สไตล์ที่ใส่ซ้ำๆ กลายเป็น Uniform หรือ ‘เครื่องแบบ’ อาจคือทางเลือกของผู้ชายใส่ใจเรื่องแฟชั่น

Unconcious Style 

ท่ามกลางสัปดาห์แห่งสายฝน ผมหยิบฮู้ดดี้แจ๊กเก็ต 
M.A+ by Maurizio Amadei ตัวโปรด พร้อมกับกางเกงผ้ายืดขายาวสีดำและรองเท้าบูตจากแบรนด์เดียวกันคู่เดิมมาใส่บ่อยครั้ง และใช้เวลาในการตัดสินใจเลือกชุดน้อยมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งรีบ

PARIS, FRANCE - JANUARY 25: Designer Thom Browne appears on the catwalk after presenting the Thom Browne Menswear Fall/Winter 2015-2016 show as part of Paris Fashion Week on January 25, 2015 in Paris, France. (Photo by Francois Durand/Getty Images)

ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมผมถึงเลือกใส่ชุดที่มีรูปแบบซ้ำๆ แบบแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด อาจเป็นเพราะผมรู้ว่านี่คือการตัดสินใจที่ผมคิดมาอย่างดีและมันดูเป็นทางเลือกที่ทำให้ผมมั่นใจที่สุด หลายคนเลือกที่จะแต่งตัวแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับการใส่ ‘ยูนิฟอร์ม’ แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนยึดติดกับการใส่ชุดแบบเดิมๆ ทุกวัน? ผมเชื่อว่าไม่ใช่เพราะความเกียจคร้านแต่มีเหตุผลทางจิตวิทยา และเชิงสุนทรียภาพ กล่าวคือ ‘ยูนิฟอร์ม’ แสดงถึงความมั่นใจ ความหนักแน่น มักเป็นคนที่รู้จักตัวเองและตอกย้ำความเป็นตัวตนอย่างชัดเจนผ่านเสื้อผ้าที่เป็นยูนิฟอร์มไดแอน เพอเนต แฟชั่นบล็อกเกอร์ ชื่อดัง เธอชอบแต่งตัวคล้ายแม่มดพะรุงพะรังในชุดสีดำตลอดเวลาเธอพูดถึงสไตล์ของเธอว่า “ฉันชอบ
ที่เห็นผู้คนแต่งแต้มสีสันให้ตัวเองด้วยแฟชั่น แต่ไม่ใช่สำหรับตัวฉัน ฉันชอบที่จะใส่สีดำทุกวัน เพราะมันทำให้ฉันมั่นใจและรู้สึกดี มันก็แค่เป็นเรื่องง่ายๆ ฉันเป็นฉันและฉันไม่เคยเบื่อ” บางคนเลือกที่จะสร้างยูนิฟอร์มเนื่องจาก
มีอุดมการณ์บางอย่างเป็นแรงผลักดัน ไม่ว่าจะเป็น สตีฟ จ๊อบส์ เลือกที่จะใส่เสื้อยืดคอเต่า
ของ Issey Miyake ที่เขามั่นใจแบบเดิมๆ ทุกวัน และใช้ความคิดทั้งหมดในการโฟกัสเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่ คิมจองอุน ใช้ยูนิฟอร์มแบบเดิมๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้นำ
ในอุดมคติของชาวเกาหลีเหนือ

SAN FRANCISCO - JANUARY 10: Apple CEO Steve Jobs delivers the keynote address during the 2006 Macworld January 10, 2006 in San Francisco, California. Jobs announced a new iMac with Intel Core Duo processor as well as the new MacBook Pro laptop. (Photo by Justin Sullivan/Getty Images)

เหมือนเช่นที่ ยูจีน แรบสกิน บรรณาธิการแห่ง StyleZeitGeist กล่าวไว้ว่า การที่ใคร
สักคนรู้ตัวว่าเขาดูดีในชุดแบบใหน และเขารู้สึกมั่นใจไปกับชุดนั้น มันยากและไม่มีเหตุผล
ที่เขาจะต้องแต่งแบบอื่น เขากล่าวถึง ริค 
โอเวนส์ แฟชั่นดีไซเนอร์ที่สร้างสรรค์เสื้อผ้า
สุดอาวองการ์ด แต่ตัวเขาเองกลับมี ‘ยูนิฟอร์ม’ เขามีลุคประจำตัวที่แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง 
ซึ่งประกอบไปด้วยกางเกงคาร์โก้ และรองเท้าเทรนเนอร์ ควบคู่ไปกับเสื้อยืด หรือสเวตเตอร์ (แน่นอนว่าทั้งหมดคือสื่งที่เขาออกแบบเอง) ริค โอเวนส์ เผยว่า เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่
ยึดติดกับการตัดสินใจ และเขาพอใจกับการมีกางเกงขาสั้นแบบเดียวหนึ่งกอง เสื้อยืดแบบเดียวกันหนึ่งกอง และเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าแบบเดียวกันอีกหนึ่งกอง เป็นสิ่งเดียวที่เขาจะใส่ในชีวิตประจำวัน และนั้นคือสิ่งที่เขาจัดเจนและตรงไปตรงมามาก

