1920

บทสรุปของการเดินทางไปเยือนอาบู ดาบีของเจมส์ จิรายุ

from abu Dhabi with love: Part iii

จากทะเลทรายที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น สู่เมืองที่เต็มไปด้วยอารยธรรมน่าสนใจ ที่แห่งนี้ไม่สามารถใช้ตามองได้เพียงอย่างเดียว เพราะบางครั้งสิ่งล้ำค่านั้นซ่อนอยู่ใต้ทรายสีทอง ซ่อนอยู่ในความคิด ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมของผู้คนเพื่อรอใครสักคนที่ผ่านมา ซึมซับเสน่ห์นั่นจนไม่อยากจะจากไป


พลังศรัทธา

ถ้านับตามหลักวิทยาศาสตร์ ศรัทธานั้นถือเป็นนามธรรม แต่ศรัทธาในศาสนาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลก ผู้คนกว่า 84% บนโลกนี้มีความเชื่อและความศรัทธาในศาสนา สำหรับประเทศอาหรับเอมิเรตส์นี้ ชาวพื้นเมืองทั้งหมดเป็นคนมุสลิม ผู้นับถือศาสนาอิสลาม และถือเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ของโลกเลยก็ว่าได้สำหรับศาสนาอิสลามนี้คือ วิถีชิวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การใช้ชีวิต แม้แต่กฎหมายของที่นี่ก็ยังมีพื้นฐานมาจากความเชื่อในศาสนาเป็นสำคัญ

ครั้งนี้ผมโชคดีที่มีโอกาสไปที่มัสยิด Sheikh Zayed Grand Mosque ที่ถือเป็นสถานที่สำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม เป็นหนึ่งในมัสยิดที่ได้รับการยอมรับว่าสวยงาม และมีพื้นที่ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1997-2007 สามารถจุคนได้ 40,000 คน อลังการงานสร้างมากที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลย ไม่ใช่เพียงแค่ความใหญ่ของสิ่งมหัศจรรย์นี้ แต่รายละเอียดที่ใส่ลงไปตั้งแต่หินอ่อนจากหลายประเทศวางลงตัวกันอย่างสวยงาม แม้จะนำเข้ามาจากหลายประเทศ แต่ก็ลงตัวเหมาะเจาะ แม้กระทั่งโมเสกและกระเบื้องที่หลากหลายขนาดที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่รวบรวมตัวอย่างโมเสกและหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เท่านั้นยังไม่พอ เดินเข้าไปด้านใน เรายังเจอพรมที่ทอด้วยมือเส้นใหญ่ส่งตรงมาจากประเทศตุรกี แชนเดอเลียร์หลายแบบ หลายสีสันก็นำเข้ามาจากทวีปยุโรป เป็นเหมือนสถานที่รวบรวมงานศิลปะจากทั่วโลกเลยครับ

สิ่งที่ผมรู้สึกได้เลยคือ ความยิ่งใหญ่ของมัสยิด Sheikh Zayed Grand Mosque นี้ไม่ใช่เพียงความสวยงามที่เราสามารถเห็นได้ แต่มีความศรัทธาที่เปี่ยมล้นเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ดีงาม มาเยือนเมื่อไหร่ ได้รู้เมื่อนั้น

ชีวิตดีๆ ที่สัมผัสได้

ก่อนที่ผมจะมาเยือนเมืองกลางทะเลทรายแห่งนี้ ภาพในหัวของผมเป็นภาพหนึ่ง แต่เมื่อได้มาสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของทั้งผู้คนและสรรพสัตว์ในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด แม้จะไม่ใช่ระยะเวลายาวนานนัก แต่บอกได้เลยว่า ภาพในหัวของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทริปนี้ทำให้ผมกลับมามีศรัทธาในมนุษย์อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาที่พลิกผืนทรายแห้งแล้งให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หรือศรัทธาที่ทำให้ปราสาทหรูหราผุดขึ้นมากลางทะเลทราย แม้กระทั่งศรัทธาที่สร้างเมืองและประเทศนี้ขึ้นมาแบบไร้ข้อกังขา ดังนั้น ด้วยความสามารถของมนุษย์ เราอยากจะทำอะไร เพียงสองมือหนึ่งมันสมองของเรา เราก็ทำสำเร็จได้จริงๆ ครับ

เราจบทริปกันที่โรงแรม Eastern Mangroves Hotel & Spa ซึ่งเป็นโรงแรมที่ใหญ่และบริการดีมากครับ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลย ผมตั้งใจมากกับทริปนี้นะครับ หวังว่าคุณผู้อ่านจะสนุกไปกับการเดินทางเหมือนกับผม ผมเลือกที่จะพาคุณผู้อ่านมาสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่แบบหาไม่ได้ในทะเลทรายอีกซีกโลกหนึ่ง แล้วมารอดูกันครับว่าผมจะพาคุณผู้อ่านไปเที่ยวที่ไหนในทริปหน้า อดใจรอหน่อยนะครับ แล้วพบกันครับ
<<ถ้านับตามหลักวิทยาศาสตร์ ศรัทธานั้นถือเป็นนามธรรม แต่ศรัทธาในศาสนาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลก>> เจมส์ – จิรายุ ตั้งศรีสุข
How to Get There

THAI AIRWAYS

การบินไทยมีเที่ยวบินตรงสู่เมืองดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทุกวัน (เมืองอาบูดาบีอยู่ห่างจากเมืองดูไบประมาณสองชั่วโมงเมื่อเดินทางโดยรถยนต์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.thaiairways.com

Where to Stay

Eastern Mangroves Hotel & Spa หากคุณต้องการโรงแรมที่สะดวกสบาย ไม่ไกลจากสนามบินและตัวเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอาแบบที่ลุกขึ้นมาช็อปปิ้งตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดิน และสามารถเดินกลับโรงแรมได้แบบไม่กลัวหลงหรือกลัวเมื่อยได้ Easter Mangroves Hotel & Spa by Anantara ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอาบูดาบี ถือว่าเป็นโรงแรมระดับห้าดาวที่สะดวกสบายพร้อมบริการสุดหรู มีห้องพักและห้องสูทบริการทั้งหมด 222 ห้อง แต่ไม่ทิ้งความเป็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด

www.abu-dhabi.anantara.com

easternmangroves@anantara.com

What to Know

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถดื่มได้ในสถานที่ ที่ได้รับอนุญาตเฉพาะเท่านั้น ไม่สามารถซื้อขายได้หากไม่มีใบอนุญาต ควรปกปิดรอยสักทั้งหมด เนื่องจากอาจจะมีภาพหรือคำบางคำที่ไม่เหมาะสมได้การเข้าเยี่ยมชมสถานที่อย่างสุเหร่าและพระราชวัง สุภาพสตรีต้องสวมผ้าคลุมศีรษะปกปิดมิดชิด และสวมเสื้อผ้าคลุมเข่าและคลุมข้อศอกเมื่ออยู่ในเมือง สูบบุหรี่ได้ในสถานที่ที่จัดไว้ให้เท่านั้น ไม่ควรจับมือถือแขนกันในที่สาธารณะ และห้ามกอดหรือจูบกันในที่สาธารณะ

Related Post

บนความสูงใกล้ๆ

ตะลุยเทือกเขาอันนะปุรณะ ประเทศเนปาลกับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ

the uniquely Unforgettable Annapurna

ช่วงหนึ่งของเส้นทางเดินเท้าจาก
เส้นทาง Thorong La pass บนเทือกเขาอันนะปุรณะ ประเทศเนปาล เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะเป็นเส้นทางเส้นทางที่สวยและเดินทางไม่ยากมากนัก เมื่อเราได้ไปเดินด้วยตัวเองก็พบว่าเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ

ช่วงครึ่งแรกของการเดิ
<<เมื่อเราไปถึงกาฐมาณฑุ เห็นสภาพอากาศที่ดูอึมครึม พร้อมกับมองภูเขาสูงตรงหน้า เราก็อดถามเพื่อนชาวเนปาลของเราไม่ได้ว่า นี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเดินทางหรือไม่>>

Tea House เล็กๆ

“ไม่มีปัญหา” เขาตอบพร้อมกับยักไหล่ ก่อนจะพูดต่อว่า “แต่คุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่าอากาศบนภูเขานั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ถ้าอากาศไม่ดีคุณก็อย่าเสี่ยง การเดินย้อนกลับลงมาดีที่สุดนะ มายเฟรนด์”

Thorong La Passw1

หลังคริสต์มาสหนึ่งวัน อรุณรุ่งบนภูเขาอากาศเย็นเยียบ หลังจากนั่งรถยาวนานออกมาจากกาฐมาณฑุ เราก็เริ่มต้นเดินก้าวแรกบน   เส้นทางยอดนิยมของนักเดินบนเทือกหิมาลัยของเนปาล Thorong La pass ซึ่งเป็นทางข้ามภูเขาเส้นที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 5,416 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ชาวเนปาลผู้เป็นทั้งพ่อครัว w1

ในช่วงปลายเดือนธันวาคมไม่ค่อยมีใครมาเดินเท้าบนเส้นทางนี้นัก เพราะถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เมื่อนักเดินน้อย ที่พักร้านอาหารที่เปิดตามรายทางก็จะน้อยไปด้วย แต่ก็พอมีเปิดให้กับนักเดินจำนวนน้อยนิดที่เลือกเดินในช่วงนี้ เหตุผลหนึ่งคงเป็นเรื่องของความหนาวเย็น และอาจหมายรวมไปถึงความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศเข้าไปด้วย หลายช่วงของการเดินมีแต่เราเท่านั้นที่เดินหอบหายใจอยู่บนเส้นทางอย่างโดดเดี่ยว

