สัมผัสกลิ่นหอมทรงพลังลำดับล่าสุดจากทอม ฟอร์ด Private Blend Oud Minerale ที่หลอมรวมความเย้ายวนของ Oud เข้ากับกลิ่นอายแห่งห้วงมหาสมุทรได้อย่างมีสไตล์เกินใคร

BITTERSWEET SYMPHONY

ศิลปะแห่งการปรุงน้ำหอมใช่ว่าจะขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้างลำดับกลิ่นเท่านั้นหากแต่ส่วนผสมเลอค่านานาชนิดยังเป็นสุนทรียศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนเช่นเดียวกับ Private Blend Oud Collection คอลเลกชั่นความหอมสุดเย้ายวนของกลิ่นไม้ Oud พรรณไม้ล้ำค่าหายากซึ่งทอมฟอร์ดได้นำมาทวิสต์ให้สดใหม่ขึ้นในเวอร์ชั่นล่าสุด Tom Ford Private Blend Oud Minerale

 

“ผมต้องการสร้างสรรค์อะไรบางอย่างที่น่าตื่นเต้นและไม่เคยมีมาก่อนด้วยการผสมผสานส่วนประกอบจากสองโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงนำมาสู่การนำเสนอ Oud แบบใหม่ที่น่าหลงใหลและไม่ซ้ำใคร” ประกาศิตจากทอมฟอร์ดที่ประกาศกร้าวถึงจุดยืนในการครีเอทกลิ่นหอมลำดับล่าสุดและเป็นอย่างที่ดีไซเนอร์หนุ่มดำริไว้ทุกประการเพราะ Private Blend Oud Minerale สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับโลกแห่งความหอมอย่างแท้จริงด้วยกลิ่นหอมแนววู้ดดี้มารีนที่หลอมรวมไปด้วยความเย้ายวนใจของส่วนผสมต่างๆทั้ง Salty Seaweed, Pink Peppercorn, Oud Blend, Styrax, Ambergris Accord และ Fir Balsam  ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ความลุ่มลึกของชายหนุ่มได้ทรงพลังทว่าละเมียดละไม

สำหรับการเรียงร้อยกลิ่นหอมของ Private Blend Oud Minerale สุคนธกรได้ยกระดับกลิ่นหอมของ Oud สู่ความเข้มข้นและลุ่มลึกด้วยการผสานเข้ากับส่วนผสมอย่าง Salty Seaweed อันเป็นตัวแทนแห่งห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สะท้อนความฉ่ำชื่นของผืนน้ำสีครามพร้อมความมีชีวิตชีวาของ Pink Peppercorn และส่วนผสมอันน่าหลงใหลอย่าง Ambergris, Styrax, Aquilaria, Fir Balsam ตลอดจนเรซิ่นสะท้อนเสน่ห์ลึกลับชวนค้นหาของชายหนุ่มได้อย่างมีชั้นเชิง

 

พร่างพรมกลิ่นหอมที่สะท้อนความเป็นตัวคุณกับ Private Blend Oud Minerale ในขวดแก้วสีเทาเข้มสไตล์เรียบเท่ มีให้เลือกทั้งขนาด 50 มล. ราคา 8,800 บาท และขนาด 100 มล. ราคา 12,400 บาท ได้ที่เคาน์เตอร์ Tom Ford ทุกสาขา (สยามพารากอน, ดิเอ็มโพเรียม, เซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลบางนา และ เซน)

Content by ชนิตร์ปรียา กุลหทัย

Related Post

แชมป์ ทีปกร ชวนคุณสำรวจกับอาหารมุมมองใหม่ๆ

Feast Your Eyes: The Rise of Food As A Visual Culture

คุณคงเข้าใจอารมณ์นี้
คุณกำลังเตรียมตัวเข้านอน กะว่าจะเอานิ้วไถลฟีดเฟซบุคอัพเดทข้อมูลข่าวสารแวดวงโซเชียลอีกสักเล็กน้อยแล้วจะหลับตาเข้าสู่นิทรารมย์ แต่มันก็บังเกิดขึ้น เมื่อคุณไถลไปสองสามช่วงนิ้ว ก็ปรากฏวิดีโอพาสต้าไวท์ซอส เส้นเฟตตูชินีที่แข็งและอ่อนพอดิบพอดี ประกอบกับครีมขาวข้น หนืด ชีสส่วนตกแต่งถูกโปรยลงไปอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว สมุนไพรประดับกลิ่นพร่างพรูบนจานเหมือนกับการหว่านเมล็ดพืช อีกจานที่เข้าสู่จอเป็นเนื้อฉ่ำๆที่ถูกกริลล์จนเดือดปุดเป็นฟองอากาศบนผิว น้ำเนื้อไหลเยิ้มต้านทานไม่ไหวจนหยดแหมะๆลงบนเตา รอยไหม้บางๆบนผิวกลับยิ่งดึงดูดสายตา ตาคุณกระพริบถี่ – ซวยแล้ว – คุณคิด – ต่อมน้ำลายคุณหลั่งอย่างช่วยไม่ได้ และเสียงร้องของท้องก็ดังขึ้น และแล้ว – และแล้วคุณก็จบที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป


อาหารเป็นสิ่งที่สามารถถูก ‘แปลความ’ ผ่านสื่อต่างๆได้อย่างดิบดีเหลือเชื่อ คุณก็รู้ว่ามนุษย์เราเสพอาหารผ่านทางการรับรสและการดมกลิ่นเป็นหลัก แต่คุณก็อาจอดประหลาดใจไม่ได้ ที่สื่อ ‘ทัศนะ’ อย่างวิดีโอและภาพนิ่งกลับเสนอภาพอาหารได้อย่างมีเสน่ห์เหลือเชื่อ – และควบคุมคุณได้อยู่หมัด – เมื่อคุณเห็นภาพอาหาร เห็นความเคลื่อนไหว หยาดเยิ้ม เผาไหม้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของไฟที่ส่งผลต่อวัตถุดิบ เนื้อที่ค่อยๆหดตัว ซอสก็ค่อยๆมีสีเข้มและเคี่ยวงวดขึ้น – คุณก็ไม่อาจห้ามแรงต้านทานของร่างกายได้ นี่เองที่ทำให้วิดีทัศน์ของอาหาร มักถูกเรียกว่าเป็น ‘Food Porn’
คำว่า Food Porn นั้นถูกใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1984 โดยนักวิจารณ์ชื่อ Rosaline Coward (โรซาลีน โควาร์ด) เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Female Desire อย่างเต็มไปด้วยแรงปรารถนาว่า “การปรุงอาหารและจัดวางอย่างสวยสดนั้นเป็นงานแห่งการบริการถวายใจอย่างแท้จริง เป็นวิธีบ่งบอกถึงความรักใคร่ผ่านทางการ ‘ให้’ การที่เราปรารถนาจะสร้างชิ้นงานอาหารอันแสนสมบูรณ์และงดงามนั้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเราพร้อมพรักและเต็มใจเป็นส่วนหน่ึ่งของการรองรับผู้อื่น Food Porn คงคุณลักษณะเหล่านี้ไว้ผ่านภาพการเตรียมมื้ออาหารผ่านการจัดแสงอันสวยงาม และการประดับประดาที่เวอร์วัง”
เมื่อภาพและวิดีโออาหารทำปฏิกิริยากับร่างกายเราได้ขนาดนี้ – จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่มันจะกลายมาเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรม วันที่อาหารถูกยอมรับว่าเป็นงานศิลป์ที่ครบองค์ประกอบผัสสะ ทำให้เรารู้สึกทั้งตา จมูก หูและปาก – เมื่อวัตถุดิบคือแปรง และสีแดงคือมะเขือเทศ – ภาพของ ‘ผู้ประกอบอาหาร’ 
ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็นศิลปิน

