โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abramović Institute ณ bacc

อาจจะช้าไปหน่อย แต่เราสารภาพว่า เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ Marina Abramović เป็นครั้งแรกจากงาน The Artist Is Present ของเธอที่จัดแสดง ณ MoMA กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2010 ที่เปิดโอกาสให้คนดูมานั่งสบตาเธอเป็นระยะเวลาหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้เราสนใจคือ การปรากฏตัวของ Ulay อดีตคู่รักและเพื่อนร่วมงานสุดอื้อฉาวของเธอนั่นเอง

หลังจากนั้น เราก็ไปเสิร์ชหาผลงานการแสดงเก่าๆ ของเธอ (กับ Ulay) และค่อยๆ ทำความรู้จักกับเธอผ่านยูทูบ และเฟสบุค ซึ่งก็สารภาพ(อีกครั้ง)ว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจกับอะไรต่อมิอะไรที่เธอแสดงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก และเราก็แอบโบ้ยเบาๆ ว่าเหตุผลที่เราไม่เข้าใจนั้น ก็เพราะว่าเราเสพงานศิลป์เหล่านั้นผ่านแชนแนลยูทูบ ไม่ได้เห็นการแสดงดังกล่าวสดๆ ต่อหน้านั่นเอง

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศงาน Bangkok Art Bienale 2018 ขึ้นโดยมีการโหมโรงว่าจะมารีน่าและลูกศิษย์จะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เราก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและตีตั๋ว (ฟรี) ไปเฝ้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ A Possible Island? ทุกวาระและโอกาสที่จะพอเป็นไปได้ในทันที

การแสดงครั้งนี้คือเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่อเนื่องจาก 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute ใช้กระบวนการ The Abramović Method แสดงต่อเนื่องเพื่อนำพาผู้ชมเข้าสู่ห้วงเวลาคู่ขนานที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ โดยมีแก่นกลางที่เชื่อว่าภายในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของห้วงเวลาและชุดข้อมูลในปัจจุบั้นนั้น ทำให้ห้วงเวลาในชีวิตของเราถูกแทนที่ด้วยความกลัวต่างๆ ทั้งกลัวความเดียวดาย กลัวไม่มีที่ทางในสังคม และกลัวที่จะคิดนอกกรอบ

การแสดง A Possible Island? จึงชวนคุณมาให้ความสำคัญกับ ‘ห้วงเวลา’ ปัจจุบันผ่านการหายใจ การควบคุมสติ และการใช้ ‘เวลา’ แต่ละวินาทีอย่างพินิจพิเคราะห์ผ่านการตีความของศิลปินทั้งแปดชีวิต ซึ่งการแสดงนี้จะแสดงอย่างต่อเนื่อง และผู้ชมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง ส่วนการตีความของการแสดงแต่ละชุดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชม ณ ห้วงเวลานั้นอย่างแท้จริง

ตัวเราเอง หลังจากได้เข้าๆ ออกๆ การแสดงชุดนี้หลายต่อหลายครั้ง เราได้สัมผัสประสบการณ์อันหลากหลายที่อธิบายได้ยาก สิ่งที่ปรากฏในหัวเราคือวลีที่เราเคยได้ยินจากไหนสักที่ว่า ‘Good art should disturb the comfort, and comfort the disburbed. – ศิลปะที่ดีควรจะกระตุ้นเราผู้ที่เฉื่อยชา และปลอบประโลมผู้ที่สับสน’ เพราะไม่ว่าเราจะเข้าไปในงานด้วยอารมณ์ใดก็ตาม เราจะกลับออกมาด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้ามเสมอ นอกจากนั้น มันยังทำให้เราคิดถึงความอึดอัดตอนที่เราดูภาพยนตร์เรื่อง The Square (2017) เพราะความคับข้องใจ ความไม่เข้าใจ และความเร่งเร้ารุนแรงของงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโสตประสาตการรับรู้และกรอบคิดของสังคมของเราจนกระทั่งกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัว และไม่มีที่มีทางในสังคมจำลองบนชั้น 8 ณ หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัมผัสมนตรา เสน่ห์ และความหลอนของการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์แบบต่อเนื่องของ 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute (MAI) ณ ห้องโถงชั้น 8 หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่จะแสดงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

