โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abramović Institute ณ bacc

อาจจะช้าไปหน่อย แต่เราสารภาพว่า เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ Marina Abramović เป็นครั้งแรกจากงาน The Artist Is Present ของเธอที่จัดแสดง ณ MoMA กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2010 ที่เปิดโอกาสให้คนดูมานั่งสบตาเธอเป็นระยะเวลาหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้เราสนใจคือ การปรากฏตัวของ Ulay อดีตคู่รักและเพื่อนร่วมงานสุดอื้อฉาวของเธอนั่นเอง

หลังจากนั้น เราก็ไปเสิร์ชหาผลงานการแสดงเก่าๆ ของเธอ (กับ Ulay) และค่อยๆ ทำความรู้จักกับเธอผ่านยูทูบ และเฟสบุค ซึ่งก็สารภาพ(อีกครั้ง)ว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจกับอะไรต่อมิอะไรที่เธอแสดงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก และเราก็แอบโบ้ยเบาๆ ว่าเหตุผลที่เราไม่เข้าใจนั้น ก็เพราะว่าเราเสพงานศิลป์เหล่านั้นผ่านแชนแนลยูทูบ ไม่ได้เห็นการแสดงดังกล่าวสดๆ ต่อหน้านั่นเอง

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศงาน Bangkok Art Bienale 2018 ขึ้นโดยมีการโหมโรงว่าจะมารีน่าและลูกศิษย์จะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เราก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและตีตั๋ว (ฟรี) ไปเฝ้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ A Possible Island? ทุกวาระและโอกาสที่จะพอเป็นไปได้ในทันที

การแสดงครั้งนี้คือเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่อเนื่องจาก 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute ใช้กระบวนการ The Abramović Method แสดงต่อเนื่องเพื่อนำพาผู้ชมเข้าสู่ห้วงเวลาคู่ขนานที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ โดยมีแก่นกลางที่เชื่อว่าภายในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของห้วงเวลาและชุดข้อมูลในปัจจุบั้นนั้น ทำให้ห้วงเวลาในชีวิตของเราถูกแทนที่ด้วยความกลัวต่างๆ ทั้งกลัวความเดียวดาย กลัวไม่มีที่ทางในสังคม และกลัวที่จะคิดนอกกรอบ

การแสดง A Possible Island? จึงชวนคุณมาให้ความสำคัญกับ ‘ห้วงเวลา’ ปัจจุบันผ่านการหายใจ การควบคุมสติ และการใช้ ‘เวลา’ แต่ละวินาทีอย่างพินิจพิเคราะห์ผ่านการตีความของศิลปินทั้งแปดชีวิต ซึ่งการแสดงนี้จะแสดงอย่างต่อเนื่อง และผู้ชมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง ส่วนการตีความของการแสดงแต่ละชุดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชม ณ ห้วงเวลานั้นอย่างแท้จริง

ตัวเราเอง หลังจากได้เข้าๆ ออกๆ การแสดงชุดนี้หลายต่อหลายครั้ง เราได้สัมผัสประสบการณ์อันหลากหลายที่อธิบายได้ยาก สิ่งที่ปรากฏในหัวเราคือวลีที่เราเคยได้ยินจากไหนสักที่ว่า ‘Good art should disturb the comfort, and comfort the disburbed. – ศิลปะที่ดีควรจะกระตุ้นเราผู้ที่เฉื่อยชา และปลอบประโลมผู้ที่สับสน’ เพราะไม่ว่าเราจะเข้าไปในงานด้วยอารมณ์ใดก็ตาม เราจะกลับออกมาด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้ามเสมอ นอกจากนั้น มันยังทำให้เราคิดถึงความอึดอัดตอนที่เราดูภาพยนตร์เรื่อง The Square (2017) เพราะความคับข้องใจ ความไม่เข้าใจ และความเร่งเร้ารุนแรงของงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโสตประสาตการรับรู้และกรอบคิดของสังคมของเราจนกระทั่งกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัว และไม่มีที่มีทางในสังคมจำลองบนชั้น 8 ณ หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัมผัสมนตรา เสน่ห์ และความหลอนของการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์แบบต่อเนื่องของ 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute (MAI) ณ ห้องโถงชั้น 8 หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่จะแสดงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

