Top Open

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บริษัทผลิตรถยนต์จะทุ่มเงินไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรในการออกแบบผลิตภัณฑ์

One Step toward the Future

การที่บริษัทผลิตรถยนต์พร้อมใจกันทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรกลไกฝีมือดีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น นอกเหนือไปจากการพัฒนารูปแบบ เครื่องยนต์ และดีไซน์ของรถยนต์ อันเป็นสินค้าหลักแล้ว สิ่งที่ได้แถมมาก็คือการออกแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของบริษัทโดยรวม

รถยนต์อัจฉริยะ ยางกันรั่ว รถยนต์ไฟฟ้าที่ทำระยะทางได้ 1,000 กิโลเมตร หรือรถยนต์เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิภายนอกนั้นคือการพัฒนาทางเทคโนโลยียานยนต์ที่เหลือเชื่อแม้แต่ในโลกปัจจุบัน นี่คือการลงทุนครั้งมโหฬารที่บริษัทผลิตยานยนต์ได้ทุ่มลงไปเพื่อคิดค้นนวัตกรรมสุดล้ำหรืออุปกรณ์ชิ้นส่วนเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ในประเทศฝรั่งเศส อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นวงการที่มีการศึกษาวิจัยมากที่สุดใกล้เคียงกับวงการแพทย์และการบิน

ในปีค.ศ. 2014 จากแบบสำรวจของนิตยสาร Industrie & Technologie ระบุว่ามีนักวิจัยจำนวนกว่า 28,500 คนทำงานด้านวิจัยและพัฒนาในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ (อย่าง Peugeot และ Renault) และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ (อย่าง Valeo, Faurecla และ Plastic Omnlum) นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าในแต่ละปีมีการลงทุนกว่า 5 พันล้านยูโรในกาพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์เพื่อที่จะขึ้นเป็นผู้นำในวงการยานยนต์ทั่วโลก

ในปีค.ศ. 2015 ข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติด้านทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า บริษัทในเครือ Peugeot เป็นบริษัทที่จดทะเบียนสิทธิบัตรสูงสุดในประเทศฝรั่งเศส นับเป็นจำนวน 1,012 ฉบับ แซงหน้าบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ Valeo (ที่จำนวน 668 ฉบับ) และบริษัทในเครือ Renault (ที่จำนวน 539 ฉบับ) ที่ประเทศฝรั่งเศส ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการนั้นมีจำนวน 300 แห่ง เป็นศูนย์วิจัยด้านยานยนต์ทั้งหมด 55 แห่ง ในขณะที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั้น มีวิศวกรและบุคลากรเฉพาะทางกว่า 12,000 คนที่ทำงานวิจัยและพัฒนาเรื่องรถยนต์แห่งอนาคต ส่วนฝั่งผู้ผลิตรถยนต์นั้นต่างก็ปิดข้อมูลเรื่องกำลังพลเป็นความลับ เพราะการวิจัยและพัฒนาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำในที่ลับเพื่อกันบริษัทคู่แข่งฉกเอาไอเดียดีๆ ไป จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มีเพียง Renault บริษัทเดียวที่ยอมตอบคำถามเรื่อง
การค้นคว้าและวิจัยของเราในวันนี้

Top Open

ร่วมมือและแบ่งปันองค์ความรู้

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ การแข่งขันกันไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาได้มากเท่ากับการร่วมมือกัน “คุณไม่สามารถทำเสมือนว่าบริษัทของคุณเป็นเพียงบริษัทเดียวที่เก่งที่สุดได้อีกต่อไปแล้ว” Virginie Maillard (เวอร์จินี ไมยาร์ด) ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและยุทธศาสตร์ของ Renault กล่าว “เราต้องเปิดกว้างสู่องค์ความรู้อื่นๆ พนักงานจำนวนมากของเรามีส่วนร่วมในโครงงานวิจัยที่ริเริ่มขึ้นโดยพันธมิตร เราทำงานในโครงการระดับภูมิภาคโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสภายุโรป อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ผู้จัดหา มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย การทำงานร่วมกันทั้งในด้านความปลอดภัย การสื่อสาร การเชื่อมต่อหรือด้านกฎหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะเราร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ขับขี่”

หลังจากก่อตั้งศูนย์วิจัยในซิลิคอนวัลเลย์ไปเมื่อปีค.ศ. 2010 Renault ได้เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์โดยจัดตั้ง Open Lab Innovation กลาง Porter School of Environmental Studies มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2016 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนแนวคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนายานยนต์ รวมไปถึงพัฒนาระบบความปลอดภัยในโลกออนไลน์ เวอร์จินียังบอกอีกว่า “เรามีนโยบายร่วมมือกับสถาบันข้างนอกมาโดยตลอด แต่เพิ่งจะมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนเมื่อห้าปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะโลกที่หมุนเร็วขึ้น เราจึงจำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน การร่วมมือและมีภาคีจากหลายภาคส่วนจะทำให้เราประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทเราได้อีกด้วย” นโยบายและวิธีการคิดเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะนักวิจัยจะต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและสิ่งต่างๆ จากหลายแหล่ง เพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาในนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่ยังคงนโยบายการทำงานตามลำพังเพื่อคิดค้นนวัตกรรมเพื่อรถยนต์แห่งอนาคต 
โดยหวังว่าจะได้จดทะเบียนสิทธิบัตรอะไรบางอย่างที่ทำให้แบรนด์ตัวเองล้ำหน้าเหนือคู่แข่ง อย่างในกรณีของ Renault ที่วิศวกรซุ่มคิดค้นพัฒนาเรื่องการออกแบบที่นั่งฝั่งคนขับและการควบคุมผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูง “ทุกอย่างที่เราพัฒนานั้นจะมองไกลไปถึงอีกยี่สิบปีข้างหน้า และเรามีทีมเฉพาะที่ทำงานให้กับ Renault เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในลักษณะของการวิจัยร่วมกันอยู่ดี” ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยอธิบาย และงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้นั้นก็ต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแผนกรักษาความมั่นคงของบริษัทเพื่อป้องกันการจารกรรมความคิดทางอุตสาหกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

