หลังจากที่ Iphone รุ่นใหม่ได้คลอดออกไปเรียบร้อย ก็ถึงคิวของ Apple Watch Hermes รุ่นที่ 3 แล้ว

สำหรับสาวกแอปเปิ้ลที่มีความเป็นแฟชั่นนิสต้าสูงมากๆ คงจะรอช้าอยู่ไม่ได้แล้วกับ Apple Watch Hermes Series 3 ที่เพิ่งจะเปิดตัวออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ โดยจุดเด่นของ Apple Watch Hermes นั้นก็คือจะยังคงใช้สายหนังที่ตัดเย็บโดย Hermes เอง มีสายให้เลือกหลากหลายแบบตั้งแต่ Single Tour Rallye ที่จับคู่กับตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร Single Tour Eperon d’Or จับคู่กับตัวเรือน 38 และ 42 มิลลิเมตร Double Tour จับคู่กับตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร Single Tour จับคู่กับตัวเรือน 38 และ 42 มิลลิเมตร Single Tour Deployment Buckle จับคู่กับตัวเรือน 42 มิลลิเมตร

และสำหรับ Apple Watch Hermes Series 3 นั้นจะมีสายสปอรต์ที่วัสดุเป็นซิลิโคนที่มีความเบาและสวมใส่ได้นุ่มสบายแถมมาให้อีกหนึ่งเส้นด้วย

Related Post

การเดินทางข้ามผ่านฤดูกาลครั้งใหม่จาก Ralph Lauren Purple Label

The Scent of Winter

คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-18

เครื่องแต่งกายในคอลเลกชั่นประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-18 ครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายพิมพ์ผ้าในสไตล์ตะวันตกที่ถูกผสมผสานให้เข้ากับกลิ่นอายของวัฒนธรรมอเมริกันคลาสสิกได้อย่างน่าสนใจผ่านลุคสบายๆในช่วงวันหยุด เริ่มต้นด้วยสปอร์ตแวร์ถักทอจากเนื้อผ้าบางเบา ผสมผสานกับการตัดเย็บที่พิถีพิถัน เรียบหรูในเฉดสีเทาและสีครามสุดคลาสสิก มาพร้อมกับลายผ้าและลายพิมพ์ที่ลงตัวกันดี ยกระดับความสบายของสปอร์ตแวร์ไปอีกขั้นกับกางเกงจ๊อกเกอร์ที่ตัดเย็บด้วยผ้าแคชเมียร์สุดหรู และการนำเอาเนื้อผ้าที่เหมาะกับการสวมใส่ในทุกวันมาออกแบบเสื้อผ้าเอาท์เทอแวร์ใหม่ได้อย่างลงตัวในลายพิมพ์ชนเผ่าทรงเลขาคณิต (Beacon Prints) จับคู่กับยีนส์และเครื่องหนังอย่างลงตัว สำหรับแจ๊กเก็ตใช้เทคนิคการตัดเย็บร่วมสมัยที่แสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์ผ่านชุดสูทกระดุมคู่ (Double-breasted) หนังฟอกสีกรมท่า สัญลักษณ์รูปหมีโปโลได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในคอลเลกชั่นนี้เพื่อสร้างความสนุกสนานเป็นกันเองและผ่อนคลาย มอบสไตล์ชัดเจนและโดดเด่นให้กับเสื้อสเวตเชิ้ตปลายพู่ และแจ๊กเก็ตวาซิตี้เฉดสีโมโนโครมและลายแพตช์เวิร์กอันแสดงออกถึงอิทธิพลการแต่งตัวแนวสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

สำหรับลายพิมพ์ในสไตล์ตะวันตกนั้นบ่งบอกถึงความร่วมสมัย การผสมผสานกันของเนื้อผ้าแบบดั้งเดิมถูกนำมาใช้ในแจ็คเก็ตผ้าทวีตเนื้อเบาและเสื้อถักไหมพรมอันประณีต ยีนส์ปักลายสวมใส่สบายและกางเกงจ๊อกเกอร์ผ้าแคชเมียร์ปักลายด้วยเทคนิคแบบอินทราเซีย (Intrasia) สร้างความหลากหลายและเพิ่มมิติให้กับคอลเลกชั่นนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ เมื่อใส่เข้าชุดกับเอาท์เทอร์แวร์โทนสีเข้มขรึมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักเดินทางสำรวจโลก ส่วนชุดสูทและโค้ตแนวสปอร์ตถูกสร้างสรรค์ ขึ้นใหม่ด้วยผ้าเนื้อบางเบาและเทคนิคการถักทอแบบไร้ตะเข็บ สำหรับเสื้อผ้าแบบทางการนั้นได้ถูกตีความและออกแบบใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้นด้วยการผสมผสานรายละเอียดแบบตะวันตก เช่น ปลายพู่และผ้ายีนส์ ดินเนอร์แจ็คเก็ตที่ทำจากผ้ากำมะหยี่และผ้าไหมแจ็คการ์ดแสดงออกถึงตัวตนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดีในเวลาค่ำคืน

พบกับ Ralph Lauren Purple Label คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-18 ได้ที่ ชั้น G -1 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี

Related Post

พบกับ John Varvatos คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-18

Wild At Heart

จากแรงบันดาลใจของหนุ่มร็อกสตาร์ที่พกพาหัวใจโรแมนติก สง่างาม และมีเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหาถูกตีความจนกลายมาเป็นคอลเลกชั่นประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-2018 ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังขับเคลื่อนของประวัติศาสตร์ตราบจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดการตีความหลากหลาย เต็มไปด้วยบริบทอันสลับซับซ้อน ทว่าสวยงาม ผ่านความละเอียดอ่อนของฝีมือช่างในยุคคลาสสิกผสานกับฝีมือล้ำสมัยของช่างยุคใหม่ที่สอดแทรกการผจญภัยอันตื่นเต้นและท้าทายอยู่เสมอ ทั้งหมดทั้งมวลถูกรังสรรค์ออกมาเป็นรายละเอียดความงดงามของชายหนุ่มหัวขบถ ทั้งการตัดเย็บที่เน้นรายละเอียดตามสไตล์ดั้งเดิมผสมผสานเข้ากับเทคนิคสดใหม่อย่างการเย็บผ้าตัดต่อเข้ากับหนังฟอกนิ่ม หรือการตกแต่งด้วยงานขนสัตว์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัตว์ป่าอย่างลายพิมพ์เสือดาว ให้ความรู้สึกถึงอารมณ์อันลึกลับ รวมถึงรายละเอียดอย่างการใช้ผ้ากำมะหยี่ฟอกและการกลับซับในออกแสดงให้เห็นขนแกะอันอ่อนนุ่ม