จิตรกรเอกในห้องครัว
Chef’s Table เป็นสารคดีบน Netflix กำกับโดยคนที่คุณก็อาจได้ยลผลงานมาแล้ว อย่าง David Gelb (เดวิด เกลบ์) ผู้กำกับสารคดีอาหารก้องโลก Jiro Dreams of Sushi ที่มีส่วนผลักให้วงการ ‘อาหารทุ่มเท’ ก้าวขึ้นมาอยู่บนฉากหน้าแห่งความสนใจของผู้คนอีกครั้ง
หากคุณเคยชม Jiro Dreams of Sushi คุณคงเข้าใจลมหายใจเข้าออกที่เปี่ยมไปด้วยการเชิดชู-บูชาเหล่าผู้รังสรรค์อาหารบนโต๊ะของเขา ในภาพยนตร์เรื่องนั้น จิโร่ไม่ได้เป็นเพียงเชฟซูชิธรรมดาๆอีกแล้ว แต่เขาถูกฉายภาพเป็นดังซามูไรที่ทุ่มเททั้งชีวิต และใช้เวลาทุกวัน ละเอียดลงไปจนถึงวินาที เพื่อสิ่งที่คุณจะเคี้ยวและกลืนลงคอได้ในไม่กี่คำ อารมณ์นั้นปรากฏเช่นกันใน Chef’s Table
ปัจจุบัน Chef’s Table มีออกมาให้ชมแล้วสามซีซั่น ได้รับความนิยมจนมี ‘สปินออฟ’ เป็นซีรีส์รองที่พุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงไปที่วงการอาหารฝรั่งเศสอีกหนึ่งซีซั่น พาเราไปท่องโลกบนจานสีขาวนวล สัมผัสชีวิตเชฟ Massimo Bottura (มัสซิโม บ็อตตูร่า) 
แห่งอิตาลี ไปชมครัวของเชฟ Niki Nakayama (นิกิ นากายามะ) แห่งร้าน N/Naka ในลอสแอนเจลิส แวะไปสูดกลิ่นวัฒนธรรมจากจานของเชฟ Alex Atala (อเล็กซ์ อตาลา) แห่งบราซิล ก่อนจะมากรุงเทพฯ แวะร้าน Gaggan ของเชฟ Gaggan Anand (กักกัน อานันด์) และพาเราลัดเลาะสู่แดนหมีขาวด้วยอาหารของ Vladimir Mukhin (วลาดิเมีย มัสคิน) แห่งร้านกระต่ายขาว และกระตุ้นสัมผัสให้เราอยากลิ้มลองอาหารเปรูเวียนผ่านทางจานของ Virgilio Matínez Véliz (เวอร์จิลิโอ มาร์ติเนส เวลีซ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ดาวดวงใหม่แห่งน่านฟ้าอาหารของเมืองลิม่า”


คุณไม่อาจพลาดความขรึมขลังที่ผู้กำกับตั้งใจมอบให้ Chef’s Table ได้เลย ตั้งแต่ฉากไตเติลที่ฉายภาพห้องครัวเหมือนสนามรบ สายตาของเชฟที่เอาจริงเอาจังกับระดับไฟ จานที่กลายเป็นผืนผ้าใบ ปลาที่ถูกขอดเกล็ดอย่างชำนาญ ซอสน้ำตาลเข้มที่ถูกทาลงไปอย่างไม่ละล้าละลัง
เมื่อทั้งหมดถูกฉายประกอบกับวรรค Winter ของ The Four Seasons (Concerto No.4 in F Minor Op.8) ของวิวาลดี ก็ยิ่งประกอบกันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใช่ – นี่คืองานศิลปะ – หรืออย่างน้อย เราก็รู้ว่าเดวิดและเหล่าเชฟมองเช่นนั้น ผ่านไตเติล ผ่านการตัดต่อ และผ่านสิ่งที่เขาเลือกมาแสดงบนจอ คุณจะได้เห็นความพยายามของเหล่าเชฟ ประสบการณ์และสมรภูมิภายในของพวกเขา ความละเมียดละไมและ
ไม่อ่อนข้อ เอาจริงเอาจังจนบางครั้งสตาฟรอบตัวก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยคิดว่า ‘นี่หัวแข็งเกินไปแล้ว’ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ถึงเชฟหลักจะหัวแข็งอย่างนั้น สตาฟก็ยังพร้อมจะเดินตามเส้นทางของพวกเขา ด้วยหวังว่าหยาดเหงื่อและไมเกรนที่ทุ่มเทให้ จะได้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของมาสเตอร์พีซประจำค่ำคืนนี้

นี่ไม่ใช่ศิลปะที่ปราศจากคำถามเสียทีเดียว เมื่อ Chef’s Table ออกฉาย Jay Rayner (เจย์ เรย์เนอร์) นักวิจารณ์แห่ง The Guardian ตั้งข้อสังเกตในมุมตรงข้ามผ่านบทความชื่อ ‘Chef’s Table is Another Slice of Cool Culinary Myth Making’ (Chef’s Table ก็เป็นเพียง
การสร้างความเชื่อว่าซีนอาหารนั้นเจ๋งเสียเต็มประดาอีกหนึ่งชิ้นเท่านั้นเอง)