competizione-8c1

กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง

การวิจัยและดำเนินการผลิตผลงานสักชิ้นนั้นล้วนแล้วแต่มีขั้นตอนมากมายและยาวนาน เริ่มจาก “ระยะฟักตัว” หรือช่วงระดมความคิด โดยเปิดกว้างให้ทุกคนเสนอไอเดียขึ้นมา และเมื่อไอเดียไหนโดดเด่นและพอจะมีทางเป็นไปได้ ก็จะเริ่มต้นการวิจัยอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดขอบเขตทุกอย่างอย่างชัดเจน มีการระบุหัวหน้างานวิจัย กำหนดงบประมาณ ระยะเวลาและทีมวิจัย นักวิจัยจะวางมือจากการผลิตผลงานต้นแบบ และหันมาศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและสุดท้ายก็จะนำเสนอ “ผลการวิจัย” โดยสรุปหลักการและผลการวิจัยที่ค้นพบ หลังจากนั้น ทีมแบบแผนทางเทคโนโลยี (ซึ่งมีเฉพาะในทีม Renault) ก็จะศึกษาความเป็นไปได้และประโยชน์ของนวัตกรรมชิ้นนั้นๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจว่าสมควรนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตรถหรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นั้นกินเวลายาวนานต่อเนื่องหลายปี และมีโอกาสที่จะหยุดกลางคันเสมอ “การหยุดโครงการหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสถานการณ์เฉพาะหน้านั้นเกิดขึ้นได้เสมอ” เวอร์จินีกล่าว “ทีมของเรายอมรับกฎกติกาตรงนี้ เพราะพวกเรารู้ว่าการทำงานเกี่ยวกับนวัตกรรมจะนำมาซึ่งความรู้เสมอ แม้ว่างานจะไปไม่ถึงจุดหมายก็ตาม” แม้ว่าการนำไปปฎิบัติได้จริงเป็นบรรทัดฐานสูงสุดในหมู่ผู้ผลิต แต่ความกระหายใคร่รู้และความรักในการประดิษฐ์คิดค้นนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง จินตนาการคือหัวใจของการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น หากบริษัทอยากให้เงินทุกเม็ดทุกสตางค์ที่ลงทุนไปกับการวิจัยผลิดอกออกผลเป็นยอดขายหรือความสำเร็จ บริษัทต้องไม่ล่ามม้าไว้ในคอก แต่จะต้องให้อิสระทางความคิดอย่างไร้ขีดจำกัดแก่วิศวกรและดีไซเนอร์

EXALT_1403KL011_0

รถ เรือ จักรยาน เปียโน และอื่นๆ

นอกเหนือไปจากการออกแบบยนตรกรรมติดล้อแล้ว แต่วิศวกรและดีไซเนอร์
เหล่านี้ก็ขยายขอบเขตการออกแบบของตนไปอย่างกว้างขวาง อย่าง Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) เองก็ออกแบบเรือสุดพิเศษรุ่น AM37 เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และก็กลายมาเป็นไอเท็มที่เหล่ามหาเศรษฐีต่างก็อยากจะได้มาครอบครอง (คงไปคล้ายกับเจ้าตัว Silver Arrows Granturismo Concept ซึ่งออกแบบโดยทีมออกแบบของ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์)) ในฝั่งของ Alfa Romeo (อัลฟ่า โรเมโอ) เองก็ได้เปิดตัวจักรยานที่ออกแบบเองไปเมื่อปีค.ศ. 2014 โดยจักรยานรุ่น 4C IFD ก็เกิดจากการคิดค้นวิจัยรถยนต์รุ่น 4C Spider จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าหากผู้ใดสามารถออกแบบรถยนต์ได้ก็แทบจะออกแบบอะไรก็ได้ทุกอย่าง ในปีค.ศ. 2010 Peugeot Design Lab ได้เปิดตัว “คอนเซ็ปต์คาร์แห่งอนาคต” เป็นรูปแบบของรถยนต์ในอนาคต และก็เดินหน้าร่วมมือกับคนใน
วงการอื่นๆ นอกเหนือจากรถยนต์ ต่อมาในปีค.ศ. 2012 พวกเขาก็จับมือกับ Pleyel ผลิตเปียโนสุดล้ำที่คล้ายคลึงกับรถแข่งแต่มีแนวเส้นสายที่เรียบง่ายดูหรูหรา 
เปียโนลูกผสมนี้มีคันเหยียบที่แปลกตาและได้ออกแบบให้ตัวโต๊ะสำหรับวางโน้ตในระดับเดียวกับคีย์บอร์ดเพื่อให้ผู้ชมมองเห็นมือนักเปียโนขณะเล่น เนื่องจากเปียโนหลังนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกระโปรงท้ายรถ ฝาครอบเปียโนจึงตั้งด้วยตัวเอง การออกแบบเล็กๆ ดังกล่าวมีราคาเพียง 16,5000 ยูโร(เท่านั้น)! ในขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Lexus (เลกซัส) ได้ผลิตสเกตบอร์ดลอยได้ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future โดยหลักการคือตัวสเกตบอร์ดมีพื้นผิวแม่เหล็ก บวกกับไนโตรเจนที่มีคุณสมบัติเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับคลื่นแม่เหล็กในพื้นดินทำให้สเกตบอร์ดสามารถลอยตัวเหนือ
พื้นดินได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่อยอดเป็นแนวคิดหรือต้นแบบให้กับรถลอยได้ในอนาคตก็เป็นได้

piano-peugeot-design-lab-pour-pleyel-008-1

การจารกรรมทางอุตสาหกรรม 
ภัยสำคัญของการวิจัยและพัฒนา

อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่สอง (รองจากอุตสาหกรรมการบิน) ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจารกรรมความลับการวิจัย และต้องอยู่ในสงครามประสาทระหว่างกันและกันมาโดยตลอด (ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตด้วยกันเอง แรงกดดันจากนโยบายของรัฐ รวมไปถึงการจับมือกันระหว่างบริษัทผู้ผลิตและบริษัทผลิตชิ้นส่วนต่างๆ) นี่ยังไม่นับว่าต้องคอยระวังสายสืบที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะเด็กฝึกงาน พนักงานสองหัว หรือแม้กระทั่งนักสืบที่ถูกส่งเข้ามาขโมยเอกสารงานวิจัยไปแบบดื้อๆ ที่สำคัญ กลุ่มขโมยเหล่านี้นั้นอาจจะไม่ได้มาจากทวีปเอเชีย (แบบที่จีนมักจะถูกตราหน้าว่า ‘ลอก’ ผลงานบ่อยๆ) เสมอไป 
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คดีเมื่อปีค.ศ. 2013 ที่ตำรวจสากลแห่งกรุงปารีสได้จับกุมวิศวกรชาวเยอรมันสองคนที่ลักลอบนำเสาชาร์จของ Autolib ออกมาจากบริษัทแม่ในเครือ Bollore ซึ่งทั้งคู่ก็ถูกสอบสวนและค้นพบว่า พวกเขาทำงานให้กับกลุ่ม P3 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่รับจ้างจาก BMW (บีเอ็มดับเบิ้ลยู) ที่กำลังจะเปิดตัวรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะในธุรกิจมูลค่ามหาศาลแบบนี้ ทะเบียนสิทธิบัตรที่ถูกจดก่อนนั้นก็เหมือนกับกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นมาตรการในการควบคุมและต่อสู้กับเรื่องแบบนี้จึงต้องสูงลิบ ในปีค.ศ. 2008 หลังจากเหตุฉาวโฉ่ที่บริษัท Michelin โดนจารกรรมด้านข้อมูลภายใน บริษัทก็ได้จ้าง Bernard Fesquer (เบอร์นาร์ด เฟสเกต์) อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคนิคของหน่วยงานด้านความปลอดภัยภายนอกมาควบคุมสอดส่องระบบโดยรวมทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบัน นักสืบมากประสบการณ์ในวัยเกษียณนั้นก็ถูกว่าจ้างโดยบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเพื่อเฝ้าระวัง
การจารกรรมสุดแสนอันตรายแบบนี้

 

Related Post

006 - The signature ∏JohannSauty-Chopard w1

Chopard ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคนใหม่ล่าสุด
ของ Academie francaise

The Sword of Honor

Andreï Makine reçu sous la Coupole de l’Institut de France. Il a été élu à l’Académie française, le 3 mars 2016, au fauteuil de d’Assia Djebar.

