เปิดตัวโอเอซิสแห่งใหม่ที่ทั้งสุขสงบและหรูหราใจกลางกรุงกับ Park Hyatt Bangkok ณ เซ็นทรัล เอมบาสซี

Elegance in Details

เพราะเบื้องต้นนั้นแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลกเป็นโรงแรมที่เกิดขึ้นพร้อมจุดประสงค์อันชัดเจน ‘We care for people, so they can be at their best.’ คือ เป็นการสร้างโรงแรมโดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าจะดึงส่วนที่ดีที่สุดของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมออกมา เพื่อทำโปรเจ็กต์และเซอร์วิสที่ดีที่สุด ร่วมกัน และเมื่อผมมาเห็นผลลัพธ์กับตา ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ

ตัวอาคารของโรงแรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตึกเซ็นทรัล เอมบาสซีออกแบบคอนเซ็ปต์โดย Amanda Levete (อแมนด้า เลเว็ต) แห่ง AL_A  สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมชื่อดังแห่งลอนดอน ที่ผิวอาคารด้านนอกได้แรงบันดาลใจมาจากการทำแพทเทิร์นที่เห็นบ่อยในประเพณีวัฒนธรรมไทยนำมาตีความออกมาเป็นกระเบื้องอลูมิเนียมเล่นเงา เป็นโมดุลที่ แตกต่างกัน มาเรียงซ้อนกันให้เกิดระนาบที่น่าสนใจ เมื่อผิวอาคารมีแสงมากระทบจะเห็นประกายแสงสะท้อนเหมือน Moire Effect คล้ายสิ่งทอ  ที่เหลือบเป็นลาย สิ่งนี้น่าสนใจมาก เพราะการเรียงซ้อนแบบนี้ต้องอาศัยความแม่นยำของคอมพิวเตอร์มาช่วย ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบ  ความเป็นไทยผ่านการตีความแบบโมเดิร์นได้ลงตัวทีเดียวครับ

ในส่วนของการตกแต่งภายในนั้นหลักๆออกแบบโดย Yabu Pushelberg บริษัทออกแบบตกแต่งจากนิวยอร์ก ซึ่งเคยออกแบบคอนเซ็ปต์ สโตร์ Siwilai ที่เซ็นทรัล เอมบาสซีมาแล้ว และได้รับความไว้วางใจให้มาร่วมออกแบบให้กับโรงแรมอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีบริษัท AvroKO เข้ามาร่วมออกแบบ Penthouse Bar & Grill บนพื้นที่สามชั้นบนสุดของโรงแรมอีกด้วย แม้ว่า Park Hyatt Bangkok จะไม่ใช่โรงแรมในเครือแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็เป็นที่จับตามองกันเยอะพอควรครับ เพราะเป็น Park Hyatt ที่น่าจะโด่งดังไม่แพ้ Park Hyatt New York เลยทีเดียว

การตีความออกแบบตกแต่งภายในจากคอนเซ็ปต์ ‘Tranquil Oasis’ นั้นทำได้น่าสนใจ เพราะมีการใช้สีของไม้และหินเป็นหลัก นอกจากนั้น ยังมีการผสมผสานเรื่องงานคราฟต์เข้ามา มีการแกะสลักที่ดูไทยแต่โมเดิร์น มากๆกระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรม จะเห็นได้ชัดว่านี่คือการเพิ่มชีวิตให้กับการออกแบบสไตล์มินิมอลด้วยงานคราฟต์ ออกมาเป็นโมเดิร์นแบบไทย ซึ่งส่วนตัวผมชอบมาก เพราะไม่ยึดติดกับความเป็นไทยแบบดั้งเดิมจนอาจจะดูล้าสมัย แต่ก็ยังได้กลิ่นอายของความเป็นไทยอยู่ดี

ส่วนตัววัสดุวีเนียร์สีไซคามอร์ (Sycamore Veneer) ที่เขาใช้นั้นนำเข้าจากประเทศอิตาลี ไม่เคยมีใช้ในประเทศไทยมาก่อน เป็นโทนสีที่สวยและอบอุ่นมาก ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้พักอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ที่โรงแรม เพราะเขาต้องการให้โรงแรมอบอุ่นและน่าเข้าหา ไม่ใช่ยิ่งใหญ่และหรูหราเพียงอย่างเดียว เขาจึงเลือกใช้วัสดุไม้และหิน ซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านและความอบอุ่นภายใน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง นอกจากนั้น วัสดุฮาร์ดแวร์อย่างมือจับประตูต่างๆใช้สีดำ ซึ่งตัดกับอินทีเรียที่เป็นไม้ ดูลงตัวอบอุ่นมากครับ

จุดเด่นอีกประการหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้เห็นจะเป็นงานศิลปะต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรม ชิ้นที่ผมประทับใจมากได้แก่ภาพถ่าย Bangkok VII (2011) ของ Andreas Gursky (แอนเดรียส เกอร์สกี้) ที่ติดตั้งอยู่บริเวณชั้นเก้า เป็นรูปถ่ายแม่น้ำเจ้าพระยาขาวดำ ซึ่งผมมองว่าภาพนี้เป็นตัวแทนของกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี ช่างภาพสามารถพูดถึงอะไรต่างๆในกรุงเทพฯ ผ่านภาพถ่ายที่ไม่จำเป็นต้องแสดงด้านสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่กลับให้ความรู้สึกสวยงามได้จริงๆ ซึ่งการเลือกชิ้นงานศิลปะนี้ยังได้บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง DCA Art Consultant เข้ามาช่วยด้วยนะครับ จึงมั่นใจได้เลยว่าแต่ละชิ้นถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันจริงๆ

นอกจากนั้นบนชั้นสิบ บริเวณด้านนอกก็มีประติมากรรมของ Zhan Wang ที่ชื่อว่า Artificial Rock No. 129 ที่มาเพิ่มทั้งความโมเดิร์นและอบอุ่นให้กับพื้นที่โดยรวมเป็นอย่างมาก ในส่วนของศิลปินไทยก็ปรากฏงานของสมบูรณ์ หอมเทียนทอง ชาติชาย ปุยเปีย และคามิน เลิศชัยประเสริฐด้วยครับ ถือว่าเป็นการผสมผสานได้อย่างมีรสนิยมและลงตัวเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ได้เข้าพักใน Park Hyatt Bangkok ด้วยตัวเองมาแล้ว ผมกล้าพูดเลยครับว่า ในตอนนี้ผมสามารถแนะนำให้ลูกค้าต่างประเทศและเพื่อนฝูงกลุ่มวงการดีไซน์ต่างๆได้อย่างไม่อายแล้วว่า ในกรุงเทพฯ เมืองที่ผมอาศัยอยู่นี้นอกเหนือจากโรงแรมชั้นนำอย่าง Mandarin Oriental, The Sukhothai และ The Okura Prestige นี้แล้ว ก็มีโรงแรม Park Hyatt Bangkok ที่ผมสามารถแนะนำให้ทุกคนมาพักได้โดยสะดวกใจแล้วครับ

Related Post

โรลส์-รอยซ์ Phantom V คันพิเศษที่จอห์น เลนนอนได้ตกแต่งตามสไตล์ร็อกเกอร์ขนานแท้

โรลส์-รอยซ์ ประกาศฉลองครบรอบ 50 ปี อัลบั้ม “เซอร์เจียนต์ เปปเปอส์ โลนลี ฮาตส์ คลับ แบนด์ (Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band)” แห่งวงเดอะ บีเทิลส์ กำหนดจัดแสดงรถยนต์รุ่น Phantom V สีสันสดใสที่ศิลปินก้องโลกแห่งตำนาน จอห์น เลนนอน เคยใช้ขับขี่ไปยังบ้านพักในกรุงลอนดอน เพื่อให้สาธารณชนได้ร่วมยลโฉมรถยนต์แห่งประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม 2 สิงหาคม 2560

ปัจจุบัน รถยนต์ Phantom V เป็นกรรมสิทธิ์ของพิพิธภัณฑ์ Royal British Columbia Museum ในประเทศแคนาดา โดย Phantom V จะเดินทางจากแคนาดามายังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมจัดแสดงในงานแสดงสุดยอดยานยนต์ในตำนาน “The Great Eight Phantoms” ของ โรลส์-รอยซ์ ที่บอนแฮมส์ บนถนนบอนด์สตรีท ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองที่ศิลปินชื่อดัง จอห์น เลนนอน มักใช้รถยนต์คันนี้ขับไปเยือนอยู่เสมอในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960

เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว ที่วงเดอะ บีเทิลส์ ซึ่งมี จอห์น เลนนอน เป็นสมาชิกก่อตั้งวงมีเพลงฮิตติดชาร์ตมากมาย อาทิ I Saw Her Standing There, Can’t Buy Me Love, A Hard Day’s Night, All My Loving, I Should Have Known Better และ I Feel Fine

ในวันที่ 3 มิถุนายน 1965 วันเดียวกับที่ เอ็ดเวิร์ด เอช. ไวท์ เดินทางไปกับกระสวยอวกาศโครงการเจมินี 4 (Gemini 4) และได้เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้เดินทางในอวกาศ แต่ จอห์น เลนนอน ได้รับสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่า นั่นคือรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ รุ่น Phantom V ในสีวาเลนไทน์แบล็ค (Valentine Black) ซึ่งต่อมา เขากล่าวว่า เขาต้องการเป็นมหาเศรษฐีแบบหลุดโลกอยู่เสมอ และรถยนต์แฟนธอมคือก้าวสำคัญที่จะทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง

เลนนอนได้ทำการตกแต่งรถยนต์ Phantom V ใหม่ให้เป็นสไตล์นักร้องเพลงร็อกขนานแท้ โดยปรับเบาะหลังใหม่ให้เป็นเบาะนอนแบบดับเบิลเบด พร้อมติดตั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบแนวตั้งและระบบเสียงที่สั่งผลิตพิเศษ (รวมถึงเครื่องกระจายเสียงด้านนอกตัวรถ)

Related Post

หนึ่ง – สุริยน ศรีอรทัยกุล กับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับระดับประเทศ

Thailand as World’s Jewelry Hub

วันที่ลอปติมัมได้มีโอกาสสัมภาษณ์หนึ่ง – สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ Beauty Gems กลุ่มธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่อันดับต้นๆของประเทศไทย เราอดประทับใจกับท่าที
อันอ่อนโยน สุภาพ สุขุม ในตัวผู้ชายรูปร่างสันทัดคนนี้ไม่ได้ หนึ่งแต่งตัวเต็มยศด้วยสูทเนื้อผ้าดี ท่าทางการเดินสง่างาม น้ำเสียงทุ้มต่ำมีกังวานแห่งความใจดีแฝงอยู่ และเมื่อเราลงนั่งสัมภาษณ์เขาถึงเรื่องราวธุรกิจอัญมณี เราก็เข้าใจเลยว่า เหตุใดกิริยาของหนึ่งจึงนุ่มนวลจับใจเราได้เช่นนั้น “ผมอยู่กับงานสวยงามครับ งานอัญมณีถือเป็นงานที่ละเอียด คนไทยทำอัญมณีได้ดี เราเก่งไม่แพ้ใครในโลก เพราะคนไทยเราใจเย็น ดูจากงานแกะสลักผักผลไม้ แกะแตงโม งานขบวนแห่บุปผชาติต่างๆ หรือแม้แต่ชุดประจำชาติ จะเห็นได้เลยว่า 
ฝีมือของเราจะโดดเด่นกว่าคนอื่นแบบเห็นได้ชัดเลยครับ” หนึ่งเล่าให้เราฟังว่า เขารับช่วงกิจการของครอบครัวมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว “ถ้าเป็นกิจการที่ชื่อว่า Beauty Gems นี้ ผู้ก่อตั้งจะคือคุณลุง คุณพ่อ และคุณแม่ของผม ส่วนก่อนหน้านั้นเป็นร้านของคุณปู่กับคุณย่าที่เปิดอยู่ที่ถนนเจริญกรุง ถ้าจะให้นับย้อนไปถึง
ยุคนั้น เราก็เปิดมาได้ 77 ปีแล้วครับ แต่ถ้าเป็นแบรนด์ Beauty Gems อย่างเดียว ก็มีอายุ 53 ปี คือคุณพ่อกับคุณแม่ท่านเปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1964 ช่วงนั้นก็เป็นทำส่ง ซื้อมาขายไป จนกระทั่งปีที่ผมเกิด คือค.ศ. 1973 ท่านก็คิดตั้งเป็นโรงงานขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะเห็นว่าคนไทยมีฝีมือจริงๆ จากหน้าร้าน BeautyGems บนถนนเจริญกรุง ก็กลายมาเป็น Beauty Gems Factory ที่เน้นการผลิตอัญมณีคุณภาพสูงเพื่อส่งออกโดยเฉพาะครับ” เขาเล่าดวยสีหน้าและแววตาเปี่ยมสุข เรามองออกได้ไม่ยากเลยว่าเขาชื่นชมคุณพ่อและคุณแม่ที่แผ้วถางกิจการนี้มาจากหัวใจจริงๆ “ต้องนึกภาพนะครับว่าในยุคนั้น ประเทศไทยมีประชากรแค่ 15 ล้านคนเท่านั้น ถนนสายเศรษฐกิจมีแค่เจริญกรุงกับเยาวราช ครอบครัวเราก่อตั้งโรงงานมีพนักงานประมาณ 60 – 70 คน ถือว่าเป็นโรงงานเล็กๆ เท่านั้น หลังจากตั้งโรงงาน ก็ต้องมีแผนกอื่นเพิ่มเติม คือ เราทำโรงงานเพชรพลอย ก็จะมีเรื่องของทองคำ เรื่องเศษทองคำที่เหลือจากการผลิต อะไรพวกนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ก่อตั้งโรงงานทองคำตามมาครับ ก็ค่อยๆขยายไปเรื่อยๆครับ”ในช่วงต้นๆของธุรกิจ เป็นโชคดีของบริษัทที่คุณพ่อและคุณลุงของเขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ Beauty Gems จึงได้มีโอกาสไปเปิดตลาดที่ประเทศญี่ปุ่น “ตอนที่ตั้งโรงงานอย่างเป็นทางการ คุณพ่อเล็งเห็นแล้วว่าศักยภาพตลาดอัญมณีไทยน่าจะขายได้ ตอนนั้นศักยภาพของลูกค้าญี่ปุ่นรุ่นแรกๆคือมาดามของบริษัทรถยนต์ที่มาพักโรงแรมโอเรียนทอลในยุคนั้น และอาศัยการบอกเล่าแบบปากต่อปาก ตลาดบูมมากในตอนนั้น ทุกคนอยากจะเก็บชิ้นงาน Made in Thailand ไว้ในคอลเลกชั่นกันหมด ถือว่าเป็นโชคดีจริงๆที่เราสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ จึงได้มีโอกาสเปิดตลาดที่ถือว่าเปิดยากได้สำเร็จลูกค้าทั้งหมดในตอนนั้นยังคงเป็นลูกค้าของเรามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะคนญี่ปุ่นเขาภักดีต่อแบรนด์สูงมาก สำหรับพวกเขาแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งรุ่นคุณพ่อเริ่มต้นไว้ได้ดีมากครับ เรากลับมาสานต่อจึงไม่มีปัญหาอะไรมาก”ในเมื่อสามารถทำตลาดฝั่งญี่ปุ่นได้แล้ว หนึ่งและพี่ชายที่กลับมาสานต่อกิจการของครอบครัวในช่วงราวๆปีค.ศ. 1995 ก็ตัดสินใจบุกตลาดฝั่งอเมริกาอย่างจริงจัง เนื่องจากทั้งคู่เรียนต่อที่นั่น และเข้าใจวัฒนธรรมและลักษณะนิสัยของลูกค้าอยู่ไม่น้อย สองพี่น้องจึงขยายฐานการผลิต เพิ่มจำนวนพนักงาน เพิ่มคนงานต่างๆด้วยความต้องการที่จะให้อัญมณีไทยกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศไทย “ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว เมื่อ 30 – 40 ปีที่แล้ว อุตสาหกรรมอัญมณีก็ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศอยู่แล้ว แต่ผมพยายามผลักดันให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน ตลาดอเมริกาได้กลายเป็นตลาดหลักของเรา แซงญี่ปุ่นไปแล้ว โดยยอดของอเมริกาอยู่ที่ 40% ในขณะที่ญี่ปุ่น
อยู่ที่ 20%” หนึ่งเล่าด้วยน้ำเสียงแฝงความภูมิใจ แต่ไร้อาการอวดโอ่ “แต่สำหรับส่วนตัวของผม ใจผมรักตลาดในประเทศ เพราะ Beauty Gems ไม่เคยลงตลาดในประเทศเลย ทุกคนรู้ว่าเราเป็นโรงงาน
ผลิตให้แบรนด์เนมเพื่อส่งออก เราก็อยู่ของเราเงียบๆเป็น OEM ให้กับแบรนด์ดังๆไป คุณแม่ก็บอกว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนะ เพราะถ้าลูกทำรีเทลด้วย ลูกจะเหนื่อยนะ ต้องมีคุย มีบริการ แต่คุณแม่ก็ห้ามไม่อยู่หรอกครับ ใจผมรักทางนี้ ผมคิดว่า ถ้าเราเป็นผู้ส่งออกอัญมณีระดับต้นๆของโลก แต่ในเมืองไทยกลับไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างแต่รู้จักกันในวงแคบๆ แวดวงนักธุรกิจเท่านั้น ผมก็เสียดายนะครับ น่าเสียดายจริงๆ”

ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากให้ของดีๆสวยๆฝีมือของคนไทยอยู่ในประเทศ ทำให้หนึ่งตัดสินใจบุกตลาดภายในประเทศ มีร้านรีเทล จัดงานอีเว้นต์ของบริษัทประจำปี ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น ‘ครัวของโลก’ ในธุรกิจการผลิตอัญมณี “ยอดส่งออกของอัญมณีแซงข้าวไปแล้วนะครับ เราเป็นอุตสาหกรรมในห้องแอร์ ตอนนี้ยอดภายในประเทศก็อยู่ที่ 5% ของรายได้บริษัท จริงๆแล้วตลาดในประเทศโตขึ้นเรื่อยๆในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ยอดยังอยู่เท่านั้น เพราะตลาดฝั่งส่งออกโตตามขึ้นไปด้วย ถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียว เพราะถือว่าเป็นสินค้าประเภทที่คนไทยสนับสนุนแบรนด์ไทย ซึ่งก็เป็นเพียงหนึ่ง
ในสินค้าไม่กี่ประเภทเท่านั้นนะครับ”

หนึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการทำงานมาจากคุณพ่อและคุณแม่ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอัญมณีทั้งคู่ ทั้งครอบครัวผลักดันหลายเรื่องผ่านสภาอุตสาหกรรม เพื่อเอื้อให้เกิดการตั้งโรงงานอัญมณีในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด “ผมไม่คิดว่าเป็นการแย่งตลาดครับ” หนึ่งตอบเมื่อเราถามถึงสถานการณ์ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย “เพราะเราตั้งใจจะผลักดันให้ประเทศเราเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีของโลก ดีกว่าให้เขาไปตั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราครับ บ้านเรายังเป็นแค่ 2% ของยอดขายอัญมณีทั่วโลกครับ ผมสนับสนุนให้ทุกคนมาเปิดโรงงานในประเทศ ตราบใดที่ไม่แย่งคนงานกันครับ” แต่เงื่อนไขนั้นฟังดูยากทีเดียวสำหรับคนนอกวงการอย่างพวกเรา “จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการแย่งคนงานกันครับ เพราะในบรรดาโรงงานไทยด้วยกันเอง เราคุยกันชัดเจนว่าอย่าแย่งคนกัน ให้ผลิตคนเพิ่ม ส่วนบริษัทต่างชาติที่เข้ามา เขาก็ค่อยๆเรียนรู้ว่าอย่าดึงตัวใคร เพราะวงการนี้แคบ รู้จักกันหมด แต่ให้สนับสนุนการสร้างคนร่วมกันมากกว่า ซึ่งพอเราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะช่วยกันผลักดันให้เมืองไทยกลายเป็นฐานผลิตอัญมณีของ
ทุกแบรนด์ สถานการณ์ก็ดีขึ้น เราอยากจะให้ฐานการผลิตอัญมณีคงอยู่ในประเทศของเราไปจน
ตราบชั่วลูกชั่วหลานครับ”หนึ่งเน้นย้ำเสมอว่าจุดเด่นของประเทศไทยคือแรงงานฝีมือจัดจ้าน ทำงานละเอียดประณีตได้กว่าชาติอื่นแบบเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนจะขาดไปคือความสามารถในการมองภาพรวม “บอกเลยครับว่า ประเทศที่ผลิตอัญมณีได้ดีจะมีประเพณีและประวัติศาสตร์ยาวนาน อย่างประเทศไทยและอิตาลี ส่วนฮ่องกงนั้นได้เรื่องนวัตกรรม และความแปลกใหม่ แต่ฝีมือทางการช่างแพ้เรากับอิตาลีหลุดลุ่ยเลยครับ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าต่างชาติเขามีเทคนิคในการออกแบบ

<<ยอดส่งออกของอัญมณีแซงข้าวไปแล้วนะครับ เราเป็นอุตสาหกรรมในห้องแอร์ตอนนี้ยอดภายในประเทศก็อยู่ที่ 5% ของรายได้บริษัท>>

เป็นแพทเทิร์น 
เมื่อรวมกับการศึกษาที่สอนให้พวกเขาทำงานเป็นทีม 
พวกเขาจะมองภาพรวมได้เก่งกว่าช่างไทยที่มักจะเก่งอยู่คนเดียว ดังนั้น เมื่อเรานำเข้าทีมดีไซเนอร์ของแบรนด์มาจากต่างประเทศ ที่เขาส่งมาไกด์ เราต้องยอมรับเลยว่า เราทำได้ดีจริงๆเมื่อมีคนมาไกด์ ถ้าไม่มีใครไกด์ เราก็ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อเรายอมรับตรงจุดนี้ได้ เราก็ทำงานร่วมกันได้ดี ผลงานออกมาดีจริงๆ วิน-วินทั้งสองฝ่ายครับ”

ก้าวต่อไปในวงการของหนึ่งคือ มองหาทีมงาน
ที่จะมาทำแบรนด์รีเทลอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ถ้าถามว่าสินค้าเราจะสามารถต่อยอดเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับสูงเหมือนกับลูกค้าเราในปัจจุบันได้ไหม เป็นได้ครับ 
ผมต้องการทีมงานที่มาควบคุมแบรนด์ คุมบรรจุภัณฑ์ คุมบรรยากาศในร้าน ส่วนผมก็รับหน้าที่ควบคุม
การดีไซน์ และการผลิตให้ ถ้ามีทีมงานแบบนั้นสักสิบทีม เปิดสิบสาขา เราก็เป็นแบรนด์ระดับโลกได้แล้วครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยหลักคือจิตวิญญาณของคนทำงาน ความเป็นมืออาชีพ เราต้องเป็นมืออาชีพ รวมกันเป็นทีมหลักสิบคน มีทีมย่อยอีกสิบคน ช่วยกันออกคอลเลกชั่น
อย่างต่อเนื่อง เท่านี้ก็เป็นแบรนด์ที่ดีแล้วครับ ก็รอทีมงานแบบนั้นอยู่” หนึ่งพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ เรามองออกว่าเขาตั้งใจจริงกับแนวคิดนี้ เพียงแค่ต้องการทีมที่มีวิสัยทัศน์ใกล้เคียงกัน สามารถคิดงานและนำเสนอโครงการ
ได้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมาผ่อนงานจำนวนมหาศาลที่เขาถืออยู่ได้ “หลังจากผลักดันให้อัญมณี
หลุดพ้นจากการตีตราว่าเป็น ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’ แล้ว 
ก้าวต่อไปคือ ผมอยากจะผลักดันภาคการท่องเที่ยว ให้การท่องเที่ยวเข้าใจว่าเมื่อนักท่องเที่ยวมาเมืองไทย นอกจากจะดูวัดวาอาราม น้ำทะเล ภูเขาแล้ว ให้นึกถึงอัญมณีเป็นสินค้าที่จะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน เหมือนกับที่เราไปซื้อน้ำหอม ซื้อกระเป๋าที่ฝรั่งเศส ไปแช่ออนเซนที่ประเทศญี่ปุ่น อยากให้ประเทศไทยเป็น Land of Jewel คำนวณง่ายๆว่า นักท่องเที่ยวเข้าเมืองไทยประมาณปีละสามสิบล้านคน ถ้าสุวรรณภูมิขยายเพิ่มอีกเฟส ก็จะเพิ่มจำนวนเป็นสี่สิบห้าล้านคน ขอเพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์จากจำนวนนั้นซื้ออัญมณี เราก็ผลิตไม่ทันแล้วครับ ขอให้ภาครัฐเข้าใจตรงนี้ เพิ่มสินค้าอัญมณีเข้าไปในการโปรโมทการท่องเที่ยวก็พอครับ”

เราจบการสัมภาษณ์หนึ่งด้วยความรู้สึกหลากหลายรวมกัน ทั้งประทับใจในความสุขุม อ่อนโยน ตื่นตะลึงในวิสัยทัศน์ และความรักที่เขามีต่ออาชีพ และทึ่งใน
แรงขับด้านบวกที่เขาส่งมาถึงทีมงานทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คุณสมบัติต่างๆเหล่านั้นทำให้เขานำพา Beauty Gems เข้าสู่ตลาดการแข่งขันเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

<<ผมอยู่กับงานสวยงามครับ งานอัญมณีถือเป็นงานที่ละเอียด คนไทยทำ
อัญมณีได้ดี เราเก่งไม่แพ้ใครในโลก เพราะคนไทยเราใจเย็น>>

Related Post

รู้จักกับไฟแช็กระดับไฮคลาส ที่ไม่ใช่เพียงแค่หยิบขึ้นมาจุดบุหรี่หมดแล้วก็ทิ้งไป

Art of flame

ทำความรู้จักกับ ‘ไฟแช็ก’ และประวัติศาสตร์ความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคต

<<ย้อนกลับไปสักสองทศวรรษที่แล้ว เมื่อครั้งที่บุหรี่ยังดูไม่เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างในปัจจุบัน ไม่มีป้ายหรือเครื่องหมายปิดประกาศห้ามสูบในที่สาธารณะ ตามสถานบันเทิง ร้านอาหาร และโรงแรมยังสามารถ
สูบบุหรี่ได้อย่างเสรี ช่วงเวลานั้นคือยุคทองของไฟแช็กหลายแบบหลายยี่ห้อ อาทิ S.T. Dupont (เอส.ที. ดูปองต์) Dunhill (ดันฮิลล์) Zippo (ซิปโป้) Ronson (รอนสัน) และ Vinci (วินชี่)>>

แต่ละแบรนด์ต่างก็ออกดีไซน์และการออกแบบที่สวยงามมาให้จับจองกันอยู่ตลอดเวลา บางแบรนด์
ถึงขั้นผลิตไฟแช็กทองคำแท้ออกมาเพื่อนักสะสมหรือคนกระเป๋าหนักโดยเฉพาะ ในยุคนั้น ไฟแช็กที่
แสนแพงเหล่านั้นไม่ได้ถูกเก็บใส่กล่องเพื่อการสะสมแบบในตอนนี้ แต่ถูกนำออกมาใช้งานให้เห็นกันละลานตามากทีเดียว

