LOUIS VUITTON MEN FASHION SHOW FALL/WINTER 2019

 

Related Post

Let’s It Snow ! Streetwear & Sportwear

ถ้าหากว่าภูเขาสูงลูกนี้ห้อมล้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น เมซงสุดลักชัวรีก็คงจะมีที่ทางอยู่ตรงนั้นกันทุกแบรนด์ พร้อมเผยโฉมกับอีกหนึ่งทางเลือกและโอกาสซึ่งมาแรงไม่แพ้อันอื่น สปอร์ตส์แวร์คือลูกเล่นล่าสุดที่ทุกคนพร้อมใจนำเสนอ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ภูเขาลูกนั้นช่างเนื้อหอม เพราะถูกรุมล้อมด้วยแบรนด์ต่างๆ มานานแล้ว ทว่าคราวนี้อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนจากเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์และสปอร์ตส์แวร์ที่เพิ่งหล่นร่วงมาบนรันเวย์อย่างบ้าคลั่ง ดูเหมือนว่ายอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอันขาวโพลนกำลังจะมีจุดสนใจอันใหม่ที่แฟชั่นเฮาส์ต่างจับจ้องแบบไม่ละสายตา เหตุผลเรื่องซีซั่นคือความจำเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อีกอย่างนั้นเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์อย่างแยกจากกันไม่ได้ ความจริงก็คือโลกแห่งกีฬาฤดูหนาวนั้นเป็นอีกด้านของลูกเต๋าที่ช่วยขับเคลื่อนแฟชั่นแนวสตรีทแวร์มาหลายสิบปี บนพื้นที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ เราต่างได้เห็นการระเบิดตัวของขนบใหม่จากนักกีฬาสโนว์บอร์ด จุดกำเนิดของอีกหนึ่งเจเนอเรชั่นแห่งความน่าสนใจ ท่ามกลางภูมิประเทศอันสวยงาม อุปกรณ์กีฬาหลากหลายชนิด และเหล่านักสู้ผู้เคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัด สปิริตที่ไม่มีวันหมดนั้นเชื่อมโยงกับความกล้าหาญในเรื่องสไตล์ พวกเขาโลดแล่นบนปุยหิมะสีขาวอย่างฉับไวยิ่งกว่าชีวิตในโซเชียลเน็ตเวิร์กและนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างพากันขึ้นสู่ยอดเขา พร้อมทำให้ดูน่าสนใจผ่านแผนการตลาดจากอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นในไลน์ลักชัวรี พิสูจน์ได้จากอะไรน่ะเหรอ ก็บรรดาแคปซูลคอลเลกชั่นและการคอลลาบอเรชั่นอันเติบโตเหมือนต้นสนที่ค่อยๆ แตกกิ่งก้านออกไปทีละนิดตามเหมันตฤดูอันเวียนไปในแต่ละปี และนี่คือเมซงระดับลักชัวรีที่โดดเด่นผู้นำเสนอคอลเลกชั่นสกีแวร์ผ่านประวัติศาสตร์ จินตนาการ และความสม่ำเสมอจากยอดขาย แม้คุณไม่ได้อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลนับกิโลเมตรก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นรสนิยมเหล่านี้ได้

Ralph Lauren

อันเนื่องมาจากคุณูปการของแคปซูลคอลเลกชั่น ‘Downhill Skier’ แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้จึงได้คอนเน็กต์กับไลฟ์สไตล์แบบเอาต์ดอร์อย่างเป็นทางการ พร้อมสินค้าซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นยุค 1980s – 1990s เบสด้วยสีหลักดั้งเดิมแล้วเพิ่มเติมพวกตัวปักและลวดลายเข้าไปอย่างเต็มที่

Giorgio Armani

จากคอลเลกชั่น ‘Neve’ ที่เคยออกวางขายในยุค 1990s ถึงเวลาที่ตำนานนี้จะกลับมาอีกครั้ง เพราะนี่ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการปลุกวิญญาณไลน์เสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรีที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงมาจากความมินิมอลและกราฟิกลายคลาสสิก พร้อมจับคู่สีน้ำเงิน ขาว และแดง ในรูปคือโคลเวอร์ออลเนื้อผ้ากำมะหยี่ แจ๊กเก็ตผลิตด้วยเทคโนโลยีที่สามารถกันน้ำได้ ด้านในบุด้วยนวมขนแกะและแคชเมียร์ มาพร้อมกับแอ็กเซสเซอรีเข้าชุด ทั้งหมวกกันน็อกและหน้ากากสกี

Louis Vuitton

‘Damier Graphite Alpes’ สินค้าไลน์ใหมซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างแคนวาสลาย ‘Damier Graphite’ อันโด่งดัง และแพตช์เวิร์กลายพร้อย ซึ่งบันทึกเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

Moncler

ถ้าเคยติดใจคอลเลกชั่น ‘1952’ และ ‘Grenoble’ แล้วละก็ บอกเลยว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ ‘Moncler Genius’ ซึ่งออกมายังไม่ถึงขวบปี โดยปูพื้นฐานความคิดไว้เป็น 8 แคปซูลคอลเลกชั่น ได้แรงบันดาลใจมาไม่เหมือนกัน โดยได้เชิญเหล่าดีไซเนอร์จากหลากหลายประเทศและเชื้อชาติมาออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์ของบริษัทแม่ หนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดจากแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่ยังคงรักษาและควบคุมตลาดสปอร์ตส์แวร์ระดับลักชัวรีได้อย่างอยู่หมัด จับตาดูให้ดี อีกไม่นานเราจะได้เห็นอีก 2 คอลเลกชั่นที่เล่นกับป็อปคัลเจอร์และสตรีทแวร์ พร้อมบีตสนุกๆ และการถอดรหัสความวินเทจที่ต่างไปจากเดิม

Prada

ด้วยการกลับมาของ ‘Linea Rossa’ ไลน์สปอร์ตที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปีค.. 1997 คราวนี้ Prada ตั้งใจที่จะลงแข่งในสนามสปอร์ตส์แวร์อย่างจริงจังแล้ว จุดตั้งต้นดังกล่าวปะทุขึ้นจากไฟหนุ่มของโลเรนโซ แบร์เตลลี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมิวเชีย ปราดา กับคอลเลกชั่นแรกของเขาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย แผนที่วางไว้ก็คือไลน์เสื้อผ้าซึ่งเอาไว้ใส่ตะลุยหิมะเป็นจุดตั้งต้น ตามด้วยลายกราฟิกและความพิถีพิถันในงานตัดเย็บ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ถึงตรงนี้คุณอาจจะต้องพึ่งดิกชันนารีในการทำความเข้าใจคำศัพท์พวก nanotech, graphene, Gore-Tex, PrimaLoft, Nylon 3L… กลุ่มคำที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไฮเทคขึ้นมาทันที

