Natee Utarit : Optimism is ridiculous

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแบรนด์ดังจากทั่วโลก อย่างแพนดอร่า (Pandora) มารีเมกโกะ (Marimekko) แคธ คิดส์ตัน (Cath Kidston) และโจนาธาน แอดเลอร์ (Jonathan Adler) ร่วมกับริชาร์ต โคห์ ไฟน์อาร์ต (Richard Koh Fine Art) ประเทศสิงคโปร์ จัดงานเปิดตัวหนังสือ “Natee Utarit: Optimism is ridiculous”

หนังสือรวบรวมบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านศิลปะและการสำรวจผลงานจากภาพเขียนของ นที อุตฤทธิ์ จิตรกรไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากผลงานที่มีชื่อว่า Optimism is ridiculous ผ่านมุมมองและฝีมือการเขียนของนักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์และนักเขียนชื่อดังชาวอิตาลี ดีมีทริโอ ปาปาโรนี่ (Demetrio Paparoni)

ภายในงานจะมีการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ และรายได้จากการจำหน่าย โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่มูลนิธิ Project Love Asia Foundation เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้และด้อยโอกาสชาวเอเชีย ทั้งนี้ ภายในงานยังได้นำผลงานศิลปะ จำนวน 3 ชิ้น มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเมืองไทยให้ผู้ร่วมงานได้ชมอย่างใกล้ชิด  พร้อมพบปะพูดคุยกับนที อุตฤทธิ์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ที่ล้ง 1919

Demetrio Paparoni นักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์ และนักเขียนชาวอิตาลี ซึ่งบอกเล่าเกียวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

“หนังสือเล่มนี้ ได้ทำการสำรวจผลงานของ นที อุตฤทธิ์ ในชุด Optimism is ridiculous ที่เริ่มสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่ปี 2012 อันประกอบไปด้วยซีรี่ส์ภาพที่ชื่อว่า Faith Means Not Wanting to Know What is True, The Confession, The Altarpieces และ Memento Mori องค์ประกอบหลักของภาพวาดชุดนี้ ได้แก่ เรื่องราวสุนทรียศาสตร์ ชีวิต วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และการวาดภาพพอร์เทรท (Portrait) สะท้อนงานศิลปะตะวันตก (Western art) ช่วงศตวรรษที่ 15 – 19 ผ่านความเชื่อแบบวัฒนธรรมตะวันออก อันเป็นรากเหง้าและต้นกำเนิดของตัวศิลปิน จึงเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม (Own culture) สัญลักษณ์ของความทันสมัย (Icons of modernism) และความร่วมสมัย (Contemporary) ซึ่งได้รับการถ่ายทอดออกมาในรูปของวัตถุ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ ภายในหนังสือ ยังมีการอ้างอิงและยกตัวอย่างศิลปะตะวันตกในยุคดังกล่าว เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างถ่องแท้อีกด้วย”

ภายในงานมีผู้รักงานศิลปะจากหลากหลายแวดวงมาร่วมชมภาพ “L’enfer, c’est les autres” (Hell is other people) 1 ใน 12 ภาพผลงานชุด The Altarpieces ซึ่งได้นำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลลอรี่ชั้นนำต่าง ๆ มาแล้วหลายประเทศ รวมถึงอีก 2 ภาพ ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ได้แก่ ผลงานที่ชื่อว่า “Fallen Devil” ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าลินิน ขนาด 90×80 ซม. และ “Death contemplation/red velvet” ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 69.5×132 ซม. พร้อมเผยถึงคุณค่าของงานศิลปะ และสิ่งที่ได้รับจากการเสพงานศิลป์ในแต่ละแง่มุม

 

Related Post

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

Edward, Duke of Windsor

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพระราชาตกหลุมรักกับหญิงสาวสามัญชน แน่นอนว่าเรื่องราวคงจะจบไม่สวยงามเหมือนในนิทานประโลมโลกสวยที่เราใช้เล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนเสมอไป เพราะโลกความจริงมักจะโหดร้ายกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ที่ถูกเลี้ยงมาให้วิ่งเล่นบนทุ่งดอกลาเวนเดอร์และขี่ยูนิคอร์นไปโรงเรียน อย่างกรณีความรักสุดอื้อฉาวระหว่างกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระราชาแห่งสหราชอาณาจักร กับหญิงสามัญชนแม่ม่ายชาวอเมริกันนาม Wallis Warfield Simpson ที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว 2 ครั้ง เธอได้กลายมาเป็นดัชเชสแห่งวินเซอร์ในเวลาต่อมา เรื่องราวความรักครั้งนี้นับเป็นบาดแผลสุดฉกรรจ์ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงเวลานั้น ทั้งคู่เลือกย้ายออกจากประเทศอังกฤษ โดยตัดขาดและสละราชบัลลังก์ อันหมายถึงการละทิ้งภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำแห่งราชวงศ์อังกฤษ สองสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงตัวเอ็ดเวิร์ดไว้กับราชวงศ์อังกฤษนั้นได้แก่ เงินเดือนในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ และตู้ฉลองพระองค์อันเรียบง่ายแต่สง่างามนั่นเอง

