เบื้องหลังการปกปิดตัวตนของนักเขียน ศิลปิน ดีไซเนอร์ หรือแม้แต่นักธุรกิจ

Anonymously Well-Knowns

อะไรคือเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังการปกปิดตัวตนของนักเขียน ศิลปิน ดีไซเนอร์ หรือแม้แต่นักธุรกิจ? เพื่อหลีกเลี่ยงอคติในการตัดสิน หรือเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว? หรือทั้งสองอย่าง? แล้วเราในฐานะ ผู้เสพผลงาน และผู้บริโภคมีสิทธิแค่ไหนในการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของพวกเขาเหล่านั้น? แล้วเหตุใดเราถึงต้องการที่จะสืบค้นตัวตนที่เขาไม่ต้องการเปิดเผยกันล่ะ?

FRANCE - JANUARY 01:  Photo of DAFT PUNK  (Photo by Mick Hutson/Redferns)

การปกปิดตัวตนของเหล่าศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานในหลายสาขานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในยุคโบราณ นักเขียนส่วนใหญ่เลือกใช้นามปากกาในการประพันธ์เพื่อปกปิดตัวตน และลดข้อครหาว่านวนิยายที่พวกเขาแต่งนั้นอาจจะพาดพิงถึงบุคคลที่พวกเขารู้จักในชีวิตจริง หรือนักเขียนผู้หญิงบางคนก็เลือกใช้นามปากกาที่ฟังดูเหมือนชื่อผู้ชาย เพราะการยอมรับนักเขียนสตรีในบางยุคนั้นยังไม่แพร่หลาย (เรื่องนี้ไม่ต้องย้อนกลับไปไกลมากนักหรอก แม้กระทั่งปลายยุค ‘90s J.K. Rowling (เจ.เค. โรว์ลิ่ง) เองยังได้รับ “คำแนะนำ” จากบรรณาธิการต้นฉบับ Harry Potter and the Philosopher’s Stone ให้ใช้ชื่อย่อ J.K. แทนชื่อจริงของเธอ (Joanne Rowling) แถมก่อนหน้าที่เธอจะโด่งดังจากซีรีส์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ เธอก็เคยใช้นามปากกาว่า Robert Galbraith (โรเบิร์ต กัลเบรธ) มาแล้ว) และการปกปิดตัวตนนั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวงการวรรณกรรมเท่านั้น

แต่วงการเพลงก็มีนักดนตรีที่สวมหน้ากากตลอดเวลาอย่าง Daft Punk หรือใช้ตัวการ์ตูนแสดงตัวตนอย่าง Gorillaz ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาคือนักดนตรีที่ทำเพลงหลากหลายแนว และต้องการนำเสนอตัวตนที่สอง (Alternated Self) ในเพลงอีกชุดหนึ่ง ซึ่งก็เป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนเดนตายอยู่ดีว่าตัวจริงของพวกเขาคือใคร อาจจะเพราะพวกเขาไม่ได้ซีเรียสนักกับการปกปิดตัวตนอย่างแท้จริง

แต่ก็มีศิลปินและนักธุรกิจหลายคน (หรือหลายกลุ่ม) ได้อาศัยตัวตนที่สองในการสำแดงความคิดความอ่าน อย่างตรงไปตรงมา รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างสรรค์ผลงานในสายงานตัวเองอย่างอิสระ เพราะการไม่มีตัวตนในโลกจริงนั้นเป็นการลดอคติในการตัดสินของผู้เสพงานสร้างสรรค์ไปได้หลายเปลาะ นอกจากนั้น การปกปิดตัวตนของศิลปินนั้นยังเป็นการป้องกันความปลอดภัยของตัวเองไม่ว่าจะในเรื่องการถูกคุกคามจากแฟนคลับ หรือการถูกลักพาตัว (ดูอย่างกรณีที่ John Hinckley Jr. (จอห์น ฮินเคิลลีย์ จูเนียร์) พยายามที่จะสังหาร Ronald Reagan (โรนัลด์ เรเกน) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องความสนใจจาก Jodie Foster (โจดี้ ฟอสเตอร์) ซึ่งฟอสเตอร์ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า เธอรู้สึกว่า ‘ถูกคุกคามความเป็นส่วนตัวแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน’ หรือกรณีที่ Robert Pattinson (โรเบิร์ต แพททินสัน) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่สามารถรับมือกับชื่อเสียงของเขาหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง Twilight ออกฉายได้ เพราะมีแฟนคลับเฝ้าติดตามเขาตลอดเวลา และมีแฟนคลับบางคนถึงขั้นแฮ็กเข้ามาในอีเมล์ส่วนตัวของเขา ทำให้เขาเลิกเล่นโซเชียลมีเดีย และสามารถติดต่อเขาได้ผ่านทางเอเจนซี่เท่านั้น) ถึงกระนั้น … เมื่อใครสักคนก้าวเข้ามาเป็นจุดสนใจแล้ว ก็ยากแล้วล่ะที่จะอยู่เงียบๆ โดยไม่เปิดเผยตัวตนได้ เรามาทำความรู้จักคนดังไร้ตัวตน และเหล่าแฟนคลับ (หรือแอนตี้แฟนคลับ) ที่พยายามเปิดเผยตัวตนของพวกเขากัน

Banksy

ถ้าพูดถึงประเด็นปกปิดตัวตนแบบนี้ แล้วไม่พูดถึงศิลปินสตรีทอาร์ทชื่อดังสัญชาติอังกฤษอย่าง Banksy บทความนี้ก็คงจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน ผลงานของ Banksy ปรากฏในรถไฟใต้ดินกรุงบริสตอล และกรุงลอนดอนตั้งแต่ช่วงต้นยุค ‘90s แต่เขาเริ่มเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานชื่อ The Mild Mild West ช่วงปีค.ศ. 1999 และผลงานหลังจากนั้นของเขาก็เป็นภาพกราฟิตี้สไตล์ต่อต้านสงคราม ต่อต้านระบอบทุนนิยม รวมไปถึงต่อต้านระบอบต่างๆ ในสังคม ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหัวข้อเหล่านั้นทำให้โลกหันมาสนใจเขาอย่างจริงจัง และเขาก็กลายเป็นหนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่คนสำคัญของโลก