Fendi

เอาล่ะ ตัวนี้ใส่ไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนได้ กับแจ๊กเก็ตลายโลโก้จากแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการตัดเย็บที่ทันสมัย และบรรดาแอ็กเซสเซอรีอีกเป็นกุรุส

MAISON MARGIELA TAKES ANOTHER TRACK

อีกหนึ่งโมเมนต์อันน่าตื่นเต้นจากความสวยงามของเครื่องแต่งกายสำหรับเล่นสกี การพลิกกลับและความแตกต่างนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ กับแซนเดิลมีสายรัดสไตล์เยอรมันที่เผยโฉมอยู่บนรันเวย์ของ Maison Margiela ในคอลเลกชั่นฤดูหนาว!

Related Post

GANCINI – OUR ICON EXPLAINED

ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมสรรสร้างลายโมโนแกรมโฉมใหม่อันทรงพลัง โดยออกแบบจากหนึ่งในสัญลักษณ์ที่อยู่คู่แบรนด์มายาวนานอย่างรูปโลโก้ Gancini พอล แอนดรูว์ (Paul Andrew) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ประจำคอลเลคชั่นสุภาพสตรีของแบรนด์ เป็นผู้ออกแบบลายโมโนแกรม Gancini นี้ ซึ่งจะมีบทบาทโดดเด่นในคอลเลคชั่นของแบรนด์อีกหลายฤดูกาลถัดไปทั้งนี้ เรายินดีที่จะนำเสนอบทแนะนำ Gancini อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการเปิดตัวผลงานชิ้นสำคัญอันบอกเล่าถึงตัวตนของแบรนด์ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม

Gancini คืออะไร

Gancini แสดงถึงหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเป็นตั้งแต่อุปกรณ์ใช้งาน สัญลักษณ์ทางศิลปะของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมไปจนถึงสัญลักษณ์ซึ่งรวมไว้ด้วยคุณลักษณะของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ การสืบสานมรดกอันล้ำค่า ความแข็งแกร่ง และความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งหากต้องการเข้าใจซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม เราจำเป็นต้องเข้าใจกับ Gancini ได้เสียก่อน นับได้ว่า Gancini นั้นเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของแบรนด์ทั้งในเชิงการใช้งานและเชิงสัญลักษณ์เลยทีเดียว

ทำไม Gancini จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม Gancini เป็นสิ่งที่เกินจะประเมินค่าได้ โดยเป็นทั้งสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่ทั่วโลกสามารถจดจำได้ภายในทันที และยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Gancini ยังสะท้อนและเสริมให้เห็นถึงอัตลักษณ์แห่งซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม

Gancini แสดงถึงประวัติศาสตร์

ความสัมพันธ์ระหว่าง Gancini ที่มีทั้งระหว่างผู้ก่อตั้งแบรนด์และพาลัซโซแห่งเมืองฟลอเรนซ์ (Florentine Palazzo) สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เขาได้ก่อตั้งเวิร์กช็อปแห่งแรกของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพประวัติศาสตร์แบรนด์ของเราได้อย่างลึกซึ้ง

Gancini มีความทรงพลัง

นอกจากเป็นสัญลักษณ์แล้ว Gancini ยังเป็นอุปกรณ์ใช้งานชิ้นสำคัญที่แข็งแรง ออกแบบเพื่อให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งชีวิต (อย่างน้อยที่สุด)

Gancini คือความสวยงาม

Gancini สง่างามโดยธรรมชาติด้วยการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความงามจากรูปร่างที่โค้งมนเข้ากับความเรียบง่ายของคุณสมบัติการใช้งาน

Gancini บ่งบอกถึงความประณีต

นอกจากจะมีความละเอียดเป็นอย่างสูงแล้ว Gancini ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความประณีตอีกด้วย โดยเป็นเครื่องแสดงถึงความสุขุมรอบรู้ของผู้สวมใส่ มีความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านรูปร่างและการใช้งานโดยเป็นได้ทั้งโลโก้แบรนด์และอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาคุณค่าของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมไว้ในตัว

Related Post

Eye LOEWE Nature

วรรณกรและนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน (Robert McFarlane) เขียนไว้ในหนังสือเดอะโอลด์เลย์  (The Old Ways) ว่า “Anyone who lives in a city will know the feeling of having been there too long.” โดยสิ่งที่จะสามารถเยี่ยวยาอาการเหล่านั้นคือการมุ่งหน้าสู่พื้นที่กลางแจ้ง… ด้วยความคิดนี้โลเอเว่ตัดสินใจเปิดตัวคอลเลคชั่น Eye/LOEWE/Nature สำหรับผู้ชายอย่างถาวรอีกหนึ่งไลน์ ที่นอกเหนือไปจากคอลเลคชั่นหลัก โดยเสื้อผ้า กระเป๋าและเครื่องประดับในคอลเลคชั่นนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นมิตรกับธรรมชาติ โดยคำนึงถึงการใช้สอยและสไตล์ที่ลงตัว

The Clothes

เสื้อพาก้า ถูกทำขึ้นจากวัสดุที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ เสื้อถักจัมเปอร์ ถูกถักจากเส้นใยที่เป็นวัตถุดิบรีไซเคิล ร่วมไปถึงแจ๊กเก็ต, กางเกงขาสั้น – ยาว และเสื้อลำลอง นอกจากเฉดสีอ่อนของชุดกลางแจ้งแบบดั้งเดิม Eye / LOEWE / Nature ได้สร้างจุดเด่นจากการประยุคสีสันที่อิงจากธรรมชาติให้สดใสและฉูดฉาดมากยิ่งขึ้น