Photo credit: BACC/Jukkrit.H

Related Post

Narcos: Mexico ซีรีส์สุดระทึกที่ครองใจแฟนๆทั่วโลกกับการกลับมาอีกครั้งบน Netflix

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของซีรีส์สุดระทึกอย่าง Narcos: Mexico ที่ Netflix นำมาสตรีมให้ดูพร้อมกันทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายนนี้ เราชวนคุณมาคุยและทำความรู้จักกับ Michael Peña กับบทบาทตำรวจผู้แสนดีที่หลงเข้ามาท่ามกลางสงครามอันร้อนระอุของยาเสพติดในประเทศเม็กซิโก แล้วคุณจะหลงรักเขาเหมือนกับที่เราหลงรักมาแล้ว

NARCOS MEXICO

ในซีรีส์ชุด Narcos: Mexico นั้นไมเคิลรับบทเป็นนายตำรวจ Enrique ‘Kiki’ Camarena ที่เอาเข้าจริงนั้นถือว่าเป็นบทรองก็ว่าได้ เนื่องจากก็รู้กันทั่วโลกว่าในซีรีส์ชุด Narcos ที่ผ่านมานั้น ปาโบล เอสโกบาร์ ได้ใจแฟนๆ ทั่วโลกไปมากกว่านายตำรวจอย่างฮาเวียร์ เปนญา จนเราแอบใจเสียแทนเขาไม่ได้ อย่างไรก็ดีหลังจากได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสั้นๆ เราก็อดไม่ได้ที่จะแอบเอาใจช่วยนายตำรวจเอนริเกอย่างเงียบๆ

เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าคาแร็กเตอร์ของเอนริเกกิกิคามาเรญา ที่คุณแสดงเป็นอย่างไร

สวัสดีครับ ผมชื่อไมเคิล เปนญา ผมรับบทเป็นเอนริเกกิกิคามาเรญา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดีอีเอ เขาเพียงแค่อยากจะสร้างความแตกต่าง พอจะรู้ใช่ไหมครับว่าในประเทศเม็กซิโกสถานการณ์เรื่องการค้ายาเริ่มเข้าขั้นสงคราม กิกิอยากจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงตรงนั้น เขาอยากจะหยุดอาชญากรรม ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ในท้ายที่สุดแล้วกิกิคือคนอึดที่มีจิตใจดีคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ

รู้สึกอย่างไรที่ได้รับบทพระเอกในซีรีส์ที่ดูเหมือนว่าพระเอกจริงๆ จะเป็นตัวร้ายแบบนี้ล่ะ

ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยครับว่าบทของผมจะต้องเป็นคนดี ต้องกำจัดคนชั่ว เพราะท้ายที่สุดแล้วหน้าที่ของผมคือการรับบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ดีอีเอ เมื่อเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วเขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เท่านั้นเองครับ

NARCOS: MEXICO

การต้องเข้ามาแสดงในภาคต่อของซีรีส์ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมาก่อนทำให้คุณกดดันมากไหม ?

ไม่นะครับ ผมคิดว่าความกดดันเหล่านั้นมันไปอยู่ที่คนที่เล่นเป็นปาโบล เอสโกบาร์ มากกว่า ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาทำได้ดีมากทีเดียว ต้องขอยกความชอบให้พวกเขาล่ะครับ