GLASTONBURY, ENGLAND - JUNE 24:  Art work said to be by underground artist Banksy is seen on the fence at the Glastonbury Festival site at Worthy Farm, Pilton on June 24, 2010 in Glastonbury, England. The gates opened yesterday to what has become Europe's largest music festival and is celebrating its 40th anniversary. (Photo by Matt Cardy/Getty Images)

เมื่อมีชื่อเสียง ก็มีคนอยากจะขุดคุ้ยประวัติส่วนตัวของเขา แต่ Banksy ก็ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนอย่างเป็นทางการไม่ว่าจะกับสื่อใดๆ ก็ตาม มีทฤษฎีหลากหลายที่พยายามจะสืบเสาะค้นหาว่าเขาเป็นใคร ในปีค.ศ. 2014 มีเว็บไซต์หนึ่งอ้างว่าง Paul Horner (พอล ฮอร์เนอร์) ชายหนุ่มวัย 35 ปีจากเมืองลิเวอร์พูลที่ถูกกลุ่ม  Anti-Graffiti Task Force ตามจับในข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะคือ Banksy ตัวจริง แต่ต่อมา Jo Brooks (โจ บรูกส์) เอเจนซี่ของ Banksy ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่า Banksy ยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้ถูกจับไปไหน ขอให้บรรดาแฟนๆ สบายใจได้

CHELTENHAM, ENGLAND - APRIL 14:  A piece of new graffiti street art, claimed to be by the secretive underground guerilla artist Banksy, which appeared on the side of a house in Cheltenham this weekend, is seen on April 14, 2014 in Gloucestershire, England. The artwork, which shows three stencil figures listening into a conversation in an existing telephone box, is just a few miles away from Government Communications Headquaters (GCHQ), which is responsible for providing intelligence and information assurance to the British Government and Armed Forces. (Photo by Matt Cardy/Getty Images)

ปีถัดมา Richard Pfeiffer (ริชาร์ด ไฟเฟอร์) ถูกจับข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งภาพนั้นเป็นภาพที่สร้างสรรค์โดย Banksy ในย่านแมนฮัตตัน แต่จริงๆ แล้ว เขาและคู่หมั้นเพียงแค่เดินผ่านและชื่นชมผลงานชิ้นนั้นอยู่เท่านั้น แต่เขาก็ถูกจับอยู่ดี และ ข่าวก็แพร่ไปไกลแล้วว่าเขาคือผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้น แต่หกเดือนถัดมา เขาก็หลุดพ้นข้อกล่าวหา และออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการด้วยตัวเองว่าเขาไม่ใช่ Banksy

RAMALLAH, WEST BANK - AUGUST 6. A graffiti made by the British, guerrilla, graffiti artist Banksy is seen on Israel's highly controversial West Bank barrier in Ramallah on August 6, 2005. Banksy has made a name for himself with provocative images stencilled around the streets of London. On his recent trip to the Palestinian territories he has created nine of his images on Israel's highly controversial West Bank barrier. (Photo by Marco Di Lauro/Getty Images)

ต่อมาไม่นานนัก HBO ได้ผลิตสารคดีเรื่อง Banksy Does  New York ที่ Chris Healey (คริส ฮีลลีย์) ศิลปินชาวแคนาดาได้ยืนยันว่า Banksy เป็นกลุ่มศิลปินจำนวน 7 ชีวิตที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้า โดยผู้หญิงคนนั้นปรากฏตัวในสตูดิโอของ Banksy ที่เปิดเผยในสารคดีเรื่อง Exit Through the Gift Shop ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ยัง ไม่มีเอเจนซี่ของ Banksy ออกมาปฏิเสธเป็นทางการ แต่ทฤษฎีนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับทั่วไปในหมู่แฟนๆ Banksy เพราะไม่มีใครเชื่อว่าผลงานของเขาเป็นงานกลุ่มนั่นเอง

WESTON-SUPER-MARE, ENGLAND - SEPTEMBER 10:  A mermaid sculpture in front of a castle at Banksy's Dismaland on September 10, 2015 in Weston-Super-Mare, England.  (Photo by Matthew Baker/Getty Images)

ในปีค.ศ. 2008 ได้มีนักสืบแบบโพรไฟล์ลิ่งจาก Queen Mary University กรุงลอนดอนได้นำเทคนิคการโพรไฟล์ลิ่งแบบถิ่นที่อยู่มาตามหาตัว Banksy และสรุปว่าเขาคือ Robin Gunningham (โรบิน กันนิ่งแฮม) ศิลปินท้องถิ่นในเมืองบริสตอล ซึ่งต่อมาในปีค.ศ. 2015 โรบินก็ได้ปรากฏตัวในโปรเจ็กต์ Dismaland ของ Banksy ในฐานะเด็กโบกรถ ซึ่งแฟนๆ ก็จำเขาได้ จึงมีการสรุปอย่างจริงจังว่าแท้จริงแล้วโรบินเองนั่นล่ะคือ Banksy

BETHLEHEM, WEST BANK - DECEMBER 05:  A Palestinian labourer works under a large wall painting by elusive British graffiti artist Banksy December 5, 2007 on a building wall in the biblical city of Bethlehem in the West Bank. The Bristol-born artist has adorned Israel's West Bank separation barrier and Bethlehem walls with new images, including one of a dove wearing a flak jacket and a soldier being frisked by a young girl. His works, along with those of other international artists, are part of an exhibition called Santa's Ghetto.  (Photo by David Silverman/Getty Images)

