เมอร์เซเดส-เบนซ์ส่ง GLA ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ราคาโดนใจเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งคราวนี้มีตัวเลือกให้ลูกค้ามากถึง 3 รุ่น ตอบโจทย์การใช้งานในทุกระดับตั้งแต่ GLA 200 Urban GLA 250 AMG Dynamic และ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่จะมอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ บนดีไซน์อันปราดเปรียว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันเหลือร้ายมากกว่าที่เคย

ในรุ่น GLA 200 Urban เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 1.6 ลิตร แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 8.1 วินาทีจะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 2,090,000 บาท

รุ่น GLA 250 AMG Dynamic เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 2 ลิตร แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 6.6 วินาที  จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 2,390,000 บาท

และเจ้าตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 2 ลิตร พร้อมม้าในคอกอีก 381 ตัว แรงบิดสูงสุด 475 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 4.4 วินาที ส่งพลังผ่านเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed สู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ที่จะให้คุณสามารถสนุกได้เต็มที่ทั้งทางตรงและในโค้ง ติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4,840,000 บาท

Related Post

คุณจะยอมสูญเสียอะไรบ้างเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง?

ภาพยนตร์เรื่อง Valerian and the City of a Thousand Planets นี้ดัดแปลงมาจาก Valerian and Laureline แอนิเมะสัญชาติฝรั่งเศสเรื่องโปรดของ Luc Besson ผู้กำกับ โดยได้ดาวรุ่งอย่าง Dane DeHaan และ Cara Delevingne มารับบทนำในฉากไซไฟแฟนตาซีสุดล้ำอลังการ

สิบห้านาทีแรกของเรื่องนี่ทำเอาเราตื่นตะลึงไปกับภาพวิชวลสุดอลังการของภาพยนตร์ แต่หลังจากนั้น บอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ได้เคมีน่ารักของพระนางมาช่วยดัน อาจจะมีหลับได้ อาจจะเพราะนี่คือสไตล์อันเนิบนาบ และพยายามจะ ‘ยัด’ ทุกสิ่งจิงกาเบลเข้ามาในเรื่องของผู้กำกับก็เป็นได้ แต่พอดูจนจบ เราก็ตอบตัวเองได้ว่า นี่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เราค่อนข้างชอบทีเดียว

ความโดดเด่นไม่ได้อยู่ที่การดำเนินเรื่อง แต่อยู่ที่เนื้อหาที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อถึงอะไรหลายๆ อย่างในจิตใจมนุษย์ ทั้งความเกลียดชัง ความรัก ศักดิ์ศรี และความพยายามที่จะปกปิดข้อผิดพลาดในอดีตของตัวเอง ซึ่งประเด็นสุดท้ายนั้นขยี้จนทำเราเกิดคำถามว่า ถ้าเราอยู่ในจุดนั้นบ้าง เราจะตัดสินใจเหมือนตัวละครนั้นหรือเปล่า

ความผิดบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว แก้ไขไม่ได้จริงๆ และอาจจะนำพาซึ่งความพินาศได้อย่างหมดจด คำถามคือ เรากล้าพอหรือไม่ที่จะยอมรับ แก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น หรือ … เราอาจจะเลือกหนทางที่ง่ายกว่าโดยการปกปิดข้อผิดพลาดเหล่านั้นไปเรื่อยๆ?

เราว่าคุณก็ตอบยาก เชื่อเถอะ

Valerian and the City of a Thousand Planets เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Related Post

โรลส์-รอยซ์ Phantom V คันพิเศษที่จอห์น เลนนอนได้ตกแต่งตามสไตล์ร็อกเกอร์ขนานแท้

โรลส์-รอยซ์ ประกาศฉลองครบรอบ 50 ปี อัลบั้ม “เซอร์เจียนต์ เปปเปอส์ โลนลี ฮาตส์ คลับ แบนด์ (Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band)” แห่งวงเดอะ บีเทิลส์ กำหนดจัดแสดงรถยนต์รุ่น Phantom V สีสันสดใสที่ศิลปินก้องโลกแห่งตำนาน จอห์น เลนนอน เคยใช้ขับขี่ไปยังบ้านพักในกรุงลอนดอน เพื่อให้สาธารณชนได้ร่วมยลโฉมรถยนต์แห่งประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม 2 สิงหาคม 2560

ปัจจุบัน รถยนต์ Phantom V เป็นกรรมสิทธิ์ของพิพิธภัณฑ์ Royal British Columbia Museum ในประเทศแคนาดา โดย Phantom V จะเดินทางจากแคนาดามายังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมจัดแสดงในงานแสดงสุดยอดยานยนต์ในตำนาน “The Great Eight Phantoms” ของ โรลส์-รอยซ์ ที่บอนแฮมส์ บนถนนบอนด์สตรีท ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองที่ศิลปินชื่อดัง จอห์น เลนนอน มักใช้รถยนต์คันนี้ขับไปเยือนอยู่เสมอในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960

เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว ที่วงเดอะ บีเทิลส์ ซึ่งมี จอห์น เลนนอน เป็นสมาชิกก่อตั้งวงมีเพลงฮิตติดชาร์ตมากมาย อาทิ I Saw Her Standing There, Can’t Buy Me Love, A Hard Day’s Night, All My Loving, I Should Have Known Better และ I Feel Fine

ในวันที่ 3 มิถุนายน 1965 วันเดียวกับที่ เอ็ดเวิร์ด เอช. ไวท์ เดินทางไปกับกระสวยอวกาศโครงการเจมินี 4 (Gemini 4) และได้เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้เดินทางในอวกาศ แต่ จอห์น เลนนอน ได้รับสิ่งที่พิเศษยิ่งกว่า นั่นคือรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ รุ่น Phantom V ในสีวาเลนไทน์แบล็ค (Valentine Black) ซึ่งต่อมา เขากล่าวว่า เขาต้องการเป็นมหาเศรษฐีแบบหลุดโลกอยู่เสมอ และรถยนต์แฟนธอมคือก้าวสำคัญที่จะทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง

เลนนอนได้ทำการตกแต่งรถยนต์ Phantom V ใหม่ให้เป็นสไตล์นักร้องเพลงร็อกขนานแท้ โดยปรับเบาะหลังใหม่ให้เป็นเบาะนอนแบบดับเบิลเบด พร้อมติดตั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบแนวตั้งและระบบเสียงที่สั่งผลิตพิเศษ (รวมถึงเครื่องกระจายเสียงด้านนอกตัวรถ)

Related Post

หนึ่ง – สุริยน ศรีอรทัยกุล กับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับระดับประเทศ

Thailand as World’s Jewelry Hub

วันที่ลอปติมัมได้มีโอกาสสัมภาษณ์หนึ่ง – สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ Beauty Gems กลุ่มธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่อันดับต้นๆของประเทศไทย เราอดประทับใจกับท่าที
อันอ่อนโยน สุภาพ สุขุม ในตัวผู้ชายรูปร่างสันทัดคนนี้ไม่ได้ หนึ่งแต่งตัวเต็มยศด้วยสูทเนื้อผ้าดี ท่าทางการเดินสง่างาม น้ำเสียงทุ้มต่ำมีกังวานแห่งความใจดีแฝงอยู่ และเมื่อเราลงนั่งสัมภาษณ์เขาถึงเรื่องราวธุรกิจอัญมณี เราก็เข้าใจเลยว่า เหตุใดกิริยาของหนึ่งจึงนุ่มนวลจับใจเราได้เช่นนั้น “ผมอยู่กับงานสวยงามครับ งานอัญมณีถือเป็นงานที่ละเอียด คนไทยทำอัญมณีได้ดี เราเก่งไม่แพ้ใครในโลก เพราะคนไทยเราใจเย็น ดูจากงานแกะสลักผักผลไม้ แกะแตงโม งานขบวนแห่บุปผชาติต่างๆ หรือแม้แต่ชุดประจำชาติ จะเห็นได้เลยว่า 
ฝีมือของเราจะโดดเด่นกว่าคนอื่นแบบเห็นได้ชัดเลยครับ” หนึ่งเล่าให้เราฟังว่า เขารับช่วงกิจการของครอบครัวมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว “ถ้าเป็นกิจการที่ชื่อว่า Beauty Gems นี้ ผู้ก่อตั้งจะคือคุณลุง คุณพ่อ และคุณแม่ของผม ส่วนก่อนหน้านั้นเป็นร้านของคุณปู่กับคุณย่าที่เปิดอยู่ที่ถนนเจริญกรุง ถ้าจะให้นับย้อนไปถึง
ยุคนั้น เราก็เปิดมาได้ 77 ปีแล้วครับ แต่ถ้าเป็นแบรนด์ Beauty Gems อย่างเดียว ก็มีอายุ 53 ปี คือคุณพ่อกับคุณแม่ท่านเปิดมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1964 ช่วงนั้นก็เป็นทำส่ง ซื้อมาขายไป จนกระทั่งปีที่ผมเกิด คือค.ศ. 1973 ท่านก็คิดตั้งเป็นโรงงานขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะเห็นว่าคนไทยมีฝีมือจริงๆ จากหน้าร้าน BeautyGems บนถนนเจริญกรุง ก็กลายมาเป็น Beauty Gems Factory ที่เน้นการผลิตอัญมณีคุณภาพสูงเพื่อส่งออกโดยเฉพาะครับ” เขาเล่าดวยสีหน้าและแววตาเปี่ยมสุข เรามองออกได้ไม่ยากเลยว่าเขาชื่นชมคุณพ่อและคุณแม่ที่แผ้วถางกิจการนี้มาจากหัวใจจริงๆ “ต้องนึกภาพนะครับว่าในยุคนั้น ประเทศไทยมีประชากรแค่ 15 ล้านคนเท่านั้น ถนนสายเศรษฐกิจมีแค่เจริญกรุงกับเยาวราช ครอบครัวเราก่อตั้งโรงงานมีพนักงานประมาณ 60 – 70 คน ถือว่าเป็นโรงงานเล็กๆ เท่านั้น หลังจากตั้งโรงงาน ก็ต้องมีแผนกอื่นเพิ่มเติม คือ เราทำโรงงานเพชรพลอย ก็จะมีเรื่องของทองคำ เรื่องเศษทองคำที่เหลือจากการผลิต อะไรพวกนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ก่อตั้งโรงงานทองคำตามมาครับ ก็ค่อยๆขยายไปเรื่อยๆครับ”ในช่วงต้นๆของธุรกิจ เป็นโชคดีของบริษัทที่คุณพ่อและคุณลุงของเขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ Beauty Gems จึงได้มีโอกาสไปเปิดตลาดที่ประเทศญี่ปุ่น “ตอนที่ตั้งโรงงานอย่างเป็นทางการ คุณพ่อเล็งเห็นแล้วว่าศักยภาพตลาดอัญมณีไทยน่าจะขายได้ ตอนนั้นศักยภาพของลูกค้าญี่ปุ่นรุ่นแรกๆคือมาดามของบริษัทรถยนต์ที่มาพักโรงแรมโอเรียนทอลในยุคนั้น และอาศัยการบอกเล่าแบบปากต่อปาก ตลาดบูมมากในตอนนั้น ทุกคนอยากจะเก็บชิ้นงาน Made in Thailand ไว้ในคอลเลกชั่นกันหมด ถือว่าเป็นโชคดีจริงๆที่เราสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ จึงได้มีโอกาสเปิดตลาดที่ถือว่าเปิดยากได้สำเร็จลูกค้าทั้งหมดในตอนนั้นยังคงเป็นลูกค้าของเรามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะคนญี่ปุ่นเขาภักดีต่อแบรนด์สูงมาก สำหรับพวกเขาแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งรุ่นคุณพ่อเริ่มต้นไว้ได้ดีมากครับ เรากลับมาสานต่อจึงไม่มีปัญหาอะไรมาก”ในเมื่อสามารถทำตลาดฝั่งญี่ปุ่นได้แล้ว หนึ่งและพี่ชายที่กลับมาสานต่อกิจการของครอบครัวในช่วงราวๆปีค.ศ. 1995 ก็ตัดสินใจบุกตลาดฝั่งอเมริกาอย่างจริงจัง เนื่องจากทั้งคู่เรียนต่อที่นั่น และเข้าใจวัฒนธรรมและลักษณะนิสัยของลูกค้าอยู่ไม่น้อย สองพี่น้องจึงขยายฐานการผลิต เพิ่มจำนวนพนักงาน เพิ่มคนงานต่างๆด้วยความต้องการที่จะให้อัญมณีไทยกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศไทย “ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว เมื่อ 30 – 40 ปีที่แล้ว อุตสาหกรรมอัญมณีก็ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศอยู่แล้ว แต่ผมพยายามผลักดันให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน ตลาดอเมริกาได้กลายเป็นตลาดหลักของเรา แซงญี่ปุ่นไปแล้ว โดยยอดของอเมริกาอยู่ที่ 40% ในขณะที่ญี่ปุ่น
อยู่ที่ 20%” หนึ่งเล่าด้วยน้ำเสียงแฝงความภูมิใจ แต่ไร้อาการอวดโอ่ “แต่สำหรับส่วนตัวของผม ใจผมรักตลาดในประเทศ เพราะ Beauty Gems ไม่เคยลงตลาดในประเทศเลย ทุกคนรู้ว่าเราเป็นโรงงาน
ผลิตให้แบรนด์เนมเพื่อส่งออก เราก็อยู่ของเราเงียบๆเป็น OEM ให้กับแบรนด์ดังๆไป คุณแม่ก็บอกว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนะ เพราะถ้าลูกทำรีเทลด้วย ลูกจะเหนื่อยนะ ต้องมีคุย มีบริการ แต่คุณแม่ก็ห้ามไม่อยู่หรอกครับ ใจผมรักทางนี้ ผมคิดว่า ถ้าเราเป็นผู้ส่งออกอัญมณีระดับต้นๆของโลก แต่ในเมืองไทยกลับไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างแต่รู้จักกันในวงแคบๆ แวดวงนักธุรกิจเท่านั้น ผมก็เสียดายนะครับ น่าเสียดายจริงๆ”

ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากให้ของดีๆสวยๆฝีมือของคนไทยอยู่ในประเทศ ทำให้หนึ่งตัดสินใจบุกตลาดภายในประเทศ มีร้านรีเทล จัดงานอีเว้นต์ของบริษัทประจำปี ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น ‘ครัวของโลก’ ในธุรกิจการผลิตอัญมณี “ยอดส่งออกของอัญมณีแซงข้าวไปแล้วนะครับ เราเป็นอุตสาหกรรมในห้องแอร์ ตอนนี้ยอดภายในประเทศก็อยู่ที่ 5% ของรายได้บริษัท จริงๆแล้วตลาดในประเทศโตขึ้นเรื่อยๆในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ยอดยังอยู่เท่านั้น เพราะตลาดฝั่งส่งออกโตตามขึ้นไปด้วย ถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียว เพราะถือว่าเป็นสินค้าประเภทที่คนไทยสนับสนุนแบรนด์ไทย ซึ่งก็เป็นเพียงหนึ่ง
ในสินค้าไม่กี่ประเภทเท่านั้นนะครับ”

หนึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการทำงานมาจากคุณพ่อและคุณแม่ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอัญมณีทั้งคู่ ทั้งครอบครัวผลักดันหลายเรื่องผ่านสภาอุตสาหกรรม เพื่อเอื้อให้เกิดการตั้งโรงงานอัญมณีในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด “ผมไม่คิดว่าเป็นการแย่งตลาดครับ” หนึ่งตอบเมื่อเราถามถึงสถานการณ์ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย “เพราะเราตั้งใจจะผลักดันให้ประเทศเราเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีของโลก ดีกว่าให้เขาไปตั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราครับ บ้านเรายังเป็นแค่ 2% ของยอดขายอัญมณีทั่วโลกครับ ผมสนับสนุนให้ทุกคนมาเปิดโรงงานในประเทศ ตราบใดที่ไม่แย่งคนงานกันครับ” แต่เงื่อนไขนั้นฟังดูยากทีเดียวสำหรับคนนอกวงการอย่างพวกเรา “จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการแย่งคนงานกันครับ เพราะในบรรดาโรงงานไทยด้วยกันเอง เราคุยกันชัดเจนว่าอย่าแย่งคนกัน ให้ผลิตคนเพิ่ม ส่วนบริษัทต่างชาติที่เข้ามา เขาก็ค่อยๆเรียนรู้ว่าอย่าดึงตัวใคร เพราะวงการนี้แคบ รู้จักกันหมด แต่ให้สนับสนุนการสร้างคนร่วมกันมากกว่า ซึ่งพอเราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะช่วยกันผลักดันให้เมืองไทยกลายเป็นฐานผลิตอัญมณีของ
ทุกแบรนด์ สถานการณ์ก็ดีขึ้น เราอยากจะให้ฐานการผลิตอัญมณีคงอยู่ในประเทศของเราไปจน
ตราบชั่วลูกชั่วหลานครับ”หนึ่งเน้นย้ำเสมอว่าจุดเด่นของประเทศไทยคือแรงงานฝีมือจัดจ้าน ทำงานละเอียดประณีตได้กว่าชาติอื่นแบบเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนจะขาดไปคือความสามารถในการมองภาพรวม “บอกเลยครับว่า ประเทศที่ผลิตอัญมณีได้ดีจะมีประเพณีและประวัติศาสตร์ยาวนาน อย่างประเทศไทยและอิตาลี ส่วนฮ่องกงนั้นได้เรื่องนวัตกรรม และความแปลกใหม่ แต่ฝีมือทางการช่างแพ้เรากับอิตาลีหลุดลุ่ยเลยครับ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าต่างชาติเขามีเทคนิคในการออกแบบ

<<ยอดส่งออกของอัญมณีแซงข้าวไปแล้วนะครับ เราเป็นอุตสาหกรรมในห้องแอร์ตอนนี้ยอดภายในประเทศก็อยู่ที่ 5% ของรายได้บริษัท>>

เป็นแพทเทิร์น 
เมื่อรวมกับการศึกษาที่สอนให้พวกเขาทำงานเป็นทีม 
พวกเขาจะมองภาพรวมได้เก่งกว่าช่างไทยที่มักจะเก่งอยู่คนเดียว ดังนั้น เมื่อเรานำเข้าทีมดีไซเนอร์ของแบรนด์มาจากต่างประเทศ ที่เขาส่งมาไกด์ เราต้องยอมรับเลยว่า เราทำได้ดีจริงๆเมื่อมีคนมาไกด์ ถ้าไม่มีใครไกด์ เราก็ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อเรายอมรับตรงจุดนี้ได้ เราก็ทำงานร่วมกันได้ดี ผลงานออกมาดีจริงๆ วิน-วินทั้งสองฝ่ายครับ”

ก้าวต่อไปในวงการของหนึ่งคือ มองหาทีมงาน
ที่จะมาทำแบรนด์รีเทลอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ถ้าถามว่าสินค้าเราจะสามารถต่อยอดเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับสูงเหมือนกับลูกค้าเราในปัจจุบันได้ไหม เป็นได้ครับ 
ผมต้องการทีมงานที่มาควบคุมแบรนด์ คุมบรรจุภัณฑ์ คุมบรรยากาศในร้าน ส่วนผมก็รับหน้าที่ควบคุม
การดีไซน์ และการผลิตให้ ถ้ามีทีมงานแบบนั้นสักสิบทีม เปิดสิบสาขา เราก็เป็นแบรนด์ระดับโลกได้แล้วครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยหลักคือจิตวิญญาณของคนทำงาน ความเป็นมืออาชีพ เราต้องเป็นมืออาชีพ รวมกันเป็นทีมหลักสิบคน มีทีมย่อยอีกสิบคน ช่วยกันออกคอลเลกชั่น
อย่างต่อเนื่อง เท่านี้ก็เป็นแบรนด์ที่ดีแล้วครับ ก็รอทีมงานแบบนั้นอยู่” หนึ่งพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ เรามองออกว่าเขาตั้งใจจริงกับแนวคิดนี้ เพียงแค่ต้องการทีมที่มีวิสัยทัศน์ใกล้เคียงกัน สามารถคิดงานและนำเสนอโครงการ
ได้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อมาผ่อนงานจำนวนมหาศาลที่เขาถืออยู่ได้ “หลังจากผลักดันให้อัญมณี
หลุดพ้นจากการตีตราว่าเป็น ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’ แล้ว 
ก้าวต่อไปคือ ผมอยากจะผลักดันภาคการท่องเที่ยว ให้การท่องเที่ยวเข้าใจว่าเมื่อนักท่องเที่ยวมาเมืองไทย นอกจากจะดูวัดวาอาราม น้ำทะเล ภูเขาแล้ว ให้นึกถึงอัญมณีเป็นสินค้าที่จะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน เหมือนกับที่เราไปซื้อน้ำหอม ซื้อกระเป๋าที่ฝรั่งเศส ไปแช่ออนเซนที่ประเทศญี่ปุ่น อยากให้ประเทศไทยเป็น Land of Jewel คำนวณง่ายๆว่า นักท่องเที่ยวเข้าเมืองไทยประมาณปีละสามสิบล้านคน ถ้าสุวรรณภูมิขยายเพิ่มอีกเฟส ก็จะเพิ่มจำนวนเป็นสี่สิบห้าล้านคน ขอเพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์จากจำนวนนั้นซื้ออัญมณี เราก็ผลิตไม่ทันแล้วครับ ขอให้ภาครัฐเข้าใจตรงนี้ เพิ่มสินค้าอัญมณีเข้าไปในการโปรโมทการท่องเที่ยวก็พอครับ”