ก่อนจะพบกับม่ายสาววอลลิส เอ็ดเวิร์ดเติบโตขึ้นมาในสังคมชั้นสูง เขาซึมซับวิถีการปฏิบัติตัวของชนชั้นสูงแบบราชวงศ์เข้ามาในสายเลือด นั่นหมายถึงการเรียนรู้กฎเหล็กทุกอย่างที่มีบัญญัติไว้ในทุกอากัปกิริยาการขยับตัวราวกับคัมภีร์สมุดหน้าเหลือง ไล่เรียงมาตั้งแต่วิถีการปฏิบัติตน มารยาท รวมไปถึงการแต่งกาย ที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดตั้งแต่สมัยยุควิคตอเรียน กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์จะได้เรียนรู้และรับคำแนะนำอย่างละเอียดในการเลือกเครื่องแต่งพระวรกายให้เหมาะสมกับทุกโอกาส ซึ่งฉลองพระองค์ชุดต่างๆนั้นจะไม่ได้เพียงแต่สำแดงซึ่งอำนาจบารมี และถ่ายทอดธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดถูกอกถูกใจชาวอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่มันคือการสร้างภาพลักษณ์และต้นแบบที่ ’ถูกต้อง’ ของแฟชั่นให้กับสุภาพบุรุษทั่วโลก เช่น ลุค ‘Evening Dress’ เอ็ดเวิร์ดเลือกสวมทักซิโดแบบกระดุม 2 แถว และมักเลือกใช้สีมิดไนท์ บลู จับคู่กับรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาล และบ่อยครั้งที่เราจะเห็นเอ็ดเวิร์ดในแจ๊กเก็ตสีเทาชอล์กลายทาร์ทัน ซึ่งก็กลายเป็นสีและลายที่เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและคนทั่วไปในเวลาต่อมา และสำหรับใครที่เกิดทันในช่วงยุคปลายศตวรรษที่ 18 (ลองไปคุยกับคุณทวดหรือคุณปู่ที่อายุยืนๆดูก็ได้ คงจะสนุกน่าดู) ก็คงจะรู้ดีว่ากษัตริย์เอ็ดเวิร์ดคือสไตล์ไอคอนแห่งยุคนั้นจริงๆ ใครจะรู้ว่าสเวตเตอร์ ‘Fair Isle’ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเกาะแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์อันมีลวดลายถักพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้ถูกเอ็ดเวิร์ดเลือกมาสวมใส่ในช่วงวันหยุดพักผ่อน ก่อนจะกลายมาเป็นที่นิยมระเบิดไปทั่วโลกจนตราบถึงปัจจุบัน ซึ่งสไตล์อันโดดเด่นนี้ก็ยังติดตัวเขาเป็นภาพจำ แม้ว่าเขาจะสละราชบัลลังก์ไปเป็นสามัญชนแล้วก็ตาม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขานั้นก็ถือว่าเป็นสไตล์ไอคอนต้นแบบ และเป็นผู้เซ็ตมาตรฐานการแต่งกายแบบ ‘สุภาพบุรุษ’ ที่แท้จริงให้กับเหล่าสุภาพบุรุษทั่วโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย

หลังจากตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์และใช้ชีวิตร่วมกับม่ายสาววอลลิส พวกเขาเลือกเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่อยู่อาศัย โดยยังไม่ทิ้งคราบการใช้ชิวิตแบบสุดโต่ง หรูหราและฟุ่มเฟือย แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดานักข่าวที่ต้องการขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของเขานั้นก็ยังตามตอแยเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องราวชีวิตสุดเมโลดราม่าแบบนี้ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องบนหน้าหนังสือพิมพ์ซุบซิบทั้งในและนอกประเทศ ดังนั้น ภาพต่างๆที่ช่างภาพแอบถ่ายมานั้นก็พิสูจน์ให้โลกรู้ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเอ็ดเวิร์ดสามัญชนคนธรรมดา ไม่ใช่กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ แต่เขาก็เป็น ‘The King of His Own Style’ เสมอมาแบบไร้ข้อกังขา

Related Post

ชะตากรรมของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 กับชีวิตที่ไม่ได้สวยหรู