Photo credit: BACC/Jukkrit.H

Related Post

Japanese Tradition Indigo Fabric Straps เมื่อเอกลักษณ์ของผ้าอินดิโกถูกมาอยู่ในรูปแบบสายรัดนาฬิกาข้อมือที่เรารัก

Related Post Prada‘s inflatable stool เปิดพรีออเดอร์เก้าอี้ลมปร… Pradamalia : ครอบครัวใหม่ของพราด้าพร้อมสมาชิกสัตว์… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18… สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 20… จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนาน… COS Has Arrived! (finally) Chopard ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคน… เมื่อ LOEWE Foundation เปิดพื้นท่ีระดับโลกให้กับคน…

Related Post

Prada‘s inflatable stool เปิดพรีออเดอร์เก้าอี้ลมปราด้าคอลเลคชั่นSS19

Related Post Japanese Tradition Indigo Fabric Straps เมื่อเอกลั… Pradamalia : ครอบครัวใหม่ของพราด้าพร้อมสมาชิกสัตว์… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18… สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 20… จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนาน… COS Has Arrived! (finally) Chopard ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคน… เมื่อ LOEWE Foundation เปิดพื้นท่ีระดับโลกให้กับคน…

Related Post

Pradamalia : ครอบครัวใหม่ของพราด้าพร้อมสมาชิกสัตว์ประหลาดสุดลึกลับต้อนรับช่วงเทศกาลคริสต์มาส

Related Post 10 ของขวัญต้อนรับปีใหม่ที่เราคัดสรรมาเพื่อหนุ่มลอป… Japanese Tradition Indigo Fabric Straps เมื่อเอกลั… Prada‘s inflatable stool เปิดพรีออเดอร์เก้าอี้ลมปร… The Millenials wears Prada ปราด้าลุค 2019 แฟชั่นเท… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18… สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 20… จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนาน… COS Has Arrived! (finally)

Related Post

Banksy เมื่อผลงานที่ฮือฮาไปทั่วโลกได้ถูกเปิด ” Lov Is In The Bin “

Related Post โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abram… Japanese Tradition Indigo Fabric Straps เมื่อเอกลั… Prada‘s inflatable stool เปิดพรีออเดอร์เก้าอี้ลมปร… Pradamalia : ครอบครัวใหม่ของพราด้าพร้อมสมาชิกสัตว์… LIFE’S WORTH ผ่านเลนส์กล้องฝีมือ 3 ไลก้า ไทยแลนด์ … สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์… ART in THE SKY!!! สร้างวิมานศิลป์ในอากาศ… Natee Utarit : Optimism is ridiculous

Related Post

LIFE’S WORTH ผ่านเลนส์กล้องฝีมือ 3 ไลก้า ไทยแลนด์ แอมบาสเดอร์

Related Post โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abram… Japanese Tradition Indigo Fabric Straps เมื่อเอกลั… Prada‘s inflatable stool เปิดพรีออเดอร์เก้าอี้ลมปร… Leica “Bold Grey” นักสะสมเตรียมพร้อม … Pradamalia : ครอบครัวใหม่ของพราด้าพร้อมสมาชิกสัตว์… Banksy เมื่อผลงานที่ฮือฮาไปทั่วโลกได้ถูกเปิด &#822… สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์… ART in THE SKY!!! สร้างวิมานศิลป์ในอากาศ…

Related Post

สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์

นิทรรศการภาพวาดพฤกษศาสตร์ภายใต้หัวข้อพืชพื้นเมืองไทยครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับนานาชาติ รวม 25 ประเทศทั่วโลก(นำเสนอพืชในท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ) ภายใต้โครงการ Botanical Art Worldwide 2018 โดยมี American Society for Botanical Artists (ASBA) เป็นผู้เสนอแนวความคิดดังกล่าวเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ที่ต้องการผลักดันให้ประชาคมโลกได้รู้จักและเห็นคุณค่าของพืชพรรณพื้นเมืองที่มีความสัมพันธ์กันทั้งทางพันธุกรรมและขอบเขตการกระจายพันธุ์

