A Decade and a Half Later

พื้นที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อค.. 2004 กว่าทศวรรษครึ่งหลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ในวันนี้เขาหลักกลับมางดงามอีกครั้ง และสำหรับหลายคนแล้วแม้ความทรงจำที่โศกเศร้าจะดำรงอยู่ แต่ชีวิตก็สอนให้เรารู้ว่าความงดงามในวันนี้นั้นก็พอจะบรรเทาความเจ็บปวดได้เป็นอย่างมากทีเดียว

The Utopian Concept of ‘The Beach’

สำหรับชาวอังกฤษที่แม้ประเทศจะล้อมรอบด้วยทะเล แต่ด้วยอากาศหนาวและฝนตกตลอดทั้งปี ทำให้พวกเขานั้นโหยหาชายหาดขาวสะอาด น้ำทะเลสีฟ้า และแสงแดดเจิดจ้า ไม่ต้องแปลกใจเลยว่านวนิยายเรื่อง The Beach (1996) ที่แต่งโดย Alex Garland นั้นจะกลายมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของชาวยุโรปให้หลั่งไหลมาตามหาชายหาดในฝันที่ถูกบรรยายไว้ในนวนิยาย ยิ่งต่อมานวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในค.. 2000 ที่กำกับโดย Danny Boyle และนำแสดงโดย Leonardo DiCaprio นั้นยิ่งทำให้ทะเลอันดามันของประเทศไทยเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้นไปอีก

และในฐานะที่เราอยู่ในประเทศที่ทรัพยากรเหลือกินเหลือใช้มาโดยตลอด เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนักกับภาพจำทะเลไทยอันงดงาม (คงเพราะว่าเราได้เห็นภาพเหล่านั้นในแคมเปญโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่เด็กๆ จนชินตาไปแล้วมั้ง) เมื่อได้ยินว่า Quiksilver และ Roxy ร่วมมือกับสายการบินบางกอก แอร์เวย์สและพันธมิตรอีกหลากหลาย ทั้งโรงแรมเดอะแซนด์ เขาหลัก, โรงแรมรามาด้า เขาหลัก รีสอร์ท, เลิฟอันดามัน, เมโมรี่ส์ บีช บาร์ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดพังงา จัดทริป Boutique the Adventure at Phang Nga เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา รวมไปถึงกีฬาโต้คลื่นที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักผจญภัยทั่วโลกนั้น เราก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก คาดหวังเพียงจะได้เห็นชายหาดสวยๆ ที่เห็นจนชินตาเท่านั้น

ซึ่งชายหาดสวยๆ หน้าโรงแรมเดอะแซนด์ เขาหลัก นั้นก็ไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ ชายหาดสีขาว น้ำทะเลใส และความงดงามยามพระอาทิตย์ตกดินนั้นทำให้เราเกือบลืมไปเลยว่ากว่าทศวรรษครึ่งที่แล้วหลายคนได้สูญเสียคนรักไป ณ ท้องทะเลแห่งนี้ เพราะเขาหลักในวันนี้นั้นงดงามและดูเงียบสงบในแบบชายหาดในฝันของเหล่านักท่องเที่ยวอีกฟากโลกหนึ่งอย่างชัดเจน 

‘The Endless Summer’ Experience

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริปนี้นั้นเห็นจะได้แก่การไปร่วมงานแข่งขันกระดานโต้คลื่นครั้งสำคัญของประเทศไทยอย่างงาน Moose presents: Khaolak Surf Contest and Festival ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ Phuket Surf Series ที่แข่งขันกันทั้งหมด 6 สนาม โดยสนามที่เขาหลักนั้นถือเป็นสนามสุดท้ายที่จะปิดทริปการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ในการนี้มีนักโต้คลื่นหลากหลายเชื้อชาติเข้าร่วมงานกว่า 200 ชีวิต ซึ่งหากใครไม่มีประสบการณ์การโต้คลื่น ที่นั่นก็มี Quiksilver Surf Clinic เพื่ออบรมทุกคนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานโดยครูผู้สอนที่ได้รับการฝึกอบรมจากโครงการ Professional Surf Coaching and Surf Judging Workshop by Quiksilver ซึ่งผู้ฝึกอบรมนั้นก็ได้รับการรับรองจาก ISA (International Surfing Association) เป็นการประกาศยกระดับมาตรฐานการแข่งขันกระดานโต้คลื่นในประเทศไทยให้เทียบเคียงกับนานาประเทศอย่างเป็นทางการ

