Kingsman: The Golden Circle จากผลงานการกำกับของ Matthew Vaughn

เมื่อเราได้รับเชิญจาก Feberbräu ไปทดลองชมภาพยนตร์เรื่องใหม่เอี่ยมอย่าง Kingsman: The Golden Circle ณ Embassy Diplomat Screens by AIS นั้น เราก็อดซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่ได้ เพราะการได้ดูภาพยนตร์ภาคสองเกี่ยวกับสุภาพบุรุษ และชุดสูทเต็มยศ ในโรงภาพยนตร์สุดพรีเมี่ยมของประเทศไทย พร้อมเครื่องดื่มพรีเมี่ยมจากประเทศเยอรมัน… คงจะเป็นค่ำคืนสุดพรีเมี่ยมของเราอย่างแน่นอน

ซึ่งก็แน่นอนว่า งานเปิดตัวก่อนภาพยนตร์ฉายนั้นก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานหวือหวาตามสไตล์ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่กำกับโดย Matthew Vaughn และเมื่อภาพยนตร์เริ่มฉาย เราก็ค้นพบว่า ‘ความเป็นสุภาพบุรุษ’ ที่แท้จริงนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ไม่น้อย

เอาเรื่องตัวหนังก่อน: ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่ออกแบบฉากแอ็กชั่นได้อย่างมีสไตล์ สนุกสนานตามเอกลักษณ์ของผู้กำกับและตัวแฟรนไชส์ เรียกได้ว่ายอมทิ้งความแข็งแกร่งเรื่องบทมาทุ่มกับงานดีไซน์ภาพยนตร์แบบเกินร้อย เราให้สามผ่าน

ต่อมา เรื่องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเรื่องอันได้แก่ชุดสูทที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อให้ตัวละครสวมใส่ บอกเลยว่า ถ้าคุณต้องการเรฟเฟอร์เรนซ์เรื่องการใส่สูทให้ถูกวิธี อย่างการห้ามกลัดกระดุมสุดท้ายบนตัวเสื้อย่างเด็ดขาด และการจับคู่สูทกับรองเท้าเดอร์บี้คู่สวย อะไรแบบนี้ เราการันตีเลยว่าคุณจะออกจากโรงมาพร้อมเรฟเฟอร์เรนซ์เต็มหัว พร้อมแปลงร่างเป็นสุภาพบุรุษในชุดสูทได้แบบไม่อายใคร

ในส่วนของเรื่องการเน้นย้ำ ‘ความละเมียดละไม’ ในการดื่มกินของตัวละครที่เป็นสุภาพบุรุษนั้น ก็ทำได้น่าสนใจ ยิ่งเมื่อได้จิบเครื่องดื่มพรีเมี่ยมเย็นๆ ที่วางอยู่ข้างตัวระหว่างดูภาพยนตร์นี่ยิ่งทำให้บรรยากาศการชมภาพยนตร์ของเรายิ่ง ‘ฟิน’ กว่าเก่า

มีเตือนกันเล็กน้อยว่า เนื้อหาในเรื่องอาจจะมีการจิกกัดเรื่องการแต่งตัวระหว่างฝั่งผู้ดีอังกฤษ (Kingsman) และฝั่งอเมริกัน (Statesman) กันพอหอมปากหอมคอ แต่บอกเลยว่า ถ้าเราเอาตัวเองออกมาจากความเชื่อเก่าๆ ว่าสุภาพบุรุษต้อง ‘แต่งตัว’ อย่างไร และมองด้วยใจเป็นกลาง เสื้อผ้าของทั้งสองซีกโลกที่ปรากฏในเรื่องนั้นถือว่าสวย และน่าแต่งตามเป็นอย่างยิ่ง

Kingsman: The Golden Circle เข้าฉายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

ขอขอบคุณ Federbräu Thailand

Related Post

คุยกับณรงค์ชัย คุณปลื้ม – ‘นายกแซ่บ’ แห่งเมืองแสนสุข

ณรงค์ชัย คุณปลื้ม-นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข

“ถึงเราจะอยู่ตำแหน่งนี้ แต่เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ดังนั้น เราต้องหามืออาชีพในด้านต่างๆในแต่ละหน่วยหรือองค์กรมาร่วมงานกับเรา เพื่อให้โครงการที่เราคิดดำเนินต่อไปได้อย่างลุล่วง”

ชีวิตลูกชายเจ้าพ่อ

ที่บ้านผมเลี้ยงดูแบบอิสระครับ คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยมีเวลามายุ่งสักเท่าไหร่ ท่านเวลาน้อยมาก เพราะวันๆ ท่านมัวแต่ช่วยเหลือคนอื่นรอบตัว ตอนเด็กๆ นี่ผมแอบคิดเลยนะว่าผมขาดความอบอุ่น และไม่อยากจะเป็นนักการเมืองเลย เพราะดูคนอื่นในครอบครัวที่เป็นนักการเมืองชีวิตวุ่นวายตลอดเวลา ท่านไม่ได้มาดูแลใกล้ชิด แต่ท่านก็พูดอะไรเป็นปรัชญา ให้เรากลับไปคิดเอง เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน ท่านก็ไม่ห้ามนะ อย่าทำให้ตัวเองหรือคนอื่นเดือดร้อนเท่านั้นพอ ด้วยพื้นฐานผมอาจจะเป็นคนเฟรนด์ลี่อยู่แล้ว แต่เพราะผมโตมากับคุณพ่อไง คุณพ่อเป็นคนเฟรนด์ลี่มาก คนข้างนอกมักจะมองภาพว่าคุณพ่อเป็นเจ้าพ่อ น่ากลัว จะต้องมีคนติดตามเยอะๆ เวลาไปไหนมาไหนแน่ๆ และภาพลักษณ์แบบนั้นก็เผื่อแผ่มาถึงตัวผมด้วย แต่ในความเป็นจริงนะครับ ผมไปเรียนกรุงเทพฯ อยู่ตั้งนาน แทบจะไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นใคร ผมนั่งรถเมล์สายแปดไปเรียนที่สวนกุหลาบ เวลากลับบ้านที่ชลบุรีนี่หนักเลย นั่งรถเมล์มาลงที่เอกมัย ต่อรถทัวร์ไปลงบางแสน ต่อรถสองแถวไปที่วงเวียนบางแสน แล้วเดินกลับบ้านระยะทางไม่ใกล้นะครับ นั่นคือวิถีลูกเศรษฐีบางแสนครับ ที่จินตนาการกันว่าผมต้องมีรถติดฟิล์มดำ พร้อมคนขับใส่สูทผูกไท มีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนในหนังนี่คนละเรื่องเลยครับ ชีวิตจริงนี่ออกแนวธรรมดามากครับ

แปลว่าเลี้ยงกันมาด้วยวิถีชาวบ้านทีเดียว

คุณพ่อคุณแม่ผมเป็นชาวบ้านเลยนะครับ ท่านไม่ได้เป็นลูกท่านหลานเธอ คุณแม่เป็นลูกชาวประมง คุณพ่อเป็นลูกพ่อค้า เรียกได้ว่าเป็นชาวบ้านฐานะปานกลางเกือบดี ต้องทำมาหาเลี้ยงตัวเอง พวกท่านเลี้ยงลูกโดยเน้นให้การศึกษาเป็นหลัก ใจนักเลงมาก แต่ลูกชายสี่คนนี่ไม่มีความเป็นลูกเจ้าพ่อในแบบอุดมคติเลย อาจจะเพราะว่าพวกเราได้มาจากคุณแม่ ท่านเป็นคนใจดี ช่วยเหลือคนอื่นทุกคน ผมยังมีแอบกัดท่านนิดหน่อยว่าท่านเป็นนางฟ้า เพราะท่านช่วยเหลือคนไม่เลือกหน้าจริงๆ

นั่นคือวิถีของความเป็นนักการเมืองที่คุณได้รับถ่ายทอดมาใช่ไหม

เรียกว่าอยู่ในสายเลือดดีกว่าครับ บอกเลยว่าผมไม่เคยคิดจะยุ่งเรื่องการเมืองเลย ทั้งๆ ที่คนในบ้านเป็นนักการเมืองกันเยอะมาก ผมเลือกเรียน Hospitality Administration หลังจากจบจากคณะบัญชีที่จุฬาลงกรณ์เพื่อที่จะได้กลับมาทำกิจการโรงแรมของครอบครัว พอจบมาก็ได้มาทำงานที่โรงแรม Oriental อยู่ได้สักพัก ตอนนั้นโรงแรม The Tide ที่บางแสนกำลังสร้าง พอโรงแรมใกล้เสร็จ ก็ย้ายมาดูกิจการของครอบครัวดีกว่า แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าเหตุการณ์ในครอบครัวผันผวนเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เสาหลักของครอบครัวหายไปคนหนึ่ง พี่ๆ สามคนโตก็มีตำแหน่งทางการเมืองหมดแล้ว หันซ้ายหันขวาก็มาเจอผมซึ่งเป็นลูกชายคนเล็ก ผมก็เปิดตัวในฐานะนักการเมืองเลย ไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไร ตอนเปิดตัวใหม่ๆ นี่ถึงขั้นมีคนถามเลยนะว่าผมเป็นลูกภรรยาคนไหน

ถือว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสีย กับการเข้ามาแบบไม่มีใครรู้จักอย่างนั้น

มีทั้งดีและเสีย ข้อดีคือเราสดมาก เข้ามาทำงานในฐานะคนเลือดใหม่จริงๆ เมื่อสิบสองปีที่แล้วนี่ นักการเมืองท้องถิ่นไม่มีใครที่เป็นรุ่นเด็กๆ เลย ถือเป็นข้อดีที่เป็นข้อเสียในตัว นั่นคือ เราไม่มีประสบการณ์ รู้จักคนไม่เยอะมาก ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้การทำงานยากขึ้นหน่อย แต่จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังเป็นตัวเองอยู่นะ คือผมไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ทำหน้าที่ในสภาให้ดีที่สุด ทำงานด้วยกันให้เกิดผลงานโดยรวม สนิทกันในเนื้องาน ผมวางพื้นที่ส่วนตัวของผมไว้แบบนี้ อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่นผมก็ไม่แตะ เพราะผมก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัวของผมเหมือนกัน

เป็นแบบนี้นี่ทำให้การทำงานยากขึ้นไหม

ไม่ขนาดนั้น แต่การทำงานกับคนหมู่มากน่ะยากแน่นอน ส่วนตัวผมเป็นคนขี้อาย ตอนมาทำงานใหม่ๆ ช่วงเก้าเดือนแรกนี่ทรมานมาก ระดับกลับบ้านมาร้องไห้ เพราะผมไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องไปงานศพ งานบวช และงานแต่งงานของคนที่ผมไม่รู้จัก และผมเป็นคนขี้อาย ไม่ใช่คนเข้ากับคนง่าย ไปถึงก็เก้ๆกังๆ อึดอัดมาก รู้สึกชีวิตช่วงนั้นเป็นด้านลบไปหมด ถามตัวเองว่าทำไมผมต้องทำแบบนี้ด้วย จนกระทั่งผมได้ไปเจอหนังสือของท่านพุทธทาส ภิกขุมาเล่มหนึ่ง มีประโยคหนึ่งที่ปลดล็อกผมจากความทรมานทั้งหมด นั่นคือ ‘ทำให้ดีที่สุด และทำเอาเท่าที่ได้’ ทำให้ผมมานั่งคิดว่า ผมรู้อยู่แก่ใจว่าผมทำอะไรอยู่ ผมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่น วันรุ่งขึ้น ความคิดผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ผมทำงานทุกอย่างให้ดีที่สุดในสไตล์ของผม ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากนักการเมืองคนอื่นเลยนะ เพราะผมไม่ค่อยห่วงคะแนนเสียงเท่าไหร่ บางคนเรียกผมว่า ‘นายกแซ่บ’ คือถ้าผมมีเหตุผลและความถูกต้องในการตัดสินใจอะไรบางอย่างนี่ผมลุยเลยนะ ผมไม่ยอม ยึดหลักความถูกต้องอย่างเดียวเลย แต่ความถูกต้องนั้นอาจจะไม่ใช่เส้นทางตรง มันเลี้ยวซ้ายขวา หันหน้าหันหลังได้ พอเราคิดแบบนี้ได้ เมืองของเราก็เลยไม่ค่อยเหมือนคนอื่น