สำหรับไฟแช็กทั้ง 5 แบรนด์ที่กล่าวมานั้นต่างก็มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน S.T. Dupont จากประเทศฝรั่งเศสมีรุ่นคลาสสิกที่ใครต่อใครต่างชื่นชอบและถวิลหาที่จะได้ครอบครอง ซึ่งความคลาสสิกของรุ่นนี้ก็ได้แก่เสียงดัง ‘กริ๊ก’ ให้ได้ฟังกันทุกครั้งที่เปิดฝา และเจ้าเสียงนี้สามารถปรับให้ดังหรือเบาลงได้โดยการปรับแต่งน็อตแต่งเสียง เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ฮิตมากๆ ในขณะนั้น แต่ส่วนสำคัญของ S.T. Dupont นั้นไม่ได้มีเพียงเสียง แต่มีเรื่องของลวดลายที่แกะสลักเป็น
คอลเลกชั่นพิเศษ บางคอลเลกชั่นผลิตออกมาจำนวนน้อยและปัจจุบันมีราคาค่าตัวที่สูงมาก ถัดมาคือ Dunhill หนึ่งในไฟแช็กระดับตำนานจากเกาะอังกฤษ โด่งดังจากรุ่นที่ฝาปิดเป็นรูปทรงหัวรถจักรโบราณ และใช้น้ำมันในการจุดแทนแก๊ส ต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบแก๊ส และเปลี่ยนรูปทรงเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบมีฝาปิด แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่ารุ่นต้นตำรับ ซึ่งก็ทำให้ความนิยมของ Dunhill ลดลง แต่รุ่นต้นตำรับกลับมีราคาถีบตัวสูงขึ้นไปแทน ถัดมาคือ Zippo จากประเทศอเมริกาเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยังไม่ตายและได้รับความนิยมสูงสุด รูปทรงคลาสสิกเป็นสี่เหลี่ยมหัวมนหรือหัวตัด ใช้งานโดยการเปิดฝาและดึงไส้ออกมาเพื่อเติมน้ำมัน ดูแลรักษาได้ง่าย เป็นที่นิยมของนักสะสมไฟแช็กทั่วโลก แต่สิ่งสำคัญใน
การเล่น Zippo นั้นก็ต้องเลือกให้ถูกรุ่น ถูกคอลเลกชั่น ถูกปี เพราะรุ่นที่คนไม่นิยมราคาก็ดำดิ่งลงไปเหลือเพียงหลักร้อย แต่รุ่นที่คนนิยมนั้นออกจากร้านมาเพียงไม่กี่พัน แต่ราคาถีบตัวขึ้นไปประชันกับ Dunhill หรือ S.T. Dupont ได้เลย ส่วน Ronson จากประเทศอเมริกา เป็นแบรนด์เดียวที่ดังในรุ่นปุ่มกด โดยคุณไม่ต้องสไลด์ลูกกลิ้งหรือแกนหมุนเพื่อจุดไฟ จะใช้ระบบการจุดไฟคล้าย Zippo ไฟแช็กหลายรุ่นของ Ronson นั้นมีราคาค่าตัวที่สูงมาก และบางรุ่นผลิตจากทองคำแท้ แต่ในปัจจุบัน Ronson ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Zippo ไปตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 และเหลือเพียงผลิตภัณฑ์น้ำมันไฟแช็กสำหรับเติม ที่เป็นกระป๋องสีเหลืองตัดน้ำเงินให้คุณได้เห็นเท่านั้น และสุดท้ายคือ Vinci แบรนด์ไฟแช็กไฮเอนด์ที่พูดไปแล้วเด็กๆต้องงงกันแน่นอนเพราะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เลิกผลิตไปแล้ว แต่จริงๆนั้นมีศักดื์ศรีและชื่อชั้นไม่ต่างจาก S.T. Dupont หรือ Dunhill เลยแม้แต่น้อย บอดี้ของ Vinci มีทั้งทองเหลืองและชุบทอง แต่ช่องสำหรับเติมแก๊ส
มีรูปทรงที่แปลกไปสักเล็กน้อย หากใครพบเห็นตามท้องตลาดแล้วยังใช้ได้แนะนำว่าลองต่อราคาและนำมาเก็บไว้ในคอลเลกชั่นจะช่วยเติมเต็มความครบเครื่องเรื่องไฟแช็กให้คุณได้เป็นอย่างดี

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลในศิลปะของไฟแช็กและระบบกลไกที่น่าทึ่งนั้นละก็ การหาซื้อ
ไฟแช็กรุ่นวินเทจหรือรุ่นใหม่สำหรับแบรนด์ที่เรากล่าวไปไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาซื้อคือช่างซ่อมฝีมือดีที่คุณจะไว้ใจได้ ในปัจจุบันทั้งประเทศไทยและทั่วโลกนั้น ช่างซ่อมไฟแช็กก็ค่อยๆลดหายไปตามความนิยม บ้างก็เปลี่ยนไปซ่อมนาฬิกา บ้างก็เลิกกิจการ จึงทำให้ไฟแช็กในท้องตลาดหลายๆอันนั้น
มีสภาพที่ใช้งานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และหลายรุ่นในคอลเลกชั่นของนักสะสมก็ทำหน้าที่เพียงนอนอยู่ในกล่อง ไม่ได้ฉายเปลวไฟอันสวยงามออกมาให้เห็นอีกเลย และหากคุณมีไฟแช็กที่เราได้กล่าวไปอยู่ในมือ เราท้าให้คุณลองส่งให้เด็กรุ่นใหม่ๆยืมจุดดู พนันได้เลยว่า มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่จะจุดได้เลยโดยไม่ถามวิธีการใช้แน่ๆ และหากไฟแช็กราคาแสนแพงนั้นวางอยู่ที่ร้านขายของแบกะดินก็รับรองว่าคงมีน้อยคนนัก
ที่จะสนใจหรือไม่ก็อาจจะมองข้ามไปเลย และในอีก
ไม่ช้าคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ไฟแช็กสำหรับจุดเปลวไฟเหล่านั้นคงจะกลายเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากบทหนึ่งจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น เพราะไฟแช็กที่ราคาถูกเพียง 
10 และ 20 บาทกำลังครองตลาดและค่อยๆบดขยี้
ความสวยงามของงานศิลปะและสเน่ห์ในการจุดไฟ
ไปเรื่อยๆทีละนิดแล้ว

เราไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ!!!

 

Related Post

มาดูความเป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ที่จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ บนโลกของเรากัน

The Scientific Possibilities

ปีหลังๆ มานี่ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความรุนแรงของภัยพิบัติตามธรรมชาตินั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป (ก็โลกร้อนขึ้นนั่นล่ะ) สภาพอากาศแปรปรวนระดับที่ทะเลสาบชาด (Lake Chad) ในทวีปแอฟริกาลดขนาดลงถึง 95% ในช่วงปีค.ศ. 1963 – 1998 แม้จะมีคำปลอบประโลมว่าภาพถ่ายทางดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม (แต่เราก็อดถามไม่ได้ว่า จริงอ่ะ?) และพายุเฮอริเคน หรือพายุฤดูร้อนต่างๆ นั้นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นชนิดที่ทำให้รัฐทั้งรัฐกลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าได้ภายในพริบตา ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ภาวะวันสิ้นโลกแบบที่โนอาห์ต้องต่อเรือเพื่อความอยู่รอด หรือภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ก็คงจะอยู่ไม่เกินชั่วชีวิตเราแน่นอน

นอกเหนือไปจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและยาวนานขึ้นแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายด้านของมนุษย์ (โดยเฉพาะด้านชีววิทยา) เองก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ธรรมชาติปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดได้เช่นกัน ในความพยายามที่จะศึกษาและดัดแปลงพันธุกรรมของพืชและไวรัสต่างๆ เพื่อให้พืชผลิตผลได้ดีขึ้น และสัตว์ตอบสนองต่อไวรัสแตกต่างไป ซึ่งพื้นฐานของการศึกษาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจการเจริญเติบโตและการกลายพันธุ์ของไวรัสเพื่อหาหนทางที่จะรักษาโรคมะเร็ง โรคอีโบล่า และโรคอื่นๆ แต่ก็มีนักวิจัยหลายคนบอกว่า พวกเขากลัวว่าการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์แบบนี้นั้น หากนำไปใช้ผิดทาง อาจจะผลิตซูเปอร์ไวรัสที่ไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้น ภาวะซอมบี้บุกโลกแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์อย่าง 28 Days Later หรือ I Am Legend ก็อาจจะกลายมาเป็นจริงเข้าสักวัน