เล่าเรื่องสนุกๆ ในกองถ่ายให้เราฟังหน่อยสิ

เรื่องหนึ่งที่ผมจำได้เป็นอย่างดีเลยครับ มีช่วงหนึ่งฝนตกหนักมากๆ เราติดอยู่ที่ไหนกันก็ไม่รู้ ปกติเราคงจะถ่ายทำกันต่อใช่มั้ยครับ แต่แล้วลูกเห็บก็ตกลงมา ผมถ่ายวิดีโอติดไว้ด้วย ตกหนักเลย มันจะเริ่มขึ้นทุกวันตอน 5 โมงเย็น เราต้องหยุดถ่ายทำกันไปเลย 2 วันเต็มๆ เพราะว่าพายุลูกเห็บที่ประเทศเม็กซิโกมันรุนแรงมาก ลูกเห็บขนาดใหญ่เท่าลูกกอล์ฟเลยครับ พวกเราหลบอยู่ใต้หลังคา แล้วก็เข้าไปในรถเทรลเลอร์ ลูกเห็บตกลงมาบนหลังคารถเสียงดังมากเลยครับ ผมพยายามจะหลับ แต่ลมมันแรงมาก หลับไม่ลงเลย ผมนี่แบบขอโทษนะครับ ใครขยับรถเหรอครับ ช่วยหยุดสักทีได้มั้ยเนี่ย มันสั่นจนเหมือนกับว่ามีคนมาเขย่ารถไปมา พอผมลองเปิดประตูออกดู ลมก็ตีจนมันเปิดออกกว้างมาก อย่างกับลมพายุที่บ้าระห่ำ ทำเอาผมเปียกโชกเหมือนใครเอาถังน้ำมาคว่ำใส่หัวผมเลยครับ

NARCOS: MEXICO

ฉันเป็นแฟนของ Narcos เลยนะ บอกหน่อยสิว่าฉันคาดหวังอะไรจาก Narcos: Mexico ได้บ้าง

คงไม่ได้มากนะครับ ถ้าเป็นผมจะดูแบบไม่หยุด 3 วันติดเลยครับ ประมาณว่าวันศุกร์ 2 ตอน วันเสาร์ 3 ตอน วันอาทิตย์อีกสัก 4 ตอน ผมคงจะดูจบภายใน 1 สัปดาห์ เพราะผมชอบวิธีการเล่าเรื่อง วิธีการที่พวกเขาตัดต่อและนำเรื่องราวทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นซีรีส์ ตัวบททุกตอนคือเซอร์ไพรส์ดีๆ นี่เองครับ

คุณใช้วิธีการใดในการเข้าถึงตัวละครอย่างเอนริเก มีคอนฟลิกต์เรื่องคุณธรรมใดๆ ในใจหรือเปล่า

ไม่ค่อยเท่าไรครับ ตอนแรกผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าทำไมเอนริเก (ตัวจริง) ถึงเลือกทำแบบนี้ แต่พอผมได้มีโอกาสคุยกับภรรยาของเขา เธอบอกผมว่าสิ่งที่เอนริเกต้องการทำคือการปราบอาชญากรรม กำจัดพวกคนไม่ดีให้หมดไป มันเหมือนกับเวลาที่เราอยากจะเก็บเงินเข้าบัญชี เราไปธนาคาร เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเหลือเรา เหมือนกับพนักงานในร้านอาหารหรือคนขับรถที่ต่างก็ได้ทำหน้าที่ตามอาชีพของตัวเอง สำหรับเอนริเกแล้วการทำตามหน้าที่ก็คือการช่วยเหลือสังคม ปราบอาชญากรรม ไม่ใช่การช่วยเหลือเพียงแค่ตัวเอง แต่รวมถึงสังคมรอบข้างด้วยครับ

NARCOS: MEXICO

บอกอะไรกับแฟนๆ ชาวไทยที่รอซีรีส์เรื่องนี้หน่อยสิ

ก่อนอื่นเลยครับ ผมไม่เคยไปเที่ยวประเทศไทย แต่อยากไปมากๆ เลยครับ ผมชอบดูการต่อสู้ อย่างมวยไทย คุณบัวขาว แฟร์แฟ็กซ์ ผมก็ต่อยมวยบ้างนิดหน่อยนะ แต่คงเทียบไม่ได้กับระดับปรมาจารย์อย่างพวกเขาครับ ผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยเยอะมาก สักวันหนึ่งจะไปให้ได้ครับ ผมตั้งตารอที่จะให้เรื่องออนแอร์ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน หวังว่าแฟนๆ ชาวไทยจะชอบกันนะครับ

NARCOS: MEXICO

Related Post

” Suspiria ” เมื่อ นักเต้นบัลเลต์หญิงสาวภายในคณะก็เริ่มทยอยหายตัวไปอย่างลึกลับ !!