แปลว่าร่วมงานกับใครก็ได้

ผมเป็นพ่อเมืองแสนสุข ถึงเราจะอยู่ตำแหน่งนี้ แต่เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ดังนั้น เราต้องหามืออาชีพในด้านต่างๆในแต่ละหน่วยหรือองค์กรมาร่วมงานกับเรา เพื่อให้โครงการที่เราคิดดำเนินต่อไปได้อย่างลุล่วง เอาอย่างเรื่อง Smart City ที่โด่งดังจนกระทั่งได้เสนอชื่อไปรับรางวัล 2016 Smart City Asia Pacific Awards (SCAPA) จากประเทศญี่ปุ่น เรื่องเกิดจากที่ผมลงพื้นที่เยี่ยมคนชราแบบผู้ป่วยติดเตียง และต้องอยู่คนเดียว เพราะลูกหลานไปทำงาน หรือบางคนโสด ครอบครัวแตกแยก ต้องอยู่บ้านคนเดียว ถ้าเกิดอุบัติเหตุล้มเบาๆ แล้วพาไปส่งโรงพยาบาลทัน ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น แต่พอไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ก็กลายเป็นอาการหนัก ลูกหลานต้องลาออกมาดูแล กลายเป็นปัญหาลูกโซ่ เราก็เลยคิดวิธีแก้ปัญหาโดยการไปร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นรีโมทควบคุมทุกอย่างในบ้าน ลดการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงต่อการล้ม และพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเทคโนโลยีริสแบนด์อัจฉริยะที่จะแจ้งเตือนคนนอกเวลาเกิดเหตุขึ้นกับผู้สวมริสแบนด์ ซึ่งพอจะทำจริงๆ ก็มีกฎระเบียบราชการแปลกๆ ห้ามไม่ให้เราทำ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเทศบาล ผมก็ไม่ยอมแพ้ กระจายข่าวออกไปเพื่อหาพันธมิตรมาร่วมมือทันที ในที่สุดนอกเหนือไปจากมหาวิทยาลัยบูรพาแล้ว เราก็ได้สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย), Intel, Se-Ed Book, CAT Telecom และ Dell มาช่วยทำให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่าง ได้มาเป็นริสแบนด์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เวลามีใครล้ม จะส่งสัญญาณเข้าสมาร์ทโฟนหรือเมนคอมพิวเตอร์เพื่อแจ้งข่าวให้ส่งคนมาดูแล กลายเป็นว่าโครงการนี้โด่งดัง มีคนมาดูงานเยอะแยะเลย

มีโครงการอะไรถัดไปไหม

จะพัฒนาให้แสนสุขเป็นเมืองท่องเที่ยวน่าอยู่ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จโดยไม่ได้คาดหวังอะไร เมื่อสองปีที่ผ่านมา เราได้รับการโหวตให้เป็นเมืองน่าอยู่ลำดับที่เจ็ดในประเทศไทยที่จัดโดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ซึ่งเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายไปอย่างมาก และผมก็พยายามจัดระเบียบเมืองให้ความสำคัญกับสถาปนิกผังเมือง ยกระดับมาตรฐานในการดำรงชีวิตของเมืองให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ แต่ยังคงรักษาความเป็นท้องถิ่นไว้ นอกจากนั้น ผมยังสนับสนุน Sport Tourism อย่างเข้มข้น เมื่อสองปีที่แล้ว บางแสนได้จัดงานวิ่ง Half Marathon เป็นครั้งแรก และได้รับการโหวตจากนักวิ่งว่าเป็นงานวิ่งที่ดีที่สุดในประเทศไทยครับ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาท่านได้สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว และสนใจเมืองที่มีความสามารถในการจัดงานกีฬาระดับมาตรฐานสากล มีนักกีฬาดีกรีระดับนานาชาติเข้าร่วมงาน ท่านได้ให้เกียรติลงมาสังเกตการณ์ด้วยตนเองเลยครับ ผมเป็นคนบางแสน ผมอยากจะโชว์บางแสนบ้านเกิดผมในช่วงที่สุด ได้แก่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ดังนั้นผมจึงเอาจุดเด่นของบ้านเกิดตัวเองมาทำให้พื้นที่ท้องถิ่นของเราดังไกลระดับโลกให้ได้ครับ

Related Post

พูดคุยกับกีกี้ ศักดิ์ นานา อดีตนักแข่งรถชื่อดังระดับโลกที่ใครๆ ก็รู้จัก

ศักดิ์ นานา-อดีตนักแข่งรถแชมป์โลกรายการ Nürburgring 24 Hours

“ทุกครั้งที่ผมลงแข่ง ผมรู้สึกว่าผมจะตาย แต่ความต้องการชนะมากกว่าความกลัวตาย ผมกลัวแพ้มากกว่า ตอนเข้าโค้ง ผมรู้สึกเสมอว่า ถ้ารอด ผมก็ชนะ เท่านั้นเองจริงๆ”

ชอบความเร็วมาตั้งแต่เด็กเลยใช่ไหม

ใช่เลยครับ ผมขี่จักรยานเป็นตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ควรจะขี่เป็นนั่นล่ะครับ ได้มีโอกาสเช่ามอเตอร์ไซค์จากพัทยาไปขี่เที่ยวเล่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ครอบครัวไปอยู่บ้านที่นั่น ตอนนั้นก็ประมาณประถมห้า ไม่มีใครสอนขี่ด้วยนะ เกริ่นก่อนครับว่าพ่อแม่ของผมเลี้ยงลูกมาให้รู้จักความลำบาก ท่านมีกฎเหล็กว่าท่านจะไม่ให้เงินและยานพาหนะกับลูกๆ เพราะของสองสิ่งนี้จะทำให้ลูกเสียคน ผมจึงต้องทำงานหาเงินเองตั้งแต่เด็กๆ พับถุงกระดาษขายอะไรแบบนั้น จนกระทั่งผมอายุได้สักสิบสองปี ผมก็เกิดความคิดคือ ไปเช่ามอเตอร์ไซค์จากพัทยามาครั้งละสิบห้าถึงยี่สิบวัน ขี่กลับมาที่บ้าน และไปเช่าเสื้อวินแถวนั้นมา ใช้เวลาหลังเลิกเรียนตั้งแต่ห้าโมงจนถึงประมาณสี่ทุ่มขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในซอยแถวบ้าน ได้เงินมาคืนละประมาณ 500 บาท ซึ่งตอนนั้นน่ะ เงินจำนวนเท่านี้นี่รวยเลยนะ ใช้ชีวิตหรูหราได้เลย เก็บเงินแป๊บเดียวก็ 5,000 บาทแล้ว ก็เอาเงินไปดาวน์มอเตอร์ไซค์ ให้แม่บ้านและคนขับรถเป็นผู้ค้ำประกันให้ ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่นะครับ ยังจำได้เลยว่ารถมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตที่ซื้อด้วยเงินตัวเองคือ Honda Nova S สีเปลือกมังคุด ซึ่งในปัจจุบัน คันนี้ยังอยู่ที่บ้านเลยครับ

แล้วพัฒนามาจนเป็นอาชีพได้อย่างไร

พ่อแม่ผมเป็นนักธุรกิจที่ยุ่งมาก บินไปต่างประเทศตลอดเวลา ตอนแรกๆท่านเอาผมไปฝากไว้ที่บ้านน้าที่เยาวราช แต่คุณน้าดุมาก ผมเลยขอให้ท่านทิ้งผมไว้ที่บ้านตัวเองเถอะ พอท่านทิ้งไว้จริงๆ นี่ผมเป็นอิสระมาก ทั้งขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ดาวน์มอเตอร์ไซค์สารพัดรุ่นมานั่งโมเองในห้องว่างหลังบ้าน เรียนรู้การโมมอเตอร์ไซค์จากความรู้สึกล้วนๆ สมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยีใดๆ แต่การที่ผมโมมอเตอร์ไซค์ขนาด 110 ซีซี ให้ขี่ชนะมอเตอร์ไซค์ขนาด 150 ซีซีนั้นทำให้ผมรู้ว่าอะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์ค ศึกษาอะไรไร้สาระแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็สนุกของผมนะ

ไร้สาระแต่แชมป์โลกเลยนะ

ผมเชื่อว่าทุกคนใช้ชีวิตบนโลกใบนี้แบบไร้สาระด้วยกันหมด เราใช้ชีวิตบนโลกนี้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ตายแล้ว เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ด้วย สิ่งสำคัญคือ คุณอย่าทำร้ายใคร อย่าเอาเปรียบใคร และมีความสุขในสิ่งที่คุณทำเท่านั้นเอง

ในวันที่ได้แตะแชมป์โลก รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแค่ไหน

ไม่เลย ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเลยตั้งแต่อายุสิบห้า สิ่งที่ผมโตขึ้นมีเรื่องเดียวคือความรับผิดชอบ มีลูกน้อง มีครอบครัวต้องดูแล ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้คิดแบบนี้นะ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง แต่หลังจากที่ผมล้มละลายครั้งใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปีค.ศ. 1997 เพราะไว้ใจคนคนหนึ่งมากเกินไป ทุกอย่างในชีวิตโดนยึดหมด เหลือแค่ Honda Civic สามประตูอยู่หนึ่งคัน ผมต้องเอาแจกันและข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่โดนยึดจับใส่รถ และกินนอนในรถอยู่ได้สักสองอาทิตย์ จนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งบอกให้ผมไปนอนในห้องรับแขกบ้านเขาได้ ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ได้สองเดือนจนหาบ้านใหม่ได้ ตอนนั้นเครียดพอสมควรเลยทีเดียว

นานไหม กว่าจะลุกขึ้นมาใหม่ได้

ผมไม่มีทางเลือกน่ะคุณ ในท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ต้องหายใจต่อไป ผมมีคำพูดหนึ่งในหัวตลอดเวลา ไม่แน่ใจว่าใครสอนมานะ แต่มันก้องอยู่ในหัวผมว่า ‘มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะล้มสักกี่ครั้ง แต่คุณต้องลุกให้เร็ว” ผมก็เลยกัดฟันลุกให้ได้ ตอนลุกขึ้นมานี่รู้สึกเหมือนมีหินถ่วงอยู่บนหลังเรา หนักเหลือเกิน ดันตัวเองขึ้นมาแทบไม่ไหว แต่ยังไงก็ต้องลุก จะลุกวันนี้หรือจะลุกปีหน้า ก็ต้องลุกอยู่ดี ลุกตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า เสียเวลา และผมเป็นคนที่เตรียมพร้อมตายตลอดเวลามาตั้งแต่เด็กแล้ว ก่อนจะเข้านอน ผมจะคิดว่าผมเหลืออะไรค้างคาใจไหม ถ้าผมพูดไม่ดีกับคุณ ผมจะรีบโทรหรือส่งข้อความไปขอโทษคุณ ขอเคลียร์ทุกอย่างในสมองก่อนนอน เพราะผมไม่รู้ว่าผมจะตื่นหรือเปล่า ความตายเป็นความจริงที่อยู่กับตัวเราครับ คุณต้องยอมรับมันให้ได้