แคมเปญ Gucci: Spring Summer 2018 ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินชาวสเปน Ignasi Monreal ได้สร้างความฮือฮาไม่แพ้คอลเลกชั่น เขานำเอางานศิลปะหลากยุคสมัยมาเป็นแรงบันดาลใจ ภาพเด่นหนึ่งในนั้นก็คือ Ophelia โดย Sir John Everett Millais ความน่าสนใจอยู่ที่ชะตากรรมของเหล่านางแบบที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์โมเดลของศตวรรษที่ 19 พวกเธอมีชีวิตที่เศร้ารันทดไม่แพ้กัน และหนึ่งในนั้นก็คือนางแบบที่เป็นแบบให้วาดภาพโอฟีเลีย นี่เอง

เอ๊ะ…อย่างไร คำว่าซูเปอร์โมเดลเกิดขึ้นเมื่อปลายยุค 1980s ไม่ใช่หรือ Christy, Linda, Naomi ที่ถูกเรียกขานว่าเป็น The Trinity  ตรีเอกภาพของวงการแฟชั่นปลายยุคเอจตีส์ พร้อมประโยคที่ลือลั่นของลินดาที่ว่า ฉันจะไม่มีวันลุกจากที่นอนถ้าไม่ได้ทำเงินสองหมื่นหน้าพันเหรียญ แม้ภายหลังเธอจะปฎิเสธว่าเธอไม่ได้หมายความเช่นนั้น

เด็กๆ ยุคนนี้อาจจะ เอิ่ม คริสตี้ ลินดา นาโอมิ ไหน แต่คนหลังนี่ยังผาดโผนในวงการแฟชั่นและบันเทิง คริสตี้ก็กลับมารับงานถ่ายแบบโฆษณาบ้าง แต่เราจะไม่เรียกนามสกุลห้อยท้ายชื่อพวกเธอเป็นอันขาด เพราะบัญญัติหนึ่งของการจะเป็นซูเปอร์โมเดลก็คือเธอจะต้องถูกเรียกแค่ชื่อ แค่นั้นทุกคนก็ต้องร้องอ๋อ เพราะดังจนไม่ต้องอธิบายว่าลินดาไหน คริสตี้คือใคร แต่ซูเปอร์โมเดลปัจจุบันเขาวัดที่ยอดฟอลโลว์ ไม่เช่นนั้นเบลลา หรือจีจี้ ก็คงไม่ถูกเรียกว่าซูเปอร์โมเดล

แต่ Lizzie Siddal คือซูเปอร์โมเดลของศตวรรษที่ 19 เธอเติบโตมาในย่านสลัมของเซ้าต์แบงค์ ลอนดอน มีความกร้านโลกและขบถในตัวเอง เธอไม่มีอะไรที่เหมาะกับคำว่า กุหลาบอังกฤษ แต่เธอกลายเป็นโฉมหน้าความงามของสตรียุควิกตอเรียน เมื่อเธอได้พบกับกลุ่มศิลปินแนว Pre-Raphaelite เธอได้เป็นนางแบบให้กับพวกเขา และหนึ่งในนั้นก็คือ John Everett Millaisได้สร้างผลงานที่ลือลั่นก็คือภาพ Ophelia(1852)

ภาพนี้ทำให้ลิซซี่แจ้งเกิดและกลายเป็นมิวส์ของศิลปินพรี-ราฟาเอลไลท์ อันหมายถึงแนวนิยมที่รังสรรค์งานเหมือนจริงหรือเหนือจริงให้สะเทือนอารมณ์ผู้ชมงานศิลปะ โดยใช้หลักการวาดภาพแบบราฟาเอล แต่เรื่องราวในภาพจะมาจากตำนานอัศวินของอังกฤษเช่นเรื่องเล่าของกษัตริย์อาร์เธอ

เอกลักษณ์ของงานแนวนี้จะเป็นภาพหญิงสาวผมแดง(ลิซซี่เป็นสาวผมแดงโดยธรรมชาติ) ผิวขาวซีดเหมือนคนอมโรค แต่แก้มมีสีชมพูดเพื่อให้ดูมีชีวิต แม้แต่ภาพโอฟีเลียที่จมน้ำตายก็ยังมีแก้มและริมฝีปากสีชมพู เป็นความกำกวมรู้สึกกึ่งเป็นกึ่งตาย แต่ที่เกือบตายจริงๆ ก็คือนางแบบคือลิซซี่ เพราะมิลลายส์ ผู้วาดภาพ ให้เธอสวมเสื้อผ้านอนแช่ลงไปในน้ำในอ่างทั้งๆ ที่อากาศหนาวและน้ำนั้นเยือกเย็น ศิลปินยุคนั้นจะเน้นความเหมือนจริง ฉะนั้นเธอก็ต้องดูเหมือนคนที่เคลิ้มฝันด้วยการเสพย์สารกล่อมประสาท เพราะถ้าไม่เคลิ้มเธอก็จะไม่ทนนอนในอ่างน้ำที่เย็นเยือกเช่นนั้นได้ ผลจากการนี้ทำให้เธอป่วยด้วยอาการปอดบวม แลกกับการเป็นโฉมหน้าของความสวยแบบพรี-ราฟาเอลไลท์