ที่ Manang หลังฟ้าปิดมาห

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมกับเพื่อนมาเทร็กกิ้งกันที่ประเทศเนปาล เริ่มจากไปเดินขึ้นยอด Gokyo ต่อด้วย Langtang และ Annapurna  ทั้งสามเส้นทางนี้เราเดินในช่วงที่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาเยือน ต้องลุ้นเรื่องสภาพอากาศ แต่ก็ได้มาซึ่งความไม่พลุกพล่านของผู้คนเราเรียกการเดินของเราว่าเดินนอกฤดู สภาพอากาศในช่วงรอยต่อของปีบนเส้นทางเดินเท้ามีทั้งดีและย่ำแย่ ความเหน็บหนาวนั้นสุดๆ ช่วงครึ่งแรกของการเดินอากาศดีท้องฟ้าแจ่มใส จวบจนกระทั่งเราเดินถึงเมือง Manang ที่ความสูง 3,519 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศก็เริ่มส่อเค้าว่าต้องวัดดวงกันว่าสภาพอากาศวันที่เราจะข้าม Thorong La นั้นจะเป็นเช่นไร

บรรดาไกด์และลูกหาบเติม

Manang คือหมู่บ้านศูนย์กลางของเขตพื้นที่ Manang ก่อนสิ้นปีมีที่พักเปิดอยู่เพียงสองสามแห่งเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือ Tilicho Hotel   น่าจะเป็นที่พักที่ดีที่สุดของ Manang ซึ่งเราได้เข้าพัก ชายหนุ่มชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต เจ้าของบอกกับเราว่า เขาเปิดทั้งปีไม่มีหยุด ที่พักแห่งนี้พ่อของเขาสร้างขึ้นมา ทุกวันนี้เขารับช่วงบริหารต่อ แน่นอนว่าเขาบริหารได้ดีที่เดียว หลังจากที่กินแต่อาหารที่มีแต่แป้งมาหลายวัน ฝ่าความชันและเหน็บหนาวของแต่ละค่ำคืนมาจนถึงเมืองสำคัญของเส้นทางอย่าง Manang เป็นเมืองที่เราจะพักสองคืนเพื่อปรับสภาพร่างกายให้รับกับความสูงได้ ก่อนที่จะไต่ระดับไปหาสี่พันและห้าพันเมตร ได้เจอกับที่พักดี ที่สำคัญคืออาหารของที่นี่ดีมาก แม้ว่าจะมีราคาสูงแต่เราก็อดไม่ได้ที่จะปรนเปรอร่างกายของเราด้วย Yak Steak ปิดท้ายด้วยพายแอปเปิ้ลและชานมร้อนๆที่เมือง Manang อากาศปิด มีช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นที่เราได้มีโอกาสเห็นแสงอาทิตย์ แต่ในวันที่เราออกจาก Manang ท้องฟ้ากลับมาเปิดอีกครั้ง แต่ก็เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาวลอยล่องอยู่เต็มท้องฟ้า

ประตูเข้าออกห

ออกจาก Manang เส้นทางมีแต่ชันขึ้น เมื่อพ้นสี่พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลไปแล้ว ระยะก้าวของเราก็หดสั้นลงๆ ความเหนื่อยในการก้าวเท้าออกไปแต่ละก้าวดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากทั้งระดับความสูง ความชันของเส้นทาง และอากาศที่เบาบาง อยู่ที่พื้นราบใกล้ระดับน้ำทะเลที่กรุงเทพฯ ร่างกายเราได้รับออกซิเจน 100% ที่ความสูงสี่พันเมตรออกซิเจนจะลดลงเหลือ 60% วิวทิวทัศน์บนที่สูงของโลกงดงามชวนให้หลงใหล เริ่มตั้งแต่ออกจาก Upper Pisang มาแล้ว เทือกเขารอบๆ ตัวเราห่มคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ไม่เว้นแม้แต่เส้นทางที่เราย่ำเท้าผ่านไปก็ถูกปูลาดด้วยหิมะเกือบตลอด ออกจาก Manang เดินอีกสองวันเราจะปถึงจุดพักสุดท้ายก่อนเดินข้าม Thorong La

วัดสำคัญของเมือง

วันข้าม Thorong La นับเป็นวันที่สำคัญที่สุดและถือว่ายากที่สุด เพราะเราต้องเดินบนหิมะที่ความสูงห้าพันกว่าเมตรไปเกือบจนถึงจุดที่สูงที่สุดของเส้นทางที่ 5,416 เมตร เราภาวนาว่าขอให้อากาศดี ท้องฟ้าเปิดในวันที่เราเดินข้ามด้วยเถอะ

 

ตีสองผมละจากความอุ่นของถุงนอนเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ รู้สึกสบายใจเพราะท้องฟ้าเปิดมองเห็นรอบๆ ตัวได้ชัดเจน แต่พอตื่นมาอีกครั้งตอนตีสี่เตรียมตัวออกเดิน ข้างนอกหิมะเริ่มตกแล้ว เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย เพื่อนชาวเกาหลีตัดสินใจไม่เดินข้ามเพราะพ่วงเอาลูกชายตัวเล็กสองคนมาเดินด้วย แต่ไกด์บริษัททัวร์กลุ่มใหญ่ที่เราเดินเกาะกลุ่มมาบอกว่าวันนี้ยังข้ามได้แต่พรุ่งนี้ไม่แน่แล้ว ตัดสินใจเอาว่าจะเดินข้ามหรือเดินกลับ

หมู่บ้าน Ngawal ของชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต

ประมาณตีห้าเราเริ่มออกเดินท่ามกลางความมืดและเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนไปทั่ว เราก้าวเดินอย่างช้าๆ ตามกันไป พอเริ่มมีแสงสว่างในตอนสายเราก็อยู่ระหว่างทาง ย่ำเท้าจมหายลงไปในผืนหิมะ วิวทิวทัศน์ รอบตัว หรือมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสีขาวสีเทา ขบวนนักเดินสิบกว่าคน ทยอยก้าวเท้าตามกันไป สภาพของผมรู้ตัวได้เลยว่าแย่มาก บนเขตแดน  ห้าพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลเป็นโลกที่ห่างไกลจากความคุ้นเคย ที่ไปได้คือด้วยกำลังใจล้วนๆ และความคิดที่ว่าเดี๋ยวก็จบแล้วกัดฟันอีกนิดเดียว   วนเวียนอยู่เช่นนี้ มองปลายเท้านับจังหวะลมหายใจ หาคำสวดภาวนาให้สอดคล้องกับจังหวะหายใจจังหวะก้าวเดิน รู้สึกตัวได้เลยว่านี่เป็นความเหนื่อยที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิตเลย พลังงานในร่างกายตกไปอยู่ในขีดขั้นต่ำแทบจะหมดถังอยู่แล้ว ในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่สูงที่สุดก่อนที่ทางเดินจะเทลาดลงไปอีกด้านหนึ่งของเทือกเขา เจดีย์องค์เล็กถูกพันไว้ด้วยธงมนต์ ป้ายแสดงตำแหน่งความสูง พร่าเลือนอยู่ในเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนอยูในอากาศสภาพอากาศย่ำแย่เอามากๆ ทีเดียว เราทำเฉกเช่นทุกๆ คน คือไปยืนอ่อนระโหยถ่ายภาพกับป้ายเพื่อยืนยันว่า เราฝ่าฟันมาถึงจุดที่สูงที่สุดแล้ว เรียกว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว อีกครึ่งที่รออยู่คือเดินลงจากจุดนี้ลงไปหาเมือง Muktinath ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเส้นทางที่ง่ายเพราะค่อนข้างชัน รวมทั้งบรรยากาศของวันนี้ที่ถูกพายุหิมะลูกย่อมๆ ผ่านมาเยือน

 

ในโลกของความขาวโพลน ถัดจากวันนี้ไปคงอีกหลายวันกว่าที่ผู้คนจะเดินข้าม Thorong La ได้อีกครั้ง หิมะที่ตกลงมาในวันนี้และน่าจะตกอีกวันได้ทำหน้าที่เป็นกุญแจที่ลั่นดาลเอาไว้เรียบร้อย เรารู้สึกโชคดี ที่วันเวลาในทริปที่เราวางไว้มาประจวบกับดินฟ้าอากาศเช่นนี้พอดิบพอดี หากมาช้าอีกวัน เราคงต้องย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม ไม่อาจข้าม Thorong La อย่างที่ตั้งใจได้ แม้บรรยากาศจะไม่สว่างสดใส แต่ก็มีความงดงามอีกรูปโฉมที่แสดงความจริงอีกด้านหนึ่งของภูเขาให้เราได้ประจักษ์ ในขณะเดียวกันสถานที่แห่งนี้ก็ทำให้เราได้ค้นพบพลังเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราเช่นเดียวกัน

เด็กชาวชายเนปาล1

คืนนั้นเราฉลองกันเล็กๆ ที่ Muktinath ด้วยการสั่งเบียร์มาดื่ม มองดูเกล็ดหิมะที่โปรยปรายอยู่ด้านนอกที่พัก แม้ว่าจะยังไม่จบทริป แต่เราก็หาได้กังวลอะไรแล้ว เพราะเราได้ผ่านส่วนที่ยากที่สุดของเส้นทางมาแล้ว สรุปแล้วแม้จะไม่ได้เดินรอบใหญ่ของเส้นทางที่ต้องใช้เวลาเกือบเดือน  แต่เราก็ได้เดินไปบนช่วงที่ถือเป็นไฮไลท์ของเส้นทาง Thorong La แล้ว 10 วันกับระยะทางร่วมหนึ่งร้อยกิโลเมตรบนเทือกเขาอันนะปุรณะ การเดินนอกฤดูนั้นยากลำบากและได้เห็นบรรยากาศของทิวทัศน์   ที่มักไม่ปรากฏอยู่บนคู่มือท่องเที่ยว ถึงจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเดิน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความจริงอีกมุมหนึ่งของเทือกเขาอันนะปุรณะที่ยากจะลืมเลือน
เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนคร กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ด้วยบริการของสายการบินไทยที่สะดวกสบาย ที่พักในกาฐมาณฑุเราเลือกย่านทาเมลเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของนักเดินทาง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายราคา ที่สำคัญคือในย่านนี้มีทุกอย่างให้เลือกซื้อหาสำหรับนักเดินทาง โดยเฉพาะกับบรรดานักเดินเขาที่จะไปออกทริปเลียนแบบ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ให้เลือกนั่ง แต่เราแนะนำให้ไปที่ Garden Of Dreams ซึ่งตั้งอยู่ในย่านทาเมลเช่นกัน (ต้องเสียเงินค่าเข้า) ด้านในมีสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามมีร้านอาหาร และร้านกาแฟ บรรยากาศสงบเงียบ การเดินเท้าบนภูเขาสามารถติดต่อบรรดาบริษัททัวร์ซึ่งมีอยู่หลายเจ้าในย่านทาเมล ทุกเส้นต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าไปเดินเท้า ที่พักบนภูเขาหากอยู่ในช่วงฤดูท่องเที่ยวมีให้เลือกหลายแห่ง ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก

สำหรับเด็กชาวท้องถิ่นแล้วความหนาว
วีซ่าเข้าเนปาลสามารถทำได้ที่ สถานทูตเนปาลที่กรุงเทพฯ หรือ จะมาทำ Visa on Arrival ที่สนามบินก็ทำได้โดยไม่ยุ่งยาก (เราเลือกมาทำวีซ่าแบบ Visa on Arrival ที่สนามบินกาฐมาณฑุเลย ใช้เวลาไม่นาน) หลังจากย่ำเท้าบนเทือกเขาหิมาลัยมาสิบวัน วันกลับ เมื่อเดินขึ้นบนเครื่องการบินไทยที่กาฐมาณฑุ  เราก็รู้สึกเหมือนกลับถึงบ้านแล้ว รอยยิ้มที่อบอุ่นและการบริการที่คุ้นเคย ขณะที่เครื่องทะยานขึ้นจากสนามบิน เรามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเทือกหิมาลัย ทอดตัวยาวถูก ห่มคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดตา

Related Post

1920

ประสบการณ์ชีวิตจากศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทย

The Soundtrack of My Life

ผมจะมาชวนคุณผู้อ่านลอปติมัมคุยถึงเรื่องวัฒนธรรมฮิปฮอป ออกตัวก่อนครับว่าสำหรับผมแล้ว ฮิปฮอปคือทุกอย่าง เป็นเหมือนกับซาวด์แทร็กในการดำเนินชีวิตของผมที่ขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ เล่าย้อนความหลังนิดนึงนะครับ

RE8L1A4920_w1

ตอนเด็กๆ ผมโตมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนออกจากประเทศไทย ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าฝั่งนั้นเขามีอคติกับชาวเอเชียเพราะผมถูกปลูกฝังมาว่า เวลามีชาวต่างชาติมาเมืองไทย เราต้องเข้าไปคุย เข้าไปต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเขาคือแขกบ้านแขกเมือง แต่พอไปอยู่ที่โน่น ผมเล่นสเกตบอร์ด แล้วโดนกระป๋องเบียร์เขวี้ยงใส่ โดนผรุสวาทใส่ อะไรแบบนี้ ผมเลยกลายเป็นคนกลุ่มน้อยไป   โดนโยนไปรวมกลุ่มกับพวกเด็กสแปนนิช เด็กเม็กซิกัน และเด็ก  ผิวดำ ผมก็เลยไปคลุกคลีตรงนั้น และเติบโตมากับวัฒนธรรมย่อยของพวกเขาไป

PHILADELPHIA, PA - MARCH 30: A skateboarder rides a concrete bowl that is covered in graffiti at FDR Skatepark on March 30, 2016 in Philadelphia, Pennsylvania. (Photo by Patrick Smith/Getty Images)

ช่วงนั้นคือช่วงประมาณค.ศ. 1989-1990 มีวงดนตรีอย่าง Public Enemy และ Bob Marley ออกมา ถือว่าเป็นดนตรียุคแรกๆ ที่เป็นประเภทกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่า … นี่ล่ะ คือการต่อสู้ ผมจำได้ว่าเพลง Fight the Power กินใจผมมาก เพราะเป็นช่วงที่ชนผิวดำพยายามเรียกร้องความเท่าเทียม เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่านี่คือมูฟเม้นต์ของเรา เราไม่ได้อยู่ฝั่งโน้นนะ เราอยู่ฝั่งนี้ นี่คือดนตรีของเรา นี่คือภาษาที่เราใช้ร่วมกัน เพลงที่เราฟัง ไลฟ์สไตล์ที่เราใช้ ผมก็เลยซึมซาบมาจากจุดนั้น ผมถูกโยนใส่เข้าไปตรงนั้น และซึมซาบมาเป็นวิถีชีวิต นี่อาจจะไม่ใช่ชีวิตที่เราเลือกเอง แต่ก็เป็นวิถีชีวิตของผม    ที่ทำให้ผมเติบโตมาจนถึงวันนี้

เหตุผลหลักที่ผมรักวัฒนธรรมนี้ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็นคนเลือกตั้งแต่แรก นั่นเป็นเพราะว่าผมเห็นความชัดเจนจากอะไรหลายๆ อย่าง และในที่สุด ผมก็เต็มใจเลือกที่จะอยู่ตรงนั้น ใช้ชีวิตแบบนั้น ผมโตมากับเพลงฮิปฮอป ที่มีลักษณะแตกต่างจากเพลงประเภทอื่นๆ นั่นคือ เพลงฮิปฮอปเป็นเพลงที่มีเรื่องราว เป็นเรื่องเล่า อย่าลืมว่าเพลงแบบนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาใช้ดนตรีเป็นสื่อในการแสดงตัวตน เป็นสื่อในการก่อกบฎ พวกเขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโลก นั่นก็ทำให้ดนตรีฮิปฮอปมีพลังมากกว่าเพลงรัก หรือดนตรีเมโลดี้สวยงามทั่วไป ผมก็เลยอินกับดนตรีประเภทนี้ และก็ใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมแบบนี้มาโดยตลอด ถือเป็นซาวด์แทร็กสำคัญที่กำหนดวิถีชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ครับ

Public Enemy In Concert At The Hard Rock Joint

คุณผู้อ่านคงจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมากจริงๆ ผมเชื่อเสมอครับว่าการปลูกฝังดนตรี กีฬา และศิลปะให้กับเด็กๆ นั้นไม่มีอะไรเสียหายแต่อย่างใด ชีวิตผมเอง ถ้าปราศจากดนตรีในการดำเนินชีวิต คงมาไม่ถึงปัจจุบันนี้ได้ เดี๋ยวเล่มหน้า ผมจะมาชวนคุณผู้อ่านคุยกันต่อเรื่องความลื่นไหลทางวัฒนธรรมฮิปฮอป รวมไปถึงการผสมผสานวัฒนธรรมแต่ละประเภทเข้าหากันในวันที่โลกไร้พรมแดนแบบนี้ครับ

Related Post

1920

ยุคที่อะไรๆ ก็ไปดิจิตอลกันหมด สิ่งที่น่าสนใจคือยอดขายแผ่นไวนิลและเทปที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

The Future is Analogue

เปิดปีค.ศ. 2017 มาได้ยังไม่ทันครบไตรมาส คุณคงทราบดีแล้วว่า เศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องขึ้นไปกว่าปีที่ผ่านมาเลย อย่างน้อยก็ในภาพรวมที่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนี่แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว สำหรับคนทำงานออฟฟิศกินเงินเดือน ข้าราชการ หรือพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป จะเอาเงินเดือนที่ได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เขาว่าผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ก็คงจะมืดหม่นพอสมควร เพราะคอนโดมิเนียม ห้องพัก บ้านจัดสรร หรือแม้แต่อาคารพาณิชย์นั้นก็เกิดภาวะ Over Supply เฟ้อเต็มท้องตลาดแบบน่ากลัวมาก

Rhythm collage_w1

ผมไม่ได้จะมาวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศให้ชาวลอปติมัมฟังกันหรอกครับ เพราะผมคิดว่าคุณผู้อ่านลอปติมัมน่าจะเชี่ยวชาญด้านนี้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวผมอยากจะนำเสนอการลงทุนแนวใหม่ที่มาแรงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก จะได้เป็นทางเลือกให้กับคุณผู้อ่านที่พอมีสตางค์เหลือใช้ ไม่อยากฝากแบงค์ให้เงินเฟ้อกินไปเปล่าๆ หรือซื้อสลากออมสินซึ่งโอกาสถูกมีสเกลต่ำม้าก(เสียงสูง)

ปีนี้ถือเป็นปีแห่งแผ่นเสียง หรือแผ่นไวนิลครับ โดยเฉพาะแผ่นเสียงของศิลปินชาวไทย ใช่ครับ … คุณอ่านไม่ผิดหรอก แผ่นเสียงเพลงไทยมาแรงจริงๆ ครับ ผมยอมรับเลยนะครับว่าส่วนตัว ผมไม่ค่อยจะอินกับเพลงไทยสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องบอกข้อเท็จจริงนะครับว่า แผ่นไวนิลเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราเลือกเป็น โดยเลือกวงที่มีทิศทางชัดเจน มีความเป็นตำนาน หรือเป็นแผ่นไวนิลที่ผลิตมาจำนวนจำกัด อย่างแผ่นไวนิลของวงดนตรีสตริงไทยสากลในยุค ’60s – ’70s นี่ก็ราคาแพงลิ่วแล้วในยุคนี้ นักสะสมชาวญี่ปุ่นและอเมริกันก็มาตามไล่ล่าของในบ้านเรากันอย่างจริงจัง ราคายกเซ็ตนี่ถึงหลักหมื่นและหลักแสน อย่างว่าครับ แผ่นไวนิลเพลงไทยในยุคนั้นจะผลิตที่ประเทศอเมริกาหรือประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด คุณภาพก็ระดับโลกครับ แต่พอมาถึงช่วงยุค ’80s ก็ไม่ค่อยผลิตในต่างประเทศแล้ว เพราะสามารถผลิตในประเทศได้ แต่ก็แลกกับคุณภาพเสียงที่แย่มาก ย้ำว่าแย่มากนะครับ คือคนละเรื่องกับแผ่นที่ผลิตต่างประเทศเลยทีเดียว แต่ในปีนี้ศิลปินรุ่นใหญ่ระดับตำนานของบ้านเราที่คนไทยทุกคนน่าจะรู้จักกันหมดก็ทยอยออกแผ่นไวนิลแบบรีมาสเตอร์กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่คุณภาพเสียง และวัสดุในการผลิต ไปจนถึงงานอาร์ตเวิร์กบนปกที่นำมาผลิตใหม่ ส่วนตัวผมเห็นว่าชุดที่น่าจับตามองได้ออกมาแล้วสองศิลปิน ได้แก่ อัสนี-วสันต์ และเต๋อ – เรวัต พุทธินันทน์