PARIS, FRANCE - OCTOBER 01: Designer Rick Owens walks the runway during the Rick Owens show as part of the Paris Fashion Week Womenswear Spring/Summer 2016 on October 1, 2015 in Paris, France. (Photo by Francois Durand/Getty Images)

ริคอธิบายว่ามันไม่ใช่การใส่เพื่อโปรโมทแบรนด์ของเขาเอง หรือ   ให้ผู้คนจดจำเขาเป็นไอคอน เขาแค่รู้สึกว่าเขา ‘ไม่อยาก’ ใส่อย่างอื่นเท่านั้นเอง เช่นเดียวกับ ทอม บราวน์ ที่เผยว่า 
เขาตัดสูทให้ ‘ยูนิฟอร์ม’ สำหรับตัวเองในทุกๆ คอลเล็กชั่น และนั้นคือสิ่งที่เขาอยากจะโฟกัส
ในการแต่งตัวตัวเองทุกๆ วัน การใส่ยูนิฟอร์มในชีวิตประจำวัน อาจมองได้ว่าเป็นการสวนกระแสแฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว เป็นพฤติกรรมที่ขบถต่อภาพของความฟุ้งเฟ้อของแฟชั่น
ในยุคปัจจุบันอย่างไรก็ดี การใส่ยูนิฟอร์มไม่ได้หมายความว่าไม่ได้สนใจแฟชั่น ในทาง
ตรงกันข้าม คนที่ต้องสนใจในรายละเอียดมาก ยิ่งขึ้น เขาอาจเลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีราคาสูงกว่าด้วยซ้ำ แต่น้อยชิ้น ให้ความสำคัญกับการตัดเย็บหรือเนื้อผ้ามากกว่าสไตล์หรือรูปแบบ ผมเชื่อว่านี่
คือทางรอดของผู้ชายหลายคนในโลกแฟชั่นนี่ ไม่ต้องตามกระแส แต่ใส่ใจสร้างทางเดินในแบบฉบับของตัวเอง เพื่อความเข้าใจใน
ตนเองที่ชัดเจนและยั่งยืน

Content by Editorial Team

Related Post

ลั่นกลองศึกโหมโรงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวปลายปีด้วยคอลเลกชั่นก่อนฤดูใบไม้ร่วงจาก Gucci

Confession on the Dance Floor

ปฐมบทของภาพนิ่งและวิดีโอแคมเปญโฆษณาคอลเลกชั่นก่อนฤดูใบไม้ร่วง 2017 จาก Gucci (กุชชี่) นั้นมาจากนิทรรศการ Made You Look ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความความแข็งแกร่งและความสำรวยของคนผิวสีผ่านสายตาและการลั่นชัตเตอร์ของช่างภาพในฉากหลังของกรุงลอนดอน ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำหรับแคมเปญโฆษณาล่าสุดที่สำรวจและจับอารมณ์ ห้วงความรู้สึกของบรรดาชายหนุ่มและหญิงสาวผิวสี พร้อมถ่ายทอดความมีชีวิตชีวา และการรวมกลุ่มกันเพื่อแสดงออกถึงตัวตนและเอกลักษณ์เฉพาะของพวกเขาผ่านงานศิลปะและการเต้นรำ

อีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญของแคมเปญโฆษณานี้คือภาพถ่ายพอทเทรต ของ Malick Sidibé (มาลิก ซิดิเบอ) ศิลปินและช่างภาพชาวอิตาเลียน ผู้รักการท่องเที่ยว และถ่ายภาพผู้คนในเมือง และชีวิตยามค่ำคืน รวมไปถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่นในบ้านเกิดของเขาที่เมืองบามาโก บทสรุปของแคมเปญนี้จึงถ่ายทอดเรื่องราวของการออกเดินทางค้นหาอิสระและเสรีภาพในการแสดงออกของผู้คน โดยมุ่งเน้นไปที่สถานที่อันลึกลับอย่างในไนท์คลับและบนฟลอร์เต้นรำ ปฏิสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้จึงถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของ Glen Luchford (เกล็น ลัชฟอร์ด) ช่างภาพคู่บุญของ Gucci ที่จับอารมณ์ของผู้คนที่ระเบิดพร่างระหว่างการเต้นรำ ในฉากหลังอันลึกลับ เต็มไปด้วยข้าวของและสีสันอันฉูดฉาดที่สะท้อนภาพและจิตวิญญาณของนักเคลื่อนไหวใต้ดินทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษในช่วงยุค ’60s ออกมาเป็นภาพแคมเปญโฆษณาอันไร้ที่ติและเป็นธรรมชาติอย่างที่สุดสำหรับคอลเลกชั่นก่อนฤดูใบไม้ร่วง 2017 นี้

Related Post

Protected: รู้จักกับ ทาเคโอะ คิคูชิ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสูทจากประเทศญี่ปุ่น

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Related Post

แคมเปญ “The Next Tie” จากจิม ทอมป์สัน ให้เนคไทแทนความรู้สึกดีๆ ของคุณ

จิม ทอมป์สัน จัดแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “The Next Tie” พบกับที่สุดของการสร้างความประทับใจในแบบเฉพาะของคุณกับ เนคไทจิม ทอมป์สัน ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ด้วยบริการปักชื่อตัวอักษรย่อสุดปราณีตบนเส้นเนคไท จัดวาง ลงในกล่องสุดหรูพร้อมการ์ดลิมิเต็ดเอดิชั่น เพิ่มอีกหนึ่งความพิเศษกับบริการจัดส่งมอบเนคไทเป็นของขวัญ เพื่อร่วมส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้เนคไทเส้นสวยที่เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวนี้ ได้สร้างความผูกพันและประทับอยู่ในความทรงจำของทั้งผู้ให้และผู้รับ

แคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ จัดขึ้นเพื่อเปิดตัวเนคไทจิม ทอมป์สัน ดีไซน์ใหม่ล่าสุดทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ รุ่นเหรา (Hayra) ลวดลาย “เหรา” สัตว์ครึ่งนาคครึ่งมังกรที่จัดวางเรียงอย่างสวยงาม ด้วยเทคนิคการทอแบบ “แจ็คการ์ด” ทำให้เกิดสัมผัสลายนูนเป็นลูกเล่นที่เพิ่มเสน่ห์และความสวยงามให้กับผืนผ้า รุ่นไหมไทย (Thai Silk) สวยงามด้วยเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัวของผ้าไหมไทยทอมือ พร้อมประกายระยิบระยับชวนมองด้วยไหมเส้นยืนที่ทำจากเส้นคาร์บอน รุ่นสีเหลือบ (Iridescent) เทคนิคการทอโดยใช้เส้นไหมหลากหลายสีและจัดกลุ่มโทนสีอย่างละเอียด จึงเกิดเป็นสีสันเหลือบวาวอันน่ามหัศจรรย์ และสร้างความแตกต่างในเหลือบสีนั้นๆ ยามรับแสง และรุ่นลายพิมพ์ (Printed Pattern) นำเอาลวดลายสวยงามมาพิมพ์ลงบนผ้าไหมสีเหลือบ ประกอบด้วย ลายใบปาล์ม (Palmera) ลายมัดหมี่น้ำไหล (Nam Lai Ikat) และลายซีโอปอล (Sea Opal)

แคมเปญ “The Next Tie” จะจัดขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 14 ถึงวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 สำหรับลูกค้าที่ซื้อเนคไทคอลเลคชั่นใหม่ทั้ง 4 รุ่นดังกล่าว (ทั้ง 2 ขนาด คือ Regular size และ Slim size) ที่ร้านจิม ทอมป์สัน สาขาสุรวงศ์ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม จะได้รับบริการปักอักษรย่อ 2 ตัวอักษรลงบนด้านหลังของเส้นเนคไทอย่างสวยงามเป็นเอกลักษณ์ จัดวางลงในกล่องเนคไทสุดหรูที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษเฉพาะแคมเปญนี้ พร้อมการ์ดสำหรับเขียนข้อความแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เพิ่มอีกหนึ่งความพิเศษ คือ บริการจัดส่งมอบเนคไทเป็นของขวัญให้แก่ผู้รับตามที่ลูกค้าต้องการ เพื่อสร้างความรู้สึกประทับใจสำหรับของขวัญที่มีคุณค่าแก่ทั้งผู้ให้และผู้รับด้วยเช่นกัน โดยบริการพิเศษทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดใดทั้งสิ้น (จำกัดสิทธิ์การซื้อเนคไทสูงสุดท่านละ 3 เส้น)

Related Post

แคมเปญโฆษณา COACH ประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 นำเสนอการย้อนเวลาหาอดีตในมหานครนิวยอร์ก 

Coach เปิดตัวแคมเปญโฆษณาใหม่สำหรับคอลเลคชั่น Fall 2017 ของ  Coach 1941 ซึ่งถ่ายทำที่สถานีรถใต้ดินในบรู๊คลินที่มองเห็นวิวของฝั่งแมนฮัตตันและโฆษณาสไตล์วินเทจของ Coach แคมเปญนี้เป็นการให้เกียรตินิวยอร์กซึ่งเป็นเมืองที่เป็นบ้านเกิดของ Coach และในแคมเปญนี้ก็เต็มไปด้วยแก๊งค์ชาว Coach ที่จะมานำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ของทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

แคมเปญนี้ถ่ายโดยช่างภาพที่ร่วมงานกับ Coach มายาวนาน อย่าง Steven Meisel และสไตลิสต์ Karl Templer และกำกับด้านศิลป์โดย Baron & Baron นางแบบและนายแบบในแคมเปญนี้ได้แก่ Imari Karanja, He Cong, Kiki Willems, Faretta, Hiandra Martinez และ Oscar Kindelan ซึ่งรับบทบาททเป็นกลุ่มเพื่อนที่กำลังจะออกไปผจญภัยด้วยกัน ภาพถ่ายในแคมเปญนี้แสดงให้เห็นว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่สนุกสนานและมีโอกาสอันไม่รู้จบ ด้วยกลิ่นอายสไตล์ 1970 แสงสีน้ำผึ้งทอดผ่านหน้าต่างรถไฟ แสดงให้เห็นสีสันที่เป็น Coach ไม่ว่าจะเป็นสีครีม สีคาราเมล หรือสีแทน