ล่าสุด Chopard (โชพาร์ด) ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคนใหม่ล่าสุด
ของ Academie franaise เพื่อให้เขาได้ก้าวเข้าสู่หอเกียรติยศอย่างภาคภูมิสมเกียรติ

001 - Andrei Makine Sword - ∏JohannSauty-Chopard w1

ในประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างฝรั่งเศสนั้น มีองค์กรหนึ่งที่เกิดมาขึ้นเพื่อปกปักษ์รักษาสถาบันภาษาของประเทศไว้ องค์กรนั้นก็คือ Académie française ที่จะมี ราชบัณฑิต (Les Immortels) หรือสมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกอยู่เพียง 40 คนทั่วประเทศ ซึ่งหากได้รับเกียรติเข้าร่วมองค์กรนี้แล้ว ก็จะคงสถานะของสมาชิกภาพไปจนกระทั่งสิ้นชีวิต จึงจะมีสมาชิกคนใหม่มาแทน ซึ่งในปีค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา นักเขียนนวนิยายเชื้อสายฝรั่งเศส-รัสเซียคนสำคัญของประเทศอย่าง Andreï Makine (อ็องเดรอี มาคีน) เจ้าของบทประพันธ์ชื่อดังอย่าง Dreams of My Russian Summers นั้นก็ได้รับคัดเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง แบรนด์นาฬิกาและจิวเวลรี่ชั้นสูงอย่าง Chopard (โชพาร์ด) นั้นก็ออกแบบดาบอัศวินให้เขาถือเข้ารับตำแหน่งอย่างสมเกียรติ

005 - The transfigured princess frog - close up ∏JohannSauty-Chopard w1

การออกแบบดาบเกียรติยศนั้น Chopard ได้สเก็ตช์ภาพร่างอย่างพิถีพิถัน โดยตัวดาบได้รับแรงบันดาลใจ
มาจากฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูโปรดของเขา ปุ่มสีเงินบนด้ามจับทำเป็นลายเชือกรัดรอบเจ้าชายกบ ซึ่งเป็นตัวเอก
ในเรื่องเล่าจากนิทานปรัมปราของประเทศรัสเซียประดับอยู่ด้านบน ประดับมรกตเม็ดเล็กจำนวน 500 เม็ด และเพชรอีก 
11 เม็ด เพื่อสำแดงจุดยืน ‘Happy Diamonds’ ของแบรนด์ ส่วนด้ามสำแดงฝีมืออันละเอียดอ่อนของช่างเจียระไน
โดยการสลักแร่ควอตซ์สีขาวสดเป็นรูปนาฬิกาทรายและมีลูกบอลสีทองเล็กๆแสดงถึงกาลเวลาที่รั่วไหลและผันแปรไป 
ขนนกและกระดาษนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าแห่งความเป็นนักเขียน ส่วนปลอกดาบนั้นก็สื่อถึงน้ำแข็ง เปรียบเสมือนหัวใจของนักเขียนผู้ซึ่งโหยหาอยู่ในอดีตกาล

002 - Andrei Makine sword top part - 1 ∏JohannSauty-Chopard w1

Related Post

บรรยากาศการพูดคุยบนเวที

5 ศิลปินแถวหน้าร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะใน The Style by Toyota

โตโยต้า (TOYOTA) อีกหนึ่งแบรนด์ที่ให้ความสำคัญด้านงานดีไซน์เสมอ โดยล่าสุดได้จัดงาน PASTFORWARD EP.3 “Build Up” Design Together (Change the World of Design) นิทรรศการศิลปะที่นำเสนอผลงานการออกแบบของ 5 ศิลปินดัง ได้แก่ รักกิจ ควรหาเวช, กรกต อารมย์ดี, พงศ์ภาสกร กุลถิรธรรม, ปริญญา พิเชษฐศิริพร และธนา แสงศร ให้เหล่าคนรักงานศิลปะได้ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจผ่านผลงานระดับมาสเตอร์พีซพร้อมกัน   ที่บริเวณ The Style by TOYOTA ศูนย์การค้าสยาม สแควร์ วัน ชั้น 3 งานจะเปิดให้ได้ชมกันตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560

Related Post

112

Ludwig Mies van der Rohe สถาปนิกและดีไซเนอร์คนสำคัญของโลกใบนี้

Less is Mies (van der Rohe)

หนึ่งในสถาปนิกและดีไซเนอร์คนสำคัญของโลกใบนี้คงจะขาดชื่อ Ludwig Mies van der Rohe (ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์) ไปไม่ได้ คุณอาจจะคุ้นเคยกับงานเฟอร์นิเจอร์สุดคลาสสิกของเขาอย่าง Barcelona Chair รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในไลน์เดียวกัน

miesvanderrohe-ludwig

สำหรับผมแล้ว มีสถือเป็นสถาปนิกคนสำคัญของยุคนั้น (ช่วงปลายยุค ’20s เป็นต้นมา) และมีอิทธิพลต่อเนื่องยาวนานมาถึงยุคนี้ เพราะช่วงที่เขามีอิทธิพลนั้นเป็นยุคที่คนเริ่มจะหันมาปฏิวัติความคิดของการผลิตงานศิลปะ โดยเห็นความงาม และคุณค่าทางศิลปะในสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นเพราะว่าคนในยุคนั้นเริ่มเบื่อกระแสงานศิลปะทั่วๆ ไปที่ยกย่องคุณค่าเหนือจริง จึงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบธรรมดาขึ้นมา โดยมีแนวความคิดว่า คุณต้องเห็นคุณค่าในของปกติธรรมดา และของปกติธรรมดานั้นก็กลายมาเป็นงานศิลปะได้ ตัวอย่างที่โด่งดังสุดๆ ก็เห็นจะเป็นศิลปะ จัดวาง ‘Fountain’ ของ Marcel Duchamp (มาร์แซล ดูว์ช็อง) ที่นำเอาโถปัสสาวะชาย (Urinal) มาวางกลับด้านแสดงเป็นชิ้นงานศิลปะ และถึงกับทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องประเด็นทางสุนทรียะอันเกิดจากชิ้นงานศิลปะกันเป็นวงกว้าง