และก็ยังมีนักข่าวอย่าง Craig Williams (เครก วิลเลียมส์) ที่นำเสนอความเกี่ยวข้องกับผลงาน Banksy กับ Robert Del Naja(โรเบิร์ต เดล นายา) ฟรอนท์แมนวง Massive Attack ซึ่งเขายืนยันว่า ทุกครั้งวงนี้ไปเล่นที่เมืองใดๆ ก็ตาม จะต้องมีผลงานของ Banksy ปรากฏตามมาเสมอ แต่ก็นะ ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธจากเอเจนซี่ของ Banksy ก็สรุปว่ายังไม่สรุปอยู่ดีว่า Banksy คือใครกันแน่

Elena Ferrante

เอเลนน่าเป็นนามปากกาของนักเขียนนวนิยายชาวอิตาเลียน เธอมี
ผลงานเขียนเล่มแรก Troubling Love ตั้งแต่ปีค.ศ. 1992 และโด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือซีรีส์นวนิยายสี่ตอนจบชุด Neapolitan Novels ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อปีค.ศ. 2011 ในปีค.ศ. 2016 เธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกใบนี้โดยนิตยสาร Time แม้ว่าเธอจะเป็นที่รู้จักในระดับโลก แต่เธอก็ยืนยันที่จะปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเธอไว้อย่างเงียบเชียบ และก็เป็นดังที่เขาว่า ยิ่งไม่อนุญาต ยิ่งอยากจะรู้ จึงมีหลากหลายทฤษฎีว่าด้วยเรื่องตัวตนที่แท้จริงของเธอ โดยเป็นการจับแพะชนแกะของบทสัมภาษณ์ที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตามสื่อต่างๆ

ต่อมาในปีค.ศ. 2003 เธอตีพิมพ์หนังสือเรื่อง The Act of Falling Apart เป็นจดหมายที่เธอโต้ตอบกับบรรดาบรรณาธิการของเธอ ซึ่งก็เปิดเผยตัวตนของเธอออกมาได้นิดหน่อยว่าเธอเติบโตที่เมืองเนเปิล และออกไปใช้ชีวิตนอกประเทศอิตาลีมาได้สักระยะหนึ่ง เธอถือปริญญาวรรณกรรมคลาสสิก มีลูก แต่ไม่ได้แต่งงานแล้ว
ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น

Word-of-mouth Wonders

ปีค.ศ. 2016 Marco Santagata (มาร์โก้ ซานตากาต้า) นักเขียนนวนิยายและศาสตราจารย์ที่ University of Pisa ได้ตีพิมพ์บทความว่าด้วยการระบุตัวตนของเอเลนน่าโดยวิเคราะห์จากสไตล์งานเขียนของเอเลน่าอย่างใกล้ชิด ในตอนที่เธอบรรยายภาพเมืองปิซ่า และเขียนถึงเรื่องการเมืองอิตาลียุคใหม่ และรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปได้ว่า เอเลนน่าเคยอาศัยอยู่ในเมืองปิซ่า แต่ออกจากเมืองไปในช่วงปีค.ศ. 1966 เธอจึงเสนอทฤษฎีว่าเอเลน่าอาจจะเป็นศาสตราจารย์ชาวเนเปิล Marcella Marmo (มาร์เซลลา มาร์โม) ที่มาเรียนที่เมืองปิซ่าในช่วงค.ศ. 1964 – 1966 แต่ทั้งมาร์เซลลาและเอเจนซี่ของเอเลนน่าก็ออกมาปฏิเสธทฤษฎีนี้กันอย่างพร้อมเพรียง

ช่วงปลายปีค.ศ. 2016 ก็เกิดข่าวครึกโครมไปทั่วโลกเมื่อ Claudio Gatti (เคลาดิโอ กัตติ) ตีพิมพ์บทความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินของ Anita Raja (แอนิตา ราย่า) นักแปลในกรุงโรมว่าเธอนั่นเองที่เป็นเอเลนน่าตัวจริง โดยในบทความนั้นมีข้อมูลเรื่องการเงิน และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของแอนิตาแบบโจ๋งครึ่ม และบทความนี้          ก็กลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางบนโลกวรรณกรรมถึงการคุกคามเรื่องส่วนตัวของนักเขียนและขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลลับต่างๆ โดย Matt Haig (แมตต์ เฮก) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษถึงกับทวีตข้อความว่า “ความพยายามในการหาตัวเอเลนน่า เฟอร์รันเต้ตัวจริงนั้นเป็นเรื่องที่น่าอดสูและไม่มีค่าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตัวตนที่จริงที่สุดของนักเขียนก็คือหนังสือที่พวกเขาเขียนนั่นเอง” แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของเคลาดิโอนั้นก็ดูจะเป็นจริงมากที่สุด และยังไร้ซึ่งการปฏิเสธจากเอเจนซี่และสำนักพิมพ์ ก็คงสรุปไปแล้วแบบฉาวโฉ่สินะ เราว่า

Satoshi Nakamoto

เขาเป็นผู้ออกแบบ Bitcoin หรือเงินสกุลดิจิตอลสกุลแรกของโลกที่ต่อมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาดาต้าเบสอย่าง Blockchain ที่จะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ให้เราทำงานและติดต่อสื่อสารกับทุกคน ได้อย่างอิสระเสรีไร้ซึ่งพรมแดนของประเทศอย่างแท้จริง คุณซาโตชิ นากาโมโต ผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ บอกว่าเขาอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เกิดราวๆ ปีค.ศ. 1975 และนั่นก็เป็นเพียงข้อมูลเดียวที่ออกมาจากตัวเขา (หรือตัวพวกเขา เพราะก็ไม่มีใครแน่ใจว่าคุณซาโตชินั้นเป็นคน หรือกลุ่มบุคคลกันแน่) และด้วยความรวยของคุณซาโตชิ (ปีค.ศ. 2016 เขาเป็นเจ้าของบิทคอยน์อยู่ หนึ่งล้านหน่วย ซึ่งก็เทียบเป็นเงินได้ราวๆ 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้นเอง) ก็ย่อมมีคนสงสัยอยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร และก็มีทฤษฎีหลากหลายแตกต่างกันออกไป และส่วนมากทฤษฎีเหล่านั้นก็มุ่งเป้าไปว่าคุณซาโตชิไม่ใช่คนเอเชีย และอาศัยอยู่ที่ประเทศอเมริกาและทวีปยุโรป (แหมนะ … มีแค่เผ่าพันธุ์คอร์เคซอยเท่านั้นสินะที่สามารถคิดค้นอะไรอัจฉริยะเปลี่ยนโลกได้ขนาดนี้)

