จบแล้วจ้า!!! มาร์ก ซักเกอร์เบิร์กแห่ง Facebook รับปริญญาบัตรใบแรกในชีวิตจากฮาร์วาร์ด

นี่คือสปีชสุดซาบซึ้งในวันรับปริญญาของเขา

https://www.thestar.com/business/2017/05/25/mark-zuckerberg-finally-graduates-12-years-after-quitting-harvard.html

หลังจากที่เขาแสดงความดีใจอย่างออกนอกหน้าครั้งที่ฮาร์วาร์ดตอบรับเขาเข้าเรียนเมื่อสิบสองปีที่แล้ว

http://fortune.com/2017/05/19/mark-zuckerberg-harvard-acceptance-video-reaction/

ก็ใช้เวลา ‘เรียน’ ไม่ช้าไม่นาน แค่ทศวรรษกว่าๆ เท่านั้นเอง แต่อย่าว่างั้นงี้เลยเถอะ ถ้าให้พวกเราลาออกมาเปลี่ยนโลกแบบนี้ พวกเราก็คงทำล่ะเนอะ

ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับเจ้าพ่อโซเชียลมีเดียคนสำคัญของโลกใบนี้

Related Post

7 เหตุผลที่ผู้ชายอย่างเราควรไว้พุง

เรามาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะว่า หนุ่มหุ่นหมี (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Daddy Body – Dad Bods) ไม่ได้หมายถึงหนุ่มที่อ้วนจนดูมีภาวะเสี่ยงน้ำหนักเกิน แต่เราหมายถึงพวกเราในสภาวะปกติมนุษย์ที่ไม่ได้เล่นกล้ามจริงจัง โอเค … อาจจะออกกำลังกายวันละนิดหน่อยเพื่อให้แข็งแรง หายใจสะดวก มีเซ็กซ์ได้นานหน่อย อะไรประมาณนั้น แต่ถ้าคุณมีแนวโน้มจะน้ำหนักเกิน เราก็แนะนำให้คุณดูแลสุขภาพหน่อยนะ เดินทางสายกลางเป็นเรื่องดีที่สุดเสมอ

ด้วยความเป็นห่วงนะ

เอาล่ะ เรามาดูข้อดีของหนุ่มหุ่นหมีอย่างเราๆ กันดีกว่า

1 พวกเรามั่นใจในความเป็นตัวเอง
สาวๆ อย่าปฏิเสธเลยว่าหนุ่มๆ ที่มีความมั่นใจนั้นมีเสน่ห์มากกว่าหนุ่มๆ ที่ไร้ความมั่นใจใช่ไหมล่ะ และที่สำคัญนะ ถ้าพวกเรายอมรับตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น คุณมั่นใจได้เลยว่า พวกเราไม่เสนอหน้าไปบอกให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเด็ดขาด สบายใจได้

2 คุณไม่ต้องสวยมากก็ได้ เวลาอยู่กับเรา
ก็อย่างว่านะ ภาพลักษณ์ภายนอกน่ะสำคัญ แต่มันไม่ใช่ ‘ทุกสิ่ง’ สำหรับเรานะ ดังนั้น สาวๆ สบายใจได้ คุณไม่ต้องตื่นมาหน้าผมเป๊ะตลอดเวลาที่อยู่กับเราก็ได้ แล้วคุณจะมีความสุขขึ้นเยอะ เชื่อเราเถอะ

3 สัญญาเลยว่าเราไม่แซวเรื่องพฤติกรรมการกินของคุณ หรือน้ำหนักคุณแน่ๆ
เวลาสาวๆ แปลงร่างเป็นมนุษย์เมนส์ และกินขนมโน่นนี่จุบจิบ หรือดูบวมน้ำ (ตามที่คุณบอกเราน่ะนะ) สักนิดหน่อย คุณก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกเวลาอยู่กับเรา เพราะเราแทบจะไม่สังเกตหรอก จริงๆ นะ

4 คุณจะได้มีเท็ดดี้แบร์ตัวใหญ่ไว้กอดตลอดเวลา
บอกเลยนะว่าพุงเรานุ่มนะ กอดยังไงก็อุ่น แถมคุณยังมีเสื้อยืดเน่าตัวเบ้อเริ่มไว้ให้คุณยืมไปใส่นอนได้แบบไม่จำกัดอีกด้วย หนุ่มหุ่นล่ำสู้ไม่ได้นะเออ

5 เรามีความสุขง่ายมาก
เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าเราไม่ค่อยได้สนใจว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไรไงล่ะ เราเลยทำตัวสบายๆ ได้มากกว่าหนุ่มๆ ที่ห่วงหล่อ เลยไม่ค่อยกลัวที่จะทำตลกบ้าบอต่อหน้าคนอื่น อยู่กับเราแล้วมีความสุขนะ จะบอกให้ อ้อ … เราไม่ค่อยหมกมุ่นกับตัวเองด้วยนะ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะส่งรูปเซลฟี่ซิกซ์แพ็คของเราไปหาคุณวันละห้ารอบ (ก็เราไม่มีนี่นาเนอะ)

6 เรื่องบนเตียงเราก็ไม่แพ้ใครนะเออ
อย่างแรกเลยนะ คุณไม่ต้องกังวลกับรูปร่างของคุณมากนักหรอก เวลาคุณแก้ผ้าต่อหน้าเรา ก็ถ้าคุณไม่ตัดสินรูปร่างเรา เราจะไปตัดสินรูปร่างคุณทำไมล่ะ จริงไหม … และเรารู้นะ!!! คุณแอบจินตนาการบรรเจิดประมาณว่าตัวเองเป็นหญิงสาวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รอผู้ชายตัวใหญ่มาอุ้มแตง … เอ๊ย …​ อุ้มคุณออกจากสถานการณ์อะไรสักอย่างใช่ไหมล่ะ? ขนาดตัวอย่างเรา … สบายๆ บอกเลย

7 พวกเราค่อนข้างอ่อนไหว และรักษาความรู้สึกคนอื่น
คืองี้ ถ้าพวกเราเป็นเด็กอวบมาตลอดชีวิต เราก็มักจะโดนแกล้งน่ะ ดังนั้น โอกาสที่พวกเราจะเห็นอกเห็นใจคนอื่น และไม่ทำซ้ำในสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเรานี่มีสูงนะ จริงๆ

นับข้อดีได้ 7 ข้อแล้ว กลับมาหาพุงนิ่มๆ ของพวกเราเถอะสาวๆ

Related Post

คนเลวไม่มีสิทธิเก่ง? เก่ง ลายพรางกับค่านิยมศิลปินต้องเป็นคนดีของประเทศไทย

Moral Trap for Thai Artist
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมศิลปินไทยต้องเป็นคนดี? เป็นคนไม่ดี แต่มีฝีมือ แล้วทำไมไม่ได้รับการยอมรับ? แต่ถ้าเป็นคนดี ฝีมือธรรมดา จะดูมีอนาคตมากกว่า? มาล้วงลึกการเมืองเบื้องหลังภาพลักษณ์ ‘คนดี’ ของศิลปินไทยไปพร้อมกัน

Michael Jackson (ไมเคิล แจ๊กสัน) John Lennon (จอห์น เลนนอน) Kurt Cobain (เคิร์ท โคเบน) Jimi Hendrix (จิมี่ เฮนดริกซ์) และ Amy Winehouse (เอมี่ ไวน์เฮ้าส์) เป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่ชื่อของศิลปินที่ได้รับการยอมรับในฝีมือและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงทั่วโลก ถึงแม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินที่สามารถผลิตผลงานที่โด่งดังและอยู่ในใจผู้ฟังเป็นจำนวนมาก แต่ในแง่ชีวิตส่วนตัวของศิลปินเหล่านี้อาจไม่ได้ปฏิบัติตนในครรลองตามหลักจริยธรรมสักเท่าไหร่ ทุกคนที่กล่าวถึงข้างต้น เคยมีปัญหาเรื่องการใช้ยาเสพติด บ้างมีข่าวชู้สาว พฤติกรรมที่ไม่ดีต่อหน้าสาธารณะ แต่ดูเหมือนเรื่องเหล่านั้นไม่อาจบดบังความสามารถทางด้านดนตรีของพวกเขาได้ เพราะเหล่าแฟนๆ แม้แต่ในไทยเอง ก็ยังคงให้ความยอมรับในฝีมือและสามารถชื่นชอบตัวตนของศิลปินเหล่านี้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง

ลองมามองมุมกลับจากนอกประเทศมาสู่ภายใน ข่าวฉาวของศิลปินไทยจำนวนไม่น้อยเมื่อถูกนำเสนอผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหล้ายา ความปากหมา การทะเลาะวิวาท เรื่องชู้สาวที่เกิดขึ้นแม้เพียงไม่กี่ครั้งหรือแค่ครั้งเดียว ก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะดับอนาคตการเป็นศิลปินของบุคคลผู้นั้น ด้วยข้อหาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่สังคม ซึ่งหากวัยรุ่นยุค 90’s ยังจำกันได้ เสื้อสายเดี่ยวของศิลปินหญิงดูโอ้กลุ่มหนึ่งก็ได้สร้างปรากฏการณ์แตกตื่นในสังคมไทยมาแล้ว ด้วยความกลัวที่ว่าเยาวชนไทยในยุคนั้นจะเลียนแบบแห่กันไปใส่สายเดี่ยวเกาะอก ทั้งยังใช้ตรรกะ GAT/PAT เชื่อมโยงไปถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะยั่วยุให้เยาวชนไทยจะมีพฤติกรรมไม่รักนวลสงวนตัวเสียตัวก่อนวัยเรียนตามมา

แล้วเหตุใด ทำไมศิลปินต่างประเทศที่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมถึงได้เป็นที่ยอมรับในหมู่แฟนเพลงเมืองไทยได้มากกว่าศิลปินไทย? แล้วทำไมศิลปินจะต้องเป็นตัวอย่างให้แก่เยาวชน?

หากลองเจาะลึกถึงในเชิงการเมือง ความต้องการของสังคมที่อยากให้ศิลปินเป็นตัวอย่างที่ดีในไทยนั้น เกี่ยวพันกับใช้อำนาจนำ (Hegemony) ทางวัฒนธรรมอยู่สูง เพราะการที่กลุ่มการเมืองใดๆ จะสามารถปกครองสังคมได้ จำต้องสามารถสถาปนาระบบคุณค่าของตน ไม่ว่าจะในเชิงศีลธรรม วัฒนธรรม ให้กลายเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติกันทั้งสังคม ศิลปินรวมถึงบุคคลสาธารณะในวงการต่างๆ จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้เป็นตัวแทนในการนำเสนอภาพบุคคลที่พึงประสงค์ของรัฐ เพื่อกล่อมเกลาคนในชาติโดยเฉพาะเยาวชนให้มีคุณลักษณะตามที่รัฐต้องการ ดังจะเห็นได้จากการสถาปนารางวัลจำนวนมากที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวงานเพลงแม้แต่น้อย หากแต่มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมและระดับศีลธรรมของศิลปินเป็นจำเพาะ อาทิ รางวัลลูกกตัญญู ลูกตัวอย่างดีเด่น รางวัลศิลปินแบบอย่างที่ดีต่อสังคม คนดีศรีสยาม รางวัลศิลปินปลอดบุหรี่ ซึ่งไม่เพียงแต่รัฐเองจะให้ความสำคัญกับระดับจริยธรรมค่อนข้างสูง แนวคิดนี้ก็ได้เติบโตในคนทุกชนชั้นจนเป็นทัศนคติที่สังคมยึดถือแล้วว่า “จะเป็นคนเก่งอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นคนดีด้วย”

เราไม่ได้ปฏิเสธว่า ทุกคนควรเป็นคนดี แต่ด้วยกรอบความเป็นคนดีของไทยนั้น กลับถูกผูกติดหลอมรวมอยู่กับแนวคิดอนุรักษนิยมที่ไม่ได้นับรวม ความเสมอภาค เสรีภาพ การแสดงออก อยู่ในกรอบของความดีไปด้วย ทั้งยังยอมรับความขัดแย้งหรือเห็นต่างได้ค่อนข้างยาก กรอบของการเป็นคนดีที่ไม่เปิดกว้างเช่นนี้ ทำให้ศิลปินไม่สามารถสะท้อนตัวตน หรือความแตกต่างของโลกทัศน์ แม้แต่การยึดคุณค่าความดีคนละชุดกับสังคมกระแสหลัก ยังอาจถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามได้

เมื่อศิลปินไทยมีภาระทางจริยธรรมที่ต้องทำตัวดีตามขนบ หลีกเลี่ยงการสร้างดราม่า ประพฤติตนในกรอบกฎเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ความคาดหวังให้ศิลปินต้องเป็นคนดีเช่นนี้ เป็นปัจจัยที่เจือจางบทบาทของศิลปินในฐานะคนทำเพลงให้น้อยลง แทนที่ด้วยการเป็นผู้บริการสังคม ที่นอกจากจะต้องให้ความบันเทิงแล้ว ยังต้องเป็นตัวอย่างให้เเก่เยาวชนอีกด้วย แต่ยิ่งเงื่อนไขของความเป็นคนดียิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นข้อจำกัดในการแสดงออกมากขึ้น และปัญหาอย่างหนึ่งของเงื่อนไขการเป็นตัวอย่างที่ดีนี้ คือความสามารถในการแผ่ขยายขอบเขตออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด คือถือศีลห้าอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ แต่อะไรที่สังคมไม่ชอบหรือแม้แต่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงก็ไม่ควรทำด้วย โดยในที่นี้ เราจะไม่พูดถึงเรื่องการใช้ยา เพราะแม้จะไม่มีกรอบจริยธรรมมาบังคับ เราก็ทราบกันดีว่าการใช้ยาเสพติดเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่อย่างกรณีของเหล้าและบุหรี่ ที่หน่วยงานในราชการไทยได้ทำแคมเปญต่อต้านมาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ทำให้สองสิ่งนี้ได้เข้าไปอยู่ในลิสต์ของต้องห้ามสำหรับศิลปินไปแล้ว และก็ไม่มีใครรู้ว่าในภายภาคหน้าจะมีอะไรเพิ่มมาอีก หรือจุดจบจะอยู่ที่ตรงไหนก็สุดจะคาดเดา แต่จะว่าไปความตลกร้ายอีกอย่างก็คือ เราสามารถชื่นชมความปากหมาของ Oasis รักความเฮี้ยนของ Björk เอ็นดูความเกรียนของ Green Day และไม่สนว่า John Mayer จะมีทัศนคติต่อผู้หญิงในฐานะวัตถุทางเพศขนาดไหน เราก็ยังสามารถเสพผลงานของพวกเขาต่อไปได้อย่างสบายใจ โดยไม่ไปตัดสินที่ตัวตนของพวกเขาอย่างที่ทำกับศิลปินในบ้านตัวเอง