โอเค เรารู้ว่าคุณอาจจะคิดว่านั่นเป็นเพียงนิยายไซไฟแฟนตาซีเพ้อฝันไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่มีทางฟื้นจากความตายขึ้นมาได้ (อันนี้เป็นสัจธรรมของชีวิตแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้) แต่สารคดีที่ชื่อว่า The Truth Behind Zombies ที่ผลิตโดย National Geograpic Channel นั้นได้อธิบายให้คนอ่อนวิทยาศาสตร์อย่างเราเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้านั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบสมองส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการควบคุมตนเองไม่ได้และคลุ้มคลั่ง (คล้ายอาการไม่มีสติของฝูงซอมบี้) ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถนำเอาความสามารถของไวรัสตัวนี้ ไปรวมเข้ากับความสามารถของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในอากาศผ่านการตัดต่อพันธุกรรมแบบชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) แล้วล่ะก็ คุณคงจินตนาการได้ไหมว่า เหตุการณ์ซอมบี้บุกโลกนั้นอยู่ใกล้ตัวคุณนิดเดียวเอง

เรื่องแบบนี้อย่าหาว่ามีเฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะ นักวิทยาศาสตร์ตัวพ่อบนโลกจริงอย่าง Stephen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง) เองก็เคยพูดเตือนชาวโลกไว้ตั้งแต่เมื่อปีค.ศ. 2007 โน้นแล้วว่า “ชีวิตบนโลกนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์จากหายนะต่างๆ ทั้งภาวะโลกร้อน สงครามนิวเคลียร์ ไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม รวมไปถึงอันตรายอื่นๆ ผมคิดว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีอนาคตแน่ๆ ถ้าเราไม่ออกไปสร้างอาณานิคมในอวกาศ” อย่างไรก็ดี ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขารู้ว่าทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาของไวรัสจนถึงจุดวิกฤติ แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยความเร็วในอัตรานี้จะสร้าง ‘หนทางใหม่ๆ ที่เอื้อให้อะไรผิดพลาดได้’ เขากล่าวเสริมว่า “แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดหายนะบนโลกใบนี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้จะค่อนข้างต่ำ ก็มันก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จนบัดนี้ สิ่งเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ในพันปีหรือหมื่นปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราอาจจะย้ายออกไปจักรวาลอื่น ไปอาศัยอยู่ที่ดวงดาวอื่น ดังนั้น หายนะที่เกิดขึ้นบนโลกก็ไม่ได้หมายถึงจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์เสมอไป อย่างไรก็ตาม เราคงจะไม่สามารถสร้างอาณานิคมที่ใช้การได้จริงบนอวกาศได้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”

ฟังดูย้อนแย้งอย่างมากมายที่ความเสี่ยงทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่มาจากกระบวนการด้านวิทยาศาสตร์ที่กลายมาเป็นแหล่งสำคัญของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาเคยชี้นำถึงความเสี่ยงที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) จะพัฒนาจนกระทั่งเป็นเหตุให้มนุษยชาติพบจุดจบ แต่เขาก็เชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เพียงเพราะความกลัวอันตรายเท่านั้น และเขาก็ยังแนะนำว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ นั้นควรจะตระหนักรู้ว่ากระบวนการเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนโลกได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็มีหน้าที่สำคัญในการอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจด้วย “เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องโน้มนำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ทุกคนจำเป็นต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากพอในเรื่องเกี่ยวกับอนาคต”

The Superrich Solutions

เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น Centers for Disease Control and Prevention (CDC) เคยออกคู่มือ (ที่ดูเหมือนจะ)ตลกโปกฮาว่าด้วยเรื่องการเอาตัวรอดเมื่อซอมบี้บุกโลกออกมาให้ดาวน์โหลดอย่างกว้างขวางชื่อว่า Preparedness 101: Zombie Pandamic เป็นการ์ตูนกราฟิกสไตล์ตะวันตกอ่านเข้าใจง่าย สนุกดีสาระสำคัญว่าด้วยการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ โดยแนะนำให้ทุกคนเตรียมถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตรับมือกับซอมบี้ ก็ดูเป็นไอเดียการสร้างคอนเทนต์ที่ดูหวือหวาฮือฮาดี เราชอบนะ แต่ที่เราชอบมากกว่าคือ การที่นักธุรกิจหัวใสหลายต่อหลายคนเห็นโอกาสจาก ‘ความกลัว’ ของมนุษย์นี้ และใช้โอกาสเหล่านั้นมาสร้างเงินให้กับตัวเองได้อย่างมหาศาล

ตัวอย่างสุดคลาสสิกคงจะหนีไม่พ้น Larry Hall (แลร์รี่ ฮอลล์) ซีอีโอของ Survival Condo Project เขาคือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หัวใสรุ่นแรกๆ ที่ดัดแปลงคลังเก็บอาวุธเก่าความลึก 15 ชั้นใต้ดินของรัฐแคนซัสให้กลายเป็นหลุมหลบภัยสุดหรูพร้อมรับวิกฤติวัน
โลกแตก โปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นในปีค.ศ. 2008 ที่แลร์รี่ได้ทุ่มเงินจำนวน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐซื้อคลังเก็บอาวุธดังกล่าว และอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐปรับปรุงพื้นที่ภายในทั้งหมดเพื่อดึงดูดเศรษฐีเงินเหลือใช้ เขาเคลมว่าโปรเจ็กต์ของเขาได้ถูกออกแบบมาให้ดูแลคนจำนวน 75 คนให้อยู่ดีมีสุขโดยไม่ต้องออกไปไหนเลยได้ยาวนานถึงห้าปี ภายในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรูแบบที่ทำให้คุณลืมไปเลยว่าคุณกำลังอยู่ในโลกที่อารยธรรมล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ทั้ง 12 หลัง (ที่เขาเก็บหลังหนึ่งไว้สำหรับตัวเขาเอง) ได้ถูกขายหมดเกลี้ยงไปแล้วในราคาหลังละ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแบบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

นอกจากนั้น Antonio García Martínez (อันโทนิโอ การ์เซีย มาร์ทิเนซ) อดีตผู้จัดการโปรดักส์ของเฟซบุคได้ซื้อที่ดินขนาดใหญ่กลางป่าลึกบนเกาะกลางมหาสมุทรและขนเครื่องปั่นไฟฟ้า แผงวงจรพลังงานแสงอาทิตย์ และบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปเตรียมไว้ เขาบอกว่าหากเกิดกรณีที่อารยธรรมตะวันตกล่มสลายลง เขาอยากจะหาพื้นที่ลี้ภัยที่ไกลจากเมือง แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก ซึ่งบอกให้ว่า หลังจากที่เขาแง้ม ‘โปรเจ็กต์บนเกาะเล็กๆ” ของเขาออกไปให้คนอื่นรู้ เขาก็พบว่ามีคนคิดคล้ายคลึงกับเขาไม่น้อยทีเดียว

คนสำคัญในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Larry Ellison (แลร์รี่ เอลลิสัน) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ Oracle ได้กว้านซื้อพื้นที่กว่า 98% ของเกาะลาไน ในรัฐฮาวายไว้เพื่อสร้างบ้านพักที่อยู่ได้แบบไม่ออกไปไหนหากเกิดอะไรขึ้น ส่วน Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก) ซีอีโอของ Facebook เองก็ได้ซื้อที่ดินทางตอนเหนือของเกาะเคาไวไว้เช่นกัน ในขณะที่ Michael Dell (ไมเคิล เดลล์) ผู้ก่อตั้ง Dell Technology เองก็มีอาณาจักรที่อยู่ของเขาที่ชื่อว่า Raptor Residence บนชายฝั่งโคน่าที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 64.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันนี้เราแอบสงสัยนิดนึงนะว่า เกาะเหล่านี้จะไม่หายไปกับสายน้ำเหรอ หากเกิดวิกฤติโลกแตกขึ้นมาจริงๆ)

ในขณะที่ Steve Huffman (สตีฟ ฮัฟฟ์แมน) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Reddit เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาและ Yishan Wong (หยิงฉาง หว่อง) อดีตซีอีโอของเว็บไซต์ตัดสินใจทำเลสิกเพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ ขึ้นก็ตาม “ถ้าหากว่าโลกแตก เอาเป็นว่า ไม่ต้องถึงกับโลกแตกหรอก แต่ถ้าเรามีวิกฤติการใดๆ ก็ตาม ถ้าจะต้องพึ่งคอนแท็กเลนส์กับแว่นตาตลอดเวลาคงไม่ดีแน่ๆ”

แม้กระทั่ง National Geographic Channel เองก็ยังทำซีรีส์ชุด Doomsday Castle ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Brenton Bruns (เบรนตัน บรุนส์) และลูกๆ ทั้งห้าที่สร้างปราสาทขนาดใหญ่ที่รัฐเซาธ์แคโรไลนา เป็นปราสาทที่ก่อสร้างขึ้นแบบพิเศษ สามารถอาศัยอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ในตอนแรกเขาสร้างเพียงหลุมหลบภัยพื้นฐานในปีค.ศ. 1999 แต่ต่อมาก็กลายมาเป็นปราสาทฟูลออพชั่นอย่างที่เห็น เบรนตันยืนยันว่าปราสาทของเขานั้นเต็มไปด้วย ‘กับดักนานาชนิด’ เพื่อระวังภัย ในขณะที่เพื่อนบ้านเขาโดยรอบนั้นก็ติดอาวุธพร้อมมือราวกับกองกำลังป้องกันตนเองอย่างย่อยๆ เลยทีเดียว (นี่เรียกได้ไหมว่าปราสาทหลังนี้เกิดขึ้นเพราะ ‘ความกลัว’ เพียงเท่านั้น)

ช่างเป็นการเตรียมพร้อมที่ต้องอาศัยเงินถุงเงินถังเสียจริงๆ แล้วคุณล่ะ เตรียมพร้อมรับวิกฤติวันโลกแตกหรือยัง?