เริ่มต้นแนะนำกันที่แผ่นไวนิลของป๋าอัสนี-วสันต์ ขาร็อกขวัญใจคุณลุงคุณอาคุณน้าที่เราๆ รู้จักกันดี ทั้งคู่คือศิลปินต้นแบบวงร็อกในประเทศไทย มีรากเหง้ามาจากเพลงร็อกในยุค ’70s งานของพวกเขาน่าศึกษา และน่าลงทุนเพื่อเก็บประดับตู้เก็บแผ่นไวนิลที่บ้านเราเป็นอย่างยิ่ง บ็อกซ์เซ็ตไวนิลฉลองครบรอบ 30 ปีอัสนี-วสันต์เพิ่งจะถูกนำมารีมาสเตอร์เพื่อจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในจำนวนที่จำกัดมากๆ (ย้ำว่าจำกัดจริงๆ ครับ) สิ่งที่น่าสนใจคือ บ็อกซ์เซ็ตมีทั้งหมด 7 อัลบั้ม โดยทุกอัลบั้มนั้นมีการมาสเตอร์ซาวด์ใหม่หมด ให้เสียงไดนามิก เหมาะกับขาร็อกที่ชอบฟังเพลงร็อกแบบออริจินอล โดยบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ควบคุมการผลิตและทำมาสเตอร์โดยซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลกที่เคยได้รับงวัลแกรมมี่อวอร์ดส์มาแล้ว สารภาพเลยว่าตอนที่ผมเห็นชื่อ Bernie Grundman (เบอร์นี่ กรุนด์แมน) ในหน้าเครดิตของแผ่น ผมถึงกับร้องเฮ้ยเลยทีเดียว เบอร์นี่มีสตูดิโอทำมาสเตอร์ให้ศิลปินระดับโลกที่ประเทศอเมริกาและญี่ปุ่น เขาเคยทำมาสเตอร์ให้กับ Dr. Dre (ด็อกเตอร์เดร) Donna Summer (ดอนน่า ซัมเมอร์) Michael Jackson (ไมเคิล แจ็กสัน) และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย ฟังแค่นี้ก็สุดแล้วครับ แผ่นชุดนี้ผมได้ลองฟังตั้งแต่ตัวแผ่นมาสเตอร์ที่ทางโรงงานผลิตเป็นแผ่นแรกเพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายได้เทสต์เสียงก่อนว่าได้ถึงอรรถรสระดับเวิลด์คลาสไหม ต้องบอกว่าผมเป่าปากร้องอู้หูกันเลยทีเดียว เสียงไม่บาง มีไดนามิก ขนาดหูผมไม่เทพนะ ยังฟังได้ขนาดนี้ ส่วนงานอาร์ตเวิร์กก็สวยมากครัว เป็นงานมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว ควรค่าแก่การเก็งกำไร … เอ๊ย … แก่การเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนไวนิลเซ็ตของพี่เต๋อ – เรวัตนั้นเปิดจองกันข้ามปี คาดว่าตอนนี้ไม่น่าจะหาได้ในท้องตลาดง่ายๆ นะครับ งานของพี่เต๋อนั้นถือเป็นบรมครูแห่งการเปิดโลกเพลงป็อปร็อกยุคใหม่ในประเทศไทย พี่แกเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและวงการเพลงไทยเป็นอย่างมาก ไวนิลบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ผลิตในประเทศอเมริกา นำมามาสเตอร์ใหม่ระดับเวิลด์คลาส แผ่นเก่าของพี่แกนี่ราคาแผ่นละเกินสองหมื่นบาทไปแล้ว แต่รุ่นเรากลับมีโอกาสได้เก็บสะสมใหม่ในราคาที่ถูกลง และเสียงระดับไฮเดฟ ครบทุกชุดที่พี่แกเคยออกมา มีออกมาในแบบลิมิเต็ดเหมือนกัน ลองตามกันดูครับ

และมีคนเคยถามผมว่าถ้าไม่ไปซื้อแผ่นไวนิลหิ้วเองที่ประเทศญี่ปุ่น (ผมเคยเขียนแนะนำคลังแสงในโตเกียวไว้ในลอปติมัมฉบับเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา ไปลองเปิดหาอ่านกันได้ครับ) แล้วจะซื้อได้ที่ไหนในสยามประเทศ ร้านที่ผมไว้ใจมามากกว่าสิบปีมีเพียงร้านเดียวครับ ผมขอเรียกร้านนี้ว่า ‘บ้าน’ น่าจะตรงมากกว่าครับ ร้านชื่อว่า ‘ร้านแผ่นเสียง’ ตรงๆ แบบนี้เลยครับ เรียกง่ายจำง่าย อยู่แถวประดิพัทธ์ ร้านนี้มีเพลงสากลทุกสไตล์จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นเพลงอินดี้ แจ๊ซ ร็อกทุกยุค แดนซ์ สายย่ออะไรมีหมดครับ อยากได้อะไร ขอบอกว่ามีหมดจริงๆ ราคาก็น่าจะพอๆ กับซื้อผ่านเว็บ amazon.com คือ แทบจะไม่ต่างเลยครับ แถมได้ลองสินค้าอีกด้วย ถ้าจะหาเพลงไทยมาสเตอร์ ที่นี่ก็มีหมด จะเก่าหรือจะใหม่ เพราะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนตัวผม เวลาไปแวะที่นี่ ผมจะซื้อแผ่นแนวอิเลกทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็น Justice ชุดใหม่ ซาวด์แทร็กของภาพยนตร์เรื่อง La La Land ผมก็ได้จากที่นี่ ถือว่าเป็นคลังแสงแผ่นไวนิลส่วนตัวของผมเลยก็ว่าได้ครับ บรรยากาศกิ๊บเก๋า ถ้าคุณผู้อ่านสนใจลองไปแวะดูบรรยากาศในเพจเฟซบุคของร้านดูก่อนก็ได้ครับ (www.facebook.com/NokBangkokHifi)

แอบกระซิบดังๆ อีกครั้งก่อนจบครับ เพลงไทยน่าสะสมที่กำลังจะทยอยออกมาให้เสียเงินก็มีทั้งบ็อกซ์เซ็ตของโมเดิร์นด็อก สครับบ์ และพอส เตรียมกระเป๋าสตางค์กันไว้ให้ดีๆ นะครับสำหรับคอลงทุน เพราะนี่ถือเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่เลยครับ สนุกตรงนี้เลยนะครับ และอย่าลืมซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพดีด้วยนะครับ อย่าเอาแบบสวยอย่างเดียว เราจะได้อรรถรสในการฟังแผ่นเสียงเต็มรูปแบบคุ้มค่า สมราคาฟอร์แมตต์ที่ดีที่สุดในโลก แบบเทคโนโลยีดิจิตอลก็เอาชนะไม่ได้ครับ ผมเชื่อเสมอครับว่า ‘Vinyl is Forever.’

Related Post

5735053835

7 วงดนตรีชื่อคุ้นๆ เพราะดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิก

1 My Chemical Romance
(พวก)เขาคือ: วงดนตรีร็อกอเมริกันจากนิวเจอร์ซี่ พวกเขาโด่งดังจากแนวเพลงร็อกดาร์กๆ แต่ก็บวกความเป็นป็อปทำให้เข้าถึงคนได้ง่าย และด้วยสไตล์การพรีเซนต์ตัวตนที่ชัดเจน พวกเขาก็เข้ามาสู่ในใจวัยรุ่นยุค 2000s ตอนต้นได้ไม่ยาก

MyChemicalRomance

โด่งดังจาก: อัลบั้มแรก I Brought You My Bullets, You Brought Me Your Love เป็นที่รู้จักในเพลง Skylines and Turnstiles ที่พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ 911 ก็ทำให้พวกเขาโด่งดังมากแล้ว แต่ส่วนตัวเราชอบเพลง Welcome to the Black Parade จากอัลบั้ม The Black Parade ที่ออกมาเมื่อปีค.ศ. 2006 มากกว่า

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: ตอนที่ไมกี้ มือเบสของวง (ที่เป็นน้องของเจอราร์ด นักร้องนำ) ต้องทำงานเป็นพนักงานขายหนังสือในร้าน Barnes & Noble และเขาก็ประทับใจหนังสือเรื่อง Ecstasy: Tree Tales of Chemical Romance ของ Irvine Welsh นักเขียนชาวสก็อตต์แลนด์เจ้าของบทประพันธ์อันโด่งดังอย่าง Trainspotting นั่นเอง

ความคิดเห็นของเรา: ตอนรู้เรื่องเบื้องหลังของชื่อวงนี้ ทำให้เราคิดว่า แม้กระทั่งในช่วงที่รอเวลาความฝันสุกงอม (อย่างที่ไมกี้ต้องไปทำงานในร้านหนังสือก่อนที่เขาจะเป็นนักดนตรีเต็มตัว) เราก็สามารถอาศัยช่วงเวลานั้นเก็บเสี้ยวของความฝัน เพื่อรอวันที่ประกอบมันให้เป็นรูปเป็นร่างได้ในอนาคต … ก็ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาอะไรนะ หรือคุณว่าไง?