The Accessories

การใช้ประโยชน์จากมรดกทางฝีมือของประเทศและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง กระเป๋าทุกใบถูกนำไปผลิตในประเทศญี่ปุ่น เย็บด้วยมือ จากวัสดุผ้าแคนวาสคุณภาพสูงและการเก็บขอบวัสดุด้วยหนังลูกวัวอย่างปราณีต กระเป๋าเป้แบ็กแพค Eye / LOEWE / Nature จึงมีความแข็งแรงที่ดีเยี่ยม นอกจากนั้นซิปที่แบ่งช่องเก็บของทั้งภายในและนอกกระเป๋าก็ทำให้สามารถจัดเก็บแล็ปท็อป หรือแท็บเล็ตได้อย่างปลอดภัย สีสันอันสดใสตัดกับรอยเย็บตะเข็บสีขาวเป็นลายตัดกัน กระเป๋าโท้ทและกระเป๋าคาดตัวถูกออกแบบให้ร่วมสมัยและคล่องตัวเหมาะกับไลฟ์สไตล์หนุ่มเออเบิลนิสต์ผู้ไม่หยุดอยู่กับที่

The Man

หนุ่ม Eye / LOEWE / Nature เป็นผู้ที่หลงไหลธรรมชาติ และด้วยมุมมองที่อันกล้าหาญและเด็ดเดียวนำเขาไปทั่วทุกมุมโลก เขารู้สึกทึ่งและสนใจเกี่ยวกับรากฐานในสถานที่และผู้คน เขาใส่ใจเกี่ยวกับคุณภาพของสิ่งที่เขาซื้อและภาพลักษณ์ของเขา

The Campaign

นักแสดงชาวอังกฤษจอร์ช โอ คอนเนอร์ (Josh O’Connor) เดินทางสู่เคบดีครูซ (Cap de Creus) อุทธยานแห่งชาติทางตะวันออกของสเปน เพื่อถ่ายทอด คอลเลคชั่น Eye/LOEWE/Nature ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดยกล่าวถึงสัญลักษณ์ของแคมเปญนี้ ‘Eye’ ดวงตาที่ปรากฏบนโลโก้สินค้านั้นได้รับการออกแบบโดย M / M Paris

สำหรับสินค้าที่จำหน่ายได้จากคอลเลคชั่นพิเศษนี้ โลเอเว่จะบริจาค 15 ยูโร ให้กับองค์กรเพื่อมลพิษทางพลาสติก

โดยคอลเลคชั่น Eye/LOEWE/Nature จะออกวางจำหน่ายในเดือน มกราคม 2019 นี้เป็นต้นไปในโลเอเว่ บูติกบางสาขาเท่านั้น

 

Related Post

DECODING THE NEW LOGOS

หากสืบย้อนกลับไปในโลกแห่งการออกแบบ เราจะมองเห็นเหล่าครีเอเตอร์ก้มหน้าก้มตาพัฒนางานโลโก้กันอย่างจริงจัง อีกหนึ่งภาษาที่สื่อสารออกไปได้กว้างขวาง ไร้พรมแดน และสร้างกลุ่มสังคมใหม่ขึ้นมา

ซึ่งพวกเขาเข้าใจคุณค่าของมันได้ดี กลายเป็นปรากฏการณ์ทั้งในโลกแฟชั่น แผ่วงกว้างในสังคม และแน่นอนว่าได้สร้างเม็ดเงินก้อนมหึมาจากแคมเปญต่างๆ (ผ่านเสื้อผ้าในแต่ละฤดูกาล นักสะสม แคปซูลคอลเลกชั่น หรือแม้กระทั่งพวกลิมิเต็ดเอดิชั่น) ภาษาใหม่เหล่านี้ต้องการความเข้าใจอย่างเร่งด่วนก่อนที่ตัวมันเองจะอ่อนกำลังและหายไปตามกาลเวลา

และนี่คือ 4 ข้อข้องใจที่เราได้ถามโรดอล์ฟ ปาล และเอมมานูเอล เดอ มาซิแยร์ สองนักวางยุทธศาสตร์และผู้ให้คำแนะนำทางด้านนี้จากบริษัท Peclers Paris

ในสังคมแมสๆ ที่กำลังบ้าคลั่งความงามของโลโก้ บริษัทเอเจนซี Peclers Paris มักได้รับหน้าที่ขึ้นอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว คราวนี้เขาจะมาชำแหละส่วนผสมของความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าอะไรคือการสร้างโลโก้สำหรับแบรนด์มันคือการตกผลึกวัฒนธรรมของแบรนด์และภาพลักษณ์ที่เราอยากส่งต่อไปยังสาธารณชน

ทุกวันนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคหลักแทนที่พวกผู้ใหญ่ และพวกเขาก็ต่างให้คุณค่ากับแบรนด์สูงมาก หน้าที่ของโลโก้คือการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ คือภาษาสากลที่ไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหนหรืออยู่มุมไหนของโลกก็จะเข้าใจความต้องการของมัน เหมือนเป็นการประกาศอัตลักษณ์ตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่ใส่ แต่เหมือนเป็นคำสาบานต่อหน้าบาทหลวงว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป มากไปกว่านั้นวัฒนธรรมเรื่องแบรนด์ไปไกลกว่าเป็นแค่โลโก้ซะแล้ว หรือที่เราเรียกว่าเป็นรหัสส่วนบุคคลมองปราดแรกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่อันที่จริงตอกย้ำตัวตนคนใส่ได้ดีทีเดียว ตัวอย่างซึ่งเด่นชัดสุดคือแบรนด์ Supreme

แล้วโลโก้ยังเป็นตัวชี้วัดสถานะทางสังคมอยู่ไหม

ไม่อีกต่อไปแล้ว ในปี 2018 ความสำคัญของโลโก้ที่เชื่อมโยงกับสังคมมีน้อยกว่าในเชิงวัฒนธรรมด้วยซ้ำ หรือถ้าหากจะว่าเป็นตัวแบ่งฐานะทางสังคมก็คงต้องดูในเรื่องมูลค่าการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือชี้วัดที่สำคัญแล้ว เพราะ Gen Y เขาโฟกัสไปที่ความเป็นปัญญาชนซึ่งเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุ ในอนาคตสังคมเราจะคุยกันถึงเรื่องความสำคัญต่อจิตใจมากกว่าที่จะบอกว่าเธอรวยมากเลยมีกระเป๋าใบนั้นได้