มีความคิดแบบนี้มาตั้งแต่ตอนไหน

(นิ่งคิด) ผมว่าผมมาเป็นแบบนี้หนักๆ ตั้งแต่ตอนที่มีโอกาสได้ไปแข่งที่ประเทศเยอรมนีครับ ตอนขับรถแข่งแถวๆ นี้ ผมรู้สึกว่าผมทำได้ง่ายๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอไปตรงนั้น นักแข่งคนอื่นๆ เป็นแชมป์ระดับโลกด้วยกันหมดทุกคน วินัยการดูแลตัวเองนี่ซีเรียสมาก คำนวณการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ วิเคราะห์ Data Log ของแต่ละคนแบบเปิดเผย ทำให้เราเห็นเลยว่า บางโค้งที่เราคิดว่าเราเข้าที่ 150 KM/H นี่เราก็ใกล้ตายแล้ว แต่คนนั้นเขาเข้าที่ 180 KM/H เฮ้ย … จะบ้าเหรอ พ่อแม่ไม่รักเหรอ ไม่มีใครรักแล้วหรือไง ถึงต้องขับขนาดนี้ แล้วผมก็ค้นพบว่า นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คุณเป็นแชมป์นะ คือคุณต้องเชื่อว่าคุณจะเป็นแชมป์ให้ได้ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เป็นแชมป์ วิธีที่จะเอาชนะคนอื่นได้คือ คุณต้องขับให้เร็วกว่าเขา ถ้าสมมติว่าผมคิดว่าผมวิ่งที่ 100% คุณจะชนะผมได้ คุณก็ต้องวิ่งที่ 100.1% หรือมากกว่านั้น ถ้าจะขับแบบสบายๆ เพราะกลัวว่าเย็นนี้ลูกจะไม่มีเพื่อนกินข้าว คุณอย่ามาแข่งเลยดีกว่า เสียเวลา งานแข่งนี้เป็นงานแข่งระดับโลกนะ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก คุณต้องแลกกับอะไรบางอย่าง นี่เป็นที่ที่แชมป์โลกมารวมตัวกัน คุณต้องขับให้เลยขีดจำกัดที่คุณทำได้ เพื่อที่จะชนะพวกเขา

ฟังดูบ้าบิ่นมากทีเดียว

บอกแบบนี้ดีกว่า ทุกครั้งที่ผมลงแข่ง ผมรู้สึกว่าผมจะตาย แต่ความต้องการชนะมากกว่าความกลัวตาย ผมกลัวแพ้มากกว่า ตอนเข้าโค้ง ผมรู้สึกเสมอว่า ถ้ารอด ผมก็ชนะ เท่านั้นเองจริงๆ การชนะครั้งนี้ไม่ใช่การชนะระดับท้องถิ่น แต่คือการเป็นแชมป์โลก มากที่สุดก็ตายเท่านั้นเอง ถ้าไม่ตายวันนี้ วันหลังก็ตายอยู่ดี ผมหนีไม่พ้นหรอก แต่อย่างน้อยในตอนนี้ถ้าผมไม่ตาย ผมก็เป็นแชมป์นะ แล้วผมก็ได้แชมป์โลกมาจริงๆ ในปี 2013 ( แข่งรุ่น GT4 ) และ 2015 ( แข่งรุ่น M2 Cup ) บวกกับชนะสนามเล็กอีกห้าสนามในปี 2016 ( Porsche GT3 Carrera Cup ) ซึ่งถามผมว่าคุ้มไหม ผมว่าโคตรคุ้มเลยครับ ตอนนี้ผมก็รีไทร์ตัวเองแล้ว เพราะผมไปสูงสุดได้เท่านี้แล้ว นี่ถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดที่อาชีพของผมจะไปได้แล้วครับ

แล้ววางแผนจะทำอะไรต่อ

ผมเป็นคนประเภทที่ เวลาผมทำอะไร ผมจะตั้งใจทำมาก จนกระทั่งประสบความสำเร็จสูงสุด และผมก็จะไม่มองย้อนกลับไปแล้วนะ มีคนถามผมว่า ‘ไม่คันเหรอ’ ไม่อยากกลับไปอีกแล้วเหรอ ตอบตรงๆ เลยว่าผมไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์อะไรอีกแล้ว ได้ใช้ชีวิตแบบมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปรับลูกที่โรงเรียน ทำงานออฟฟิศ ขี่มอเตอร์ไซค์เล่น ผมอายุ 42 แล้วนะครับ ร่างกายของผมสู้นักแข่งเด็กๆ ไม่ได้แล้ว และผมเชื่อว่าแชมป์โลกทุกถ้วยที่ผมได้มา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบุญที่ผมทำมา หลังจากที่ผมล้มละลายครั้งใหญ่ ผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่นินทาใคร ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ทำร้ายใคร ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ตัวเองช่วยได้ และเสียสละเท่าที่ตัวเองไม่ลำบาก และเมื่อผมตั้งใจเช่นนั้น ก็ดูเหมือนว่าผมจะได้รับโอกาสดีๆ มาตลอดเวลา ตอนนี้ผมยังตอบไม่ได้เลยว่า จู่ๆ ผมได้เข้าไปแข่ง Nürburgring ให้กับทีม BMW ได้อย่างไร แล้วจู่ๆ ทีม Porsche ก็มาซื้อตัวไปอีก ทั้งๆ ที่ผมก็อายุสี่สิบแล้วนะ ผมได้ไปร่วมทีมระดับท็อปของโลก ได้สัมผัสตำแหน่งแชมป์โลกมาแล้วนะครับ ดังนั้น ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในขีวิตปัจจุบันถือเป็นที่สุดของผมแล้วในตอนนี้

Related Post

นักฆ่าต้องเลือดเย็น? สัมผัสความอบอุ่นของนักฆ่าใน American Assassin กัน

คุณอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับดีแลน โอไบรอันจากบทบาทโธมัสจากภาพยนตร์ชุด The Maze Runner และสไตลส์จากซีรีส์ชุด Teen Wolf ในวันนี้เขาเติบโตขึ้น และก้าวไปรับบทที่พร้อมให้เขาพิสูจน์ฝีมือเพิ่มขึ้นกับภารกิจนักฆ่าในภาพยนตร์เรื่อง American Assassin ที่ดัดแปลงจากนวนิยายชุด 15 เล่มชื่อเดียวกัน โดยในเรื่องนี้เขาได้นักแสดงเจ้าบทบาทอย่างไมเคิล คีตัน มารับบทหัวหน้าสายตรงผู้ฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจของเขา

มาทำความรู้จักกับทั้งมิทช์และดีแลนไปด้วยกันดีกว่า

คุณเกิดอุบัติเหตุระหว่างถ่าย The Death Cure ตอนนึ้คุณเป็นยังไงบ้าง?

ใช่จริงๆ ผมไม่กล้าพูดเรื่องนั้นอยู่นาน ผมพยายามเก็บมันไว้กับตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันน่ากลัวจริงๆ แค่นึกภาพผมก็หลอนแล้ว ไม่อยากนึกถึงความรู้สึกของคนในครอบครัวผมตอนนั้นเลย เพราะพวกเขาเป็นคนรับสายข่าวร้าย พวกเขารีบขึ้นเครื่องบินมาเยี่ยมผมถึงแคนาดาทันที มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของพวกเราจริงๆ แต่มันก็ผ่านมาตั้ง 16 เดือนแล้วล่ะ

คุณต้องกลับมาออกลีลาบู๊แอ็กชั่นอีกครั้งในเรื่องนี้ มันยากสำหรับคุณและคนรอบข้างที่ห่วงใยคุณไหม?

ผมเชื่อว่าทุกคนดีใจที่เห็นผมกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง มันอาจจะหวิวๆ บ้างในช่วงแรกแต่พอผ่านไปสักพักคุณจะเริ่มชินและเริ่มสนุกกับมันอีกครั้ง ผมแค่พยายามระวังตัวมากขึ้น ใส่ใจรอบตัวมากขึ้น ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมโอเคแล้ว

ฉากเปิดเรื่องที่แฟนสาวของมิทช์ถูกฆ่าตายบนชายหาดตามที่เราได้เห็นในตัวอย่างมันทำเอาพวกเราช็อกไปเลย ช่วยพูดอะไรถึงซีนนี้หน่อย

ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ซีนนี้โดดเด่นคือเคมีของผมกับชาร์ล็อต เธอเล่นเป็นแฟนสาวของมิทช์ในเรื่อง ซึ่งเคมีนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้านอกจอเราเข้ากันไม่ได้ ชาร์ล็อตน่ารักมาก เธอเป็นมืออาชีพสุดๆ เหตุการณ์ในฉากนี้ทีมงานต้องการให้คนดูสะเทือนใจเพราะมันเป็นจุดกำเนิดของมิทช์ในฐานะมือสังหาร ความสูญเสียของเขาเปลี่ยนเป็นความแค้น หลังจากเหตุการณ์นี้แล้ว มิทช์ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

อะไรที่ทำให้ American Assassin ต่างกับหนังสายลับเรื่องอื่น

สิ่งที่ทำให้ American Assassin เจ๋งคือคุณจะพบกับโลกสายลับในปัจจุบันและยังจะได้ติดตามชีวิตของมิทช์ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงเส้นทางของเขาในโลกซีไอเอที่ขับเคลื่อนด้วยความแค้น เราจะได้เห็นเขาหัดควบคุมตัวเอง ผมเคยคุยกับคนที่ทำงานในซีไอเอพวกเขาก็มีอดีตร้ายๆ คล้ายกัน ซึ่งความทรงจำที่ว่าผลักดันพวกเขาให้มาทำงานนี้ หลายคนบอกว่าเรื่องราวเหล่านั้นยังกระตุ้นเขาถึงทุกวันนี้

มันอาจจะมีหนังสายลับอยู่แล้วหลายเรื่องแต่หนังพวกนั้นไม่เคยให้เราได้เห็นจุดเริ่มต้นของมัน ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นเครื่องจักรสังหารฝีมือสุดยอด ผมคิดว่ามันน่าสนใจนะที่ได้เห็นเด็กอายุยี่สิบกว่าๆ ที่เจอเหตุการณ์เลวร้ายซึ่งเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล

ฟังดูเหมือน มิทช์ แร็ปป์ เป็นตัวละครที่น่าสนใจทีเดียว เราไม่ค่อยได้เห็นมือสังหารหรือสายลับอายุแบบนี้ในภาพยนตร์เท่าไหร่นัก

ใช่แล้ว โลกของเขาแหลกสลาย ซึ่งเขารู้ว่าทุกอย่างไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม ช่วงแรกของเรื่องเขาแค่ต้องการเอาคืนคนที่ทำให้เขาต้องเจ็บปวดขนาดนี้ ซึ่งเขาชื่อว่าเขาทำงานคนเดียวโดยไม่ต้องมีคนคอยควบคุมจะดีกว่า เขาไม่อยากทำงานให้รัฐบาล แต่กลายเป็นว่าตัวละครตามตัวเขาจนเจอ จนเขาเองตระหนักได้ว่าโอกาสที่จะได้ล้างแค้นของเขาเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้ทรัพยากรจากซีไอเอ ผมชอบประเด็นในจิตใจของเขามากเพราะเขารู้ดีกว่าการฆ่าพวกนั้นไม่ได้เยียวยาเขาแบบที่คิดไว้ ดังนั้นเขาต้องหาทางระบายความโกรธแค้นไปในอะไรที่มีประโยชน์มากกว่าเดิม เขาเริ่มคิดว่าเขาสามารถสร้างความแตกต่างและปกป้องไม่ให้คนอื่นต้องเจอเรื่องเลวร้ายแบบเขายังไงได้บ้าง เขาไม่สามารถกลับไปแก้อดีตได้ แต่สิ่งที่เขาทำได้คือการพิทักษ์บ้านเกิดของตัวเองและปกป้องคนที่เหลืออยู่