Fall 2017 เป็นการผสมผสานโลกแห่งการผจญภัยแบบอเมริกันเข้ากับวัฒนธรรมฮิปฮอปของนิวยอร์กในยุคแรก ๆ ผสมผสานทุ่งแพรรี่เข้ากับเมือง และเล่นกับเสื้อผ้าชิ้นเด่นของ Coach ไม่ว่าจะเป็นเสื้อบอมเบอร์แจ็กเก็ต เสื้อทีม หรือเสื้อคลุมไบเกอร์ มีรายละเอียดที่น่าสนใจและเพิ่มความสนุกสนาน คอลเลคชั่นนี้ยังมีการใช้ขนแกะเนื้อนุ่ม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เพอร์เฟคอย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากกระเป๋า Rogue และ Dinky แล้วยังมีรุ่น Bandit ซึ่งเป็นกระเป๋าที่เป็นสองชิ้น ดีไซน์เรียบง่าย แสดงให้เห็นคุณภาพของหนังที่ใช้ และสำหรับสุภาพบุรุษก็มีกระเป๋าหนังเพ็บเบิลแบบโกลฟแทนซึ่งจะมาเป็นกระเป๋าคู่กายหนุ่ม ๆ ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋ารุ่นเก่าของ Coach เพื่อเป็นการเปิดตัวแคมเปญใหม่นี้ Coach จะปล่อยตัวหนังสั้นฝีมือของ Baron & Baron ซึ่งเป็นการระลึกถึงเด็ก ๆ ที่แสดงฝีมือตามสถานีรถใต้ดิน รวมทั้งนักเต้นแก๊งค์ชาว Coach อย่าง Joel “Kozik” Leitch และ Randy “KidTheWiz” Vargas จาก W.A.F.F.L.E. NYC พร้อมดนตรีฝีมือ Junkie XL

สจ๊วต วีเวอร์ส ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ของ Coach กล่าวว่า: “เราเคยถ่ายแคมเปญเราที่ลานทิ้งขยะ ถนนนอกเมือง และมาครั้งนี้เราถ่ายที่รถไฟใต้ดิน ผมอยากให้แคมเปญนี้รู้สึกติดดิน หนุ่มสาว Coach เป็นคนช่างฝัน แต่ก็ใช้ชีวิตไม่แตกต่างจากคนอื่น สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับแบรนด์ Coach ก็คือเราไม่เหมือนแบรนด์ลักชัวรี่อื่น ๆ เราไม่ได้นำเสนอไลฟ์สไตล์ที่เป็นแค่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่สัมผัสได้ในโลกปัจจุบัน”

Related Post

ชมแฟชั่นโชว์สุภาพบุรุษสดจากรันเวย์ Hermes คอลเลกชั่่นฤดูร้อน 2018


Related Post

ชมแฟชั่นโชว์สุภาพบุรุษจาก Valentino คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 สดๆ ได้ที่นี่

Related Post

โหมโรงต้อนรับคอลเลกชั่นต้นฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 ก่อนใครจาก Bottega Veneta

Neo Classic

Collection

สำหรับคอลเลกชั่นต้นฤดูใบไม้ร่วงในปีนี้เน้นที่โครงชุดคลาสสิกแต่แฝงไว้ด้วยแนวคิดและรายละเอียดแบบร่วมสมัย คัตติ้งและเส้นสายได้รับการออกแบบมาให้มีความเฉียบคมและเข้าพอดีกับรูปร่าง กางเกงทรงตรงหรือทรงสอบที่ปลายขาเล็กน้อย รวมถึงเชิ้ต
ผ้าฝ้าย แจ๊กเก็ตผ้าขนสัตว์ไล่ไปจนถึงโค้ตหนังลูกวัวตัวยาวที่จะช่วยเสริมบุคลิกให้มีความโดดเด่น
และเป็นเอกลักษณ์อยู่เสมอ

Colors

เน้นที่โทนสีเข้มอย่างสีเขียวมอส
สีน้ำเงินเดนิม สีแดงเบอร์กันดี
สีน้ำตาลเอสเพรสโซ และสีโทนกลางอย่างสีเหล็กกล้า สีเทาควันบุหรี่ และสีเทาปูน

Materials

ใช้วัสดุเด่นอย่างงานเครื่องหนัง เช่น หนัง Cervo หนังนาปป้า
หนังกลับนาปป้า และสำหรับชุดสูทใช้ผ้าขนสัตว์ ผ้าฝ้าย และผ้า
แจ๊กการ์ด ลายพิมพ์เรขาคณิตขนาดเล็กในสไตล์ Geo Matrix

Accessories

กระเป๋าจะเน้นที่สไตล์สำหรับใช้
ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งทรงกระเป๋าช็อปปิ้ง กระเป๋าเอกสาร
โดยไม่ทิ้งฟังก์ชั่นการใช้งานจริง พร้อมแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ
เข้ามา สำหรับรองเท้าใช้วัสดุอย่างหนังลูกวัวสำหรับใส่เดินเล่นในวันที่ไม่ต้องการความเป็นทางการมาก เน้นที่รายละเอียดการถักทออันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Bottega Veneta

Concept

ผลงานเหล่านี้สามารถนำมา
ปรับใช้ได้หลากหลายรูปแบบเพื่อปรับปรุงตู้เสื้อผ้าของสุภาพบุรุษให้ทันสมัย และรูปทรงที่ใช้ก็มี
ความเชื่อมโยงต่อเนื่องมาจากรันเวย์ของคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ/
ฤดูร้อนที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี” Tomas Maeir (โทมัส เมเออร์) ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ พูดถึง
การออกแบบคอลเลกชั่นนี้

