยาวนานขึ้นแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายด้านของมนุษย์ (โดยเฉพาะด้านชีววิทยา) เองก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ธรรมชาติปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดได้เช่นกัน ในความพยายามที่จะศึกษาและดัดแปลงพันธุกรรมของพืชและไวรัสต่างๆ เพื่อให้พืชผลิตผลได้ดีขึ้น และสัตว์ตอบสนองต่อไวรัสแตกต่างไป ซึ่งพื้นฐานของการศึกษาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจการเจริญเติบโตและการกลายพันธุ์ของไวรัสเพื่อหาหนทางที่จะรักษาโรคมะเร็ง โรคอีโบล่า และโรคอื่นๆ แต่ก็มีนักวิจัยหลายคนบอกว่า พวกเขากลัวว่าการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์แบบนี้นั้น หากนำไปใช้ผิดทาง อาจจะผลิตซูเปอร์ไวรัสที่ไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้น ภาวะซอมบี้บุกโลกแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์อย่าง 28 Days Later หรือ I Am Legend ก็อาจจะกลายมาเป็นจริงเข้าสักวัน

โอเค เรารู้ว่าคุณอาจจะคิดว่านั่นเป็นเพียงนิยายไซไฟแฟนตาซีเพ้อฝันไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่มีทางฟื้นจากความตายขึ้นมาได้ (อันนี้เป็นสัจธรรมของชีวิตแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้) แต่สารคดีที่ชื่อว่า The Truth Behind Zombies ที่ผลิตโดย National Geograpic Channel นั้นได้อธิบายให้คนอ่อนวิทยาศาสตร์อย่างเราเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้านั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบสมองส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการควบคุมตนเองไม่ได้และคลุ้มคลั่ง (คล้ายอาการไม่มีสติของฝูงซอมบี้) ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถนำเอาความสามารถของไวรัสตัวนี้ ไปรวมเข้ากับความสามารถของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในอากาศผ่านการตัดต่อพันธุกรรมแบบชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) แล้วล่ะก็ คุณคงจินตนาการได้ไหมว่า เหตุการณ์ซอมบี้บุกโลกนั้นอยู่ใกล้ตัวคุณนิดเดียวเอง

เรื่องแบบนี้อย่าหาว่ามีเฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะ นักวิทยาศาสตร์ตัวพ่อบนโลกจริงอย่าง Stephen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง) เองก็เคยพูดเตือนชาวโลกไว้ตั้งแต่เมื่อปีค.ศ. 2007 โน้นแล้วว่า “ชีวิตบนโลกนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์จากหายนะต่างๆ ทั้งภาวะโลกร้อน สงครามนิวเคลียร์ ไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม รวมไปถึงอันตรายอื่นๆ ผมคิดว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีอนาคตแน่ๆ ถ้าเราไม่ออกไปสร้างอาณานิคมในอวกาศ” อย่างไรก็ดี ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขารู้ว่าทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาของไวรัสจนถึงจุดวิกฤติ แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยความเร็วในอัตรานี้จะสร้าง ‘หนทางใหม่ๆ ที่เอื้อให้อะไรผิดพลาดได้’ เขากล่าวเสริมว่า “แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดหายนะบนโลกใบนี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้จะค่อนข้างต่ำ ก็มันก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จนบัดนี้ สิ่งเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ในพันปีหรือหมื่นปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราอาจจะย้ายออกไปจักรวาลอื่น ไปอาศัยอยู่ที่ดวงดาวอื่น ดังนั้น หายนะที่เกิดขึ้นบนโลกก็ไม่ได้หมายถึงจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์เสมอไป อย่างไรก็ตาม เราคงจะไม่สามารถสร้างอาณานิคมที่ใช้การได้จริงบนอวกาศได้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”

ฟังดูย้อนแย้งอย่างมากมายที่ความเสี่ยงทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่มาจากกระบวนการด้านวิทยาศาสตร์ที่กลายมาเป็นแหล่งสำคัญของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาเคยชี้นำถึงความเสี่ยงที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) จะพัฒนาจนกระทั่งเป็นเหตุให้มนุษยชาติพบจุดจบ แต่เขาก็เชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เพียงเพราะความกลัวอันตรายเท่านั้น และเขาก็ยังแนะนำว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ นั้นควรจะตระหนักรู้ว่ากระบวนการเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนโลกได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็มีหน้าที่สำคัญในการอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจด้วย “เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องโน้มนำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ทุกคนจำเป็นต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากพอในเรื่องเกี่ยวกับอนาคต”

The Superrich Solutions

เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น Centers for Disease Control and Prevention (CDC) เคยออกคู่มือ (ที่ดูเหมือนจะ)ตลกโปกฮาว่าด้วยเรื่องการเอาตัวรอดเมื่อซอมบี้บุกโลกออกมาให้ดาวน์โหลดอย่างกว้างขวางชื่อว่า Preparedness 101: Zombie Pandamic เป็นการ์ตูนกราฟิกสไตล์ตะวันตกอ่านเข้าใจง่าย สนุกดีสาระสำคัญว่าด้วยการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ โดยแนะนำให้ทุกคนเตรียมถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตรับมือกับซอมบี้ ก็ดูเป็นไอเดียการสร้างคอนเทนต์ที่ดูหวือหวาฮือฮาดี เราชอบนะ แต่ที่เราชอบมากกว่าคือ การที่นักธุรกิจหัวใสหลายต่อหลายคนเห็นโอกาสจาก ‘ความกลัว’ ของมนุษย์นี้ และใช้โอกาสเหล่านั้นมาสร้างเงินให้กับตัวเองได้อย่างมหาศาล

ตัวอย่างสุดคลาสสิกคงจะหนีไม่พ้น Larry Hall (แลร์รี่ ฮอลล์) ซีอีโอของ Survival Condo Project เขาคือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หัวใสรุ่นแรกๆ ที่ดัดแปลงคลังเก็บอาวุธเก่าความลึก 15 ชั้นใต้ดินของรัฐแคนซัสให้กลายเป็นหลุมหลบภัยสุดหรูพร้อมรับวิกฤติวัน
โลกแตก โปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นในปีค.ศ. 2008 ที่แลร์รี่ได้ทุ่มเงินจำนวน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐซื้อคลังเก็บอาวุธดังกล่าว และอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐปรับปรุงพื้นที่ภายในทั้งหมดเพื่อดึงดูดเศรษฐีเงินเหลือใช้ เขาเคลมว่าโปรเจ็กต์ของเขาได้ถูกออกแบบมาให้ดูแลคนจำนวน 75 คนให้อยู่ดีมีสุขโดยไม่ต้องออกไปไหนเลยได้ยาวนานถึงห้าปี ภายในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรูแบบที่ทำให้คุณลืมไปเลยว่าคุณกำลังอยู่ในโลกที่อารยธรรมล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ทั้ง 12 หลัง (ที่เขาเก็บหลังหนึ่งไว้สำหรับตัวเขาเอง) ได้ถูกขายหมดเกลี้ยงไปแล้วในราคาหลังละ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแบบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