แล้วคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อรับบทสุดยอดมือสังหารแบบนี้

ผมฝึกอย่างหนักกับโรเจอร์ หยวน เขาเป็นเทรนเนอร์ระดับตำนานซึ่งรับหน้าที่ดูแลคิวบู๊ในเรื่องนี้ โรเจอร์เป็นทั้งครูและเพื่อนที่ยอดเยี่ยม สำหรับผมและโรเจอร์แล้ว การเตรียมตัวนั้นสำคัญกว่าแค่มีหุ่นเฟิร์ม กล้ามฟิต แต่เกี่ยวกับตัวตนและสภาวะภายในจิตใจของผมด้วย เพื่อจะได้สะท้อนภาพของมิทช์ออกมาได้ชัดเจนที่สุด ยิ่งผมฝึกมากเท่าไร ผมยิ่งได้รู้ว่าการทำสมาธิสำคัญมากเท่านั้น การสำรวจจิตใจตัวเองเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะการต่อสู้ มิทช์ใช้หลักเซนในการเปลี่ยนแรงอาฆาตในจิตใจให้เป็นพลัง การฝึกของโรเจอร์ไม่ได้เน้นแค่การยกเหล็กหรือลีลาต่อสู้อย่างเดียว เราคุยกันเรื่องจะเปลี่ยนเอาความทรงจำแย่ๆ มาผลักดันชีวิตให้ดีขึ้นยังไงด้วย เขาสอนผมเยอะเรื่องการใช้ชีวิตเลย

แล้วในเรื่อง มิทช์ใช้การต่อสู้แบบไหน

เขาไม่ได้เน้นสไตล์ไหนเป็นพิเศษ เขาผสมหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน บางครั้งก็เนียนไปกับสถานการณ์ บางครั้งก็คำนวณไว้ก่อน นี่มันทำให้สมจริงยิ่งขึ้นและทำให้คู่ต่อสู้เขาคาดเดาไม่ได้

แล้วบทของสแตน เฮอร์ลีย์ที่ได้ไมเคิล คีตันมาเล่น สำคัญอย่างไรบ้างกับตัวละครของคุณ

มิทช์เป็นเหมือนหมาบ้าก่อนที่ได้พบกับเฮอร์ลีย์ เขาเป็นคนสอนให้มิทช์รู้จักควบคุมอารมณ์และเก็บความรู้สึก ในขณะเดียวกัน มิทช์เป็นคนย้ำเตือนเฮอร์ลีย์ว่าบางครั้งอารมณ์นั้นแหละที่เป็นบ่อเกิดของความเชื่อใจ คุณต้องผสมระหว่างหลักการและแพชชั่นเพื่อให้อยู่รอดในโลกของมือสังหาร ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับไมเคิล เขาทำงานในวงการนี้ด้วยแพชชั่นและความทุ่มเทมาตลอดหลายสิบปี การได้เห็นเขาทำงานทำให้หนุ่มอายุ 25 ปีแบบผมอ้าปากค้างเลยทีเดียว

American Assassin เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนเป็นต้นไป

Related Post

พูดคุยกับป็อป – พิชชากร รามบุตร ผู้ชนะเลิศโครงการ ‘5 ปีแห่งความสำเร็จ 5 เดือนของการแบ่งปัน’

ในโอกาสที่โรงแรม The Okura Prestige Bangkok เปิดทำการมาครบห้าปี ทางโรงแรมจึงได้จัดโครงการ ‘5 ปีแห่งความสำเร็จ 5 เดือนของการแบ่งปัน’ จัดโครงการดีๆ คืนสู่สังคมติดต่อกันห้าเดือน โดยการแข่งขันทำอาหารเพื่อเลือกเฟ้นผู้ชนะไปศึกษาดูงานที่ Hotel Okura Amsterdam เป็นเวลาเก้าวัน ซึ่งป็อป – พิชชากร รามบุตร เชฟเลือดใหม่สายตามุ่งมั่นได้รับรางวัลนี้ไปอย่างไร้ข้อกังขา ลอปติมัมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับเธอ (และมีโอกาสคุยกับเชฟนิก – ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ Executive Chef de Cuisine บริษัท ครัวกลาง 49 จำกัด ถึงความประทับใจที่มีต่อว่าที่เชฟดาวรุ่งของประเทศไทยคนนี้) และนำบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยความหลงใหลศาสตร์แห่งการทำอาหารมาแบ่งปันกัน อย่างน้อยก็เพื่อให้ทุกคนเห็นตรงกันว่า การทำอะไรด้วยใจ และทำเต็มร้อยนั้น จะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

เท้าความกันสักนิดว่ารอบแรกของการประกวด ทางโรงแรมได้กำหนดให้เด็กที่สนใจเข้าร่วมโครงการถ่ายคลิปพร้อมส่งใบสมัครแนะนำตัวเข้ามา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมส่งคลิปประมาณ 18 คนจากจำนวนใบสมัครมากกว่า 20 ใบ ซึ่งกรรมการได้คัดเลือกเบื้องต้นจากคลิปดังกล่าว เหลือผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 10 คน ก่อนจะนำมาสอบสัมภาษณ์ ทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อคัดเลือกให้เหลือ 5 คนสุดท้ายเพื่อฝึกฝนการเป็นเชฟที่ห้องอาหารยามาซาโตะ โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เป็นระยะเวลาสามอาทิตย์ โดยผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งห้าคนจะต้องเวียนไปฝึกทั้งหมด 5 สเตชั่นการทำอาหาร ซึ่งเปลี่ยนสเตชั่นทุกสามวัน ก่อนจะจบลงในรอบตัดสินโดยทำอาหารทั้งหมด 3 เมนู (ซาชิมิ ซูชิ / อาหารตุ๋น / Creation Menu) ให้กรรมการทดลองชิม ให้คะแนน และตัดสินผู้ชนะในที่สุด

และนี่คือคลิปแรกของเชฟป็อปที่ทำให้เธอถูกคัดเลือกมาเป็นหนึ่งในสิบผู้ผ่านรอบแรก

https://www.facebook.com/poppy.ppy/videos/10208933140660098/

เล่าให้เราฟังหน่อยว่าประสบการณ์ครั้งนี้ให้อะไรบ้าง

ตอนที่ได้ไปฝึกงานที่ Hotel Okura Amsterdam เราได้ไปฝึกทุกห้องเลย ทำอาหารหลากหลายไล่มาตั้งแต่เมนคิทเช่น รูมเซอร์วิส ไปจนถึงไฟน์ไดนิ่ง เป็นประสบการณ์ที่เปิดมุมมองอีกมุมหนึ่งในเรื่องการทำงาน เพราะเราเห็นได้เลยว่าพนักงานทุกคนตั้งแต่คนหน้าบ้าน พนักงานเสิร์ฟ ไปจนถึงทุกคนในครัวล้วนแล้วแต่ถูกเทรนมาอย่างดี ทุกคนมีความรู้มาก เราสังเกตุได้ถึงแพชชั่นของพวกเขาเหล่านั้น พวกเขาไม่ได้ทำงานเพราะต้องทำ แต่ทุกคนทำเพราะหลงใหล ในทีมมีกันทั้งหมดสิบคน ทุกคนทุ่มเทราวกับตัวเองเป็น Executive Chef ไม่เคยมีเวลาไหนเลยที่เรารู้สึกนับวันรอเวลางานจบสิ้น อยากกลับบ้านอะไรแบบนี้ งานครัวเริ่มบ่ายสอง บ่ายโมงทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้ว พอถึงเวลาพัก ทุกคนจะรีบกิน แล้วรีบกลับมาทำงาน พอเราได้ไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น รู้สึกได้ว่าตื่นเต้นและประทับใจจริงๆ กระทั่งคนที่ทำรูมเซอร์วิสเองก็ยังหลงใหลในการทำอาหารกันอย่างจริงจัง

เริ่มต้นชีวิตในครัวได้อย่างไร

เราเป็นคนชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก คือชอบจริงจังมาตั้งแต่สมัยที่เทรนด์การเป็นเชฟยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ชอบมาตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าเชฟคืออะไร รู้แค่ว่า ชอบทำอาหาร ชอบเข้าครัว พอมีคนถามว่า โตขึ้นอยากทำอะไร ก็ตอบว่าไม่เชฟก็สถาปนิก เพราะชอบวาดรูปด้วย พอโตมา แม่ก็ลองทดสอบความชอบโดยการจับไปอยู่ในครัวของ S&P พออายุได้ 15 ปีนี่ก็ทำงานจริงจัง กลับบ้านดึกๆ ทุกวัน พอแม่ถามว่าเป็นอย่างไร เราตอบว่าเหนื่อย แต่เราสนุกไง ไม่มีอาการอยากกลับบ้านก่อนเลิกงานเลย เราเลยมั่นใจแล้วว่าน่าจะมาสายนี้ เลยไปเรียนคอร์สอาหารไทยชาววังที่โอเรียนเต็ลอยู่ปีหนึ่ง หลังจากนั้นก็มาต่อที่ดุสิตธานีอีก 4 ปี ในระหว่างที่เรียนก็หลบไปทำงานบ้าง ฝึกงานบ้างตามร้านอาหารต่างๆ ที่เราสนใจในอาหารเค้า

มาสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้อย่างไร

สารภาพเลยนะว่า ตอนอ่านรายละเอียดโครงการนี้ เราพูดกับเพื่อนสนิทเลยว่า นี่เป็นของของเรา คือ ต้องมีคนหมั่นไส้แน่ๆ แต่พออ่านรายละเอียดจบ เราตั้งใจทำคลิปเลย แบบตั้งใจมาก ขอยืมห้องครัวจากวิทยาลัย เอาห้องที่อาจารย์ใช้สอน ตั้งใจทำมาก พอผ่านเข้ามาจริงๆ เราคิดว่าความยากไม่ได้อยู่ที่การทำอาหาร แต่เป็นการสัมภาษณ์ระหว่างทาง และการพรีเซนต์ให้กรรมการฟัง คือ เราเป็นคนพูดได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่น่าจะสู้คนที่เขาพูดเก่งๆ ได้ คือ ยอมรับว่าแรงกดดันสูงมาก

คิดว่าข้อดีหรือโดดเด่นอะไรทำให้เราเป็นผู้ชนะรายการนี้

นอกจากเราจะเต็มที่กับทุกอย่างแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อมั่นในตัวเองคือเซนส์ในการเลือกใช้วัตถุดิบ ในรอบสุดท้าย เราคิดเมนูได้ก่อนวันแข่งแค่ 2-3 วันเท่านั้น เราคิดว่าวัตถุดิบตัวนี้มันน่าจะเวิร์ก เราโชว์เทคนิคบ้างเพื่อให้กรรมการประทับใจเรา วันสุดท้ายก่อนแข่ง เราได้คุยกับเชฟแอนโธนี หัวหน้าเชฟของที่นี่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าประทับใจได้ เพราะเราไม่ได้มองเลยว่าพวกเขาเป็นกรรมการ แต่มองว่าพวกเขาเป็นลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้าน ดังนั้น เราต้องทำอาหารที่พวกเขากินแล้วประทับใจอะไรแบบนี้

คุณสมบัติที่ดีของการเป็นเชฟ

แพชชั่นเป็นตัวสำคัญในการผลักดันทั้งหมด อีกอย่างก็ความอดทน เราต้องยอมรับว่าอารมณ์เราไม่ได้คงที่ทุกวัน ต้องบังคับตัวเองให้ได้ว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละวัน และเวลาก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องบริหารเวลาให้ดี