เขาบอกว่า ปรากฏการณ์การยกระดับเชฟขึ้นเป็นศิลปินรอบล่าสุดนั้นอาจสืบเนื่องได้จากหนังสือ Kitchen Confidential ของ Anthony Bourdain (แอนโธนี บูร์แดง) เขาบอกว่า “มันไม่ได้เป็นแบบนี้มาก่อน แต่ก่อน เชฟเหมือนกับทหาร ที่ทั้งถูกนิยาม และได้รับความเคารพ 
ผ่านทางหน้าที่ของพวกเขา พวกเขามีเครื่องแบบและมีสนามรบเป็นของตนเอง – ซึ่งนั่นก็คือห้องครัว – และพวกเราก็ไม่ได้สนใจว่าชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเมื่อถอดผ้ากันเปื้อนจะเป็นอย่างไรมาก่อน จนกระทั่งแอนโธนี บูร์แดงเขียน Kitchen Confidential นั่นแหละ”


หลังจากแอนโธนีเผยให้เห็นชีวิตรอบห้องครัวของเหล่าเชฟแล้ว ค.ศ. 2006 โลกก็ต้อนรับการมาถึงของรายการเรียลลิตี้ทำอาหารอย่าง Top Chef ซึ่งไม่ได้นำเสนอเพียงความสามารถในการทำอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญคือการนำเสนอ ‘วิธีการจัดการกับ
ความกดดัน’ ส่วนบุคคลมากกว่า สิ่งเหล่านี้เองที่ยกระดับให้เชฟเป็นมากกว่าอาชีพ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมกำลังยกให้เชฟเป็น ‘ซูเปอร์ฮีโร่’

ทำไมเราจึงสนใจตัวตนของเชฟพอๆกับ (หรือกระทั่งมากกว่า) อาหารบนจานที่พวกเขาทำกันล่ะ เจย์ข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมว่า ในโลกที่วัฒนธรรมเมืองเข้ามาครอบงำทุกภาคส่วนแบบนี้ อาชีพทำอาหารเป็นอาชีพ ‘Artisan’ (อันหมายถึงอาชีพที่มีลักษณะความเป็นศิลปิน ทำงานด้วยมือ ทำงาน ‘คราฟต์’) เพียงไม่กี่อาชีพที่หลงเหลืออยู่ เป็นไปได้ไหมว่า การที่พวกเขาหยิบเอาวัตถุดิบมา ‘แปลงรูป’ ต่อหน้าเรานั้นเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครทำกันอีกแล้ว

เมื่อเชฟแสดงความสามารถราวกับนักมายากล พวกเขาจึงเป็นผู้วิเศษ เราไม่ได้รักใคร่เพียงสิ่งที่อยู่ในจาน แต่เราก็หลงใหลผู้ประกอบ หยิบจับ และรังสรรค์จานนั้นขึ้นมาด้วย ถึงอย่างนั้น เมื่อ Chef’s Table วางตัวเองอยู่บนระนาบนี้อย่างหนาหนักเกินไป เช่นเมื่อครั้งที่เชฟ 
Dan Barber (แดน บาร์เบอร์) แห่งภัตตาคาร Blue Hills สะอึกสะอื้นเพราะภารกิจตามหาวัตถุดิบหลักของมื้อ ทำให้เขาไม่ได้ไปเจอลูกสาวในวันอาทิตย์ก่อน เจย์ก็อยากกลอกตา และร้องออกมาด้วยความหมั่นไส้เหลือประมาณว่า “ให้ตายเหอะ นายไม่ใช่นักผจญเพลิงหรือหมอฉุกเฉินนะโว้ย นายเป็นคนทำอาหารให้กับคนรวยๆเท่านั้นเอง ไปหาลูกสาวนายเถอะ!”

ดูเหมือนว่า เมื่อศิลปะถูกขนานนามว่า ‘ศิลปะ’ บ่อยๆ หลายคนก็พร้อมจะเบือนหน้า (และบึนปาก) หนีไปเสียจากจาน ด้วยความรู้สึกว่ามนตร์สะกดถูกคลายไปนานแล้ว

Too Fast To Be Food
เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น (สั้นกว่า Chef’s Table หลายช่วงตัว) วิดีโอของ Tasty ก็ฉายให้คุณเห็นตั้งแต่สิ่งเหล่านั้นยังเป็นวัตถุดิบ พริกหยวก เบซิล โยเกิร์ต ผงกระเทียมและหอมใหญ่ มือไม้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยการเร่งสปีด หยิบสิ่งนั้นผสมกับสิ่งนี้ คนให้ทั่ว ฉับพลันทันใด พวกมันก็กลายเป็นซอสโยเกิร์ตที่พร้อมให้คุณเอาไปจิ้มผักรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย งานพวกนี้อาจไม่ละเอียดอ่อน งดงามหรือละมุนละไมเหมือนวิดีโอ
ของเดวิดนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่ก็เป็นเวทมนตร์อีกแบบเหมือนกัน

Tasty สื่อลูกของ Buzzfeed แนะนำตัวว่าเป็น “วิดีโอสูตรอาหารขนาดเคี้ยวง่ายที่คุณอยากลอง” (Snack-sized Videos and Recipes You’ll Want to Try) ฟอร์แมตวิดีโอเช่นนี้ยึดครองหัวหาดฟีดของผู้ใช้เฟซบุคทั่วโลกอย่างไม่น่าแปลกใจนัก แน่ล่ะ ใครๆก็อยากเห็นพาสต้าสลัดไก่ซีซาร์ที่ถูกประกอบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว วิดีโอของ Tasty เหมือนลูกน้อยแสนอัจฉริยะของภาพถ่ายอาหารในอินสตาแกรมที่ลักลอบได้เสียกับภาพแบบ Before-After ของการลดความอ้วนหรือการแต่งหน้า ที่แปลงโฉมคนในภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือ กระตุ้นความพอใจง่ายๆในบางส่วนของสมองราวกับตอนที่คุณทำอาหารเองจนเสร็จสิ้นแล้วจัดลงจาน แต่ต่างออกไปตรงที่ว่า วิดีโออาหารของ Tasty นั้นช่างดูง่ายดาย สวยงาม เรียบร้อย รวดเร็ว และที่สำคัญ ไม่เลอะเทอะ! คุณสัมผัสความสุขง่ายๆ ของการทำอาหารได้โดยไม่ต้องล้างภาชนะ อะไรจะดีไปกว่านี้ได้อีกล่ะ!