 

Mia Goth as Sara and Dakota Johnson as Susie star in Suspiria

การกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่งของสองสยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพชาวไทย และ Luca Guadagnino ผู้กำกับชาวอิตาเลียน กับผลงานที่รีเมกมาจากมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์อย่าง ‘Suspiria’

จากความประทับใจในวัยเยาว์ที่ลูกา กัวดาญิโน มีต่อภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Suspiria (1977) โดยผู้กำกับ Dario Argento ที่ทำให้เขาถึงขั้นพกสมุดเล่มเล็กเขียนว่า ‘Suspiria by Luca Guadagnino’ ติดตัวไว้ตลอดเวลานับตั้งแต่ที่เขาได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่ออายุได้เพียงสิบสามขวบเท่านั้นผมเดินผ่านโรงภาพยนตร์ที่ปิดตัวไปแล้ว มันมีโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้แปะอยู่ลูกาเล่าในตอนนั้นผมไม่ทราบครับว่ามันเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับอะไร ผมไม่รู้ว่าชื่อเรื่องเป็นภาษาละติน แต่ภาพที่ปรากฏบนโปสเตอร์นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด พวกเราได้เดินผ่านหมู่บ้านนั้นทุกวัน แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยในระหว่างการเดิน นั่นก็คือช่วงเวลาที่พวกเราต้องเดินผ่านโรงหนังแห่งนั้น ซึ่งมันจะเป็นจังหวะที่ทำให้ผมได้เชยชมโปสเตอร์ใบนั้นอีก และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักดาริโอ อาร์เจนโต และ Suspiria ประสบการณ์นี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมตัวตนของผมขึ้นมาทั้งในฐานะของผู้สร้างภาพยนตร์และฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

Dakota Johnson stars in SUSPIRIA
Photo: Sandro Kopp/Amazon Studios

อีกสามปีถัดมาเขาได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เต็มเรื่องผ่านโทรทัศน์ของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความหมกมุ่นและกระหายอยากสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นในแบบฉบับของตัวเอง และสมุดเล่มเล็กที่เขียนหน้าปกว่า ‘Suspiria by Luca Guadagnino’ ก็ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้นเอง เมื่อได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของเวทีออสการ์จากเรื่อง Call Me by Your Name (2017) เป็นการการันตีฝีมือของตัวเองแล้ว ความฝันในวัยเยาว์ของลูกาก็กลายเป็นความจริงจนได้ และในครั้งนี้นอกจากได้ Marco Morabito โปรดิวเซอร์คู่บุญ และ David Kajganich มือเขียนบทที่เคยฝากฝีมือเคียงกันมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง A Bigger Splash (2015) รวมไปถึงทัพนักแสดงมากฝีมือทั้ง Dakota Johnson, Tilda Swinton, และ Chloë Grace Moretz แล้ว นี่ยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเขากับสองสยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพชาวไทยที่เคยฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Call Me by Your Name (2017) ของเขามาแล้ว

หลายคนคาดหวังเอาไว้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะใช้เฉดสีแบบเดียวกับภาพยนตร์ต้นฉบับของดาริโอครับสองให้สัมภาษณ์แต่หลังจากที่ได้อ่านบทภาพยนตร์ผมก็เริ่มมองเห็นภาพในมุมมองของผมเอง และผมก็ไม่รู้สึกว่าพวกเรามีความจำเป็นต้องใช้สีที่รุนแรงและฉูดฉาดแบบนั้นและเมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วลูกาและสองก็เลือกใช้โทนสีแบบใหม่ที่สามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน ค.. 1977 แทน โดยในงานนี้เขาได้รับอิทธิพลมาเต็มๆ จากผลงานขึ้นหิ้งของ Rainer Werner Fassbinder ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียง อย่างเรื่อง The Marriage of Maria Braun (1978) และ Veronika Voss (1982)