2 The Doors
(พวก)เขาคือ: วงดนตรีร็อกชาวอเมริกันที่มีนักร้องนำอย่าง Jim Morrison ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรีร็อกในช่วงยุค ’60s และเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงรุ่นน้องอีกหลายต่อหลายวง ถ้าไม่ติดว่าจิมตายตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี เราคาดว่าวงนี้จะส่งอิทธิพลกันข้ามทศวรรษอย่างแน่นอน

The Doors at London Airport in 1968. Left to right: John Densmore, Robby Krieger, Jim Morrison and Ray Manzarek. Manzarek died May 20 of bile-duct cancer.

โด่งดังจากเพลง: พูดยากเป็นอย่างยิ่ง เพราะอัลบั้มทั้งหมดแปดอัลบั้มที่วงทำขณะที่มีจิมเป็นนักร้องนำนั้นกลายเป็นอัลบั้มที่ติดท็อปเท็นใน Billboard 200 ทั้งสิ้น และด้วยยอดขายรวมกว่า 100 ล้านอัลบั้มทั่วโลก ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และได้รับการเสนอชื่อให้กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจากหลายสถาบัน

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: จิมเลือกชื่อนี้่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเรื่อง The Doors of Perception ของ Aldoux Huxley (คุ้นๆ ชื่อไหม? เขาคือผู้แต่ง Brave New World ที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้ George Orwell แต่งเรื่อง 1984 ไงล่ะ) ซึ่งก็เป็นโคว้ตของ William Blake มาอีกทีหนึ่ง นี่เป็นแรงบันดาลใจซ้อนแรงบันดาลใจกันเลยทีเดียว

ความคิดเห็นของเรา: แค่ชื่อวงสั้นๆ ทำให้เราซึ้งถึงคำว่า ‘ศิลปะส่องทางให้แก่กัน’ ได้จริงๆ และก็ทำให้เราคิดได้อีกอย่างหนึ่งว่า บนโลกแห่งการสร้างสรรค์นี้ แทบจะไม่มีอะไรเป็นออริจินัลอีกแล้วล่ะมั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ ออกจะดีที่โลกของศิลปะสามารถต่อยอดกันและกันได้แบบนี้

3 Joy Division
(พวก)เขาคือ: วงพังก์ร็อกจากฝั่งอังกฤษ

โด่งดังจากเพลง: เอาจริงๆ คือ ดังเป็นพลุแตกหลังจากไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Sex Pistols สองครั้งติด และวงก็เลยตัดสินใจยึดแนวทางพังก์ในแบบที่ตัวเองถนัด โดยอัลบั้มสุดอื้อฉาวอย่าง Unknown Pleasure นี่ออกมาทีเดียวเปรี้ยง แต่อย่างว่า … ด้วยแรงกดดันต่างๆ นานาทั้งสุขภาพ เรื่องครอบครัว และแฟนเพลง ทำให้เคอร์ติส นักร้องนำฆ่าตัวตายตอนออกคอนเสิร์ตทั่วที่อเมริกา และเมื่ออัลบั้มที่สองถูกปล่อยมาหลังจากนั้นสองเดือน Joy Division ก็กลายเป็นตำนานไป

JoyDivision

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: นวนิยายเรื่อง House of Dolls ของ Yahiel Feiner นักเขียนชาวยิวที่ใช้นามปากกาว่า Ka-tzetnik 135633 ซึ่งเป็นหมายเลขนักโทษของเขาที่ค่ายกักกันเอาทซ์วิทซ์ ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับ Jewish Joy Divisions ซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวชาวยิวที่ถูกใช้เป็นทาสเซ็กซ์ให้กับทหารพรรคนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ความคิดเห็นของเรา: เดิมทีวงนี้ตั้งชื่อว่า Warsaw แต่เคอร์ติสกลัวแฟนเพลงสับสนกับวงพังก์ Warsaw Pakt จากลอนดอน เขาเลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้แทน … ซึ่งที่มาของชื่อ และจุดจบของวงนั้น … บอกยากว่าอะไรเศร้ากว่ากัน

4 Belle & Sebastian
(พวก)เขาคือ: วงดนตรีจากเมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการตอบรับเป็นอันดีจากนักวิจารณ์ แต่ก็ไม่ได้โด่งดังเป็นวงกว้างเท่าใดนัก

โด่งดังจากเพลง: เพลง The Boy with the Arab Strap ได้รับเสียงตอบรับด้านบวกเป็นอย่างมาก ต่อมาพวกเขาได้รับรางวัล Best Newcomer จาก BRIT Awards แซงหน้าวงป็อปใสๆ อย่าง Steps และ 5ive ไปอย่างขาดลอย

Belle_and_Sebastian_British_Band

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: หนังสือสำหรับเด็กภาษาฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Belle et Sébastien แต่งโดย Cécile Aubry ซึ่ง Stuart Murdoch นักร้องนำและผู้ก่อตั้งวงเป็นผู้เลือก หนังสือเรื่องนี้โด่งดังจนถึงขั้นได้รับการดัดแปลงเป็นทีวีซีรี่ส์ในช่วงยุคเจ็ดศูนย์ และต่อมาในช่วงยุคแปดศูนย์ มันก็ได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์การ์ตูนญี่ปุ่นอีกด้วย

ความคิดเห็นของเรา: เราเข้าใจนะว่า บางครั้งคุณก็รู้สึกว่า ‘อิน’ กับหนังสือบางเล่มมากเสียจนคุณอยากจะเอาชื่อหรือเนื้อหามาทำอะไรสักอย่าง แต่การเอามาโต้งๆ แบบนี้ก็กลายเป็นวิธีการคลาสสิกได้เช่นกันนะ คุณว่าไหม

5 Artful Dodger
(พวก)เขาคือ: วงร็อกการาจจากเกาะอังกฤษ ที่อาจจะไม่โด่งดังนัก แต่เราก็ชอบที่มาของชื่อนี้จนเลือกมาพูดถึงโด่งดังจากเพลง: TwentyFourSeven คือซิงเกิ้ลที่ดังที่สุดในชีวิตนักดนตรีของพวกเขาแล้วมั้ง เพราะเพลงส่วนใหญ่ของพวกเขาจะพบในอัลบั้มรวมฮิตสไตล์การาจของอังกฤษอยู่เรื่อยๆ

Artful-Dodger

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: ตัวละครที่เป็นหัวหน้าแกงค์ล้วงกระเป๋าจากวรรณกรรมสุดคลาสสิกอย่าง Oliver Twist แต่งโดย Charles Dickens ซึ่ง Mark Hill และ Pete Devereux สองผู้ก่อตั้งวงเลือกใช้ชื่อนี้เพราะบรรดาเพลงก็อปปี้ทั้งหลายที่พวกเขาเริ่มทำตอนเข้าวงการดนตรีใหม่ๆ นั่นเอง

ความคิดเห็นของเรา: ไอเดียดีนะ ไม่แปลกใจเลยว่าเป็น One Hit Wonder แล้วก็หายไป

6 Sixpence None the Richer
(พวก)เขาคือ: วงร็อกคริสเตียนจากเท็กซัส

โด่งดังจากเพลง: คงไม่มีใครไม่รู้จักเพลง Kiss Mee และ Don’t Dream It’s Over ล่ะมั้ง?

SixPenceNonTheRicher

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: แมสเสจจากหนังสือเรื่อง Mere Christianity แต่งโดย C.S. Lewis ที่ตัวละครผู้เป็นลูกชายขอเงินพ่อจำนวนหกเพนนีเพื่อซื้อของขวัญให้พ่อ “พอพ่อได้รับของขวัญชิ้นนั้น เขาก็ไม่ได้รวยขึ้นเพราะเขาได้ให้เงินหกเพนนีกับลูกชายไปตั้งแต่แรกแล้ว” Leigh Nash นักร้องนำได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ The Late Show with David Letterman “เปรียบได้กับพระเจ้าที่ให้ของขวัญกับพวกเราเพื่อให้ยกย่องสรรเสริมพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งท่านก็ไม่ได้รวยขึ้นจากของถวายเหล่านั้น เพราะเขาเองก็เป็นคนมอบของเหล่านั้นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

ความคิดเห็นของเรา: เฉี่ยวเข้าใกล้ศาสนามากจนเราขออนุญาติไม่มีความคิดเห็นละกันนะ นอกจากคำชมว่านักร้องนำเสียงเพราะมากเลย

7 Moby
(พวก)เขาคือ: นักร้อง นักดนตรี ดีเจ ช่างภาพ และนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสัตว์ ใครเป็นคอเพลงอิเลกทรอนิกส์นี่คงจะรู้จักเขาดีเป็นอย่างยิ่งละนะ

Moby

โด่งดังจากเพลง: ในช่วงต้นยุคเก้าศูนย์ที่เพลงอิเลกทรอนิกส์แดนซ์โด่งดังไปทั่วโลกนั้น Moby ถือว่าเป็นนักดนตรีที่ทรงอิทธิพลมากในยุคนั้น และได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นคนที่นำเพลงแดนซ์เข้ามาในดนตรีกระแสหลักได้สำเร็จ

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: เขาชื่อจริงว่า Richard Melville Hall ซึ่งเขาเลือกใช้ชื่อ Moby ในวงการเพราะแม่เขาบอกว่า Hermann Merville ผู้แต่งวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Moby Dick เป็นญาติของเขา (ทวดของทวดของทวดของทวด อะไรประมาณนั้น) เลยเอามาใช้ซะเลย

ความคิดเห็นของเรา: อันนี้ไม่เรียกได้รับแรงบันดาลใจนะ เรียกว่าความพยายามที่จะไม่ลืมรากเหง้ากันเลยดีกว่า