Andrew Gauthier (แอนดริว กอติเยร์) เอ็กซ์เซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์แห่ง Buzzfeed Motion Pictures บอกว่า “งานของพวกเราบนแพลตฟอร์มโซเชียลนั้นเป็นการเชื่อมโยงคนกับเพื่อนหรือคนกับครอบครัว เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เราชอบกับคนที่เรารัก และอาหารก็เชื่อมโยงกับทุกอย่างที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นอาหารค่ำกับครอบครัว กับคู่เดท หรือบรันช์กับเพื่อนสนิท อาหารเป็นสิ่งที่คนแบ่งปัน (และ ‘แชร์’) กันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนจะชอบแชร์วิดีโออาหาร”

นี่เป็นเกมของตัวเลข ตลาดดิจิตอลวิดีโอนั้นมีมูลค่าสูงถึง 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีค.ศ. 2017 เติบโตขึ้นจาก 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว ด้วยเวลาเพียง 15 เดือน Tasty ก็ทำวิดีโออาหารง่ายๆฉับไวนี้ไปมากกว่า 2,000 ชิ้น เติบโตขึ้นจากแขนงย่อยๆของ Buzzfeed กลายเป็นยักษ์ใหญ่ไร้คนโค่นได้ในเวลาไม่นาน

ปัจจุบันด้วยอายุเพียงสองปี Tasty กวาดแฟนๆชาวเน็ต ไปได้มากกว่า 86 ล้านคนด้วยยอดวิวมากกว่าหมื่นล้านครั้ง (เฉพาะบนเฟซบุค!) เป็นการ ‘เล่น’ กับชาวเน็ตได้เก่งกาจเหลือเชื่อ ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของเฟซบุค วิดีโอที่เล่นเองโดยอัตโนมัติ เสียงที่ถูกลดความสำคัญ (เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่เปิดเสียงฟัง) ทำให้ความเอาจริงเอาจังด้านภาพเพิ่มขึ้นอีก ฟอร์แมตที่สั้นกระชับจับความสนใจคนได้ในทุกเฟรม และขนาดบวกกับการจัดวางจานและวัตถุดิบ (ที่เอาเข้าจริงแล้ว ตอนประกอบอาหารจริงๆคงไม่มีใครวางได้สวยขนาดนี้ในทุกขั้นตอน) ทำให้นี่เป็น ‘รายการปรุงอาหาร’ ที่เหมาะกับโลกใหม่อย่างยิ่ง

โลกของ Tasty เป็นโลกที่ทุกอย่างฉับไวและไร้ความอิหลักอิเหลื่อ โลกที่ซิงก์น้ำสะอาดสะอ้านไม่มีจานชามตกค้าง โลกที่ไม่มีอะไร ‘ไหม้’ หรือ ‘ไม่สุก’ โลกที่ไม่ต้องมีพิธีกรมาบอกว่า “เอาล่ะค่ะ ต่อไป ก็ตั้งน้ำมันให้ร้อน รอสักสามนาที” แล้วพูดขอบคุณสปอนเซอร์กินเวลาสามนาที ที่รอน้ำมันให้ร้อนนั้น

วันนี้ น้ำมันร้อน รอ’ คุณไว้แล้ว คุณไม่ต้องรอน้ำมัน!
ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์แบบแช่มช้าแต่หนักแน่นอย่าง Chef’s Table หรือแบบฉับไวไร้รอยต่อของ Tasty ล้วนทำให้เราเห็นความสามารถในการแปลงรูปข้ามสื่อ ข้ามพรมแดนของอาหารได้เป็นอย่างดี ทำให้เราตระหนัก อย่างที่เคยรำลึกก่อนหน้ามาแล้วว่าอาหารไม่เคยถูกลิ้มรสเพียงด้วยลิ้น แต่รูปลักษณ์และการเคลื่อนไหวก็เป็นส่วนประกอบแสนสำคัญ

จากผืนผ้าใบ สู่จานเซรามิก สู่หน้าจอ อาหารยังคงอำนาจทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เราทั้งหิวโหยและอิ่มเอิบในทุกสัมผัส และจะเป็นเช่นนี้และเช่นนี้ไปอีกนาน ไม่ว่าสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ของเราจะเล็กลง หรือใหญ่ขึ้นกี่นิ้ว อาหารจะยังอยู่ตรงนั้นเสมอ

Related Post

‘ใจเย็นไว้ไอ้น้องชาย พี่จะดูแลแกเอง’ เคล็ด(ไม่)ลับที่จะทำให้ดูแลน้องชายได้อย่างถูกวิธี

BRO COMES BEFORE ANYTHING
สำหรับเหล่าสุภาพบุรุษแห่งลอปติมัม นอกจากจะต้องดูและผิวหน้าผิวกายให้สมบูรณ์แบบแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็น (แทบจะที่สุด) คือการดูแลพื้นที่ส่วนที่อยู่ใต้เข็มขัด (น้องชาย นายน้อย เจ้าโลก หรือสุดแท้แต่จะเรียกหา) ให้มีสุขภาพดี (และดูดี) อยู่ตลอดเวลา

grooming-boom

เรียนรู้สามขั้นตอนสำคัญสำหรับการดูแลรักษาพื้นที่สงวนใต้เข็มขัด ด้วยผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่มีส่วนช่วยรักษาความสมดุลคืนความน่าดูให้แก่น้องชายสุดที่รัก

1. WASHING OUT THE DIRT
ทุกสิ่งเริ่มต้นจากการล้างน้องชาย ไม่ว่าจะล้างด้วยน้ำสะอาด 
ล้างด้วยสบู่ หรือใช้แชมพูสระผมกับผมของน้อยชายสุดหวง ล้วนทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาอย่างไม่คาดคิดได้ วิธีการปกป้องดูแลน้องชาย
ที่ดีที่สุดคือการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่เกิดมาเพื่อน้องชายสุดที่รักโดยเฉพาะ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควรมีส่วนประกอบของว่านหางจระเข้ (เพื่อลดความระคายเคือง) เมล็ดฟักทอง (ที่มีกรด Palmitic เร่งการผลิตน้ำมันธรรมชาติใต้ผิวหนัง) และขี้ผึ้ง (เพื่อสร้างเกราะปกป้องแบบธรรมชาติและป้องกันแบคทีเรีย)

2. TRIMMING THE BUSH
เส้นผมดำขลับงามสวยของน้องชาย ต้องการการดูแลรักษา ตัด สระ (ไดร์และเช็ตแล้วแต่บุคคล) ไม่ต่างจากเส้นผมบนหนังศีรษะ แน่นอนสุภาพบุรุษส่วนใหญ่ เมื่อความยาวของเส้นผมบริเวณด้านล่างยาวจนเกินไป พวกเขามักใช้มีดโกนหนวดโกนออกทั้งหมด และสิ่งที่ถูกน้ำชำระล้างออกไปพร้อมเส้นขน คือน้ำมันธรรมชาติที่ช่วยป้องกันผิวหนังแห้งจนเกิดอาการแพ้และระคายเคือง ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมคือการเล็มออกด้วยกรรไกรขนาดเล็กอย่างกรรไกรเล็มขนจมูก (แน่นอนความสั้นยาวสามารถกำหนดได้แต่อย่าลืมให้มันสั้นกว่าน้องชายของคุณเสมอ!)