เราจบการสัมภาษณ์หนึ่งด้วยความรู้สึกหลากหลายรวมกัน ทั้งประทับใจในความสุขุม อ่อนโยน ตื่นตะลึงในวิสัยทัศน์ และความรักที่เขามีต่ออาชีพ และทึ่งใน
แรงขับด้านบวกที่เขาส่งมาถึงทีมงานทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คุณสมบัติต่างๆเหล่านั้นทำให้เขานำพา Beauty Gems เข้าสู่ตลาดการแข่งขันเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

<<ผมอยู่กับงานสวยงามครับ งานอัญมณีถือเป็นงานที่ละเอียด คนไทยทำ
อัญมณีได้ดี เราเก่งไม่แพ้ใครในโลก เพราะคนไทยเราใจเย็น>>

Related Post

48 ชั่วโมง จากกรุงปรากส์สู่เวนิส

48 Hours from Prague to Venice

การเดินทางสุดเลอค่าจากกรุงเทพฯ สู่กรุงปราก และเดินทางโดยรถไฟสายพิเศษ Venice Simplon-Orient-Express สู่นครเวนิส เพื่อสัมผัสประสบการณ์กรุ่นกลิ่นน้ำหอมชั้นสูงสำหรับสุภาพบุรุษคอลเลกชั่นล่าสุด Le Gemme จาก Bulgari

<<เดินทางมาถึงสถานีรถไฟกรุงปราก เพื่อจับรถไฟขบวนพิเศษที่หรูหราที่สุด Venice Simplon-Orient-Express เพื่อเดินทางไปยังนครเวนิส 
ประเทศอิตาลี Bulgari เหมารถไฟทั้งขบวนให้กับคณะเดินทางของเรา>>

1H: Summer Sky

การเดินทางเริ่มต้นหลังจากที่เรา
เช็กอินในโรงแรมเป็นระยะเวลาสั้นๆ หลังจากเครื่องบินแลนดิ้งไม่กี่ชั่วโมง  Bulgari (บุลการี) ต้อนรับเราด้วยขบวนรถยนต์คลาสสิกเปิดประทุน
สุดเท่ สัญลักษณ์ของประเทศ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย วันที่เรามาเยือนปรากครั้งนี้เป็นวันที่ร้อนที่สุดของปี ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆบัง แสงแดดส่องสว่างเหมาะแก่การถ่ายรูปยิ่งนัก แต่อุณหภูมิก็สูงไม่แพ้แดดกรุงเทพฯ เลย

3H: The Castle

ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เราถึง Lobkowicz Palace หรือปราสาทแห่งกรุงปราก สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ซึ่งเป็นพระราชวังของราชวงศ์ Lobkowicz โดยเราได้รับเกียรติจากเจ้าชาย William Lobkowicz ทายาทเจ้าของพระราชวังมาเป็นมัคคุเทศน์กิตติมศักดิ์พา
เยี่ยมชมวังด้วยพระองค์เอง ภายในพระราชวังนั้นเต็มไปด้วยสมบัติอันมีค่า และเรื่องเล่า
อันน่าตื่นเต้นมากมาย เช่นงานศิลปะของศิลปินระดับมาสเตอร์พีซที่รอดพ้นเงื้อมมือ
ของนาซี โน้ตดนตรีของบีโธเฟ่น และคีตกวีระดับโลกอื่นๆที่ราชวงศ์ Lobkowicz อุปถัมภ์

เอกสิทธิ์ของการเดินตามเจ้าของบ้านคือ เราได้ชมห้องหับในโซนที่นักท่องเที่ยวทั่วไปห้ามเข้า แต่เจ้าชายผู้เป็นกันเอง เปิดโอกาส
ให้เราเยี่ยมชม พร้อมทั้งตอบข้อซักถามของบรรดาผู้อยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ถือพระองค์ อาจด้วยเพราะทรงเติบโตในสังคมอเมริกันตั้งแต่ยังเด็ก

5H: Pop-Up Exhibition

หลังจากที่เยี่ยมชมปราสาทจนเป็นที่พอใจแล้ว ทาง Bulgari ก็พาเราไปดับร้อนด้วยแชมเปญเย็นๆ พร้อมกับชมนิทรรศการแบบป็อปอัพที่จัดขึ้นพิเศษกลางพระราชวัง เป็นการรวบรวมเอาอัญมณีและหินมีค่าที่ Bulgari ใช้ในการสร้างสรรค์เครื่องประดับของแบรนด์ และเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์น้ำหอมคอลเลกชั่นใหม่ที่มีชื่อว่า Le Gemme ซึ่งแปลว่าอัญมณี

12H: Jewelry 101

หลังจากรถไฟออกตัว แขกก็ถูกเชิญไป
รวมตัวกันที่เลาจน์อันหรูหรา ทริปเริ่มต้นด้วยห้องเรียนวิชาพื้นฐานอัญมณี 101 ได้ผู้เชี่ยวชาญจาก Bulgari มาบรรยาย คอร์สนี้ทำให้ผู้ชายเข้าใจโลกของจิวเวลรี่มากขึ้น รถไฟแล่นมาถึงสถานีบางอ้อ ว่าที่จริง ในอดีตเครื่องประดับเป็นวัตถุของผู้ชาย ในอินเดียโบราณผู้ชายจะสวมจิวเวลรี่ตอนไปออกรบ เพราะเชื่อว่าเป็นเครื่องรางของขลัง ในขณะที่ผู้ชายฝรั่งเศสในยุคที่ยังมีราชสำนักนั้นก็มีเครื่องประดับฟู่ฟ่าไม่แพ้ผู้หญิง เพื่อเป็นการปูพื้นฐานไปถึงการสร้างสรรค์น้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหินมีค่า เมนเทอร์ของเราได้อธิบายให้ฟังว่า อัญมณีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. อัญมณีมีค่า (Precious Stone) และหินมีค่า (Semi-Precious Stone) ซึ่งอัญมณีได้แก่ เพชร ทับทิม แซฟไฟร์ และมรกต หลายคนเข้าใจผิดว่าอัญมณีที่ราคาแพงที่สุดคือ เพชร แต่ความจริงแล้วคือทับทิมต่างหาก เพราะปัจจุบันเหมืองเพชรนั้นมีหลายแห่งทั่วโลก ส่วนทับทิมนั้นเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวนั้นก็คือที่
เมียนมาร์ สำหรับผู้ผลิตเครื่องประดับแล้ว การทำงานกับทับทิมนั้นต้องระมัดระวังมากว่าหินมีค่าชนิดอื่นๆ มิสเตอร์เปาโล บุลการี ย้ำอยู่เสมอว่า ‘เราไม่สามารถทำผิดพลาดกับทับทิมได้’ ส่วนแซฟไฟร์คือหินประเภทเดียวกับทับทิม เพียงแต่คนละสี ถ้าเป็นสีแดง
จะเรียกว่าทับทิม ถ้าเป็นสีอื่นๆที่ไม่ใช่แดงก็จะเรียกว่าแซฟไฟร์ และสุดท้ายก็คือมรกต อัญมณีที่เปราะบางที่สุด จึงไม่ควรนำมาประดับหัวแหวน ยกเว้นแต่คุณจะเป็นคนที่ไม่ค่อยจะทำกิจกรรมอะไรมากนัก

8H: On Board

เราเดินทางมาถึงสถานีรถไฟกรุงปราก เพื่อจับรถไฟขบวนพิเศษที่หรูหราที่สุด Venice Simplon-Orient-Express เพื่อเดินทางไปยังนครเวนิส ประเทศอิตาลี Bulgari เหมารถไฟทั้งขบวนให้กับคณะเดินทางของเรา พนักงานรถไฟก็เดินมาขอเก็บพาสปอร์ตของผู้โดยสาร เพราะรถไฟขบวนนี้จะแล่นผ่านพรมแดนหลายประเทศ กงเซียจผู้ดูแลรถไฟจะเป็นจัดการเรื่องตรวจคนเข้าเมืองให้เราเอง โดยจากนี้ไปเราจะใช้เวลา 30 ชั่วโมง 
กับการเดินทางอันเป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืม

14H: Talk with Experts

จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาสำคัญของทริปนี้ นั่นก็คือการได้ทดลองสัมผัสกลิ่นของน้ำหอม Le Gemme ทั้ง 6 กลิ่น Jacques Cavallier (เขาคือคนในภาพด้านบน) 
นักปรุงน้ำหอมผู้อยู่เบื้องหลัง Le Gemme เล่าถึงชีวิตการทำน้ำหอมของเขาว่า “การสร้างสรรค์น้ำหอมไม่ใช่เรื่องของสมอง แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ” เขาเลือกที่จะใช้สัญชาติญาณและศิลปะในการสร้างคาแร้กเตอร์ของผู้ชาย Le Gemme แทนข้อมูลการวิจัยการตลาดว่าผู้ชายมีกี่แบบ อย่างที่คนทำธุรกิจน้ำหอมแบรนด์อื่นทำ เขาประกาศกร้าวว่านี่คือการ disrupt ไอเดียการทำน้ำหอมแบบเดิมๆ “อย่าง Tygar นี่ถือว่าแหวกแนวสุดๆ เราใช้ส้มโอ ผสมกับอำพัน ทำให้ได้กลิ่นที่ไม่มีใคร เพราะเป็นการผสมผสานกันของ 2 อริ” เราขมวดคิ้วสงสัยว่าอริที่ว่าคืออะไร 
เขาไขความกระจ่างทันทีว่าคือขั้วตรงข้าม “เหมือนสีขาวและดำ” นักปรุงน้ำหอมหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการผสมวัตถุดิบที่เป็นขั้วตรงข้าม “แต่ผมไม่กลัว” และก็ต้องขอบคุณความกล้าหาญและบ้าบิ่นของเขา ไม่เช่นนั้น Le Gemme อันซับซ้อนทั้งหกกลิ่นคงไม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างแน่นอน

18H:  Huate Olfactory

ความหรูหราแบบสุภาพบุรุษของ Le Gemme ฉายออกมาตั้งแต่ดีไซน์ของขวดที่ออกแบบให้เหมือน Obelisk (สัญญะของเพศชาย) ด้านบนประดับด้วยหิน Semi-Precious ที่บ่งบอกถึงแรงบันดาลใจของน้ำหอมแต่ละกลิ่น เริ่มจากกลิ่นแรก Tygar มาจากหิน Tiger Eye ที่มี
พลังเร้นลับ เหมาะกับคาแร็กเตอร์ของผู้ชาย
พูดน้อยต่อยหนัก Malakeos ได้แรงบันดาลใจ
มาจากหินสีเขียว Malachite สัญลักษณ์ของความงามในสมัยโรมัน Ambero คืออำพัน 
หินที่เกิดจากฟอสซิลยางต้นไม้อายุหลายล้านปี  Gyan หรือแซฟไฟร์สีฟ้า Garanat คือโกเมน พลอยสีแดงเหมือนกุหลาบเปอร์เซีย และกลิ่นสุดท้ายคือ Onekh ที่มาจากหิน Onyx สีดำ