มาถึงตรงนี้ บางท่านอาจคันปากอยากแย้งว่า นอกจากศิลปิน ทุกคนในสังคมก็ได้รับการคาดหวังให้เป็นคนดีเหมือนกัน – ตรงนี้ไม่เถียงเลย แต่ถ้ามองศิลปินในฐานะคนทำเพลงที่ผลิตผลงานเพลงซึ่งเป็นสินค้าชนิดหนึ่งออกมา มันกลับเป็นสินค้าที่ผูกติดกับตัวตนของผู้ผลิตมากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ กรอบของความดีแบบอนุรักษนิยมดังที่กล่าวมา จึงไม่เพียงแต่สร้างบรรทัดฐานของสิ่งที่ศิลปินควรจะเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพลงด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อศิลปินไทยรับรูปแบบดนตรีแบบตะวันตกเข้ามาใช้ผลิตงาน ก็มักจะทำได้แค่หยิบยืมแบบฟอร์มหรือแนวเพลงมาใช้ แต่โดยตัวเนื้อหาเพลงนั้น สิ่งที่หาได้ยากคือการสะท้อนความเป็นปัจเจก ทั้งในแง่แนวคิดต่อประเด็นต่างๆ การปฏิสัมพันธ์กับสังคม เราจึงไม่อาจพบเห็นเพลงที่มีเนื้อหาวิพากษ์หนักๆ อย่าง God Save the Queen หรือ Killing in the Name ในวงการเพลงไทย หากลองคิดดูเล่นๆ ว่าถ้า John Lennon เป็นคนไทย บทเพลงอมตะซึ่งแทบไม่มีใครไม่รู้จัก อย่าง Imagine คงไม่ได้ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ ทำไมน่ะเหรอ ก็ดูเนื้อเพลงพี่แกสิ
“Imagine there’s no countries
It isn’t hard to do
Nothing to kill or die for
And no religion, too
Imagine all the people living life in peace”
ลองอิมเมจิ้นใช้จินตนาการกันว่า ถ้าพี่จอห์นเป็นศิลปินไทยแล้วจู่ๆ มาแหกปากบอกผู้คนว่า “เราไม่ต้องมีชาติ มีศาสนา แล้วโลกจะสงบสุข” พี่แกก็น่าจะอยู่ใน Line Up ศิลปินที่ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ และอาจได้สิทธิ์แสดงสด Live in บางขวาง ตลอดชีพก็เป็นได้

กรอบคิดเกี่ยวกับการเป็นคนดีที่คับแคบและมองความแตกต่างเป็นปรปักษ์เช่นนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ฟอร์มเนื้อหาในเพลงออกมาในทิศทางเดียวกัน การนำเสนอทัศนะความคิดเห็นที่สุดโต่ง จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปรากฏได้ง่ายๆ หรืออาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ เลยไม่แปลกที่เราจะไม่มีศิลปินอย่าง John Lennon หรือ Rage Against the Machine ในวงการเพลงไทย เพราะกรอบความคิดดังที่กล่าวมา ไม่อนุญาตให้ศิลปินลักษณะนี้แจ้งเกิดได้

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำไมเพลงรักถึงเต็มตลาด เพราะนอกจากจะขายได้เรื่อยๆ เป็นคอนเซ็ปต์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่นอกเหนือไปจากนั้น เพลงรักเป็นเนื้อหาซึ่งอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่ปกป้องตัวศิลปินจากคำครหา เพราะต่อให้ศิลปินมีมุมมองต่อความรักเกรี้ยวกราด รุนแรงขนาดไหนก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ที่ไม่กระทบกระทั่งต่อสังคมองค์รวมแต่อย่างใด แม้เราจะพบเห็นบทเพลงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอยู่บ้าง ส่วนมากก็ทำได้แค่นำเสนอแนวคิดมวลรวมของสังคมกระแสหลักต่อเรื่องต่างๆ

แม้แต่เพลงของ Sepia ที่ได้รับการกล่าวขวัญกันในด้านความขบถ การเสียดสีสังคม และความรุนแรงในการนำเสนอ อาทิ เกลียดตุ๊ด และ Dead God ที่มีท่อนฮุคสุดฮิต “อย่างเธอต้องโดนข่มขืน” แต่สิ่งที่เพลงพังก์ร็อกของ Sepia ทำในแบบที่ไม่อาจหาได้ที่ไหนอีกเเล้ว คือการเอาดนตรีเเบบพังก์ที่ดิบเถื่อน หยาบกระด้าง มีภาพลักษณ์ต่อต้านสังคม และมีจุดกำเนิดจากการปฏิเสธขนบของ Rock n’ Roll มานำเสนอเพลงที่เนื้อในเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างสุดกู่ ไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมรับเพศที่สามในเพลงเกลียดตุ๊ด (สังคมไทย ณ ตอนนั้นยังไม่มีกระแสเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ การบอกว่าเกลียดตุ๊ดในเวลานั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก) หรือ Dead God บทเพลงแสดงความปรารถนาที่จะลงโทษผู้หญิงแต่งตัวโป๊ด้วยการข่มขืน แม้เนื้อหาเพลงแบบนี้จะเป็นเรื่องแปลกใหม่ในวงการเพลงไทย แต่ใจความสำคัญที่เตือนให้รักนวลสงวนตัว กลับเป็นสิ่งที่เราพบได้เกลื่อนกลาดในละครทีวี ที่จุดจบนางร้ายมักจะถูกลงโทษด้วยการละเมิดทางเพศ เพื่อสอนใจให้ผู้ชมโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงปฏิบัติตัวในกรอบจริยธรรมอันดีงาม บอกได้เลยว่า เพลงพังก์ที่มีเนื้อหาแบบนี้ Sex Pistols ก็ทำไม่ได้ The Clash เหรอ อย่าหวัง Conservative Punk เฉดนี้จะไปเจริญเติบโตที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่ประเทศไทย แม้แต่เพลงเเนวพังก์ที่อาจดูดื้อไปบ้าง แต่เนื้อในก็ยังเป็นเด็กดีที่รักษากรอบกฎเกณฑ์ของสังคม หาได้ไปแหกกรอบนอกคอกอย่างพังก์เมืองนอกเค้าเป็นกัน

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะบอกว่าศิลปินควรลุกขึ้นมาด่าทุกอย่าง แหกกฎเกณฑ์ของสังคม ฉีกกระชากชุดจริยธรรมทั้งหมดให้พังพินาศ แต่หากลองมองว่า Music is Expression ดนตรีและเสียงเพลงคือวิถีหนึ่งในการสื่อสาร เฉกเช่น งานเขียน ศิลปะ ภาพยนตร์ ศิลปินคนทำเพลงก็ควรที่จะมีอิสระในการนำเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการแสดงออกให้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่สามารถมองเเยกส่วนระหว่างตัวตนผู้ผลิตกับผลงานเพลงออกจากกัน เพราะเพลงที่ดีนั้น ก็อาจไม่ได้มาจากศิลปินที่ประพฤติตนดี การไม่ยอมรับผลงานเพลงของศิลปินบางคนเพราะเขามีลักษณะบางอย่างที่เราไม่พึงประสงค์ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

การเปิดพื้นที่การเเสดงออกจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่เฉพาะกับคนทำเพลงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์ในสื่อชนิดอื่นๆ ทั้งนี้ศิลปินอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีตามกฎเกณฑ์จริยธรรมเเบบเดียวกัน หรือกล่าวให้สุดโต่งที่สุดของที่สุด ศิลปินอาจไม่จำเป็นต้องยึดถือคุณค่าทางจริยธรรมแบบใดเลยก็ได้ หากพวกเขาสามารถรังสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพตามหน้าที่ของตน ก็ควรถือว่าพวกเขาได้ลุล่วงจุดประสงค์ของการทำงานในฐานะคนทำเพลงเเล้ว แต่หากเราปฏิเสธการมองเเยกส่วน ตัดสินคุณค่ากันที่ตัวตนหรือระดับค่าศีลธรรมของศิลปิน มิใช่ตัวงาน ก็ยากที่การสร้างสรรค์และการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ จะเกิดขึ้นได้ และเราก็คงต้องฟังเพลงที่มีเนื้อหาแบบเดิมๆ แต่เปลี่ยนภาชนะไปเรื่อยๆ วนกันไปอีกตราบนานเท่านาน