Related Post

we-are-x

#WeAreX เพราะดนตรีคือสิ่งประสานเราไว้ด้วยกัน

“หากพวกเขาเกิดในประเทศอเมริกา พวกเขาจะกลายเป็นวงดนตรีที่สำคัญที่สุดบนโลกใบนี้” คือคำประกาศกร้าวของ Gene Simmons แห่งวง KISS เมื่อเขารู้จัก X Japan วงดนตรีเฮฟวี่เมทัลผู้เปลี่ยนแปลงเส้นขอบฟ้าของวงการดนตรีญี่ปุ่น (และวงการดนตรีทั่วโลก) ไปตลอดกาล

eba7d7bc-bb8e-11e6-b1a9-d0a597083a8f_1280x720

เราขออนุญาตข้ามไปไม่เล่าเรื่องความสำคัญของ X Japan ต่อวงการดนตรี วัฒนธรรม และสังคมของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการให้กำเนิดกระแสใหม่ Visual Kei การเป็นผู้นำในเรื่องแฟชั่น การเป็นไอดอลให้นักดนตรีรุ่นใหม่ๆ ของญี่ปุ่นให้ได้ก็อปปี้ รวมไปถึงการเป็นต้นแบบของวงดนตรีที่ใส่ใจแฟนแบบที่ดนตรีฝั่งอเมริกาหรือยุโรปแทบจะไม่เคยมีอยู่ในหัว (นี่ขนาดข้ามแล้วนะ) ไปพูดเรื่อง ‘อารมณ์’ ที่เกิดขึ้นยามชมสารคดีเรื่องนี้เลย

3-X-MSG2

ออกตัวนะว่า (1) เราไม่ได้รับเงินจากค่ายหนัง (2) เราไม่ได้เป็น ‘ติ่ง’ X Japan จนถึงขั้นจะฆ่าตัวตายตามฮิเดะในตอนนั้น และ (3) เรารู้จักวงนี้ไม่มากไปกว่าสโลแกน We Are X (และท่าแอ็กชั่นอันเป็นเอกลักษณ์) เพลง Endless Rain และเพลง You Say Anything ที่ทำนองไปคล้ายกับเพลงไทยเพลงหนึ่งของค่ายเพลงใหญ่ในประเทศเราอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เราจึงเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้แบบหัวโล่งๆ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เล่าถึงวงดนตรีที่โด่งดังในยุคที่เรายังหัวโปก โลกใส และเชื่อมั่นในความฝัน

XJapan20161014r_KA2_1941-1477666326-1500x1000

แต่เมื่อเราได้เข้าไปนั่งรับรู้เรื่องราวที่เล่าผ่านสายตาของโยชิกิ มือกลอง มือเปียโน และนักแต่งเพลงหลักของวง ได้สัมผัสถึงอารมณ์ ความเศร้า ความคับแค้นใจ ความสับสน ความเจ็บปวดที่เขาต้องเผชิญตั้งแต่วัยเยาว์ และมีเพียงดนตรีเท่านั้นที่จะสามารถเยียวยาความเจ็บปวดของเขา เพื่อให้เขาก้าวข้ามผ่านมันไป และใช้ชีวิตต่อไปได้ เราได้เข้าใจถึง ‘ความเจ็บปวด’ ทางร่างกายจากข้อจำกัดของเขา เมื่อเขาต้องขึ้นแสดงบนเวที ทุกครั้ง เขาจะต้องทนกับความเจ็บปวดทรมานทั่วสรรพางค์กาย แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับว่า แท้จริงแล้ว ความเจ็บปวดทางร่างกายนั้นคือ ‘เครื่องมือ’ ที่เขาใช้ต่อสู้กับความเจ็บปวดทางจิตใจที่ถาโถมเข้ามาหาเขา “บางครั้งผมสงสัยว่าผมมาทำอะไรที่นี่ ผมรู้สึกราวกับว่าผมกำลังหาเหตุผลที่จะ … ไม่ตาย” คือคำพูดสุดกินใจที่สะท้อนก้องอยู่ในหูเราหลังจากที่เราออกจากโรงมาแล้ว

Director Stephen Kijak, Yoshiki and Gene Simmons seen at The Los Angeles Premiere "We Are X" on Monday, October 03, 2016, in Los Angeles, CA. (Photo by Eric Charbonneau/Invision for Drafthouse Films/AP Images)

โยชิกิคือคนที่แบกรับความเศร้า ความเจ็บปวดไว้อย่างมากมายมหาศาล เขาถ่ายทอดความเจ็บปวดเหล่านั้นออกมาผ่านเสียงเพลง ท่วงทำนอง และการแสดงบนเวที ซึ่งแฟนเพลงข้างล่างนั้นสามารถจับได้ถึงอารมณ์เหล่านั้น บวกกับการดิ้นรนของโยชิกิที่จะมีชีวิตอยู่ “เพราะผมเชื่อว่าการฆ่าตัวตายเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวมาก” เขาเคยพูดไว้ นั่นทำให้บทเพลงของเขากลายเป็น ‘สรณะ’ ให้กับแฟนๆ หลักล้านคนทั่วโลก และตัวเขาเองก็ได้กลายเป็น ‘ศาสดา’ หรือที่พึ่งพิงของเหล่าจิตวิญญาณอันบอบช้ำ เพราะบทเพลงของ X Japan นั้นพร่ำบอกกับทุกคนว่า แม้ว่าจะต้องมีชีวิตผ่านความเจ็บปวด แต่เราก็ต้องมีชีวิตต่อไปให้ได้

2016-01-22-20_07_55-3958_4B3B3CBB-E24A-1682-6672-8ED86597B23A.png-2152×2875

และทันทีที่ออกมาจากโรงภาพยนตร์เรื่องนี้ … มุมมองต่อชีวิตและปัญหาของเราก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และเราก็หวังว่ามุมมองของคุณจะเปลี่ยนไปเช่นกัน

We Are X เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เครือ SF แบบจำกัดโรงแล้วตั้งแต่วันนี้
ตรวจสอบรอบฉายได้ที่ FB: Documentary Club และ www.sfcinemacity.com

Related Post

Yamazato_culinary_team (1)

ห้าปีแห่งความสำเร็จ คือห้าปีแห่งการแบ่งปันกับ The Okura Prestige Bangkok

โรงแรมดิโอกุระ เพรสทีจ ฉลองครบรอบห้าปีโดยจัดโครงการเพื่อการแบ่งปันตลอดระยะเวลาห้าเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี ทั้งการแบ่งปันสู่เด็กน้อยผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ ผู้สูงอายุ นิสิตนักศึกษา โดยโครงการประจำเดือนพฤษภาคมนี้ได้แก่การเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาในสาขาวิชาการโรงแรม งานครัว และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สนใจทำอาหาร ได้สมัครเข้าแข่งขันการทำอาหารชิงรางวัลทุนการศึกษาดูงานที่โรงแรม Hotel Okura Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์

Okura_Amsterdam_Chef_Onno (1)

โดยสามารถยื่นใบสมัครได้ที่ แผนกทรัพยากรบุคคล ชั้น 23 โรงแรม The Okura Prestige Bangkok ในวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 10.00 – 15.00 น. ภายในวันศุกร์ที่ 31 มีนาคมนี้ พร้อมโพสต์คลิปความยาว 3-5 นาทีแสดงการทำอาหารประเภทใดก็ได้ลงในหน้าเฟสบุ๊คของตนเอง และส่งคลิปดังกล่าวมาที่อีเมล์ hr@okurabangkok.com ภายในวันที่ 7 เมษายนนี้

Yamazato_culinary_team (1)

ทางโรงแรมจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบแรกในวันที่ 12 เมษายน และนัดหมายเพื่อทดสอบภาษาอังกฤษ และประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 5 คนที่จะได้มีโอกาสไปดูงานและฝึกฝนการปรุงอาหารญี่ปุ่นจากเชฟ Shigeru Hagiwara หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ชาวญี่ปุ่นประจำห้องอาหาร Yamasato เป็นเวลาสามสัปดาห์ ก่อนจะทำอาหารให้คณะกรรมการและแขกผู้มีเกียรติรับประทานในคืนวันตัดสิน

Yamazato_Hana_Kaiseki_15

และผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวจะได้รับรางวัลเป็นทุนไปศึกษาดูงาน 9 วันที่โรงแรม Hotel Okura Amsterdam โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายและเงินรางวัลติดกระเป๋ารวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 100,000 บาท

Yamazato_3

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ pr@okurabangkok.com หรือโทร. 02 687 9000

Related Post

1920

เมื่อศิลปินช่วยสร้างบ้านใหม่ให้กับปูเสฉวนตัวน้อย

เป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานโขแล้วกับเรื่องของการที่มนุษย์เราเก็บเอาเปลือกหอยตามชายหาดจนเจ้าปูเสฉวนเหล่านั้นไร้บ้านจนต้องไปเอาเศษขยะพวกกระป๋องน้ำอัดลมหรือขวดแก้วแตกมาอาศัยเป็นที่พักพิง จนเราเองยังรู้สึกสังเวชใจอยู่ไม่น้อย

aki_inomata_1200.jpg

แต่ปัญหานี้กำลังจะได้รับการแก้ไขโดยศิลปินผู้มีไอเดียบรรเจิดชาวญี่ปุ่น Aki Inomata เธอผู้นี้ได้สร้างสรรค์บ้านหลังน้อยของเจ้าเสฉวนที่ใส่ไอเดียลงไปแบบที่เราแอบหุบยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว Aki Inomata จบการศึกษาจาก Tokyo University of the Arts โดยเธอได้ทำงานศิลปะที่ร่วมมือและอุทิศให้กับเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่มากมากมาย และงาน ‘SHELLters’ สำหรับบ้านใหม่ของปูเสฉวนนี้เธอได้ออกแบบสร้างภาพพิมพ์ 3 มิติ จากคอมพิวเตอร์กราฟิกเป็นสถาปัตยกรรมบ้านเรือนในสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกไปจนถึง ’วัดไทย’ ก่อนจะสร้าง ‘บ้าน’ ขึ้นมาจากวัสดุที่แข็งแรง โปร่งแสง ทนทานและแน่นอนว่าไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ท้ายสุดนี้เธอยังได้กล่าวอุทิศงานชิ้นนี้ให้กับเหล่าคนอบยพย้ายถิ่นและผู้ที่ลี้ภัยอีกด้วย ชมผลงานของเธอต่อได้ที่