นอกจากจะใช้วัสดุที่หรูหราและเทคนิคการตัดเย็บในแบบดั้งเดิมแล้ว งานผืนหนังขัดเงาลงสีด้วยมือ และการใช้ขนสัตว์แบบดั้งเดิมถูกทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการเดินแถบสีสดให้ตัดกันตั้งแต่สีดำสุดคลาสสิก ไปจนถึงสีเทามุกและโทนสีถ่าน เช่นเดียวกับสีน้ำเงินของเครื่องแบบ สีขนสัตว์ สีช็อกโกแลต สีน้ำตาลขนอูฐ และสีเขียวมะกอกเข้ม ส่วนโค้ตตัวยาวถือว่าเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่เป็นพระเอกสำหรับฤดูกาลนี้ สามารถนำมาเพิ่มมิติและลูกเล่นให้กับสไตล์โดยรวมอย่างการผสมขนอัลปาก้าบนโค้ตสีดำแบบกระดุมเดียว ตกแต่งปกด้วยกำมะหยี่จับคู่กับกางเกงหนังยืด แต่งเติมอย่างสง่างามคมเข้มให้กลิ่นอายความเป็นคนเมือง  หรือโค้ตขนแกะถูกนำมากลับด้านในออกด้านนอก เผยให้เห็นถึงภายในอันเรียบลื่นและภายนอกอันดิบเท่ ด้วยขนยาวที่ปรากฏอยู่ให้เห็นอย่างท้าทาย ตบท้ายด้วยเสื้อคลุมฮู้ดขนสัตว์กำมะหยี่ฟอกสีมะกอก ลำตัวเป็นหนังลายพิมพ์เสือดาวโดดเด่น

สำหรับแจ๊กเก็ตหนังไบก์เกอร์ได้ถูกถ่ายทอดและได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัตว์ป่า โดดเด่นด้วยลายพิมพ์แมวป่าลงบนหนังลูกวัว ตามด้วยท็อปโค้ตลายพิมพ์เสือดาวสไตล์ร็อกแอนด์โรลล์ ทั้งหมดผ่านการผลิตด้วยเทคนิคการลงสีด้วยมือบนหนังลูกวัว ถือเป็นการตีความใหม่ให้กับเค้าโครงดั้งเดิมของแจ๊กเก็ตหนังไบก์เกอร์ ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์แจ๊กเก็ตถักทอขนสัตว์สองชั้น ซึ่งเทคนิคการลงสีของช่างฝีมือทำให้เกิดมิติใหม่บนโค้ตและแจ๊กเก็ตตามฤดูกาล เป็นภาพลักษณ์รูปแบบใหม่ที่ให้ความรู้สึกทั้งลึกซึ้งและชัดเจน ตอกย้ำความนุ่มนวลของวัสดุชั้นเลิศอย่างที่สุด ปราศจากความแข็งทื่อตรงไปตรงมาอย่างงานลงสีบนผืนหนังทั่วไป

ในส่วนของแอกแซสเซอรีอย่างรองเท้านั้นเป็นสิ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุด โดยรองเท้าหัวแหลมแบบใหม่ที่มาพร้อมกับซิปและเครื่องตกแต่งที่แปลกตาไม่เหมือนใครนั้นสามารถถอดหรือปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบตามสไตล์ของตัวเอง สำหรับในส่วนของกระเป๋านั้นใช้ขนลูกแกะฟอกพิมพ์ลายแมวป่าในรูปทรงที่เรียบง่าย มาพร้อมกับสายหนังและซิปทองเหลืองในสไตล์วินเทจ รวมไปถึงผ้าพันคอผืนบางนำ้หนักเบาด้วยเนื้อผ้าไหมและผ้าขนสัตว์ ที่สามารถนำมาผูกแบบหลวมๆเพิ่มสไตล์แทนเนกไทได้เป็นอย่างดี

Wild at Heart จึงเป็นคอลเลกชั่นที่นำเสนอความเท่ที่ไม่ตามใคร หนักแน่นและสง่างามในแบบฉบับของตัวเองที่ถูกขับเคลื่อนจากหัวใจที่อิสระ ปฏิเสธที่จะตามกระแสที่สังคมนิยม ด้วยแรงบันดาลใจจากสัตว์ป่า ไปจนถึงรายละเอียดที่หรูหราและโครงร่างที่คมชัด รันเวย์จึงดูเสมือนการเดินขบวนบนจังหวะกลอง ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับความผันแปรของสไตล์ พิสูจน์ให้เห็นถึงหัวใจของหนุ่มยุคใหม่ ที่เต้นเป็นจังหวะรุนแรงอย่างบ้าคลั่ง

พบกับ John Varvatos คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-18 ‘Wild at Heart’ ได้ที่ชั้น 1 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ ชั้น 4 เซ็นทรัล ชิดลม

Related Post

พบกับเต๋อ ฉันทวิชช์ในแฟชั่นเซ็ท Jaspal คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-2018

Nippon Wave
Jaspal Men คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2017-18 นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นในสไตล์ของ JAPONISM
ทั้งด้านแฟชั่น ศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกันของวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยของญี่ปุ่นยุคใหม่
จึงทำให้เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้แฝงไปด้วยเสน่ห์ของความเป็นตะวันออกในสไตล์สุดโมเดิร์นที่โก้ เท่ มีความแปลกใหม่และเต็มไปด้วยลูกเล่นต่างๆ
รวมไปถึงการนำสถาปัตยกรรมแบบ CUBISM มาเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์รูปทรงเสื้อผ้าแบบใหม่
เห็นได้จากลูกเล่นลายคิวบิคและความเป็นสามมิติ เพื่อมอบความสบายในการสวมใส่และยังให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและมีพลังอีกด้วย
เรียกได้ว่าเป็นการนำเอาเสน่ห์ความเป็นญี่ปุ่นกับความน่าทึ่งของสถาปัตยกรรมมารังสรรค์รูปทรงเสื้อผ้าที่ผนวกเข้ากับเทคนิคการตัดเย็บอันประณีตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Related Post

ปั้นจั่น – ปรมะ พระเอกหนุ่มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

MIDO The Timeless Timepiece

พระเอกหนุ่มชื่อน่าจดจำอย่างปั้นจั่น – ปรมะ อิ่มอโนทัยไม่ได้มีดีที่ผิวสีน้ำผึ้งสะกดใจและดวงตาคมกริบ หวานงามราวตากวางเท่านั้น เมื่อเราได้นั่งคุยกับเขา แม้จะเป็นระยะเวลาไม่นานนัก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของผู้ชายคนนี้ได้ไม่ยาก

สวมใส่ MIDO รุ่น Ocean Star Titanium

เส้นทางในวงการบันเทิง

“สวัสดีครับ ผม ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย อายุสามสิบปีครับ” ปั้นจั่นตอบยิ้มๆ เมื่อทีมงานขอให้เขาแนะนำเอง เมื่อเห็นสีหน้าของทีมงาน เขาก็หัวเราะอย่างผู้ชายอารมณ์ดี “เอายังไงดีล่ะ … ผมเข้าวงการโดยการเป็นหนึ่งในสี่นักร้องของวง Nice 2 Meet U ของค่ายอาร์เอสครับ ตอนนั้นผมอายุแค่สิบเก้าเอง เป็นนักร้องอยู่ได้สามสี่ปี ก็แยกย้ายกับวงไป ผมก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการ รับงานพิธีกร งานเล่นละคร มาเล่นภาพยนตร์ ถ่ายแบบ หลังจากนั้นผมก็เป็นนักแสดงเต็มตัวแล้วครับ รับแต่งานแสดงเป็นหลักเลย”

ละครเรื่องแรกของปั้นจั่นได้แก่เรื่อง ‘เขยรสข่า พ่อตารสขิง’ ที่เขาแสดงตั้งแต่สมัยที่ยังสังกัดอยู่อาร์เอส “เป็นละครคอมเมอดี้ครับ ตอนนั้นผมยังเพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ ตื่นเต้นมาก เล่นยังไม่เก่งเลยครับ ยังหามุมกล้องไม่เจอเลย” เขายิ้มเมื่อนึกถึงอดีต หลังจากนั้นเขาก็ตั้งใจทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นหนึ่งในพระเอกแถวหน้าในปัจจุบัน