Content: Pinyuda Tancharoen
Photography: Getty Images

Related Post

เกรียนจนได้ดีนิทรรศการของ Gucci ที่เกิดขึ้นจาก ‘ฟันคุด’ ของจาเร็ด เลโต้

เรื่องมันมีอยู่ว่าจาเร็ด เลโต้ได้ส่งฟันคุดให้กับเพื่อนรักดีไซเนอร์อย่างอเลสซานโดร มิเคเล่แห่ง Gucci ซึ่งแทนที่จะตกใจวี้ดว้ายกระตู้วู้ อเลสซานโดรกลับเอาฟันคุดซี่ดังกล่าว (แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยนะว่า มีเลือดและเนื้อของจาเร็ดแถมมาด้วยหรือเปล่า) ไปประดิษฐ์ประดอยเป็นผลงานศิลปะสไตล์ Gucci พร้อมจัดแสดงในนิทรรศการที่รวบรวมผลงานศิลปะหลายประเภทในหัวข้อ Blind with Love ที่อเลสซานโดรได้จัดทำนิตยสารแบบคอฟฟี่เทเบิ้ลบุครายหกเดือนที่ชื่อว่า A Magazine อยู่แล้ว

นิทรรศการนี้เดินสายแสดงมาแล้วที่ฮ่องกง และปักกิ่ง รอบนี้ฟันคุดของจาเร็ดและงานศิลปะอื่นๆ ได้เดินทางมาเหยียบ Taipei Huashan Creative Park พร้อมเปิดให้คนทั่วไปได้ไปเสพ ‘ฟันคุด’ ซี่ในตำนานของจาเร็ดได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมเป็นต้นไป ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

Related Post

10 โชว์ที่น่าประทับใจที่สุดจาก Billboard Music Awards

1 ต้องยิ่งใหญ่และเป็นที่น่าจดจำเสมอสำหรับโชว์ของตะละแม่ Britney Spears เพลง ‘Slave 4 U’ ในปี 2001 สำหรับการแสดงกลางแจ้งใน ‘โป๊ะ’ กลางน้ำที่ฉากหลังเป็นน้ำพุ Bellagio กลางเมืองลาสเวกัส ในจังหวะการแสดงน้ำพุแบบเข้าจังหวะในสมัยที่แม่ยังท็อปฟอร์มอยู่

2 หนึ่งเดียวของโลกและตำนานในใจทุกคนกับโชว์ในเพลง ‘I Have Nothing’ ของ Whitney Houston ในปี 1993 ที่เรียกได้ว่าสะกดทุกลมหายใจกันตั้งแต่โน้ตแรกที่เธอเปล่งออกมา ที่ไม่ต้องรอให้ร้องจบเพลงทุกคนก็พร้อมใจยืนขึ้นปรบมือให้กับเธอ

3 ไม่มีใครทำได้อย่างเธอคนนี้อีกแล้วกับการโชว์ในเพลง ‘Run the World (Girls)’ ของ Beyonce เมื่อปี 2011 เพราะทันทีที่จบโชว์ครั้งนั้น โชว์นี้ก็ขึ้นแท่นหนึ่งในการแสดงสดที่ดีที่สุดตลอดกาลทันที ด้วยการเล่นกับเทคนิค Holographic ที่ฉากหลังพร้อมกับกองทัพแดนเซอร์กว่า 100 ชีวิต

4 หลังจาก 5 ปีของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของตำนานอย่าง Micheal Jackson เขาก็ได้กลับมาขึ้นโชว์อีกครั้งในปี 2014 ในเพลง ’Slave to the Rhythm’ ในรูปแบบของภาพแอนิเมชั่นด้วยเทคนิคแบบ Holographic เสมือนจริง ที่ทำให้หลายคนคิดถึงเขาและเสียน้ำตาไปกับโชว์นี้ได้ทีเดียว

5 เอาใจสาวกสาวลูกทุ่งมากความสามารถอย่าง Taylor Swift กันสักนิดนึงกับโชว์เปิดในเพลง ’22’ เมื่อปี 2013 ที่เธอขนเอาความใส่ซื่อ น่ารักแบบบ้านๆ ในแบบเธอขึ้นโชว์เรียกคะแนนได้มากทีเดียวกับความ ’เป๊ะ’ ของทีมโคโนกราฟของทีมงาน ที่เรียกได้ว่าต้องซ้อมกันหลายรอบเลยทีเดียว

6 ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้ชายคนนี้ Bruno Mars ที่ในปี 2013 เขาได้ไปขึ้นโชว์ในเพลง ‘Treasure’ ในบรรยากาศของคลับดิสโก้ในยุค ’70s ในชุดสูทสีแดงพร้อมกับทีมแบ็กอัพแบบฟูลคอร์ส ก่อนที่เขาจะขึ้นรับรางวัลศิลปินแห่งปี สร้างความประทับให้กับหลายคนแบบไม่รู้ลืม

7 ห้ามลืมว่าในปี 2015 นั้นเป็นปีท็อปฟอร์มของนักร้องอินดี้จากไอร์แลนด์อย่าง Hozier ที่ส่ง Take Me to Church เข้ามาฮิตติดทุกชาร์ตทั่วโลก และขอบอกว่าโชว์ของเขาในงาน BBMA 2015 นี้ทำให้ยัยเทเลอร์ลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นแบบเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียว

8 ในปี 2012 วงร็อคนูเมทัลอย่าง Linkin Park ขึ้นแสดงเพลง Burn It Down ในงานนี้ด้วยภาพลักษณ์สุดร็อค … ราวกับเป็นการทิ้งท้ายภาพนี้ครั้งสุดท้าย เพราะอัลบั้มหลังๆ นี่เรานึกว่าวงเปลี่ยนชื่อเป็นลิงกิ้งป๊อปไปแล้วเสียอีก

9 อีกหนึ่งโชว์เอาใจสายแดนซ์ Moves Like Jagger จาก Maroon 5 VS Christina Aguilera ที่ควรจะสนุกสุดๆ (แบบที่อดัมขึ้นโชว์ในแฟชั่นโชว์ของ Victoria’s Secret ไงล่ะ) แต่ก็ออกมา … โอเคนะ … โอเคแหละ … เนอะ

10 ปิดท้ายอันดับสุดท้ายด้วยโชว์ที่เราประทับใจสุดๆ (เสียงสูง) จากงานปีล่าสุด ได้แก่เพลง Believer จาก Imagine Dragons วงมังกรมโนทำเราตื่นเต้นกับโชว์สุดร็อคที่ผ่านๆ มา (จากเพลง Demons และ Radiocative) แต่พอมาปีนี้ … นี่ก็แอบสงสัยว่า พี่ๆ อาจจะมาสายป๊อปเต็มตัวแล้วล่ะมั้ง

Related Post

อวสาน mp3? แล้วเราจะฟังอะไร

ถือเป็นข่าวใหญ่แบบชวนสงสัยเมื่อ Fraunhofer Institute for Integrated Circuits ผู้ถือสิทธิบัตรของ MP3 ได้ประกาศยกเลิกการออกใบอนุญาตสิทธิบัตรอย่างถาวร คือชวนให้สงสัยว่า … อ้าวแล้วไงต่อล่ะ? ไฟล์ MP3 จำนวนมหาศาลในเครื่องเราที่อุตส่าห์ดาวน์โหลดมาสะสมไว้ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายนี่จะประสบชะตากรรมอะไรต่อไป? แล้วเราจะฟังเพลงจากอะไรต่อไป? นี่สงสัยแบบเด็กยุคที่เกิดมาทันเทป ซีดี M4D MP3 ไปจนถึงสตรีมมิ่งในยุคปัจจุบันนะ