Related Post

คำกล่าวที่ว่า ‘ศิลปะส่องทางให้แก่กัน’ นั้นใช้ได้กับทุกวงการจริงๆ

สำหรับผม (และผู้คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึง กับผม) แล้ว ฮิปฮอปถือเป็นทุกอย่าง เป็นวิถีชีวิตที่ไม่สามารถขาดได้ วันที่ฮิปฮอป
เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัว อาจจะไม่มีใครคิดว่าฮิปฮอปจะกลายมาเป็นร็อกแอนด์โรลล์เหมือนในยุคนั้น เพราะร็อกแอนด์
โรลล์คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่สะท้อนผ่านทุกอย่าง
ในชีวิตของเขา

ไล่มาตั้งแต่ประเภทเพลงที่ฟัง ยี่ห้อรถที่ขับ มอเตอร์ไซค์ที่ขี่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงแอ็กเซสเซอรี่ เลยไปจนถึงรสนิยมการแต่งบ้าน กลุ่มเพื่อนที่คบ ผับที่ไป ประเภทเหล้า ที่ดื่ม ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่กว้างมากๆ มีให้เลือกเสพหลากหลาย เป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งมานานมากแล้ว ผมเลยคิดว่าฮิปฮอป นี่เรียกได้ว่าเทียบเท่าร็อกแอนด์โรลล์เลย แค่เป็นคนละยุคเท่านั้นเอง เสน่ห์ของฮิปฮอปอยู่ที่ความหลากหลาย ในยุคแรกเริ่ม อาจจะมีการนิยามวัฒนธรรมฮิปฮอปว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องร้องเพลงสไตล์นี้ ศิลปะต้องเป็น กราฟิตี้เท่านั้น แต่พอกลุ่มคนที่เสพและใช้วัฒนธรรมฮิปฮอปเริ่มใหญ่ขึ้น ก็จะเห็นได้ว่ามีการบลัฟฟ์กันอยู่ในทีว่าของใครจริง ของใครไม่จริง เริ่มเป็นลางบอกเหตุว่า การรับรู้ของผู้คนในแง่ของวัฒนธรรมใหญ่ขึ้นจริงๆ

ส่วนตัวผมเอง ผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นของประชาชนแบบนี้ ไม่มีทางบอกได้หรอกครับว่าอะไรออริจินัล อะไรเฟค ถ้าจะแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ก็คงพอไหว แต่พอวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นของทุกคนไปแล้ว เสน่ห์จึงกลายมาอยู่ที่ว่าใครจะใช้ได้ดีที่สุด ใครจะ
ปรับใช้จนกระทั่งวัฒนธรรมนั้นกลายมาเป็นยุคของใคร ยุคนี้ใครเป็นไอคอน นี่คือความตื่นเต้นนะครับ ถ้าเรามานั่งนิยามว่าสิ่งนี้ใช่ สิ่งนี้ไม่ใช่ นั่นล่ะคือที่ไม่ใช่ เพราะวัฒนธรรมเองก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย นึกถึงช่วงที่คนรุ่นคุณปู่คุณย่าเราไม่เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นพ่อ
รุ่นแม่เราถึงคลั่งไคล้ Elvis Presley หรือ 
The Beatles กันขนาดนั้น แล้วนึกภาพกลับไปสมัยที่เพลงแจ๊ซเพิ่งปรากฏตัวในวงการใหม่ๆ แทบจะไม่มีใครฟังเลยใช่ไหมครับ เพราะเป็นเพลงที่ถือว่าฟังยากพอสมควรในสมัยก่อน และเพลงแจ๊ซเองก็มีที่มาจากวัฒนธรรมสตรีทเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผันผ่านไป เพลงแจ๊ซก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่านี่คือเพลงหรูหรา สำหรับ ผู้มีรสนิยม ดังนั้น สำหรับผม วัฒนธรรมที่ลื่นไหลไปมาได้นี่คือสิ่งที่น่าสนใจในสังคมมนุษย์

มีคนถามผมถึงทิศทางของวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทย ผมขอตอบในสเกลระดับโลกก่อนว่า เพลงฮิปฮอปนั้นไม่ใช่
แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะฮิปฮอปเป็นวัฒนธรรมมาจากวัฒนธรรมสตรีท และคนที่ให้กำเนิดฮิปฮอปนั้นมาจากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่ายากจนและไม่มีอันจะกินก็ได้ครับ พอมาถึงตอนนี้ วัฒนธรรมฮิปฮอปกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มากมายมหาศาล คนที่สร้างจึงไม่มีทางปล่อยให้วัฒนธรรมนี้หายไปอย่างแน่นอน เพราะในวันนี้ ฮิปฮอปกลายเป็นธุรกิจหลักในทุกวงการ เรียกได้เลยว่าทำให้ผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมฮิปฮอปนั้นมีที่ทางขึ้นมาในสังคมต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว ในสมัยยุค ’70s – ’80s นั้นความเหลื่อมล้ำนี่ชัดเจน แต่ตอนนี้ฮิปฮอปถือว่าเป็นดนตรีปฏิวัติที่ดันให้คนผิวสีขึ้นมาอยู่แถวหน้าของสังคมเหมือนที่เราเห็นในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากจะไม่หายไปแล้ว วัฒนธรรมหลักอื่นๆ ก็จะต้องมาหลอมรวมกลมกลืนกันเพื่อความอยู่รอดด้วยครับ (ก็ดูตัวอย่างการ Collaboration กันระหว่างไฮแฟชั่นแบรนด์กับสตรีทแบรนด์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หรือแม้แต่การที่ไฮแฟชั่นแบรนด์นำเอาองค์ประกอบของสตรีทแฟชั่นไปเสริมในคอลเลกชั่นกันอย่างครื้นเครงสนุกสนานดูก็ได้ครับ)

กลับมาที่เมืองไทย ไม่ว่าคนไทยจะชอบหรือไม่ชอบ อินหรือไม่อินกับวัฒนธรรมนี้ 
แต่เมื่อมีอิทธิพลมาจากทั่วโลกแบบนี้ เราก็ต้องเดินตามไป อาจจะไม่อินเท่า เพราะก็ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบอะไรสบายๆ ไม่ซีเรียสมาก  แต่โลกอินเตอร์เน็ตก็ทำให้ความลื่นไหลทางวัฒนธรรมนั้นก็หยุดไม่อยู่อยู่แล้ว ก็ต้องรอดูกันไปครับว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ วัฒนธรรมฮิปฮอปจะเป็นอย่างไรต่อไปในบ้านเรา

Related Post

Protected: Coming Soon

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Related Post

ชวนดูงานศิลปะของสองคนดังวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

สุดสัปดาห์แบบนี้ ลอปติมัมมีนิทรรศการศิลปะสองแบบสองสไตล์ แต่จัดอย่างไม่ไกลกันมากนักมาให้คุณเลือกเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้าไปเดินเล่นเรียกแรงบันดาลใจได้อย่างเต็มที่

เริ่มต้นด้วยนิทรรศการน่ารักๆ ว่าด้วยทางเลือกของชีวิต LR Exhibition by Wisut Ponnimit แอนิเมชั่นสุดน่ารักจากปลายปากกาของตั้ม – วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่จัดฉายเป็นสามจอ ให้คนดูมีส่วนร่วมในการ ‘เลือก’ ทางเดินต่างๆ ของชีวิตผ่านคาแร็กเตอร์ที่เราชินตาของตั้ม ทั้งน้องมะม่วง ลุงลิ้น และผองเพื่อน โดยตั้มเน้นย้ำว่า “เราแค่อยากให้คนที่มาดูงานเรากลับบ้านไปแล้วคิดได้ว่า แท้จริงแล้วชีวิตเรามีทางเลือกเสมอ แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีทางเลือกก็ตาม”

LR Exhibition by Wisut Ponnimit แสดงตั้งแต่วันนี้ – 25 มิถุนายน ณ Bangkok CityCity Gallery สาทรซอย 1 เปิดทำการวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 19.00 น.

หลังจากขบคิดทางเลือกกันให้พอกระชุ่มกระชวยใจแล้ว เราแนะนำให้คุณข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อชมนิทรรศการ POD ART by Thanachai Ujjin นิทรรศการแสดงภาพวาดผลงานภาพวาดของธนชัย อุชชิน หรือพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ครั้งแรก ป๊อดเล่าให้เราฟังว่า ภาพทั้งหมดนั้นคือ ‘บันทึก’ หรือ ‘ไดอารี่’ ของเขาในช่วงสามปีที่ผ่านมา “ภาพทั้งหมดมีชื่อเป็นวันที่วาด คือบันทึกความทรงจำของผมในเรื่องที่เกิดขึ้น ณ วันนั้น มองแล้วจำได้หมดว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น เหมือนกับเป็นการหาสมดุลย์ในการใช้ชีวิตของผม เพราะการวาดภาพทำให้ผมมองตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ผลงานทั้งหมด 57 ชิ้นที่จัดแสดงนั้นถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของป๊อดให้พวกเรารับรู้ที่แตกต่างจากผลงานเพลงของวงโมเดิร์นด็อกที่พวกเราคุ้นชิน ป๊อดบอกว่า เขามีความสุขกับการใช้สีสันต่างๆ อย่างไม่กลัวผิดหรือกลัวพลาด และผลงานที่ออกมานั้นก็ดูสบายตาและน่าสนใจทีเดียว

POD ART by Thanachai Ujjin แสดงตั้งแต่วันนี้ – 26 มิถุนายน ณ Woof Pack Space ศาลาแดงซอย 1 เปิดทำการตั้งแต่ 9.00 – 18.00 น.