นอกจากนั้น Antonio García Martínez (อันโทนิโอ การ์เซีย มาร์ทิเนซ) อดีตผู้จัดการโปรดักส์ของเฟซบุคได้ซื้อที่ดินขนาดใหญ่กลางป่าลึกบนเกาะกลางมหาสมุทรและขนเครื่องปั่นไฟฟ้า แผงวงจรพลังงานแสงอาทิตย์ และบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปเตรียมไว้ เขาบอกว่าหากเกิดกรณีที่อารยธรรมตะวันตกล่มสลายลง เขาอยากจะหาพื้นที่ลี้ภัยที่ไกลจากเมือง แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก ซึ่งบอกให้ว่า หลังจากที่เขาแง้ม ‘โปรเจ็กต์บนเกาะเล็กๆ” ของเขาออกไปให้คนอื่นรู้ เขาก็พบว่ามีคนคิดคล้ายคลึงกับเขาไม่น้อยทีเดียว

คนสำคัญในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Larry Ellison (แลร์รี่ เอลลิสัน) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ Oracle ได้กว้านซื้อพื้นที่กว่า 98% ของเกาะลาไน ในรัฐฮาวายไว้เพื่อสร้างบ้านพักที่อยู่ได้แบบไม่ออกไปไหนหากเกิดอะไรขึ้น ส่วน Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก) ซีอีโอของ Facebook เองก็ได้ซื้อที่ดินทางตอนเหนือของเกาะเคาไวไว้เช่นกัน ในขณะที่ Michael Dell (ไมเคิล เดลล์) ผู้ก่อตั้ง Dell Technology เองก็มีอาณาจักรที่อยู่ของเขาที่ชื่อว่า Raptor Residence บนชายฝั่งโคน่าที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 64.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันนี้เราแอบสงสัยนิดนึงนะว่า เกาะเหล่านี้จะไม่หายไปกับสายน้ำเหรอ หากเกิดวิกฤติโลกแตกขึ้นมาจริงๆ)

ในขณะที่ Steve Huffman (สตีฟ ฮัฟฟ์แมน) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Reddit เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาและ Yishan Wong (หยิงฉาง หว่อง) อดีตซีอีโอของเว็บไซต์ตัดสินใจทำเลสิกเพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ ขึ้นก็ตาม “ถ้าหากว่าโลกแตก เอาเป็นว่า ไม่ต้องถึงกับโลกแตกหรอก แต่ถ้าเรามีวิกฤติการใดๆ ก็ตาม ถ้าจะต้องพึ่งคอนแท็กเลนส์กับแว่นตาตลอดเวลาคงไม่ดีแน่ๆ”

แม้กระทั่ง National Geographic Channel เองก็ยังทำซีรีส์ชุด Doomsday Castle ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Brenton Bruns (เบรนตัน บรุนส์) และลูกๆ ทั้งห้าที่สร้างปราสาทขนาดใหญ่ที่รัฐเซาธ์แคโรไลนา เป็นปราสาทที่ก่อสร้างขึ้นแบบพิเศษ สามารถอาศัยอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ในตอนแรกเขาสร้างเพียงหลุมหลบภัยพื้นฐานในปีค.ศ. 1999 แต่ต่อมาก็กลายมาเป็นปราสาทฟูลออพชั่นอย่างที่เห็น เบรนตันยืนยันว่าปราสาทของเขานั้นเต็มไปด้วย ‘กับดักนานาชนิด’ เพื่อระวังภัย ในขณะที่เพื่อนบ้านเขาโดยรอบนั้นก็ติดอาวุธพร้อมมือราวกับกองกำลังป้องกันตนเองอย่างย่อยๆ เลยทีเดียว (นี่เรียกได้ไหมว่าปราสาทหลังนี้เกิดขึ้นเพราะ ‘ความกลัว’ เพียงเท่านั้น)

ช่างเป็นการเตรียมพร้อมที่ต้องอาศัยเงินถุงเงินถังเสียจริงๆ แล้วคุณล่ะ เตรียมพร้อมรับวิกฤติวันโลกแตกหรือยัง?

Related Post

คำกล่าวที่ว่า ‘ศิลปะส่องทางให้แก่กัน’ นั้นใช้ได้กับทุกวงการจริงๆ

สำหรับผม (และผู้คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึง กับผม) แล้ว ฮิปฮอปถือเป็นทุกอย่าง เป็นวิถีชีวิตที่ไม่สามารถขาดได้ วันที่ฮิปฮอป
เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัว อาจจะไม่มีใครคิดว่าฮิปฮอปจะกลายมาเป็นร็อกแอนด์โรลล์เหมือนในยุคนั้น เพราะร็อกแอนด์
โรลล์คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่สะท้อนผ่านทุกอย่าง
ในชีวิตของเขา

ไล่มาตั้งแต่ประเภทเพลงที่ฟัง ยี่ห้อรถที่ขับ มอเตอร์ไซค์ที่ขี่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงแอ็กเซสเซอรี่ เลยไปจนถึงรสนิยมการแต่งบ้าน กลุ่มเพื่อนที่คบ ผับที่ไป ประเภทเหล้า ที่ดื่ม ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่กว้างมากๆ มีให้เลือกเสพหลากหลาย เป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งมานานมากแล้ว ผมเลยคิดว่าฮิปฮอป นี่เรียกได้ว่าเทียบเท่าร็อกแอนด์โรลล์เลย แค่เป็นคนละยุคเท่านั้นเอง เสน่ห์ของฮิปฮอปอยู่ที่ความหลากหลาย ในยุคแรกเริ่ม อาจจะมีการนิยามวัฒนธรรมฮิปฮอปว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องร้องเพลงสไตล์นี้ ศิลปะต้องเป็น กราฟิตี้เท่านั้น แต่พอกลุ่มคนที่เสพและใช้วัฒนธรรมฮิปฮอปเริ่มใหญ่ขึ้น ก็จะเห็นได้ว่ามีการบลัฟฟ์กันอยู่ในทีว่าของใครจริง ของใครไม่จริง เริ่มเป็นลางบอกเหตุว่า การรับรู้ของผู้คนในแง่ของวัฒนธรรมใหญ่ขึ้นจริงๆ

ส่วนตัวผมเอง ผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นของประชาชนแบบนี้ ไม่มีทางบอกได้หรอกครับว่าอะไรออริจินัล อะไรเฟค ถ้าจะแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ก็คงพอไหว แต่พอวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นของทุกคนไปแล้ว เสน่ห์จึงกลายมาอยู่ที่ว่าใครจะใช้ได้ดีที่สุด ใครจะ
ปรับใช้จนกระทั่งวัฒนธรรมนั้นกลายมาเป็นยุคของใคร ยุคนี้ใครเป็นไอคอน นี่คือความตื่นเต้นนะครับ ถ้าเรามานั่งนิยามว่าสิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ นั่นล่ะคือที่ไม่ใช่ เพราะวัฒนธรรมเองก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย นึกถึงช่วงที่คนรุ่นคุณปู่คุณย่าเราไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นพ่อ
รุ่นแม่เราถึงคลั่งไคล้ Elvis Presley หรือ 
The Beatles กันขนาดนั้น แล้วนึกภาพกลับไปสมัยที่เพลงแจ๊ซเพิ่งปรากฏตัวในวงการใหม่ๆ แทบจะไม่มีใครฟังเลยใช่ไหมครับ เพราะเป็นเพลงที่ถือว่าฟังยากพอสมควรในสมัยก่อน และเพลงแจ๊ซเองก็มีที่มาจากวัฒนธรรมสตรีทเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผันผ่านไป เพลงแจ๊ซก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่านี่คือเพลงหรูหรา สำหรับ ผู้มีรสนิยม ดังนั้น สำหรับผม วัฒนธรรมที่ลื่นไหลไปมาได้นี่คือสิ่งที่น่าสนใจในสังคมมนุษย์

มีคนถามผมถึงทิศทางของวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทย ผมขอตอบในสเกลระดับโลกก่อนว่า เพลงฮิปฮอปนั้นไม่ใช่
แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะฮิปฮอปเป็นวัฒนธรรมมาจากวัฒนธรรมสตรีท และคนที่ให้กำเนิดฮิปฮอปนั้นมาจากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่ายากจนและไม่มีอันจะกินก็ได้ครับ พอมาถึงตอนนี้ วัฒนธรรมฮิปฮอปกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มากมายมหาศาล คนที่สร้างจึงไม่มีทางปล่อยให้วัฒนธรรมนี้หายไปอย่างแน่นอน เพราะในวันนี้ ฮิปฮอปกลายเป็นธุรกิจหลักในทุกวงการ เรียกได้เลยว่าทำให้ผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมฮิปฮอปนั้นมีที่ทางขึ้นมาในสังคมต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว ในสมัยยุค ’70s – ’80s นั้นความเหลื่อมล้ำนี่ชัดเจน แต่ตอนนี้ฮิปฮอปถือว่าเป็นดนตรีปฏิวัติที่ดันให้คนผิวสีขึ้นมาอยู่แถวหน้าของสังคมเหมือนที่เราเห็นในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากจะไม่หายไปแล้ว วัฒนธรรมหลักอื่นๆ ก็จะต้องมาหลอมรวมกลมกลืนกันเพื่อความอยู่รอดด้วยครับ (ก็ดูตัวอย่างการ Collaboration กันระหว่างไฮแฟชั่นแบรนด์กับสตรีทแบรนด์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หรือแม้แต่การที่ไฮแฟชั่นแบรนด์นำเอาองค์ประกอบของสตรีทแฟชั่นไปเสริมในคอลเลกชั่นกันอย่างครื้นเครงสนุกสนานดูก็ได้ครับ)

กลับมาที่เมืองไทย ไม่ว่าคนไทยจะชอบหรือไม่ชอบ อินหรือไม่อินกับวัฒนธรรมนี้ 
แต่เมื่อมีอิทธิพลมาจากทั่วโลกแบบนี้ เราก็ต้องเดินตามไป อาจจะไม่อินเท่า เพราะก็ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบอะไรสบายๆ ไม่ซีเรียสมาก  แต่โลกอินเตอร์เน็ตก็ทำให้ความลื่นไหลทางวัฒนธรรมนั้นก็หยุดไม่อยู่อยู่แล้ว ก็ต้องรอดูกันไปครับว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ วัฒนธรรมฮิปฮอปจะเป็นอย่างไรต่อไปในบ้านเรา

Related Post

Protected: Coming Soon

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Related Post

ชวนดูงานศิลปะของสองคนดังวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

สุดสัปดาห์แบบนี้ ลอปติมัมมีนิทรรศการศิลปะสองแบบสองสไตล์ แต่จัดอย่างไม่ไกลกันมากนักมาให้คุณเลือกเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้าไปเดินเล่นเรียกแรงบันดาลใจได้อย่างเต็มที่

เริ่มต้นด้วยนิทรรศการน่ารักๆ ว่าด้วยทางเลือกของชีวิต LR Exhibition by Wisut Ponnimit แอนิเมชั่นสุดน่ารักจากปลายปากกาของตั้ม – วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่จัดฉายเป็นสามจอ ให้คนดูมีส่วนร่วมในการ ‘เลือก’ ทางเดินต่างๆ ของชีวิตผ่านคาแร็กเตอร์ที่เราชินตาของตั้ม ทั้งน้องมะม่วง ลุงลิ้น และผองเพื่อน โดยตั้มเน้นย้ำว่า “เราแค่อยากให้คนที่มาดูงานเรากลับบ้านไปแล้วคิดได้ว่า แท้จริงแล้วชีวิตเรามีทางเลือกเสมอ แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีทางเลือกก็ตาม”

LR Exhibition by Wisut Ponnimit แสดงตั้งแต่วันนี้ – 25 มิถุนายน ณ Bangkok CityCity Gallery สาทรซอย 1 เปิดทำการวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 19.00 น.

หลังจากขบคิดทางเลือกกันให้พอกระชุ่มกระชวยใจแล้ว เราแนะนำให้คุณข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อชมนิทรรศการ POD ART by Thanachai Ujjin นิทรรศการแสดงภาพวาดผลงานภาพวาดของธนชัย อุชชิน หรือพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ครั้งแรก ป๊อดเล่าให้เราฟังว่า ภาพทั้งหมดนั้นคือ ‘บันทึก’ หรือ ‘ไดอารี่’ ของเขาในช่วงสามปีที่ผ่านมา “ภาพทั้งหมดมีชื่อเป็นวันที่วาด คือบันทึกความทรงจำของผมในเรื่องที่เกิดขึ้น ณ วันนั้น มองแล้วจำได้หมดว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น เหมือนกับเป็นการหาสมดุลย์ในการใช้ชีวิตของผม เพราะการวาดภาพทำให้ผมมองตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ผลงานทั้งหมด 57 ชิ้นที่จัดแสดงนั้นถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของป๊อดให้พวกเรารับรู้ที่แตกต่างจากผลงานเพลงของวงโมเดิร์นด็อกที่พวกเราคุ้นชิน ป๊อดบอกว่า เขามีความสุขกับการใช้สีสันต่างๆ อย่างไม่กลัวผิดหรือกลัวพลาด และผลงานที่ออกมานั้นก็ดูสบายตาและน่าสนใจทีเดียว

POD ART by Thanachai Ujjin แสดงตั้งแต่วันนี้ – 26 มิถุนายน ณ Woof Pack Space ศาลาแดงซอย 1 เปิดทำการตั้งแต่ 9.00 – 18.00 น.