สาเหตุที่ประกาศยกเลิกสิทธิบัตร เอาจริงๆ เพราะความนิยมใน MP3 เริ่มลดถอยลงอย่างต่อเนื่อง และตัวบริษัทนี้เองก็ได้มีการร่วมพัฒนาไฟล์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า ACC (Advanced Audio Coding) ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าในปริมาณบิทเรทที่ต่ำกว่า ไฟล์จึงมีขนาดเล็กกว่า เก็บได้ง่ายกว่า … ก็เรียกว่าเป็นตัวพัฒนาต่อจากไฟล์ MP3 ที่กลายเป็นคุณปู่ในวงการแล้วนั่นเอง

แต่อย่าตกใจไป การประกาศยกเลิกสิทธิบัตรนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับบรรดาไฟล์ MP3 ที่อยู่ในเครื่องเราหรอก เราสามารถใช้ไฟล์ MP3 ต่อไปได้เหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมานั้นอาจจะไม่สามารถรองรับไฟล์ MP3 ได้ (อ้าว … แล้วบอกว่าไฟล์ MP3 จะใช้ได้ … เอ๊ะ ยังไง … อันนี้เราก็ยังแอบสงสัยอยู่นะ) แต่จะไปรองรับไฟล์ ACC และไฟล์สกุลอื่นได้

ขอยืนไว้อาลัยให้กับ MP3 หรือผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนวงการการฟังเพลงทั่วโลกไปตลอดกาล จากเดิมทีที่ทุกคนต้องขวนขวายหาเทป หรือซีดีมาเพื่อฟังเพลง MP3 ทำให้ดนตรีเข้าถึงคนมากขึ้น แม้ว่าใครจะบอกว่ามันจะมาทำลายวงการเพลง แต่เรากลับมองว่ามันกลับมาสร้างสีสันให้กับวงการดนตรีเสียอีก จากเมื่อก่อนที่ค่ายเพลงทำตัวเป็นเสือนอนกินค่าซีดี ตอนนี้ก็ต้องมากระตือรือร้นในการทำมาหากินมากขึ้น ศิลปินเองจากที่เคยตีหัวคนฟังเพลงได้ด้วยการทำ One Hit Wonder แล้วคนต้องซื้อซีดีทั้งอัลบั้ม ก็ต้องใส่ใจในการทำเพลงให้มีคุณภาพมากขึ้น

เพราะโลกมันหมุนเร็วขึ้นไงล่ะ เราจะคิดถึงนายนะ ไฟล์ MP3

Source: https://www.iis.fraunhofer.de/en/ff/amm/prod/audiocodec/audiocodecs/mp3.html

Related Post

บุกถิ่นกำเนิด Gibson กีตาร์ชื่อดังกระฉ่อนโลก

A Century of Perfect Guitars

ในวงการเครื่องดนตรีนั้น เครื่องหมายแสดงความชั้นเลิศก่อนที่จะได้ฟังการบรรเลงก็คือแบรนด์ที่ประทับอยู่บนเครื่องดนตรีจำเพาะชิ้นนั้นๆ นั่นเอง ในส่วนของเปียโนก็คงไม่มีใครสู้ Pleyel (เพลย์เยล) ได้ ในขณะที่กีตาร์เองนั้น Gibson (กิ๊บสัน) ก็ครองตำแหน่งแชมป์มานานกว่าศตวรรษแล้ว และเราก็ได้ไปเยือนเมืองแนชวิลล์ แหล่งผลิตเครื่องดนตรีในตำนานของชาวร็อก และถิ่นกำเนิดของแบรนด์ Gibson นั่นเอง

เดือนธันวาคม อากาศหนาวเย็นและท้องฟ้าแจ่มใส ณ เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี รถเปิดประทุนคันเก่าของผมแล่นผ่านย่านโรงงานบนถนนหินกรวดที่หลุดร่อนและเต็มไปด้วยรอยแตกจากน้ำหนักมหาศาลของรถบรรทุกและรถไฟที่วิ่งผ่านมาหลายสิบปี รอบๆ มีโกดังตั้งเรียงรายกันอยู่ ผมมองเห็นป้ายเล็กๆ ที่มีรูปโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Gibson อยู่บนคำคำหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน “Custom” ทำให้รู้ว่าผมได้มาถึงสถานที่ที่ผลิตกีตาร์ที่แพงและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลกแล้ว

Gibson Custom ทำฝันของคนรักกีตาร์ให้เป็นจริง เนื่องจากกีตาร์ที่ผลิตโดย Gibson ระหว่างช่วงต้น ’20s จนถึงกลางยุค ’60s กลายเป็นสุดยอดผลงานของช่างทำเครื่องดนตรีอเมริกัน ทั้งในแง่ของคุณภาพและเทคโนโลยี กีตาร์บางรุ่น อย่าง Les Paul Standard นั้นออกมาแล้วก็แป้กในทันที เพราะผู้คนตามไม่ทันผลงานที่ล้ำสมัยไปมากของ Gibson จึงเป็นที่น่าตกใจและไม่คาดคิดเมื่อบรรดาวงดนตรีร็อกในยุค ’70s ต่างหันมาฮิตใช้กีตาร์รุ่นนี้กันอย่างถล่มทลาย ดังนั้น บรรดากีตาร์รุ่นนี้จำนวน 1,700 ตัวที่ถูกผลิตในระหว่างปีค.ศ. 1958 – 1960 จึงกลายมาเป็นของวินเทจราคาแพงลิ่ว ซึ่งก็รอดชีวิตมาถึงปัจจุบันเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

ทุกวันนี้ กีตาร์ Les Paul เป็นกีตาร์วินเทจที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาด โดยเฉพาะรุ่นปี 1959 ซึ่งเป็นรุ่นที่ Jimmy Page (จิมมี่ เพจ) แห่ง Led Zepplin และ Billy Gibbons (บิลลี่ กิบบอนส์) แห่ง ZZ Top ใช้นั้น มีราคาสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน Gibson Custom รับหน้าที่ผลิตกีตาร์รุ่นใหม่ที่มีต้นแบบมาจากรุ่น Les Paul ในยุคทองนั้น และทำออกมาได้เหมือนจนน่าตกใจ Mal Koehler (มาล เคอห์เลอร์) ต้อนรับผมที่ประตูทางเข้าสตูดิโอทำกีตาร์ เขาตัวสูง ผอม และใส่แว่น ชื่อตำแหน่งของเขาคือ “ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์” ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็น “ภาษาหรูๆ ที่แปลว่าผมคลั่งไคล้กีตาร์แบบสุดๆ” สำหรับนักกีตาร์หลายคน งานของเขาเป็นงานในฝันจริงๆ เขาพาผมเดินผ่านโรงเก็บไม้ ที่นี่เป็นที่ที่กีตาร์แต่ละตัวถือกำเนิดขึ้น
มีกองไม้มะฮอกกานีซึ่งต่อไปจะกลายเป็นตัวของกีตาร์รุ่น Les Paul ในไม่ช้า “เราทุ่มเงินซื้อไม้ชนิดนี้มากกว่าที่ไหนๆ” มาลกล่าว “ไม้มะฮอกกานีของเรามาจากฟิจิ เป็นพันธุ์เดียวกับมะฮอกกานีฮอนดูรัสที่เราใช้ทำรุ่นดั้งเดิม” ไม้มะฮอกกานีชนิดนี้ทำให้กีตาร์มีน้ำหนักเบากว่าและให้เสียงก้องกว่า น้ำหนักของไม้ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก จึงถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดชิ้นไม้ที่จะนำมาผลิตเป็นกีตาร์