สวมใส่ MIDO รุ่น Commander II Chronometer Caliber80

บทบาทหน้าจอ

ปั้นจั่นเป็นพระเอกที่ได้รับบทบาทหลากหลาย ไล่ตั้งแต่แอ็กชั่น คอมเมอดี้ โรแมนติก ไปจนถึงบทบาทท้าทายต่างๆ “ตอนถ่ายละครเรื่องบางระจันนี่ผมชอบมากครับ เพื่อนเยอะเลย ได้ทำอะไรที่สนุกๆ อย่างเรียนฟันดาบ เรียนต่อยมวย และเรียนขี่ม้า เรียกว่าเราได้วิชาเพิ่มมากมายเลยครับ ส่วนอีกเรื่องที่ประทับใจมากๆ ได้แก่เรื่องกามเทพออกศึก ในซีรีส์ชุด Cupid the Series ของช่องสาม” เราอมยิ้มแล้วพยายามกระตุ้นให้เขาเล่าออกมาว่าเขาประทับใจอะไรในละครทั้งสองเรื่องกันแน่ เขานิ่งคิดสักพัก เรียบเรียงคำพูดในหัว ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เรื่องบางระจัน ผมประทับใจเรื่องการทำงาน บวกกับว่าเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของเรา ผมเกิดความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งครับ ส่วนเรื่องกามเพทออกศึกนี่ผมประทับใจมาก เพราะฟีดแบ็กของแฟนๆ ที่สะท้อนกลับมาทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ละครเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่ามีคนกลับมาดูผลงานเราอีกครั้งหนึ่ง มีคนชื่นชมผม มีฟีดแบ็กด้านบวกเยอะมาก เลยประทับใจเป็นพิเศษครับ”

นอกจากจอแก้วแล้ว ความสามารถของปั้นจั่นก็ไปปรากฏบนจอภาพยนตร์ยักษ์เช่นเดียวกัน “ผมชอบบทบาทของตัวเองในเรื่อง It Gets Better ครับ ผมเล่นเป็นผู้ชายจริงๆ ที่ไปมีอะไรกับกะเทยแปลงเพศที่แสดงโดยพี่ต่าย (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) เป็นบทบาทที่ผมต้องจริงจังกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก นี่เป็นการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรก ประทับใจมากครับ เพราะได้รับรางวัลจากหลายๆ ที่ครับ”

สวมใส่ MIDO รุ่น Multifort Adventure Chronograph

ทุกความรู้สึกสำคัญ

วิธีการแสดงละครและภาพยนตร์ของปั้นจั่นนั้นค่อนข้างแตกต่างกัน เพราะความละเอียดอ่อนที่เขาเห็นในวิชาชีพของตัวเอง “หัวใจหลักๆ ของการแสดง ถ้าพูดในฐานะคนนอกนี่ อาจจะดูคล้ายคลึงกัน แต่จริงๆ แล้วค่อนข้างคนละแบบกันเลยครับ เพราะเวลาภาพยนตร์ฉาย จะเป็นจอใหญ่ หากเล่าเล่นใหญ่เกินไป มันก็จะดูใหญ่เกินไปเยอะ ต้องเป็นการแสดงแบบหนึ่ง ในขณะที่การเล่นละคร จะต้องแสดงอารมณ์อีกแบบครับ กว่าจะรู้ก็ต้องเก็บชั่วโมงบิน ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ ครับ” และในเมื่อภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่ปั้นจั่นแสดงเป็นภาพยนตร์อินดี้ ที่มักจะได้รับความสนใจจากนักวิจารณ์ เขาจึงยิ่งตั้งใจมากเป็นพิเศษ “ผมค่อนข้างแคร์กับคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ครับ เพราะพวกเขาคือคนที่ดูภาพยนตร์จริงๆ”

นอกเหนือจากความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาฝีมือตัวเองแล้ว ปั้นจั่นยังบอกว่า เขาพยายามทำความเข้าใจทุกอารมณ์ของคนรอบตัว เพื่อที่จะปรับใช้ในการแสดงของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก “ผมใช้วิธีการเทียบเคียงอารมณ์ครับ อารมณ์ทุกอย่างถือเป็นคลังความรู้ในการแสดงของผม ขึ้นอยู่กับว่าผมจะเลือกโมเม้นต์ไหนมาใช้ นอกจากนั้น การสังเกตคนก็เป็นเรื่องสำคัญ อาจจะไม่ถึงขั้นมานั่งสังเกตว่าทำอะไร แต่ให้จำภาพว่า ณ โมเม้นต์นี้ คนคนนี้รู้สึกอย่างไร หรือควรจะรู้สึกอย่างไร อย่างเช่น พ่อของเพื่อนเสีย เราไม่เคยมีประสบการณ์นั้น แต่เราก็พยายามจับความรู้สึกตรงนั้น แล้วเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโมเม้นต์นั้น ว่าเราควรจะรู้สึกอย่างไร ประมาณนี้ครับ”

สวมใส่ MIDO รุ่น Baroncelli III Chronometer Caliber80 Si

ตัวตนที่ส่งต่อ

“ผมไม่เคยร่วมงานกับแบรนด์นาฬิกามาก่อนเลยครับ” ปั้นจั่นยิ้มขณะลองนาฬิกา Mido สามสี่เรือนตรงหน้า “เดิมทีผมไม่เคยใส่นาฬิกาเลยนะครับ แต่พอได้ใส่ก็รู้สึกว่านาฬิกาเหล่านี้เป็นอะไรที่เท่มาก ผมชอบอะไรที่เท่ เรียบง่าย ไม่ใช่แนวฝังเพชรครับ อาจจะเลือกสักสองสามเรือนเก่ง สามารถใส่ได้ทุกที่ครับ”

เมื่อเราแอบถามว่า ถ้าจะต้องเลือกนาฬิกาให้สาวสักคน เขาจะเลือกจากอะไร “ผมจะเลือกจากความเป็นตัวตนของผมครับ” ปั้นจั่นตอบโดยไม่ต้องคิด “ผมว่าการเลือกของให้ใครสักคนเป็นการบอกไลฟ์สไตล์ของคนให้ด้วยและคนที่ได้รับเขาจะได้รู้ความรู้สึกเรา เพราะมูลค่าไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ ผมคงเลือกนาฬิกาเรือนที่เรียบง่ายเพราะอยู่ได้นานดูแล้วไม่เบื่อเร็ว ที่สำคัญ ต้องเป็นนาฬิกาที่ผมชอบ ถ้าผมชอบ ผมก็จะดีใจ อยากให้เขาใส่บ้าง อยากให้เขาประทับใจความเรียบง่ายที่ผมมอบให้ครับ” ปั้นจั่นสรุปจบ

Website: www.midowatches.com
Instagram: Midowatches  (https://www.instagram.com/midowatches/)
Facebook: MidoSwissWatches (Link https://www.facebook.com/MidoSwissWatches)

Related Post

นาย – ณภัทร เสียงสมบุญ กับใบหน้าและจิตใจที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กันจริงๆ