แต่คนที่ทำให้เธอตกหลุมรักคือศิลปิน Dante Gabriel Rossetti เขามองเธอเป็นมิวส์เช่นกัน แต่ไม่มีงานชิ้นไหนของเขาที่ใช้เธอเป็นแบบโดดเด่น แต่เป็นการใช้นางแบบคนอื่นๆ มากกว่าและชื่อเสียงของโรเซตติ ก็โด่งดังเป็นแถวหน้าของศิลปินกลุ่มนี้ ลิซซี่เฝ้ารอให้เขาเอ่ยปากขอแต่งงาน พร้อมกับกล้ำลืนความขมขื่นที่เขามีรักใหม่กับสาวใหม่เรื่อยๆ ในที่สุดทั้งสองก็แต่งงานกัน แต่ไม่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดีขึ้น โรเซตติ มีสาวใหม่เรื่อยๆ ลิซซี่ ที่ผันตัวเองมาเป็นจิตรกรและสร้างผลงานได้น่าสนใจรวมทั้งแต่งบทกวีจนได้รับการยอมรับ แต่ชีวิตของเธอกลับซึมเศร้า มีอาการป่วยเรื้อรัง ติดยา laudanum แต่ท้ายที่สุดหลังจากมีลูกสาวไม่นาน ลิซซี่ปลิดชีพตัวเองด้วยการดื่มยาเกินขนาด เป็นการจบชีวิตของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 อย่าน่ารันทด

 

Related Post

จริงหรือไม่ที่การมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ?

หากใครได้ไปเที่ยว กัวลาลัมเปอร์ ช่วงนี้ควรแวะไปชมนิทรรศการศิลปะของศิลปินชาวไทยผู้มีชื่อเสียงอย่าง นที อุตฤทธิ์  จัดแสดงที่ แกลเลอรี B2 หอศิลป์แห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย

Wag The Dog   2013, Oil on linen, 80 x 200 cm Collection of Edward Soo

 

นิทรรศการการมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน (Optimism is Ridiculous)  โดย นที อุตฤทธิ์  ภายใต้ธีมการมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ได้แก่ Paintings on Figure of Speech, Paradoxes and Inward Journey ชุดภาพประกอบด้วยองค์ความคิด 3 แนวทางด้วยกันคือ ภาพวาดของคน สัตว์ และสิ่งของ  ซึ่งมาด้วยกันในรูปแบบของประโยคหรือวลีที่เชื่อมโยงกับการสังเกต  นิทรรศการศิลปะภาพในครั้งนี้ศิลปินจะนำเสนอภาพวาดของสัตว์ ที่เน้นให้เห็นบริบททางสังคม และความรู้ความเข้าใจของโลกภายนอกโดยความแตกต่าง Asian-ness กับ แรงบันดาลใจยุคหลังอาณานิคม   

Everything is Politics  2012, Oil on linen, 150 x 200 cm

I Am Gorgeous   2013, Oil on linen, 140 x 160 cm

 

การเดินทางอันต่อเนื่องยาวนานของนิทรรศกาลศิลปะโดย นที อุตฤทธิ์ จัดแสดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ในหัวข้อต่างๆ อย่าง The Amusement of Dreams, Hope and Perfection ณ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (พ.ศ 2550) After Painting พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์  ประเทศสิงคโปร์ (พ.ศ 2553) Illustration of the Crisis ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (พ.ศ 2556) Optimism Is Ridiculous: The Altarpieces จัดขึ้นที่ อายาล่า มิวเซียม กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (พ.ศ. 2560)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะของ นที อุตฤทธิ์  ได้ที่ www.artgallery.gov.my

Innocence is Overrated  2012, Oil on linen, 170 x 120 cm

Luxury Purity  2013, Oil on linen, 150 x 100 cm

Even If Snake Is Not Poisonous, It Should Pretend To Be Venomous

2013, Oil on linen, diameter 50 cm

 