Related Post

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บริษัทผลิตรถยนต์จะทุ่มเงินไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรในการออกแบบผลิตภัณฑ์

One Step toward the Future

การที่บริษัทผลิตรถยนต์พร้อมใจกันทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรกลไกฝีมือดีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น นอกเหนือไปจากการพัฒนารูปแบบ เครื่องยนต์ และดีไซน์ของรถยนต์ อันเป็นสินค้าหลักแล้ว สิ่งที่ได้แถมมาก็คือการออกแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของบริษัทโดยรวม

รถยนต์อัจฉริยะ ยางกันรั่ว รถยนต์ไฟฟ้าที่ทำระยะทางได้ 1,000 กิโลเมตร หรือรถยนต์เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิภายนอกนั้นคือการพัฒนาทางเทคโนโลยียานยนต์ที่เหลือเชื่อแม้แต่ในโลกปัจจุบัน นี่คือการลงทุนครั้งมโหฬารที่บริษัทผลิตยานยนต์ได้ทุ่มลงไปเพื่อคิดค้นนวัตกรรมสุดล้ำหรืออุปกรณ์ชิ้นส่วนเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ในประเทศฝรั่งเศส อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นวงการที่มีการศึกษาวิจัยมากที่สุดใกล้เคียงกับวงการแพทย์และการบิน

ในปีค.ศ. 2014 จากแบบสำรวจของนิตยสาร Industrie & Technologie ระบุว่ามีนักวิจัยจำนวนกว่า 28,500 คนทำงานด้านวิจัยและพัฒนาในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ (อย่าง Peugeot และ Renault) และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ (อย่าง Valeo, Faurecla และ Plastic Omnlum) นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าในแต่ละปีมีการลงทุนกว่า 5 พันล้านยูโรในกาพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์เพื่อที่จะขึ้นเป็นผู้นำในวงการยานยนต์ทั่วโลก

ในปีค.ศ. 2015 ข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติด้านทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า บริษัทในเครือ Peugeot เป็นบริษัทที่จดทะเบียนสิทธิบัตรสูงสุดในประเทศฝรั่งเศส นับเป็นจำนวน 1,012 ฉบับ แซงหน้าบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ Valeo (ที่จำนวน 668 ฉบับ) และบริษัทในเครือ Renault (ที่จำนวน 539 ฉบับ) ที่ประเทศฝรั่งเศส ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการนั้นมีจำนวน 300 แห่ง เป็นศูนย์วิจัยด้านยานยนต์ทั้งหมด 55 แห่ง ในขณะที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั้น มีวิศวกรและบุคลากรเฉพาะทางกว่า 12,000 คนที่ทำงานวิจัยและพัฒนาเรื่องรถยนต์แห่งอนาคต ส่วนฝั่งผู้ผลิตรถยนต์นั้นต่างก็ปิดข้อมูลเรื่องกำลังพลเป็นความลับ เพราะการวิจัยและพัฒนาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำในที่ลับเพื่อกันบริษัทคู่แข่งฉกเอาไอเดียดีๆ ไป จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มีเพียง Renault บริษัทเดียวที่ยอมตอบคำถามเรื่อง
การค้นคว้าและวิจัยของเราในวันนี้

Top Open

ร่วมมือและแบ่งปันองค์ความรู้

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ การแข่งขันกันไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาได้มากเท่ากับการร่วมมือกัน “คุณไม่สามารถทำเสมือนว่าบริษัทของคุณเป็นเพียงบริษัทเดียวที่เก่งที่สุดได้อีกต่อไปแล้ว” Virginie Maillard (เวอร์จินี ไมยาร์ด) ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและยุทธศาสตร์ของ Renault กล่าว “เราต้องเปิดกว้างสู่องค์ความรู้อื่นๆ พนักงานจำนวนมากของเรามีส่วนร่วมในโครงงานวิจัยที่ริเริ่มขึ้นโดยพันธมิตร เราทำงานในโครงการระดับภูมิภาคโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสภายุโรป อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ผู้จัดหา มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย การทำงานร่วมกันทั้งในด้านความปลอดภัย การสื่อสาร การเชื่อมต่อหรือด้านกฎหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะเราร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ขับขี่”

หลังจากก่อตั้งศูนย์วิจัยในซิลิคอนวัลเลย์ไปเมื่อปีค.ศ. 2010 Renault ได้เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์โดยจัดตั้ง Open Lab Innovation กลาง Porter School of Environmental Studies มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2016 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนแนวคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนายานยนต์ รวมไปถึงพัฒนาระบบความปลอดภัยในโลกออนไลน์ เวอร์จินียังบอกอีกว่า “เรามีนโยบายร่วมมือกับสถาบันข้างนอกมาโดยตลอด แต่เพิ่งจะมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนเมื่อห้าปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะโลกที่หมุนเร็วขึ้น เราจึงจำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน การร่วมมือและมีภาคีจากหลายภาคส่วนจะทำให้เราประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทเราได้อีกด้วย” นโยบายและวิธีการคิดเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะนักวิจัยจะต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและสิ่งต่างๆ จากหลายแหล่ง เพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาในนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่ยังคงนโยบายการทำงานตามลำพังเพื่อคิดค้นนวัตกรรมเพื่อรถยนต์แห่งอนาคต 
โดยหวังว่าจะได้จดทะเบียนสิทธิบัตรอะไรบางอย่างที่ทำให้แบรนด์ตัวเองล้ำหน้าเหนือคู่แข่ง อย่างในกรณีของ Renault ที่วิศวกรซุ่มคิดค้นพัฒนาเรื่องการออกแบบที่นั่งฝั่งคนขับและการควบคุมผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูง “ทุกอย่างที่เราพัฒนานั้นจะมองไกลไปถึงอีกยี่สิบปีข้างหน้า และเรามีทีมเฉพาะที่ทำงานให้กับ Renault เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในลักษณะของการวิจัยร่วมกันอยู่ดี” ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยอธิบาย และงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้นั้นก็ต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแผนกรักษาความมั่นคงของบริษัทเพื่อป้องกันการจารกรรมความคิดทางอุตสาหกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

competizione-8c1

กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง

การวิจัยและดำเนินการผลิตผลงานสักชิ้นนั้นล้วนแล้วแต่มีขั้นตอนมากมายและยาวนาน เริ่มจาก “ระยะฟักตัว” หรือช่วงระดมความคิด โดยเปิดกว้างให้ทุกคนเสนอไอเดียขึ้นมา และเมื่อไอเดียไหนโดดเด่นและพอจะมีทางเป็นไปได้ ก็จะเริ่มต้นการวิจัยอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดขอบเขตทุกอย่างอย่างชัดเจน มีการระบุหัวหน้างานวิจัย กำหนดงบประมาณ ระยะเวลาและทีมวิจัย นักวิจัยจะวางมือจากการผลิตผลงานต้นแบบ และหันมาศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและสุดท้ายก็จะนำเสนอ “ผลการวิจัย” โดยสรุปหลักการและผลการวิจัยที่ค้นพบ หลังจากนั้น ทีมแบบแผนทางเทคโนโลยี (ซึ่งมีเฉพาะในทีม Renault) ก็จะศึกษาความเป็นไปได้และประโยชน์ของนวัตกรรมชิ้นนั้นๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจว่าสมควรนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตรถหรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นั้นกินเวลายาวนานต่อเนื่องหลายปี และมีโอกาสที่จะหยุดกลางคันเสมอ “การหยุดโครงการหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสถานการณ์เฉพาะหน้านั้นเกิดขึ้นได้เสมอ” เวอร์จินีกล่าว “ทีมของเรายอมรับกฎกติกาตรงนี้ เพราะพวกเรารู้ว่าการทำงานเกี่ยวกับนวัตกรรมจะนำมาซึ่งความรู้เสมอ แม้ว่างานจะไปไม่ถึงจุดหมายก็ตาม” แม้ว่าการนำไปปฎิบัติได้จริงเป็นบรรทัดฐานสูงสุดในหมู่ผู้ผลิต แต่ความกระหายใคร่รู้และความรักในการประดิษฐ์คิดค้นนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง จินตนาการคือหัวใจของการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น หากบริษัทอยากให้เงินทุกเม็ดทุกสตางค์ที่ลงทุนไปกับการวิจัยผลิดอกออกผลเป็นยอดขายหรือความสำเร็จ บริษัทต้องไม่ล่ามม้าไว้ในคอก แต่จะต้องให้อิสระทางความคิดอย่างไร้ขีดจำกัดแก่วิศวกรและดีไซเนอร์