knoll_pfister-sofa

มีสเป็นสถาปนิกที่เติบโตและพัฒนาตนเองมาในช่วงเวลาที่สังคมมีแนวคิดแบบนั้น ความประทับใจแรกของผมที่มีต่อมีสคืองาน Barcelona Pavilion ของเขาที่จัดแสดงที่ International Exposition ปี 1929 ณ กรุงบาเซโลนา ประเทศสเปน ถึงแม้ว่าชื่อจะเป็นแบบนี้ แต่พาวิลเลียนนี้คืออาคารจัดแสดงที่เป็นตัวแทนของประเทศเยอรมนี และได้กลายมาเป็นตึกสำคัญในประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยจุดเด่นคือรูปแบบของตัวอาคารที่เรียบง่าย และลื่นไหลใช้วัสดุที่หรูหราอย่างหินอ่อน หินแกรนิต และแร่ไลม์สโตน เป็นสไตล์มินิมัลลิสต์แบบเต็มตัว และสถานที่นี้เองก็เป็นที่โชว์เคสของเฟอร์นิเจอร์ตัวสำคัญที่ออกแบบโดยมีส อย่าง Barcelona Chair ซึ่งเป็นเก้าอี้ที่นั่งสบายมากนะครับ ผมเชื่อว่าสถาปนิกที่สามารถออกแบบเฟอร์นิเจอร์ได้นั้นต้องไม่ธรรมดา ต้องเป็นคนชอบออกแบบรายละเอียด เพราะเขาจะต้องเข้าใจสรีระคนในการออกแบบความกว้าง ความยาว ความนุ่ม รวมไปถึงองศาความเอียงของเก้าอี้แต่ละรุ่น เพื่อให้ได้นั่งสบายมากที่สุด ซึ่งผมคิดว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ที่ทำจากโลหะและหนังชิ้นนี้นั้นถือเป็นการออกแบบที่ไร้กาลเวลา และขึ้นหิ้งเป็นชิ้นคลาสสิกของวงการไปแล้ว … อ้อ … คำว่าไร้กาลเวลานั้นไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ปรับปรุงนะครับ เพราะในปีค.ศ. 1950 ได้มีการหยิบเก้าอี้ไลน์นี้มารีดีไซน์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีสีของหนังเพิ่มเป็นสี Ivory และมีการเปลี่ยนวัสดุโครงเป็นสเตนเลสสตีลที่ไม่มีรอยต่อ หรือขัดความเรียบลื่นของดีไซน์โดยรวมก็ยิ่งทำให้เก้าอี้ชุดนี้ดูโดดเด่นกว่าเดิมเสียอีก

knoll_ed-06-2015

แนวทางการออกแบบของมีสนั้นอยู่บนแนวคิดสำคัญที่กลายมาเป็นโคว้ตอันลือลั่นของวงการไปตลอดกาลอย่าง ‘Less is more.’ และ ‘God is in the details.’ ซึ่งก็อธิบายได้ดีว่าการทำอะไรที่ดูเรียบง่ายนั้นจะดูดีได้มากกว่าการทำอะไร ที่เยอะหรือฟุ่มเฟือยเกินไป จะเรียกได้ว่าการออกแบบของเขานั้นจะลดทอนจนกระทั่งเหลือโครงที่มีคุณค่า แต่ก็ยังลงรายละเอียดทุกอย่าง เพราะความเจ๋งนั้นอยู่ที่การเห็นรายละเอียด หรือเห็นพระเจ้า (ความสมบูรณ์แบบ) ในทุกอย่างที่เขาทำ และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีสไม่ได้เป็นดีไซเนอร์หรือสถาปนิกที่ร่างแบบโดยการทำดรอว์อิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขายังใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Collage และ Photomontage ในการสร้างสรรค์งานออกแบบของเขาอย่างมากมาย

foto-01-040

ซึ่งในช่วงนี้ ที่เมืองอาเค่น ประเทศเยอรมนี บ้านเกิดของเขาก็กำลังจัดนิทรรศการ Mies van der Rohe. The MoMA Collages ซึ่งเป็นนิทรรศการรวบรวมภาพผลงานสไตล์คอลลาจและโฟโต้มอนทาจ หรือเทคนิคตัดแปะที่เขาทำในช่วงปีค.ศ. 1910 – 1965 ซึ่งผมว่าก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาเป็นคนที่ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลผงานของเขาถือเป็นการทำ Experiment Design ที่ต่อมาก่อให้เกิดผลงานไอคอนิกหลายต่อหลายชิ้น เชื่อกันนะครับว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินจากยุค Dadaism รวมทั้ง Paul Klee (พอล คลี) ที่ทำงานสไตล์ Expressionism และ Surrealism ด้วยซึ่งถ้าได้มีโอกาสแวะไป ก็ควรจะไปดูผลงานช่วงแรกๆ ในชีวิตของเขาให้เห็นกับตาสักครั้งนะครับ

barcpavilion

ถ้าจะถามผมว่ามีสเป็นสถาปนิกที่มีความสำคัญและส่งอิทธิพลกับวงการนี้มากแค่ไหน ก็ลองจินตนาการดูว่า สมัยก่อนนั้น ผลงานศิลปะนั้นจะถูกจัดให้อยู่ในหมู่ชนชั้นสูง และเป็นนอร์มหลักของสังคมที่จับต้องยาก ไม่สามารถนำเอาดีไซน์และศิลปะมาใช้ในชีวิตได้ แต่หลังจากที่มีสและกลุ่มดีไซเนอร์ยุคนั้นมาปฏิวัติวงการ ผลงานศิลปะประเภท Dadaism หรืองานศิลปะที่ดูไม่เหมือนจะเป็นงานศิลปะ รวมไปถึงงานศิลปะประเภท Minimalism นั้นก็มีที่ทางและบทบาทในสังคม และกลายมาเป็นอิทธิพลและแรงบันดาลใจอย่างยาวนาน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้เลยทีเดียว

barcelona_0094

ซึ่งก็คงจะเป็นความฝันของสถาปนิกทุกคนล่ะครับที่จะสามารถสร้างมูฟเม้นต์ใหม่ๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจ  ให้กับคนร่วมอาชีพรุ่นน้องได้ต่อไปในอนาคต

12206

*นิทรรศการ Mies van der Rohe. The MoMA Collages’ จัดขึ้นที่ Ludwig Forum เมืองอาเค่น ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2016 – 12 กุมภาพันธ์ 2017

240_high

**เฟอร์นิเจอร์ Knoll มีจำหน่ายที่ www.boundarycollection.com

Related Post

113

พูดคุยกับศิลปินระดับโลก Natanel Gluska ผู้ที่เชื่อว่าวัสดุทุกอย่างมีจิตวิญญาณ รอวันที่ใครสักคนจะเข้ามาเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว

The Soul of Materials

Natanel Gluska (นาทาเนล กลัสก้า) เป็นศิลปินที่เกิดในประเทศอิสราเอล แต่อาศัยและทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ แรกเริ่มเดิมทีเขาเป็นจิตรกรก่อนที่จะผันตัวมาเป็นประติมากร เขาแจ้งเกิดในงานของศิลปินหน้าใหม่ไฟแรง Salone Satellite ที่งานมิลานแฟร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เขามีชื่อเสียงในระดับสากล

dscf0146

อันที่จริงจะเรียกว่านักออกแบบก็ไม่ใช่ ศิลปินก็ไม่เชิง เราขอเรียกเขาว่า ‘นักสร้าง’ แล้วกัน เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เขาออกแบบเปรียบเสมือนงานศิลปะที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของคนดังหลายคน เช่น Karl Lagerfel (คาล ลาเกอเฟล) Madonna (มาดอนนา) รวมไปถึงนักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้โด่งดังอย่าง Philippe Starck (ฟิลลิปป์ สตาร์ก) ลอปติมัมจึงไม่พลาดโอกาสที่จะพูดคุยกับเขายามที่เขาบินมาจัดแสดงนิทรรศการ ‘One for the Birds’ ที่เมืองไทย