3. POWDERING THE MEAT
สุภาพสตรีเลือกสรรเครื่องประทินผิวหน้าชั้นดีฉันใด เหล่าสุภาพบุรุษเลือกสรรแป้งชั้นดีสำหรับน้องชายสุดหวงฉันนั้น การทาแป้งนั้นให้ประโยชน์แก่ช่วงล่างของคุณมากมาย ไม่ว่าจะลดความชื้นจากเหงื่อ
ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ลดกลิ่นอับชื้นไม่น่าดม และยังสามารถลดอาการคันและแพ้ที่ผิวหนังได้อีกด้วย แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สมควร
ที่จะมีส่วนประกอบของผงฟูที่ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี

Please DO!
เตรียมกระจกบานเล็กเอาไว้เพื่อการเล็มขนที่แสนสะดวกหากมีความจำเป็นต้องโกนจริงๆ ควรใช้กรรไกรเล็มขน
 ให้สั้นที่สุดก่อนการใช้มีดโกนหนวดไฟฟ้าช่วยลดอาการระคายเคืองได้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและเช็ดตัวให้แห้งก่อนเล็มขนเสมอ
 เพื่อทำให้ขนอ่อนนุ่มเล็มง่ายใช้สารสกัดจากว่านห่างจระเข้หรือน้ำมันธรรมชาติ เช่น
 น้ำมัน มะพร้าวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น

Please DON’T!
พยายามเลี่ยงการทำความสะอาดบริเวณสงวนด้วยสบู่หลีกเลี่ยงแป้งที่มีส่วนประกอบของทัลค์ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้หลีกเลี่ยงแป้งฝุ่นที่มีส่วนประกอบของอลูมีเนียมที่มักพบ
 เจอในแท่งดับกลิ่นกาย เพราะเป็นตัวการของโรคผิวหนังไม่ชโลมน้องชายด้วยโลชั่นทาผิวที่มีส่วนประกอบของน้ำหอมเพราะอาจเกิดความระคายเคืองได้

Related Post

ต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 ด้วยคอลเลกชั่นแอกเซสเซอรีล่าสุดจาก Saint Laurent

Fall is Coming

เข็มกลัดโลหะตราสัญลักษณ์ จาก Saint Laurent สร้อยข้อมือโลหะพร้อมจี้โลหะตราสัญลักษณ์ จาก Saint Laurent กระเป๋าแคนวาสทรงโท้ตตัดต่อหนัง จาก Saint Laurent รองเท้าหนังหุ้มข้อตกแต่งซิปด้านข้าง จาก Saint Laurent เข็มกลัดโลหะสลักข้อความ จาก Saint Laurentเสื้อคอกลมผ้าฝ้ายพิมพ์ลาย จาก Saint Laurent กระเป๋าสะพายหลังแคนวาสปัก ตราสัญลักษณ์ จาก Saint Laurent รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อตัดต่อหนังตกแต่งหมุดโลหะ จาก Saint Laurent

Related Post

ความมันบนผิวหน้าปัญหาที่ผู้ชายหนีกันไม่พ้น

Oily Skin Solution

ความมันหรือผิวหน้ามันเป็นปัญหาที่ผู้ชายมักพบเจอกันในทุกยุคทุกสมัย แต่ “ความมัน” มันมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วอะไรคือต้นตอของความมัน และความมันบนใบหน้านั้นมีหรือไม่มีประโยชน์กันแน่ ลอปติมัมพร้อมไขข้อข้องใจทุกอย่างแล้ว

PART I: W hat Causes Oily Skin 

ในทุกยุคทุกสมัยปัญหาผิวมันเป็นปัญหาที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักเจอ และเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก นับได้ว่าเป็นศัตรูตัวร้ายของผู้ชายทั้งหลาย แต่คุณรู้จักความมันของผิวคุณดีแค่ไหนกัน “ผิวมัน” เป็นคำใช้เรียกอธิบายสภาพผิวที่ผลิตน้ำมันมากเกินไป หรือเรียกว่า “Seborrhea”

ความมันบนใบหน้าเป็นน้ำมันตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาผิวมันนั้นเกิดจากการทำงานของต่อมไขมันที่ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติยามความชุ่มชื้นในผิวไม่สมดุล ผิวขาดความชุ่มชื้น มีปริมาณน้ำในผิวน้อย ร่างกายจึงต้องมีกลไกดังกล่าว เพื่อปรับสภาพผิวและลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยออกจากผิว

PART II: (Dis)Advantage of Oily Skin

ถึงแม้ว่าการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติของร่างกายจะฟังแล้วดูมีประโยชน์มากเพียงใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย หลายครั้งที่ผู้คนมักเข้าใจว่าน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาจากร่างกายมักจะให้ผลดีมากกว่าผลเสีย แท้จริงแล้วต่อมไขมันที่มีการผลิตน้ำมันธรรมชาติออกมามากเกินไป ผลที่ตามมาคือ ผิวหน้ามันและหมองคล้ำมากกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุของการผลิตน้ำมันของร่างกายที่ผิดปกติมาจากปัจจัยที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงและความไม่สมดุลของฮอร์โมน การใช้ยาบางชนิด ไปจนถึงความเครียด

PART III: Real Problems

จริงๆแล้วความมันบนใบหน้าจัดว่าเป็นปัญหาจริงๆหรือเปล่า Dr.Rebacca Lasheve หัวหน้าแผนกโรคผิวหนังที่ Loyola University of Chicago กล่าวว่า “ความมันบนใบหน้าของแต่ละคนมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน หลายครั้งที่เราพบว่าคนไข้บางรายมีปริมาณการผลิตน้ำมันที่มากเกินไปจนก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา แต่คนไข้บางคนกลับเห็นว่านั่นเป็นข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ เพราะผิวหนังมีความชุ่มชื่น”

ส่วนอีกข้อดีของความมันที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามนั่นคือ การช่วยชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นที่อาจจะเกิดก่อนวัยได้ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนผิวหน้ามันนั้นจะดูแลผิวได้ง่ายกว่าคนผิวหน้าแห้ง หรือผิวหน้าผสม เพราะเซลส์ที่อิ่มไขมันนั้นจะแข็งแรงกว่าเซลส์ชนิดอื่นๆนั่นเอง

ทำความเข้าใจ ‘ความมัน’ บนใบหน้ากันแล้ว ตอนนี้ก็ปรับความคิดและ ‘ทำใจ’ กับน้ำมันที่ร่างกายเราผลิตออกมากันเถอะ ไม่ว่าเราจะรักหรือจะชังหน้ามันๆของเรา แต่เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าคุณจะรำคาญความเหนอะหนะบนใบหน้ามากแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความมันนี่ล่ะ ที่จะทำให้คุณดูไม่เหี่ยวย่นก่อนเวลาอันควร