EXALT_1403KL011_0

รถ เรือ จักรยาน เปียโน และอื่นๆ

นอกเหนือไปจากการออกแบบยนตรกรรมติดล้อแล้ว แต่วิศวกรและดีไซเนอร์
เหล่านี้ก็ขยายขอบเขตการออกแบบของตนไปอย่างกว้างขวาง อย่าง Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) เองก็ออกแบบเรือสุดพิเศษรุ่น AM37 เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และก็กลายมาเป็นไอเท็มที่เหล่ามหาเศรษฐีต่างก็อยากจะได้มาครอบครอง (คงไปคล้ายกับเจ้าตัว Silver Arrows Granturismo Concept ซึ่งออกแบบโดยทีมออกแบบของ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์)) ในฝั่งของ Alfa Romeo (อัลฟ่า โรเมโอ) เองก็ได้เปิดตัวจักรยานที่ออกแบบเองไปเมื่อปีค.ศ. 2014 โดยจักรยานรุ่น 4C IFD ก็เกิดจากการคิดค้นวิจัยรถยนต์รุ่น 4C Spider จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าหากผู้ใดสามารถออกแบบรถยนต์ได้ก็แทบจะออกแบบอะไรก็ได้ทุกอย่าง ในปีค.ศ. 2010 Peugeot Design Lab ได้เปิดตัว “คอนเซ็ปต์คาร์แห่งอนาคต” เป็นรูปแบบของรถยนต์ในอนาคต และก็เดินหน้าร่วมมือกับคนใน
วงการอื่นๆ นอกเหนือจากรถยนต์ ต่อมาในปีค.ศ. 2012 พวกเขาก็จับมือกับ Pleyel ผลิตเปียโนสุดล้ำที่คล้ายคลึงกับรถแข่งแต่มีแนวเส้นสายที่เรียบง่ายดูหรูหรา 
เปียโนลูกผสมนี้มีคันเหยียบที่แปลกตาและได้ออกแบบให้ตัวโต๊ะสำหรับวางโน้ตในระดับเดียวกับคีย์บอร์ดเพื่อให้ผู้ชมมองเห็นมือนักเปียโนขณะเล่น เนื่องจากเปียโนหลังนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกระโปรงท้ายรถ ฝาครอบเปียโนจึงตั้งด้วยตัวเอง การออกแบบเล็กๆ ดังกล่าวมีราคาเพียง 16,5000 ยูโร(เท่านั้น)! ในขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Lexus (เลกซัส) ได้ผลิตสเกตบอร์ดลอยได้ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future โดยหลักการคือตัวสเกตบอร์ดมีพื้นผิวแม่เหล็ก บวกกับไนโตรเจนที่มีคุณสมบัติเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับคลื่นแม่เหล็กในพื้นดินทำให้สเกตบอร์ดสามารถลอยตัวเหนือ
พื้นดินได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่อยอดเป็นแนวคิดหรือต้นแบบให้กับรถลอยได้ในอนาคตก็เป็นได้

piano-peugeot-design-lab-pour-pleyel-008-1

การจารกรรมทางอุตสาหกรรม 
ภัยสำคัญของการวิจัยและพัฒนา

อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่สอง (รองจากอุตสาหกรรมการบิน) ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจารกรรมความลับการวิจัย และต้องอยู่ในสงครามประสาทระหว่างกันและกันมาโดยตลอด (ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตด้วยกันเอง แรงกดดันจากนโยบายของรัฐ รวมไปถึงการจับมือกันระหว่างบริษัทผู้ผลิตและบริษัทผลิตชิ้นส่วนต่างๆ) นี่ยังไม่นับว่าต้องคอยระวังสายสืบที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะเด็กฝึกงาน พนักงานสองหัว หรือแม้กระทั่งนักสืบที่ถูกส่งเข้ามาขโมยเอกสารงานวิจัยไปแบบดื้อๆ ที่สำคัญ กลุ่มขโมยเหล่านี้นั้นอาจจะไม่ได้มาจากทวีปเอเชีย (แบบที่จีนมักจะถูกตราหน้าว่า ‘ลอก’ ผลงานบ่อยๆ) เสมอไป 
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คดีเมื่อปีค.ศ. 2013 ที่ตำรวจสากลแห่งกรุงปารีสได้จับกุมวิศวกรชาวเยอรมันสองคนที่ลักลอบนำเสาชาร์จของ Autolib ออกมาจากบริษัทแม่ในเครือ Bollore ซึ่งทั้งคู่ก็ถูกสอบสวนและค้นพบว่า พวกเขาทำงานให้กับกลุ่ม P3 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่รับจ้างจาก BMW (บีเอ็มดับเบิ้ลยู) ที่กำลังจะเปิดตัวรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะในธุรกิจมูลค่ามหาศาลแบบนี้ ทะเบียนสิทธิบัตรที่ถูกจดก่อนนั้นก็เหมือนกับกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นมาตรการในการควบคุมและต่อสู้กับเรื่องแบบนี้จึงต้องสูงลิบ ในปีค.ศ. 2008 หลังจากเหตุฉาวโฉ่ที่บริษัท Michelin โดนจารกรรมด้านข้อมูลภายใน บริษัทก็ได้จ้าง Bernard Fesquer (เบอร์นาร์ด เฟสเกต์) อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคนิคของหน่วยงานด้านความปลอดภัยภายนอกมาควบคุมสอดส่องระบบโดยรวมทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบัน นักสืบมากประสบการณ์ในวัยเกษียณนั้นก็ถูกว่าจ้างโดยบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเพื่อเฝ้าระวัง
การจารกรรมสุดแสนอันตรายแบบนี้

 

Related Post

Chopard ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคนใหม่ล่าสุด
ของ Academie francaise

The Sword of Honor

Andreï Makine reçu sous la Coupole de l’Institut de France. Il a été élu à l’Académie française, le 3 mars 2016, au fauteuil de d’Assia Djebar.