คำถามคือทำไมต้องมีหลายขวดหลายกลิ่น? คำตอบที่ได้ก็คือ ผู้ชายแต่ละคนนั้น
มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน พวกเขาต้องการเลือกกลิ่นที่เข้ากันกับบุคลิกหรืออารมณ์
ของตัวเอง เช่นหากคุณเป็นคนที่เคร่งขรึมก็อาจจะเหมาะกับ Tygar แต่บางครั้งคุณก็อยากไปปาร์ตี้สนุกสนานก็อาจจะเลือกใส่ Garanat “เราพบว่าผู้ชายมองหาน้ำหอมชั้นสูง ที่มีความซับซ้อน ซึ่งยังไม่มีในตลาด เราก็เลย
คิดว่าทำไมไม่ทำขึ้นมาเป็นเจ้าแรกเลยละ ผู้ชายชอบรถยนต์ที่สวยงาม ไวน์อย่างดี และพวกเขาก็ต้องการน้ำหอมชั้นเลิศเช่นเดียวกัน” Valeria Manini กล่าว

how it started

Valeria Manini (วาเลอเรีย มานีนี่)

ไดเร็กเตอร์ผู้ดูแลแผนกน้ำหอมของ Bulgari เล่าว่า เมกะโปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน 
ซึ่งไอเดียแรกเริ่ม คือความต้องการที่จะสร้างสรรค์น้ำหอมที่สามารถเชื่อมโยงกับอัญมณีและหินมีค่าชนิดต่างๆ (ซึ่งก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงความหรูหราล้ำค่าของหินแต่ละชนิดเข้ากับกลิ่นหอมได้) หินแต่ละชนิดนั้น
มีพลังที่แตกต่างกัน เราพยายามที่จะจับเอาพลังนั้นๆมาแปรเปลี่ยนเป็นน้ำหอมที่มีความซับซ้อน ตอนที่เราเปิดตัวน้ำหอม Le Gemme  สำหรับ

24H: Venice Arrival

ถึงเวลาดินเนอร์ที่ทุกคนรอคอย แน่นอนว่าต้องแต่งตัวกันอย่างเต็มยศให้เหมาะกับรถไฟที่หรูหราที่สุดอย่าง Orient Express แขกทั้งหมดก็ทยอยกันเดินไปตู้เสบียงในชุดสไตล์ Gatsby เพื่อลิ้มรสอาหารมื้อพิเศษที่ปรุงโดยเชฟ จากครัวขนาดจิ๋วในครัวเสบียงของรถไฟ ทว่าคุณภาพของอาหารนั้นไม่ต่างจากภัตตาคารใหญ่ในโรงแรมห้าดาวเลย หลังจากเสิร์ฟคอร์สสุดท้ายเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาปาร์ตี้ ตู้รถไฟโบกี้หนึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นไนท์คลับ และคาสิโน คงเพราะ Dom Perignon แบบฟรีโฟลว์ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราจำไม่ได้
ว่าดีเจชาวอิตาเลียนเปิดเพลงสุดท้ายคือโมง

44H: Morning Glory

ภาพแรกที่เราเห็นหลังลืมตาตื่นคือ ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้า ต้นสนและภูเขาหมอกที่ปกคลุมไปทั่วชานเมืองประเทศออสเตรีย ความเขียวขจีที่แสนสดชื่นนั้นทำให้เรานึกถึงพลังจากหิน Malachite อีกเพียง 4 ชั่วโมงก็จะถึงสถานีปลายทาง Venezia หรือเวนิสแล้ว การเดินทางของเรากำลังจะสิ้นสุดลง

Related Post

สำรวจเบื้องลึกเบื้องหลังปรากฏการณ์ของมหากาพย์ซีรีส์อย่าง Game of Thrones

ถึงคุณจะไม่เคยเปิดผ่านตาดูเลยสักตอน และถึงคุณจะเป็นคนที่ไม่เสพความบันเทิงผ่านทางซีรีส์อเมริกันเลยสักนิด ความเป็นไปได้ก็คือ อย่างน้อย คุณก็คงต้องรู้จักชื่อ Game of Thrones หรือยิ่งไปกว่านั้น – คุณก็อาจจะถึงขนาดเคยผ่านตาชื่อตัวละครหลากหลายตัวทั้ง Jon Snow (จอน สโนว์) Ned Stark (เน็ด สตาร์ก) หรือ Tyrion Lannister (ทีเรียน แลนนิสเตอร์) มาบ้างแหละน่า! (ผ่านตาทั้งๆ ที่คุณไม่เคยดูสักตอนนี่แหละ)

คุณอาจเห็นพวกเขาล่องลอยไปมาเป็นมีม (Meme) อยู่ในเฟซบุค – พวกเขาถูกบรรจุเข้าสู่กระแสธารแห่งป๊อปคัลเจอร์ ถูกเสพโดยทั้งคนที่เป็นแฟนและไม่ใช่ – ประโยค ‘You Know Nothing.’ ที่จอน สโนว์พูดในเรื่อง ก็ถูกนำไปใช้ในหลายความหมาย อาจผิดเพี้ยนไปจากต้นกำเนิดแบบกู่ไม่กลับเสียด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเฉพาะกับสื่อที่สามารถเป็น ‘ปรากฏการณ์’ เท่านั้น

คำถามก็คือ ทำไม – ทำไม Game of Thrones จึงโด่งดังนัก ทั้งๆ ที่มีซีรีส์ถูกผลิตออกมามากมายในแต่ละปี แต่ Game of Thrones ก็ยังคงความแรงได้ในทุกซีซั่น ถึงแม้จะล่วงเข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว คนก็ยังคงรอการกลับมาของตัวละครทุกตัวอย่างสม่ำเสมอ – และเผลอๆ กลุ่มคนที่รอจะเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

แน่นอน – การอธิบายความสำเร็จของอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะย่อมไม่สามารถถูกอธิบายได้ด้วยปัจจัยเพียงหนึ่งหรือสองอย่าง และความพยายามในการอธิบายเรื่องเหล่านั้นก็มักจะจบลงด้วยการถูกกล่าวหาว่าเป็น Post Factual หรือ ‘คำอธิบายหลังปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว’ (เป็นคำพูดหรูๆ ของ ‘ก็แหงสิ มันฮิตไปแล้ว คุณจะอธิบายยังไงก็ได้!’) สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ ถึงแม้เราจะอธิบายอะไรอย่างหนึ่งว่าทำไมจึงประสบความสำเร็จได้ แต่เราก็มักจะใช้ส่วนประกอบเดียวกัน เหตุผลชุดเดียวกันนั้น เพื่อไปสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ประสบความสำเร็จดุจกันไม่ได้อยู่ดี – แต่ถึงจะทราบทั้งหมดนี้ การพยายามอธิบายสาเหตุที่ Game of Thrones กลายเป็นปรากฏการณ์ ก็ยังคงเป็นเรื่องสนุก ที่จะได้ลองแงะ แคะ แกะ เกา ผลงานชิ้นเขื่องนี้เพื่อดูส่วนประกอบที่สร้างขึ้นมาเป็นมัน – อยู่ดี

Game of Thrones เป็น Prestige TV

David Benioff (เดวิด บานิออฟ) และ D.B. Weiss (ดี. บี. ไวส์) คู่หูผู้ปรับ Game of Thrones จากนวนิยายชุด A Song of Ice and Fire ของ George R.R. Martin (จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน) เป็นซีรีส์ พิจารณาว่า Game of Thrones ไม่ได้เป็นแค่ ‘ซีรีส์ฉายทางทีวี’ แต่พวกเขาพิจารณาเนื้อเรื่องในฐานะ ‘ภาพยนตร์ที่มีความยาว 73 ชั่วโมง’ (6 ซีซั่น ซีซั่นละสิบตอน บวกสองซีซั่นสุดท้ายที่มีความยาวรวมกันเพียง 13 ตอน นับเป็น 73 ตอนทั้งหมด)

นี่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่ใหญ่กว่าที่เรียกว่า Prestige TV หรือ ‘ซีรีส์ล้ำค่า’ ที่จุดให้เกิดกระแสโต้เถียงว่า ‘ยุคนี้ ซีรีส์ทีวีดีกว่าภาพยนตร์เสียอีก’ ซึ่งก็มีผู้ทัดทาน (อย่างเหมาะสม) ว่าไม่เห็นจะต้องเปรียบเทียบกันเลยว่าซีรีส์ดีกว่าภาพยนตร์ หรือภาพยนตร์ดีกว่าซีรีส์ เมื่อทั้งสองโลกก็มีทั้งผลงานที่ดีและแย่ทั้งนั้น

Prestige TV หรือ ‘ซีรีส์ล้ำค่า’ นั้นสามารถถูกใช้เป็นทั้งคำชื่นชมและคำกระแนะกระแหน ขึ้นอยู่กับว่าคุณเอนเอียงไปทางไหนในการโต้เถียง แต่โดยรวมๆ แล้วคำนี้หมายถึงซีรีส์สำหรับฉายทางโทรทัศน์ ที่ผู้ชมจะรู้สึกว่าได้ชม ‘ผลงานชิ้นเอก’ ได้ดู ‘โชว์ที่จริงจัง’ (Serious TV) ไม่เป็นการผลาญเวลาไปอย่างเล่นๆ ตัวอย่างซีรีส์ที่มักถูกนับว่าเป็น Prestige TV ก็ได้แก่ Game of Thrones (มักจะถูกนับเป็นตัวอย่างแรก), Mr. Robot, Fargo หรือ The Young Pope

Logan Hill (โลแกน ฮิลล์) นักเขียนของ Vulture เคยเขียนบทความตั้งข้อสังเกต (และ – ก็นั่นแหละ – จิกกัดนิดๆ หน่อยๆ) ถึงข้อพิจารณาว่าคุณกำลังดู Prestige TV อยู่หรือเปล่าไว้ในปีค.ศ. 2013 ตัวอย่างข้อสังเกตเหล่านี้ก็ได้แก่ ‘ดูแล้วรู้สึกเหมือนอ่านนิยาย’ ‘ดูแล้วรู้สึกเหมือนชมภาพยนตร์’ ‘แต่ละตอนไม่ใช่ตอนในฐานะ Episodes แต่ให้คิดเสียว่านี่คือบท หรือเป็น Chapters’ ‘อย่าไปเรียกว่าเป็นซีซั่นนะ ให้เรียกว่าไพล็อต’ ‘เป็นซีรีส์ที่รู้สึกรู้สากับตัวเอง (Self-Awareness)’ ‘มีความดำมืด’ ‘มีการโยนคนดูให้ไม่รู้ว่ากำลังดูอะไรอยู่’ ‘ทุกชิ้นส่วนในโชว์นั้นสำคัญ’ (ในความหมายที่ว่าอะไรที่ดูเล็กๆ น้อยๆ หรือตอนแรกทำให้ผู้ชมทั้งคำถามว่า จะให้ดูชีวิตของตาคนนี้ทำไม หรือจะให้ดูเรื่องนี้ทำไม มันเกี่ยวอะไรกับ ‘พล็อตใหญ่’ นั้นจะกลับมาแสดงความสำคัญของตัวมันเองในภายหลังทั้งสิ้น) ‘แทบไม่มีอารมณ์ขัน’ และอื่นๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า Game of Thrones มีส่วนประกอบเหล่านี้ค่อนข้างครบถ้วน