PART IV: Oily Tricks

ในปัจจุบัน วงการแพทย์ด้านผิวหนังในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมนำน้ำมันจากธรรมชาติต่างๆที่มีลักษณะโมเลกุลคล้ายกับน้ำมันที่ร่างกายผลิตบนผิวหน้ามาใช้เป็นยารักษาและบำรุงผิวพรรณแบบสกินแคร์ แต่น้ำมันสกัดจากธรรมชาติเหล่านี้นั้นสามารถใช้เติมความชุ่มชื้นและควบคุมความมันบนใบหน้าได้อีกทางหนึ่ง

Coconut Oil 

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายของผิว และสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล และกำจัดรอยด่างดำบนผิว โดยชโลมผิวหลังอาบน้ำแทนโลชั่นทาตัวได้เลย

Extra Virgin Olive Oil 

มีโครงสร้างที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับน้ำมันที่หล่อเลี้ยงผิวของเรา จึงเข้ากับผิวคนได้ค่อนข้างดีมาก และที่สำคัญในน้ำมันมะกอก มีส่วนผสมของน้ำมันสควาเรนอยู่มาก เป็นน้ำมันที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ช่วยบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นได้ดีเหมาะกับผิวที่แห้งมาก นิยมใช้เป็นส่วนผสมของครีมทามือเท้าต่างๆ

Rice Bran Oil 

ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีวิตามินเยอะมาก โดยเฉพาะวิตามิน E Complex รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง มีสารช่วยป้องกัน UV ได้

Sunflower Oil

อุดมไปด้วยวิตามินอีและเกลือแร่สูง ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวประเภทไลโนเลอิก จำนวนมากซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดีและร่างกายต้องการแต่ไม่สามารถผลิตเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งวิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

Grape Seed Oil 

สามารถดูดซับทางผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึก เหมาะสำหรับคนผิวมัน ใช้ทำน้ำมันนวดเนื้อบางเบาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ช่วยบำรุงผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ ยืดอายุของเซลส์ผิว ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลส์ผิวที่เสื่อมสภาพให้แข็งแรง

Credit Photo : Getty Images

Related Post

แล้วจะรู้ว่าทำไมทำไมเราต้องทำความรู้จักกับ ‘ขน’ บนร่างกายเราให้มากขึ้น

Comprehensive Guide to Body Hair

ขน กับ ผู้ชาย ดูจะเป็นของคู่ (ตรงข้าม?) กัน เหมือนช้อนกับส้อม หมากับแมว ลิ้นกับฟัน ฯลฯ มีคน
บอกว่า สาเหตุเดียวที่ผู้ชายจะรังเกียจขนของตัวเองก็เพราะต้องการจะเอาใจสาวๆข้างกาย ผู้หญิงหลายคนมองว่า ขนยุบยับของผู้ชายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ น่ารังเกียจ’ ดูสกปรก’ และ ไม่สะอาด’ แต่ก็กลับมีสาวๆอีกหลายท่านกรี๊ดกร๊าดขนรักแร้ ขนหน้าอก หรือแม้กระทั่งขนหน้าแข้งของผู้ชาย
เจ้าหล่อนให้เหตุผลว่า เพราะดูมาดแมนสมชายชาตรีเหลือเกิน! แต่ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดขนของตัวเอง นี่คือ 6 ข้อเท็จจริงและวิธีดูแลขนของตนให้อยู่หมัดมัดใจสาวและไม่กลายเป็นจุดด้อยให้รำคาญใจ ลอปติมัมฉบับนี้ว่าด้วย ขน ขน และขน เท่านั้น!

1. Adrogenic Hair

ในภาษาอังกฤษนั้น ใช้คำว่า ‘Hair’ แทนทั้งผมบนศีรษะและขนตามร่างกาย ในขณะที่คำว่า ‘ขน’ ในภาษาไทยหมายถึงสิ่งที่เป็นเส้นงอกตามผิวหนังคนและสัตว์ ในทางวิทยาศาสตร์ Hair ที่ขึ้นตามร่างกายก็มีศัพท์เฉพาะคือ Adrogenic Hair ที่มาจากคำว่า Adrogen เป็นชื่อฮอร์โมนในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดสภาพความเป็นชายในมนุษย์ อโดรเจนทำงานเต็มที่ในวัยแตกหนุ่ม หรือประมาณอายุ
14 ปีเป็นต้นไปที่มีสัญญาณบ่งบอก อาทิ เสียงแตก ลูกกระเดือกปรากฏชัด และที่เห็นชัดที่สุดก็ขน ขน ขน ที่ขึ้นเต็มร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหนวดเครา ขนหน้าอก ขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง และขนบริเวณน้องชาย

2. The Use of Hair

แล้วประโยชน์ของขนเหล่านั้นคืออะไรกันแน่ ขนเป็นอวัยวะที่ร่างกายใช้เป็นตัวนำความร้อน กล่าวคือ มีหน้าที่ถ่ายเทความร้อนเข้าและออกจากร่างกาย ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มนุษย์มีขนตามร่างกายคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิง เพื่อใช้ปกป้องร่างกายจากความหนาวเย็นและถ่ายเทความร้อนเมื่ออากาศอบอ้าว นักวิทยาศาสตร์ให้คำอธิบายไว้ว่า สาเหตุที่ปัจจุบันมนุษย์ขนน้อยลงกว่าเดิมมากเพราะ ‘การถ่ายเทความร้อนมีความจำเป็นน้อยกว่าความสะอาดและปราศจากปรสิตที่อาจแฝงอยู่ในขน’ ในเรื่องเพศมีการศึกษาว่า ผู้ชายชอบผู้หญิงที่มีขนน้อยกว่าผู้หญิงขนดก นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่า มนุษย์ที่มีพันธุกรรมขนดกจึงเหลือน้อยลงเรื่อยๆเพราะ ‘ไม่เป็นที่ปรารถนาทางเพศ’ แต่อีกสำนักก็เสนอว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายขนเยอะ เพราะ ‘ขนบริเวณอวัยวะเพศช่วยกักเก็บฟีโรโมนส์’ หรือกลิ่นที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และ ‘หนวดเคราดกทำให้กรามและคางผู้ชายดูชัดเจนกว่าปกติ’ นั่นหมายถึงความแข็งแรงทางร่างกาย