ล่าสุด Chopard (โชพาร์ด) ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคนใหม่ล่าสุด
ของ Academie franaise เพื่อให้เขาได้ก้าวเข้าสู่หอเกียรติยศอย่างภาคภูมิสมเกียรติ

001 - Andrei Makine Sword - ∏JohannSauty-Chopard w1

ในประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างฝรั่งเศสนั้น มีองค์กรหนึ่งที่เกิดมาขึ้นเพื่อปกปักษ์รักษาสถาบันภาษาของประเทศไว้ องค์กรนั้นก็คือ Académie française ที่จะมี ราชบัณฑิต (Les Immortels) หรือสมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกอยู่เพียง 40 คนทั่วประเทศ ซึ่งหากได้รับเกียรติเข้าร่วมองค์กรนี้แล้ว ก็จะคงสถานะของสมาชิกภาพไปจนกระทั่งสิ้นชีวิต จึงจะมีสมาชิกคนใหม่มาแทน ซึ่งในปีค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา นักเขียนนวนิยายเชื้อสายฝรั่งเศส-รัสเซียคนสำคัญของประเทศอย่าง Andreï Makine (อ็องเดรอี มาคีน) เจ้าของบทประพันธ์ชื่อดังอย่าง Dreams of My Russian Summers นั้นก็ได้รับคัดเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง แบรนด์นาฬิกาและจิวเวลรี่ชั้นสูงอย่าง Chopard (โชพาร์ด) นั้นก็ออกแบบดาบอัศวินให้เขาถือเข้ารับตำแหน่งอย่างสมเกียรติ

005 - The transfigured princess frog - close up ∏JohannSauty-Chopard w1

การออกแบบดาบเกียรติยศนั้น Chopard ได้สเก็ตช์ภาพร่างอย่างพิถีพิถัน โดยตัวดาบได้รับแรงบันดาลใจ
มาจากฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูโปรดของเขา ปุ่มสีเงินบนด้ามจับทำเป็นลายเชือกรัดรอบเจ้าชายกบ ซึ่งเป็นตัวเอก
ในเรื่องเล่าจากนิทานปรัมปราของประเทศรัสเซียประดับอยู่ด้านบน ประดับมรกตเม็ดเล็กจำนวน 500 เม็ด และเพชรอีก 
11 เม็ด เพื่อสำแดงจุดยืน ‘Happy Diamonds’ ของแบรนด์ ส่วนด้ามสำแดงฝีมืออันละเอียดอ่อนของช่างเจียระไน
โดยการสลักแร่ควอตซ์สีขาวสดเป็นรูปนาฬิกาทรายและมีลูกบอลสีทองเล็กๆแสดงถึงกาลเวลาที่รั่วไหลและผันแปรไป 
ขนนกและกระดาษนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าแห่งความเป็นนักเขียน ส่วนปลอกดาบนั้นก็สื่อถึงน้ำแข็ง เปรียบเสมือนหัวใจของนักเขียนผู้ซึ่งโหยหาอยู่ในอดีตกาล

002 - Andrei Makine sword top part - 1 ∏JohannSauty-Chopard w1

Related Post

5 ศิลปินแถวหน้าร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะใน The Style by Toyota

โตโยต้า (TOYOTA) อีกหนึ่งแบรนด์ที่ให้ความสำคัญด้านงานดีไซน์เสมอ โดยล่าสุดได้จัดงาน PASTFORWARD EP.3 “Build Up” Design Together (Change the World of Design) นิทรรศการศิลปะที่นำเสนอผลงานการออกแบบของ 5 ศิลปินดัง ได้แก่ รักกิจ ควรหาเวช, กรกต อารมย์ดี, พงศ์ภาสกร กุลถิรธรรม, ปริญญา พิเชษฐศิริพร และธนา แสงศร ให้เหล่าคนรักงานศิลปะได้ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจผ่านผลงานระดับมาสเตอร์พีซพร้อมกัน   ที่บริเวณ The Style by TOYOTA ศูนย์การค้าสยาม สแควร์ วัน ชั้น 3 งานจะเปิดให้ได้ชมกันตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560

Related Post

Ludwig Mies van der Rohe สถาปนิกและดีไซเนอร์คนสำคัญของโลกใบนี้

Less is Mies (van der Rohe)

หนึ่งในสถาปนิกและดีไซเนอร์คนสำคัญของโลกใบนี้คงจะขาดชื่อ Ludwig Mies van der Rohe (ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์) ไปไม่ได้ คุณอาจจะคุ้นเคยกับงานเฟอร์นิเจอร์สุดคลาสสิกของเขาอย่าง Barcelona Chair รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในไลน์เดียวกัน

miesvanderrohe-ludwig

สำหรับผมแล้ว มีสถือเป็นสถาปนิกคนสำคัญของยุคนั้น (ช่วงปลายยุค ’20s เป็นต้นมา) และมีอิทธิพลต่อเนื่องยาวนานมาถึงยุคนี้ เพราะช่วงที่เขามีอิทธิพลนั้นเป็นยุคที่คนเริ่มจะหันมาปฏิวัติความคิดของการผลิตงานศิลปะ โดยเห็นความงาม และคุณค่าทางศิลปะในสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นเพราะว่าคนในยุคนั้นเริ่มเบื่อกระแสงานศิลปะทั่วๆ ไปที่ยกย่องคุณค่าเหนือจริง จึงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบธรรมดาขึ้นมา โดยมีแนวความคิดว่า คุณต้องเห็นคุณค่าในของปกติธรรมดา และของปกติธรรมดานั้นก็กลายมาเป็นงานศิลปะได้ ตัวอย่างที่โด่งดังสุดๆ ก็เห็นจะเป็นศิลปะ จัดวาง ‘Fountain’ ของ Marcel Duchamp (มาร์แซล ดูว์ช็อง) ที่นำเอาโถปัสสาวะชาย (Urinal) มาวางกลับด้านแสดงเป็นชิ้นงานศิลปะ และถึงกับทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องประเด็นทางสุนทรียะอันเกิดจากชิ้นงานศิลปะกันเป็นวงกว้าง

knoll_pfister-sofa

มีสเป็นสถาปนิกที่เติบโตและพัฒนาตนเองมาในช่วงเวลาที่สังคมมีแนวคิดแบบนั้น ความประทับใจแรกของผมที่มีต่อมีสคืองาน Barcelona Pavilion ของเขาที่จัดแสดงที่ International Exposition ปี 1929 ณ กรุงบาเซโลนา ประเทศสเปน ถึงแม้ว่าชื่อจะเป็นแบบนี้ แต่พาวิลเลียนนี้คืออาคารจัดแสดงที่เป็นตัวแทนของประเทศเยอรมนี และได้กลายมาเป็นตึกสำคัญในประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยจุดเด่นคือรูปแบบของตัวอาคารที่เรียบง่าย และลื่นไหลใช้วัสดุที่หรูหราอย่างหินอ่อน หินแกรนิต และแร่ไลม์สโตน เป็นสไตล์มินิมัลลิสต์แบบเต็มตัว และสถานที่นี้เองก็เป็นที่โชว์เคสของเฟอร์นิเจอร์ตัวสำคัญที่ออกแบบโดยมีส อย่าง Barcelona Chair ซึ่งเป็นเก้าอี้ที่นั่งสบายมากนะครับ ผมเชื่อว่าสถาปนิกที่สามารถออกแบบเฟอร์นิเจอร์ได้นั้นต้องไม่ธรรมดา ต้องเป็นคนชอบออกแบบรายละเอียด เพราะเขาจะต้องเข้าใจสรีระคนในการออกแบบความกว้าง ความยาว ความนุ่ม รวมไปถึงองศาความเอียงของเก้าอี้แต่ละรุ่น เพื่อให้ได้นั่งสบายมากที่สุด ซึ่งผมคิดว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ที่ทำจากโลหะและหนังชิ้นนี้นั้นถือเป็นการออกแบบที่ไร้กาลเวลา และขึ้นหิ้งเป็นชิ้นคลาสสิกของวงการไปแล้ว … อ้อ … คำว่าไร้กาลเวลานั้นไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ปรับปรุงนะครับ เพราะในปีค.ศ. 1950 ได้มีการหยิบเก้าอี้ไลน์นี้มารีดีไซน์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีสีของหนังเพิ่มเป็นสี Ivory และมีการเปลี่ยนวัสดุโครงเป็นสเตนเลสสตีลที่ไม่มีรอยต่อ หรือขัดความเรียบลื่นของดีไซน์โดยรวมก็ยิ่งทำให้เก้าอี้ชุดนี้ดูโดดเด่นกว่าเดิมเสียอีก