นั่นคือตัวซีรีส์ฉาย ‘ความแพง’ ของตนเองออกมาอย่างไม่เขินอาย ใครๆ ที่ได้ดู Game of Thrones สักตอนหนึ่ง ถึงจะชอบหรือไม่ชอบ ก็จะรู้สึกได้ถึงความมีราคา ซึ่งหมายถึงทั้งราคาของการสร้าง และราคาของ ‘วิธีคิด’

ความเป็น Prestige TV นั้นแผ้วถางทางให้กับ ‘ยุคทองของโทรทัศน์’ (Peak TV) ในปัจจุบันด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยความพยายามที่จะให้ทุกอย่างดู ‘แพง’ นี่แหละ ที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ผู้สร้างสร้างโชว์ที่แค่ ‘สนุก’ ก็พอ คล้ายกับว่า เมื่อมหากาพย์กลายเป็นกระแสหลัก ทำให้ไม่มีคนผลิตเรื่องเล็กๆ ที่สนุกหรือสวยงามออกมาเท่าที่ควร

Game of Thrones เล่นกับ Social Media เป็น

ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกวางไว้บนฉากแฟนตาซียุคกลาง แต่ Game of Thrones ก็เป็นซีรีส์ที่ ‘เล่น’ กับโซเชียลมีเดียได้อย่างเก่งกาจเหลือเชื่อ ด้วยทรัพยากรด้านเนื้อเรื่องที่มีให้ตักตวงอย่างมากมาย (นวนิยายชุด A Song of Ice and Fire ของ George R.R. Martin มีความยาวรวม 4,500 หน้ากระดาษแล้ว รวมถึงแค่เล่มที่ห้า) และด้วยวิธีที่ผู้เขียนวางเนื้อเรื่องไว้บนโลกสมมติที่มีทั้งตำนาน ประวัติศาสตร์ และการเมืองเป็นของตนเอง ทำให้พื้นที่ของทีวีไม่สามารถฉายทุกสิ่งออกมาได้ทั้งหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เหลือจึงถูกนำไปวางไว้บนอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ทั้งในรูปแบบที่เกิดขึ้นจากกลุ่มแฟนเองเช่นวิกิ (http://awoiaf.westeros.org) หรือเกิดขึ้นโดยตั้งใจ เป็นงานโปรดักชั่นของ HBO เช่น เว็บไซต์ทางการของ Game of Thrones ซึ่งมีทั้งแผนที่แบบอินเทอร์แอ็กทีฟ สามารถกดเคลื่อนได้ตามเวลาของโชว์ว่าตัวละครใดกำลังเคลื่อนไหว ไปจนถึงผังตระกูลต่างๆ สำหรับคนที่อยากค้นเพิ่มเติมว่าตัวละครตัวนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร และทำไมจึงเคียดแค้นอีกตระกูลหนึ่งขนาดนั้น

การวางข้อมูลไว้บนโลกออนไลน์นี้ช่วยส่งให้สถานะของโชว์อยู่ในใจของกลุ่มผู้ชมตลอดเวลา เมื่อพื้นที่ของหนึ่งเอพิโสดไม่ได้บอกข้อมูลทั้งหมดเท่าที่แฟนตัวยงอยากรู้ พวกเขาก็ต้องไปค้นข้อมูลเพื่อตอบสนองความต้องการของตน – แต่ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่ของโลกของที่ George R.R. Martin สร้างขึ้น – ยิ่งค้น ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งเจอกับคำถาม แฟนๆ ของ Game of Thrones จึงใช้วิธีศึกษาคล้ายกับนักประวัติศาสตร์ พวกเขาสร้างทฤษฎี (เช่นว่า ใครเป็นลูกของใครกันแน่ – หรือต้นกำเนิดของ Whitewalker นั้นเป็นอย่างไรกันแน่) จากหลักฐานที่ผู้อื่นค้นพบ หรือกระทั่งอาจปรับปรุงทฤษฎีของผู้อื่นให้มีความรัดกุมมากขึ้น และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในโชว์ได้อย่างเหมาะเหม็งกว่าเดิม

สิ่งเหล่านี้ตอบรับกับกระแสวัฒนธรรม Geek (หรือ ‘ผู้รู้’) ที่มีพลังมากขึ้นในยุคปัจจุบัน กลุ่มผู้ชมทุกวันนี้ไม่พอใจกับการรู้อะไรเพียงแค่ผิวเผินอีกแล้ว พวกเขาต้องรู้ให้ลึก และถ้าจะให้ดีีที่สุด คือรู้ให้ ‘ลึกกว่าคนอื่น’

นอกจากสร้างแรงกระเพื่อมในโลกออนไลน์ ด้วยวิธีที่อยู่บนโลกออนไลน์แล้ว แต่ละตอนของ Game of Thrones ก็ถูกวางมาให้ส่งแรงกระเพื่อมถึงโลกออนไลน์ได้ด้วยตัวเองด้วย สถานการณ์ที่มักถูกวางไว้อย่างชาญฉลาดในตอนที่สามและแปดของทุกซีซั่น (หรือใกล้เคียง) มักจะทำให้เกิดเสียงกึกก้องกัมปนาทในโลกออนไลน์ได้อย่างสม่ำเสมอ ผู้สร้างโชว์วางหมากใหญ่ไว้ได้อย่างพอเหมาะพอดี และผู้รับหน้าที่สื่อสารออนไลน์ของ HBO ก็พร้อมจะ ‘รับลูก’ เมื่อเกิดกระแสขึ้นเสมอ

Jim Marsh (จิม มาร์ช) ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิตอลและโซเชียลมีเดียของ HBO รู้ว่า Westeros (โลกของ Game of Thrones) นั้นเป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ และสิ่งที่อาจถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนหรือข้อด้อย เช่น จำนวนตัวละครที่มากมาย หรือพล็อตที่ซับซ้อนนั้น เมื่ออยู่บนโซเชียลมีเดียแล้ว สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างกระแส เขายังบอกด้วยว่า “การคาดเดาและบทสนทนาที่เกิดจากรายละเอียดที่เล็กมากๆ ในซีรีส์ที่หลายคนอาจมองข้าม นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่บอกเราว่ากลุ่มผู้ชมของเรานั้นมีเอกลักษณ์ขนาดไหน งานของทีมโซเชียลมีเดียคือการขยาย (Amplify) ความตื่นเต้นและบทสนทนาเหล่านี้ เราพยายามหาทางที่จะตักตวงผลประโยชน์จากบทสนทนาพวกนี้ให้ได้มากที่สุด และก็ยังต้องการจะให้รางวัลกับแฟนๆ ด้วย”

การ ‘ให้รางวัล’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวเงิน แต่หมายความตั้งแต่ ‘ความรู้สึกว่าตัวเองถูก’ เมื่อโชว์ค่อยๆ คลี่คลายคำตอบที่แฟนๆ คาดเดาไว้ในภายหลัง ไปจนถึงการเชิญแฟนตัวยงมาร่วมกิจกรรมที่ HBO จัดขึ้น ให้ได้พบปะกับผู้สร้างและนักแสดง เพื่อทำให้ความเชื่อมั่นในโชว์แข็งแกร่งขึ้นด้วย

Game of Thrones มีเรื่องที่ดีด้วยตัวเอง

ถึงแม้จะมีปัจจัยภายนอกช่วยส่งเสริมแค่ไหน แต่ถ้า Game of Thrones ไม่ได้มีเรื่องราวที่ดี (หรืออย่างน้อย ‘ดีพอ’) การกุมหัวใจมหาชนไว้ก็คงเป็นเรื่องยาก โชคดีที่ Game of Thrones นั้นมีชิ้นส่วนมากพอจน – ถึงแม้คุณจะไม่ชอบบางเรื่องบางตอน – คุณก็ยังสามารถหาชิ้นส่วนที่คุณชอบ และเข้าถึงได้เสมอ อาจเป็นตัวละครสักตัว (เช่น ทีเรียน หรืออาร์ยา) ฉากสักฉาก (เช่น ฉากการตายอย่างน่าสมเพชของตัวละครที่คุณชิงชังมาสามซีซั่น) หรือเซอร์ไพรส์สักครั้ง (เช่น ตระกูลที่คุณเชียร์ถูกฆ่าล้างตระกูล ซึ่งคุณช็อก แต่ก็เป็นความช็อกที่ทำให้คุณยังคงดูต่อไป เพราะเป็นการตายที่แสนสมเหตุสมผล)

มีคนพยายามอธิบายว่า Game of Thrones นั้นฮิตขึ้นมาได้เพราะมันได้ให้ ‘ทางออก’ จากโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไปสู่โลกที่ถึงแม้ซับซ้อน แต่คุณในฐานะผู้ชม ก็เห็นเส้นและสายสัมพันธ์ของความซับซ้อนได้ทั้งหมดจากมุมมองแบบบุคคลภายนอก นั่นทำให้คุณรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ ‘เข้าใจได้’ และ ‘คลี่คลาย’ มากกว่าโลกแห่งความเป็นจริง โลกของ Game of Thrones นั้นไม่ชวนให้คุณเครียด เพราะประวัติศาสตร์ของตัวมันเองก็แยกขาดไปจากโลกที่คุณยืนอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าบางสถานการณ์จะถูกเปรียบกับ ‘สงครามกุหลาบ’ หรือ The Wars of Roses สงครามอังกฤษในศตวรรษที่ 15 แต่นั่นก็ไกลพอที่จะทำให้คุณรู้สึกไม่เชื่อมโยง เมื่อคุณไม่ต้องเชื่อมโยงกับมันมากนัก คุณก็จะรู้สึกสบายใจ ที่สามารถเห็นผลลัพธ์ของการคาดเดาได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ

นั่นเองอาจเป็นบทบาทของสื่อบันเทิงที่ได้ผล ซึ่ง Game of Thrones ก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเราต้องนับวันรอว่าเมื่อไรกันที่ซีซั่นใหม่จะฉายเสียที! Game of Thrones ซีซั่น 7 จะฉายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2017 โดยมีความยาวทั้งสิ้น 7 ตอน ก่อนที่ซีซั่น 8 จะตามมาในปีถัดไป โดยมีความยาวทั้งสิ้นเพียง 6 ตอน