หลังจากนั้น ลูกค้าก็จะเลือกสีและน้ำหนักของไม้ได้ตามใจชอบ โดยเนื้อไม้ที่ผลิตตัวกีตาร์อาจจะเป็นสีเดียวกัน หรือคนละสีกับไม้ที่ผลิตคอกีตาร์ สำหรับ Les Paul รุ่นพื้นฐาน รุ่นจูเนียร์ และรุ่นพิเศษ จะติดไม้เมเปิ้ลเข้ากับไม้มะฮอกกานีในส่วนบนของกีตาร์ การเลือกไม้เมเปิ้ลก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน “Edwin Wilson (เอ็ดวิน วิลสัน) เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ชุบชีวิตให้กับกีตาร์รุ่นนี้ในช่วงยุค ’80s ออกเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อหาไม้เมเปิ้ลชนิดพิเศษโดยเฉพาะ” มาลกล่าว “เวลามีเจ้าหน้าที่ป่าไม้โทรมาบอกว่าเจอไม้อย่างที่เขาอยากได้ เขาจะรีบบึ่งไปขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกที่หาได้” ลูกค้าส่วนใหญ่มักสั่งให้เขาทำกีตาร์ให้เหมือนกับตัวที่เป็นประวัติศาสตร์ หรือทำตามรุ่นที่นักดนตรีคนใดคนหนึ่งใช้ และแบรนด์ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้กีตาร์ตัวใหม่นี้เหมือนรุ่นดั้งเดิมมากที่สุด โดยมีการสแกนกีตาร์อย่างละเอียดลออเพื่อวิเคราะห์ทุกส่วน ตั้งแต่ขนาดไปจนถึงคุณสมบัติเฉพาะต่างๆ “เราศึกษาและวิเคราะห์กีตาร์ของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วน” เขาอธิบาย “ตอนนี้เรากำลังศึกษากีตาร์รุ่น Slash (ของวง Guns N’ Roses) ตัวที่ผลิตในปีค.ศ. 1958 อยู่อย่างละเอียดลออ เราเอากีตาร์เข้าเครื่องสแกนเลเซอร์และดูวิวัฒนาการตามธรรมชาติของไม้” กีตาร์รุ่น Slash เป็นตัวอย่างศึกษาที่ดี การที่ Les Paul ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นกีตาร์ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีศิลปินคนดังนำออกแสดงในปลายยุค ’80s ทุกวันนี้ Les Paul เป็นกีตาร์รุ่นที่ผลิตมากที่สุดในบริษัท ตามด้วยแมนโดลิน หรือเครื่องดนตรีที่ทำให้บริษัท Gibson เป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้ผลิตเครื่องดนตรี

เราเดินผ่านช่างที่กำลังทำแมนโดลินอยู่ ก่อนจะหยุดหน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่สองเครื่อง “เครื่องพวกนี้ใช้แกะไม้ เป็นเครื่องที่ใช้ที่เมืองคาลามาซูในยุค ’30s ใช้ผลิตกีตาร์รุ่น Byrdland ทุกตัวที่แบรนด์เคยผลิตมา ไม่ว่าจะเป็นตัวที่ Billy Byrd (บิลลี่ เบิร์ด) Hank Garland (แฮงค์ การ์แลนด์) หรือ Ted Nugent (เท็ด นูเก็นต์) ใช้เล่น ล้วนแล้วแต่ผ่านเครื่องนี้มาทั้งนั้น รวมไปถึงรุ่น L5 อย่างที่ Wes Montgomery (เวส มอนท์โกเมอร์รี่) ใช้ด้วยนะ สุดยอดไปเลยว่าไหม” มาลพูดเสียงดังแข่งกับเสียงเครื่องแกะไม้รุ่นใหม่กว่าที่ตั้งอยู่ข้างๆ เครื่องนี้เรียกว่าเครื่อง CNC ซึ่งในขณะนั้นกำลังแกะไม้เพื่อทำกีตาร์รุ่น Les Paul อยู่พอดี เจ้าเครื่องตัวนี้สามารถผสมผสานระหว่างความสมบูรณ์แบบของเครื่องจักรเข้ากับความละเอียดอ่อน ของช่างฝีมือไว้ได้อย่างลงตัว และที่สำคัญ สามารถทำตามแผ่นสแกนกีตาร์ต้นแบบได้แบบไม่ตกรายละเอียดใดๆ เลย “ในช่วงยุค ’50s กีตาร์ทุกตัวทำด้วยมือ แต่ละตัวจึงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง บางคนอาจจะบอกว่า การใช้เครื่องจักรผลิตกีตาร์ทำให้เสน่ห์ตรงนี้ขาดหายไป แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าเครื่องนี้ทำให้เราได้ชิ้นงานที่ออกมาใกล้เคียงกับกีตาร์ทำมือในยุคนั้นจริงๆ” หลังจากใช้เครื่องขัดตัวกีตาร์ให้เรียบกริบแล้ว (ซึ่งเครื่องจักรนี้ก็ควบคุมด้วยคน ทำให้ต้องอาศัยประสบการณ์สูงในการควบคุมให้เครื่องจักรขัดออกมาให้เรียบที่สุด) ก็เป็นหน้าที่ของช่างในการประกอบมือทั้งหมด ตั้งแต่ส่วนคอ ไปจนถึงส่วนหัว “พวกเราก็ช่างไม้ดีๆ นี่แหละ” มาลพูดแข่งกับเสียงเครื่องควบคุมความชื้นในอากาศ เพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้เหมาะสมกับเนื้อไม้ และป้องกันฝุ่นเกาะผิวหน้าไม้ “พนักงานทุกคนที่นี่ก็คือช่างไม้ฝีมือเยี่ยม”

หลังจากทาสีและลงแล็กเกอร์แล้ว กีตาร์ส่วนใหญ่ต้องผ่านกระบวนการที่ทำให้ดูเก่าขึ้นอีกเป็นสิบๆ ปี ขั้นตอนนี้ถือเป็นความลับในการผลิต ผมจึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปดู แต่เดาได้ว่าคงต้องเป็นกระบวนการที่รุนแรงไม่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งที่หลังจากแต่ละขั้นตอนที่บรรจงทำอย่างประณีตเพื่อสรรสร้างกีตาร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดต้องมาจบที่ขั้นตอนอะไรอย่างนี้ “ก็ตกใจกันทุกคนนั่นแหละ” มาลหัวเราะชอบใจ และการทำให้เก่านั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนสีและแล็กเกอร์ที่ลงไว้ ไปจนถึงส่วนที่เป็นโลหะอย่างปิ๊กอัพหรือลูกบิดที่ถูกทำให้เป็นรอย หรือทำให้เป็นเหมือนสนิม เขาชี้ให้ดูกีตาร์ของ Mike McCready (ไมค์ แม็คครีดี้) มือกีตาร์วง Pearl Jam ที่เขาสั่งทำให้ชิ้นส่วนบางชิ้นเป็นสนิมอย่างตั้งใจเพราะเหตุผลส่วนตัวด้านจิตใจ ดังนั้น ทุกส่วนของกีตาร์ไม่ว่าจะชิ้นเล็กแค่ไหนต่างก็มีความสำคัญ และส่งผลต่อคุณภาพและเสียงของกีตาร์ทั้งสิ้น ทั้งปิ๊กอัพตัวเล็กที่ต้องทำตามกีตาร์ต้นแบบ (แต่อาจจะปรับตามความต้องการของลูกค้าได้) ตัวพ็อตขนาดจิ๋วที่ใช้คุมเสียงก็มาจากแหล่งเดียวกับที่ใช้ในการผลิตยุค ’50s ในขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ ก็ถูกผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้เหมือนกีตาร์ต้นแบบ แม้กระทั่งกาวที่ใช้เชื่อมชิ้นส่วนก็เช่นกัน “เราใช้กาวหนังสัตว์แบบโบราณที่ใช้กันมาตั้งแต่เริ่มผลิตกีตาร์ตัวแรกๆ เพราะเป็นกาวที่แข็ง ยึดติดแน่น แต่มีความยืดหยุ่น ทำให้ได้เสียงที่มีพลังมากขึ้น”