แรงบันดาลใจสำคัญในการทำงาน

สิ่งที่เราชอบคือ การได้เห็นวัตถุดิบหนึ่งอย่างแล้วเปลี่ยนมันออกมาให้เป็นอาหารหนึ่งจานจากความคิดของเรา เราชอบอารมณ์ตอนนั้นมาก

วางแผนอนาคตอย่างไร

ตอนแรกอยากไปเรียนทำอาหารที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจอยากทำงานก่อน เริ่มสนใจการทำอาหารไทย และในท้ายที่สุดแล้ว อยากเป็นเจ้าของอาหารสักร้านหนึ่งที่ผสมความเป็นไทยกับเทคนิคล้ำสมัยของตะวันตกอย่างลงตัว เราเห็นว่าอาหารไทยจะเป็นแนวประดิษฐ์ประดอย ประณีต ส่วนตัวเราชอบแนวโมเดิร์นมากกว่า เลยอยากจะเอามาผสมกันให้เป็นตัวของตัวเอง

จากใจหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน

เชฟนิก – ณัฏฐพล ภวไพบูลย์

Executive Chef de Cuisine

บริษัท ครัวกลาง 49 จำกัด

“ผมไม่ได้รู้จักน้องเป็นการส่วนตัวมาก่อน ได้คุยกับเขาแค่ไม่กี่คำเท่านั้น แต่รู้ได้ทันทีว่าน้องเขามุ่งมั่น ตั้งใจทำงาน และมีแพชชั่นรุนแรง เขาพรีเซนต์อาหารทุกจานที่ทำออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ทำให้ผมรู้ว่าในการทำอาหารจานนั้น เขาต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว แน่นอนว่าในการแข่งขันแบบนี้ ทุกคนจะต้องมีกรอบอะไรบางอย่างให้เดินตาม แต่ด้วยลักษณะการจัดวางและการพรีเซนต์ของน้อง ทำให้กรรมการรับรู้ได้ว่าเขาตั้งใจ และภูมิใจกับอาหารทุกจานที่เขาทำ ดังนั้น ผมมองว่าน้องคนนี้มีโอกาสไปไกลได้มากกว่าการก็อปปี้สูตรอาหารคนอื่น เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ว่าน้องมีความพร้อมในทุกเรื่อง กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เขากล้าที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ จึงสมควรให้โอกาสเขาครับ”

Related Post

เปิดโลกแดนมังกร พร้อมชมหุบเขาอวตารที่จางเจียเจี้ย อัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

THE WONDROUS NATURE 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาเยือนแดนมังกรนั้น คนเรามักจะผูกภาพจำ อยู่กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่คุณรู้ไหมว่า นอกเหนือไปจากความรุ่มรวยทางอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้าฮวงโหแล้ว อาณาเขตที่แผ่ไพศาลกว้างเป็นอันดับสี่บนโลกของประเทศจีนนั้น ยังอุดมไปด้วยมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติมากมาย ประเทศจีนมีอุทยานแห่งชาติอยู่ถึง 225 แห่ง นอกเหนือไปจากจิ่วไจ้โกวแห่งมณฑลเสฉวน และภูเขาสีรุ้ง มณฑลกันซู่ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว เพชรเม็ดงามแห่งธรรมชาติที่จางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน (ห่างจากเมืองฉางชา เมืองหลวงเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น) รอให้คุณไปทำความรู้จักอยู่เช่นกัน

ถ้าคุณนึกภาพไม่ออกว่าความงดงามตามธรรมชาติของที่นี้นั้นเป็นเช่นไร ไม่ต้องหันไปไหนไกล เพราะ James Cameron (เจมส์ คาเมรอน) ผู้กากับชื่อดังของฮอลลีวูดได้รับแรงบันดาลใจจากอุทยานจางเจียเจี้ยแห่งนี้ในการรังสรรค์ภูมิทัศน์ของทิวเขา ฮัลเลลูยา บนดาวแพนดอราในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของเขาเรื่อง Avatar ทิวทัศน์ในภาพยนตร์นั้นว่างดงามดั่งภาพในจินตนาการแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง เทือกเขาเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้าบรรจงสรรสร้างขึ้นมา ผ่านการผสมผสานระหว่างภูเขาหินทรายรูปทรงแปลกตาที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของ เปลือกโลก และแรงกัดเซาะของลมบวกฝน เข้ากับโขดหิน ลำน้ำ ถ้ำ รวมถึงพื้นที่การเกษตรและแหล่งที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียง ของชาวเมืองท้องถิ่น

ภมิประเทศของจางเจียเจี้ยนนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูหนาน มีชื่อเดิมว่า ‘ต้าหยง’ ถือเป็นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยของอารยธรรมโบราณเก่าแก่ไม่แพ้ เมืองปักกิ่งหรือซีอาน เคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ขึ้นชื่อ เรื่องความสวยงาม แต่ด้วยอุปสรรคด้านการขนส่ง เพราะพื้นที่มีภูเขาโอบล้อม ผู้คนเลยเลิกทำเครื่องปั้นดินเผาไปโดยปริยายและด้วยพื้นที่แบบนั้น ต้าหยงจึงมีสภาพเป็นเหมือนดินแดนลับแลของประเทศจีน ไมค่อยคีนนอกเดินทางเข้าไปถึงได้ จึงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวถู่เจีย ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของจีน ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักกันได้รับ การแต่งตั้งเป็นอทุยานแห่งชาติจางเจีย เจี้ย (ซึ่งถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศจีน) ในปีค.ศ. 1982 ต่อมาในปีค.ศ. 1992 องค์การยูเนสโกก็ได้จัดให้บริเวณนี้เป็น มรดกโลก และเป็นอุทยานธรณีโลกต่อมาในปีค.ศ. 2004 ซึ่งชื่อ ‘จางเจียเจี้ย’ (ที่มีความหมายว่า ‘ดินแดนของคนแซ่จาง’) นั้น เคยเป็นชื่อของหมู่บ้านเล็กๆ ในเขตอนุรักษ์ และจับพลัดจับพลู นำมาตั้งเป็นชื่ออุทยาน และกลายเป็นชื่อใหม่ของเมืองต้าหยง เดิมไปโดยปริยาย ส่วนชาวบ้านที่เคยประกอบอาชีพกสิกรรมนั้น ก็หันหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว

จุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไปแวะเช็คอินคือ ‘ภูเขาเทียน จื่อซาน’ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจใหก้บเทือกเขาฮัลเลลูยาในภาพยนตร์ เรื่อง Avatar นั่นเอง ที่นี่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,250 เมตร สามารถเดินทางขึ้นไปได้ด้วยกระเช้าไฟฟ้าก่อนจะต่อรถบัสของอุทยานไปที่จุดชมวิวสวนนายพลเฮ่อหลงเพื่อชมความงาม ทั้งหมดในมุมกว้าง และต้องแวะไปที่ ‘เขาเทียนเหมินซาน’ ที่ไฮไลต์คือการนั่งรถไฟฟ้าความยาว 7.5 กิโลเมตรใช้เวลา 40 นาทีชื่นชมยอดเขานับร้อยๆ ยอดของจางเจียเจี้ย

นอกจากวิวภูเขาแล้ว ยังมี ‘จินเปียนซี’ หรือลำธารแส้ทอง ที่มีความยาว 7.5 กิโลเมตร เหตุที่ได้ชื่อว่าลำธารแส้ทองก็เพราะแสงอาทิตย์จะตกกระทบน้ำในลำธารเป็นเส้นสีทองอร่ามสวยงาม หากคุณไม่สามารถเดินเที่ยวได้เอง อุทยานก็มีบริการเกี้ยวหาม ชมวิวเพื่ออำนวยความสะดวก คณุสามารถลงไปชม ‘ถ้าหลงหวังตัง’ หรือถ้ำพญามังกรที่มีหินงอกหินย้อยงดงามเต็มถ้าได้อีกด้วย

อทุยานจางเจีย เจี้ย อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะถ้าคณุไม่ชอบเดิน แม้จะมีรถบัสและกระเช้าไฟ้ฟาบริการ แต่คณุก็ต้องทดสอบกำลัง ขาพอสมควรกับการไปเยือนจดุชมวิวแต่ละที่ ดังนั้นถ้าตัดสิใจจะไปลุยที่นี่แล้ว ก็ต้องฟิตร่างกายให้พร้อมดีกว่า

Fly to Changsha with Thai Smile 

สายการบินไทยสมายล์ให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ และฉางชาทุกวัน โดยหากสำรอที่นั่งก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2560 (เดินทางก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2560 เช่นกัน) ไทยสมายล์นำเสนอราคาพิเศษที่ 4,380 บาทต่อเที่ยว (ราคารวมค่าธรรมเนียมแล้ว) ช่องทางการสำรองที่นั่งจะต้องสำรองที่นั่งอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนการเดินทางผ่านทาง เว็บไซต์: www.thaismileair.com หรือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั่วประเทศไทย หรืออย่างน้อย 3ชั่วโมงการเดิน ทาง ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารของสายการบินไทยสมายล์ หรือ อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนการเดินทางผ่านทางศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ โทร. 02-118-8888 หรือ 1181 หรือ ศูนย์บริการลูกค้า ณ สนามบินของ สายการบิน ไทยสมายล์ สามารถสำรองที่นั่งได้ช้าที่สุด 45 นาทีก่อนการเดินทาง

Related Post

แชมป์ ทีปกร ชวนคุณสำรวจกับอาหารมุมมองใหม่ๆ

Feast Your Eyes: The Rise of Food As A Visual Culture

คุณคงเข้าใจอารมณ์นี้
คุณกำลังเตรียมตัวเข้านอน กะว่าจะเอานิ้วไถลฟีดเฟซบุคอัพเดทข้อมูลข่าวสารแวดวงโซเชียลอีกสักเล็กน้อยแล้วจะหลับตาเข้าสู่นิทรารมย์ แต่มันก็บังเกิดขึ้น เมื่อคุณไถลไปสองสามช่วงนิ้ว ก็ปรากฏวิดีโอพาสต้าไวท์ซอส เส้นเฟตตูชินีที่แข็งและอ่อนพอดิบพอดี ประกอบกับครีมขาวข้น หนืด ชีสส่วนตกแต่งถูกโปรยลงไปอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว สมุนไพรประดับกลิ่นพร่างพรูบนจานเหมือนกับการหว่านเมล็ดพืช อีกจานที่เข้าสู่จอเป็นเนื้อฉ่ำๆที่ถูกกริลล์จนเดือดปุดเป็นฟองอากาศบนผิว น้ำเนื้อไหลเยิ้มต้านทานไม่ไหวจนหยดแหมะๆลงบนเตา รอยไหม้บางๆบนผิวกลับยิ่งดึงดูดสายตา ตาคุณกระพริบถี่ – ซวยแล้ว – คุณคิด – ต่อมน้ำลายคุณหลั่งอย่างช่วยไม่ได้ และเสียงร้องของท้องก็ดังขึ้น และแล้ว – และแล้วคุณก็จบที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป


อาหารเป็นสิ่งที่สามารถถูก ‘แปลความ’ ผ่านสื่อต่างๆได้อย่างดิบดีเหลือเชื่อ คุณก็รู้ว่ามนุษย์เราเสพอาหารผ่านทางการรับรสและการดมกลิ่นเป็นหลัก แต่คุณก็อาจอดประหลาดใจไม่ได้ ที่สื่อ ‘ทัศนะ’ อย่างวิดีโอและภาพนิ่งกลับเสนอภาพอาหารได้อย่างมีเสน่ห์เหลือเชื่อ – และควบคุมคุณได้อยู่หมัด – เมื่อคุณเห็นภาพอาหาร เห็นความเคลื่อนไหว หยาดเยิ้ม เผาไหม้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของไฟที่ส่งผลต่อวัตถุดิบ เนื้อที่ค่อยๆหดตัว ซอสก็ค่อยๆมีสีเข้มและเคี่ยวงวดขึ้น – คุณก็ไม่อาจห้ามแรงต้านทานของร่างกายได้ นี่เองที่ทำให้วิดีทัศน์ของอาหาร มักถูกเรียกว่าเป็น ‘Food Porn’
คำว่า Food Porn นั้นถูกใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1984 โดยนักวิจารณ์ชื่อ Rosaline Coward (โรซาลีน โควาร์ด) เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Female Desire อย่างเต็มไปด้วยแรงปรารถนาว่า “การปรุงอาหารและจัดวางอย่างสวยสดนั้นเป็นงานแห่งการบริการถวายใจอย่างแท้จริง เป็นวิธีบ่งบอกถึงความรักใคร่ผ่านทางการ ‘ให้’ การที่เราปรารถนาจะสร้างชิ้นงานอาหารอันแสนสมบูรณ์และงดงามนั้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเราพร้อมพรักและเต็มใจเป็นส่วนหน่ึ่งของการรองรับผู้อื่น Food Porn คงคุณลักษณะเหล่านี้ไว้ผ่านภาพการเตรียมมื้ออาหารผ่านการจัดแสงอันสวยงาม และการประดับประดาที่เวอร์วัง”
เมื่อภาพและวิดีโออาหารทำปฏิกิริยากับร่างกายเราได้ขนาดนี้ – จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่มันจะกลายมาเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรม วันที่อาหารถูกยอมรับว่าเป็นงานศิลป์ที่ครบองค์ประกอบผัสสะ ทำให้เรารู้สึกทั้งตา จมูก หูและปาก – เมื่อวัตถุดิบคือแปรง และสีแดงคือมะเขือเทศ – ภาพของ ‘ผู้ประกอบอาหาร’ 
ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็นศิลปิน

จิตรกรเอกในห้องครัว
Chef’s Table เป็นสารคดีบน Netflix กำกับโดยคนที่คุณก็อาจได้ยลผลงานมาแล้ว อย่าง David Gelb (เดวิด เกลบ์) ผู้กำกับสารคดีอาหารก้องโลก Jiro Dreams of Sushi ที่มีส่วนผลักให้วงการ ‘อาหารทุ่มเท’ ก้าวขึ้นมาอยู่บนฉากหน้าแห่งความสนใจของผู้คนอีกครั้ง
หากคุณเคยชม Jiro Dreams of Sushi คุณคงเข้าใจลมหายใจเข้าออกที่เปี่ยมไปด้วยการเชิดชู-บูชาเหล่าผู้รังสรรค์อาหารบนโต๊ะของเขา ในภาพยนตร์เรื่องนั้น จิโร่ไม่ได้เป็นเพียงเชฟซูชิธรรมดาๆอีกแล้ว แต่เขาถูกฉายภาพเป็นดังซามูไรที่ทุ่มเททั้งชีวิต และใช้เวลาทุกวัน ละเอียดลงไปจนถึงวินาที เพื่อสิ่งที่คุณจะเคี้ยวและกลืนลงคอได้ในไม่กี่คำ อารมณ์นั้นปรากฏเช่นกันใน Chef’s Table
ปัจจุบัน Chef’s Table มีออกมาให้ชมแล้วสามซีซั่น ได้รับความนิยมจนมี ‘สปินออฟ’ เป็นซีรีส์รองที่พุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงไปที่วงการอาหารฝรั่งเศสอีกหนึ่งซีซั่น พาเราไปท่องโลกบนจานสีขาวนวล สัมผัสชีวิตเชฟ Massimo Bottura (มัสซิโม บ็อตตูร่า) 
แห่งอิตาลี ไปชมครัวของเชฟ Niki Nakayama (นิกิ นากายามะ) แห่งร้าน N/Naka ในลอสแอนเจลิส แวะไปสูดกลิ่นวัฒนธรรมจากจานของเชฟ Alex Atala (อเล็กซ์ อตาลา) แห่งบราซิล ก่อนจะมากรุงเทพฯ แวะร้าน Gaggan ของเชฟ Gaggan Anand (กักกัน อานันด์) และพาเราลัดเลาะสู่แดนหมีขาวด้วยอาหารของ Vladimir Mukhin (วลาดิเมีย มัสคิน) แห่งร้านกระต่ายขาว และกระตุ้นสัมผัสให้เราอยากลิ้มลองอาหารเปรูเวียนผ่านทางจานของ Virgilio Matínez Véliz (เวอร์จิลิโอ มาร์ติเนส เวลีซ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ดาวดวงใหม่แห่งน่านฟ้าอาหารของเมืองลิม่า”


คุณไม่อาจพลาดความขรึมขลังที่ผู้กำกับตั้งใจมอบให้ Chef’s Table ได้เลย ตั้งแต่ฉากไตเติลที่ฉายภาพห้องครัวเหมือนสนามรบ สายตาของเชฟที่เอาจริงเอาจังกับระดับไฟ จานที่กลายเป็นผืนผ้าใบ ปลาที่ถูกขอดเกล็ดอย่างชำนาญ ซอสน้ำตาลเข้มที่ถูกทาลงไปอย่างไม่ละล้าละลัง
เมื่อทั้งหมดถูกฉายประกอบกับวรรค Winter ของ The Four Seasons (Concerto No.4 in F Minor Op.8) ของวิวาลดี ก็ยิ่งประกอบกันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใช่ – นี่คืองานศิลปะ – หรืออย่างน้อย เราก็รู้ว่าเดวิดและเหล่าเชฟมองเช่นนั้น ผ่านไตเติล ผ่านการตัดต่อ และผ่านสิ่งที่เขาเลือกมาแสดงบนจอ คุณจะได้เห็นความพยายามของเหล่าเชฟ ประสบการณ์และสมรภูมิภายในของพวกเขา ความละเมียดละไมและ
ไม่อ่อนข้อ เอาจริงเอาจังจนบางครั้งสตาฟรอบตัวก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยคิดว่า ‘นี่หัวแข็งเกินไปแล้ว’ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ถึงเชฟหลักจะหัวแข็งอย่างนั้น สตาฟก็ยังพร้อมจะเดินตามเส้นทางของพวกเขา ด้วยหวังว่าหยาดเหงื่อและไมเกรนที่ทุ่มเทให้ จะได้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของมาสเตอร์พีซประจำค่ำคืนนี้

นี่ไม่ใช่ศิลปะที่ปราศจากคำถามเสียทีเดียว เมื่อ Chef’s Table ออกฉาย Jay Rayner (เจย์ เรย์เนอร์) นักวิจารณ์แห่ง The Guardian ตั้งข้อสังเกตในมุมตรงข้ามผ่านบทความชื่อ ‘Chef’s Table is Another Slice of Cool Culinary Myth Making’ (Chef’s Table ก็เป็นเพียง
การสร้างความเชื่อว่าซีนอาหารนั้นเจ๋งเสียเต็มประดาอีกหนึ่งชิ้นเท่านั้นเอง)

เขาบอกว่า ปรากฏการณ์การยกระดับเชฟขึ้นเป็นศิลปินรอบล่าสุดนั้นอาจสืบเนื่องได้จากหนังสือ Kitchen Confidential ของ Anthony Bourdain (แอนโธนี บูร์แดง) เขาบอกว่า “มันไม่ได้เป็นแบบนี้มาก่อน แต่ก่อน เชฟเหมือนกับทหาร ที่ทั้งถูกนิยาม และได้รับความเคารพ 
ผ่านทางหน้าที่ของพวกเขา พวกเขามีเครื่องแบบและมีสนามรบเป็นของตนเอง – ซึ่งนั่นก็คือห้องครัว – และพวกเราก็ไม่ได้สนใจว่าชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเมื่อถอดผ้ากันเปื้อนจะเป็นอย่างไรมาก่อน จนกระทั่งแอนโธนี บูร์แดงเขียน Kitchen Confidential นั่นแหละ”


หลังจากแอนโธนีเผยให้เห็นชีวิตรอบห้องครัวของเหล่าเชฟแล้ว ค.ศ. 2006 โลกก็ต้อนรับการมาถึงของรายการเรียลลิตี้ทำอาหารอย่าง Top Chef ซึ่งไม่ได้นำเสนอเพียงความสามารถในการทำอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญคือการนำเสนอ ‘วิธีการจัดการกับ
ความกดดัน’ ส่วนบุคคลมากกว่า สิ่งเหล่านี้เองที่ยกระดับให้เชฟเป็นมากกว่าอาชีพ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมกำลังยกให้เชฟเป็น ‘ซูเปอร์ฮีโร่’

ทำไมเราจึงสนใจตัวตนของเชฟพอๆกับ (หรือกระทั่งมากกว่า) อาหารบนจานที่พวกเขาทำกันล่ะ เจย์ข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมว่า ในโลกที่วัฒนธรรมเมืองเข้ามาครอบงำทุกภาคส่วนแบบนี้ อาชีพทำอาหารเป็นอาชีพ ‘Artisan’ (อันหมายถึงอาชีพที่มีลักษณะความเป็นศิลปิน ทำงานด้วยมือ ทำงาน ‘คราฟต์’) เพียงไม่กี่อาชีพที่หลงเหลืออยู่ เป็นไปได้ไหมว่า การที่พวกเขาหยิบเอาวัตถุดิบมา ‘แปลงรูป’ ต่อหน้าเรานั้นเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครทำกันอีกแล้ว

เมื่อเชฟแสดงความสามารถราวกับนักมายากล พวกเขาจึงเป็นผู้วิเศษ เราไม่ได้รักใคร่เพียงสิ่งที่อยู่ในจาน แต่เราก็หลงใหลผู้ประกอบ หยิบจับ และรังสรรค์จานนั้นขึ้นมาด้วย ถึงอย่างนั้น เมื่อ Chef’s Table วางตัวเองอยู่บนระนาบนี้อย่างหนาหนักเกินไป เช่นเมื่อครั้งที่เชฟ 
Dan Barber (แดน บาร์เบอร์) แห่งภัตตาคาร Blue Hills สะอึกสะอื้นเพราะภารกิจตามหาวัตถุดิบหลักของมื้อ ทำให้เขาไม่ได้ไปเจอลูกสาวในวันอาทิตย์ก่อน เจย์ก็อยากกลอกตา และร้องออกมาด้วยความหมั่นไส้เหลือประมาณว่า “ให้ตายเหอะ นายไม่ใช่นักผจญเพลิงหรือหมอฉุกเฉินนะโว้ย นายเป็นคนทำอาหารให้กับคนรวยๆเท่านั้นเอง ไปหาลูกสาวนายเถอะ!”