Related Post

เรื่องราวของ แม่ไม้มวยไทย อัลกอริทึม หุ่นยนต์ แขนกลและงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

One-Two Combo

ถ้างานหล่อผนังคอนกรีตอันเป็นซิกเนเจอร์ของเขาออกมาไม่เป็นที่พอใจ มิสเตอร์อันโดะจะตะบันหน้าคนคุมงานก่อสร้างไม่ยั้ง แม้จะรู้ว่านี่เป็นเรื่องอำ แต่เมื่อเราจะต้องไปสัมภาษณ์สถาปนิกหนุ่มไฟแรง ประวิตร กิตติชาญธีระ หรือที่รู้จักกันในนาม เต้-ไชยา อดีตนักมวยผู้เจนเวที มีประวัติชนะทีเคโอมานับครั้งไม่ถ้วน เคยประลอง Mortal Combat แถมยังเป็นศิษย์ครูเล็กสำนักมวยไชยาบ้านช่างไทย ทำให้เราต้องตรวจทานคำถามที่เตรียมมาหลายรอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ไปกระตุกกล้ามเนื้อผู้ชายคนนี้ให้โชว์แม่ไม้มวยไทยใส่ ทว่าเมื่อได้เจอตัวจริงแล้วปรากฏว่าสถาปนิกหนุ่มผู้นี้เป็นมิตร และอ้อนน้อมถ่อมตนกว่าที่เราจินตนาการมากหลายคนอาจคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้ เพราะเต้เคยเป็นนักแสดงมาก่อน เขาสวมบทบาทนักมวยในภาพยนตร์ ‘ไชยา’ และภาพยนตร์เรื่องอินทรีย์แดงเวอร์ชั่นผู้กำกับวิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง แต่บทบาทหลักที่เต้เล่นจริงไม่อิงแสตนอินคือ ‘สถาปนิก’ ผู้ก่อตั้งบริษัท Kiren Architets Associates (อ่านว่า ‘ขี้เล่น’) เมื่อเราถามว่าชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา หนุ่มเต้-ไชยา ตอบว่า “จริงๆแล้วเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพราะทำเล่นๆ แต่พอทำไปทำมาสเกลงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ” ร่ำเรียนสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยเอแบค ต่อด้วยปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเต้จะตัดสินใจลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรมอีกใบที่ประเทศสเปน เมื่อก่อนแนวทางการออกแบบของเต้คล้ายกับสถาปนิกรุ่นใหม่หลายคนที่นิยมงานโมเดิร์นร่วมสมัยติดกลิ่นอายมินิมอล การออกแบบสถาปัตยกรรมสไตล์นี้ มีพื้นฐานอยู่ที่การเขียนแบบและใช้คนตัด แต่หลังจากที่ไปเรียนต่อที่ประเทศสเปน เต้ก็ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ได้เรียนรู้การออกแบบสถาปัตยกรรมแนวทางใหม่ๆอย่าง Parametricism ซอฟต์แวร์การก่อสร้างที่ใช้เครื่องมือดิจิตอลมาช่วยในการสร้างฟอร์ม (Digital Fabrication) “เราออกแบบเสร็จก็ถ่ายโอนสิ่งที่เราออกแบบไปให้เครื่อง CNC ตัดได้เลย” เต้ได้เรียนรู้การออกแบบโดยใช้อัลกอรึทึ่ม Digital Fabrication การก่อสร้างด้วยโดรน หุ่นยนต์ และแขนกล “ตอนไปเรียนทีแรกผมงงมาก เขาไม่ได้ให้เราออกแบบบ้านหรือออกแบบตึก เขาพูดถึงอีกเรื่องราวหนึ่งไปเลย” เต้ยอมรับว่าช่วงแรกๆเครียดเหมือนกัน เพราะไม่มีพื้นฐานทาง Computer Science มาก่อนเหมือนคนอื่นๆ ทำไมต้องเป็นสเปน? ถึงแม้ว่าสเปนเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นแห่งงานออกแบบ มีสถาปนิกระดับมาสเตอร์อย่าง Antoni

Gaudi (อันโทนี เกาดี) หรือมาสเตอร์ที่ร่วมสมัยอย่าง Santiago Calatrava (ซานติเอโก คาลาทราวา) ส่วนในเรื่องของโปรดักต์ดีไซน์ก็มีซูเปอร์สตาร์อย่าง Jaime Hayon (เจม เฮย์ออน) และ Patricia Urquiola (แพทริเซีย เออร์เควียล่า) แต่ไม่ค่อยมีคนไทยไปเรียนต่อที่นั่นสักเท่าไหร่ เราเลยถามว่าทำไมเขาถึงเลือกไปที่นั่น เต้ให้คำตอบว่า “เพราะผมชอบสถาปนิกสเปนที่ชื่อ Miralles Tagliabue จากออฟฟิศที่ชื่อ EMBT คนที่ออกแบบพาวิเลียนประเทศสเปนในงาน Expo 2010 ปัจจุบันเขาเสียชีวิตไปแล้ว ผมตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าไปเรียนจบที่สเปนแล้วจะไปฝึกงานที่บริษัทเขา” ทว่าด้วยความจำเป็นของชีวิต ทันทีที่เขาเรียนจบ เต้ถูกภาระและความรับผิดชอบต่อธุรกิจครอบครัวเรียกตัวกลับเมืองไทย

แนวทางการออกแบบของ Keeren ตอนนี้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นพื้นฐานในการดีไซน์ “งานออกแบบของเรานั้นถือว่าท้าทายในการสร้าง แต่สามารถทำได้จริง” 
โปรเจ็กต์ล่าสุดของ Keeren คือ งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในโชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยโจทย์จากลูกค้าคือทำอย่างไรให้พื้นที่โชว์รถนั้นสร้างความดึงดูดให้มากที่สุด “ทีแรกทางเจ้าของไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เราออกแบบจะทำได้จริงอย่างภาพที่นำเสนอหรือไม่ แต่เราได้พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง” เต้โชว์ภาพจากโทรศัพท์มือถือให้เราดู โครงสร้างมีความซับซ้อน ท้าทายแรงโน้มถ่วงโลก เขาเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเส้นสายได้มาจากสนามแข่งรถ ความเร็วและพลังของรถ

“งานนี้เป็นการออกแบบภายใน แต่เราไม่ต้องการสร้างแค่ Ornament (ส่วนประดับตกแต่ง) แต่สเปซที่สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้อาคาร” ผลลัพธ์ก็คือสถาปัตยกรรมภายในที่โฉบเฉียวและพริ้วไหว เส้นสายที่มีไดนามิก แน่นอนว่าทั้งหมดใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ และใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างยุคใหม่ในการทำให้ภาพสามมิติที่นำเสนอลูกค้ากลายเป็นจริงขึ้นมา โปรเจ็กต์นี้ใช้เวลาในการออกแบบประมาณ 3 เดือน ถือเป็นโปรเจ็กต์เรือธงของสตูดิโอ Kiren ก็ว่าได้ “ลูกค้าที่เข้ามาก็จะรู้แล้วว่าสไตล์ของเรา” สถาปนิกหนุ่มกล่าว

อย่างที่รู้กัน อาชีพสถาปนิกนั้นหนักหน่วงไม่ใช่เล่น การกลับมารับผิดชอบกิจการโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวและทำสตูดิโอออกแบบของตัวเอง ทำให้เต้ต้องห่างหายจากมวยไทยไชยาที่เขารัก จากที่เมื่อก่อนมีโอกาสได้ซ้อมมวย 5-6 วัน แต่ตอนนี้ต้องหันมาทุ่มเวลาให้กับการออกแบบแทน เมื่อเราถามว่าการได้เรียนมวยไทยมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอย่างไร เต้ให้คำตอบอย่างหนักแน่น “ทำให้ผมใจเย็นมากๆ มีสติ การฝึกมวยมันต้องฝึกการทำซ้ำๆซึ่งทำให้เกิดสติที่มีสมาธิ พอเรามีสมาธิทำให้การดำเนินชีวิตประจำวัน ตอนต่อยมวยถ้าสติไม่มี หมัดก็โดนเรา ผมก็มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำอะไรต้องมีสติ เต็ม 100% ทั้งการพูด การคิด และการกระทำ” ส่วนการฝึกซ้อมมวยไทยไชยาส่งผลต่อการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไร คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก ผลงานออกแบบล่าสุดของเขาออกอาวุธได้เฉียบคมเป็นที่ประจักษ์แล้ว

 

Related Post

แล้วจะรู้ว่าทำไมทำไมเราต้องทำความรู้จักกับ ‘ขน’ บนร่างกายเราให้มากขึ้น

Comprehensive Guide to Body Hair

ขน กับ ผู้ชาย ดูจะเป็นของคู่ (ตรงข้าม?) กัน เหมือนช้อนกับส้อม หมากับแมว ลิ้นกับฟัน ฯลฯ มีคน
บอกว่า สาเหตุเดียวที่ผู้ชายจะรังเกียจขนของตัวเองก็เพราะต้องการจะเอาใจสาวๆข้างกาย ผู้หญิงหลายคนมองว่า ขนยุบยับของผู้ชายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ น่ารังเกียจ’ ดูสกปรก’ และ ไม่สะอาด’ แต่ก็กลับมีสาวๆอีกหลายท่านกรี๊ดกร๊าดขนรักแร้ ขนหน้าอก หรือแม้กระทั่งขนหน้าแข้งของผู้ชาย
เจ้าหล่อนให้เหตุผลว่า เพราะดูมาดแมนสมชายชาตรีเหลือเกิน! แต่ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดขนของตัวเอง นี่คือ 6 ข้อเท็จจริงและวิธีดูแลขนของตนให้อยู่หมัดมัดใจสาวและไม่กลายเป็นจุดด้อยให้รำคาญใจ ลอปติมัมฉบับนี้ว่าด้วย ขน ขน และขน เท่านั้น!