รู้สึกว่าการมีอยู่และการใช้โลโก้ในทุกวันนี้มีอิสระกว่าเมื่อก่อนไหม

แน่นอน ถ้ามองในมุมของครีเอเตอร์ก็สามารถทำงานตอบสนองความต้องการของแบรนด์ได้มากขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขามีพื้นที่ให้สร้างนิทรรศการอยู่บ่อยๆ เช่น การเปลี่ยนโลโก้แบรนด์ Burberry เป็นลาย TB โดยริกคาร์โด ทิสซี หรือการตัดอั๊กซอง (accent) บนตัว e ของแบรนด์ Celine โดยเฮดี สลิมาน ส่วนในมุมมองของผู้บริโภค คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้กลับมาให้ความสำคัญกับโลโก้อีกครั้ง แต่สนุกสนานและจริงจังกว่าเดิม

เราจะกล่าวโดยสรุปถึงพลังแห่งโลโก้กับคนในเจเนอเรชั่นนี้ได้อย่างไร

ง่ายๆ เลย ตอนนี้คำว่า Gucci ได้เข้าไปเป็นคำนามสามัญในพจนานุกรม Urban Dictionary เรียบร้อยแล้ว มีความหมายว่ารู้สึกดีจังเลย โอเคมากๆซึ่งถ้าจะให้
ยกตัวอย่างก็เช่นวันนี้ผมรู้สึก Gucci มากเลยจ้ะที่รักอย่าทำหน้างงถ้าคุณไม่ใช่คนในเจเนอเรชั่นนี้ที่เขาเลิฟโลโก้มากๆ

 

5 คำถามกับยอร์โก ตลูปาส์ นักออกแบบโลโก้ตัวพ่อ ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1996

สตูดิโอขนาดเล็กๆของเขาในปารีสมีชื่อว่า Yorgo&Co ไม่เคยรู้จักกับคำว่าวิกฤติ นักเรียนของเขามีตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะและนักเรียนรัฐศาสตร์ที่เหมือนว่าเติบโตด้วยการกินความรู้จากเขาแทนโปรตีน ถึงเวลาแล้วที่ยอร์โกจะมาเล่าประวัติศาสตร์ย่อๆ เกี่ยวกับโลโก้ให้ทุกคนได้ตาสว่าง

เราจะอธิบายถึงการปฏิวัติทางโลโก้ในครั้งนี้อย่างไรดี ในฐานะที่ลงมาเล่นกับโลกของแบรนด์ระดับลักชัวรี

เพราะสุดท้ายแล้วมันพาให้คนในแบรนด์พวกนั้นเห็นถึงทางรอดในอนาคตยังไงล่ะ ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา เมซงแฟชั่นใหญ่ๆ มักจะใช้บริษัทเอเจนซีระดับประเทศมาออกแบบโลโก้ ซึ่งพวกนั้นไม่มีความรู้อะไรเลย แค่ทำให้สวยยังทำไม่ได้ แรกๆ แบรนด์ท็อปพวกนี้ก็ยังไม่ได้เชื่อหรอก พวกเขาแค่ลองเชื่อกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการแนะนำจากครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กว่าจะผ่านการอนุมัติจากพวกคนแก่ในกลุ่มผู้บริหารก็ยากเย็น ตอนที่ผมเห็น อเลสซานโดร มิเคเล โชว์ไอเดียเปลี่ยนตัว i เป็นตัว y ด้วยตัวอักษรยุค ’80s บนกระเป๋า Gucci ผมร้องว้าวออกมาเลย! เหมือนกับตอนที่นิโกลา เกสกิแยร์ แปะตัวอักษร LV ขนาดใหญ่ไว้ตรงที่เปิดกระเป๋า Louis Vuitton นั่นล่ะ

แปลว่าความสวยงามของโลโก้ไม่เคยมีอยู่จริงเลยใช่ไหม

ยินดีด้วย พวกเราออกมาจากยุคมืดนั้นแล้ว ซึ่งผมบอกเลยว่าตั้งแต่กลางยุค ’80s ถึงยุค 2000s เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดจริงๆ อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนลงมือรีดีไซน์คือโลโก้สวยๆ บนโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่อันจริงๆ ส่วนเด็กยุคใหม่นี้พวกเขาเติบโตมากับโลโก้ สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่จะช่วยให้การตัดสินใดๆ มีคุณภาพมากขึ้นอย่างน่าหายห่วง

มีวิธีสอนนักเรียนในคลาสยังไง

อย่างแรกที่ทุกคนต้องรู้ โลโก้คือสิ่งที่ทุกคนบนโลกต้องเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นกรุณามีความรับผิดชอบต่อความสวยงามที่สาธารณชนต้องเสพเข้าไป ยิ่งเราอยู่ในโลกดิจิตอลก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้งานของเราแพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว ต้องคำนึงถึงการใช้อย่างละเอียด เช่น ถ้าไปอยู่ในกรอบกลมๆ ของอินสตาแกรมก็ต้องไม่น่าเกลียด

อะไรคือโลโก้ที่ดี

อยากอยู่บนโลกนี้ได้เป็นร้อยปีต้องซิมเปิลที่สุด ต้องยังดูรู้เรื่องถึงแม้จะโดนแปลงเป็นสีขาวดำ มองเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์ไหนแม้จะถูกลดทอนเหลือแค่ตัวอักษรก็ตาม สมมติว่าผมเขียนคำว่า ‘Peanut’ ด้วยตัวอักษรของ Prada ก็เหมือนกับว่า Prada กำลังจะออกสินค้าใหม่เป็นถั่ว เข้าใจไหม

แล้วโลโก้ที่ไม่ดีล่ะ

คือพวกที่คิดเยอะไป ลดทอนหลายๆ อย่างจนดูไม่รู้เรื่อง ดีเอ็นเอของแบรนด์หายหมดดู Burberry เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน พวกที่ลดขอบ ลดความหวัดของตัวอักษร จนเหมือนจะถูกลมพัดให้หายไปอย่างง่ายดาย คุณจะทำได้ถ้ามีแผนการตลาดอันแข็งแรง เหมือนตอนที่เฮดี สลิมาน ตัดแค่ขีดเล็กๆ บนตัว e ออก นั่นเรียกว่าเก่ง!