ดูเหมือนว่า เมื่อศิลปะถูกขนานนามว่า ‘ศิลปะ’ บ่อยๆ หลายคนก็พร้อมจะเบือนหน้า (และบึนปาก) หนีไปเสียจากจาน ด้วยความรู้สึกว่ามนตร์สะกดถูกคลายไปนานแล้ว

Too Fast To Be Food
เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น (สั้นกว่า Chef’s Table หลายช่วงตัว) วิดีโอของ Tasty ก็ฉายให้คุณเห็นตั้งแต่สิ่งเหล่านั้นยังเป็นวัตถุดิบ พริกหยวก เบซิล โยเกิร์ต ผงกระเทียมและหอมใหญ่ มือไม้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยการเร่งสปีด หยิบสิ่งนั้นผสมกับสิ่งนี้ คนให้ทั่ว ฉับพลันทันใด พวกมันก็กลายเป็นซอสโยเกิร์ตที่พร้อมให้คุณเอาไปจิ้มผักรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย งานพวกนี้อาจไม่ละเอียดอ่อน งดงามหรือละมุนละไมเหมือนวิดีโอ
ของเดวิดนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่ก็เป็นเวทมนตร์อีกแบบเหมือนกัน

Tasty สื่อลูกของ Buzzfeed แนะนำตัวว่าเป็น “วิดีโอสูตรอาหารขนาดเคี้ยวง่ายที่คุณอยากลอง” (Snack-sized Videos and Recipes You’ll Want to Try) ฟอร์แมตวิดีโอเช่นนี้ยึดครองหัวหาดฟีดของผู้ใช้เฟซบุคทั่วโลกอย่างไม่น่าแปลกใจนัก แน่ล่ะ ใครๆก็อยากเห็นพาสต้าสลัดไก่ซีซาร์ที่ถูกประกอบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว วิดีโอของ Tasty เหมือนลูกน้อยแสนอัจฉริยะของภาพถ่ายอาหารในอินสตาแกรมที่ลักลอบได้เสียกับภาพแบบ Before-After ของการลดความอ้วนหรือการแต่งหน้า ที่แปลงโฉมคนในภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือ กระตุ้นความพอใจง่ายๆในบางส่วนของสมองราวกับตอนที่คุณทำอาหารเองจนเสร็จสิ้นแล้วจัดลงจาน แต่ต่างออกไปตรงที่ว่า วิดีโออาหารของ Tasty นั้นช่างดูง่ายดาย สวยงาม เรียบร้อย รวดเร็ว และที่สำคัญ ไม่เลอะเทอะ! คุณสัมผัสความสุขง่ายๆ ของการทำอาหารได้โดยไม่ต้องล้างภาชนะ อะไรจะดีไปกว่านี้ได้อีกล่ะ!


Andrew Gauthier (แอนดริว กอติเยร์) เอ็กซ์เซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์แห่ง Buzzfeed Motion Pictures บอกว่า “งานของพวกเราบนแพลตฟอร์มโซเชียลนั้นเป็นการเชื่อมโยงคนกับเพื่อนหรือคนกับครอบครัว เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เราชอบกับคนที่เรารัก และอาหารก็เชื่อมโยงกับทุกอย่างที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นอาหารค่ำกับครอบครัว กับคู่เดท หรือบรันช์กับเพื่อนสนิท อาหารเป็นสิ่งที่คนแบ่งปัน (และ ‘แชร์’) กันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนจะชอบแชร์วิดีโออาหาร”

นี่เป็นเกมของตัวเลข ตลาดดิจิตอลวิดีโอนั้นมีมูลค่าสูงถึง 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีค.ศ. 2017 เติบโตขึ้นจาก 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว ด้วยเวลาเพียง 15 เดือน Tasty ก็ทำวิดีโออาหารง่ายๆฉับไวนี้ไปมากกว่า 2,000 ชิ้น เติบโตขึ้นจากแขนงย่อยๆของ Buzzfeed กลายเป็นยักษ์ใหญ่ไร้คนโค่นได้ในเวลาไม่นาน

ปัจจุบันด้วยอายุเพียงสองปี Tasty กวาดแฟนๆชาวเน็ต ไปได้มากกว่า 86 ล้านคนด้วยยอดวิวมากกว่าหมื่นล้านครั้ง (เฉพาะบนเฟซบุค!) เป็นการ ‘เล่น’ กับชาวเน็ตได้เก่งกาจเหลือเชื่อ ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของเฟซบุค วิดีโอที่เล่นเองโดยอัตโนมัติ เสียงที่ถูกลดความสำคัญ (เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่เปิดเสียงฟัง) ทำให้ความเอาจริงเอาจังด้านภาพเพิ่มขึ้นอีก ฟอร์แมตที่สั้นกระชับจับความสนใจคนได้ในทุกเฟรม และขนาดบวกกับการจัดวางจานและวัตถุดิบ (ที่เอาเข้าจริงแล้ว ตอนประกอบอาหารจริงๆคงไม่มีใครวางได้สวยขนาดนี้ในทุกขั้นตอน) ทำให้นี่เป็น ‘รายการปรุงอาหาร’ ที่เหมาะกับโลกใหม่อย่างยิ่ง

โลกของ Tasty เป็นโลกที่ทุกอย่างฉับไวและไร้ความอิหลักอิเหลื่อ โลกที่ซิงก์น้ำสะอาดสะอ้านไม่มีจานชามตกค้าง โลกที่ไม่มีอะไร ‘ไหม้’ หรือ ‘ไม่สุก’ โลกที่ไม่ต้องมีพิธีกรมาบอกว่า “เอาล่ะค่ะ ต่อไป ก็ตั้งน้ำมันให้ร้อน รอสักสามนาที” แล้วพูดขอบคุณสปอนเซอร์กินเวลาสามนาที ที่รอน้ำมันให้ร้อนนั้น

วันนี้ น้ำมันร้อน รอ’ คุณไว้แล้ว คุณไม่ต้องรอน้ำมัน!
ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์แบบแช่มช้าแต่หนักแน่นอย่าง Chef’s Table หรือแบบฉับไวไร้รอยต่อของ Tasty ล้วนทำให้เราเห็นความสามารถในการแปลงรูปข้ามสื่อ ข้ามพรมแดนของอาหารได้เป็นอย่างดี ทำให้เราตระหนัก อย่างที่เคยรำลึกก่อนหน้ามาแล้วว่าอาหารไม่เคยถูกลิ้มรสเพียงด้วยลิ้น แต่รูปลักษณ์และการเคลื่อนไหวก็เป็นส่วนประกอบแสนสำคัญ

จากผืนผ้าใบ สู่จานเซรามิก สู่หน้าจอ อาหารยังคงอำนาจทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เราทั้งหิวโหยและอิ่มเอิบในทุกสัมผัส และจะเป็นเช่นนี้และเช่นนี้ไปอีกนาน ไม่ว่าสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ของเราจะเล็กลง หรือใหญ่ขึ้นกี่นิ้ว อาหารจะยังอยู่ตรงนั้นเสมอ

Related Post

ไปดื่มด่ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีนแผ่นดินใหญ่กันที่เมืองซีอาน

Journey through the Chinese History

หากเอ่ยชื่อซีอานให้บรรดานักอ่านนิยายจีนต่อสู้อิงประวัติศาสตร์ได้ยิน เชื่อว่าส่วนใหญ่จะร้อง “อ๋อ” เพราะหลายต่อหลายเรื่องมีฉางอานหรือซีอานเป็นฉากหลังในการดำเนินเรื่องด้วยเพราะเมืองนี้เป็นที่ตั้งของราชวงศ์ถึง 13 ราชวงศ์ นักเขียนชาวจีนจึงมีวัตถุดิบ มีช่วงเวลามากมายที่สามารถเลือกพาผู้อ่านดำดิ่งไปในห้วงเวลาของประวัติศาสตร์จีน และเมื่อพรรณนาถึงซีอานจะมีบรรยากาศของเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง เมืองที่มีผู้คนอยู่อาศัยมากมาย มีพระราชวังอันโอ่อ่า เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง มีตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าหลากหลายผู้คน และความคึกคัก

ซีอานนับเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญเมืองหนึ่ง มีอายุถึงสามพันกว่าปี ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดเมืองโบราณที่สำคัญของจีน ชื่อเดิมของซีอาน คือ “ฉางอาน” มีความหมายว่า “ความสงบสุขชั่วนิรันดร์” ในอดีตซีอานยังเป็นเมืองปลายทางของการค้าขายในเส้นทางสายไหม ซีอานจึงเป็นเมืองนานาชาติอย่างแท้จริง เพราะเป็นที่รวมของพ่อค้าที่มาจากหลากหลายแห่งฉางอานถูกเปลี่ยนชื่อเป็นซีอานในสมัยราชวงศ์หมิง และถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ผู้คนยุคปัจจุบันเกือบทั่วโลกรู้จักซีอาน คือ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งถูกค้นพบในปีค.ศ. 1974 โดยเรียกหลุมขุดค้นที่ถูกเปิดขึ้นเพื่อทำการศึกษาและให้ผู้คนทั่วไปเข้าชมว่า The Terracotta Army เป็นสถานที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้เดินทางมาเยือนซีอาน ภายในมีหลุมขุดค้นที่เปิดให้เข้าชมสามหลุม มีขนาดแตกต่างกัน The Terracotta Army เป็นจุดหมายหลักที่เราปักหมุดไว้สำหรับการเดินทางมาซีอาน เฉกเช่นเดียวกับนักเดินทางทั้งหลาย

เมื่อได้มายืนอยู่เบื้องหน้ากองทัพหุ่นทหาร (ดินเผา) ในหลุมขุดค้นที่หนึ่งหรือ Pite1 ซึ่งเป็นหลุมขุดค้นที่ใหญ่ที่สุด ก็ห้ามความตื่นเต้นได้ยากจริงๆ มิใช่เพราะขนาดที่ใหญ่โตเท่านั้น บรรดาหุ่นทหารที่ยืนแถวเรียงรายอยู่จำนวนมาก ไม่ใช่งานสร้างที่ง่าย ทุกตัวมีรายละเอียดสมจริง ใบหน้าของหุ่นแต่ละตัวไม่ซ้ำกันเลย นอกจากทหารแล้วยังมีบรรดาม้าศึกอีกจำนวนมาก เมื่อกองทัพทหารดินเผาเดินทางผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน และเผยโฉมสู่ชาวโลกด้วยการค้นพบโดยบังเอิญของชาวนาผู้หนึ่ง ทำให้เรื่องราวของ “จิ๋นซี” จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของโลกองค์หนึ่งยิ่งลึกลับและมีมิติ ชวนให้นักโบราณคดีนักประวัติศาสตร์อยากเจาะเวลาย้อนกลับไปหายุคสมัยของพระองค์

ที่หลุมขุดค้นที่สอง ด้านหนึ่งมีพื้นที่จัดแสดงหุ่นบางส่วนที่นำขึ้นมาจากหลุมขุดค้น โดยจัดโชว์อยู่ในตู้กระจกสี่ด้านให้ได้ชม รอบๆตู้มีผู้คนเข้ามามุงล้อมไม่ขาดช่วง เพื่อพินิจดูรายละเอียดของหุ่นแบบใกล้ชิด

ซีอานไม่ได้มีแค่ The Terracotta Army ในตัวเมืองยังมีสถานที่น่าสนใจมากมายให้ไปเยือน อาทิ กำแพงเมืองโบราณของซีอาน ตลาดมุสลิม วัดเจดีย์ห่านป่าใหญ่ (สร้างในรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง) ซึ่งนับเป็นจุดที่ไม่ควรพลาดการไปเที่ยวชม เป็นวัดที่พระถังซัมจั๋งเคยจำวัดอยู่ เป็นสถานที่ตั้งต้นเดินทางไปยังชมพูทวีปของท่านเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมายังเมืองจีน ถือเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของเมืองซีอานที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบัน

สถานที่อีกแห่งในตัวเมืองที่ไม่ควรพลาดการไปเที่ยวชม คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซ่านซี (Shaanxi History Museum) พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมฟรี โดยกำหนดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวันไว้ที่สี่พันคน แบ่งเป็นสองรอบ รอบเช้าสองพันห้าร้อยคน รอบบ่ายพันห้าร้อยคน โดยช่วงเช้าเปิดให้รับบัตรตั้งแต่ 8.30 น. นักท่องเที่ยวต้องนำพาสปอร์ตไปยื่นขอบัตร รอบบ่ายจะเปิดแจกบัตรตอน 13.30 น. ภายในมีสิ่งของทางด้านประวัติศาสตร์ของจีนที่สำคัญมากมาย