ในที่สุด เราก็เดินมาจนบริเวณที่พิเศษที่สุดในสตูดิโอนี้ นั่นคือ โต๊ะทำงานของ Bruce Kunkel (บรูซ แคนเคล) ดีไซเนอร์ของโปรเจ็กต์ อาร์ทิสติก เขาเป็นช่างฝีมือตัวจริง ตอนที่เขาอายุได้แปดขวบ เขาทำเบนโจเป็นชิ้นแรกในชีวิต เขาเป็นช่างทำกีตาร์มาเกือบ 50 ปีแล้ว และเมื่อผมเดินไปถึงโต๊ะทำงานของเขา เขาก็อวดกีตาร์ที่เขาเพิ่งทำเสร็จให้ผมดู มีทั้งรุ่น Super 400 ที่มีเอกลักษณ์แบบยุค ’20s และรุ่น Les Paul ที่มีรูป Les Paul พร้อมลายเซ็นและคำนิยมสลักไว้ว่า “ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้มี Les Paul”

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่น่าประทับใจที่สุดของวัน เมื่อมาลกับบรูซนำกีตาร์ Les Paul True Historic ปี 1959 ที่ผลิตใหม่มาให้ผมลองสัมผัส ซึ่งกีตาร์ตัวนี้ราคาแพงกว่ากีตาร์ของผมกว่าสิบเท่า ผมใช้เวลาสักพักกว่าจะชินมือ และผมก็สัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อน ความทุ้มลึกของเสียง และสัมผัสที่เบาสบาย ผมรู้สึกได้ทันทีว่าวิถีการเล่นของผมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

Related Post

บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน 2017 งานมาราธอนระดับโลกที่ขาวิ่งไม่ควรพลาด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย (BMW Thailand) ชวนลูกค้าร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ ชัยชนะ และที่สุดของความภูมิใจบนเส้นชัยของ “บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน” (BMW Berlin Marathon) ครั้งที่ 44 หนึ่งในหก รายการเมเจอร์มาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 122 ประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โปรแกรมสิทธิประโยชน์ The Ultimate JOY Experience (ดิ อัลติเมท จอย เอ็กซ์พีเรียนซ์) ซึ่งเป็นโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนำเสนอสุดยอดประสบการณ์ ครบครันทั้งกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในประเทศ และ ทริปสู่จุดหมายอันสุดตระการตาทั่วโลกที่เลือกสรรมาเพื่อเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกคน “บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน”  ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในระหว่างวันที่ 20-26 กันยายน 2560 นี้

กิจกรรมดังกล่าวสงวนสิทธิ์สำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่เป็นสมาชิกโปรแกรม The Ultimate JOY Experience เท่านั้น ซึ่งเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกคนสามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรี ที่ www.BMWultimateJOY.com

Related Post

เขาว่าพ่อหนุ่มคนนี้คือลีโอนาร์โด ดิคาร์ปิโอคนถัดไป คุณเห็นด้วยไหม

นับตั้งแต่ที่แดน เดอฮานปรากฏตัวในฐานะตัวร้ายสุดคลาสสิกในภาพยนตร์เรื่อง The Amazing Spider-Man 2 (2014) ที่ขโมยซีนมนุษย์แมงมุมคนใหม่อย่างแอนดรูว์ การ์ฟีลด์ไปแบบเต็มๆ เราแอบจับตามองเขามาเรื่อยๆ เพราะเรามั่นใจแล้วล่ะว่าเขาน่าจะมีอะไรๆ ซ่อนอยู่ในแววตาโศกที่ชวนให้เรานึกถึงลีโอนาร์โด ดิคาร์ปิโอดวงนั้น

จนกระทั่งเราได้เห็นเขาในบทบาทเจมส์ ดีน ในภาพยนตร์เรื่อง Life (2015) เราถึงกับสะพรึงในความสามารถของเขาที่ปรากฏบนจอ ยอมรับเลยว่าเขาเป็นหนึ่งในดาราที่แสดงเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

ไม่ต้องแปลกใจเลยที่เราจะตื่นเต้นสุดๆ เมื่อรู้ข่าวว่าเขาจะได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Valerian and the City of a Thousand Planets (2017) ที่กำกับโดยเสด็จพ่อลุค เบสซง (ก็ดารานำคนโปรด กับผู้กำกับที่รัก เรื่องแบบนี้พลาดได้เหรอ ถามจริง?) ถึงขั้นนับถอยหลังรอวันภาพยนตร์เข้าฉายเลยทีเดียว

ระหว่างนี้ มาอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อุ่นเครื่องไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน

Q:คุณรับบทเป็นใคร?
A:ผมเล่นเป็น วาเลเรี่ยน เขาคือเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษที่ปกป้องอวกาศและห้วงเวลา เขาเป็นวีรบุรุษตามแบบฉบับ มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ กล้าหาญและแข็งแกร่ง แต่บางทีก็ขี้เก๊ก ติดแอ็คไปนิด เขามีคู่หูคือ ลอเรลลีน สาวอัจฉริยะที่เหมือนเป็นคู่กัด แต่ไม่ว่าจะทะเลาะกันขนาดไหนเขาก็ขาดเธอไม่ได้ ทั้งคู่ตะลุยอวกาศพิชิตมาแล้วทุกภารกิจ วาเลเเรี่ยนมีสัญชาติญาณการวางแผน เขาเป็นนักรบชั้นเซียน เขาทุ่มเทสุดตัวเพื่อทำให้ภารกิจสำเร็จ แม้จะต้องฝืนคำสั่งบ้างก็ตาม เขามุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพเขาให้ได้

Q:คุณรู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานของเจ้าพ่อไซไฟอย่าง ลุค เบสซง
A:สุดยอดไปเลยครับ ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ครั้งแรกที่ผมได้ดู The 5th Element นี่ถึงกับอ้าปากค้างไปเลย ตอนถ่ายทำมันสนุกมาก แล้วผมหวังว่าความสนุกของผมจะสื่อไปถึงคนดู

Q:แล้วมันเป็นอย่างไรบ้างถ้าเทียบกับ The 5th Element
A:มันเป็นหนังมหากาพย์ไซไฟคล้ายๆ กันนะ แต่ Valerian ใหญ่กว่า อลังการกว่า จริงๆ ลุค อยากทำ Valerian ก่อนที่ได้ทำ The 5th Element อีก แต่เทคนิคสมัยนั้นยังไม่ล้ำพอที่จะทำ เพราะนอกจากมีสองตัวละครนำแล้วยังต้องมีเอเลี่ยนอีก 8000 กว่าแบบ คุณแทบลืมมันได้เลย แต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วมันเริ่มมีทาง หลังจากที่ Avatar ออกมาให้โลกตะลึง ก่อนหน้านั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย และตอนนี้ฝันของเขาเป็นจริงแล้ว

Q:แล้วทำไมคุณถึงสนใจมาเล่นเรื่องนี้ได้?
A:ไม่ใช่ทุกคนที่เคยได้ยินหนังสือการ์ตูนเรื่อง Valerian สิ่งที่ผมคิดว่ามันเจ๋งคือเราสามารถทำอะไรออกมาได้แบบที่อยากทำ มันใหม่มาก อีกเหตุผลหนึ่งคือเราไม่ได้ใช้ระบบแบบสตูดิโออเมริกัน ตอนผมเล่น Spiderman มันยุ่งยากมาก ตัดสินใจทำแต่ละอย่างต้องผ่านคณะกรรมการเป็น 10 คน หนังเรื่องนี้ออกมาจากจินตนการของ ลุค คนเดียว ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องชัดเจนมาก