อีก 1 คำถามจากอิสมาแอล ฌีมิลี ตำแหน่ง Culture and Entertainment Manager จากแบรนด์ Converseอดีตนักการตลาดสินค้าแนวสตรีทแวร์ เขาคือหนึ่งในผู้สร้างปรากฏการณ์ความคูลให้กับเด็กมิลเลนเนียลส์

อะไรคือเคล็ดลับในการสร้างโลโก้ในยุคสมัยนี้ให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด

คือคนที่ผสมผสานสองอย่างนี้ได้อย่างลงตัว นั่นก็คือความขบถและความมั่นใจ เด็กยุคใหม่อยากได้งานโลโก้ที่ต้องสวยงามในเชิงศิลปะ มันคือพลวัตทางสังคมที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้ ทั้งหมดส่งผลให้แบรนด์ที่ไม่เคยมีโลโก้ที่โดดเด่นต้องใช้วิทยายุทธสูงมากในการโปรโมตสินค้าของตัวเอง ซึ่งมักจะเลือกขายคอนเซ็ปต์หรือไม่ก็สร้างคอลเลกชั่นร่วมงานกับศิลปินคนอื่น ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก แบรนด์อย่าง Palace, Supreme และ Off-White เข้าใจโครงสร้างทั้งหมดและลงมือทำมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เทรนด์ของเครื่องแต่งกายแนวสตรีท การมาของโลกดิจิตอล และการยึดโยงระหว่างโลกแฟชั่นของเด็กรุ่นใหม่กับโลโก้สมัยพ่อแม่ สร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ทุกคนกระหายอยากเห็นโลโก้ดีๆ อีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงเร่งให้ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของแต่ละบ้านต้องสร้างเรื่องสินค้าขาดตลาด ที่มาในรูปแบบของแคปซูลคอลเลกชั่น หรือลิมิเต็ดเอดิชั่น ถ้าถามว่าตอนนี้แบรนด์ไหนมาแรงและน่าจับตามองมากที่สุด ผมให้ Awake จากนิวยอร์ก, Nepenthes จากญี่ปุ่น และ Alyx จากอังกฤษ

Louis Vuitton และโลโก้ที่ไม่มีวันตาย

ถ้าพูดถึงความขลังของโลโก้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมแบรนด์นี้ถืออยู่ยงมาได้นับร้อยๆ ปี ตั้งแต่ลายโมโนแกรมบนผ้าแคนวาสที่ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1869 ที่เป็นลาย LV สลับดอกไม้
บนผืนหนังสีน้ำตาลแบบที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ จนกระทั่งถึงคอลเลกชั่นที่จับมือกับ ‘Supreme’ ซึ่งออกมาสร้างเสียงฮือฮาและขายหมดเกลี้ยง Louis Vuitton คือตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นเกิดจากกาผสมรวมระหว่างการส่งทอดมรดกของตัวเองกับการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่หมุนอยู่รอบตัว ไม่ว่าเทรนด์จะเรียกร้องอะไรมา โลโก้นี้จะผ่านเข้ารอบต่อไปเสมอ ในปี 1996 แบรนด์ Louis Vuitton ได้จัดงานฉลองครบ 100 ปีลายโมโนแกรม พวกเขาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ออกมาได้อย่างน่าจดจำ คือจับมือกับเหล่าดีไซเนอร์ตัวบิ๊กในวงการเพื่อสร้างงานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ศิลปินแนวคอนเทมโพราชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า สเตฟาน สเปราส์ ได้รับโอกาสให้สร้างผลงานแนวกราฟิตีในคอลเลกชั่นของปี 2001 (ซึ่งตอนนี้ราคาใน eBay พุ่งสูงขึ้นไปถึงใบละ 4,000 เหรียญแล้ว!) 2 ปีต่อมาศิลปินชาวญี่ปุ่น ทาคาชิ มูราคามิ ถูกรับเชิญให้มาสาดสีรุ้งสดใสบนลายโมโนแกรม และยังคงเป็นแขกรับเชิญประจำของ Louis Vuitton เพราะเขากลับมาสร้างลายโมโนแกรมเชอร์รีในปี 2005 และลาย Monogramouflage ในปี 2008 (ซึ่งทำสถิติเป็นกระเป๋าราคาขายสูงสุดในตลาดของวินเทจ) คุณูปการทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ มาร์ค เจค็อบส์ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1997 – 2014 เขาคือตำนานแห่งผู้สร้างและเจ้าพ่อมาร์เก็ตติ้งที่แท้จริง แม้ว่าหลังจากที่เขาออกไป ความร้อนแรงจะลดดีกรีลงมาหน่อย แต่คอลเลกชั่น ‘Celebrity Monogram’ ในปี 2015 ที่ได้รับความร่วมมือจาก 6 ดีไซเนอร์ระดับเทพ ก็พลิกโฉมให้ลายโมโนแกรมมีมิติมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การมาถึงของเวอร์จิล อโบลห์ ในปี 2018 ซึ่งรับหน้าที่กำหนดแนวทางเครื่องแต่งกายผู้ชายก็ควรได้รับการพูดถึงเช่นกัน เพราะโชว์แรกที่เขาทำแทบจะไม่มีโลโก้ของ Louis Vuitton อยู่เลย เหมือนอย่างกับว่าคนในแบรนด์ได้ประชุมกันแล้วว่าเพลาๆ การโปรโมตโลโก้ลงบ้างดีไหม ก็คงจะแค่นั่นล่ะมั้ง!

Related Post

4G FOR GIVENCHY

 

หากพูดถึง Givenchy หลายคนต้องคิดถึง Hurbert De Givenchy (มร. อูแบรค์ เดอ จีวองชี) ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1952 หรือชุดกระโปรงสีดำสุดคลาสสิกที่ ออเดรย์ เฮปเบิร์น สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany’s ในผลงานฝีมือสร้างสรรค์ของ Givenchy จนกลายเป็นอีกหนึ่งลุคไอคอนนิกของโลก และล่าสุดกับลุคทักซิโดอันเฉียบคมของ Rami Malek ที่สวมขึ้นรับรางวัลลูกโลกทองคำดารานำชายจากภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody ก็เป็นของ Givenchy ด้วยเช่นกัน แต่อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Givenchy ที่ทุกคนต่างจดจำได้คงหนีไม่พ้นตราสัญลักษณ์ 4G ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในวงการแฟชั่นโลก ที่เพียงเห็นครั้งแรกก็สามารถจดจำได้อย่างขึ้นใจ และไม่เพียงตราสัญลักษณ์ 4G เท่านั้น แต่เหล่าบรรดาคีย์ไอเท็มต่างๆ ที่สกรีนลวดลาย ‘GIVENCHY’ ก็ถือว่าเป็นชิ้นงานที่โดดเด่นและคลาสสิกตลอดกาล ที่เหล่าบรรดาสาวกทุกคนต่างต้องมีไว้ครอบครอง โดยปัจจุบัน Clare Waight Keller ได้สืบสานงานออกแบบในฐานะ Artistic Director โดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณแห่งอาภรณ์ชั้นสูงตามแบบฉบับดั้งเดิมของ Givenchy ทั้งยังสามารถผสานความทันสมัยเข้าไว้ได้ด้วยกันอย่างลงตัว