-เกี่ยวกับนิทรรศการ

งานนิทรรศการครั้งนี้ ผมได้เลือกใช้วัสดุผสมผสานจากไม้ บรอนซ์ และภาพพิมพ์ไม้ โดยผมต้องการสร้างงานที่สร้างความรู้สึกเกี่ยวโยงบางอย่างระหว่างคนกับธรรมชาติ ผมชอบที่จะมองออกไปจากร้านอาหารแล้วเห็นนกมาเกาะที่โต๊ะ มันพยายามที่จะเข้ามากินเศษอาหาร คนที่นั่งอยู่หากไม่ตกใจก็จะรอดูว่านกมันจะเข้ามาใกล้ตัวเขาขนาดไหน มันเป็นช่วงเวลาระหว่าง ‘คนหนึ่งคนกับนกหนึ่งตัว’ ที่ไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ผมจับเอาความรู้สึกนั้นมาสร้างเป็นผลงาน ซึ่งผมเรียกมันว่า ‘Magic Moment’

-งานชิ้นไหนที่คุณชอบเป็นพิเศษ

เอาจริงๆ ก็ชอบทุกงาน เพียงแต่ความชอบมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จริงมั้ย?

re4

-ทำไมถึงชอบใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก

ผมอาศัยอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม้จึงเป็นของหาง่าย ไม้บางชิ้นราคาถูกลงหากไม่มีช่างไม้คนไหนสนใจ โดยเฉพาะไม้เก่าหรือไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาดมา และอีกอย่างหนึ่งคือความผูกพันธ์ เหมือนนิทรรศการล่าสุดนี้ก็พูดถึงเรื่องป่าในความทรงจำกลายๆ ความทรงจำที่มีส่วนในงาน งานทุกชิ้นมันก็มีที่มาที่ไปจากตัวผมเองนี่แหละ อย่างเช่นภาพพิมพ์ 2 มิติ แม้จะจับต้องหรือนั่งไม่ได้แต่มันคือจุดเริ่มต้นของผมที่เคยวาดภาพบนผืนผ้าใบมาก่อน ผมอยากจะเล่นกับความรู้สึกตรงนั้นด้วย

-“วัสดุทุกอย่างรอวันที่จะถูกเล่าเรื่อง”

ผมเชื่อในคำนี้จริงๆ สำหรับผมแล้วการเลือกใช้วัสดุทุกๆ อย่างคือความท้าทาย ผมชอบเอาชนะความเป็นวัสดุนั้นๆ โดยที่คนอื่นต้องคิดไม่ถึงว่าผมจะทำ เช่นการใช้วัสดุที่มีความแข็งมากมาออกแบบฟอร์มที่ดูนุ่มนิ่ม ซึ่งมันจะชวนให้คุณสัมผัสด้วยความอยากรู้อย่างแน่นอน

re2

-กระบวนการออกแบบ

ผมมักจะเริ่มจากการเดินสำรวจบริเวณรอบที่พักอาศัยที่ผมไปอยู่เดินสำรวจและถ่ายรูป ซึ่งไอเดียผมมักจะมาช่วงเวลานี้ หลังจากปะติดปะต่อไอเดียได้ ผมจะเดินย้อนกลับไปเพื่อเก็บวัสดุที่ผมจะนำมาใช้ทำงาน พอได้วัสดุมาแล้วจึงเริ่มสเก็ตช์แบบต่างๆ ที่วัสดุสามารถทำได้หลังจากทุกอย่างเคลียร์แล้วก็เริ่มลงมือทำเลย

-ทำตามความต้องการของลูกค้า

ผมทำตามใจตัวเองเลย (หัวเราะ) ผมมองว่าเทรนด์พวกนี้มันมาแล้วเดี๋ยวก็ไปน่ะ ยิ่งมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องอีกจะทำให้คุณอึดอัดเปล่าๆ ผมเป็นพวกชอบสวนกระแสหน่อยๆ ถ้าเราไปตามเทรนด์มากๆ แล้ว เราก็คงไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป

re1

-อนาคต

ผมวางแผนที่จะทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มได้ไอเดียใหม่ๆ บ้างแล้วล่ะ แต่ขออุบไว้ก่อน

-อธิบายผลงานของคุณใน 1 คำ

ความจริง

Related Post

record-store-day

ยอดขายแผ่นไวนิลเริ่มแซงหน้าดนตรีดาวน์โหลดซะแล้ว

อาจจะไม่ทุกวงการที่สื่อดิจิตอลหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาและชนะทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะอุปกรณ์ที่ใช้แล้วให้ได้ทั้งอารมณ์และความมีเสน่ห์นั้นมันขึ้นอยู่กับความเข้าถึงของแต่ละคน

Mandatory Credit: Photo by Facundo Arrizabalaga/REX (1184771d) Customers browsing through records Berwick Street, Soho, London. England, Britain. Vinyl Junkies record shop in Berwick Street, Soho, London, Britain - 10 May 2010

สำหรับเสียงดนตรีที่ออกมาจากแผ่นไวนิลนั้นเองก็เช่นกัน ต้องบอกว่าบางครั้งแผ่นไวนิลอาจจะไม่ได้เล่นเพลงออกมาได้เพอร์เฟ็กเป๊ะๆ ตลอดเวลาดังเช่นไฟล์เพลงดิจิตอล แต่ไอการขาดหายไปของเสียงหรือรายละเอียดนั้นบางครั้งนั้น ก็เป็นอะไรที่น่าสนุกสนานและเป็นเสน่ห์ในการฟังเพลงจากแผ่นไวนิลเช่นกัน แถมคุณภาพของเสียงที่ออกมานั้นก็ยังขึ้นอยู่กับเข็มที่ใช้ในการเล่น หรือเครื่องเล่นแผ่นไวนีลของคุณอีกเช่นกัน มันไม่ใช่การเปลี่ยนลำโพงหรือการเปลี่ยนซาวด์การบนคอมพิวเตอร์ แต่มันคือเอกลักษณ์ของแต่ละอุปกรณ์ที่คุณเลือกใช้ หากคุณหาเจอว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนนั้นเหมาะและตรงกับความชอบของคุณก็บอกได้เลยว่าสิ่งนั้นล่ะที่ไฟล์ดิจิตอลอาจจะให้คุณได้ไม่เหมือนการเล่นแผ่นไวนิล แถมกิจกรรมในแต่ละวันก็จะมากขึเนด้วยเพราะแผ่นไวนิลบางแผ่นนั้นค่อนข้างจะหายากและเข้าข่ายของสะสมไปแล้ว มันก็ช่างต่างกับไฟล์ดิจิตอลอีกเช่นเคยที่หากคุณมีเงินในบัตรเครดิตก็สั่งสื่อผ่านออนไลน์ไปเลยแบบง่ายๆ แต่นั่นอาจจะทำให้ชีวิตคุณง่ายไปหรือเปล่า

และล่าสุดหรือเรียกว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์วงการดนตรีเลยก็ว่าได้ ที่ยอดขายแผ่นไวนิลในอาทิตย์ที่ 48 ของปี 2016 นั้นได้สูงกว่ายอดดาวน์โหลดเพลงจากโลกออนไลน์โดยนับจากยอดรวมของการซื้อแผ่นไวนิลทั้งหมดที่ 2.4 ล้านปอนด์ แต่กลับกันยอดการดาวน์โหลดออนไลน์นั้นมีเพียง 2.1 ล้านปอนด์ และคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงนี้ก็คาดว่ายอดขายไวนิลจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก

Photography Credit : Facundo Arrizabalaga & www.independent.co.uk

Related Post

w45

เมื่อพิพิธภัณฑ์หัวแถวในประเทศฝรั่งเศสร่วมใจกันจัดนิทรรศการระลึกนักออกแบบอุตสาหกรรมคนสำคัญ

form follows money
โดยที่ Centre Pompidou จัดนิทรรศการระลึกถึง Pierre Paulin (ปิแยร์ โปแลง) และที่ Musee des Arts decoratifs ก็อุทิศพื้นที่ให้ Roger Tallon (โรแฌร์ ตาลง) ลอปติมัมจึงขอเกาะกระแสโดยการนำคุณผู้อ่านไปรู้จักกับเฟอร์นิเจอร์ประมูลห้าชิ้นที่เปรี้ยงที่สุดในโลกอินดัสเตรียลดีไซน์สมัยใหม่

การจัดนิทรรศการนั้นนอกจากจะทำให้เกิดกระแสต่างๆ ในวงการศิลปะอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว มันยังเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง
ในการสื่อสารตัวตนของศิลปินผู้รังสรรค์งานเหล่านั้นอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า การจัดนิทรรศการงานศิลป์นั้นคืออีกวิธีการหนึ่งในการประเมินค่า (อันหมายถึงมูลค่าหรือราคา) และความหมาย (อันหมายถึงคุณค่าในเชิงศิลปะ) ที่ซ่อนไว้ในงานศิลปะชิ้นนั้นๆ อย่างเป็นรูปธรรม และในบริบทที่เราจะกล่าวถึงนั้น “งานศิลปะ” ในที่นี้ก็คือเฟอร์นิเจอร์วินเทจและลิมิเต็ดอีดิชั่นต่างๆ ที่ถูกนำออกมาสู่ตลาดและสายตาประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และมันก็ไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มาพร้อมกับประวัติและความสามารถของดีไซเนอร์ที่ออกแบบพวกมันอีกด้วย เฟอร์นิเจอร์ประเภทที่เป็นงานศิลปะด้วยนี้ได้รับความนิยมมากในช่วงก่อนยุคมิลเลนเนียม ซึ่งในยุคนั้นมีการจัดงานประมูลสินค้ากันอย่างแพร่หลาย ถือเป็นกลยุทธ์ในการขายอันแยบยล เพราะมันคือการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อมีโอกาสกำหนดราคาด้วยตัวเอง และการจัดประมูลนั้นคือการรวบรวมสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษต่างๆ พร้อมกำหนดหัวข้อการประมูลสุดแนวเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นธีม Light is More หรือ Black in Domestic Landscape ที่จัดขึ้นที่โรงประมูล Artcurial (ที่สร้างขึ้นอย่างใหญ่โตในปีค.ศ. 2002 ไว้สำหรับประมูลสินค้าแนวๆ นี้โดยเฉพาะ) นอกจากนั้นยังมีการจัดนิทรรศการงานศิลป์และจัดประมูลเฟอร์นิเจอร์งานศิลป์มูลค่าสูงอย่างงาน PAD Paris ที่เพิ่งเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 20 ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และงาน PAD London ที่กำลังจะฉลองครบรอบ 10 ปีในฤดูใบไม้ผลิหน้า รวมไปถึงเทศกาลแสดงงานออกแบบอย่างเทศกาล D’Days ครั้งที่ 16 จัดขึ้นตั้งแต่ 30 พฤษภาคม – 5 มิถุนายนในธีม “R/Evolution”หรือถ้าจะมองในแง่ของการตลาด การจัดงาน Art Basel

ที่เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีอย่างหนึ่ง โดยงานจัดสองครั้งในหนึ่งปี คือในเดือนธันวาคมและเดือนมิถุนายน ถือเป็นงานที่นักสะสมทั่วโลกเดินทางไปเสาะแสวงหางานศิลปะที่ตนชื่นชอบ นอกจากนั้นยังเป็นงานรวมตัวพ่อค้า กรรมการตัดสินงานศิลป์และนักวิจารณ์ และผู้จัดเดียวกันก็จัดงาน Design Miami ที่เมืองไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา (เพื่อรองรับนักสะสมชาวอเมริกาและอเมริกาใต้) และปีค.ศ. 2013 ก็ยังจัดงาน Art Basel พิเศษขึ้นที่ประเทศฮ่องกง เพื่อรองรับนักสะสมในภูมิภาคนี้อีกด้วย และก็เป็นที่แน่นอนว่าบรรดานักสะสมต่างก็มุ่งหน้าไปที่งานนี้กันอย่างคึกคัก “สำหรับนักสะสมผลงานศิลปะแล้ว พวกเขาคงไม่อยากได้เฟอร์นิเจอร์หน้าตาธรรมดาที่หาได้ตามท้องตลาดหรอก พวกเขาก็อยากจะได้เฟอร์นิเจอร์ที่มีค่าเทียบเท่ากับคอลเลกชั่นงานศิลปะของพวกเขานั่นล่ะ” Cédric Morisset (เซดริก โมริเซ) ให้สัมภาษณ์ เขาเคยเป็นที่ปรึกษา และทำพีอาร์ให้กับดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Noé Duchaufour-Lawrance (โนเอ ดูโชฟูร์-โลรองซ์) และ Paco Rabanne (ปาโก ราบาน) ในโปรเจ็กต์การออกแบบขวดน้ำหอมชุด ‘1 Million’ และเคยเป็นทำงานด้านดีไซน์ให้กับ Piasa ในปัจจุบันเซดริกเป็นผู้บริหารร่วมของแกเลอรี Carpenters Workshop ที่ตั้งขึ้นในปีค.ศ. 2006 โดยมีคอนเซ็ปต์คือ ‘ห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยศิลปินเท่านั้น’ ปัจจุบันแกเลอรีนี้รับจัดงานนิทรรศการทั้งที่กรุงลอนดอน กรุงปารีส และกรุงนิวยอร์ก