Nakamoto Named as Bitcoin Father Denies Involvement

ในปีค.ศ. 2013 Skye Grey (สกาย เกรย์) บล็อกเกอร์ออนไลน์ได้นำเสนอว่า Nick Szabo (นิก ซาโบ) นั้นอาจจะเป็นคุณซาโตชิตัวจริง เขาเป็นนักค้าการเงินผู้โด่งดังและเป็นเจ้าของบทความบน Bit Gold หลายอัน ซึ่งอ่านๆ แล้วก็มโนได้ไม่ยากว่าเขาเองเป็นคนที่ริเริ่มเรื่องบิทคอยน์เป็นคนแรกๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าเขาคือคุณซาโตชิตัวจริง ปีถัดมา นิตยสาร Newsweek ได้ยืนยันว่า Dorian Nakamoto (ดอเรียน นากาโมโต้) ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย (เขามีชื่อจริงว่าซาโตชิ นากาโมโต้) นั้นเป็นคุณซาโตชิ นอกเหนือจากชื่อเดียวกันแล้ว ดอเรียนยังมีโพรไฟล์ที่ชวนให้คล้อยตามว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะคิดค้นบิทคอยน์ขึ้นมาจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บทความถูกตีพิมพ์ออกไป บ้านของดอเรียนก็ถูกบุกโดยกองทัพสื่อ และเขาก็ปฏิเสธอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาไม่รู้จักเงินสกุลนี้ด้วยซ้ำ ต่อมา P2P Foundation ของคุณซาโตชิก็โพสต์ข้อความเป็นครั้งแรกในรอบห้าปีตบหน้าสื่อดังฉาดว่า “ผมไม่ใช่ดอเรียน นากาโมโต้นะ” โอเค จบไป

ตัวเลือกถัดมาคือ Hal Finney (ฮัล ฟินนีย์) หน่วยกล้าตายคนแรกๆ ที่เริ่มใช้เงินบิทคอยน์ และเป็นยูสเซอร์ที่มีการโต้ตอบกับดาต้าเบสตลอดเวลา เขาอาศัยอยู่ไม่ไกลจากดอเรียนด้วยซ้ำ นักข่าวจากนิตยสาร Forbes เคยนำลายมือของเขาไปตรวจเทียบกับลายมือของคุณซาโตชิ ซึ่งก็ดูเหมือนกันในหลายจุดแบบไม่น่าเชื่อ แต่ก็มีทฤษฎีว่าเขาอาจจะแค่เป็นโกสต์ไรเตอร์ให้กับคุณซาโตชิก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามฟินนีย์ปฏิเสธเสียงแข็งว่าเขาเป็นเพียงยูสเซอร์เท่านั้น

Utah Software Engineer Mints Physical Bitcoins

คนที่อื้อฉาวที่สุดเห็นจะเป็น Craig Steven Wright (เครก สตีเฟ่น ไรท์) เพราะนิตยสาร Wired ได้เขียนว่าเครกนั้นคือคนที่คิดค้นบิทคอยน์ หรือไม่ก็พวกลวงโลกที่ชอบทำให้โลกคิดว่าเขาคิดค้นนั่นล่ะ แต่เครกเองกลับ
ปิดแอ็คเคาน์ทวิตเตอร์ของตัวเองและปิดปากเงียบ ไม่ออกสื่อ ในวันเดียวกันนั้นเอง Gizmodo ก็ตีพิมพ์หลักฐานที่แฮ็กได้จากอีเมล์ของเครกยืนยันว่าคุณซาโตชิคือเครกกับ David Kleiman (เดวิด คลีแมน) นักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีค.ศ. 2013 แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บิทคอยน์ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเชื่อถือข้อมูลดังกล่าว และบ้านของเครกก็ถูกตำรวจบุกค้นหาเรื่องเอกสารทางภาษีต่างๆ แต่ก็เงียบไป

จนในที่สุด กลางปีค.ศ. 2016 เครกก็ได้โพสต์ขึ้นบล็อกตัวเองว่า เขาคือคุณซาโตชิตัวจริง แต่อย่างไรก็ตาม Peter Todd (ปีเตอร์ ทอดด์) เดเวลลอปเปอร์ของบิทคอยน์ได้ออกมาปฏิเสธการโพสต์ดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าการโพสต์นั้นไม่น่าเชื่อถือและไม่มีที่มา และได้ปฏิเสธเรื่องนี้ลงไปในทวิตเตอร์หลักของบิทคอยน์เองเลยทีเดียว หนึ่งเดือนถัดมา London Review of Books ได้ตีพิมพ์บทความว่าด้วยเรื่องของเครกและสงครามบิทคอยน์ โดยอ้างว่ามีบริษัทของประเทศแคนาดาอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะเปิดเผยตัวของเขา ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีสมคบคิดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ก็สรุปอีกครั้งว่ายังไม่สรุปอยู่ดี

Bitcoin Value Soars And Drops

การตามหาตัวตนของคนที่เราชื่นชม เพื่อทำความรู้จักและนำกลับไปมโนให้ชุ่มชื่นหัวใจนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรมากนัก หากพฤติกรรมนั้นไม่ไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของคนผู้นั้นทั้งในโลกจริงหรือโลกเสมือน พึงระลึกไว้เสมอว่าเราทุกคนล้วนต้องการที่ว่างส่วนตัวกันทั้งนั้น บรรดาคนดังก็ไม่ยกเว้นหรอก จริงๆ นะ