 

Related Post

เจมส์ – จิรายุ ตั้งศรีสุข กลับมาอีกครั้งบนปกลอปติมัมพร้อมกับตำแหน่งพรีเซนเตอร์ OPPO คนล่าสุด

คุณรู้อะไรเกี่ยวกับหนุ่มเจมส์คนนี้บ้าง? เขาปรากฏตัวบนจอแก้วเป็นครั้งแรกในบทบาทของหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทร จุฑาเทพในซีรีส์ชุด ‘สุภาพบุรุษจุฑาเทพ’ กับบทบาทคุณหมอสุดน่ารัก คุณจำเขาได้จากบทบาทนั้นใช่ไหม? เรารู้น่ะ บอกได้เลยว่านั่นคือบทบาทที่ทำให้เขาแจ้งเกิดในวงการบันเทิงไทยอย่างเป็นทางการ เรียกได้ว่าดังเปรี้ยงปร้างยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ ต่อมา เขาก็ปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ด้วยบทของแทนจากเรื่อง ‘Timeline จดหมาย ความทรงจำ’ และเราคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจากการเป็นพรีเซนเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้สินค้าหลากหลายประเภท ปฏิเสธไม่ได้ล่ะสิว่าคุณเองก็ซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่เขาเป็นพรีเซนเตอร์ด้วย

ขึ้นปกลอปติมัมอีกครั้ง

ในวันที่เราได้รับคำยืนยันว่าเจมส์ – จิรายุ ตั้งศรีสุข ผู้ที่รับบทบาทเป็นบรรณาธิการคอลัมน์ Journey ให้กับลอปติมัม (ติดตามผลงานของเจมส์ได้ในลอปติมัมฉบับเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2017) จะมาขึ้นปกนิตยสารลอปติมัมให้เราอีกครั้ง (เจมส์เคยขึ้นปกเราไปแล้วเมื่อเล่มเดือนตุลาคม 2015) ทีมงานรู้สึกดีใจที่จะได้ทำงานร่วมกับซูเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมืองไทยคนนี้อีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้ เราเลือกที่จะถ่ายภาพชุดนี้ที่เยาวราชยามค่ำคืนและโรงแรม Shanghai Mansion กลางเยาวราชเป็นโลเคชั่นหลัก แค่คิดล่วงหน้าถึงความวุ่นวายของเหล่าแม่ยกและคนเดินถนนเยาวราชที่จะเห็นเจมส์ทำงานเราก็อดที่จะทั้งหวั่นใจและตื่นเต้นไปล่วงหน้าไม่ได้

ก่อนวันถ่ายทำ สไตล์ลิสต์ของเราเตรียมหาชุดตามคอนเซ็ปต์ I am B(l)ack! ของโทรศัพท์มือถือ OPPO รุ่น R9s Black Edition ที่เจมส์จะใช้เป็นพร็อพสำคัญของเล่มนี้ เน้นที่ตัวตนอีกด้านของเจมส์ แต่เราก็ไม่ลืมหยอดด้านน่ารักน่าเอ็นดูที่พวกเราคุ้นชิน (ทั้งจากหน้าจอ และจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับเจมส์ในครั้งที่แล้ว) เข้าไปในแฟชั่นเซ็ตครั้งนี้ด้วย พวกเราไปถึงโรงแรม Shanghai Mansion ตั้งแต่แดดยังไม่ร่มเพื่อเตรียมตัวรอถ่ายแสงกลางคืน เจมส์ปรากฏตัวตามเวลานัดเป๊ะ เขาไหว้ทุกคนที่เขาเดินผ่าน (นี่คืออีกหนึ่งคุณลักษณะ น่ารักที่พวกเราจำเขาได้ ไม่ว่าจะเจอกันกี่ครั้งแล้ว) และขอตัวเข้าไปล้างหน้าล้างตัวสักพัก ก่อนจะออกมานั่งแต่งหน้า พร้อมให้พวกเราสัมภาษณ์และแต่งตัวให้อย่างรวดเร็ว

ก่อนที่เจมส์จะมาที่กองของเรา เขามีงานตั้งแต่เช้า และเหตุผลที่เขาขออนุญาต(ด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจทีมงานที่นั่งอยู่)ไปล้างหน้าล้างตัวก่อนนั้น เพราะเขาเพิ่งจะฝึกซ้อมเต้นเสร็จมาหมาดๆนั่นเอง เรามองเขาที่กำลังนั่งแต่งหน้าทำผม พร้อมหยอกล้อกับทีมงานที่เขาคุ้นเคยอย่างเป็นกันเองแล้วแอบอดทึ่งและชื่นชมกับความเป็นมืออาชีพของดาราหนุ่มวัยยังไม่เบญจเพศคนนี้ไม่ได้

“ผมไม่ได้หายไปจากวงการหรอกครับ” เจมส์ตอบอย่างอารมณ์ดีเมื่อเราถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบ “แต่ผมหายไปถ่ายละคร เลยอาจจะไม่ค่อยเห็นผมอยู่หน้าเวทีบ่อยนัก แต่ก็มีละครเรื่องบ่วงหงส์ที่เพิ่งจบไปไงครับ ก่อนหน้านั้นก็มีละครเรื่องปดิวรัดา และกำลังจะมีละครอีกสองเรื่องที่ถ่ายทำอยู่ครับ”