ในขณะที่ Fabien Naudan (ฟาเบียง โนดอง) รองประธานโรงประมูล Artcurial ได้ออกความเห็นในเรื่องการได้รับการยอมรับในสังคมปัจจุบันไว้ว่า “สำหรับคนสมัยใหม่นั้น การได้เป็นเจ้าของผลงานศิลปะร่วมสมัยสักชิ้น หรือหลายๆ ชิ้นต่างก็เป็นภาพลักษณ์ที่ทุกคนยินดีที่จะแสดงให้คนรอบข้างเห็น ผู้คนที่คลุกคลีในวงการอินดัสเตรียลดีไซน์ หรือวงการศิลปะร่วมสมัยนั้นต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ราคาและคุณค่าของงานศิลป์เหล่านี้นั้นมีแต่จะสูงขึ้นทั้งจากปัจจัยด้านคุณค่าในตัวของมันเอง และปัจจัยแวดล้อมของสังคม” ประจักษ์พยานที่ชัดเจนนั้นก็ได้แก่ การประมูลภาพวาด “Les Femmes d’Alger” ของ Pablo Picasso (ปาโบล ปิคาสโซ) ที่ Christie’s New York เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2015 นั้นเคาะราคาไปที่ 179.365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการทำลายสถิติการประมูลภาพ “Three Studies of Lucian Freud” โดยFrancis Bacon (ฟรานซิส เบคอน) ที่ประมูลไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2013 ที่ราคา 142.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสถิติการประมูลสูงสุดในโลกของเฟอร์นิเจอร์คอลเลกชั่น “Lockheed Lounge” โดย Marc Newson (มาร์ก นิวสัน) ที่จัดประมูลที่ Phillips London ในวันที่ 28 เมษายน 2015 ในราคาถึง 4.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และราคาของเฟอร์นิเจอร์และงานศิลปะเหล่านี้นั้นก็รังแต่จะพุ่งสูงขึ้นไปตามวันเวลาที่ผ่านไปเซดริกสรุปจบท้ายไว้ว่า “ราคาของงานพวกนี้ไม่มีคำว่า ‘สูงเกินไป’ เพราะมันสามารถวัดได้จริงๆ ว่าราคาเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเรารู้กระบวนการผลิต ต้นทุนทั้งค่าวัสดุและแรงงาน ซึ่งก็รวมไปถึงคุณภาพของการผลิตชิ้นงานนั้นๆ ด้วย ยกตัวอย่างงานที่ผลิตจากแก้วมูราโน (Murano) ในยุค ’50s หรือคอลเลกชั่นเฟอร์นิเจอร์ทองสัมฤทธิ์ของ Vincent Dubourg (แวงซองต์ ดูบูรก์) ก็คงเห็นได้ชัดเจน และผมบอกได้เลยว่า นี่เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของวงการประมูลงานศิลป์เท่านั้น และวงการนี้ก็เพิ่งจะเริ่มต้น เราคงต้องจับตากันต่อไปในระยะยาว”

226_001.pdf

-10 ชิ้นที่ผลิตจริง + 4 AP (Artist’s Proofs) และต้นแบบอีกหนึ่งชิ้น

-เคาะราคาที่ £2,434,500 เมื่อ 28 เมษายน 2015  ที่ Phillips London

-1990 ปีที่ผลิตผลงาน

MARC NEWSON (ชาวออสเตรเลีย เกิดที่ซิดนีย์ ในปีค.ศ. 1963)

เขาเป็นหนึ่งใน “100 ผู้ทรงอิทธิพลในโลก” ที่จัดอันดับโดยนิตยสาร Time

เก้าอี้เลาจน์รุ่น “Lockheed Lounge”

ทำจากแผ่นอะลูมิเนียม เชื่อมติดกันด้วยหมุดโลหะ

jean-prouve-unique-table-trapeze-dite-table-centrale-1956-artcurial-6

เคาะราคาที่ €1,241,300 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2014 ที่ Artcurial Paris

ความยาว 3.30 ม.

1956 ปีก่อตั้งมหาวิทยาลัย Antony

JEAN PROUVÉ  (ชาวฝรั่งเศส เกิดที่ปารีส ในปีค.ศ. 1901 เสียชีวิต ที่นองซีในปีค.ศ. 1984)

โต๊ะอเนกประสงค์รุ่น The “Trapéze Table” หรือ “Table Centrale”

ขาทำจากเหล็กกล้าเคลือบแล็กเกอร์ สีดำ ท็อปทำจากไม้เนื้อแข็ง

23972148_fb_a

เคาะราคาที่ $3,824,000 เมื่อ 9 มิถุนายน 2005 ที่ Christie’s New York

ขนาด 157.20 x 86 ซม.

1949 ปีที่ผลิตผลงาน

CARLO MOLLINO (ชาวอิตาเลียน เกิดที่ตูริน ในปีค.ศ. 1905 เสียชีวิต ในปีค.ศ. 1973)

UNIQUE OAK AND  GLASS TABLE

ออกแบบให้กับ Casa Orengo (เมืองตูริน)

ron-arad-bibliotheque-restless-bis-artcurial-2

เคาะราคาที่ € 373,800 เมื่อ 27 ตุลาคม 2014 ที่ Artcurial Paris

2007 ปีที่ผลิตผลงาน

ขนาด 188 x 246.40 x 43.20 ซม.

RON ARAD (ชาวอิสราเอล เกิดที่เทลอาวีฟ ในปีค.ศ. 1951)

ชั้นวางหนังสือรุ่น “RESTLESS” ทำจากเหล็กกล้าที่ไม่ขึ้นสนิม

Related Post

s07_646

สิทธารถะ: กับปรากฏการณ์ 1,000 เล่มขายหมดภายใน 12 ชั่วโมง

เริ่มต้นได้อย่างไรกับโปรเจ็กต์นี้
ผมได้คุยกับพี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งสำนักพิมพ์ Openbooks) ช่วงประมาณปลายปีที่แล้ว นัดกินข้าวกันเพื่อแลกหนังสือที่เราเขียน และก็คุยกันว่าอยากทำหนังสือที่มีอิทธิพลกับตัวผม ผมก็เอ่ยชื่อ ‘สิทธารถะ’ ขึ้นมา คือ ต้องเกริ่นก่อนว่า งานอดิเรกของผมคือการถ่ายภาพแม่น้ำเก็บไว้ หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบมองแม่น้ำ และถ่ายภาพแม่น้ำ และผมเชื่อว่าคนยุคผมคงจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันหมดแล้ว ซึ่งแต่ละคนก็คงจะได้แรงส่งบางอย่างจากหนังสือเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อย จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งพี่โญก็เห็นด้วย และสำนวนแปลก็มีสองสามสำนวนได้ แต่ส่วนตัวผมได้อ่านสองสำนวน คือ สำนวนของอาจารย์สดใส และสำนวนของอาจารย์สีมน และผมก็ชอบสำนวนของอาจารย์สดใสในรอบหลังๆ ที่ผมได้อ่าน ออกตัวก่อนว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไปสี่ห้ารอบได้ และเมื่อตกลงปลงใจที่สำนวนของอาจารย์สดใส พี่โญก็หายไปจัดการหาลิขสิทธิ์ของอาจารย์สดใสเพื่อนำมาทำฉบับพิเศษให้พิเศษจริงๆ

14570578_10153403134919364_2283219270092084122_o

เป็นโปรเจ็กต์ที่กินระยะเวลาเกือบหนึ่งปีเลย
เพราะลิขสิทธิ์บทแปลของอาจารย์สดใสค่อนข้างซับซ้อน ต้องติดต่อหลายขั้นตอน กว่าพี่โญจะจัดการเอาได้ลิขสิทธิ์สำหรับการจำหน่าย 1,000 เล่มมาได้ก็ช่วงเดือนมิถุนายน ผมก็เริ่มดีไซน์เลย