Related Post

เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18

ตั้งแต่ต้นปี 2018 ความร้อนแรงของ Gucci ไม่ได้หมดแค่เสื้อผ้าและกำไรที่พุ่งทะยาน แต่แคมเปญใหม่ของห้องเสื้อนี้ยังสวยสะกดสายตาผู้คน เพราะเป็นการร่วมงานกับศิลปินและนักวาดภาพประกอบชาวสเปนอย่าง อิกนาซี มอนเรียล (Ignasi Monreal) ในการสร้างสรรค์แคมเปญโปรโมตคอลเล็กชั่น Spring / Summer 2018 ของ Gucci โดยที่ไอเดียของมอนเรียลคือการตีความ ‘Utopian Fantasy’ ที่นำเสนอความพิลึกพิลั่นน่าพิศวงของดินแดนเหนือจริง โดยมีองค์ประกอบสำคัญได้แก่โลก ท้องทะเล และท้องฟ้า แต่งแต้มด้วยรายละเอียดที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น ซึ่งเข้ากันได้กับเทสต์และสไตล์การออกแบบเสื้อผ้าของอเลสซานโดร มิเชล (Alessandro Michele) ดีไซเนอร์จาก Gucci ที่ชิ้นงานของเขาได้ฉีกขนบเดิมๆ ของแฟชั่นชั้นสูง การจับคู่ครั้งนี้จึงเข้ากันได้ดีเป็นปีเป็นขลุ่ย เลยไม่น่าแปลกใจที่เวลาเห็นแคมเปญตัวนี้เราได้แค่หยุดตามองด้วยความฉงน ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและบอกตัวเองเบาๆ ว่า “เออ สวย”

เมื่อเหล่าตัวละครในนิทานปรัมปราได้หลอมรวมเข้ากับชายหนุ่มผู้แต่งกายราวกับหลุดมาจากรันเวย์และมีมือที่สาม

 

สโนไวท์ผู้กำลังหลับไหลในสเว็ตเตอร์แต่ชายหนุ่มคนนั้นจะใช่เจ้าชายหรือนายพรานกันนะ

 

 

 

Related Post

สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 2018 ล่าสุด

บรอนซ์ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ในวงการนาฬิกา โดยธรรมชาติบรอนซ์จะมีสีดูเหลืองๆ แดงๆ คล้ายทองแต่ไม่ใช่โลหะมีค่าเหมือนทอง ในเนื้อของบรอนซ์จะมีทองแดง (copper) เป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งนี้เราต้องไม่สับสนระหว่าง bronze v.s. brass นะครับ เพราะต่างก็ไม่ใช่ gold และต่างก็มี copper เป็นเบสแต่ส่วนประกอบอื่นก็ต่างกันตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย

หลายปีที่ผ่านมามีหลายแบรนด์นำบรอนซ์มาใช้ โดยเฉพาะในรุ่นที่เป็นดำน้ำ เพราะอุปกรณ์ดำน้ำหรือเดินเรือสมัยโบราณมีการใช้บรอนซ์เป็นวัสดุกันเยอะ (ให้นึกภาพหมวกนักดำน้ำสมัยโบราณที่กลมๆ โตๆ) ช่วงหลังพอตลาดเริ่มนิยมก็จะมีพวกนาฬิกานักบินบ้าง หรือนาฬิกาสปอร์ตแนวอื่นๆ ผลิตออกมาให้เห็น แต่จะไม่เห็นในนาฬิกาเดรส นาฬิกาพวกนี้เวลาใส่ไปนานๆ โดนสภาพแวดล้อม โดนเหงื่อ ฯลฯ ก็จะเริ่มเปลี่ยนสี อาจดูเข้มขึ้นหรือมีคราบเขียวขึ้นดูแนวๆ คนเขาเลยรู้สึกสนุกกันว่านาฬิกาฉันไม่เหมือนใคร อะไรทำนองนี้ครับ

มาดูกันดีกว่าว่าในงาน Baselworld 2018 ปีนี้มนาฬิกาเรือนบรอนซ์ตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง

Ferdinand Berthoud FB 1 R. 6-1 รุ่นพิเศษ เปลี่ยนวัสดุเป็นบรอนซ์ มีเพียงห้าเรือนในโลก แต่ละเรือนผ่านกระบวนการให้มีสีที่เข้มหรืออ่อนไม่เท่ากัน เรือนในภาพนี้จะดูเขียวเป็นพิเศษ ราวกับแช่ในน้ำทะเลมานาน

Oris Big Crown Pointer Date Bronze ตัวเรือนขนาดย้อนยุค 36 มม. สังเกตเม็ดมะยมจะมีขนาดใหญ่เพื่อให้นักบินในสมัยก่อนใช้งานได้โดยสะดวกขณะที่สวมถุงมืออยู่

Bell & Ross BR 03-92 Diver Bronze เป็นการนำเอานาฬิกาดำน้ำที่ประสบความสำเร็จรุ่นล่าของตนมาผลิตในอีกแบบฉบับหนึ่ง ผลิตเป็นจำนวนจำกัด 999 เรือน