Related Post

ว่ากันว่าการใส่รองเท้าดีดีมักพาเราไปที่ที่ดีดีเสมอ

อัพเดทเทรนด์รองเท้าสีดำที่ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรก็จะคงความคลาสสิคไว้ได้เสมอ

Derby
จุดเด่นของ Derby คือ กระดุมรูร้อยเชือกจะถูกเย็บติดไว้กับตัวลิ้นรองเท้าให้สามารถมองเห็นได้จากด้านบน แต่เดิมนั้นนิยมใส่เดินป่าและล่าสัตว์ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะช่วงหัวรองเท้าที่เป็นแบบหนังชิ้นเดียว ทำให้รองเท้า Derby มีสไตล์ที่เรียบร้อยเหมาะสำหรับการใช้งานที่เป็นทางการและสุภาพเป็นส่วนใหญ่

Brioni

Oxford
สาเหตุที่เรียกว่า Oxford ก็เพราะเหล่านักศึกษาจากมหาวิยาลัย Oxford นิยมใส่กันนั่นเอง จุดสังเกตของรองเท้าชนิดนี้คือ กระดุมรูร้อยเชือกจะถูกเย็บติดไว้ข้างใต้แผ่นหนังด้านบนของรองเท้า ซึ่งมองไม่เห็นจากด้านบน มีถิ่นกำเนิดในประเทศสก็อตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือโดยมีทั้งสไตล์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

Gucci

Loafer
Loafer หรือ Penny Loafer เป็นรองเท้าแบบสวมไม่มีการผูกเชือก จุดเริ่มต้นเกิดมาจากช่วงยุค 1950s เด็กนักเรียนนิยมนำเหรียญ Penny มาเก็บไว้ในช่องที่ด้านหน้าของรองเท้า สำหรับโทรศัพท์หรือขึ้นรถบัสกลับบ้าน ต่อมา John F. Kennedy (จอห์น เอฟ. เคนเนดี้) ได้สวมรองเท้า Loafer แบบไม่สวมถุงเท้ากับชุดสูท ทำให้เกิดความนิยมแพร่หลายขึ้นมา

Jimmy_Choo

Monk Strap
บางแหล่งอาจจะเรียกว่า ‘Monk Shoes’ ซึ่งก็แปลได้ตรงตัวว่าเป็นรองเท้าที่บาทหลวงนิยมใส่กัน ลักษณะเด่นของรองเท้าชนิดนี้คือ บริเวณด้านบนเป็นแถบหนังคาดมีตัวล็อกห้วเข็มขัด 2 ชิ้น ไม่มีเชือกผูก ต่อมาจึงได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมของคนทั่วไปมีทั้งแบบหนังที่ให้ลุคทางการและแบบหนังกลับที่ให้สไตล์แคชชวล

Salvatore_Ferragamo

Brogue
คลาสสิกเหนือกาลเวลาต้องยกให้รองเท้า Brogue ที่มีต้นกำเนิดในประเทศสก็อตแลนด์ โดยมีจุดเด่นที่ลวดลายฉลุบนตัวรองเท้าที่ในสมัยก่อนนั้นมีประโยชน์ไว้เพื่อระบายนำ้หรือแอ่งโคลนและความชื้นตามบนชทที่คุณอาจต้องเดินลุยมันไป หัวรองเท้ามีลายเย็บแบบ ‘W’ หรือลายปีกนก รอยฉลุปัจจุบันจะหลงเหลือไว้เพื่อเอกลักษณ์นั่นเอง

Tod_s

Boat Shoes
สามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า ‘Deck Shoes’ ซึ่งชื่อเรียกก็มาตามที่มา เพราะรองเท้าชนิดนี้ถูกผลิตออกมาเพื่อใส่บนเรือ รูปทรงและพื้นรองเท้าจึงถูกออกแบบมาให้ยึดติดกับพื้นเรือ หนังที่ใช้จะถูกเคลือบสารกันน้ำ โดยมีจุดเด่นคือเชือกหนังที่ถูกร้อยไว้รอบตัวรองเท้าและเชื่อมกับด้านบน เหมาะกับสไตล์แคชชวลสำหรับวันหยุดพักผ่อนของคุณ

Valentino

Slippers
แต่ก่อนนั้นรองเท้า Slippers ถูกผลิตมาไว้สำหรับใส่ภายในบ้านของบรรดาเหล่าผู้ลากมากดี มักจะทำจากผ้ากำมะหยี่เป้นส่วนใหญ่ โดยด้านหน้าของรองเท้านั้นมักนิยมปักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล โดยในปัจจุบันได้พัฒนาและนิยมนำมาใส่กับชุดสูทหรือทักซิโด้แบบไม่สวมถุงเท้า เพื่อเพิ่มสไตล์ที่โดดเด่นและลดความเป็นทางการลง

Versace

Desert Boots
ถูกผลิตขึ้นมาครั้งแรกสำหรับทหารที่ออกไปรบในตะวันออกกลาง มีลักษณะเด่นคือเป็นรองเท้าบู๊ตหุ้มข้อที่ไม่สูงมาก พื้นรองเท้าทำจากยางพาราเพื่อสะดวกในการเดินย่ำบนทะเลทราย ปัจจุบันนิยมนำมาใส่อย่างแพร่หลายและมักจะจับคู่รองเท้าประเภทนี้กับเครื่องแต่งการแบบ Workwears

Boss

Chelsea Boots
เป็นรองเท้าอีกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนานค้นเจอได้ในช่วงยุคสมัยวิตอเรียน โดยจุดประสงค์ที่ผลิตขึ้นมาคือมีไว้เพื่อใส่สำหรับขี่ม้า จุดสังเกตและลักษณะที่โดดเด่นอยู่ที่เป็นรองเท้าบู๊ต แบบสวมไม่มีเชือกผูก ด้านข้างมีการเย็บตัดต่อผืนหนังกับผ้าไว้สำหรับช่วยให้ยืดหยุ่นเวลาสวมใส่ทำให้กระชับกับเท้าและไม่ต้องกังวลกับเชือกผูก