Sweet Smile + Sharp Attitude = Love Potion Number Nine

ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ใครต่อใครต่างตกหลุมรักนาย – ณภัทร เสียงสมบุญ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
ของแม่หมู – พิมพ์ผกา เพราะหลังจากร่วมงานกับลอปติมัมกายคนนี้ ทีมงานเองก็อดตกหลุมรัก
ในความอ่อนโยน อ่อนน้อม และความคิดเกินวัยของหนุ่มน้อยหน้าหวานคนนี้ไม่ได้

เราเคยได้ยินกิตติศัพท์ความสุภาพอ่อนน้อม ความน่ารัก และเสน่ห์ของลอปติมัมกายบนปกของเรามาจากหลายสื่อ หลายสำนัก ทุกคนที่เคยได้ร่วมงานกับณภัทร เสียงสมบุญต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นอกเหนือไปจากใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์แล้ว ความคิดความอ่านและจิตใจของผู้ชายคนนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน

เสน่ห์สไตล์ลอปติมัม

“ดีใจมากเลยครับที่ลอปติมัมติดต่อมา” นายพูดด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิดในขณะที่จับจ้องจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังโปรเซสภาพที่เขาเพิ่งถ่ายเสร็จไปเมื่อสักครู่อย่างไม่วางตา เขาดูตั้งอกตั้งใจกับการถ่ายแบบครั้งนี้มากจนทีมงานประทับใจไปตามๆกัน “ผมชอบหนังสือลอปติมัมมากครับ ชอบสไตล์ลิ่งแบบนี้ ชอบความโดดเด่น   ชอบการใช้กระดาษ ชอบสัมผัส ชอบไปหมดเลย ผมรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มีความเป็นสุภาพบุรุษที่มีเสน่ห์สูง ผมเลยชอบตรงนี้ครับ” เราอมยิ้ม ก่อนถามว่าคิดว่าตัวเองเหมาะกับลอปติมัมไหม “เหมาะครับ เหมาะมากเลยครับ ผมไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่นิดเดียว” นายรีบตอบทันที “ผมว่าผมคล้ายกับบุคลิกของหนังสือลอปติมัมตรงความเป็นสุภาพบุรุษแบบนิ่งๆ แต่ซ่อนความสนุกไว้อยู่ คือ ถ้าใครรู้จักผมจะรู้ว่าผมเป็นคนขี้เล่น ขัดกับภาพภายนอกของผมที่ดูนิ่งๆ เจอใครก็จะนิ่งไว้ก่อน ถ้าอยู่กับเพื่อนสนิท  ก็มีแกล้งบ้าง ถือว่าขี้เล่นพอสมควรทีเดียว”

ความประทับใจของทีมงานที่มีต่อนายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก้าวแรก   ที่เขาก้าวเข้าสตูดิโอมาพร้อมกับแม่หมู กิริยามารยาทอันอ่อนน้อม ทักทายทีมงานอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ถือตัว ตอบคำถามอย่างฉะฉานขัดกับบุคลิกที่เจ้าตัวออกตัวว่าขี้อายโดยสิ้นเชิง “ผมเป็นคนชอบทำกิจกรรมหลากหลายมากเลยครับ ทั้งเรื่องเรียนและหน้าที่การงาน เวลามีโอกาสเข้ามา ผมจะตั้งใจเต็มที่ ทุกอย่างที่ผมเลือกทำคือผมมีความสุขหมดเลยครับ ไม่มีใครบังคับให้ผมทำ พอผมต้องทำหลายอย่างพร้อมๆกัน เราก็จะโตกว่าคนอื่นในแง่ของความรับผิดชอบ ต้องทำ ทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังว่าตอนนั้นน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ดังนั้น เวลาทำงานผมจะตั้งใจมาก ไม่เล่นโทรศัพท์เลย ตั้งใจให้ออกมาดีที่สุดครับ ดังนั้น น่าจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบ   น่ะครับ ที่ทำให้ผมดูโตกว่าคนอื่น”

ชีวิตที่อยู่กับปัจจุบัน

นายเลือกเรียน Communication Design ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันที่เราได้สัมภาษณ์เขา เขาเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะแสดงงานธีสิสตัวจบของเขาที่ทุ่มเททำอย่างต่อเนื่องมากว่าปีเต็มที่สยามเซ็นเตอร์ แม้ว่านายจะเรียนและทำงานจนกระทั่งแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่สีหน้าและแววตาของเขาก็มิได้ดูเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย “โปรเจ็กต์จบของผมเป็นโปรเจ็กต์ซีเอสอาร์ที่เราตกลงกันว่าจะทำเรื่องดีๆคืนสู่สังคม เป็นคำปฏิญาณของพระบิดามหิดล      ที่จะนำความรู้ของตัวเองไปทำประโยชน์ให้ส่วนรวม นั่นเป็นคอนเซ็ปต์หลักของโปรเจ็กต์ จึงเกิดเป็นแคมเปญรณรงค์ให้คนรู้จักกฎไตรลักษณ์ นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา” นายเล่าถึงธีสิสของตัวเองอย่างกระตือรือร้น แต่แววตากลับสงบนิ่งเกินวัยยี่สิบเอ็ดปี “กฎไตรลักษณ์คือธรรมชาติของชีวิต คือการเปลี่ยนแปลง เหรียญมีสองด้านเสมอ ความทุกข์เป็นเรื่องที่เราต้องเจออยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นมา จงอย่าไปยึดติดกับมันมากนัก ตายไปเราเอาอะไรไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเราเข้าใจและยอมรับสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราจะรับมือกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้นครับ”

หลังจากนั่งคุยกับนายได้สักพัก เราพบว่าคุณสมบัติอันโดดเด่นทะลุหน้าหล่อๆของเขา นอกเหนือไปจากความสุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตนแล้ว การมองโลกในแง่บวกแบบตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงฉายแสงผ่านทั้งสีหน้า แววตา และคำพูดเรียบนิ่งของเขา “คุณแม่ปลูกฝังเรื่องกฎไตรลักษณ์ให้ผมตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างคิดบวก ผมเลยคิดว่าคงจะดีถ้าสามารถทำให้คนอื่นได้รู้เรื่องแบบนี้มาก แต่ถ้าเรานำเสนอแบบพุทธศาสนามากๆ คนอาจจะเบื่อ ผมจึงหาวิธี  สื่อทางอ้อมผ่านคอนเซ็ปต์หนังสือสามเล่ม มีภาพถ่ายที่ผมถ่ายเอง เขียนเรื่องราวต่างๆที่สื่อถึงกฎไตรลักษณ์ด้วยตัวเอง ทำให้คนไม่นึกว่า นี่คือเรื่องของพุทธศาสนา ผมมีคอนเซ็ปต์แต่ละเล่มครับ ถ้าเล่าคงจะยาวมากแน่ๆ แต่เข้าใจง่ายๆคือผมเอาคำสอนมาตัดทอนให้สื่อสารได้ในสไตล์ของผม ออกแบบดีไซน์แบบโปรเกรสซีฟ จากมากไปหาน้อย เพราะผมมีภาพหนึ่งอยู่ในหัวคือ ถ้าคนเราหลงทาง จะเดินเป็นวงกลม แต่ถ้าเดินทางและใช้ชีวิตอย่างมีสติ เราจะเดินเป็นเส้นตรง ดังนั้น  แต่ละเล่มจะถูกย่อยให้เข้าใจง่าย ดูสบายตา ในที่สุดก็ไปจบที่เนื้อหาแห่ง  การให้กำลังใจครับ เพราะกฎไตรลักษณ์สอนให้เราอยู่กับปัจจุบันครับ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในตอนนี้ เราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น อยู่กับปัจจุบันดีที่สุดครับ”