Related Post

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บริษัทผลิตรถยนต์จะทุ่มเงินไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรในการออกแบบผลิตภัณฑ์

One Step toward the Future

การที่บริษัทผลิตรถยนต์พร้อมใจกันทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรกลไกฝีมือดีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น นอกเหนือไปจากการพัฒนารูปแบบ เครื่องยนต์ และดีไซน์ของรถยนต์ อันเป็นสินค้าหลักแล้ว สิ่งที่ได้แถมมาก็คือการออกแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของบริษัทโดยรวม

รถยนต์อัจฉริยะ ยางกันรั่ว รถยนต์ไฟฟ้าที่ทำระยะทางได้ 1,000 กิโลเมตร หรือรถยนต์เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิภายนอกนั้นคือการพัฒนาทางเทคโนโลยียานยนต์ที่เหลือเชื่อแม้แต่ในโลกปัจจุบัน นี่คือการลงทุนครั้งมโหฬารที่บริษัทผลิตยานยนต์ได้ทุ่มลงไปเพื่อคิดค้นนวัตกรรมสุดล้ำหรืออุปกรณ์ชิ้นส่วนเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ในประเทศฝรั่งเศส อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นวงการที่มีการศึกษาวิจัยมากที่สุดใกล้เคียงกับวงการแพทย์และการบิน

ในปีค.ศ. 2014 จากแบบสำรวจของนิตยสาร Industrie & Technologie ระบุว่ามีนักวิจัยจำนวนกว่า 28,500 คนทำงานด้านวิจัยและพัฒนาในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ (อย่าง Peugeot และ Renault) และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ (อย่าง Valeo, Faurecla และ Plastic Omnlum) นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าในแต่ละปีมีการลงทุนกว่า 5 พันล้านยูโรในกาพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์เพื่อที่จะขึ้นเป็นผู้นำในวงการยานยนต์ทั่วโลก

ในปีค.ศ. 2015 ข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติด้านทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า บริษัทในเครือ Peugeot เป็นบริษัทที่จดทะเบียนสิทธิบัตรสูงสุดในประเทศฝรั่งเศส นับเป็นจำนวน 1,012 ฉบับ แซงหน้าบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ Valeo (ที่จำนวน 668 ฉบับ) และบริษัทในเครือ Renault (ที่จำนวน 539 ฉบับ) ที่ประเทศฝรั่งเศส ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการนั้นมีจำนวน 300 แห่ง เป็นศูนย์วิจัยด้านยานยนต์ทั้งหมด 55 แห่ง ในขณะที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั้น มีวิศวกรและบุคลากรเฉพาะทางกว่า 12,000 คนที่ทำงานวิจัยและพัฒนาเรื่องรถยนต์แห่งอนาคต ส่วนฝั่งผู้ผลิตรถยนต์นั้นต่างก็ปิดข้อมูลเรื่องกำลังพลเป็นความลับ เพราะการวิจัยและพัฒนาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำในที่ลับเพื่อกันบริษัทคู่แข่งฉกเอาไอเดียดีๆ ไป จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มีเพียง Renault บริษัทเดียวที่ยอมตอบคำถามเรื่อง
การค้นคว้าและวิจัยของเราในวันนี้

Top Open

ร่วมมือและแบ่งปันองค์ความรู้

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ การแข่งขันกันไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาได้มากเท่ากับการร่วมมือกัน “คุณไม่สามารถทำเสมือนว่าบริษัทของคุณเป็นเพียงบริษัทเดียวที่เก่งที่สุดได้อีกต่อไปแล้ว” Virginie Maillard (เวอร์จินี ไมยาร์ด) ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและยุทธศาสตร์ของ Renault กล่าว “เราต้องเปิดกว้างสู่องค์ความรู้อื่นๆ พนักงานจำนวนมากของเรามีส่วนร่วมในโครงงานวิจัยที่ริเริ่มขึ้นโดยพันธมิตร เราทำงานในโครงการระดับภูมิภาคโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสภายุโรป อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ผู้จัดหา มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย การทำงานร่วมกันทั้งในด้านความปลอดภัย การสื่อสาร การเชื่อมต่อหรือด้านกฎหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะเราร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ขับขี่”

หลังจากก่อตั้งศูนย์วิจัยในซิลิคอนวัลเลย์ไปเมื่อปีค.ศ. 2010 Renault ได้เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์โดยจัดตั้ง Open Lab Innovation กลาง Porter School of Environmental Studies มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2016 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนแนวคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนายานยนต์ รวมไปถึงพัฒนาระบบความปลอดภัยในโลกออนไลน์ เวอร์จินียังบอกอีกว่า “เรามีนโยบายร่วมมือกับสถาบันข้างนอกมาโดยตลอด แต่เพิ่งจะมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนเมื่อห้าปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะโลกที่หมุนเร็วขึ้น เราจึงจำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน การร่วมมือและมีภาคีจากหลายภาคส่วนจะทำให้เราประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทเราได้อีกด้วย” นโยบายและวิธีการคิดเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะนักวิจัยจะต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและสิ่งต่างๆ จากหลายแหล่ง เพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาในนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่ยังคงนโยบายการทำงานตามลำพังเพื่อคิดค้นนวัตกรรมเพื่อรถยนต์แห่งอนาคต 
โดยหวังว่าจะได้จดทะเบียนสิทธิบัตรอะไรบางอย่างที่ทำให้แบรนด์ตัวเองล้ำหน้าเหนือคู่แข่ง อย่างในกรณีของ Renault ที่วิศวกรซุ่มคิดค้นพัฒนาเรื่องการออกแบบที่นั่งฝั่งคนขับและการควบคุมผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูง “ทุกอย่างที่เราพัฒนานั้นจะมองไกลไปถึงอีกยี่สิบปีข้างหน้า และเรามีทีมเฉพาะที่ทำงานให้กับ Renault เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในลักษณะของการวิจัยร่วมกันอยู่ดี” ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยอธิบาย และงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้นั้นก็ต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแผนกรักษาความมั่นคงของบริษัทเพื่อป้องกันการจารกรรมความคิดทางอุตสาหกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

competizione-8c1

กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง

การวิจัยและดำเนินการผลิตผลงานสักชิ้นนั้นล้วนแล้วแต่มีขั้นตอนมากมายและยาวนาน เริ่มจาก “ระยะฟักตัว” หรือช่วงระดมความคิด โดยเปิดกว้างให้ทุกคนเสนอไอเดียขึ้นมา และเมื่อไอเดียไหนโดดเด่นและพอจะมีทางเป็นไปได้ ก็จะเริ่มต้นการวิจัยอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดขอบเขตทุกอย่างอย่างชัดเจน มีการระบุหัวหน้างานวิจัย กำหนดงบประมาณ ระยะเวลาและทีมวิจัย นักวิจัยจะวางมือจากการผลิตผลงานต้นแบบ และหันมาศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและสุดท้ายก็จะนำเสนอ “ผลการวิจัย” โดยสรุปหลักการและผลการวิจัยที่ค้นพบ หลังจากนั้น ทีมแบบแผนทางเทคโนโลยี (ซึ่งมีเฉพาะในทีม Renault) ก็จะศึกษาความเป็นไปได้และประโยชน์ของนวัตกรรมชิ้นนั้นๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจว่าสมควรนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตรถหรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นั้นกินเวลายาวนานต่อเนื่องหลายปี และมีโอกาสที่จะหยุดกลางคันเสมอ “การหยุดโครงการหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสถานการณ์เฉพาะหน้านั้นเกิดขึ้นได้เสมอ” เวอร์จินีกล่าว “ทีมของเรายอมรับกฎกติกาตรงนี้ เพราะพวกเรารู้ว่าการทำงานเกี่ยวกับนวัตกรรมจะนำมาซึ่งความรู้เสมอ แม้ว่างานจะไปไม่ถึงจุดหมายก็ตาม” แม้ว่าการนำไปปฎิบัติได้จริงเป็นบรรทัดฐานสูงสุดในหมู่ผู้ผลิต แต่ความกระหายใคร่รู้และความรักในการประดิษฐ์คิดค้นนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง จินตนาการคือหัวใจของการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น หากบริษัทอยากให้เงินทุกเม็ดทุกสตางค์ที่ลงทุนไปกับการวิจัยผลิดอกออกผลเป็นยอดขายหรือความสำเร็จ บริษัทต้องไม่ล่ามม้าไว้ในคอก แต่จะต้องให้อิสระทางความคิดอย่างไร้ขีดจำกัดแก่วิศวกรและดีไซเนอร์