คอนเซ็ปต์ I am B(l)ack! ในครั้งนี้กินความหมายหลากหลายมาก ทั้งการกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งบนหน้าปกลอปติมัมของเจมส์ด้วยลุคที่นิ่ง สุขุมมากขึ้น เป็นผู้ชายที่มีดาร์กไซด์ ดูสุขุมและคูลขึ้น และการประกาศตัวเป็นพรีเซนเตอร์คนไทยให้กับแบรนด์มือถือระดับโลกอย่าง OPPO รุ่น R9s Black Edition เมื่อเราถามเขาถึงความรู้สึกที่ได้รับเลือกให้เป็นพรีเซนเตอร์คนไทยให้กับ OPPO เจมส์ก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “โอ้โห … ตอบได้เลยครับว่าดีใจมาก คือ ดีใจจริงๆเลยล่ะครับ เพราะก่อนหน้านี้ ผมนั่งดูทีวี เห็นพี่ลี มิน โฮ (พรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีที่รับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้) เดินไปเดินมา เดินออกทีวีตลอดเวลา ถือมือถือ OPPO มาวันนี้ ผมได้เป็นพี่ลี มิน โฮบ้าง ผมก็ต้องดีใจใช่ไหมครับ” เขาจบบทสนทนาด้วยเสียงหัวเราะ และแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ เราจับได้ไม่ยากว่าเขารู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเองไม่น้อยทีเดียว

หลากตัวตน หลายบทบาท

เมื่อการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอเบื้องหลังเริ่มต้น เจมส์ก็ทำให้ทีมงานประทับใจอีกครั้งหนึ่งกับความเป็นมืออาชีพของเขา การทำงานกับเจมส์ไม่ใช่เรื่องยากเลย เจมส์รู้ตัวดีว่าเสน่ห์ของตัวเองอยู่ตรงไหน บทบาท ณ ขณะที่ทำงานอยู่คืออะไร และสามารถถ่ายทอดและนำเสนอตัวตนและมุมมองของตัวเองออกมาได้อย่างน่ารักเปี่ยมเสน่ห์ เมื่อเราเข้าไปแทรกถามถึงคาแรกเตอร์ของโทรศัพท์รุ่นที่เขาถือระหว่างถ่ายแบบ กับตัวตนของเขา เขาตอบยิ้มๆ “จริงๆแล้ว โทรศัพท์เครื่องนี้น่าจะถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งในชีวิตของผมที่ดาร์กๆหน่อย เท่ๆ คูลๆ แต่ผมอาจจะไม่ค่อยได้แสดงออกมุมนี้มากนักน่ะครับ”

เราอมยิ้มพลางนึกไปถึงตอนที่ได้ร่วมงานกับเจมส์ในฐานะบรรณาธิการรับเชิญคอลัมน์ Journey ที่ทีมงานส่วนหนึ่งของเรา ร่วมเดินทางไปถ่ายทำคอลัมน์กับเขาไกลถึงเมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทุกคนประทับใจกับความกระตือรือร้น และความสดใสของเจมส์ รวมไปถึงความตั้งใจจริงที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองให้กับผู้อ่านลอปติมัมกันทั้งนั้น “บทบาทบรรณาธิการรับเชิญเป็นบทบาทที่น่าตื่นเต้นมากเลยครับ ผมชอบเที่ยวและถ่ายรูปอยู่แล้ว ผมคิดว่าชีวิตหนึ่งคงไม่ได้มีโอกาสได้ไปทริปแบบนี้แน่ๆ เพราะประเทศนี้ไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อของประเทศที่อยากไป แต่พอได้ไปสัมผัสจริงๆแล้วพบว่าคนที่นั่นใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง เป็นชีวิตที่หรูหรา ใครได้ไปใช้ชีวิตในที่แบบนี้นี่ต้องเท่มากๆเลยนะครับ ผมว่า”

ไหนๆเจมส์ก็เอ่ยถึงความเท่มาแล้ว เราขอให้เจมส์นิยามความเท่ในแบบเจมส์ให้เราฟังหน่อย “ผมว่าคนที่เท่ในสายตาของผม คือคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีความเป็นสุภาพบุรุษสูงมากๆครับ เมื่อเขามีลักษณะแบบนั้น เขาจะเป็นคนที่น่ารัก น่าค้นหา และน่า เข้าใกล้ครับ” แล้วคิดว่าตัวเองเท่ตรงไหนล่ะ เรายิงคำถามต่อ เจมส์หัวเราะเขินๆ พลางตอบว่า “นี่ยากที่สุดแล้วครับ เป็นคำถามที่ตอบยากมากจริงๆ ผมอาจจะตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ในความคิดของผม สิ่งที่ผมชอบตัวเองมาก และชอบชมตัวเองว่าเท่คือ … ปกติไม่ค่อยมีคนเขาชมตัวเองใช่ไหมครับ แต่ผมชอบชมตัวเองในเรื่องนี้จริงๆคือเรื่องที่ผมชอบและรักที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขครับ ผมเห็นคนอื่นมีความสุข ผมก็ดีใจแล้ว เท่านี้ผมก็เท่มากแล้วครับ ในสายตาตัวเอง”