Related Post

ประมวลภาพบรรยากาศงาน ลูกโลกทองคำ 2019 กับเหล่า ตัวพ่อ ตัวแม่ แห่งฮอลลีวู้ด

ประมวลภาพบรรยากาศงานสงครามพรมแดง ณ งาน Golden Globes 2019 เปิดฉากขึ้นแล้ว ใครจะเป็นที่ 1 ในสมรภูมิ วันนี้ L’Officiel Hommes Thailand เราจะพาคุณไปลุ้นพร้อมๆ กัน

 

Lady Gaga และ Bradley Cooper คู่ขวัญจากภาพยนตร์เรื่อง A Star Is Born ขึ้นเวทีประกาศผลลูกโลกทองคำ

 

WAKANDA FOREVER !!!!  Chadwick Boseman, Danai Gurira, Lupita Nyong’o และ Michael B. Jordan ขึ้นเวทีประกาศความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ Black Panther

 

รางวัลแรก !!! Michael Douglas คว้ารางวัลดารานำชายจากซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยมประเภทมิวสิคอลหรือคอมเมดี้จากภาพยนตร์ชุด The Kominsky Method 

Michael Douglas

 

Richard Madden ขึ้นรับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจากซีรีส์โทรทัศน์ประเภทดราม่า เรื่อง Bodyguard

Richard Madden

 

Ben Whishaw ขึ้นรับรางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากมินิซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง A Very British Scandal

Ben Whishaw

 

Taylor Swift และ Idris Elba ขึ้นประกาศรางวัลเพลงยอดเยี่ยมประจำเวที Golden Globes ซึ่งเพลง Shallow ขับร้องโดย Lady Gaga และ Bradley Cooper จากภาพยนตร์เรื่อง A Star Is Born ก็คว้ารางวัลนี้ไปอย่างสวยงาม

 

Mahershala Ali รับรางวัลดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ดราม่าสุดประทับใจ Green Book และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

Mahershala Ali

 

Christian Bale กล่าวขอบคุณ ‘ซาตาน’ ที่ให้แรงบันดาลใจ และทำให้เขาได้รับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ประเภทมิวสิคอลหรือคอมเมดี้เรื่อง Vice

Christian Bale

 

Darren Kriss สวมชุด Dior ขึ้นรับรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมจากมินิซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง The Assasination of Gianni Versace: American Crime Story โดยเขารับบทเป็นมือสังหารอดีตดีไซเนอร์ผู้นี้ ส่วนตัวภาพยนตร์เองก็ได้รับรางวัลมินิซีรีส์ทางโทรทัศ์ยอดเยี่ยมไปตามคาด

Darren Kriss

 

Glenn Close Over Lady Gaga!!!! เจ้าป้าเกลน โคลส ซิวรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Wife โดยเฉือนเลดี้ กาก้า จาก A Star Is Born ไปอย่าง… ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักหรอกนะ เอาจริงๆ

Glenn Close

 

ไม่พลิกโผ !!!! ภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody จูงมือ Rami Malek ในชุด givenchy และนาฬิกา Cartier เข้ารับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดารานำชายยอดเยี่ยมสาขาดราม่า… ใช่แล้ว… คุณอ่านไม่ผิด สาขาดราม่าที่แท้จริง… ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

Rami Malek

 

ปิดฉากรางวัลลูกโลกทองคำสำหรับวันนี้ !!! Green Book ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทมิวสิคอลและคอมเมอดี้… มีใครคิดเหมือนเราบ้างว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มิวสิคอลหรือคอมเมอดี้ตรงไหน?

 

 

Related Post

The Family I Dream of ครั้งแรกที่น็อต – วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ตกปากรับคำมาขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์

ครั้งแรกที่น็อตวิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ตกปากรับคำมาขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พร้อมชมพู่อารยา เอ ฮาร์เก็ต ภรรยาคนสวย พ่วงด้วยน้องสายฟ้า และน้องพายุ (ติดตามแฟชั่นเซ็ตสวยๆ ของชมพู่ได้ในนิตยสารลอฟฟีเซียลฉบับเดือนเดียวกันบนแผง) เราจึงอดไม่ได้ที่จะนั่งสัมภาษณ์เขาแบบเจาะลึกเรื่องราวในใจของชายผู้ยืนยันว่า ผมอยากมีลูกมาโดยตลอด” 

สามปีที่สร้างครอบครัวร่วมกับภรรยาคนสวย และอีกกว่าเจ็ดปีที่คบหาดูใจกันก่อนตัดสินใจร่วมสร้างครอบครัวที่น็อตเฝ้าฝันมาตลอด ในวันนี้น้องสายฟ้าและน้องพายุอายุได้ขวบกว่าแล้ว ฝาแฝดคู่นี้นำพาทั้งรอยยิ้มและความสุขมาสู่ครอบครัวรังษีสิงห์พิพัฒน์ในแบบที่น็อตต้องการอย่างแท้จริง

ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดไหนบ้าง ?
หลังจากมีลูก เล่าให้ฟังหน่อย

เปลี่ยนไปเยอะมาก เอาง่ายๆ คือทุกวันนี้เลิกงานก็อยากจะพุ่งกลับบ้านมาอยู่กับลูกเท่านั้น มันชัดเจนมากทีเดียว ยิ่งตอนไปทำงานต่างประเทศนี่ยิ่งอยากจะจัดสรรวันทำงานให้กระชับที่สุดเพื่อที่จะได้รีบกลับมาเล่นกับเขา จากเมื่อก่อนที่จะอยู่เที่ยวต่อสักวันสองวันก็ยังดี เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว เพราะลูกเป็น priority ของผม เมื่อก่อนเคยอยากดูเมือง ตอนนี้อยากกลับบ้านมาอยู่กับลูกมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วการอยู่กับเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแค่ได้ยินเสียง ได้เห็นหน้า ได้กอด ได้หอม ได้อุ้ม ได้เห็นเขาวิ่งไปรอบโต๊ะเวลาที่ผมกินอาหารเช้า นั่นก็พอแล้วครับ

นั่นคือความสุขในปัจจุบัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นพัฒนาการของเด็กน่ะครับ บางครั้งไปทำงานต่างประเทศห้าหกวัน กลับมาอีกทีคือเขาเปลี่ยนไปแล้ว เราก็รู้สึกตะลึงว่าคิดดูนะ จากเด็กที่เอาแต่นอนอย่างเดียว กลายเป็นลุกขึ้นนั่ง แป๊บเดียวคือนั่งตัวตรงกินข้าวกับเราได้แล้ว แล้วต่อมาก็ดันตัวเองจากท่านั่งขึ้นมาท่ายืน สักพักก็เดิน จากเดินเป็นวิ่ง ผมอยากจะอยู่กับเขาในทุกช่วงพัฒนาการของเขาจริงๆ ครับ

คิดว่าเมื่อลูกโตขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะคาดหวังอะไรกับความเป็นตัวเขาขนาดไหน ?

คาดหวังแค่ว่าอยากจะให้เขาไปได้ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพเขาพอไปได้ คนเป็นพ่อมีหน้าที่สนับสนุนเขา ติดอาวุธให้เขามีทักษะต่างๆ ติดตัว ไม่ได้บังคับว่าให้เขาอยากเป็นอะไร
แต่จะให้โอกาสเขาเลือกด้วยตัวเอง จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีของสังคมเท่านั้นเอง เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขาจะเติบโตมาเป็นอย่างไร ตัวผมมีความสุขกับการทำงาน กับการมีครอบครัว ดังนั้นในเมื่อผมไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร อยากทำอะไร ผมจึงอยากแค่ให้เขามีความสุข ได้ทำสิ่งที่เขารัก เท่านั้นก็พอ

บอกหน่อยได้ไหมว่าเคล็ดลับในการใช้ชีวิตให้มีความสุขคืออะไร ?

เอาจากประสบการณ์ของผมนะ ผมคิดว่าตัวเองมีความสุข ผมมองว่าการแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง และการดูแลสุขภาพสำคัญอันดับสอง ดังนั้นคุณจึงต้องแบ่งเวลาเพื่อดูแลสุขภาพด้วย เพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่เป็น asset ของเราจริงๆ ส่วนตัวผมจะพยายามตื่นเช้ามาออกกำลังกาให้ได้ทุกวัน เวลาทำงานผมก็เต็มที่กับงาน พอเลิกงานผมก็เต็มที่กับครอบครัว สิ่งสำคัญอันดับสามคือเราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ทุกวันนี้เรียนรู้ง่ายมากจริงๆ ข้อมูลมันเยอะแยะไปหมด ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามทำทุกวันคืออ่านเยอะๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ให้เยอะๆ และสิ่งสำคัญอันดับสุดท้ายคือคุณต้องมีทัศนคติด้านบวก ผมเชื่อเสมอเรื่อง action – reaction หรือทำดีได้ดี ดังนั้นทำดีไปเถอะ มันจะตอบแทน
กลับมาในสิ่งที่คุณไม่ได้คาดหวังครับ

เคยกลัวที่จะมีลูก หรือมีความคิดประมาณว่าหวงชีวิตโสดบ้างไหม ?

ส่วนตัวผมคืออยากจะมีลูกอยู่แล้ว ถ้าผมจะแต่งงานนั่นแปลว่าผมจะมีลูกเลย ผมจึงเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด ผมก็คิดแล้วว่าจะให้ลูกเรียนโรงเรียนไหน อะไรแบบนั้น ผมไม่เคยกลัวการมีลูกเลยนะ บางคนอาจจะหวงชีวิตโสด ยังอยากเที่ยวอยู่ กลัวมีลูกแล้วไม่ได้เที่ยว แต่ผมไม่กลัวเลย เพราะผมทำมาหมดแล้ว ผมแต่งงานตอนอายุ 38 แล้ว ผมเที่ยจนอิ่มแล้วจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผมอยากจะจูงลูก อยากจะมีลูกมาตั้งนานแล้วจริงๆ

เริ่มรู้สึกว่าอยากมีลูกตั้งแต่เด็กเลยเหรอ รู้ตัวเร็วขนาดนั้นเลยไหม ?

ไม่ขนาดนั้นครับ แต่หลังจากที่ผมคบกับชมไปได้สักสี่ห้าปีผมก็รู้สึกว่าคนนี้ใช่ ชมเป็นผู้หญิงไม่จุกจิก ไม่ดราม่า เป็นคนแมนๆ ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ และเวลาไปเที่ยวด้วยกันเราก็ชอบเหมือนกัน กินเหมือนกัน สไตล์การใช้ชีวิตคล้ายกัน ทำให้ผมรู้ว่าเราอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ผมไม่คิดอะไรแล้ว รู้เลยว่านี่คือเวลาที่ผมจะต้องมีครอบครัวที่แท้จริงแล้ว และในเมื่อผมกับชมผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก เราสองคนไม่ได้อยู่กันได้ด้วยความโรแมนติก แต่เราเป็นเหมือนเพื่อนสนิท คุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษาเรื่องงานกันได้ และที่สำคัญเราสองคนรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าเรามีปัญหาอะไร เรารู้ว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา มันพอแล้วจริงๆ

 

Related Post

Gucci Gift Giving Campaign ในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้

Gucci เปิดตัวแคมเปญสำหรับเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลของขวัญสำหรับคริสมาสและปีใหม่นี้ ด้วยสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่จิวเวลรี่ กระเป๋าถือ รองเท้า น้ำหอม ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงเสื้อผ้าเด็กจาก Gucci กิจกรรม พร้อมด้วยหนังทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ จุดเด่นของแคมเปญ Gift Giving นี้คือหนังโดยฝีมือของ Petra Collins ที่ถ่ายทำที่ Le Roi ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์และสถานที่เต้นรำและในเมืองตูริน (หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Sala da Ballo Lutrario หรือห้องบอลรูม Lutrario) เปิดทำการเมื่อปี 1926 การตกแต่งภายในได้รับการออกแบบใหม่โดยสถาปนิก นักออกแบบ และช่างภาพชาวอิตาเลียนชื่อ Carlo Mollino ในช่วงปี 60 เนื้อหาในหนังจะแสดงให้เห็นถึงงานปาร์ตี้สไตล์บอลรูมอันหรูหราแลดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล ผู้คนที่มาร่วมงานกำลังเต้นรำ กิน ดื่ม และร่วมเคาน์ดาวน์สู่ปีใหม่ไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน  เป็นภาพอันเต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสนุกสนานและความทรงจำที่หวนให้คิดถึงวันเก่าๆ แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของเทศกาลแห่งการให้ของขวัญอย่างชัดเจน