1. Adrogenic Hair

ในภาษาอังกฤษนั้น ใช้คำว่า ‘Hair’ แทนทั้งผมบนศีรษะและขนตามร่างกาย ในขณะที่คำว่า ‘ขน’ ในภาษาไทยหมายถึงสิ่งที่เป็นเส้นงอกตามผิวหนังคนและสัตว์ ในทางวิทยาศาสตร์ Hair ที่ขึ้นตามร่างกายก็มีศัพท์เฉพาะคือ Adrogenic Hair ที่มาจากคำว่า Adrogen เป็นชื่อฮอร์โมนในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดสภาพความเป็นชายในมนุษย์ อโดรเจนทำงานเต็มที่ในวัยแตกหนุ่ม หรือประมาณอายุ
14 ปีเป็นต้นไปที่มีสัญญาณบ่งบอก อาทิ เสียงแตก ลูกกระเดือกปรากฏชัด และที่เห็นชัดที่สุดก็ขน ขน ขน ที่ขึ้นเต็มร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหนวดเครา ขนหน้าอก ขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง และขนบริเวณน้องชาย

2. The Use of Hair

แล้วประโยชน์ของขนเหล่านั้นคืออะไรกันแน่ ขนเป็นอวัยวะที่ร่างกายใช้เป็นตัวนำความร้อน กล่าวคือ มีหน้าที่ถ่ายเทความร้อนเข้าและออกจากร่างกาย ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มนุษย์มีขนตามร่างกายคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิง เพื่อใช้ปกป้องร่างกายจากความหนาวเย็นและถ่ายเทความร้อนเมื่ออากาศอบอ้าว นักวิทยาศาสตร์ให้คำอธิบายไว้ว่า สาเหตุที่ปัจจุบันมนุษย์ขนน้อยลงกว่าเดิมมากเพราะ ‘การถ่ายเทความร้อนมีความจำเป็นน้อยกว่าความสะอาดและปราศจากปรสิตที่อาจแฝงอยู่ในขน’ ในเรื่องเพศมีการศึกษาว่า ผู้ชายชอบผู้หญิงที่มีขนน้อยกว่าผู้หญิงขนดก นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่า มนุษย์ที่มีพันธุกรรมขนดกจึงเหลือน้อยลงเรื่อยๆเพราะ ‘ไม่เป็นที่ปรารถนาทางเพศ’ แต่อีกสำนักก็เสนอว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายขนเยอะ เพราะ ‘ขนบริเวณอวัยวะเพศช่วยกักเก็บฟีโรโมนส์’ หรือกลิ่นที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และ ‘หนวดเคราดกทำให้กรามและคางผู้ชายดูชัดเจนกว่าปกติ’ นั่นหมายถึงความแข็งแรงทางร่างกาย

3. Trimming Art

ในศาสนาอิสลามมีกฎบัญญัติชัดเจนถึงการดูแลร่างกายของเหล่าสาวก อาทิ การล้างมือก่อนทำละหมาด และการตัดแต่งขนก็มีระบุไว้เช่นกัน ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องโกนหรือเล็มขนบริเวณอวัยวะเพศและรักแร้เพื่อความสะอาด ข้อห้ามนี้มีมาหลายพันปี ปรากฏในคำสอนอิสลามตั้งแต่ศตวรรษที่ 8
ในทวีปอเมริกาใต้นั้น มีบันทึกจากปีค.ศ. 1500 ว่า ชนพื้นเมืองนิยมโกนขนอวัยวะเพศของตน ข้ามฟากกลับมายังทวีปอเมริกาเหนือ ผู้หญิงชาวสหรัฐเริ่มโกนขนในปีค.ศ. 1915 เพราะเหตุผลทางแฟชั่นและความสะอาด บทความในหนังสือพิมพ์ Telegraph เมื่อปีก่อนกล่าวถึงสาเหตุที่ผู้หญิงไว้ว่า ในวัฒนธรรมจีน ขนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายและไม่มีความจำเป็นต้องกำจัดออก จึงอาจเป็นสาเหุตที่ทำให้อาเหล่าม่าสวมเสื้อแขนกุดพร้อมขนรักแร้แพลมออกมาเป็นเรื่องปกติ แต่ในปัจจุบันผู้หญิงจีนที่ได้รับอิทธิพลความงามจากตะวันตกก็หันไปโกนขนรักแร้มากขึ้น

4. Modern Reasons

แล้วขนบนร่างกายผู้ชายล่ะ ในปัจจุบันผู้ชายหันมาโกนขนตามร่างกายด้วยสาเหตุต่างกันไป การโกนหนวดเคราย่อมแสดงถึงความสะอาด และสถานะทางสังคม การมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาแปลว่า คุณมีทุนทรัพย์และเวลามากพอที่จะใส่ใจในรายละเอียด ในขณะที่ผู้ชายไว้หนวดถูกจัดให้อยู่จำพวกเซอร์ฯ หรือกระเดียดไปทางสกปรกก็มี ส่วนขนรักแร้ หากคุณก้าวเข้าไปในฟิตเนสอาจเห็นผู้ชายมาดแมนที่กำลังยกเวทไม่มีขนรักแร้ นั่นเพราะเป็นการป้องกันกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากเหงื่อไคลขณะออกกำลังกาย

5. Body Waxing

แต่อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงสำหรับผู้ชายคือการทำบราซิลเลียนแว็กซ์ ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด และสำหรับผู้อ่านที่ยังไม่แน่ใจ การแว็กซ์ขนเดิมทีนิยมทำในหมู่สุภาพสตรี โดยในตลาดปัจจุบันมีแว็กซ์สองประเภท คือ Soft Wax และ Hard Wax ซอฟต์แว็กซ์ใช้บริเวณที่มีพื้นที่เยอะ เช่น ต้นขาหรือหน้าอก ใช้กระดาษหรือผ้าแปะทับ จากนั้นจึงลอกอออก ส่วนฮาร์ดแว็กซ์ใช้บริเวณที่ไวต่อสัมผัส อาทิ ใบหน้า หรือบริเวณอวัยวะเพศ ทาทิ้งไว้เมื่อแห้งจะแข็งจนสามารถลอกออกเป็นแผ่นได้

6. Brazillian Wax

คือการลอกขนบริเวณอวัยวะเพศออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงบริเวณเหนืออวัยวะเพศ ส่วนชื่อบราซิลเลียน มีที่มาจากความนิยมใส่บิกินีของสุภาพสตรีบริเวณชายหาดของประเทศบราซิลในยุคหกศูนย์ ยิ่งบิกินีมีขนาดเล็กลง ก็มีความจำเป็นจะต้องลอกขนออกให้หมดจดยิ่งขึ้น การแว็กซ์ขนแบบนี้โด่งดังและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในปีค.ศ. 1987 เมื่อร้านแห่งหนึ่งในนิวยอร์กเปิดให้บริการแว็กซ์ขนแบบบราซิลเลียน ทุกวันนี้การแว็กซ์แบบนี้ไม่จำกัดอยู่ในเพศหญิงเท่านั้น ผู้ชายลอปติมัมที่ปรารถนาจะกำจัดขนของตนก็สามารถลองใช้บริการนี้ได้ หรือถ้าจะเอาให้สุดก็ต้องลอง Hollywood Wax แบบที่ไม่เหลือขนตรงนั้นเลยสักเส้น!

 

Related Post

4 ร้านวาฟเฟิลที่บอกเลยว่าคุณต้องลอง

American Waffle 

ชายหนุ่มทั้งหลายคงเคยได้ยินกับสำนวน “Icing on the cake” อาจเป็นสำนวนที่ใครหลายคนคุ้นเคยใน วัฒนธรรมการกินของอเมริกาที่หมายถึงการได้โชคสองชั้นที่ไม่ต่างจากเวลาเราหิวแล้วเราจะมองหาอาหารว่างสักอย่างที่จะสามารถช่วยทำให้เราอิ่มขึ้นได้กับอาหารที่อร่อยและหน้าตาสวยงาม วันนี้ L’optimum Thailand จะพาชายหนุ่มผู้โหยหาอาหารสไตร์อเมริกันที่จะทำให้คุณอิ่มท้องและหาทานได้อย่างง่ายดาย ด้วย “วาฟเฟิล” (Waffle) ที่ผู้ชายทั้งหลายอาจคิดว่ามันเป็นของหวานสำหรับผู้หญิงแต่สิ่งที่คุณกำลังคิดนั้นมันผิดถนัด เพราะวัฒนธรรมการกิน “วาฟเฟิล” (Waffle) ถูกเริ่มต้นที่ประเทศอเมริกา มีความเป็นมาจากการมองหาคาเฟ่อาหารเช้าที่ตอบโจทย์อย่างรวดเร็วที่มาพร้อมกับกาแฟหอมกรุ่นยามเช้าและวาฟเฟิลอุ่นร้อนพร้อมไซรัปหลากชนิด จนต่อมาการกินวาฟเฟิลถูกพัฒนาให้สามารถกินได้กับเครื่องเคียงที่หลากหลายมากขึ้น มีเมนูต่างๆมากขึ้น และสามารถกินได้ทุกเวลา ทำให้ปัจจุบันมีร้านคาเฟ่ประเภทนี้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ แต่ร้านไหนละที่จะอร่อยพอจะให้ผู้ชายในแบบล๊อปติมัมไปลิ้มลอง

1.Clinton St. Baking

ร้านคาเฟ่สัญชาติอเมริกันที่มาพร้อมกับด้วยสโลแกน “Make with Love and Butter” ที่สร้างสรรค์เมนูขนมด้วยใจรักและเนย ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารที่นี่ อาหารและขนมทุกจานที่มาเสิร์ฟจึงเน้นที่วัตถุดิบชั้นดี เกรดพรีเมี่ยม และทำสดใหม่ทุกวัน ตามสูตรต้นตำรับแบบที่นิวยอร์กไม่มีการเปลี่ยนแปลงรสชาติ ในสไตล์ American Comfort Food แท้ไม่เน้นหน้าตาและรับรองความอร่อย

2.IHOP

ร้านแพนเค้กต้นตำรับความอร่อยระดับโลก อายุกว่า 58 ปี ที่มีสาขาอยู่ทั้วโลกมากกว่า 1,758 สาขา และขึ้นชื่อเรื่องแพนเค้กและเมนูอาหารเช้า ที่สามารถรับประทานในช่วงอื่นได้ ทั้งอาหารกลางวัน หรือมื้อดินเนอร์ก็ได้ ตลอดจนกาแฟหอมกรุ่น รสชาติละมุน เหมาะสำหรับคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ในบรรยากาศอบอุ่นสบายและการให้บริการที่เป็นกันเอง

3.Crack

สูตรวาฟเฟิลหอมกรุ่นที่มาพร้อมกับความกรอบที่เป็นเอกลักษณ์ จนนำไปสู่การตั้งชื่อร้านวาฟเฟิลบรรยากาศสุดอบอุ่น ที่มีสัญลักษณ์ของร้านเป็นรูปลูกเจี๊ยบออกจากไข่ ทำให้เกิดเป็นร้าน “แคร๊ก” ร้านวาฟเฟิลสูตรดังจากญี่ปุ่น  อีกทั้งบรรยากาศร้านตกแต่งอบอุ่น ให้ความรู้สึกเหมือนเราแวะมาบ้านเพื่อน โดยร้านยังไม่ทิ้งคอนเซ็บ ที่พอเรานั่งในร้าน ร้านจะตกแต่งเหมือนว่าเรานั่งในเปลือกไข่