เราฟังแล้วอดอมยิ้มตามเจมส์ไปด้วยไม่ได้ แต่เราก็อยากฟังตัวอย่าง ‘ความเท่’ ที่เจมส์แสดงออกต่อคนรอบข้างอย่างเป็นรูปธรรม ดูสักครั้ง เจมส์ตอบโดยไม่ต้องคิดเลย “ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรเซอร์ไพรส์ให้ใครหรอกครับ แต่สิ่งที่ผมทำแล้วเห็นว่าคนอื่นมีความสุขคือ เด็กผู้ชายอย่างเราไม่ค่อยจะกล้าแสดงความรักต่อพ่อแม่ใช่ไหมครับ คือ แสดงกับคุณแม่ยังพอได้บ้าง แต่กับคุณพ่อนี่มีเขินอายครับ เพราะเราเป็นผู้ชายด้วยกัน แต่ล่าสุด เทศกาลสงกรานต์ ผมกลับบ้าน ไปรดน้ำดำหัวคุณพ่อกับคุณแม่ ดูท่านมีความสุขมาก ดูภูมิใจในตัวเรามาก ผมก็รู้สึกดีมากเลยครับ และการทำอะไรบางอย่างให้แฟนคลับ อย่างเช่นการเอาใจใส่พวกเขา ใส่ใจว่าพวกเขาอยากเห็นเราในบทบาทไหน ผมว่านี่ก็เพียงพอแล้ว เท่านี้ผมก็มีความสุขมากแล้วครับ”

เจมส์ย้ำหลายครั้งว่าเขาชอบงานทุกอย่างที่เขาทำอยู่ ทั้งงานแสดง งานดนตรี เดินสายโชว์ตัว เขียนหนังสือและถ่ายรูป เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่คือสิ่งที่เขารักและถนัด “พอโตขึ้น ผมก็ยิ่งอยากจะทำให้ดีที่สุดในทุกๆด้าน ทุกๆงานที่ผมทำออกไป ผมอยากให้ทุกคนมีความสุขครับ”

จังหวะชีวิตผ่านเสียงดนตรี

“เครื่องดนตรีที่ผมเล่นเป็นมีเบสกับกีตาร์ครับ เปียโนเล่นได้นิดหน่อย” เจมส์หัวเราะเสียงใสพร้อมทั้งฮัมเพลง Somewhere Over the Rainbow ให้เราฟังเบา “ผมชอบเล่นกีตาร์และร้องเพลงไปด้วยครับ เพลงที่ชอบร้องจะเป็นเพลงง่ายๆ ผมชอบร้องเพลงทุกแนวเลยนะครับ ไล่มาตั้งแต่ไทยสากล เพลงสากล สตริง ไปจนถึงเพลงลูกทุ่งเลยครับ”

นั่นทำให้เราย้อนนึกถึงภาพความประทับใจครั้งที่เจมส์รับหน้าที่ปฏิบัติภารกิจเป็นบรรณาธิการรับเชิญให้กับลอปติมัมที่อาบูดาบี คืนหนึ่งกลางทะเลทราย ทุกคนพูดคุยกันอย่างออกรส เจมส์ขับกล่อมทีมงานของเราด้วยกีตาร์โปร่งและเสียงหวานใสของเขา ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายวิดีโอกลับมาเพื่อแบ่งปันความน่ารักและอบอุ่นในคืนนั้นให้แฟนคลับของเจมส์ได้เห็นบ้าง

นอกเหนือไปจากกีตาร์แล้ว มีคนแอบกระซิบมาว่า แท้จริงแล้ว เจมส์เล่นเบสเก่งมาก “ครับ ผมเคยเล่นเบสในวงมาสมัยเด็กๆครับ เล่นตั้งแต่มัธยมหนึ่งจนจบมัธยมปลาย คือ ผมกับเพื่อนๆตั้งวงด้วยกัน แล้วไม่มีใครเล่นเบส ผมเลยได้เล่นไป แต่จริงๆอยากเล่นกีตาร์มากกว่า ตอนเล่นใหม่ๆไม่ค่อยชอบหรอกครับ ยังตัดใจจากกีตาร์ไม่ได้ แต่พอเล่นไปเล่นมา รู้สึกสนุกดี และรู้สึกว่าตัวเองเท่ดีครับ เลยเล่นกับวงมาเรื่อยๆ แต่ยังไงๆผมก็ชอบเล่นกีตาร์และร้องเพลงมากกว่าอยู่ดีครับ รู้สึกเป็นกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุขครับ”

นอกเหนือไปจากเสียงดนตรีที่ควบคุมจังหวะชีวิตของเขาแล้ว เจมส์ยังบอกว่า ถ้าหากเขามีเวลาว่าง เขาอยากจะไปเที่ยวแบบลุยๆ อย่างไปปีนเขา ไปถ่ายรูป มีเพียงเขากับกล้องหนึ่งตัวเท่านั้น “ผมอยากไปประเทศอินเดียครับ เป็นประเทศที่ไม่เคยไปเลย แต่ถ้าเป็นแพลนใกล้ๆ ผมอยากจะไปปีนภูเขาไฟฟูจิภายในปีนี้ให้ได้ครับ”