สยมภูและผมได้พูดคุยกันเรื่องผลงานของผู้กำกับภาพ Michael Ballhaus และ Xaver Schwarzenberger ที่เคยร่วมงานกับไรเนอร์ รวมถึงภาพวาดของ Balthus (Balthasar Klossowski de Rola – ศิลปินชาวฝรั่งเศสโปแลนด์) ด้วยลูกากล่าวพวกเราต้องการจำลองทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในช่วงนั้น แทนที่จะจำลองเพียงแค่บรรยากาศหรือทำอย่างลวกๆ เราได้มีการใช้หลายเฉดสี อย่างสีเทา สีน้ำตาล สีสนิม สีฟ้าอ่อน และสีเขียว เราต้องการให้ภาพที่ออกมาสะท้อนถึงยุคดังกล่าวและภาพลักษณ์ของหนังเยอรมันที่สร้างในยุคนั้น

มาร่วมติดตามผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจกับภาพยนตร์ภาคใหม่อย่าง Suspiria ได้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมเป็นต้นไป ณ โรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

Tilda Swinton as Madam Blanc stars in Suspiria

Related Post

ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Festival 2018 วันที่ 2-3 พ.ย. การกลับมาของงาน EDM ริมหาดอันดับ 1 ของไทย

Related Post SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช… Heineken® Presents Sensation Rise 2018 Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับ… Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจ… 10 Greatest Bluffs in Pop Culture Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน … 7 คนดังที่คลั่งไคล้สาวๆ BNK48 อย่างออกนอกหน้า… 5 สิ่งที่คุณ (อาจจะยัง) ไม่รู้เกี่ยวกับ Liam Galla…

Related Post

Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับรถกลับบ้านกันทำไม

Related Post ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Fes… Heineken® Presents Sensation Rise 2018 เมื่อวรรณกรรมชิ้นเอกอย่าง LE PETIT PRINCE หรือ เจ้… SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช… Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน … 10 เหตุการณ์น่าจดจำตลอดกาลในเทศกาลหนังคานส์… โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abram… Design & Desire สำหรับสุภาพบุรุษ กลิ่นหอมคือห…

Related Post

Heineken® Presents Sensation Rise 2018

Related Post ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Fes… Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับ… SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช… Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน … 10 เหตุการณ์น่าจดจำตลอดกาลในเทศกาลหนังคานส์… คอ EDM พลาดไม่ได้! กับการแสดงครั้งสุดท้ายของดีเจผู… โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abram… เมื่อวรรณกรรมชิ้นเอกอย่าง LE PETIT PRINCE หรือ เจ้…

Related Post

เมื่อวรรณกรรมชิ้นเอกอย่าง LE PETIT PRINCE หรือ เจ้าชายน้อย ร่วมสร้างความ Limited Edition อีกครั้ง

Related Post Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับ… โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abram… ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Fes… Heineken® Presents Sensation Rise 2018 Design & Desire สำหรับสุภาพบุรุษ กลิ่นหอมคือห… Ocean8 x Cartier รังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภ… Benicio for Sicario บทสัมภาษณ์ของเบเนซิโอที่มีต่อภ… ไขความลับสุดยอดของ ชา ที่มีราคาร่วมแสน…

Related Post

Design & Desire สำหรับสุภาพบุรุษ กลิ่นหอมคือหัวใจสำคัญในการคอมพลีตลุค

Related Post พูดคุยภาษาฟุตบอลกับ “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง… โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abram… ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Fes… Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับ… Heineken® Presents Sensation Rise 2018 เมื่อวรรณกรรมชิ้นเอกอย่าง LE PETIT PRINCE หรือ เจ้… ไอเทมคู่ใจที่ผู้ชายทุกคนควรมี… BOSS Menswear Pre-Fall 2018 คอลเลกชั่นที่เห็นแล้ว…