ยามบ่ายแก่ๆไปจนถึงย่ำค่ำเป็นช่วงเวลาที่เดินเที่ยวย่านตลาดมุสลิมได้สนุก (Muslim Quarter) ที่นั่นมีของขายสารพัด สินค้าต่างๆ ของที่ระลึก โดยเฉพาะอาหารมีให้เลือกหลากหลาย ตลาดมุสลิมมีผู้มาเยือนมากมาย ทั้งคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนจากต่างแดนต่างถิ่น

สถานที่อีกแห่งในตัวเมืองที่ต้องแวะไปเยือนคือกำแพงเมืองซีอาน ซึ่งเป็นกำแพงโบราณ ผ่านการบูรณะก่อสร้างเพิ่มเติมมาหลายยุคสมัย โอบล้อมเขตตัวเมืองซีอานชั้นในไว้ มีความยาวประมาณสิบสี่กิโลเมตร สูงถึง 12 เมตร เริ่มต้นสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1370 การเที่ยวชมให้รอบตัวกำแพง ทำได้ด้วยการเช่าจักรยาน ปั่นไปตามทางเดินกว้างบนตัวกำแพงเมือง กำแพงเมืองโบราณของซีอานมีประตูอยู่หลายทิศ แต่ประตูที่สำคัญที่สุดคือ ประตูเสวียนอู่ (ประตูทางทิศเหนือ) ในอดีตนอกจากเป็นประตูหลักที่เชื่อมตรงเข้าสู่ที่ประทับของฮ่องเต้แล้ว ยังเป็นประตูสำคัญในการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถัง เป็นจุดเปลี่ยนในการขึ้นสู่จุดสูงสุดของบุรุษนามหลี่ซื่อหมิน หรือที่รู้จักกันในนามฮ่องเต้ถังไท่จง ผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์จีนเมื่อมาเยือนซีอานล้วนอยากไปยืนอยู่ที่ประตูเสวียนอู่สักครั้งหนึ่ง

เมื่อเที่ยวซีอานจนทั่วแล้วหากอยากไปยังเมืองอื่นๆจากซีอานสามารถเดินทางได้สะดวกสบายด้วยบริการรถไฟความเร็วสูง เราเลือกเมืองประวัติศาสตร์ที่เคียงคู่อยู่กับซีอานคือลั่วหยาง เป็นเมืองข้างเคียงในการโฉบออกไปสำรวจสั้นๆ นั่งรถไฟใต้ดินจากตัวเมืองมุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นสถานีสุดท้าย เดินขึ้นไปข้างบนคือตัวสถานีรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่โตทันสมัย นับว่าสะดวกสบายมาก จุดหมายของเราคือเมืองลั่วหยาง อีกหนึ่งเมืองโบราณที่อยู่ไม่ไกลจากซีอาน

ด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของรถไฟความเร็วสูงทำให้การแวะไปเที่ยวลั่วหยางแบบทริปสั้นๆจากซีอานทำได้สะดวก เราแวะไปนอนลั่วหยางหนึ่งคืน เพื่อไปชื่นชมมรดกโลกแห่งลั่วหยาง ถ้ำผาหลงเหมิน (ถ้ำผาประตูมังกร) ถ้ำโบราณที่เกิดจากการสลักเสลาผนังหินเป็นโพรง สลักรูปปั้นเทพเจ้าและพระพุทธรูปจำนวนมาก ตลอดความยาว 1 กิโลเมตรของผาถ้ำ มีถ้ำเล็กถ้ำน้อยถึง 2,345 คูหาถ้ำ จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องมาชมเมื่อมาถึงลั่วหยาง ทั้งงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจ จากตัวเมืองสามารถนั่งรถประจำทางมาสุดสายที่ถ้ำผาหลงเหมินริมแม่น้ำอี้ เพื่อเข้าไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของงานประติมากรรมที่เกิดจากความศรัทธาของผู้คนในอดีต

ย่ำค่ำเราออกไปเดินเที่ยวตลาดอาหารกลางคืนในย่านเมืองเก่าใกล้กับที่เราพัก ส่งภาษามือกับบรรดาพ่อค้าแม่ขายสั่งอาหารจีนรับประทาน ครึ่งวันเช้าก่อนกลับไปซีอาน เราตื่นแต่เช้าออกไปเดินสำรวจชีวิตผู้คนชาวลั่วหยาง ทั้งที่ตลาดย่านเช้าและย่านค้าขายในเขตเมืองเก่า สีสันของชีวิตผู้คนที่นี่แตกต่างไปจากซีอานที่ทันสมัยและมีความเจริญกว่า ตกเย็นเรานั่งรถไฟความเร็วสูงกลับซีอาน พักที่ซีอานอีกหนึ่งคืนก่อนจะบินกลับกรุงเทพฯ เมืองจีนยุคสมัยใหม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้โดยสะดวกจริงๆ เป็นจีนที่ก้าวกระโดดและก้าวไปข้างหน้า ในแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะเดียวกันยังคงเก็บรักษาประวัติศาสตร์ที่เป็นต้นธารของประเทศชาติ ผู้คน และศิลปะวัฒนธรรมเก่าก่อนไว้ได้อย่างดี

Related Post

การโหนบาร์เพื่อบริหารและสร้างกล้ามเนื้อหลายส่วนไปพร้อมๆกันในระยะเวลาสั้นๆ

GAIN MORE MUSCLE IN LESS TIME

เพราะทุกวันนี้เราใช้ชีวิตบนโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ วุ่นวาย ไหนจะต้องทำงาน ประชุม ยังไม่รวมเวลาที่ต้องติดอยู่ในรถบนถนนอีก ช่วงเวลาที่จะใช้ดูแลตัวเองก็เหลือน้อยลงทุกที วันนี้เราจึงเลือกท่าออกกำลังกายง่ายๆสองท่า ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตในเมือง แม้จะใช้เวลาไม่นาน  แต่สามารถบริหารกล้ามเนื้อหลายๆส่วนไปได้พร้อมๆกัน ถึงจะมีเวลาน้อย ก็สามารถมีหุ่นที่ดูดี ฟิตแอนด์เฟิร์ม พร้อมออกเดตกับสาวๆได้ทุกเมื่อ

PARALLEL BAR DIPS

ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อไตรเซ็ป กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามหน้าอกด้วยบาร์ขนานดังขั้นตอนต่อไปนี้

1. ยืนตัวตรง จับบาร์ขนานทั้งสองข้างไว้ให้มั่น

2. ค่อยๆดันตัวขึ้นโดยใช้พลังจากแขน ปล่อยขาสบายๆ

3. ดันตัวลงจนกระทั่งศอกตั้งฉาก โดยที่เท้าห้ามสัมผัสกับพื้น นับเป็น 1 ครั้ง

4. รักษาบาลานซ์ระหว่างแขนทั้งสองข้างให้ดี ทำไปเรื่อยๆจนครบเซ็ต

CHIN UPS

บริหารกล้ามเนื้อไบเซ็ป กล้ามเนื้อแขนท่อนล่าง กล้ามเนื้อหัวไหล่ และกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยบาร์โหน

1. จับบาร์ด้วยมือสองข้างโดยจับให้กว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย หันฝ่ามือเข้าหาตัว ทิ้งตัวตามธรรมชาติ

2. ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อแขน ดึงลำตัวขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้

3. ค่อยๆปล่อยตัวลงมาช้าๆจนสุดแขน เกร็งหน้าท้องเพื่อไม่ให้ลำตัวแกว่งไปมา ทำไปเรื่อยๆจนครบเซ็ต

 TIPS

ยิ่งจับบาร์กว้าง กล้ามเนื้อส่วนปีกยิ่งได้ออกแรงมาก ทำให้ปีกขยายออกและดูเป็น V Shape เมื่อเทียบกับเอว

เสื้อผ้าและรองเท้าทั้งหมดจาก Reebok

Related Post

อยากเป็นเจ้าของกิจการ? 7 เคล็ดลับความสำเร็จธุรกิจขนาดเล็ก

1. อย่าวิ่ง … ค่อยๆ เดิน
เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างเท็ด เทอร์เนอร์, แซม วอล์ตัน, เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์ ทำทุกอย่างยกเว้นการเร่งอัดเงินลงไปในธุรกิจของตัวเอง ทุกคนใจเย็นและรอให้ธุรกิจของตัวเองเติบโตไปตามกลไกของมัน เจ้าของกิจการหน้าใหม่ต้องทำตัวเหมือนสิงโตกลางทุ่งหญ้าที่ค่อยๆ ย่องเข้าไปหาเหยื่อ เยือกเย็น อดทน ลดความเสี่ยงลงให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสมจึงตะครุบเหยื่อ

2. วางแผนให้แนบเนียน
เจ้าของกิจการบางทีก็ทำตัวเหมือนนักเขียน/นักคิด คือจะจด และค้นคว้าหาข้อมูลตลอดเวลา เช่น กุญแจของธุรกิจตัวเองคืออะไร ศึกษากลยุทธ์คู่แข่ง การตลาดที่จะสร้างเงินหมุนเวียนให้ตัวเองได้มากพอ ซึ่งแน่นนอนว่ารวมไปถึงการพบปะกับคนที่โรงงาน สร้างความสัมพันธ์และให้ความสำคัญกับฐานการผลิต

3. หาจุดเด่นของธุรกิจตัวเอง
ให้คิดเสมอว่าสินค้าของเรามีอะไรดึงดูดมากกว่าคู่แข่ง โฟกัสที่ความสำคัญตรงนั้นและพัฒนามันให้ดี เจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จทุกคนทราบดีว่าสินค้าของพวกเขาจะต้องมีจุดที่ได้เปรียบคู่แข่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

4. เลือกคนให้ดี
แน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจเป็นเซลล์ที่ดีที่สุดของธุรกิจนั้นๆ แต่อาจเป็นพีอาร์ที่แย่ หรือเป็นผู้จัดการที่ไม่ดี คุณไม่จำเป็นต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง หาทีมที่ดีเพื่อซัพพอร์ทกิจการของคุณ

5. เงินเป็นอ็อกซิเจนของธุรกิจ
ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ว่าเงินก็เป็นเหมือนอากาศหายใจของธุรกิจ ถ้าไม่มีอากาศ ต่อให้ธุรกิจแข็งแรงแค่ไหนก็ล้ม เพราะฉะนั้น ก่อนหน้าที่คุณจะหานักลงทุน หุ้นส่วน กู้ธนาคาร คุณควรจะวางแผนการเงินให้รัดกุมเสียก่อน

6. ไม่รู้ … ก็ถาม
ถามหาหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้ง เพื่อสร้างเครือข่ายที่แข็งแรง และมองถึงการร่วมงานกับธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลายองค์กรมีคนเก่งที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกับธุรกิจของคุณ

Microsoft Chairman Bill Gates (L) looks on during a news conference at company headquarters in Redmond, Washington June 15, 2006. Microsoft announced that effective July 2008 Gates will transition out of a day-to-day role in the company to spend more time on his global health and education work at the Bill & Melinda Gates Foundation. After July 2008, Gates will continue to serve as the companyÕs chairman and an advisor on key development projects. Robert Sorbo/Microsoft/Handout

7. คิดการไกล
หนังสือทุกเล่มหรือวิทยากรทุกคนก็คงพูดถึง ช่วง 1-2 ปีแรกเป็นช่วงที่ต้องใช้เวลาเสมอ แต่ก็อย่าลืมตั้งเป้าหมายให้ตัวเองด้วยละ

Related Post