นิทรรศการครั้งนี้จะมีการจัดแสดงภาพวาดทางพฤกษศาสตร์พืชพื้นเมืองไทยจํานวน 69 ภาพโดยศิลปินไทย 52 ท่านจากทั่วประเทศ โดยมีภาพเด่นคือผลงานของพันธ์ุศักดิ์ จักกะพาก ทั้งภาพดอกบัวที่วาดใหม่และสวยเหมือนมีชีวิต และดอกมหาพรหม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาวาดดอกไม้ชนิดนี้ สูจิบัตรรวมภาพวาดที่จัดแสดงและภาพวาดบางส่วนจากประเทศต่างๆ มีปกสองแบบให้เลือกและมีจําหน่ายภายในงานราคาเล่มละ 500 บาท เป็นหนังสือที่น่าสะสมมาก

สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์

ระยะเวลาจัดแสดงวันที่ : 15 พฤษภาคม – 27 พฤษภาคม 2561 (หอศิลป์ปิดทุกวันจันทร์)
สถานที่: ผนังโค้งชั้น 3-5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

www.facebook.com/SciArtNetwork

www.sc.mahidol.ac.th/scpl/SciArtNetwork/

Related Post

ART in THE SKY!!! สร้างวิมานศิลป์ในอากาศ

ฟาร์มกรุ๊ป (Farmgroup) เนรมิตงานแสดงศิลปะในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ โฮเทล อาร์ท แฟร์ แบงคอก 2018 (Hotel Art Fair Bangkok 2018) ให้คนรักศิลปะได้เสพงานศิลป์ในโรงแรม ปัจจุบันดำเนินมาเป็นครั้งที่ โดยงานแสดงศิลปะดังกล่าวได้แนะนำศิลปินหน้าใหม่ให้เป็นที่รู้จัก และช่วยสนับสนุนศิลปินไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างมาก โดยงาน โฮเทล อาร์ท แฟร์ แบงคอก ครั้งที่ 5 นี้จัดที่ โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok สุขุมวิท 39 ด้วยคอนเซปต์ ‘ART in THE SKY’ ได้รับการตอบรับจาก แกลเลอรี่ชั้นนำจากญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และแกลเลอรี่ชั้นนำจากประเทศไทย  อีกทั้งยังมีศิลปินระดับนานาชาติที่นำผลงานมาจัดแสดง นำโดย โจแอน คอเนลลา วาสเกซ (Joan Cornellà Vázquez) ศิลปินภาพประกอบ (illustrator) ชื่อดังชาวสเปน และ  มานาบุ โคงะ (Manabu Koga) นักถ่ายภาพและวีดีโอใต้น้ำชาวญี่ปุ่น
 
สำหรับนักสะสมงานศิลปะและผู้ชื่นชอบเสพงานศิลป์ สามารถพบกับมาสเตอร์พีซจากแกลเลอรี่ดัง กว่า 30 แกลเลอรี่ชั้นนำได้ในงาน “Hotel Art Fair Bangkok 2018”  ระหว่างวันที่ 9-10 มิถุนายน 2561 ตั้งแต่เวลา 11:00  23:00 . (พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ มิถุนายน 2561) ณ โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok สุขุมวิท 39

Related Post

Natee Utarit : Optimism is ridiculous

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแบรนด์ดังจากทั่วโลก อย่างแพนดอร่า (Pandora) มารีเมกโกะ (Marimekko) แคธ คิดส์ตัน (Cath Kidston) และโจนาธาน แอดเลอร์ (Jonathan Adler) ร่วมกับริชาร์ต โคห์ ไฟน์อาร์ต (Richard Koh Fine Art) ประเทศสิงคโปร์ จัดงานเปิดตัวหนังสือ “Natee Utarit: Optimism is ridiculous”

หนังสือรวบรวมบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านศิลปะและการสำรวจผลงานจากภาพเขียนของ นที อุตฤทธิ์ จิตรกรไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากผลงานที่มีชื่อว่า Optimism is ridiculous ผ่านมุมมองและฝีมือการเขียนของนักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์และนักเขียนชื่อดังชาวอิตาลี ดีมีทริโอ ปาปาโรนี่ (Demetrio Paparoni)

ภายในงานจะมีการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ และรายได้จากการจำหน่าย โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่มูลนิธิ Project Love Asia Foundation เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้และด้อยโอกาสชาวเอเชีย ทั้งนี้ ภายในงานยังได้นำผลงานศิลปะ จำนวน 3 ชิ้น มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเมืองไทยให้ผู้ร่วมงานได้ชมอย่างใกล้ชิด  พร้อมพบปะพูดคุยกับนที อุตฤทธิ์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ที่ล้ง 1919

Demetrio Paparoni นักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์ และนักเขียนชาวอิตาลี ซึ่งบอกเล่าเกียวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

“หนังสือเล่มนี้ ได้ทำการสำรวจผลงานของ นที อุตฤทธิ์ ในชุด Optimism is ridiculous ที่เริ่มสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่ปี 2012 อันประกอบไปด้วยซีรี่ส์ภาพที่ชื่อว่า Faith Means Not Wanting to Know What is True, The Confession, The Altarpieces และ Memento Mori องค์ประกอบหลักของภาพวาดชุดนี้ ได้แก่ เรื่องราวสุนทรียศาสตร์ ชีวิต วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และการวาดภาพพอร์เทรท (Portrait) สะท้อนงานศิลปะตะวันตก (Western art) ช่วงศตวรรษที่ 15 – 19 ผ่านความเชื่อแบบวัฒนธรรมตะวันออก อันเป็นรากเหง้าและต้นกำเนิดของตัวศิลปิน จึงเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม (Own culture) สัญลักษณ์ของความทันสมัย (Icons of modernism) และความร่วมสมัย (Contemporary) ซึ่งได้รับการถ่ายทอดออกมาในรูปของวัตถุ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ ภายในหนังสือ ยังมีการอ้างอิงและยกตัวอย่างศิลปะตะวันตกในยุคดังกล่าว เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างถ่องแท้อีกด้วย”

ภายในงานมีผู้รักงานศิลปะจากหลากหลายแวดวงมาร่วมชมภาพ “L’enfer, c’est les autres” (Hell is other people) 1 ใน 12 ภาพผลงานชุด The Altarpieces ซึ่งได้นำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลลอรี่ชั้นนำต่าง ๆ มาแล้วหลายประเทศ รวมถึงอีก 2 ภาพ ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ได้แก่ ผลงานที่ชื่อว่า “Fallen Devil” ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าลินิน ขนาด 90×80 ซม. และ “Death contemplation/red velvet” ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 69.5×132 ซม. พร้อมเผยถึงคุณค่าของงานศิลปะ และสิ่งที่ได้รับจากการเสพงานศิลป์ในแต่ละแง่มุม

 

Related Post

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

Edward, Duke of Windsor

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพระราชาตกหลุมรักกับหญิงสาวสามัญชน แน่นอนว่าเรื่องราวคงจะจบไม่สวยงามเหมือนในนิทานประโลมโลกสวยที่เราใช้เล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนเสมอไป เพราะโลกความจริงมักจะโหดร้ายกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ที่ถูกเลี้ยงมาให้วิ่งเล่นบนทุ่งดอกลาเวนเดอร์และขี่ยูนิคอร์นไปโรงเรียน อย่างกรณีความรักสุดอื้อฉาวระหว่างกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระราชาแห่งสหราชอาณาจักร กับหญิงสามัญชนแม่ม่ายชาวอเมริกันนาม Wallis Warfield Simpson ที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว 2 ครั้ง เธอได้กลายมาเป็นดัชเชสแห่งวินเซอร์ในเวลาต่อมา เรื่องราวความรักครั้งนี้นับเป็นบาดแผลสุดฉกรรจ์ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงเวลานั้น ทั้งคู่เลือกย้ายออกจากประเทศอังกฤษ โดยตัดขาดและสละราชบัลลังก์ อันหมายถึงการละทิ้งภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำแห่งราชวงศ์อังกฤษ สองสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงตัวเอ็ดเวิร์ดไว้กับราชวงศ์อังกฤษนั้นได้แก่ เงินเดือนในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ และตู้ฉลองพระองค์อันเรียบง่ายแต่สง่างามนั่นเอง