Related Post

ติดตามแฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2017 จากHermes ได้ที่นี่

http://player.freecaster.com/embed/1162702?autoplay

หรือ

http://manifeste.hermes.com/en_WW/

 

Related Post

ชมแฟชั่นโชว์ Givenchy FW2017 Men Ready To Wear สดตรงจากรันเวย์ได้ที่นี่

Related Post

หนุ่มลอปติมัมได้เวลาเตรียมตัวสนุกไปกับคอลเลกชั่น Cruise 2017 จาก Gucci

Quintessentially Cool

คอลเลกชั่น Cruise 2017 ล่าสุดจาก Gucci

Related Post

กว่า 10 ปีแล้วที่ Riccardo Tisci ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ของ Givenchy ทำให้เราจดจำเขาได้

The Iconic

เป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้วที่ Riccardo Tisci ครองบังลังก์ครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ของ Givenchy และหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราจดจำเขาได้คือเหล่าสัญลักษณ์พิเศษที่เขาได้แอบซ่อนเอาในทุกคอลเลกชั่นราวกับเป็นอีสเตอร์เอ้กประจำตัว

img-the-look-riccardo-tisci_174704448734

ก่อนหน้าที่ Riccardo Tisci (ริคคาโด ทิชชี่) จะเข้านั่งตำแหน่งครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ของ Givenchy (จีวองชี่) เราอาจมีภาพจำในภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างชุดสีดำเรียบโก้ คัตติ้งคมกริบที่อยู่บนเรือนร่างของ Audrey Hepburn (ออเดรย์ แฮบเบิร์น) ในฉากที่เป็นตำนานจากภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany’s ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Hebert de Givenchy (เอเบิร์ต เดอ จีวองชี่) และในยุคต่อๆ มาภายใต้การนำของทั้ง John Galliano (จอห์น กัลลิอาโน) Alexander McQueen (อเล็กซานเดอร์ แมคควีน) ไปจนถึง Julien MacDonald (จูเลียน แมคโดนัล) ล้วนแล้วแต่สร้างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนจวบจนถึงคิวของริคคาโด เราจึงได้เห็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ในแบบที่ต่างออกไป เขาได้สร้างนิยามของความหรูหราในความหมายใหม่และได้นำเอาสัญลักษณ์ต่างๆ มาตีความผสมผสานกับดีเอ็นเอของแบรนด์จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่นิยามได้ว่า ‘Dark Romantic’ และกลายเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัวของเขาที่ทำให้หลายต่อหลายคนหลงใหล

ในขณะที่แรงบันดาลใจอันมีนัยลึกซึ้งที่แฝงอยู่ตามชิ้นงานในยุคสมัยของเขาอย่าง ‘Givenchy Star’ ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังของประเทศอเมริกาที่เป็นท่ีชื่นชอบโดยส่วนตัวของเขา เขาจึงนำเอาสัญลักษณ์รูปดาวมาเป็นจุดเด่นหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน มีทั้งดาวเพียงหนึ่งหรือกลุ่มดาวที่จัดวางอย่างมีแบบแผน โดดเด่นบนชิ้นงานต่างๆ จนกลายเป็นสินค้าที่ทุกคนต้องมีและเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็น Givenchy ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือ ‘Animal Spirits’ ที่ได้กลายเป็นไอคอนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากภาพของสุนัขพันธ์รอทท์ไวเลอร์ที่สื่อถึงความหมายผ่านรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นสัตว์ที่ดุร้าย น่าเกรงขาม แต่เมื่อรักสิ่งใดแล้วก็จะมอบความซื่อสัตย์และพร้อมที่จะปกป้องอย่างไม่มีข้อแม้ ต่อมาริคคาโดได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์สัญลักษณ์ใหม่ที่มีการผสมผสานความหมายที่ถูกตีความผ่านท่าทางการแสดงออกของ ‘ลิง’ (The Monkey Brothers) ในภาพของลิงพี่น้อง 2 ตัว โดยได้สื่อถึงความชาญฉลาดที่เป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และความรักความผูกพันที่ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงเสมอ แต่ในอีกทางหนึ่งก็เป็นสัตว์ที่ซุกซน และเจ้าเล่ห์ตามสัญชาติญาณของลิงที่สามารถสะท้อนความเป็น ‘Dark Romantic’ ของตัวเขาได้อย่างชัดเจนและชาญฉลาด

ผลงานชิ้นไอคอนนิคต่างๆ ของริคคาโดถือเป็นการสะท้อนความสำเร็จตลอดมา สัญลักษณ์ที่มีความหมายเหล่านี้ได้ถูกนำมาจัดวางได้อย่างมีระบบแบบแผนอยู่บนเสื้อผ้า เครื่องหนัง รวมไปถึงรองเท้าที่มีให้เห็นในทุกๆ คอลเลกชั่น พร้อมกับเทคนิคต่างๆ ที่สามารถจับคู่เข้ากับในทุกลุคได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นเครื่องหมายสำคัญของ Givenchy ไปแล้วในทุกวันนี้

Related Post

10 ลุคสุดคลาสสิกที่จะทำให้คุณเข้าถึงสไตล์และตัวตนของ JFK และ

1. ชุดสูท Slim-Cut ในสไตล์ปี 1960

เป็นภาพคุ้นชินตาที่เราจะเห็นประธานาธิบดีสหรัฐนั่งสีหน้าเคร่งเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานภายในทำเนียบขาว แต่เชื่อเถอะว่าในยุคสมัยของ John F. Kennedy JFK นั้นเขาได้เปรียบทำเนียบขาวเป็นสังเวียนของแฟชั่นขนาดย่อมๆ เลยล่ะ ชุดสูทเข้ารูปในแบบสลิมคัท เน้นส่วนโค้งช่วงเอวทำให้บริเวณช่วงหัวไหล่ดูสง่าผ่าเผย ปกเสื้อที่ถูกทำให้แคบลงทำให้ดูทะมัดทะแมง ปกเชิ้ตแบบ Italian Spread รับกับเนกไทแบบพอดิบพอดี ทำให้เขานอกจากจะเป็นผู้นำประเทศแล้วยังเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของสุภาพบุรุษในยุคนั้นอีกด้วย