Related Post

MORE THAN A NORMAL CRIME MOVIE!!! หนังโจรกรรมสุดเพี้ยนน่าดู

มาจับเข่าคุยกับแบรี่ คีโอแกน หนุ่มน้อยหน้าตาแปลกผู้รับบทนำในภาพยนตร์สุดเพี้ยนอย่าง American Animals ว่าด้วยเรื่องการโจรกรรมของเด็กรวยไม่มีอะไรทำที่แท้จริงแล้วมีอะไรลึกไปกว่านั้น

เคยจินตนาการไหมว่า ถ้าบ้านคุณรวยล้นฟ้าชนิดที่นั่งหายใจทิ้งไปวันๆ จนตายก็ผลาญสมบัติไม่หมด คุณจะหาคุณค่าและนิยามความเป็นตัวเองได้อย่างไร? ภาพยนตร์เรื่อง American Animals นี้ได้เล่าเรื่องราวของนักศึกษาหัวกะทิอนาคตไกล ครอบครัวดีจำนวน 4 คนที่รวมหัวกันจารกรรมหนังสือ The Birds of America ที่ถือว่าเป็นหนังสือหายากด้วยแผนการที่แยบยลที่สุดเท่าที่โลกใบนี้เคยบันทึกไว้

ก่อนไปพบกับภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก แต่เนื้อหาไม่เล็กขนาดนี้ เรามาทำความรู้จักกับแบรี่ คีโอแกน ดาราหนุ่มอนาคตไกลจากภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk (2017) และ The Killing of Sacred Deer (2017) ที่รับบทสเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด นักศึกษาเอกศิลปะ และหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อเหตุการณ์ปล้นเหนือเมฆที่ทำเอาเอฟบีไอทึ่งมาแล้ว

Q: อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณเข้าร่วมโปรเจกต์หนัง “American Animals” ?

A: บาร์ท เลย์ตัน ครับ เขาคือหนึ่งในลิสต์ผู้กำกับที่ผมอยากจะร่วมงานด้วยตั้งแต่ช่วงที่ผมเริ่มอาชีพนักแสดง  รวมถึงผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน และ ยอร์กอส แลนธิมอส ดังนั้นเมื่อเขาประกาศหานักแสดง ผมก็ลองสมัครไปดู หลังจากนั้นบาร์ทก็ได้คุยกับผมผ่านทาง Twitter ว่า “คุณมีเวลามาที่ลอนดอนบ้างไหมผมเลยตอบกลับไปว่า “ครับ ผมมีเวลา” และเราก็ได้พบกัน และนั่งคุยกันถึงโปรเจกต์หนังเรื่องนี้  เขาพูดกับผมว่า “ผมอยากให้คุณส่งเทปแนะนำตัวมา” และหลังจากนั้นเราก็ได้ร่วมงานกันครับ

 

Q: หนังได้ฉายทั้งในเทศกาล Sundance และ SXSW คุณรู้สึกอย่างไรกับประสบการณ์เหล่านั้น?

A: เยี่ยมไปเลยครับ ผมรู้สึกดีที่ได้เห็นภาพแบบนั้น กลุ่มของผู้ชมใน SXSW ส่วนมากจะเป็นคนหนุ่มสาวเสียมากกว่า มันเป็นไปได้สวย และผมก็รู้สึกดีใจที่มันเป็นแบบนั้น

 

Q: คุณรู้จักคดีโจรกรรมคดีนี้ก่อนที่คุณจะมาเล่นเรื่องนี้หรือเปล่า?

A: ไม่เลยครับ ก่อนผมเซ็นสัญญาผมไม่เคยได้ยินเรื่องของคดีนี้มาก่อนเลย ผมไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะไปได้สวย เพราะมั่นใจในฝีมือและประสบการณ์ของบาร์ท เลย์ตั้น อย่าง “The Imposter” ซึ่งผมก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ

 

Q: ดูเหมือนว่าปี 2017 จะเป็นที่ดีของคุณ เพราะคุณได้รับบททั้งใน “Dunkirk” และ บทของตัวร้ายใน “The Killing of the Sacred Deer”แล้วตัวละครของคุณใน “American Animals” แตกต่างจากบทที่คุณเคยได้รับอย่างไร?