3. Trimming Art

ในศาสนาอิสลามมีกฎบัญญัติชัดเจนถึงการดูแลร่างกายของเหล่าสาวก อาทิ การล้างมือก่อนทำละหมาด และการตัดแต่งขนก็มีระบุไว้เช่นกัน ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องโกนหรือเล็มขนบริเวณอวัยวะเพศและรักแร้เพื่อความสะอาด ข้อห้ามนี้มีมาหลายพันปี ปรากฏในคำสอนอิสลามตั้งแต่ศตวรรษที่ 8
ในทวีปอเมริกาใต้นั้น มีบันทึกจากปีค.ศ. 1500 ว่า ชนพื้นเมืองนิยมโกนขนอวัยวะเพศของตน ข้ามฟากกลับมายังทวีปอเมริกาเหนือ ผู้หญิงชาวสหรัฐเริ่มโกนขนในปีค.ศ. 1915 เพราะเหตุผลทางแฟชั่นและความสะอาด บทความในหนังสือพิมพ์ Telegraph เมื่อปีก่อนกล่าวถึงสาเหตุที่ผู้หญิงไว้ว่า ในวัฒนธรรมจีน ขนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายและไม่มีความจำเป็นต้องกำจัดออก จึงอาจเป็นสาเหุตที่ทำให้อาเหล่าม่าสวมเสื้อแขนกุดพร้อมขนรักแร้แพลมออกมาเป็นเรื่องปกติ แต่ในปัจจุบันผู้หญิงจีนที่ได้รับอิทธิพลความงามจากตะวันตกก็หันไปโกนขนรักแร้มากขึ้น

4. Modern Reasons

แล้วขนบนร่างกายผู้ชายล่ะ ในปัจจุบันผู้ชายหันมาโกนขนตามร่างกายด้วยสาเหตุต่างกันไป การโกนหนวดเคราย่อมแสดงถึงความสะอาด และสถานะทางสังคม การมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาแปลว่า คุณมีทุนทรัพย์และเวลามากพอที่จะใส่ใจในรายละเอียด ในขณะที่ผู้ชายไว้หนวดถูกจัดให้อยู่จำพวกเซอร์ฯ หรือกระเดียดไปทางสกปรกก็มี ส่วนขนรักแร้ หากคุณก้าวเข้าไปในฟิตเนสอาจเห็นผู้ชายมาดแมนที่กำลังยกเวทไม่มีขนรักแร้ นั่นเพราะเป็นการป้องกันกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากเหงื่อไคลขณะออกกำลังกาย

5. Body Waxing

แต่อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงสำหรับผู้ชายคือการทำบราซิลเลียนแว็กซ์ ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด และสำหรับผู้อ่านที่ยังไม่แน่ใจ การแว็กซ์ขนเดิมทีนิยมทำในหมู่สุภาพสตรี โดยในตลาดปัจจุบันมีแว็กซ์สองประเภท คือ Soft Wax และ Hard Wax ซอฟต์แว็กซ์ใช้บริเวณที่มีพื้นที่เยอะ เช่น ต้นขาหรือหน้าอก ใช้กระดาษหรือผ้าแปะทับ จากนั้นจึงลอกอออก ส่วนฮาร์ดแว็กซ์ใช้บริเวณที่ไวต่อสัมผัส อาทิ ใบหน้า หรือบริเวณอวัยวะเพศ ทาทิ้งไว้เมื่อแห้งจะแข็งจนสามารถลอกออกเป็นแผ่นได้

6. Brazillian Wax

คือการลอกขนบริเวณอวัยวะเพศออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงบริเวณเหนืออวัยวะเพศ ส่วนชื่อบราซิลเลียน มีที่มาจากความนิยมใส่บิกินีของสุภาพสตรีบริเวณชายหาดของประเทศบราซิลในยุคหกศูนย์ ยิ่งบิกินีมีขนาดเล็กลง ก็มีความจำเป็นจะต้องลอกขนออกให้หมดจดยิ่งขึ้น การแว็กซ์ขนแบบนี้โด่งดังและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในปีค.ศ. 1987 เมื่อร้านแห่งหนึ่งในนิวยอร์กเปิดให้บริการแว็กซ์ขนแบบบราซิลเลียน ทุกวันนี้การแว็กซ์แบบนี้ไม่จำกัดอยู่ในเพศหญิงเท่านั้น ผู้ชายลอปติมัมที่ปรารถนาจะกำจัดขนของตนก็สามารถลองใช้บริการนี้ได้ หรือถ้าจะเอาให้สุดก็ต้องลอง Hollywood Wax แบบที่ไม่เหลือขนตรงนั้นเลยสักเส้น!

 

Related Post

บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน 2017 งานมาราธอนระดับโลกที่ขาวิ่งไม่ควรพลาด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย (BMW Thailand) ชวนลูกค้าร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ ชัยชนะ และที่สุดของความภูมิใจบนเส้นชัยของ “บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน” (BMW Berlin Marathon) ครั้งที่ 44 หนึ่งในหก รายการเมเจอร์มาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 122 ประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โปรแกรมสิทธิประโยชน์ The Ultimate JOY Experience (ดิ อัลติเมท จอย เอ็กซ์พีเรียนซ์) ซึ่งเป็นโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนำเสนอสุดยอดประสบการณ์ ครบครันทั้งกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในประเทศ และ ทริปสู่จุดหมายอันสุดตระการตาทั่วโลกที่เลือกสรรมาเพื่อเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกคน “บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน”  ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในระหว่างวันที่ 20-26 กันยายน 2560 นี้

กิจกรรมดังกล่าวสงวนสิทธิ์สำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่เป็นสมาชิกโปรแกรม The Ultimate JOY Experience เท่านั้น ซึ่งเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกคนสามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรี ที่ www.BMWultimateJOY.com

Related Post

ความหรูหราของกลิ่นหอมจากดอกไม้และเครื่องเทศที่สะท้อนวัฒนธรรมยุค 1920

Scents of Orientalism 

กลิ่นหอมแบบ Oriental รังสรรค์โดยชาวตะวันตกราวปี ค.ศ. 1920 เพื่อสะท้อนความหรูหราของวัฒนธรรมไกลโพ้นจากตะวันออก โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกไม้จากเอเชียและเครื่องเทศนานาชนิด