2. ชุดสูทผ้าสักหลาดลายทางสีขาวกับเนกไทลายแทยง

นี่อาจจะเป็นลุคที่ทำให้ JFK เข้าถึงกองทัพได้ดีมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ ชุดสูทที่ทำจากเนื้อผ้าสักหลาดลายทางที่นอกเหนือจากผ้าขนสัตว์ที่หรูหราคงเข้ากับสภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ดีกว่าและต่อเนื่องกับยุคเริ่มสงครามเย็นอีกด้วย เราจึงได้เห็น JFK อยู่ในลุคนี้ได้บ่อยๆ จนทำให้เกิดเป็นสไตล์ที่โดดเด่นอีกลุคของเขา

3. กางเกงขาสั้นผ้าฝ้ายสีขาวกับเชิ้ตผ้าลินินสีขาว

เรียบง่าย หรูหรา และคลาสสิก สำหรับลุคไปพักผ่อนในวันหยุดของ JFK ในกางเกงขาสั้นเท่าเข่าสไตล์เทเลอร์เมดถูกจับคู่กับเชิ้ตแขนยาวผ้าลินินปลดกระดุมเม็ดบนและพับแขนเสื้อในแบบลวกๆ ช่างเป็นลุคที่ดูสบายและหรูหราในคราเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการไปล่องเรือใบกันแบบส่วนตัวกับสุภาพสตรีหมายเลข 1 หรือไปตกปลา เพราะนั้นคือทั้งหมดที่คุณต้องการสำหรับวันหยุดพักผ่อนจริงๆ

4. แจ๊กเก็ตผ้าทวีตจับคู่กับกางเกงชิโน

นี่คือคำจำกัดความของ ’Smart-Casual’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด คุณจะได้ลุคที่เป็นทางการและผ่อนคลายในคราวเดียวกัน โดยลุคนี้อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความหรูหราและความสนุกสนาน ซึ่งเราจะได้เห็น JFK อยู่ในลุคนี้ได้บ่อยครั้งระหว่างในฉากหลังของบทสนทนามื้อกลางวันกับทีมงานของเขา

5. เสื้อคาร์ดิแกนถักนิตคอปกในสไตล์เนวีจับคู่กับเชิ้ตขาว

‘ในอารมณ์และความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้รวมถึงทำให้รู้สึกเข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตร’ นี่คงเป็นอีกหนึ่งคีย์ลุคสำคัญของการเป็นผู้นำประเทศและหน้าที่ของการเป็นผู้นำครอบครัวในคราวเดียวกันของ JFK ที่ทำให้คนทั้งโลกตั้องจดจำเขาในแบบที่เขาเป็นของบทบาทการเป็นพ่อที่อ่อนโยนและสุภาพ

6. รองเท้าลอฟเฟอร์

แน่นอนว่าลุคในวันสบายๆ ของ JFK รองเท้ารองเท้าในทรงลอฟเฟอร์คือตัวเลือกแรกของเขา (ไม่ใช่รองเท้า Crocs ของ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช) จับคู่เข้ากับกางเกงชิโนกับเหล่าบรรดาสมาชิกในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาในระหว่างการทำกิจกรรมต่างๆ และใครจะรู้ว่า JFK นี่เองที่เป็นคนแรกๆ ที่สวมรองเท้าลอฟเฟอร์แบบไม่ใส่ถุงเท้าคู่กับชุดสูท จนกลายเป็นสไตล์ที่หลายคนชื่นชอบในปัจจุบัน

7. คัฟฟ์ลิ้งก์

แอ็กเซสเซอรี่เก่าแก่ของสุภาพบุรุษอย่างกระดุมกลัดแขนเสื้อหรือคัฟฟ์ลิ้งก์อาจจะเป็นกุญแจสำคัญของการเติมเต็มลุคที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณจับคู่เข้ากับเนกไทผ้าไหมทอลายแทยงในสไตล์ของ JFK ด้วยแล้ว ลองหลับตานึกภาพคุณกำลังจรดปากกาเซ็นเอกสารสำคัญแล้วข้อมือแขนโผล่ออกมาจากแขนเสื้อแจ๊กเก็ตพร้อมกับคัฟฟ์ลิ้งก์คู่สวย คุณจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนที่เห็นมากแค่ไหน

8. โบว์ไทผ้าไหมสีขาวแบบผูกเอง

ลืมโบว์ไทแบบสำเร็จไปได้เลย และเราได้แต่หวังเพียงว่าคุณจะไม่มีอยู่ในชั้นตู้เสื้อผ้า ในงานบอลหรืองานเลี้ยงกาล่าที่มีความเป็นทางการมากๆ คุณอาจคุ้นชินกับการใส่ชุดทักซิโดกับโบว์ไทสีดำ ลองเปลี่ยนมาเป็นโบว์ไทสีขาวผ้าไหมสีขาวสะอาดที่ดูกลืนไปกับเชิ้ตพร้อมกับพ็อกเก็ตสแควร์ในสีเดียวกันคุณก็จะได้ลุคออกงานในสไตล์ของ JFK

9. แว่นตากันแดดลายกระ

แว่นตากันแดดลายกระรูปทรงสแควร์สุดเรียบง่าย จาก Ray-Ban คือแว่นตากันแดดไม่กี่อันที่คุณจะพบเห็นมันอยู่บนหน้าของ JFK คุณสมบัติของลายกระสีน้ำตาลนี้เองจะช่วยลดโทนของใบหน้าและคาแร็กเตอร์ให้ดูเบาสบายลงและเป็นกันเองมากขึ้น โดยเข้ากันได้เกือบจะทุกรูปทรงของใบหน้า เพิ่มความโดดเด่นแบบไม่ดูพยายามจนเกินไปอีกด้วย