A: สิ่งที่ผมเห็นในนั้นเป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามทุกครั้ง คำถามนั้นคือ ตัวละครตัวนี้แตกต่างจากตัวละครที่ผมเคยรับบทที่แล้วๆ มาอย่างไร   ผมรับบท ไรน์ฮาร์ด นักศึกษาเอกศิลปะ หนึ่งในสมาชิกแกงค์โจร ความท้าทายคือผมจะสร้างความแตกต่างให้กับตัวละครนี้ได้หรือเปล่า  ผมจะต้องพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน ผมอยากจะแสดงให้หลากหลาย และผมต้องการให้ผู้คนพูดถึงผมว่าเจ้าหนูนั่นเป็นคนที่เล่นบทบาทไหนก็ได้ นั่นคือเป้าหมายหลักของผมครับ และก่อนจะไปถึงจุดนั้นต้องทำงานกับผู้กำกับฝีมือดี และแสดงในบทบาทที่มีความเป็นเอกลักษณ์

American Animals เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคมเป็นต้นไป

Related Post

Ocean8 x Cartier รังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ 

 

ได้รับความสนใจไม่แพ้พลังนักแสดงระดับแถวหน้าของฮอลลีวู้ดในภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s 8 โดย Cartier ได้ปลุกตำนานสร้อยพระศอของมหาราชาแคว้น Nawanagar  ร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์แห่งปี Ocean’s 8 ภาคต่อของภาพยนตร์   แอคชั่นในตำนาน Ocean’s 11อันโด่งดัง บรรจงรังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ 

คาร์เทียร์ได้ระดมช่างฝีมือของแผนกอัญมณีชั้นสูง (High Jewelry) ณ Rue de la Paix ในกรุงปารีส ใช้ช่างอัญมณีที่เชี่ยวชาญที่สุดเพื่อรังสรรค์สร้อยคอชิ้นเอกในระยะเวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์ สร้อยคอได้ถูกปรับให้เข้ากับสรีระของดารานำในเรื่อง แอน แฮทธาเวย์ โดยลดขนาดลงราว 15-20% ของขนาดดั้งเดิมที่ออกแบบมาเพื่อมหาราชาแห่งแคว้น Nawanagar

สามารถถอดเปลี่ยนได้และได้รับการปรับแต่งให้พอดีกับสรีระของนักแสดงอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับสร้อยคอตูซองต์ที่ผลิตขึ้นใหม่เพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ ประกอบไปด้วย เพชรน้ำงามไม่มีสีใดๆ เจือปน ส่วนดั้งเดิมที่ใช้เพชรสี ช่างได้ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่เรียกว่าเซอร์คอเนียมออกไซด์แทนที่และวางลงบนตัวเรือนทองคำขาว

 

คาร์เทียร์ยังเป็นแบรนด์เครื่องประดับเพียงหนึ่งเดียวที่ดารารับเชิญในภาพยนตร์สวมใส่ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตันหรือ The Met เป็นเวลา 5 คืนติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชั้นสูง ไฮ จิวเวลรี่ นาฬิกาและเครื่องประดับแบบต่างๆ

 

 

 

 

บูติคแฟลกชิพ ณ ถนนฟิฟท์อเวนิวหรือคาร์เทียร์แมนชั่น (Cartier Mansion) หนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงนิวยอร์กได้ใช้เป็นที่ถ่ายทำหลายฉากที่สำคัญ โดยคาร์เทียร์ปิดทำการแมนชั่นเป็นเวลา 2 วันในการถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมด้านนอกของคาร์เทียร์แมนชั่นบนถนนหมายเลข 52 ยังปรากฏในภาพยนตร์อีกด้วย

 

Related Post