EXALT_1403KL011_0

รถ เรือ จักรยาน เปียโน และอื่นๆ

นอกเหนือไปจากการออกแบบยนตรกรรมติดล้อแล้ว แต่วิศวกรและดีไซเนอร์
เหล่านี้ก็ขยายขอบเขตการออกแบบของตนไปอย่างกว้างขวาง อย่าง Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) เองก็ออกแบบเรือสุดพิเศษรุ่น AM37 เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และก็กลายมาเป็นไอเท็มที่เหล่ามหาเศรษฐีต่างก็อยากจะได้มาครอบครอง (คงไปคล้ายกับเจ้าตัว Silver Arrows Granturismo Concept ซึ่งออกแบบโดยทีมออกแบบของ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์)) ในฝั่งของ Alfa Romeo (อัลฟ่า โรเมโอ) เองก็ได้เปิดตัวจักรยานที่ออกแบบเองไปเมื่อปีค.ศ. 2014 โดยจักรยานรุ่น 4C IFD ก็เกิดจากการคิดค้นวิจัยรถยนต์รุ่น 4C Spider จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าหากผู้ใดสามารถออกแบบรถยนต์ได้ก็แทบจะออกแบบอะไรก็ได้ทุกอย่าง ในปีค.ศ. 2010 Peugeot Design Lab ได้เปิดตัว “คอนเซ็ปต์คาร์แห่งอนาคต” เป็นรูปแบบของรถยนต์ในอนาคต และก็เดินหน้าร่วมมือกับคนใน
วงการอื่นๆ นอกเหนือจากรถยนต์ ต่อมาในปีค.ศ. 2012 พวกเขาก็จับมือกับ Pleyel ผลิตเปียโนสุดล้ำที่คล้ายคลึงกับรถแข่งแต่มีแนวเส้นสายที่เรียบง่ายดูหรูหรา 
เปียโนลูกผสมนี้มีคันเหยียบที่แปลกตาและได้ออกแบบให้ตัวโต๊ะสำหรับวางโน้ตในระดับเดียวกับคีย์บอร์ดเพื่อให้ผู้ชมมองเห็นมือนักเปียโนขณะเล่น เนื่องจากเปียโนหลังนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกระโปรงท้ายรถ ฝาครอบเปียโนจึงตั้งด้วยตัวเอง การออกแบบเล็กๆ ดังกล่าวมีราคาเพียง 16,5000 ยูโร(เท่านั้น)! ในขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Lexus (เลกซัส) ได้ผลิตสเกตบอร์ดลอยได้ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future โดยหลักการคือตัวสเกตบอร์ดมีพื้นผิวแม่เหล็ก บวกกับไนโตรเจนที่มีคุณสมบัติเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับคลื่นแม่เหล็กในพื้นดินทำให้สเกตบอร์ดสามารถลอยตัวเหนือ
พื้นดินได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่อยอดเป็นแนวคิดหรือต้นแบบให้กับรถลอยได้ในอนาคตก็เป็นได้

piano-peugeot-design-lab-pour-pleyel-008-1

การจารกรรมทางอุตสาหกรรม 
ภัยสำคัญของการวิจัยและพัฒนา

อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่สอง (รองจากอุตสาหกรรมการบิน) ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจารกรรมความลับการวิจัย และต้องอยู่ในสงครามประสาทระหว่างกันและกันมาโดยตลอด (ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตด้วยกันเอง แรงกดดันจากนโยบายของรัฐ รวมไปถึงการจับมือกันระหว่างบริษัทผู้ผลิตและบริษัทผลิตชิ้นส่วนต่างๆ) นี่ยังไม่นับว่าต้องคอยระวังสายสืบที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะเด็กฝึกงาน พนักงานสองหัว หรือแม้กระทั่งนักสืบที่ถูกส่งเข้ามาขโมยเอกสารงานวิจัยไปแบบดื้อๆ ที่สำคัญ กลุ่มขโมยเหล่านี้นั้นอาจจะไม่ได้มาจากทวีปเอเชีย (แบบที่จีนมักจะถูกตราหน้าว่า ‘ลอก’ ผลงานบ่อยๆ) เสมอไป 
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คดีเมื่อปีค.ศ. 2013 ที่ตำรวจสากลแห่งกรุงปารีสได้จับกุมวิศวกรชาวเยอรมันสองคนที่ลักลอบนำเสาชาร์จของ Autolib ออกมาจากบริษัทแม่ในเครือ Bollore ซึ่งทั้งคู่ก็ถูกสอบสวนและค้นพบว่า พวกเขาทำงานให้กับกลุ่ม P3 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่รับจ้างจาก BMW (บีเอ็มดับเบิ้ลยู) ที่กำลังจะเปิดตัวรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะในธุรกิจมูลค่ามหาศาลแบบนี้ ทะเบียนสิทธิบัตรที่ถูกจดก่อนนั้นก็เหมือนกับกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นมาตรการในการควบคุมและต่อสู้กับเรื่องแบบนี้จึงต้องสูงลิบ ในปีค.ศ. 2008 หลังจากเหตุฉาวโฉ่ที่บริษัท Michelin โดนจารกรรมด้านข้อมูลภายใน บริษัทก็ได้จ้าง Bernard Fesquer (เบอร์นาร์ด เฟสเกต์) อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคนิคของหน่วยงานด้านความปลอดภัยภายนอกมาควบคุมสอดส่องระบบโดยรวมทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบัน นักสืบมากประสบการณ์ในวัยเกษียณนั้นก็ถูกว่าจ้างโดยบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเพื่อเฝ้าระวัง
การจารกรรมสุดแสนอันตรายแบบนี้

 

Related Post

Chopard ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคนใหม่ล่าสุด
ของ Academie francaise

The Sword of Honor

Andreï Makine reçu sous la Coupole de l’Institut de France. Il a été élu à l’Académie française, le 3 mars 2016, au fauteuil de d’Assia Djebar.

ล่าสุด Chopard (โชพาร์ด) ได้สรรค์สร้างดาบเกียรติยศให้กับราชบัณฑิตคนใหม่ล่าสุด
ของ Academie franaise เพื่อให้เขาได้ก้าวเข้าสู่หอเกียรติยศอย่างภาคภูมิสมเกียรติ

001 - Andrei Makine Sword - ∏JohannSauty-Chopard w1

ในประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างฝรั่งเศสนั้น มีองค์กรหนึ่งที่เกิดมาขึ้นเพื่อปกปักษ์รักษาสถาบันภาษาของประเทศไว้ องค์กรนั้นก็คือ Académie française ที่จะมี ราชบัณฑิต (Les Immortels) หรือสมาชิกที่ได้รับการคัดเลือกอยู่เพียง 40 คนทั่วประเทศ ซึ่งหากได้รับเกียรติเข้าร่วมองค์กรนี้แล้ว ก็จะคงสถานะของสมาชิกภาพไปจนกระทั่งสิ้นชีวิต จึงจะมีสมาชิกคนใหม่มาแทน ซึ่งในปีค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา นักเขียนนวนิยายเชื้อสายฝรั่งเศส-รัสเซียคนสำคัญของประเทศอย่าง Andreï Makine (อ็องเดรอี มาคีน) เจ้าของบทประพันธ์ชื่อดังอย่าง Dreams of My Russian Summers นั้นก็ได้รับคัดเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง แบรนด์นาฬิกาและจิวเวลรี่ชั้นสูงอย่าง Chopard (โชพาร์ด) นั้นก็ออกแบบดาบอัศวินให้เขาถือเข้ารับตำแหน่งอย่างสมเกียรติ

005 - The transfigured princess frog - close up ∏JohannSauty-Chopard w1

การออกแบบดาบเกียรติยศนั้น Chopard ได้สเก็ตช์ภาพร่างอย่างพิถีพิถัน โดยตัวดาบได้รับแรงบันดาลใจ
มาจากฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูโปรดของเขา ปุ่มสีเงินบนด้ามจับทำเป็นลายเชือกรัดรอบเจ้าชายกบ ซึ่งเป็นตัวเอก
ในเรื่องเล่าจากนิทานปรัมปราของประเทศรัสเซียประดับอยู่ด้านบน ประดับมรกตเม็ดเล็กจำนวน 500 เม็ด และเพชรอีก 
11 เม็ด เพื่อสำแดงจุดยืน ‘Happy Diamonds’ ของแบรนด์ ส่วนด้ามสำแดงฝีมืออันละเอียดอ่อนของช่างเจียระไน
โดยการสลักแร่ควอตซ์สีขาวสดเป็นรูปนาฬิกาทรายและมีลูกบอลสีทองเล็กๆแสดงถึงกาลเวลาที่รั่วไหลและผันแปรไป 
ขนนกและกระดาษนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าแห่งความเป็นนักเขียน ส่วนปลอกดาบนั้นก็สื่อถึงน้ำแข็ง เปรียบเสมือนหัวใจของนักเขียนผู้ซึ่งโหยหาอยู่ในอดีตกาล

002 - Andrei Makine sword top part - 1 ∏JohannSauty-Chopard w1

Related Post