14567401_10153403134389364_4005646502768205940_o

ทำไมถึงดีไซน์ออกมาเป็นแบบนี้
ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องเป็นภาพแม่น้ำ เพราะบทสนทนาของเราสองคนเริ่มต้นจากความชอบถ่ายภาพแม่น้ำของผมแล้วจึงเลยมาเรื่องสิทธารถะ บวกกับผมเองก็เคยแสดงภาพถ่ายแม่น้ำของตัวเองที่ภูเก็ต และพูดถึงโควินทะ ตัวละครหนึ่งจากเรื่องนี้ด้วย เจตนาและความสำคัญของคอนเซ็ปต์มาแบบนี้อยู่แล้ว ทำให้ผมคิดอย่างอื่นไม่ออก และพี่โญเองก็ไปหาหนังสือเล่มนี้ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ปกเป็นภาพถ่ายแม่น้ำอีก ก็เลยยิ่งเข้าเค้า ในตอนแรกผมเริ่มจากการใช้ภาพแม่น้ำที่ตัวเองถ่าย แต่พอเริ่มคิดและพัฒนาไอเดียมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู็สึกว่า ภาพนี้เป็นภาพของตัวเอง ไม่ใช่การตีความจากหนังสือ ผมแค่คิดง่ายๆ มองลวกๆ ว่าจะใช้แทนกันได้ ซึ่งจริงๆ แล้วใช้ไม่ได้หรอก เพราะ ‘แม่น้ำ’ จะต้องไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นตัวแทนของอะไรบางอย่าง ทำให้ผมล้มความคิดของตัวเองลงทั้งหมด

kanoknuch

แปลว่าภาพปกคือการ ‘สื่อ’ สารโดยใช้ตัวแทน
ผมคิดง่ายๆ ว่าผมต้องการนำเสนอแม่น้ำที่เป็นนามธรรมมากพอที่จะทำให้คนมีพื้นที่คิดเนื้อหาของตัวเอง ไม่ใช่ภาพแม่น้ำที่ถูกกำกับโดยตัวผม ดังนั้น ผมจึงคิดถึง ‘ตัวแทน’ อะไรบางอย่าง ซึ่งในการทำงานวงการหนังสือ กระดาษเป็นแมททีเรียลสำคัญ ผมจึงปรึกษาเบล (กนกนุช ศิลปวิศวกุล หุ้นส่วนและผู้ร่วมก่อตั้ง Practical Design Studio) ว่าสามารถขยำกระดาษให้ออกมาแบบนี้ได้ไหม เบลตอบว่าทำได้ และอยากทำ ก็เลยเริ่มทดลองกันจนกระทั่งเห็นว่ามีความเป็นไปได้ และคอนเซ็ปต์นี้ผมชอบมากตรงที่บางมุมก็เป็นแม่น้ำ บางมุมก็ดูเป็นหินอ่อน เป็นผนัง เป็นภูเขาน้ำแข็ง หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ภาพเดียวมีความแปรเปลี่ยนไปได้มากมาย ในขณะเดียวกันก็มีบริบทของกระดาษและความเป็นกระดาษ เลยตกลงที่ดีไซน์นี้ เพราะคิดว่าจะเป็นดีไซน์ที่ทำงานด้านการสื่อสารในระดับที่เราต้องการได้อย่างลงตัวพอดี

14241554_10155215996658989_6161214497047764018_o

คิดไหมว่าจะเกิดปรากฏการณ์ 1,000 เล่มใน 12 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
ไม่นะ (หัวเราะ) ผมต้องยกประโยชน์ให้กลุ่ม Opendreams เลยนะ เพราะพี่โญเขาคิดว่าเราไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการนำไปวางขายตามร้านได้ กลุ่มโปรแกรมเมอร์กลุ่มนี้เลยคิดระบบการขายแบบนี้ขึ้นมา ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะขายหมดสักอาทิตย์หนึ่ง พอเป็น 12 ชั่วโมงก็ …

14753455_10153410969424364_9097089646083641169_o

โปรเจ็กต์ถัดไป
ก็คงทำกับ Openbooks เหมือนเดิมครับ ผมอยากจะทำปีละเล่ม เลือกหนังสือที่ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว และเราจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ผลักดันให้หนังสือเล่มนี้อยู่ต่อไปได้ อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็ต้องส่งอิทธิพลกับคนได้ แบบอ่านกี่รอบก็ได้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะหนังสือเปลี่ยนแปลงตามเรา หรือเพราะเราเปลี่ยนแปลงไปตามหนังสือ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทางของผมกับ Openbooks ก็ไม่ต่างกันมากนัก เราจะเป็นส่วนเล็กๆ ที่จะผลักดันให้หนังสืออยู่ต่อไปครับ

* นิทรรศการ ‘สิทธารถะ: The Paper River คลื่นใจในธารกระดาษ’ เปิดแสดง ณ Case Space Revolution ปากซอยสุขุมวิท 49 ตั้งแต่วันที่ 16 – 22 พฤศจิกายน 2559 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Related Post

Sign Machine
Bulgari Hotel

ควันหลงงาน London Design Festival 2016 ที่เพิ่งจบไปมาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

Related Post ยอดขายแผ่นไวนิลเริ่มแซงหน้าดนตรีดาวน์โหลดซะแล้ว… สิทธารถะ: กับปรากฏการณ์ 1,000 เล่มขายหมดภายใน 12 ช… เมื่อรองเท้าและอาหารมารวมกันอย่างลงตัวใต้ชายคาเดีย… สยามดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่ ฝีมือการออกแบบของ ดีไซเนอ… โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ อีกหนึ่งสถานที่ถ่ายรูป… บทสรุปของการเดินทางไปเยือนอาบู ดาบีของเจมส์ จิรายุ… ตะลุยเทือกเขาอันนะปุรณะ ประเทศเนปาลกับประสบการณ์ที… ประสบการณ์ชีวิตจากศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิด…

Related Post

14

โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เปิดนิทรรศการใหม่ “Paradoxes”

WHAT: นิทรรศการศิลปะ “Paradoxes”
WHERE: S Gallery, โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท
BY WHOM: โคสตาร์ (Kostar)
WHEN: 14 กันยายน – 14 ธันวาคม 2559
MORE INFO: 093-582-6588 / martin.gerlier@gmail.com

Kostar (โคสตาร์) คือศิลปินมากพรสวรรค์ชาวฝรั่งเศสที่เกิดในช่วงยุค ’70s ณ กรุงปารีส เขาเป็นที่รู้จักในช่วงยุค ’90s จากผลงานด้านสตรีทอาร์ตและงานกราฟิติ เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสรรค์สร้างผลงานต่างๆ และยังทำแคมเปญร่วมกับแบรนด์กีฬาต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย

ผลงานของ Kostar มีลักษณะเด่นอยู่สองประการ นั่นคือ อารมณ์ขัน และสีสันอันจัดจ้าน เขาได้สร้างนิยามใหม่ให้กับ Urban Art โดยผลักดันผู้เสพงานศิลป์เข้าสู่มโนภาพที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นให้เกิดคำถามมากมายผ่านงานของเขา โดยตัวเขาเองได้ก้าวข้ามความศรัทธา และเลือกที่จะนำเสนออารมณ์ดิบของมนุษย์อย่างอารมณ์หลงใหล และสิ่งที่ไม่รู้จักหรือตอบไม่ได้ มากกว่าจะเดินตามรอยเท้าคนอื่นไปในเส้นทางที่ทุกคนเห็นว่าปลอดภัย

Related Post