ในส่วนของ Gucci แอพพลิเคชั่นนั้น ทาง Gucci ได้นำเนื้อหาแบบอินเตอร์แอ็คทีฟมาเป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าใหม่ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งยังช่วยโปรโมทจิตวิญญาณของการให้ของขวัญในช่วงเทศกาล ผ่าน Gucci Gift Box ซึ่งเป็นการนำเสนอของขวัญอีกวิธีหนึ่ง เพียงแค่ผู้ใช้เขย่ามือถือ ก็จะได้พบกับของขวัญใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ซึ่งสามารถสั่งซื้อผ่านแอพได้อย่างง่ายดายและทันใจ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์  Gucci.com ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

ที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่งของ Gucci แอพก็คือ Photo booth ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายสติกเกอร์ตัวเองและเพื่อนๆกับฉากหลังที่เป็นงานปาร์ตี้อันเต็มไปด้วยพร็อพมากมายอยู่ด้านหลัง เช่น ลูกโป่ง แก้วแชมเปญ หมวก แตร และเครื่องประดับต่างๆของ Gucci อาทิ กระเป๋า รองเท้าและอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ใช้สามารถเลือกมาใช้ในการถ่ายรูปสติกเกอร์ได้ นอกจากนั้นยังมีวอลเปเปอร์ลวดลายเก๋ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้เลือกดาวน์โหลดไปเป็นภาพหน้าจออีกมากมายเช่นกัน   แคตตาล็อคออนไลน์แบบอินเตอร์แร็คทีฟนี้ยังถูกใส่ไว้ในเว็บไซต์ Gucci.com เพื่อเพิ่มช่องทางและความหลากหลายให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าด้วย

Related Post

Dior Men’s Pre Fall 2019

 

คิม โจนส์ นำเอาอนาคตมาสู่แบรนด์ DIOR. Men ด้วยบรรยากาศโชว์อลังการกับเซ็กซี่โรบอทขนาดสูง 11 เมตรสีเงินมันวาว แต่แรงบันดาลใจสำหรับเขานั้นยังเป็นเรื่องของมิสเตอร์ดิออร์ ที่มีความผูกพันกับญี่ปุ่นมาก(ตัวคิมก็เช่นกัน) โตเกียวคือเมืองแรกในตะวันออกไกลที่มิสเตอร์ดิออร์นำแฟชั่นโชว์มาแสดงและเปิดตลาดที่นี่ 

 

คิม โจนส์ถ่ายทอดความหลงใหลในญี่ปุ่นด้วยวัฒนธรรมผสมผสานสุดขั้ว ด้วยเป็นคอลเล็กชั่น Pre Fall เราจึงเห็นสีที่ขรึมขึ้น แต่เนื้อผ้ารังสรรค์จากเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Tyvek jackets สีเมทัลลิก( Tyvek คือวัสดุที่ทอจากเส้นใยพลาสติก HDPV ผิวดูคล้ายกระดาษแต่มีความทนทานมากกว่า) หรือการเอาเนื้อผ้าเข้าเครื่องปั่นแล้วดูดเอาเส้นใยบางช่วงออกทำให้เกิดลวดลายที่คาดเดาไม่ได้ ทำได้ชนิดเนื้อผ้าที่เหลือจะเป็นผ้าโปร่ง จึงดูเหมือนลายลูกไม้ในอนาคตก็ว่าได้ แต่ละชุดที่ตัดจากเนื้อผ้านี้จะยูนีคไม่ซ้ำกันเลย และที่แสนจะเป็นดิออร์ คือ ผ้าลายตีนไก่(hound’s tooth)

ซิลลูเอทของชุดยังมีความสตรีทผสมผสานในความเทเลอร์ ซึ่งคิม โจนส์ บอกเป็นหัวใจของดิออร์ แต่กาวเกงทรงสลิมปลายขาอยู่ในบู้ทหรือรองเท้าขอบสูงกึ่งบู้ท ดูเหมือนยูนิฟอร์มของกองกำลังปลดปล่อยแห่งโลกแฟชั่น สไตล์ผมและการแคสติ้งนายแบบชวนให้นึกถึงคนเหล็กแต่ในเวอร์ชั่นสลิม แจ็คเก็ตป้ายด้านหน้ากระดุมเดียวอันโดดเด่นของคิม โจนส์ แต่มีลูกเล่นเยอะ อย่างตำแหน่งของกระดุมสูงขึ้นจากเดิม หรือการเล่นเนื้อผ้าต่างแบบแต่โทนสีเข้ากัน โครงแจ็คเก็ตบางตัวคล้ายเสื้อป้ายด้านหน้าของญี่ปุ่น

แล้วเซ็กซี่โรบอทอยู่ที่ไหน เธออยู่บนลายผ้าที่มีลายดอกซากุระที่ดูเก๋ ไม่ Kitsch และดูเป็นธีมสีดิออร์คือเทา-ชมพู เป็นลายผ้าสีละมุนสีเดียวในคอลเล็กชั่นโทนสีเข้มขรึมเป็นหลัก 

โดยรวมคอลเล็กชั่นนี้เหมือนเครื่องแบบของกองทัพปลดปล่อยในโลกอนาคต แต่มาปลดปล่อยแฟชั่นในยุคปัจจุบันให้พ้นจากเทรนด์เอจตี้ส์ที่กลับมาได้พักใหญ่ แต่เรายังไม่คิดว่ามินิมัลลิสม์ จะกลับมา เพราะยังไงก็ยังมีความน่าเบื่อ แต่ Dior Men คอลเล็กชั่นนี้คือคำตอบว่าไม่เยอะแบบเอจตี้ส์ แต่ไม่น้อยแบบไนน์ตี้ส์ควรจะเป็นอย่างไร คิมโจนส์ มาปลดปล่อยการแต่งกายของสุภาพบุรุษจริงๆ 

 

Related Post