Zenith Pilot Cronometro TIPO CP-2 Flyback การกลับมาของนาฬิกานักบินที่ Zenith เคยผลิตให้กับกองทัพอิตาลีในสมัยยุคทศวรรษที่ 1960 กลไกจับเวลาเป็นแบบฟลายแบ็คคือเริ่มจับรอบต่อไปได้เลยโดยไม่ต้องกดหยุดและกดรีเซ็ทรอบเก่าก่อน

Maurice Lacroix Aikon เป็นนาฬิกาควอตซ์ที่ Maurice Lacroix ใช้เป็นตัวทำตลาดในช่วงสองปีที่ผ่านมาด้วยราคาที่ต่ำกว่าไลน์อื่นๆ ในแบรนด์ ในภาพนี้เป็นเวอร์ชั่นบรอนซ์ที่มีราคาขยับสูงขึ้นกว่าตัวสตีล

 

Related Post

L’Officiel Hommes x Dhanut Tungsuwan

จะเป็นอย่างไรถ้าปกของลอฟฟีเซียล ออมส์ กลายเป็นภาพเขียน ?

โปรเจ็กต์ L’Officiel Hommes x Local Artisans (LH x LA) คือการร่วมมือระหว่างกันนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ ประเทศไทย กับช่างฝีมือชาวไทยที่ถ่ายทอดงานศิลปะออกมาในรูปแบบต่าง ๆ จุดประสงค์ก็เพื่อขยายขอบเขตแฟชั่นให้เป็นมากกว่าเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ แต่กลับไปสู่รากเหง้าที่ว่า แฟชั่น คือ ศิลปะ

LH x LA 01

คุณอาจเห็นนิตยสารของเราฉบับแรกประจำเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว เนม-ปราการ ไรวา นักร้องชื่อดังและทายาทธุรกิจร้อยล้านปรากฏตัวบนปกสีแดงสด สีแดงนอกจากจะสะดุดตาบนแผงหนังสือแล้ว ยังสื่อถึงความหลงใหลและความรักที่เรามีต่อแฟชั่นและการแต่งตัวของผู้ชาย แล้วใครจะเหมาะเป็นศิลปินที่ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านงานศิลปะ ?

Dhanut Tungsuwan

ธนัช ตั้งสุวรรณ เราได้ยินชื่อเขาครั้งแรกจากข่าวเปิดสตูดิโอแห่งแรกของเขาในเขตสาทร แม้จะเป็นหน้าใหม่ในประเทศไทย แต่ธนัชผ่านการแสดงงานศิลปะมาในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กและลอนดอน-เมืองที่เขาไปศึกษาต่อ ภาพเขียนของเขาสะดุดตา องค์ประกอบหลักที่ปรากฏในภาพเขียนส่วนใหญ่ของเขา คือ ทิวทัศน์เทือกเขาที่ซ้อนสลับกันจนเกิดมิติ ทิวทัศน์เหล่านี้แม้จะเห็นได้บนโลก แต่การนำเสนอที่เลือกใช้สีสันแปลกตาและเหนือจริง (surreal) ทำให้เมื่อเราพิศภาพเหล่านี้ไปสักพักจะเกิดความรู้สึกพิศวง สงสัยว่า ทิวทัศน์เหล่านี้มีอยู่จริงหรือเปล่า คลับคล้ายคลับคลา แต่ก็ประหลาดเกินจริง (uncanny) ความพิศวงดังนี้เมื่อประกอบกับสีแดง ซึ่งเป็นสีแห่งความลุ่มหลง ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า ธนัช เหมาะจะเป็นศิลปินคนแรกในโปรเจ็กต์ LH x LA นี้

 

L’Officiel Hommes Thailand by Dhanut Tungsuwan 

When Sadak found the waters of oblivion by Dhanut Tungsuwan for L’Officiel Hommes Thailand

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบผลงานของธนัช เราแนะนำให้คุณไปเสพย์ต่อได้ที่ https://www.dhanut.com  หรือจะไปเยี่ยมชมสตูดิโอของเขาที่ สตูดิโอ 3001 ใต้โรงแรม เดอะมิธ-สุดสาทร

 

Related Post

จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนานกว่า 120 ปี

Text: Patsaya Ch.