knoll_ed-06-2015

แนวทางการออกแบบของมีสนั้นอยู่บนแนวคิดสำคัญที่กลายมาเป็นโคว้ตอันลือลั่นของวงการไปตลอดกาลอย่าง ‘Less is more.’ และ ‘God is in the details.’ ซึ่งก็อธิบายได้ดีว่าการทำอะไรที่ดูเรียบง่ายนั้นจะดูดีได้มากกว่าการทำอะไร ที่เยอะหรือฟุ่มเฟือยเกินไป จะเรียกได้ว่าการออกแบบของเขานั้นจะลดทอนจนกระทั่งเหลือโครงที่มีคุณค่า แต่ก็ยังลงรายละเอียดทุกอย่าง เพราะความเจ๋งนั้นอยู่ที่การเห็นรายละเอียด หรือเห็นพระเจ้า (ความสมบูรณ์แบบ) ในทุกอย่างที่เขาทำ และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีสไม่ได้เป็นดีไซเนอร์หรือสถาปนิกที่ร่างแบบโดยการทำดรอว์อิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขายังใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Collage และ Photomontage ในการสร้างสรรค์งานออกแบบของเขาอย่างมากมาย

foto-01-040

ซึ่งในช่วงนี้ ที่เมืองอาเค่น ประเทศเยอรมนี บ้านเกิดของเขาก็กำลังจัดนิทรรศการ Mies van der Rohe. The MoMA Collages ซึ่งเป็นนิทรรศการรวบรวมภาพผลงานสไตล์คอลลาจและโฟโต้มอนทาจ หรือเทคนิคตัดแปะที่เขาทำในช่วงปีค.ศ. 1910 – 1965 ซึ่งผมว่าก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาเป็นคนที่ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลผงานของเขาถือเป็นการทำ Experiment Design ที่ต่อมาก่อให้เกิดผลงานไอคอนิกหลายต่อหลายชิ้น เชื่อกันนะครับว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินจากยุค Dadaism รวมทั้ง Paul Klee (พอล คลี) ที่ทำงานสไตล์ Expressionism และ Surrealism ด้วยซึ่งถ้าได้มีโอกาสแวะไป ก็ควรจะไปดูผลงานช่วงแรกๆ ในชีวิตของเขาให้เห็นกับตาสักครั้งนะครับ

barcpavilion

ถ้าจะถามผมว่ามีสเป็นสถาปนิกที่มีความสำคัญและส่งอิทธิพลกับวงการนี้มากแค่ไหน ก็ลองจินตนาการดูว่า สมัยก่อนนั้น ผลงานศิลปะนั้นจะถูกจัดให้อยู่ในหมู่ชนชั้นสูง และเป็นนอร์มหลักของสังคมที่จับต้องยาก ไม่สามารถนำเอาดีไซน์และศิลปะมาใช้ในชีวิตได้ แต่หลังจากที่มีสและกลุ่มดีไซเนอร์ยุคนั้นมาปฏิวัติวงการ ผลงานศิลปะประเภท Dadaism หรืองานศิลปะที่ดูไม่เหมือนจะเป็นงานศิลปะ รวมไปถึงงานศิลปะประเภท Minimalism นั้นก็มีที่ทางและบทบาทในสังคม และกลายมาเป็นอิทธิพลและแรงบันดาลใจอย่างยาวนาน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้เลยทีเดียว

barcelona_0094

ซึ่งก็คงจะเป็นความฝันของสถาปนิกทุกคนล่ะครับที่จะสามารถสร้างมูฟเม้นต์ใหม่ๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจ  ให้กับคนร่วมอาชีพรุ่นน้องได้ต่อไปในอนาคต

12206

*นิทรรศการ Mies van der Rohe. The MoMA Collages’ จัดขึ้นที่ Ludwig Forum เมืองอาเค่น ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2016 – 12 กุมภาพันธ์ 2017

240_high

**เฟอร์นิเจอร์ Knoll มีจำหน่ายที่ www.boundarycollection.com

Related Post

พูดคุยกับศิลปินระดับโลก Natanel Gluska ผู้ที่เชื่อว่าวัสดุทุกอย่างมีจิตวิญญาณ รอวันที่ใครสักคนจะเข้ามาเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว

The Soul of Materials

Natanel Gluska (นาทาเนล กลัสก้า) เป็นศิลปินที่เกิดในประเทศอิสราเอล แต่อาศัยและทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ แรกเริ่มเดิมทีเขาเป็นจิตรกรก่อนที่จะผันตัวมาเป็นประติมากร เขาแจ้งเกิดในงานของศิลปินหน้าใหม่ไฟแรง Salone Satellite ที่งานมิลานแฟร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เขามีชื่อเสียงในระดับสากล

dscf0146

อันที่จริงจะเรียกว่านักออกแบบก็ไม่ใช่ ศิลปินก็ไม่เชิง เราขอเรียกเขาว่า ‘นักสร้าง’ แล้วกัน เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เขาออกแบบเปรียบเสมือนงานศิลปะที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของคนดังหลายคน เช่น Karl Lagerfel (คาล ลาเกอเฟล) Madonna (มาดอนนา) รวมไปถึงนักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้โด่งดังอย่าง Philippe Starck (ฟิลลิปป์ สตาร์ก) ลอปติมัมจึงไม่พลาดโอกาสที่จะพูดคุยกับเขายามที่เขาบินมาจัดแสดงนิทรรศการ ‘One for the Birds’ ที่เมืองไทย