Q:การทำงานกับ ซุปเปอร์ โมเดล อย่าง คาร่า เดอลาวีญ เป็นอย่างไรบ้าง?
A:เชื่อไหมเธอทำลายกรอบของคำว่าซุปเปอร์ โมเดลในความคิดผมไปหมดเลย ที่คิดว่าพวกเธอต้องอ่อนแอ เรื่องมาก คาร่า เป็นคนง่ายๆ เธอแกร่ง เธอติดดิน บางมุมเธอเหมือนเด็กผู้ชายด้วยซ้ำ เธอเล่นฉากบู๊เองด้วยนะ แถมว่างๆ ชอบ บีท บ๊อกซ์ ให้ผมฟังอีก แต่ไม่ว่าเธอจะเจ๋งขนาดไหน มีแค่ผมคนเดียวนะที่ได้ขึ้นไปขับยานสกายเจ็ทเสียใจด้วยนะ คาร่า (หัวเราะ) มันคือยานความเร็วสูงที่ได้ Lexus มาออกแบบให้ มันเท่สุดๆ ไปเลย นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวเลยมั้งที่เธอไม่ได้ทำ ทำงานกับเธอสนุกมากครับ

Q:จากที่เห็นในตัวอย่างคุณต้องซิ่งยานอวกาศด้วย มันเหมือนฝันของเด็กชายทุกคนเป็นจริงเลยนะ
A:แน่นอนมันสนุกมาก ยานของผมชื่ออินทรูเดอร์ เป็นยานอวกาศ ของ วาเลเรี่ยน และ ลอเรล ลีนที่จะพาทั้งสองท่องไปในอวกาศและห้วงเวลา ถ้าคุณได้เห็นรอยขีดข่วนภายนอกยานก็คงรู้ว่าสองคู่หูนี้ผ่านภารกิจเสี่ยงตายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดมามากขนาดไหน ในหนัง ยานลำนี้มีคอมพิวเตอร์อัจฉริยะชื่อว่า อเล็กซ์ ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันและเอกลักษณ์เฉพาะตัว มันเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกคนที่สามอย่างไม่เป็นทางการของทีม เสียงของอเล็กซ์ แทนด้วยไฟสีแดงกระพริบที่อยู่ตามจุดต่างๆ ในยาน เมื่อมันช่วยเหลือพวกเราทุกภารกิจ จะว่าไปมันก็เหมือน Siri ในไอโฟนนั้นแหละ

Q:คุณต้องเรียนขับพาหนะอะไรเพื่อยานนี้โดยเฉพาะหรือเปล่า?
A:ก็ไม่เชิงนะครับ สิ่งทีเจ๋งเกี่ยวกับยานอินทรูเดอร์คือ มันเป็นฉากที่สร้างขึ้นมาจริงแทบจะฉากเดียวในเรื่อง ไม่ใช่ภายนอกอย่างที่คุณเห็นในเรื่อง แต่เป็นตัวยานภายใน ใช่มันเป็นฉากของจริงฉากเดียวในเรื่องเลยล่ะ ทั้งทางเดิน ห้องคนขับ พาหนะฉุกเฉินต่างๆ ในยาน มันเป็นฉากที่ทำขึ้นหมด หนังส่วนใหญ่เราต้องเล่นกับบลูสกรีน แต่พอถึงฉากในยานมันดูจริงมากๆ

Q:นอกจากตัวละครวาเลเรี่ยนที่คุณเล่นแล้ว คุณชอบตัวละครอื่นอีกไหม?
A:ผมชอบตัวเดียวกับผู้กำกับเลยล่ะ เขาชื่อ ไอกอน ไซร์รัส เขาคือพ่อค้าหน้าเลือด แต่จริงๆ แล้วก็บอกไม่ได้หรอก ว่าเขาเป็น โจรหรือทหารรับจ้าง แต่ที่แน่ๆ เขาร้ายสุดๆ ไปเลย เขามีสมุนคอยประกบตลอดเวลา ถ้าสังเกตดีๆ ไอกอน ไซร์รัส มีรูจมูก 3 ชุด คุณรู้ไหมว่าทำไม? เพราะดาวของเขามี 3 ฤดูยังไงล่ะ ฤดูกาลนึงมันเต็มไปด้วยสารซัลเฟอร์เลยต้องใช้จมูกพิเศษชุดแรก อีกฤดูนึงเต็มไปด้วยพายุสุริยะเลยต้องใช้รูจมูกชุดที่สอง ส่วนชุดสุดท้ายเอาไว้หายใจปกติ คนปกติคงคิดอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก ถ้าจินตนาการไม่ล้ำจริงๆ

Valerian and the City of a Thousand Planets เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคมเป็นต้นไป

ขอบคุณบทสัมภาษณ์สนุกๆ จากสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

Related Post

In My Time of Dying: นี่คือจดหมายลาตายของคริส คอร์แนล?

In My Time of Dying หรือ Jesus Make Up My Dying Bed เป็นเพลงที่ใช้ร้องในโบสถ์ (Gospel Music) ที่ถูกนำมาร้องใหม่โดยศิลปินหลายต่อหลายคน ซึ่งเนื้อหาหลักๆ นั้นกล่าวถึงความตาย ว่ากันว่าเนื้อหาได้รับแรงบันดาลใจมาจากท่อนเพลงสดุดี 41:3 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ว่า “เมื่อเขานอนเจ็บ พระเจ้าทรงค้ำจุนเขา เมื่อเขาป่วยไข้พระองค์ทรงรักษาความเจ็บไข้ทั้งสิ้นของเขาให้หาย” (บทแปลจาก ichurch.in.th) หรือ “The Lord will strengthen him upon the bed of languishing, thou wilt make all his bed in his sickness”

แต่ในเนื้อหาเพลงนั้นกล่าวถึงการเตรียมตัวตาย และการอ้อนวอนต่อพระเจ้าให้พระเจ้ามาโปรดในวันสุดท้ายของชีวิต เวอร์ชั่นที่ยังคงมีกลิ่นอายของเพลงในโบสถ์ได้แก่เวอร์ชั่นที่ขับร้องโดย Blind Willie Johnson

ต่อมาในปีค.ศ. 1962 Bob Dylan ออกอัลบั้มแรกของเขาพร้อมเพลง In My Time of Dyin เรียกได้ว่าทำให้เพลงนี้กลายเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ฟังทั่วไป

แต่เวอร์ชั่นที่กินใจเราที่สุดขับร้องโดยวงร็อคตัวพ่ออย่าง Led Zepplin ในอัลบั้ม Physical Graffiti ด้วยความยาวถึง 11.06 นาที ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ยาวที่สุดของวง (ที่เจ๋งคือ คุณพ่อทั้งสี่ใส่ชื่อตัวเองเป็นคอมโพสเซอร์แบบไม่สนเวอร์ชั่นก่อนหน้าของเพลงเลยทีเดียว)

คืนก่อนวันเสียชีวิตของคริส เขาขึ้นแสดงคอนเสิร์ตในฐานะนักร้องนำวง Soundgarden ที่เมืองดีทรอยต์ และปิดการแสดงด้วยเพลงนี้ (เรายังหาคลิปอย่างเป็นทางการไม่ได้ ดูเวอร์ชั่นนี้ไปก่อนนะ)

แฟนๆ ของเขาทั่วโลก และผองเพื่อนในวงการดนตรีต่างแสดงความไว้อาลัย และความเสียใจต่อการจากไปอย่างกะทันหันของเขาทั่วโลกออนไลน์ บ้างก็ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะฆ่าตัวตายจริงๆ ในขณะที่บางคนเชื่อมโยงเพลงสุดท้ายของเขาว่าเป็นจดหมายลาตายถึงแฟนเพลงทั่วโลกกันเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราเชื่ออย่างหนึ่งว่า มนุษย์ทุกคนไม่ได้เป็นอมตะ แต่สิ่งที่เขาสร้างสรรค์ไว้ต่างหากที่จะเป็นอมตะ ดังนั้น แม้คริสจะจากวงการเพลงไปแล้วตลอดกาล แต่โลกนี้ก็ได้รู้จักบทเพลงดีๆ หลากหลายที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้

ขอให้หลับฝันดีนะ จากทีมลอปติมัมออนไลน์

Related Post