คำพูดง่ายๆกับความเป็นจริงง่ายๆที่พวกเราอาจจะหลงลืมกันไประหว่างการใช้ชีวิตที่หลุดออกจากปากของนายทำให้เราเชื่อได้ไม่ยาก เพราะเขาจดจ่ออยู่กับการทำงานตรงหน้ากับเราโดยไม่มีทีท่ากังวลถึงเรื่องงานโชว์ธีสิสที่กระชั้นเข้ามา หรือแม้แต่มีทีท่ากังวลจะรีบกลับไปเรียนต่อแต่เช้าวันรุ่งขึ้นแต่อย่างใด

ความหลงใหลอันหลากหลาย

“หลังจากเรียนจบ ผมวางแผนไว้ว่าจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบต่อไปครับ”  นายยอมรับว่าเขาโชคดีกว่าคนอื่นที่รู้ตัวเร็วว่าตัวเองชอบอะไร ทำให้เขาไม่หลงทางในชีวิต แต่เดินตรงดิ่งเข้าไปเรียนคณะที่เขาชอบได้ทันที “เพราะสิ่งที่ผมชอบจะทำให้ผมมีความสุขในการทำงาน และทำให้ผมทำงานได้ดี สิ่งที่ผมชอบก็มีทั้งการแสดง ดนตรี กีฬา และกราฟิกดีไซน์ครับ ผมคงทำเรื่องพวกนี้ต่อไป แบ่งเวลากันไป แล้วแต่โอกาสของชีวิตครับ โอกาสคงไม่ได้เข้ามาบ่อยๆนัก ถ้าผมปล่อยอย่างใดอย่างหนึ่งผ่านไปก็คงจะน่าเสียดาย”

นายยืนยันว่าความชอบอันหลากหลายของเขานั้นเลือกไม่ได้เลยจริงๆ “ผมชอบกีตาร์เพราะคิดว่ามันเซ็กซี่ครับ ชอบทุกอย่างที่เป็นกีตาร์ รูปร่าง เสียง แต่ละตัวให้เสียงไม่เหมือนกัน กลิ่นของไม้ก็ต่างกันครับ ส่วนกอล์ฟนี่ผมชอบออกรอบตอนเย็นเป็นพิเศษ ช่วงเวลาใกล้พระอาทิตย์ที่ผมเรียกว่าเป็น Magic Moment ชอบกลิ่นหญ้า ชอบจังหวะที่หน้าไม้แฉลบดินขึ้นมา มีเสน่ห์มากเลยครับ” นายบรรยายภาพต่างๆในจินตนาการของเขาออกมาอย่างงดงามจนเราอดอมยิ้มตามไม่ได้ เราจึงกระเซ้าเขาว่าเคยคิดอยากจะเป็นนักเขียนบ้างไหม เพราะเขามีความสามารถในการเล่าเรื่องราวได้สุดแสนจะน่ารัก “ผมไม่ค่อยเก่งภาษาไทยครับ แต่ผมถนัดการคิดเป็นภาพ ดังนั้นผมจะสื่อสารออกมาในรูปแบบคอมมิวนิเคชั่นดีไซน์ หรือกราฟิกดีไซน์ที่ผมถนัดมากกว่าครับ”

อีกหนึ่งคุณสมบัติในตัวของนายคงจะส่งให้เขาประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตและหน้าที่การงานอย่างแน่นอนคือความมุ่งมั่นตั้งใจจริง “ผมชอบอะไรที่มีเรื่องราวครับ เวลาจะทำอะไรสักอย่างนี่จะหาข้อมูลหนัก จนกระทั่งอินมาก พอทำงานจบ ก็เปลี่ยนไปอินเรื่องอื่นต่อ ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เวลาผมทำอะไรผมทำจริง ทำทุกอย่างที่สุดไว้ก่อน แต่ที่สำคัญ ผมไม่กดดันตัวเองครับ เพราะความคาดหวังจะทำให้ทุกอย่างที่เราตั้งใจทำมาพังหมด ดังนั้น ผมจึงทำทุกอย่างเต็มที่สนุกกับทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยืดหยุ่นและให้อภัยตัวเองได้ด้วยครับ”

ส่งต่อแรงบันดาลใจ

“ผมชอบเพลงของพี่เล็ก ฮิวโก้ครับ เพราะเพลงของเขาไม่เกี่ยวกับความรักฟูมฟายทั่วไป แต่เป็นเพลงที่มีความหมายในแง่บวก เป็นคำสอนที่ดีมาก ส่วนคำพูดของเขาก็วิเศษมากเลยครับ” นายตอบเมื่อเราถามถึงไอดอลในใจของเขา “ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนตรงๆ รักในสิ่งที่เขาทำ เวลาเขา
อยู่บนเวที เขามีเสน่ห์มาก เป็นตัวของตัวเอง เขาเป็นแรงบันดาลใจ
ให้กับผมเลยครับ”

แล้วคิดว่าตัวเองจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้ไหมล่ะ เราถามต่อ  “ถ้าเป็นได้ ผมจะดีใจมากเลยนะครับ เพราะผมได้ส่งต่ออะไรบางอย่างให้กับใครบางคน แต่ผมว่าคนที่เป็นไอดอลเขาไม่ได้คิดหรอกครับว่าเขาจะเป็นไอดอลอะไร เขาก็แค่ทำหน้าที่ของเขา พี่เล็กก็แต่งเพลง ทำให้คนฟังมีความสุข หลุดจากความทุกข์ นั่นคือการให้ในรูปแบบหนึ่ง เวลาผมเจอเขา ผมก็คือคนธรรมดาที่แสดงออกเลยครับว่าผมชอบเขา สั่นไปหมดเลย ถ้าสมมติว่าผมสามารถทำอะไรสักอย่าง แล้วส่งต่อสิ่งนั้นให้กับคนที่มีปัญหา มีกำลังใจในการใช้ชีวิตได้ ผมจะรู้สึกดีมากๆเลยนะครับ แต่ผมไม่เคยคิดหรอกว่าตัวเองจะเป็นไอดอล หรืออะไรอย่างนั้น ผมแค่อยากจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดเท่านั้นเองครับ”

แต่นั่นคือความเป็นไอดอลนะ เราแย้งยิ้มๆ นายหัวเราะเขินๆ แล้วตอบว่า “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่ผมคิดเพียงว่า ผมนี่เป็นผู้รับ มาเยอะมาก ทั้งคุณแม่ ทั้งแฟนคลับ เวลาพวกเขามาหาผม ผมไม่สามารถให้อะไรพวกเขาได้เลยนอกจากรอยยิ้ม หลังๆผมเลยตั้งใจทำที่คั่นหนังสือ เขียนข้อความให้กำลังใจต่างๆไปให้แฟนคลับ เวลามีแฟนมีตติ้ง เพราะผมเองไม่สามารถไปให้กำลังใจเขาในตอนที่เขาต้องการได้ แต่พวกเขามาให้ผมได้ไง ผมเลยอยากจะตั้งใจทำอะไรบางอย่างให้พวกเขา และพอพวกเขาเอาสิ่งที่ผมทำไปโพสต์ แท็กผมมา ผมรู้สึกดีมาก ทำไมรู้สึกดีอย่างนี้ล่ะ ผมก็ค่อยๆเรียนรู้จากความรู้สึกนี้ ก็ต่อยอดมาเป็นโปรเจ็กต์จบของธีสิส ช่วยให้คนหลุดพ้นจากปัญหาที่อาจจะเจอ พอคนเข้าใจ   ผมก็รู้สึกดี นี่คือสิ่งดีๆที่ผมเจอครับ”