-เกี่ยวกับนิทรรศการ

งานนิทรรศการครั้งนี้ ผมได้เลือกใช้วัสดุผสมผสานจากไม้ บรอนซ์ และภาพพิมพ์ไม้ โดยผมต้องการสร้างงานที่สร้างความรู้สึกเกี่ยวโยงบางอย่างระหว่างคนกับธรรมชาติ ผมชอบที่จะมองออกไปจากร้านอาหารแล้วเห็นนกมาเกาะที่โต๊ะ มันพยายามที่จะเข้ามากินเศษอาหาร คนที่นั่งอยู่หากไม่ตกใจก็จะรอดูว่านกมันจะเข้ามาใกล้ตัวเขาขนาดไหน มันเป็นช่วงเวลาระหว่าง ‘คนหนึ่งคนกับนกหนึ่งตัว’ ที่ไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ผมจับเอาความรู้สึกนั้นมาสร้างเป็นผลงาน ซึ่งผมเรียกมันว่า ‘Magic Moment’

-งานชิ้นไหนที่คุณชอบเป็นพิเศษ

เอาจริงๆ ก็ชอบทุกงาน เพียงแต่ความชอบมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงมั้ย?

re4

-ทำไมถึงชอบใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก

ผมอาศัยอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม้จึงเป็นของหาง่าย ไม้บางชิ้นราคาถูกลงหากไม่มีช่างไม้คนไหนสนใจ โดยเฉพาะไม้เก่าหรือไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาดมา และอีกอย่างหนึ่งคือความผูกพันธ์ เหมือนนิทรรศการล่าสุดนี้ก็พูดถึงเรื่องป่าในความทรงจำกลายๆ ความทรงจำที่มีส่วนในงาน งานทุกชิ้นมันก็มีที่มาที่ไปจากตัวผมเองนี่แหละ อย่างเช่นภาพพิมพ์ 2 มิติ แม้จะจับต้องหรือนั่งไม่ได้แต่มันคือจุดเริ่มต้นของผมที่เคยวาดภาพบนผืนผ้าใบมาก่อน ผมอยากจะเล่นกับความรู้สึกตรงนั้นด้วย

-“วัสดุทุกอย่างรอวันที่จะถูกเล่าเรื่อง”

ผมเชื่อในคำนี้จริงๆ สำหรับผมแล้วการเลือกใช้วัสดุทุกๆ อย่างคือความท้าทาย ผมชอบเอาชนะความเป็นวัสดุนั้นๆ โดยที่คนอื่นต้องคิดไม่ถึงว่าผมจะทำ เช่นการใช้วัสดุที่มีความแข็งมากมาออกแบบฟอร์มที่ดูนุ่มนิ่ม ซึ่งมันจะชวนให้คุณสัมผัสด้วยความอยากรู้อย่างแน่นอน

re2

-กระบวนการออกแบบ

ผมมักจะเริ่มจากการเดินสำรวจบริเวณรอบที่พักอาศัยที่ผมไปอยู่เดินสำรวจและถ่ายรูป ซึ่งไอเดียผมมักจะมาช่วงเวลานี้ หลังจากปะติดปะต่อไอเดียได้ ผมจะเดินย้อนกลับไปเพื่อเก็บวัสดุที่ผมจะนำมาใช้ทำงาน พอได้วัสดุมาแล้วจึงเริ่มสเก็ตช์แบบต่างๆ ที่วัสดุสามารถทำได้หลังจากทุกอย่างเคลียร์แล้วก็เริ่มลงมือทำเลย

-ทำตามความต้องการของลูกค้า

ผมทำตามใจตัวเองเลย (หัวเราะ) ผมมองว่าเทรนด์พวกนี้มันมาแล้วเดี๋ยวก็ไปน่ะ ยิ่งมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องอีกจะทำให้คุณอึดอัดเปล่าๆ ผมเป็นพวกชอบสวนกระแสหน่อยๆ ถ้าเราไปตามเทรนด์มากๆ แล้ว เราก็คงไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป

re1

-อนาคต

ผมวางแผนที่จะทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มได้ไอเดียใหม่ๆ บ้างแล้วล่ะ แต่ขออุบไว้ก่อน

-อธิบายผลงานของคุณใน 1 คำ

ความจริง

Related Post

ยอดขายแผ่นไวนิลเริ่มแซงหน้าดนตรีดาวน์โหลดซะแล้ว

อาจจะไม่ทุกวงการที่สื่อดิจิตอลหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาและชนะทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะอุปกรณ์ที่ใช้แล้วให้ได้ทั้งอารมณ์และความมีเสน่ห์นั้นมันขึ้นอยู่กับความเข้าถึงของแต่ละคน

Mandatory Credit: Photo by Facundo Arrizabalaga/REX (1184771d) Customers browsing through records Berwick Street, Soho, London. England, Britain. Vinyl Junkies record shop in Berwick Street, Soho, London, Britain - 10 May 2010

สำหรับเสียงดนตรีที่ออกมาจากแผ่นไวนิลนั้นเองก็เช่นกัน ต้องบอกว่าบางครั้งแผ่นไวนิลอาจจะไม่ได้เล่นเพลงออกมาได้เพอร์เฟ็กเป๊ะๆ ตลอดเวลาดังเช่นไฟล์เพลงดิจิตอล แต่ไอการขาดหายไปของเสียงหรือรายละเอียดนั้นบางครั้งนั้น ก็เป็นอะไรที่น่าสนุกสนานและเป็นเสน่ห์ในการฟังเพลงจากแผ่นไวนิลเช่นกัน แถมคุณภาพของเสียงที่ออกมานั้นก็ยังขึ้นอยู่กับเข็มที่ใช้ในการเล่น หรือเครื่องเล่นแผ่นไวนีลของคุณอีกเช่นกัน มันไม่ใช่การเปลี่ยนลำโพงหรือการเปลี่ยนซาวด์การบนคอมพิวเตอร์ แต่มันคือเอกลักษณ์ของแต่ละอุปกรณ์ที่คุณเลือกใช้ หากคุณหาเจอว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนนั้นเหมาะและตรงกับความชอบของคุณก็บอกได้เลยว่าสิ่งนั้นล่ะที่ไฟล์ดิจิตอลอาจจะให้คุณได้ไม่เหมือนการเล่นแผ่นไวนิล แถมกิจกรรมในแต่ละวันก็จะมากขึเนด้วยเพราะแผ่นไวนิลบางแผ่นนั้นค่อนข้างจะหายากและเข้าข่ายของสะสมไปแล้ว มันก็ช่างต่างกับไฟล์ดิจิตอลอีกเช่นเคยที่หากคุณมีเงินในบัตรเครดิตก็สั่งสื่อผ่านออนไลน์ไปเลยแบบง่ายๆ แต่นั่นอาจจะทำให้ชีวิตคุณง่ายไปหรือเปล่า

และล่าสุดหรือเรียกว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์วงการดนตรีเลยก็ว่าได้ ที่ยอดขายแผ่นไวนิลในอาทิตย์ที่ 48 ของปี 2016 นั้นได้สูงกว่ายอดดาวน์โหลดเพลงจากโลกออนไลน์โดยนับจากยอดรวมของการซื้อแผ่นไวนิลทั้งหมดที่ 2.4 ล้านปอนด์ แต่กลับกันยอดการดาวน์โหลดออนไลน์นั้นมีเพียง 2.1 ล้านปอนด์ และคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงนี้ก็คาดว่ายอดขายไวนิลจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก

Photography Credit : Facundo Arrizabalaga & www.independent.co.uk

Related Post