10. ลุคล่องเรือใบกับถุงเท้าสีน้ำเงิน

JFK ทำให้เราเรียนรู้อย่างนี้ว่า ’อย่าคิดเยอะ’ และใครจะคิดว่าถุงเท้าสีน้ำเงินสดคู่นี้จะเข้ากันได้ดีกับลุคล่องยอร์ชเรือใบในสไตล์ ’Nautical’ ในบรรยากาศของทะเลที่ยาวบรรจบกับขอบท้องฟ้า โดยไม่รบกวนบรรยายกาศของการพักผ่อนแต่อย่างใดแต่กลับได้สไตล์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

Related Post

ชม Live Streaming สดจากมิลานของ Valentino Uomo แฟชั่นโชว์คอลเลกชั่น Fall/Winter 2017

Related Post

แต่งตัวให้แมทช์กับการรับลมแรกในลอสแอนเจลิส

California Soul

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการปล่อยตัวและหัวใจไปกับสายลมและแสงแดดแรกของปีในฉากหลังของเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

Related Post

ประสบการณ์ที่คุณจะได้รับจากบริการสั่งตัดชุดสูทตามสั่งเฉพาะบุคคลจาก Brioni

Bespoke in 5 points

ประสบการณ์ที่คุณจะได้รับจากการสั่งสมความรู้และธรรมเนียมปฏิบัติจากบริการสั่งตัดชุดสูทตามสั่งเฉพาะบุคคลจาก Brioni

Brioni - Creation of an artisanal buttonhole

A long Standing Tradition for over 70 years

นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1945 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลีที่ Brioni (บริโอนี) ให้บริการสั่งตัดชุดสูทตามสั่งเฉพาะบุคคล โดยใช้กระบวนการตัดเย็บที่ใช้องค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาในการรังสรรค์ชุดสูทที่ไร้ที่ติตามแบบฉบับประเพณีนิยมเก่าแก่ของประเทศอิตาลี ไม่เพียงแต่ออกมาเป็นชุดสูทหรือเครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการสืบทอดประเพณีปฏิบัติรวมถึงการใช้ศิลปะบวกกับนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตของลูกค้าแต่ละคนอีกด้วย

Brioni - Cutting phase

An Atelier Housed by 1,000 Tailors

หัวใจสำคัญที่สุดในการผลิตชิ้นงานศิลปะของ Brioni คือ ‘คน’ และก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน ช่างทุกคนจะต้องได้รับการฝึกฝนจากโรงเรียนสถาบันการตัดเย็บ ‘Scuola di Alta Sartoria’ โดยได้รับมอบหมายและแจกจ่ายงานในแผนกที่ตนมีความสามารถและชำนาญ จากขั้นตอนการตัดเย็บสูท 220 ขั้นตอนด้วยมือเท่านั้น เริ่มตั้งแต่การร่างโครงแบบ การตัดผ้า ขึ้นโครงชุด ไปจนถึงศิลปะในการรีดผ้า ด้วยความพิถีพิถันทุกตารางเซนติเมตรตามแบบฉบับของชาวอิตาเลียน

Brioni - Handmade stitching throughout every detail

Quality Ensured by 440 Expert Hands

สูททุกตัวที่รับบริการสั่งตัดพิเศษเฉพาะบุคคลจาก Brioni จะต้องผ่านมือของช่างผู้ชำนาญ 220 คู่ กับเวลาที่ใช้ไม่ต่ำกว่า 22 ชั่วโมง และใช้ฝีเข็มไม่น้อยกว่า 5,000 – 7,000 ฝีเข็มต่อแจ๊กเก็ต 1 ตัว โดย 90% เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกและจะซ่อนอยู่ภายตัวแจ๊กเก็ตเท่านั้น ด้วยความซับซ้อน ซึ่งเป็นศิลปะที่เป็นความลับแห่งความหรูหราที่ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของคนเดียวเท่านั้นที่จะได้สัมผัสกับมัน โดยผู้ที่ได้เป็นเจ้าของจะมั่นใจได้ว่าจะสวมใส่มันได้อย่างสง่างาม สมบูรณ์แบบและสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

filename*=UTF-8''Brioni-TheBrionihandheartofBrionistailoringworkmanship

A Selection of Exclusive Fabrics

เบื้องหลังความสำเร็จของบริการสั่งตัดพิเศษเฉพาะบุคคลของ Brioni อีกประการคือความหลากหลายของเนื้อผ้าคุณภาพสูงสุดที่คุณจะได้เลือกทั้งแบบแฟชั่นตามฤดูกาลและแบบคลาสสิกที่มีตลอดทั้งปี คุณสามารถเลือกชนิดของเนื้อผ้าตามต้องการ ส่วนใหญ่เนื้อผ้าที่ Brioni มีให้เลือกจะสะท้อนถึงความเป็นตัวตน จารีตประเพณีทั้งลวดลายและสีสัน โดยทั้งหมดจะได้รับการันตรีว่าเป็น ‘Made-in-Italy’ เท่านั้น

Su-Misura-2_2069x1080

A Personalised Service All Over the World

คุณสามารถเข้ารับบริการสั่งตัดแบบพิเศษเฉพาะบุคคลได้ที่บูธีกของ Brioni ที่ตั้งอยู่ทั่วโลก แต่ถ้าคุณไม่สะดวก Brioni จะส่ง ‘The Master Tailors’ ไปให้บริการคุณในทุกมุมโลกที่คุณต้องการ โดยจะใช้เวลานัดหมายล่วงหน้าไม่เกิน 90 วัน โดยคุณจะได้รับบริการทั้งปรึกษาและช่วยเหลือในทุกเรื่อง เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่คุณพึงควรจะได้รับจาก Brioni

Related Post