4.The coffee world 

ร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม ที่นำเสนอกาแฟหลากหลายทั้งร้อน เย็น และปั่น พร้อมด้วยอาหาร อาทิ Waffle, Sandwich และ Toast นอกจากนั้นยังใส่ใจเป็นอย่างยิ่งในการเลือกคัดสรรและอบเมล็ดกาแฟอาราบิก้า (Arabica) เพื่อนำมาปรุงแต่งโดยบาริสต้ามากฝีมือ ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี โดยจะเลือกใช้แต่วัตถุดิบที่สดใหม่มาปรุงแต่งเป็นเครื่องดื่มแทนการใช้ส่วนผสมสำเร็จรูป Coffee World อีกทั้งบรรยากาศของร้านที่มีการปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัย สไตล์ลอฟท์ เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าที่ต้องการจะมาพักผ่อน

Related Post

William E. Heinecke ผู้ปลุกปั้นกลุ่มบริษัทไมเนอร์ได้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก

Minor Foundation Major Success

ภายใต้ร่มเงาต้นสนที่เงียบสงบพลางแว่วเสียงทะเลอยู่เป็นทำนอง ณ โรงแรมอนันตราสิเกา รีสอร์ท William E. Heinecke คือหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ธุรกิจที่เขาทำได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่มากมาย ปัจจุบันเขามีอายุ 68 ปีแล้วแต่ไฟในตัวเขายังคงร้อนแรงแตกต่างจากคนรุ่นเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์ อะไรกันคือสิ่งที่ทำให้เขายังคงมีความมุ่งมั่นถึงทุกวันนี้ เราไปฟังคำตอบกันพร้อมๆกัน

เกริ่นกันสักนิดว่า William E. Heinecke (วิลเลียม อี. ไฮเน็ก) 
หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘คุณบิล’ คนนี้คือผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Minor International Public Company Limited ที่เขาก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1967 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มบริษัทไมเนอร์ได้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก ภายใต้การบริการของผู้บริหารวิสัยทัศน์ดี หน้าตาใจดี และความคิดสุขุมคนนี้เมื่อเราถามเขาว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เขายังสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพตัวเองได้ยาวนานต่อเนื่องขนาดนี้ เขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผมคงตอบเหมือนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเหมือนๆกับผมหลายคน นั่นคือ ผมทำงานด้วยความหลงใหล ทำงานด้วยความรัก และเมื่อคุณมีความหลงใหลในสิ่งใดๆก็ตามสิ่งนั้นก็จะติดตัวคุณไปตลอด”​ ฟังคำตอบเขาแล้วเรารู้สึกราวกับได้ยินเสียงอาจารย์ใจดีที่สั่งสอนลูกศิษย์ในสังกัด เราแอบอมยิ้ม พร้อมยิงคำถามต่อว่า ถ้าคำตอบของเขาเหมือนกับนักธุรกิจคนอื่นๆ จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มโรงแรมอนันตราแตกต่างและโดดเด่นจากธุรกิจอื่นในสาขาเดียวกัน “เพราะเรามีคอนเซ็ปต์ และใส่ใจที่จะรวบรวมวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นที่นั้นๆที่โรงแรมแต่ละแห่งตั้งอยู่ นำมาหลอมรวมเข้ากับความสะดวกสบาย และบริการที่ดี ผมต้องการให้ผู้เข้าพักโรงแรมของผมนั้นตื่นมาแล้วไม่ต้องขมวดคิ้วสงสัยว่าเขาอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ การที่จะทำเช่นนั้นได้ เราจะต้องเห็นภาพวัฒนธรรมของแต่ละที่ (Visual Culture) อย่างชัดเจน และออกแบบโรงแรมมาให้เข้ากับภาพดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเข้าพักที่อนันตราแห่งใดก็ตามบนโลกนี้ คุณก็จะได้กลิ่นอายของท้องถิ่นนั้นๆ นั่นคือเอกลักษณ์สำคัญของโรงแรมเรา ซึ่งเราตั้งใจที่จะสงวนรักษาไว้ เพื่อให้คนต่างวัฒนธรรมได้เรียนรู้ซึมซับ และเพื่อให้คนรุ่นถัดมาได้ศึกษาและรู้จักวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นอีกด้วย” ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่คำตอบของเขาจะออกมาทำนองนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้มาก็คือ บิลได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ถึงขั้นใส่ไว้ในนโยบายหลักของบริษัท โดยคำว่า ‘ยั่งยืน’ นั้น ส่วนหนึ่งหมายความว่า ทุกๆการลงทุน และการดำเนินธุรกิจของเขา จะต้องมีรายได้ส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่) เข้าถึงมือคนท้องถิ่นโดยตรง และทุกธุรกิจจะมีพันธกิจในการรักษาธรรมชาติดั้งเดิมของพื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจนั้นๆด้วย ดังนั้น บริเวณที่ตั้งของโรงแรมอนันตรา สิเกา รีสอร์ท จังหวัดตรังนี้อยู่ที่บริเวณปากอ่าว

ป่าโกงกางและต้นสนใกล้เขตอุทยานรักษาพันธุ์สัตว์น้ำแห่งชาติ กิจกรรมหลักของโรงแรมแห่งนี้ คือการเชิญชวนแขกผู้เข้าพัก (รวมทั้งกลุ่มพวกเราด้วย) ออกไปปลูกหญ้าทะเล เพื่อเป็นอาหาร
ให้พยูน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวกลมน่ารัก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตรัง ปัจจุบันหาดูได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะแหล่งอาหารเริ่มร่อยหรอ
ลงไป กิจกรรมเพื่อสังคมของโรงแรมนี้จึงกลายมาเป็นส่วนสำคัญ
ไปโดยปริยาย

นอกจากกิจกรรมเพื่อสังคมแล้ว เราก็เห็นได้ชัดว่า ภาพทางวัฒนธรรมที่บิลพูดถึงในสัมภาษณ์นั้นก็แสดงออกอย่างเด่นชัดในพื้นที่ของโรงแรม ผ่านทุกภาคส่วนของโรงแรม ทั้งสถาปัตยกรรม อาหาร เครื่องดื่ม รายละเอียดเล็กๆน้อยๆในโรงแรม ไล่ไปถึงการบริการ และจริตของพนักงานทุกคน เราถือว่าบิลประสบความสำเร็จในการดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม และให้คนนอกถิ่นได้ดื่มด่ำ

ในส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น 
บิลได้ออกความเห็นไว้ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ข้างหน้าว่า “ช่วงหลังๆ มานี่ธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตขึ้น
อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่ผมเชื่อว่า
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตมีทางให้เติบโตได้อีกเยอะ ปัจจุบันมีตลาดท่องเที่ยวแนวใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการท่องเที่ยวแบบประหยัด การท่องเที่ยวแบบ Airbnb ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ๆนั้นมีแนวโน้มที่จะจับจ่ายใช้สอย
ในเรื่องของประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการซื้อของใช้ราคาแพง ดังนั้น 
ถ้าเราสามารถทำให้โรงแรมแต่ละแห่งของเรามีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง 
แต่มีอัตลักษณ์และการบริการตามมาตรฐานของเราที่ชัดเจน ผมเชื่อว่าเราจะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึง ‘เอกลักษณ์’ หลายครั้งเข้า เราก็อดถามต่อไม่ได้ว่า กลุ่มโรงแรมอนันตรามีแผนที่จะขยายสาขา หรือสร้างโรงแรมคอนเซ็ปต์ใหม่ๆบ้างไหม “แน่นอนครับ ผมสนใจเรื่องโรงแรมคอนเซ็ปต์อยู่แล้ว แต่เรายังต้องทำการบ้านอย่างละเอียดรอบคอบก่อนในตอนนี้” เราอาจจะพอคุ้นชินกับการดำเนินธุรกิจแบบ One Man, One Brand หรือการทุ่มพลังและความถนัดของแต่ละคนลงไปในแบรนด์เดียว เพราะเชื่อกันว่านี่คือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่สำหรับบิลแล้ว เขาคิดต่างอย่างสิ้นเชิง ในกลุ่มไมเนอร์ของเขานั้นมีทั้งธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ซึ่งแต่ละภาคส่วน ก็ยิ่งใหญ่มาก “ไม่ผิดหรอกครับที่นักธุรกิจหลายคนจะคิดแบบนั้น แต่สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าการมีธุรกิจหลากหลายในเครือนั้นก็ช่วยตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าได้หลายแบบ คือ ผมมองว่าธุรกิจต่างๆนั้นสามารถก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจ เพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นๆในอนาคตได้ แน่นอนครับว่าการดำเนินธุรกิจแบบนี้ หมายถึงการทำงานหนักขึ้น ต้องโฟกัสไปที่ละเรื่อง แก้ทีละปัญหา อย่าได้เผลอเอาปัญหาเรื่องโน้นมารวมกับเรื่องนี้เป็นอันขาด คุณจะต้องมีสติมากๆ” ถึงปากจะบอกว่างานหนัก แต่เราก็สังเกตเห็นอยู่ดีว่า ในระหว่างที่เล่าเรื่องธุรกิจของเขาอย่างออกรสนั้น ใบหน้าของคุณบิลเปื้อนยิ้ม และอวลไปด้วยสีหน้าแห่งความสุข เขายังบอกอีกด้วยว่า เขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะไปเป็นวิทยากรรับเชิญให้ทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อให้ความรู้และข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อเด็กรุ่นใหม่ๆอันจะเป็นพลังสำคัญในอนาคตของชาติต่อไปอีกด้วยก่อนจะจบบทสนทนาแห่งความสุขนี้ เราแอบถามเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสู้งานหนักได้ เขาหัวเราะ “ผมให้ความสำคัญกับสุขภาพนะ เชื่อไหมว่าบ้านทุกหลังของผมมียิมในบ้านทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่นักหรอก เพราะงานเยอะจริงๆ แต่ถ้ามีโอกาส ผมก็จะหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่นล่ะ” นอกจากนั้นบิลยังหลงใหลความสวยงามของเครื่องยนต์กลไก เขาสะสมรถยนต์สปอร์ตวินเทจไว้หลายคัน ถือเป็นความชื่นชอบ
ส่วนบุคคลจริงๆ เราขอให้เขาทิ้งท้ายฝากข้อคิดบางอย่างถึงนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่อยากจะประสบความสำเร็จแบบเขาบ้าง “นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ อาจจะชอบคิดว่ามีประตูลัดเปิดไปสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว บางคนอยากจะรวยเร็วๆโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ นั่นเป็นสิ่งที่ผิดครับ ผมมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะผมทำงานหนัก จงจำไว้เสมอว่า ความสำเร็จไม่มีทางลัด มีแต่คนที่พยายามแบบไม่ละทิ้งเท่านั้นที่จะได้รับรางวัลเป็นความสำเร็จ เท่านี้ล่ะครับ”

Related Post