เราจบการทำงานถ่ายแฟชั่นพร้อมสัมภาษณ์ด้วยรอยยิ้ม ทุกคน    มีความสุขกับการทำงานในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่พวกเราเรียนรู้อย่างชัดเจน   ในชั่วโมงการทำงานสั้นๆนี้ก็คือ ทัศนคติที่ดีและการมองโลกในแง่ดีนี่สามารถติดต่อได้จริงๆ นายได้พิสูจน์ความจริงข้อนั้นแล้ว และพวกเรา   ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสรู้จักและซึมซับทัศนคติดีๆของนาย พวกเราหวังว่าทัศนคติเหล่านั้นจะสามารถส่งต่อถึงผู้อ่านลอปติมัมได้ผ่านทั้งภาพถ่ายและบทสัมภาษณ์ชุดนี้

Related Post

WHEN EAST MEETS WEST “โดดเด่นด้วยสไตล์ JAPONISM MODERN” 

JASPAL MAN (ยัสปาล แมน) เผยโฉมคอลเลคชั่นฤดูหนาว2017ล่าสุด ที่สื่อความเป็นญี่ปุ่นในสไตล์ “JAPONISM” โดยดึงเอางานสถาปัตยกรรมมาผสานเข้ากับแฟชั่น ผ่านการตีโจทย์ใหม่ให้ได้เห็นถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยของคนญี่ปุ่นยุคใหม่ที่มีความเป็นตะวันตกมากขึ้น ทว่ายังเน้นความโดดเด่นด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค น้อยแต่มากเรียบแต่โก้ไว้ในทุกดีไซน์และทุกขั้นตอนการตัดเย็บ

โดยหนาวนี้เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด จึงเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของความเรียบโก้ เท่ห์ แต่แอบแฝงด้วยลูกเล่นและกิมมิคต่างๆ เข้ามาเพิ่มสีสันให้กับการแต่งตัว โดยยึดเอางานCUBISM ที่สื่อออกมาผ่านรูปทรงของเสื้อผ้า เน้นวอลลุ่มและมีความมีมิติ เป็นอีกหนึ่งความยากในการนำเอาชิ้นงานมารังสรรค์ใหม่ ก่อให้เกิดรูปทรงเสื้อผ้าที่ดูโดดเด่นและประณีตพิถีพิถันในการตัดเย็บ

จุดเด่นในคอลเลคชั่นนี้ อยู่ที่การสร้างแพทเทิร์นและรูปทรงให้กับเสื้อผ้าแนวโมเดิร์นให้ดูน่าสนใจและแปลกตามากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้วัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาเป็นแรงบันดาลใจ ผ่านกิมมิคและไอคอนนิคต่างๆที่สอดแทรกอยู่บนเสื้อผ้า อาทิ ลวดลายคลื่นทะเล จนไปถึงหน้ากากคาบูกิ ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน ถ้าจะให้เลือกคีย์พีซสักชิ้นแน่นอนว่า เสื้อคลุมโอเว่อร์ไซด์ทรงกิโมโน และแจ็กเก็ตบอมเบอร์ คือเสน่ห์ของชิ้นงานที่เราเห็นและรู้สึกทันทีที่ได้สัมผัส โดยโทนสีหลักในคอลเลคชั่นนี้จะเน้นไปที่ สีน้ำเงิน ดำ และแดง

ชิ้นเรียบโก้คลาสสิค “SMART TAILORING” ก็ได้นำเอาเทคนิคการตัดเย็บเสื้อสูทที่เลื่องชื่อและโดดเด่นในสไตล์ Japanese Pattern โดยผ่านตัดเย็บอย่างประณีตด้วยผ้าวูล เน้นคัตติ้งที่คมกริบ ที่มาพร้อมซับในแบบครึ่งตัว(Half Lining)สวมใส่สบายระบายอากาศได้ดี ทั้งยังเติมกิมมิคความเป็นญี่ปุ่นด้วยเข็มกลัดติดเสื้อรูปโพธิ์ดำสลักอักษร JP สวมใส่คู่กับกางเกงทรงสกินนี่ และเสื้อเชิ้ตลายทางแบบStripe on Stripe ลายดอกไม้แบบญี่ปุ่น หรือจะเป็นเสื้อเชิ้ตคอจีน

ชิ้นโดดเด่นด้วยสไตล์ “SMART FORMAL” คีย์พีซคงหนีไม่พ้น ชุดสูทลายแบมบู (Overall Bamboo) ที่ใส่เข้าเซตกับเกงกางลายเดียวกัน หรือจะเป็นEvening Suit สูทสำหรับงานกลางคืนที่ตกแต่งด้วยกระดุมจีน ดูโดดเด่นทว่ายังคงความเก๋และสง่างามไม่ซ้ำใคร อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจมากๆ คือเทคนิคที่ปรากฏบนเสื้อเชิ๊ตโดยนำเทคนิคการพับกระดาษญี่ปุ่นแบบโบราณอย่าง โอะริงามิ(Origami) มาใช้ในการตกแต่งด้วยการพับและเย็บต่อกันจนเกิดเป็นลวดลาย โดยลุคทั้งหมดที่เราเห็นสามารถแมทซ์เข้าได้กับรองเท้าหนังปลายแหลม หรือจะเป็นรองเท้าผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินสุดหรู พร้อมกระเป๋าหนังสะพายข้างดีไซน์เรียบหรู ที่ใช้วัสดุคุณภาพดีเยี่ยมมาเสริมลุคให้ดูเท่ห์ตามแบบฉบับผู้ชายของยัสปาล

ชิ้นงานสวมใส่ง่ายแต่สไตล์ลิช “SMART CASUAL”  โดดเด่นด้วยเฉดสีสันสดใสเพื่อให้ความรู้สึกสนุกสนานและไม่น่าเบื่อ คีย์พีซที่เราแนะนำ คือสเวตเชิ้ตลายหน้ากากคาบูกิ ตลอดจนบรรดาเสื้อนิทแวร์ต่างๆ นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลท์อยู่ที่เสื้อโปโล ที่มีนำเอาผ้าพื้นเมืองของญี่ปุ่นมาปัดฝุ่นทำชิ้นงานขึ้นใหม่ให้เกิดเป็นซิลูเอทที่แฝงความโมเดิร์นทว่ายังคงมีกลิ่นไอความคลาสสิกอยู่อย่างเต็มพิกัด ในส่วนของกางเกง ก็จะเน้นทรงที่สวมใส่ง่ายและสบาย ทั้งแบบทรงป้ายด้านหน้า ที่เพิ่มลูกเล่นด้วยการพับขาและเชือกผูกเอว และแน่นอนว่ากางเกงยีนส์ก็ยังคงเป็นชิ้นที่โดดเด่นเช่นเดิม เพียงแต่ในซีซั่นนี้ได้มีการนำเอากางเกงรูปทรงต่างๆ มาเพิ่มลูกเล่นด้วยการใส่ลายพิมพ์ อาทิ คลื่นทะเล ลายปลาคาร์ฟ และแถบเทปสีแดง (Red Tape) เพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับคอลเลคชั่นนี้