Perfume Collage_w1

1. Yves Saint Laurent Opium Eau de Parfum

Top Notes: ส้ม มะกรูด

Middle Notes: มะลิ มดยอบ

Base Notes: อำพัน พิมเสน

ขนาด 90 มิลลิลิตร

2. Serge Lutens A La Nuit Eau de Parfum

Top Notes: น้ำผึ้ง ทับทิม

Middle Notes: มะลิ กำยาน

Base Notes: กานพลู มัสก์

ขนาด 50 มิลลิลิตร

3. Chanel Platinum Ego ste Eau de Toilette

Top Notes: เมล็ดผักชี ไม้พยุง

Middle Notes: อบเชย กุหลาบ

Base Notes: วานิลลา อำพัน

ขนาด 100 มิลลิลิตร

4. Gucci by Gucci Pour Homme Eau de Toilette

Top Notes: มะกรูด ไซปรัส

Middle Notes: มะลิ ใบยาสูบ

Base Notes: พิมเสน หนังสัตว์

ขนาด 50 มิลลิลิตร

5. Boucheron Japur Homme Eau de Toilette

Top Notes: มะนาว มะกรูด

Middle Notes: อบเชย มะลิ

Base Notes: ไม้สน พิมเสน

ขนาด 100 มิลลิลิตร

6. Hermes Rocabar Eau de Toilette

Top Notes: เลมอน เมล็ดผักชี

Middle Notes: ไม้สน คาร์เนชัน

Base Notes: วานิลลา กำยาน

ขนาด 100 มิลลิลิตร

7. Creed Royal Delight Eau de Toilette

Top Notes: ส้ม มะกรูด

Middle Notes: มะลิ ไวโอเล็ต

Base Notes: หนังสัตว์
อาเจียนปลาวาฬ

ขนาด 75 มิลลิลิตร

8. Guerlain Heritage Eau de Parfum

Top Notes: ลูกจูนิเปอร์ ลาเวนเดอร์

Middle Notes: พริกไทย มะลิ

Base Notes: อำพัน ไม้จันทน์

ขนาด 100 มิลลิลิตร

Related Post

สร้างความทรงจำดีๆ ในฤดูร้อนนี้ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงตั้งแต่หัวจรดเท้า

Summer to Remember

Grooming news_w1

L’Oreal Pro Fiber Re-create Shampoo ยาสระผมที่ออกแบบมาเพื่อผม แห้งเสียโดยเฉพาะ ใช้ครั้งแรกจะรู้สึกได้ว่า ผมนุ่มและมีน้ำหนักขึ้นแม้จะมีประสิทธิภาพที่ล้ำลึกเหมาะสำหรับใช้ในซาลอน แต่หาก นำมาสระเป็นประจำก็ไม่ผิด ส่วนผสมหลัก คือ มะกรูด 200 มิลลิลิตร ราคา 770 บาท

Biologique Recherche Lait VIP O2 ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยนวัตกรรมจากนักวิทยาศาสตร์ เนื้อครีมน้ำนมช่วยขจัดสิ่งสกปรกอย่างล้ำลึกชะลอความเสื่อมสภาพของผิวและป้องกันผิวจากมลภาวะ เหมาะสำหรับใช้ประจำวัน 150 มิลลิลิตร ราคา 2,400 บาท

Shiseido UV Protector Wet Force แสงแดดจ้าคือศัตรูตัวฉกาจของผิว ผลิตภัณฑ์กันแดดขวดนี้ มาพร้อมกับ Super Veil-UV เนื้อครีมเข้มข้นแต่บางเบาทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกัน รังสียูวีจากแดดจ้า ผสานกับนวัตกรรม WetForce เพิ่มความเสถียรของเนื้อครีมบนใบหน้าป้องกันเหงื่อและน้ำ 50 มิลลิลิตร ราคา 1,500 บาท

Phyto Phyoprogenium ยาสระผมอุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ส่วนผสมหลัก คือ น้ำนมข้าวโอ๊ต สารสกัดจากรากต้นมาร์ชเมลโลว์ ใบมะกอก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณเพิ่มความชุ่มชื้นและนุ่มลื่นให้แก่เส้นผม เหมาะแก่การใช้ประจำวัน 200 มิลลิลิตร ราคา 1,100 บาท

Kenzo Homme Eau de Parfum น้ำหอมจากเคนโซ มาพร้อมกับขวด รูปแบบใหม่ได้แรงบันดาลใจมาจากกระบอกไม้ไผ่ญี่ปุ่น กลิ่นหอมประกอบด้วยผลไม้ตระกูลส้ม กลิ่นทะเล วานิลลา และไม้หอม เหมาะสำหรับผู้ชายที่หลงใหลความสดชื่นจากธรรมชาติ 100 มิลลิลิตร ราคา 2,120 บาท

Hermes Eau de Narcisse Bleu ครีมอาบน้ำจากแบรนด์เก่าแก่แห่งฝรั่งเศส ผสานกลิ่นหอม จากน้ำหอมที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็น คำอุทิศให้แก่คุณค่าของวัตถุดิบ” นำด้วยกลิ่นหวานอมเปรี้ยวจากดอกส้ม และยางไม้จากต้นยี่หร่า 200 มิลลิลิตร สอบถามราคาที่ร้าน

Related Post

น้ำหอมกลิ่นโปรดของไอคอนระดับตำนาน ตั้งแต่นักการเมืองยันนักร้อง

Scents Maketh Man

น้ำหอมคือรูปแบบของตัวตนที่อาจสร้างความประทับให้คนรอบข้าง ลอปติมัมชวนคุณมาย้อนดู
น้ำหอมกลิ่นโปรดของไอคอนระดับตำนาน ตั้งแต่นักการเมืองยันนักร้อง

GROOMING 2

 

1. Eight and Bob Eau de Toilette

Top Notes: ขิง เลมอน มะกรูด

Middle Notes: ฮาเซลนัท ปาโลซานโต

Base Notes: วานิลลา พิมเสน อาเจียนปลาวาฬ

Notable User: จอห์น เอฟ เคนเนดี

ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 150 ยูโร

2. Knize Ten Eau de Toilete 

Top Notes: ส้ม ใบมะกรูด โรสแมรี

Middle Notes: สน กุหลาบ อบเชย

Base Notes: อำพัน วนิลลา หญ้าแฝก

Notable User: เจมส์ ดีน

ขนาด 125 มิลลิลิตร ราคา 120 ดอลลาร์สหรัฐ

3. Faberge Brut 33 Eau de Cologne

Top Notes: มะกรูด ลาเวนเดอร์ เลมอน

Middle Notes: มะลิ กระดังงา

Base Notes: วานิลลา ถั่วทองกา

Notable User: เอลวิส เพรสลีย์

ขนาด 88 มิลลิลิตร สอบถามราคาที่ร้าน

4. Krigler Lieber Gustav  14 Eau de Parfum

Top Notes: ลาเวนเดอร์

Middle Notes: ใบชา

Base Notes: หนังสัตว์

Notable User: เอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์

ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 355 ดอลลาร์สหรัฐ

5. Floris Special No. 127 Eau de Toilette

Top Notes: มะกรูด ลาเวนเดอร์ ส้ม

Middle Notes: ดอกส้ม

เจอเรเนียม กระดังงา

Base Notes: มัสก์ พิมเสน

Notable User: วินสตัน เชอร์ชิล

ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 75 ปอนด์

6. Antonio Puig Agua Lavanda Eau de Cologne 

Top Notes: ลาเวนเดอร์ โรสแมรี

Middle Notes: เจอเรเนียม นัทแม็ก

Base Notes: สน มัสก์ ถั่วทองกา

Notable User: แฟรงก์ ซิเนตรา

ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 22.25 ยูโร

Related Post