เคยคิดไหมหากคุณเป็นเจ้าของสินค้าสักชิ้น คุณอยากให้สินค้าของคุณคงรูปแบบและหน้าตาเดิมๆ ไว้ได้นานแค่ไหน หากว่ามันยังคงขายได้อยู่ คำตอบนี้ของคุณอาจตรงหรือต่างกับ  Co-CEO อย่าง Alexandre Arnault และ Chief Brand Officer Hector Muelas จากแบรนด์กระเป๋าเดินทาง Rimowa เมื่อ Rimowa ใช้เวลากว่า 120 ปีในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเองใหม่หมด หลังจากก่อตั้งในปี 1898 Rimowa เวลานั้นวางตัวเป็นผู้นำระดับโลกด้านกระเป๋าเดินทางแบบพรีเมี่ยม ค่อยๆ เจาะตลาดแบบเงียบๆ  และใช้เวลากว่า 39 ปีในการผลิตกระเป๋าเดินทางที่ใช้วัสดุอลูมิเนียมขึ้นในปี 1937 ถัดจากนั้นอีก 63 ปี กระเป๋าเดินทางที่ทำจากโพลีคาร์บอแนตใบแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2000 ซึ่งปัจจุบันกระเป๋าเดินทางทั้งสองรุ่นได้กลายเป็นสิ่ง must-have ในมวลหมู่นักเดินทาง เทรนด์เซ็ตเตอร์ รวมถึงลูกค้ากระเป๋าหนักที่เข้าใจและพร้อมจะจ่ายให้กับสินค้าที่ลงตัวทั้งการออกแบบและการใช้งาน

จากนั้นในปี 2017 เมื่อ Rimowa ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม LVMH การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเขาประกาศปรับอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่หมดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีของแบรนด์ที่กำลังมาถึง โดยร่วมมือกับ Bureau Borsche สตูดิโอออกแบบแบรนด์ดิ้งและกราฟิคดีไซน์จาก Munich และ Commission Studio ดีไซน์สตูดิโอและที่ปรึกษาด้านการออกแบบและแบรนด์ดิ้งจาก London เพื่อยกระดับแบรนด์เก่าแก่ให้ร่วมสมัยขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งจุดเด่นของแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้แก่ การพัฒนาโลโก้ของแบรนด์ขึ้นมาใหม่ โดยปรับแต่งและลดทอนรูปแบบตัวอักษร ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวอักษรใหม่มีความเรียบและสะอาดตายิ่งขึ้น

 

ส่วนชุดสีคลาสสิคอย่างขาว ดำ เทา ถูกนำมาใช้เพื่อตอกย้ำการออกแบบที่น้อยแต่มากของแบรนด์ อย่าลืมว่ากระเป๋าเดินทางแบรนด์นี้ไม่มีลวดลายกราฟฟิคใดๆ นอกจากร่องคลื่นที่กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ประจำแบรนด์ นอกจากนี้ลายสัญลักษณ์หรือโมโนแกรม ภาพวิชัลต่างๆ และชุดบรรจุภัณฑ์หรือ Packaing suite ก็ถูกปรับใหม่เช่นกัน

 

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการออกแบบในอนาคต เพราะงานดีไซน์และงานด้านวิศวกรรมของกระเป๋าทุกใบต้องล้อไปกับอัตลักษณ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสี วัสดุ กลไกลต่างๆ เรื่อยไปจนถึงการจัดวางคู่มือการใช้งานและแท็กกระเป๋าเดินทาง เรียกได้ว่าทุกสิ่งที่จะถึงมือลูกค้าต่างผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างถี่ถ้วน

อันที่จริงโฉมใหม่ของ Rimowa เริ่มทยอยให้เห็นตั้งแต่ต้นปี แต่จะชัดเจนขึ้นเมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Rimowa ทั้งหมดลงช็อปในช่วงปลายปีนี้ และนั่นหมายความว่ากระเป๋า Rimowa ที่คุณกำลังครอบครองอยู่ตอนนี้กำลังกลายเป็นของหายาก แต่ในขณะเดียวกัน เราเองก็เสียใจที่จะต้องบอกคุณว่ามันตกรุ่นไปแล้วเช่นเดียวกัน

 

 

Related Post

COS Has Arrived! (finally)

Related Post Solar Fair Carrera Interchangeable มาทำความรู้จักรองเท้าหนังไร้เชือก Monkstraps ให้ดี… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18… สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 20… ประวัติศาสตร์ฉบับย่อ: T-SHIRT… So bad it’s good! รวมไอเท็มสุดเจ๋งที่น่าเกลียดจนต้… กว่าจะมาเป็นรองเท้า Gucci อันแสนโด่งดังในวันนี้… จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนาน…

Related Post

Volvo Ocean Race ความท้าทายของการแข่งขันเรือใบรอบโลก

เช้าวัน 12 มกราคมเราได้รับโทรศัพท์จาก Volvo ประเทศไทย แจ้งข่าวการแข่งขันเรือใบที่ Volvo ให้การสนับสนุน คุณผู้อ่านคงรู้สึกเหมือนเราว่า Volvo เกี่ยวอะไรกับเรือใบ แล้วทำไมถึงเจาะจงแจ้งข่าวนิตยสารแฟชั่นอย่าง L’Officiel Hommes Thailand

9 เดือนจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัย

ต้องท้าวความก่อนว่า การแข่งขันเรือใบของ Volvo มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Volvo Ocean Race เส้นทางจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัยพาดผ่าน 7 ทวีป ระยะทางยาว 70, 000 กิโลเมตร โดยใช้กำลังคนแล่นตลอดระยะทาง Volvo Ocean Race จึงไม่ใช่แค่การประลองทักษะการบังคับเรือ แต่ย่อมเป็นการพิสูจน์ความอดทน ความสามัคคี และการเอาตัวรอดกลางมหาสมุทรตลอดระยะเวลา 9 เดือนแห่งการแข่งขัน

แล้วเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ใครเป็นต้นคิด ?

การแข่งขันเรือใบรอบโลกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 โดยใช้ชื่อว่า Whitbread Round the World Race โดย Whitebread เป็นชื่อของผู้สนับสนุนหลัก มีทีมเข้าแข่งขันถึง 17 ทีม ในปี 2008 Volvo เล็งเห็นถึงความบ้าบิ่น ทรหด และน่าสนใจของการแข่งขันนี้จึงตัดสินใจประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยเรือใบทุกลำ แม้จะแล่นด้วยแรงคน แต่จะอาศัยเครื่องยนต์ของ Volvo ในการเริ่มแล่นและหยุดเรือ

11 ท่าพักเรือ
การแข่งขั้นในปีนี้เป็นครั้งที่ 9 มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 7 ทีม แต่ละทีมมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 7-11 คน แวะพัก 11 จุด ไม่ร่วมจุดเริ่มต้นและเส้นชัย และเพื่อเข้าชมการแข่งขันเรือใบครั้งนี้ เราจำเป็นต้องบินลัดฟ้าไปสู่เกาะฮ่องกงซึ่งเป็นจุดแวะพักที่ใกล้ประเทศไทยที่สุด นักกีฬาจะแวะพักเพื่อเติมเสบียงอาหาร รักษาอาการป่วยต่าง ๆ และพักผ่อนเอาแรง ก่อนจะแล่นเรือต่อไปยังจุดหมายปลายทางด้านหน้า

ครั้งแรกในเกาะฮ่องกง
เรามาถึงฮ่องกงในวันที่ 27 มกราคม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสยิ่งทวีความหนาวขึ้นไปอีก รถบัสคันใหญ่นำเราเดินทางมาสู่อ่าว Victoria ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Race Village หรือหมู่บ้านนักแข่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทศกาลประชาสัมพันธ์การแข่งขัน สำหรับ Volvo เองก็จะอาศัยเทศกาลนี้บอกเล่าความบ้าบิ่นและน่าตื่นเต้นของการแล่นเรือใบแบบบ้าระห่ำรอบโลก พร้อมกับอวดโฉมนวัตกรรมใหม่ ๆ ในยนตรกรรมของ Volvo

ยิ่งเบา ยิ่งดี

ทันที่ทีเราถึง Race Village เราก็รีบมุ่งหน้าไปยัง Race Boat Experience นิทรรศการจัดแสดงแบบจำลองเรือใบที่ใช้แข่งขัน ตั้งอยู่ในอาคารชั่วคราว ในการแข่งขันปีนี้ (2017-2018) Volvo ได้พัฒนาเรือลำใหม่โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Volvo Ocean 65

  • ออกแบบโดย Farr Yacht Design เรือลำนี้ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 36, 000 ชั่วโมง
  • ประกอบโดยช่างผู้ชำนาญการจาก 4 ประเทศ
  • เรือมีขนาด 20 เมตร หรือประมาณรถยนตร์ 5 คันต่อกัน

 

  • มีน้ำหนัก 12,500 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นก่อนถึง 1,500 กิโลกรัม
  • ใบเรือเมื่อกางเต็มที่มีขนาดเท่าสนามวอลเลย์บอลสองสนามต่อกัน
  • แล่นได้เร็วกว่าเรือขนาดเดียวกับในรุ่นเดิมถึง 1 เท่า คือ 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เรือทุกลำที่ลงแข่งขันปีนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ของ Volvo เพื่อทำหน้าที่สตาร์ตเครื่องก่อนสลับเป็นแรงคน เครื่องยนต์ดีเซลเครื่องนี้ยังทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในเรือ อาทิ อุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ระบบทำความร้อน แสงไฟ และกักตุนพลังงานไว้ใช้ในคราวฉุกเฉินอีกด้วย

ความน่าสนใจของการแข่งขันที่ทำให้เราต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงยังไม่หมดแค่นี้ ตอนต่อไปเราจะมาเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือกันว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรบนเรือตลอด 9 เดือนหรือ 279 วันโดยประมาณ

ติดตามได้ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น !

Related Post