เราเห็นแววตาและความมุ่งมั่นของเขาที่สื่อผ่านออกมาหาเรา ทั้งระหว่างการสัมภาษณ์ และการถ่ายแบบท่ามกลางความวุ่นวายของเยาวราชยามค่ำคืนแล้ว เรารู้ได้เลยว่าจะกี่ปีต่อกี่ปี เด็กหนุ่มคนนี้น่าจะยืนหยัดอยู่คู่กับวงการบันเทิงไทยไปได้ดีด้วยความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติอันดี และความตั้งใจดีของเขา ดังนั้น เราจึงไม่แปลกใจเลย ที่วันนี้ James is B(l)ack! อย่างสวยงามและคูลกว่าเดิม

Related Post

ย้อนรอยประวัติศาสตร์วงการเทนนิสตั้งแต่ René Lacoste จนถึง Novak Djokovic


ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1933 René Lacoste (เรเน่ ลาคอสต์) หนึ่งในตำนานนักกีฬาเทนนิสระดับแชมป์โลกผู้ซึ่งเคยได้รับฉายาว่า ‘จระเข้’ จากลีลาการเล่นและเทคนิคพิเศษเฉพาะตัวที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันและเฉลียวฉลาดอันน่าทึ่ง ซึ่งนั้นยังไม่นับรวม ’อาวุธลับ’ ของเขานั้นคือชุดกีฬาเสื้อโปโลในรุ่น Lacoste L.12.12 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการเทนนิสครั้งใหญ่ โดยเขาได้เป็นคนออกแบบสร้างสรรค์และเลือกใช้ผ้าฝ้าย Petit Piqué ด้วยคุณสมบัติที่สวมใส่สบาย คล่องแคล่ว สามารถขยับร่างกายได้อย่างเป็นอิสระทำให้ชุดกีฬาเทนนิสภายใต้แบรนด์ Lacoste โดย René Lacoste เป็นที่นิยมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตราบจนถึงปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันระหว่าง René Lacoste และ Novak Djokovic (โนวัค ยอโควิช) นอกจากจะเป็นบุคคลในตำนานของวงการเทนนิสผู้ซึ่งนิยมในการเล่นเกมกีฬาอย่างยุติธรรม มีความมานะอุตสาหะและความสง่างามอันเป็นธรรมชาติแล้ว ทั้งคู่ยังเป็นนักคิดผู้ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อีกด้วย จน Novak Djokovic ได้รับเลือกจาก Lacoste ให้เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด ที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนและเป็นเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์สปอร์ตพรีเมี่ยมจากฝรั่งเศสโดยจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนที่มีความรักในกีฬาเฉกเช่นเดียวกับ Lacoste

โดย Lacoste จะเปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษที่ใช้ชื่อว่า ‘Novak Djokovic’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะให้กับ Novak ใส่คว้าชัยชนะเทนนิสแกนรด์แสลมและรายการอื่นในฤดูกาลล่าสุดนี้ด้วย มีการนำเสนอชุดกีฬาที่ผสมผสานระหว่างการใช้งานและสไตล์อันโดดเด่นของ Novak เข้าไว้ด้วยกันที่ให้ความสำคัญในทุกๆ รายละเอียดทั้งความสบายยามสวมใส่ในทุกการเคลื่อนไหว อย่างการใช้รอยตะเข็บตามหลัก Ergonomic เพื่อป้องกันการเสียดสีของผิวสัมผัส และยังจะมีลวดลายพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ในคอลเลกชั่นที่อยู่บนแขนด้านซ้ายของเสื้อ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเส้นต่างๆ บนสนามเทนนิส รวมถึงการเลือกใช้สีน้ำเงิน สีขาวและสีแดงเพื่อสดุดีให้กับประเทศฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย โดยในคอลเลกชั่นนี้จะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2017 เป็นต้นไป ที่ Lacoste Flagship Store, Lacoste Boutique และ Lacoste Corner ทุกสาขา ซึ่งเราจะได้เห็น Novak Djokovic จะสวมชุดกีฬาในคอลเลกชั่นนี้ในการแข่งขันเทนนิสเฟรนช์โอเพ่น 2017 บนสนามแข่งขันอย่างแน่นอน

และในแคมเปญโฆษณาชุดใหม่ล่าสุดนี้ได้ Julien Pujol (จูเลี่ยน พูโฮล) รับหน้าที่กำกับภาพรวม ที่จะสื่อสารให้เห็นถึงช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของตำนานทั้ง 2 อันได้แก่ René Lacoste และ Novak Djokovic รวมถึงต้นกำเนิดของเสื้อโปโลรุ่น Lacoste L.12.12 ที่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย René Lacoste ที่ปฏิวัติชุดกีฬาเทนนิสในยุคนั้นด้วยการตัดแขนเสื้อเพื่อความอิสระและคล่องตัวในการเคลื่อนไหว โดย Novak Djokovic จะเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่องและในภาพโฆษณาก็ได้ Jacob Sutton (เจค็อบ ซัตตัน) เป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ โดยผสมผสานภาพขาว-ดำ ในสไตล์ยุค 1930s เพื่อรำลึกถึงจุดกำเนิดของ Lacoste เข้ากับภาพสีที่แทนความหมายของคอลเลกชั่นปัจจุบันเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสง่างามเหนือกาลเวลาของ Lacoste สอบถาม Novak collection amd Roland Garros collection ได้ที่ Lacoste Flagship Store ชั้น 2, CentralWorld โทร. 0953702539

Related Post