JASPAL MAN ACTIVE ในไลท์เสื้อผ้าแนวสปอร์ต มีการหยิบเอาสไตล์โอเรียนทอลมาผสมกับสไตล์ฟิวเจอริสติก เพื่อก่อให้เกิดชิ้นงานใหม่ที่ดูโดดเด่นในด้านของสไตล์ แต่ยังคงคุณภาพให้สามารถสวมใส่ได้สบายและมีความคล่องตัวสูง ด้วยเทคนิคและนวัตกรรมใหม่ในการผลิตของเนื้อผ้า ลูกเล่นหลักในการเพิ่มความโดดเด่นผสานความคลาสสิก ก็คงหนีไม่พ้นการใช้ลวดลายภาพวาดสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ลายเชือกซามูไร การพิมพ์ลายฝีพู่กัน(Brush Stroke) หรือลวดลายหน้ากากคาบูกิ แน่นอนว่ายัสปาลยังใส่ใจในเรื่องของเทรนด์แฟชั่น โดยเราสามารถเห็นได้จากกางเกงขายาวติดแถบเทปด้านข้าง ที่ดูโดดเด่นและทันสมัย อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทางแบรนด์ครีเอทขึ้น ก็คือเทปยางปั๊มนูน ที่ปรากฏให้เห็นบนบ่าเสื้อ และเทปยางที่ออกแบบเป็นสายคล้องไหล่สำหรับสะพายเสื้อ ซึ่งถือเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มาแรงมากในขณะนี้ ทั้งยังมีชิ้นเด็ดอย่างกระเป๋าผ้าไนลอนสุดพรีเมี่ยม และรองเท้ากีฬาที่ดูสวยไร้กาลเวลา

พบกับ JASPAL MAN คอลเลคชั่นฤดูหนาว 2017  ได้ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมนี้ ที่ JASPAL MAN ทุกสาขาทั่วประเทศ 

Content by Patinya

Related Post

Brenton Thwaites จากวงการซีรีส์โทรทัศน์สู่ดาราฮอลลีวู้ด

Young Face + Hottest Blockbusters = Hollywood’s Sweetheart Thwaites

คุณอาจจะคุ้นหน้าเขาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Gods of Egypt และ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales แต่ดาราฮอลลีวูดหน้าเด็กคนนี้อยู่ในวงการซีรีส์โทรทัศน์มานานกว่าที่คุณคิด มาจับเข่าคุยกับหนุ่มแดนจิงโจ้ที่ข้ามมาโด่งดังในวงการบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลกกัน

บอกเราหน่อยว่าการแสดงภาพยนตร์กับแสดงซีรีส์ต่างกันไหม คุณชอบบทบาทไหนมากกว่ากัน

ผมชอบทั้งสองอย่างนะครับ มีข้อดีและข้อเสียกันทั้งนั้น ผมไม่ได้แสดงซีรีส์มาได้สักพักแล้ว แต่เท่าที่เห็นและจำได้ก็คือ นักแสดงจะมีโอกาสได้เข้าถึงบทบาทอย่างช้าๆ เพราะมีเวลาเล่นเยอะ ซีรีส์ยาวเป็นหลายปีน่ะครับ ผู้ชมเองก็จะอยู่กับคาแร็กเตอร์ของคุณไปด้วยกัน โตไปพร้อมๆ กันผมชื่นชมความท้าทายและความทุ่มเทของการทำงานแบบนี้ คุณไม่สามารถปัดความรับผิดชอบ หรือแค่จะทำให้จบๆ ไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมชอบที่จะไปดูภาพยนตร์จอใหญ่ และรักบรรยากาศแบบนั้น ดังนั้น ผมคิดว่า นักแสดงมืออาชีพคือคนที่สามารถสลับสับเปลี่ยนการทำงานระหว่างสองโลกนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ ครับ

คุณได้ทำงานกับดาราดังๆ มากมาย กดดันมากไหม และคุณรับมือกับความเครียดอย่างไร

วิธีรับมือกับความเครียดที่ดีที่สุดคือ ใช้มันซะ เอาความเครียดไปลงกับคาแร็กเตอร์ที่คุณแสดงอยู่ แต่ผมมักจะเจอเพื่อนร่วมงานมืออาชีพ ดังนั้นผมแค่ประสาทเสียก่อนที่จะถ่ายทำเท่านั้น แต่พอเริ่มถ่าย ทุกอย่างก็ไหลลื่นไปหมด ไม่มีปัญหาอะไรอย่างจริงจังครับ

คุณต้องปรับตัวมากไหม ในการมาทำงานที่ฮอลลีวูด 

ตอนที่ผมมาทำงานที่นี่ ดาราออสเตรเลียกำลังมีบทบาทสำคัญในวงการฮอลลีวูด ทุกคนจึงต้อนรับผมอย่างอบอุ่น และผมก็ได้มีโอกาสได้แสดงฝีมือ พิสูจน์ตัวเอง การปรับตัวมีเรื่องเดียวคือ เราอยากจะกลับประเทศตัวเองตลอดเวลา เพราะออสเตรเลียสวย และสบายเหลือเกิน เท่านั้นเองครับ ก็หาโอกาสกลับไปถ่ายทำภาพยนตร์เป็นระยะๆ ครับ

ยินดีด้วยที่คุณได้ลูกสาว ชีวิตเปลี่ยนไปมากไหมหลังจากมีลูกคนแรก

จริงๆ แล้วก็เหมือนเดิมนะ ท่องบท เจอคนในวงการ เดินทางไปโน่นไปนี่ แค่มีเจ้าตัวเล็กห้อยไปไหนมาไหนด้วย มีเรื่องเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือ ผมสามารถเล่นมุกเกี่ยวกับการเป็นพ่อคนได้อย่างสบายใจแล้วครับ

คุณสนใจทำงานตำแหน่งอื่นๆ ในธุรกิจนี้บ้างไหม

แน่นอน ผมสนใจการกำกับนะ แต่ตัดต่อนี่ขอบายล่ะ ผมมีโปรเจ็กต์ในหัวเยอะแยะไปหมด คงจะต้องทำให้เป็นรูปเป็นร่างเร็วๆ นี้แล้วล่ะ

คุณกำลังจะมีภาพยนตร์เรื่องใหม่บ้างไหม

ผมเพิ่งจะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Ghosts of War กับผู้กำกับ Eric Bress (เอริค เบรส) เป็นหนังทริลเลอร์เกี่ยวกับทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สองที่รับหน้าที่ป้องกันปราสาทในตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสครับ

เล่าเรื่องในกองถ่าย Pirates of the Caribbean ให้เราฟังหน่อยสิ

ผมประทับใจมากเลยว่าภาพยนตร์ใหญ่ระดับนี้กลับเปิดโอกาสให้เราได้ทำงานอย่างอิสระ โดยปกติแล้วคนทำภาพยนตร์จะกระดิกตัวไม่ค่อยได้ อาจจะเนื่องด้วยงบประมาณ และปัจจัยอื่นๆ แต่สำหรับกองนี้ เรารู้สึกได้เลยว่าทุกคนพร้อมสนับสนุนไอเดียแหวกแนวที่สุดที่ผู้กำกับนำเสนอเลยทีเดียว