Related Post

_KF23924.NEF

ทำความรู้จักกับ Black Ranger ชาวเอเชียคนเดียวใน Power Rangers

หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ขบวนการมนุษย์ห้าสีที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นจะสอนอะไรเด็กวัยกระเตาะในยุค ’90s ได้ สิ่งนั้นก็คงจะเป็น การยอมรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ และความสมัครสมานสามัคคี ดังที่จะเห็นได้ว่า ซูเปอร์ฮีโร่เหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่มาจากรากเหง้าที่แตกต่าง เพศสภาวะที่หลากหลาย และเบื้องหลังชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อทุกคนต้องมารวมตัวกันเพื่อกำจัดเหล่าร้ายแล้ว ความแตกต่างเหล่านั้นกลับถูกลืมไป และทุกคนก็มารวมตัวกันเป็น Power Rangers และเอาชนะเหล่าร้ายได้ในที่สุด

แม้ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จของขบวนการยอดมนุษย์แบบนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสูตรสำเร็จแบบนี้เองที่หล่อหลอมความคิดของมนุษย์โดยรวมมาได้โดยตลอด เรามาอ่านบทสัมภาษณ์ของลูดี้ หลิน หรือ Black Ranger นักแสดงเชื้อสายเอเชียที่รับบทเป็นยอดมนุษย์ ‘สีดำ’ ไปพร้อมกันดีกว่า

DSC_8099_resize

ทำไมคุณถึงเลือกเส้นทางอาชีพนักแสดง
แม่ผมก็เคยเป็นนักแสดงเหมือนกันครับ เธอเลยห้ามไม่ให้ผมเป็นนักแสดง แต่แน่ล่ะใครจะไปเชื่อ

คุณได้เข้ามาร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้นี้ได้อย่างไร
ผมได้งานนี้เพราะเพื่อน และผู้จัดการผมเลย คือ ตอนนั้นเนี่ยผมกำลังถ่ายเรื่อง Marco Polo อยู่ใกล้กับสิงคโปร์ ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟแล้วผู้จัดการก็บอกว่า “นายต้องไปออดิชั่นเรื่องนี้ คืนนี้” เราก็เลยไปที่สถานีโทรทัศน์ในสิงคโปร์ แล้วก็ออดิชั่นผ่านมือถือเลย แล้วก็ส่งเทปไป สองสัปดาห์ต่อมาก็ได้ยินมาว่ามีคนชอบเทปนั้น แต่ว่าก็ไม่ได้ข่าวอะไรซักพักหนึ่งจนกระทั่งผมได้ข่าวว่าผู้กำกับสนใจ ก็เลยได้คุยกับผู้กำกับผ่านทาง Skype ก็เลยออดิชั่นผ่าน Skype เลยครับ กลายเป็นผมก็ได้งานโดยที่ยังไม่ได้เห็นผู้กำกับตัวเป็นๆ ด้วยซ้ำ ในฐานะนักแสดงหลายครั้งที่ออดิชั่นไปก็ไม่ได้บท แต่ถ้ามันได้พอดีกับตัวคุณยังไงมันก็ได้

ช่วยพูดถึงบทที่คุณได้รับในเรื่องนี่หน่อย
ผมเล่นเป็น แซค คือ Black Ranger ในเรื่องครับ ผมชอบตัวละครนี้มากนะ ผมเข้าใจความรู้สึกความเป็นแซค มากกว่า Black Ranger เสียอีก เขาเป็นวัยรุ่นที่กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ตัวผมเองมีหลายอย่างเหมือนแซค คือเป็นเด็กซน ชอบผจญภัย เป็นพวกเสพติดอะดรีนาลิน ทำให้เขารู้สึกตัวเองแตกต่างกว่าคนอื่น คุณจะได้เห็นว่าตอนแรกของเรื่องแซคจะเป็นพวกสันโดษเข้ากับใครไม่ได้ เขาเลยต้องทำอะไรบ้าคลั่งเพื่อให้เขาตื่นเต้นอยู่เสมอ เพื่อปิดบังความเปราะบางข้างใน ภายนอกจะพยายามให้ดูเหมือนว่าแข็งแกร่ง แต่จริงๆ แล้วข้างในมีประเด็นที่ต้องแอบซ่อนเอาไว้ มีประเด็นที่ต้องจัดการกับตัวเอง พอเขาได้เจอคนที่มีปัญหาเหมือนกันกับเขา เขาเลยเริ่มเปิดใจ เลยได้รับในมิตรภาพนี้ มิตรภาพนี้แหละที่ทำให้เขาได้รับความกล้าหาญแล้วก็ได้พลังที่จะได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น ได้ทำอะไรที่ต่างออกไป

คุณได้อิงต้นแบบการแสดงมาจาก Black Ranger ในเวอร์ชั่นเก่าๆ บ้างไหม
ตอนที่ผู้รู้ว่าได้บทผมรีบกลับไปดูเวอร์ชั่นเก่าของญี่ปุ่นเลยครับ แต่ผมก็รู้ดีแหละว่าตัวละครในเวอร์ชั่นนี้ต่างไปจากต้นฉบับมาก แต่ผมโตมากับ Power Rangers ฉบับทีวี ตอนงาน SDCC ครั้งล่าสุดผมได้เจอ แซค เทเลอร์ ที่แสดงเป็น Black Ranger เวอร์ชั่นทีวี เราทักทายกัน ผมบอกเขาว่ามันเจ๋งมากเลยนะที่เราได้เล่นเป็นบทเดียวกัน
จริงๆ แล้ว แซคในเวอร์ชั่นนี้พัฒนามาจากตัวตนของผม ผมคุยกับผู้กำกับเยอะมากเลย ผมใส่ตัวเองลงไปในคาแรคเตอร์โดยเฉพาะเรื่องของการต่อสู้ เราคุยว่าจะต่อสู้ยังไงดี ถ้าคุณถามนักแสดงหลายคนจะบอกเลยว่าจริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นการทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราเข้าอะไรกันได้กับตัวละครตัวนั้นบ้าง แล้วสิ่งที่เหมือนกันมากระหว่างผม และตัวละครคือชอบผจญภัย ซึ่งผมพบเยอะมากเลยตอนมาเที่ยวที่ไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งเปิดโลกผมมากครับ

ได้ข่าวว่าตอนคุณมาไทยคุณได้ฝึกมวยไทยด้วย คุณเอามาประยุกต์ใช้ในการแสดงยังไง
จริงๆ แล้วมวยไทยเป็นตัวจุดประกายให้ผมเรียนศิลปะป้องกันตัวเลยล่ะ ผมเคยมาอยู่ที่เชียงใหม่ 1 ปีหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะมาฝึกมวยไทย หลังจากนั้นก็ได้เรียนกีฬาคาโปเอร่า พอผมเรียนไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกว่าศิลปะป้องกันตัวจริงๆ แล้วเหมือนการเต้นมากกว่า ถ้าจังหวะถูกหรือจังหวะได้ ทุกอย่างก็จะไปด้วยกันได้ ถ้าเกิดจังหวะผิดพลาดโดนชกหน้าขึ้นมา ก็เจ็บ ศิลปะป้องกันตัวจริงๆ แล้วเป็นวิธีการสื่อสารแขนงหนึ่ง หลายครั้งเราก็จะเห็นว่าทุกคนที่เข้าไปต่อสู้หรืออะไรก็ตาม เข้าแล้วก็ออกมาด้วยรอยยิ้ม
ส่วนการปรับใช้กับการแสดงได้ ผมไม่อยากให้จู่ๆ แซค โชว์ท่ากังฟูออกมา เพราะจะไม่มีที่มาที่ไปแถมยังไม่เข้ากับเรื่อง ผมปรึกษากับผู้กำกับว่าทำยังไงถึงจะปรับเทคนิคของผมให้เข้ากับตัวละครได้ เขาบอกว่าอยากจะให้ดูผจญภัยแล้วก็ดูมีพละกำลังมากที่สุด เขาก็เลยใส่พวกกายกรรม หรืออะไรทำนองนี้เข้าไปด้วยในการดีไซน์ตัวคาแรคเตอร์

Power Rangers ในเวอร์ชั่นนี้จะแตกต่างกับฉบับก่อนๆยังไงบ้าง หรือแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่อื่นๆ ในปัจจุบันอย่างไรบ้าง
แน่นอนครับในเมื่อเป็นการรีเมค ทุกอย่างจะทันสมัยมากขึ้น เราพยายามทำให้เวอร์ชั่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว Power Rangers ทีวีจะเห็นได้เลยว่า เปิดเรื่องมาทุกคนก็เป็นฮีโร่แล้ว ในเรื่องนี้คือการเดินทางเหมือนทุกคนกลายมาเป็นฮีโร่ได้ยังไง รับรองเลยว่าเนื้อเรื่องส่วนนี้จะทำให้หนังสนุกแน่นอนครับ แต่ว่ายังไงก็ตามเสน่ห์ของความเป็น Power rangers ยังอยู่ครบถ้วน สิ่งที่ทำให้ขบวนการ 5 สีต่างออกไปจากฮีโร่คนอื่นๆก็คือว่า เขาทำงานเป็นทีม ผมจำได้ว่ามีแฟนๆ มาพูดกับผมว่า “รัก Power Ranger มากเลย เพราะว่า Power Ranger ได้ช่วยโลกกับเพื่อน” คือช่วยโลกเฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว แต่การได้ช่วยโลกกับเพื่อนจะดีขนาดไหน