ก่อนจะพบกับม่ายสาววอลลิส เอ็ดเวิร์ดเติบโตขึ้นมาในสังคมชั้นสูง เขาซึมซับวิถีการปฏิบัติตัวของชนชั้นสูงแบบราชวงศ์เข้ามาในสายเลือด นั่นหมายถึงการเรียนรู้กฎเหล็กทุกอย่างที่มีบัญญัติไว้ในทุกอากัปกิริยาการขยับตัวราวกับคัมภีร์สมุดหน้าเหลือง ไล่เรียงมาตั้งแต่วิถีการปฏิบัติตน มารยาท รวมไปถึงการแต่งกาย ที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดตั้งแต่สมัยยุควิคตอเรียน กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์จะได้เรียนรู้และรับคำแนะนำอย่างละเอียดในการเลือกเครื่องแต่งพระวรกายให้เหมาะสมกับทุกโอกาส ซึ่งฉลองพระองค์ชุดต่างๆนั้นจะไม่ได้เพียงแต่สำแดงซึ่งอำนาจบารมี และถ่ายทอดธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดถูกอกถูกใจชาวอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่มันคือการสร้างภาพลักษณ์และต้นแบบที่ ’ถูกต้อง’ ของแฟชั่นให้กับสุภาพบุรุษทั่วโลก เช่น ลุค ‘Evening Dress’ เอ็ดเวิร์ดเลือกสวมทักซิโดแบบกระดุม 2 แถว และมักเลือกใช้สีมิดไนท์ บลู จับคู่กับรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาล และบ่อยครั้งที่เราจะเห็นเอ็ดเวิร์ดในแจ๊กเก็ตสีเทาชอล์กลายทาร์ทัน ซึ่งก็กลายเป็นสีและลายที่เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและคนทั่วไปในเวลาต่อมา และสำหรับใครที่เกิดทันในช่วงยุคปลายศตวรรษที่ 18 (ลองไปคุยกับคุณทวดหรือคุณปู่ที่อายุยืนๆดูก็ได้ คงจะสนุกน่าดู) ก็คงจะรู้ดีว่ากษัตริย์เอ็ดเวิร์ดคือสไตล์ไอคอนแห่งยุคนั้นจริงๆ ใครจะรู้ว่าสเวตเตอร์ ‘Fair Isle’ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเกาะแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์อันมีลวดลายถักพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้ถูกเอ็ดเวิร์ดเลือกมาสวมใส่ในช่วงวันหยุดพักผ่อน ก่อนจะกลายมาเป็นที่นิยมระเบิดไปทั่วโลกจนตราบถึงปัจจุบัน ซึ่งสไตล์อันโดดเด่นนี้ก็ยังติดตัวเขาเป็นภาพจำ แม้ว่าเขาจะสละราชบัลลังก์ไปเป็นสามัญชนแล้วก็ตาม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขานั้นก็ถือว่าเป็นสไตล์ไอคอนต้นแบบ และเป็นผู้เซ็ตมาตรฐานการแต่งกายแบบ ‘สุภาพบุรุษ’ ที่แท้จริงให้กับเหล่าสุภาพบุรุษทั่วโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย

หลังจากตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์และใช้ชีวิตร่วมกับม่ายสาววอลลิส พวกเขาเลือกเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่อยู่อาศัย โดยยังไม่ทิ้งคราบการใช้ชิวิตแบบสุดโต่ง หรูหราและฟุ่มเฟือย แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดานักข่าวที่ต้องการขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของเขานั้นก็ยังตามตอแยเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องราวชีวิตสุดเมโลดราม่าแบบนี้ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องบนหน้าหนังสือพิมพ์ซุบซิบทั้งในและนอกประเทศ ดังนั้น ภาพต่างๆที่ช่างภาพแอบถ่ายมานั้นก็พิสูจน์ให้โลกรู้ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเอ็ดเวิร์ดสามัญชนคนธรรมดา ไม่ใช่กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ แต่เขาก็เป็น ‘The King of His Own Style’ เสมอมาแบบไร้ข้อกังขา

Related Post