ได้มาถ่ายปกลอปติมัมของเรา รู้สึกอย่างไรบ้าง

ขอบคุณลอปติมัมมากเลยครับที่ให้โอกาสผม และขอบคุณประเทศไทยจริงๆ หวังว่าทุกคนจะชอบภาพยนตร์นะครับ

Related Post

Hermes ส่งท้ายฤดูร้อนปีนี้ด้วยผ้าพันคอสไตล์ทูโทนรุ่น Palm Springs

Handcrafted 

Around Your Neck

ส่งท้ายฤดูร้อน 2017 Hermès (แอร์เมส) นำเสนอผลงานที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของแบรนด์อย่าง ‘ผ้าพันคอ’ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากของสองสิ่งที่ดูเหมือนจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่กลับปรากฏขึ้นในชีวิตประจำวันจนเป็นปกติ ก่อให้เกิดอารมณ์ขัน และความหมายใหม่ๆชวนค้นหา คอลเลกชั่นนี้ได้ Daniel Riera (แดเนียล รีรา) เป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ภาพโฆษณาแคมเปญที่ยังคงกลับย้อนไปสดุดีและรำลึกผลงานของศิลปินชั้นครูอย่าง Thomas Lelu (โธมัส เลอลู) อีกด้วย

Palm Springs Print

ผ้าพันคอผ้าฝ้ายในสไตล์ทูโทน
รุ่น ‘Palm Springs’ เล่นกับคู่สีที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติอย่างสีกำมะถัน สีม่วงแดง สีฟ้าโคบอลต์ และสีเปลือกต้นเบาบับ ซึ่งเป็นโทนสีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าศิลปินที่อาศัยอยู่ในกรุงนิวยอร์กในช่วงยุค 1940s ให้สะบัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบอีกด้วย ชื่อ
‘Palm Springs’ เองก็มาจากภาพในห้วงความทรงจำตอนพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ที่เส้นขอบฟ้าจรดกับท้องทะเล ณ ชายหาดเมืองแคลิฟอร์เนีย ซึ่งการจับคู่สีในผ้าพันคอแต่ละผืนจะใช้วิธีการสุ่ม โดยการหยอด 2 สีที่สุ่มเลือกลงไปในกรอบเดียวกัน และปล่อยให้สีไหลอย่างอิสระมาบรรจบกันตรงกลาง เป็นแพทเทิร์นที่คาดเดาไม่ได้

Washington’s 

Carriage Print

ผ้าพันคอผ้าไหมแคชเมียร์ได้แรงบันดาลใจมาจากรถม้าซึ่งเป็นพาหนะประจำตัวของ George Washington (จอร์จ วอชิงตัน)  ที่พาเขาออกจากที่พักในกรุงนิวยอร์กไปที่ Federal Hall เพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1789 ออกแบบโดย Caty Latham (คาตี้ ลาเตม) ตั้งแต่ปีค.ศ. 1978 โดยมาจากผลงานวาดภาพสีน้ำของ J. Robert Hart (เจ โรเบิร์ต ฮาร์ท) ที่วาดไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1792 ลวดลายนี้ได้เคยปรากฏในคอลเลกชั่นผ้าพันคอของผู้หญิงมาก่อน และเพิ่งจะมาปรากฏในคอลเลกชั่นสำหรับ สุภาพบุรุษตอนนี้เอง

Route 24 Print

ศิลปินผู้ออกแบบผ้าพันคอผืนนี้คือ Elias Kafouros (เอไลอัส   คาฟูรอส) เขาใช้เพียงปากกาลูกลื่นในการร่างภาพ เขาคือผู้ออกแบบผ้าพันคอ And the Winter is…’ ในคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งแรงบันดาลใจใน Route 24 นี้คือการขับขี่มอเตอร์ไซค์ เพื่อออกไปค้นหาปลายขอบฟ้าตามจินตนาการ  ของศิลปินเพื่อหาความหมายให้กับการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์

Les Bains d’Herme`s Print

ลายพิมพ์นี้คือภาพที่ถ่ายทอดบ่อน้ำขั้นบันไดอันโด่งดังในราชสถาน ของศิลปิน Ugo Gattoni (อูโก้ กัตโตนิ) ที่เคยสร้างสรรค์ ผ้าพันคอลาย ‘Hippopolis’ ในคอลเลกชั่น ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2015 มาแล้ว ใช้วัสดุผ้าไหมผสมผ้าฝ้าย เพื่อความเบาบาง สวมใส่ได้แม้ในวันที่อากาศร้อน

Related Post

บูติก Saint Laurent แห่งที่สองใจกลางย่านธุกิจดัง พร้อมกับคอลเลกชั่นพิเศษ

A Fresh Flagship

คงไม่มีใครปฏิเสธถึงสไตล์ที่ชัดเจนด้านการแต่งกายของแฟชั่นในประเทศญี่ปุ่นกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการเลือกและปรับใช้เครื่องแต่งกายเหล่านั้นในรูปแบบที่สามารถแสดงตัวตนในแต่ละคน สิ่งนั้นเองคือจุดแข็งที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายในประเทศนั้นเจริญเติบโตตลอดเรื่อยมา พวกเขาไม่เพียงแค่เสพสินค้าจากนักออกแบบในประเทศเท่านั้น สินค้าแฟชั่นไฮเอนด์ก็เช่นเดียวกัน

สิ่งสำคัญในการเลือกเสพของพวกเขาคือ ความเข้าใจและเห็นคุณค่าของผลงานออกแบบ คุณภาพและงานฝีมือที่หล่อหลอมอยู่ในวัฒนธรรม ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Saint Laurent (แซงต์ ลอรองต์) พิถีพิถันเป็นอย่างมากกว่าจะตัดสินใจเปิดบูติกสาขาที่สองที่ย่านกินซ่า ต่อจากสาขาแรกในย่านโอโมเตซันโดะที่เปิดตัวไปตั้งแต่ค.ศ. 2015

บูติกใหม่แห่งนี้มีเส้นสายเรียบง่ายสไตล์มินิมัลลิสม์ พื้นและผนังตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาด้วยหินอ่อน ‘Statuarietto’ นำเข้าจากประเทศอิตาลี และตู้แสดงสินค้าโครงสร้างโลหะนิกเกิลเงางามที่ใช้นำเสนอคอลเลกชั่นเครื่องแต่งกายชาย เครื่องแต่งกายสตรี เครื่องประดับ และคอลเลกชั่นเครื่องหนังที่ออกแบบโดย Anthony Vaccarello (แอนโธนี แวคคาเรลโล) ภายในพื้นที่ 3 ชั้น อีกทั้งยังนำเสนอความล้ำสมัยให้กับบูติกใหม่แห่งนี้ด้วย อาคารด้านหน้าสีดำสนิทโดดเด่นอยู่เบื้องหน้าของห้างสรรพสินค้าใหม่ล่าสุด Ginza6 ใจกลางถนนธุรกิจย่านกินซ่าอันวุ่นวายในกรุงโตเกียวแห่งนี้

Related Post