แล้วตัวคุณเองให้ความสำคัญกับคำว่า ‘Team Work’ ในการทำงานมากแค่ไหน?
สำหรับผมแล้ว Team Work เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม คุณต้องมีครอบครัว ต้องมีเพื่อน คนเราไม่ควรอยู่คนเดียว ยกตัวอย่างเด็ก ถ้าเราทิ้งไว้เด็กก็ตาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเลยที่ต้องมีคนอื่นมาแชร์ความรู้สึกร่วมกัน อย่างตัวผม ผมไม่สามารถมาแสดงหนังเรื่องนี้ได้เลยถ้าไม่มีเพื่อนบอกว่าเราเรื่องนี้เปิดออดิชั่น หรือผู้จัดการผมที่หาสถานที่ถ่ายคลิปออดิชั่นให้ ถ้าไม่มีผู้กำกับไม่มีทีมนักแสดงก็ไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมเองคงไม่มาอยู่จุดนี้ด้วยซ้ำถ้าปราศจากทีมคอยสนับสนุนผมครับ

DSC_8212_resize

การทำงานร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ รวมถึงการได้ร่วมงานกับแสดงประสบการณ์สูงอย่าง อลิซาเบธ แบงค์เป็นอย่างไรบ้าง
ทุกคนเก่งมาก เรนเจอร์ทุกคนเหมือนมาจากทั่วโลก อย่างเดเกอร์มาจากออสเตรเลีย ตัวผมเองมาจากจีน อาเจเป็นแอฟริกันอเมริกัน และนาโอมิเป็นลูกครึ่งอินเดียน – อังกฤษ เบ็กกี้มีเชื้อลาติน เวลาผมมองทีมนักแสดงผมรู้สึกเหมือนเห็นทั้งโลกอยู่ต่อหน้า สำหรับเบ็กกี้และนาโอมิพวกเธอเป็นคนน่ารักมาก นาโอมิเหมือนเป็นแม่ของกลุ่ม ผมชอบเธอมากเพราะ เวลาแสดงนาโอมิจะชอบใช้สำเนียงอเมริกัน แต่พอหมดวันนาโอมิก็จะสำเนียงอังกฤษ ผมยังชอบเลียนสำเนียงเธอบ่อยๆ แต่เธอไม่เคยโกรธเลย ยังให้กำลังใจเวลาผมเจอซีนยากๆ ด้วยซ้ำ ส่วนตัวเบ็กกี้เนี่ยเหมือนดีเจเลย คอยเปิดเพลงเอนเตอร์เทนทุกคนในกอง เธอเป็นคนมีพลังเยอะมาก อยู่นิ่งๆ ไม่เปน คือเป็นคนเหมือนน้องสาวตัวเล็กที่ทุกคนคอยดูแล
ส่วนการทำงานกับ อลิซาเบธ แบงค์ ผมได้เรียนเรียนรู้อะไรเยอะมาก คือทุกคนที่ทำหนังเรื่องนี้มีประสบการณ์ วันแรกที่ผมเจออลิซาเบธ เธอแต่งชุดริต้า มาเต็มสตรีม เธอเล่นได้น่ากลัวมากผมพูดอะไรไม่ออกเลย ขาแข็งไปหมด จะเรียกว่าผมรู้จักเธอในบทบาทริต้า เรพัลซ่า ก่อนที่จะรู้จักตัวตนจริงๆ ของเธอในฐานะ อลิซาเบธ แบงค์เสียอีก

Power Rangers เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมเป็นต้นไป

Related Post

Porsche w1

จับรถยนต์คันสวยพลิกดูรายละเอียดการดีไซน์อันประณีตใต้ท้องรถที่งามไม่แพ้ตัวถัง

Vice Versa

รถยนต์คือส่วนผสมอันชาญฉลาดระหว่างดีไซน์ การตลาด และวิศวกรรมศาสตร์ กว่าจะเป็นรถยนต์หนึ่งคัน จะต้องผ่านขั้นตอนด้านอากาศพลศาสตร์ ด้านไฟฟ้า และด้านจักรกลมาแบบจัดเต็ม แต่สิ่งที่น่าเสียใจก็คือ จักรกลที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์
สุดสวยเหล่านี้กลับไม่ค่อยได้รับการมองเห็น และสัมผัสเท่าไหร่ นอกเหนือไปจากช่างมืออาชีพเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

นั่นก็ทำให้ลอปติมัมตัดสินใจเปิดเปลือยรถยนต์สุดงามทั้งหกคันนี้ในมุมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราจะเห็นความสวยงามแบบดิบๆ ที่เกิดจากการคิดคำนวณ
ทางวิศวกรรมอย่างรอบคอบ ผนวกกับการดีไซน์อันตั้งอกตั้งใจ เราจะมาเปิดเปลือยทั้งแผ่นเหล็ก แหนบล้อ ท่อไอเสีย เลยไปจนถึงสไตล์ใต้ท้องรถ นั่นเพราะว่า Cyrano (ซีราโน) เคยย้ำไว้ว่า ยิ่งดูไร้ค่าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งงดงามเท่านั้น”

1 Audi A5 Coupé 2.0 TFSI

Audi w1

ในบรรดารถทั้งหลายที่ Audi (ออดี้) เคยผลิตมา คันนี้ถือว่าสำแดงออกถึงความเป็น ละติน’ ได้ชัดเจนที่สุด มีการเพิ่มลวดลายโค้งเว้าทำให้รถดูมีเอกลักษณ์ และลวดลายเหล่านั้นก็ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้รถยนต์ ทั้งระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อน ระบบกันสะเทือน และท่อไอเสีย ถือเป็นการดีไซน์อันเลอค่าแบบใครก็เถียงไม่ได้ทีเดียว

เครื่องยนต์เทอร์โบสี่สูบ 252 แรงม้า

ราคา 49,000 ยูโร

ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขนาด 4.68 x 1.85 เมตร

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 5.8 วินาที

2 DS 3 Performance

Citroen w1

ด้วยกำลังเครื่องยนต์ 208 แรงม้าเพื่อตอบสนองแรงเร้าของเท้าขวา ทำให้ DS3 Performance คันนี้ดูราวกับจรวดสี่ล้อก็ไม่ปาน ใต้รถคันนี้ไม่ได้มีของตกแต่งเพิ่มน้ำหนัก แต่เป็นชิ้นส่วนจำเป็นเรียบง่ายเพื่อความเร็วอันเร้าใจ

เครื่องยนต์สี่สูบ กำลัง 208 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที

ขนาด 3.96 x 1.72 เมตร

ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ราคา 27,950 ยูโร

 

3 Ford Mustang V8 VBA

Ford w1

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) รุ่นใหม่นี้ได้นำรถที่ฮิตในยุค ’60s มาตีความใหม่ได้อย่างทรงพลัง ความสำเร็จที่แผ่ขยายไปทั่วโลกนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ และความระทึกใจที่ไม่มีใครหาญสู้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 37,900 ยูโร ทำให้รถคันนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็น พรจากฟ้า” เลยทีเดียว เพลาขับเคลื่อนอิสระที่ล้อหลังของรถ (ผลิตเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดตัวรถรุ่นนี้ในปีค.ศ. 1964) สร้างความพึงพอใจให้มากถึงขนาดที่ทำให้เราลืมๆ เรื่องเครื่องยนต์ไปได้เลยทีเดียว

เครื่องยนต์ V8 กำลัง 421 แรงม้า

ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.8 วินาที

ขนาด 4.79 x 1.92 เมตร

ราคา 45,900 ยูโร

4 Abarth 595 Turismo

Fiat w1

พ่อมดแห่งวงการรถยนต์อย่าง Carlo Abarth (คาร์โล อบาร์ธ) เป็นที่รู้จักจากการพัฒนาท่อไอเสียให้กับ Fiat 500 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกของ Fiat (เฟียต) นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมรถรุ่นลูกคันนี้ถึงปรากฏลายรูปแมงป่องผยองสองตัวตรงท่อไอเสีย (นอกจากเป็นโลโก้ยี่ห้อ Abarth แล้ว ยังเป็นราศีเกิดของเขาอีกด้วย) นอกจากจะสวยเท่ทั้งภายนอกและใต้ท้องรถแล้ว นี่ยังเป็นรถที่สามารถวิ่งทางวิบากได้อย่างเร้าใจอีกด้วย

ราคา 22,400 ยูโร

ความเร็วสูงสุด 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เครื่องยนต์เทอร์โบสี่สูบ กำลัง 165 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.3 วินาที

ขนาด 3.66 x 1.63 เมตร

5 Jaguar F-Type SVR

Jaguar w1

กำลังรถระห่ำ 575 แรงม้าเป็นสิ่งที่คอยขับเคลื่อนม้าผยองอย่าง Jaguar F-Type SVR คันนี้ จำเป็นต้องมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น จึงจะควบคุมเจ้าม้าตัวนี้ได้อย่างปลอดภัยจงดื่มด่ำไปกับความสมมาตรของท่อไอเสียที่ขนาบทั้งซ้ายขวา และเสียงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากท่อสุดพิเศษนี้ก็แสนจะเซ็กซี่เร้าใจไม่เปลี่ยนแปลง

เครื่องยนต์คอมเพรซเซอร์ V8 กำลัง 575 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.7 วินาที

ราคา 139,500 ยูโร

ขนาด  4.48 x 1.92 เมตร

ความเร็วสูงสุด 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

6Porsche Panamera 4S

Porsche w1

คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เราก็รู้อยู่แล้วว่าการผลิต Porsche (ปอร์เช่) นั้นเป็นอย่างไร ทั้งท้ายรถอันบางเฉียบที่เสริมการทำงานของอากาศพลศาสตร์ให้ง่ายขึ้น พ่วงด้วยความสวยงามแบบดิบๆ ของปีกนกกันสะเทือน รวมไปถึงความสมบูรณ์แบบของท่อไอเสียแบบสมมาตรที่ดูเหมือนจะทำให้รถทั้งคันดูหรูหราขึ้นอีกหลายเท่า เอาเป็นว่า เมื่อเอาทุกส่วนมารวมกัน ก็พูดได้ง่ายๆ ว่า Porsche ยังไงก็เป็น Porsche

เครื่องยนต์เทอร์โบ V6 กำลัง 440 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 4.4 วินาที

ราคา 115,917 ยูโร

ขนาด 5.05 x 1.94 เมตร

ความเร็วสูงสุด 289 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Related Post