ประสบการณ์ในการเดินทางสู่หาดปะการังอันเป็นสถานที่จัดงานดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเมืองอย่างเราเข้าใจได้ถึงความตื่นเต้นของการจาริกแสวงบุญของชาวยุโรปที่ดั้นด้นเดินทางข้ามโลกมาโต้คลื่นบนชายหาดขาวและเกลียวคลื่นสวยแบบนี้ได้ไม่ยากนัก เพราะจากถนนเส้นหลักเราต้องเดินทางผ่านถนนลูกรังเป็นระยะเวลาเกือบชั่วโมง (ไม่สามารถวิ่งเร็วได้ เพราะถนนเป็นเลนเดียวและมีหลุมบ่อดักตลอดทาง) เพื่อที่จะหลุดไปเจอหาดปะการังที่งดงามอยู่ซึ่งหน้า จังหวะที่เลี้ยวไปเจอความงดงามอันน่าตื่นตะลึงนั้นเราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์สารคดีสุดคลาสสิกอย่าง The Endless Summer (1966) โดยผู้กำกับ Bruce Brown ที่พูดถึงสรวงสวรรค์ของนักโต้คลื่น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประเทศไทยหรอก แต่วินาทีที่เห็นชายหาดสวยงามหลังจากการเดินทางอันสมบุกสมบันนั้นเรามั่นใจได้เลยว่าสรวงสวรรค์ก็เข้าถึงได้แม้ยังไม่ตายนั่นเอง

ความงดงามของชายหาด เกลียวคลื่นที่ถาโถม พลังงานจากนักโต้คลื่นหลากหลายเชื้อชาติ และความสงบในใจของเรา สิ่งต่างๆ ล้วนแล้วแต่จุดประกายความสุขของเราให้เกิดขึ้นจากภายใน ทำให้เราเข้าใจทั้งคนท้องถิ่นที่ใช้ชีวิตอยู่กับความงดงามนี้ตั้งแต่เกิดจนคุ้นชิน และนักท่องเที่ยวผู้อาจหาญเดินทางข้ามโลกมาสัมผัสประสบการณ์ที่เราเพิ่งได้เห็นตรงหน้านี้ แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เราก็รู้ได้แล้วว่านี่คือความคุ้มค่าที่ได้เกิดมาจริงๆ

Love Me, Love My Andaman

นอกเหนือจากความงดงามบนหาดแล้ว จังหวัดพังงายังมีเสน่ห์ที่หมู่เกาะสุรินทร์อันเป็นสวรรค์ใต้น้ำของนักดำน้ำจากทั่วโลก เพราะยังมีระบบนิเวศที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้เราได้เห็นปะการังหลากหลายสายพันธุ์ ปลาการ์ตูน หอยมือเสือ และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลต่างๆ มากมาย ซึ่งในงานนี้สิ่งที่พอจะทำเราใจชื้นได้สักหน่อยก็คือไกด์ของทริปได้พยายามกระตุ้นเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังในการท่องเที่ยวภายใต้คอนเซ็ปต์เที่ยวอย่างไรไม่ขัดใจปะการังเพื่อที่เราจะได้มีธรรมชาติอันงดงามพิสุทธิ์เหล่านี้ไว้ให้ดื่มด่ำต่อไปอีกนานเท่านาน

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของหมู่เกาะสุรินทร์คือวิถีชีวิตของชาวมอแกน ณ หมู่บ้านมอแกน ที่เป็นวิถีของชุมชนริมทะเลที่ใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่นี้มาเนิ่นนานก่อนที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลเสียอีก ทุกคนรักและผูกพันกับทะเลมาตั้งแต่เกิด อาศัยอยู่ในบ้านใต้ถุนยกสูงหนีน้ำทะเล มุงด้วยทางมะพร้าว มีภาษาเป็นของตัวเอง มีแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ยามจำเป็น เป็นวิถีชีวิตที่พอเพียงในโลกที่ความเจริญรุกรานไปในทุกพื้นถิ่นอย่างแท้จริง

หากจะมีอะไรสักอย่างที่ทริปเขาหลักจะสอนเราได้ก็คงจะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเปลี่ยนชีวิตนั้นมีความงดงามและคุณค่าแห่งความหมายการใช้ชีวิตอยู่เสมอ เขาหลักในวันนี้งดงามจนแทบจะทำให้เราลืมคราบน้ำตาและรอยแผลในอดีต ด้วยความงดงามนั้นเราจึงต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดและงดงามที่สุดเท่าที่ธรรมชาติแห่งชีวิตจะพอมอบให้เราได้

More Info:

การเดินทาง

Bangkok Airways

ให้บริการบินตรง กรุงเทพฯภูเก็ต วันละ 9 เที่ยวบิน (สามารถเดินทางไปถึงจังหวัดพังงาได้เพียง 1 ชั่วโมง 15 นาทีเท่านั้น) พร้อมบริการโหลดกระดานโต้คลื่น

www.bangkokair.com

Tel: 1771

ที่พัก

The Sands Khao Lak by Katathani

www.thesandskhaolak.com

Tel: 076-428-800

Ramada Khao Lak Resort

www.ramadakhaolak.com

Email: rsvn@ramadakhaolak.com

Tel: 076-427-784

Related Post

Beautiful Boy – เพราะชีวิตงดงามเสมอ

หลังจากคุ้นหน้าคุ้นตากันไปแล้วกับบทบาทเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์เรื่อง Call Me by Your Name มาวันนี้ Timothé Chalamet กลับมารับบทบาทเด็กหนุ่มผู้ติดยาไอซ์ในภาพยนตร์เรื่อง Beautiful Boy ที่สร้างจากเรื่องจริงของเดวิด และนิค เชฟฟ์ สองพ่อลูกที่ร่วมมือกันต่อสู้กับอาการติดยาของลูกชายมาเกินทศวรรษ โดยบทพ่อนั้นนำแสดงโดย Steve Carrell จาก Foxcatcher

มาพูดคุยอุ่นเครื่องกับนักแสดงนำทั้งสอง ก่อนที่จะไปชมภาพยนตร์ได้ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ (เข้าฉายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป)

พวกคุณเคยทราบเรื่องราวของ เดวิดและนิค ก่อนที่จะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้หรือเปล่า?
สตีฟ
: ผมไม่เคยรู้เรื่องราวของทั้งสองเลยครับ จนกระทั่งทางเอเย่นต์ส่งบทหนังมาให้ผมอ่าน หลังจากที่ผมได้อ่านบท ผมก็ไปหาหนังสือมาอ่านและทำการศึกษาเรื่องราวของพวกเขาทันที และมันก็ทำให้ผมตอบตกลงรับงานชิ้นนี้ครับ

ทิโมธี: ผมรู้จักพวกเขาผ่านหนังสือครับ มันเป็นช่วงเมื่อประมาณ 8 หรือ 9 ปีที่แล้ว หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือที่มีลายขวาง แถบหนาสีแดง และมีรูปหน้าของนิคที่ถูกเบลออยู่บนหน้าปก ผมจำได้ว่าผมเห็นมันที่ร้านหนังสือในเมืองนิวยอร์ก รู้สึกว่าจะเป็นร้าน The Source นี่ล่ะมั้งครับ ผมรู้สึกว่าสตีฟกับผมต่างรู้สึกไปในทางเดียวกัน เมื่อผมอ่านหนังสือจบผมก็รู้สึกว่าเราควรเผยแพร่เรื่องพวกนี้ให้ผู้คนรู้อย่างรวดเร็วที่สุด และอีกอย่างผมก็อยากจะทำงานร่วมกับสตีฟมาก หนังที่เล่นเล่นนั้นมันช่างสุดยอดจริงๆ ในมุมมองของนักแสดง ผมรู้สึกว่าโอกาสแบบนี้คือโอกาสที่หาได้ยากครับ

การศึกษาที่ว่านี่รวมถึงการพบกับครอบครัวเชฟฟ์ด้วยหรือเปล่า?

สตีฟ: แน่นอนครับ โดยเฉพาะเดวิด เขาเป็นเหมือนกับคนที่ผมเคยจินตนาการเอาไว้หลังจากที่ผมอ่านหนังสือของเขาจบเลย เขาเป็นคนอ่อนโยน โอบอ้อมอารี ฉลาด และมีใจที่เข้มแข็ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นคนที่กล้าแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวของเขาและยอมให้นำมันมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่กล้าหาญมาก เพราะเราเป็นแค่คนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา แต่พวกเขากลับให้คนแปลกหน้าเหล่านี้เผยแผ่และตีความสิ่งที่พวกเขาเคยเผชิญ

ทิโมธี: ในแง่ของการศึกษานั้น ผมได้พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของผู้ติดยาครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราสามารถหาอ้างอิงได้ง่ายๆ ผ่านทางสื่อบนโลกออนไลน์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากจะรู้ว่าผมจะรู้สึกอย่างไรถ้าการเข้ารับการบำบัดนั้นหมายถึงการถูกตัดขาดจากครอบครัวของคุณ ชีวิตของคุณ และคนที่คุณรัก ในขณะที่คุณพยายามเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในช่วงที่คุณยังคงเป็นเด็กอยู่

พ่อลูกคู่นั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ได้ดูเรื่องราวของพวกเขาบนจอภาพยนตร์?

ทิโมธี: ปฏิกิริยาของพวกเขานั้นเป็นภาพที่ทำให้พวกเราประทับใจมากครับ ผมไม่คิดว่าผมจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศเช่นนั้น ผมมีความเห็นว่าหนังสือและภาพยนตร์มีองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์อยู่เต็มไปหมด ันไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยซีจี มันเป็นการบอกเล่าประสบการณ์จริงๆ ของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุด มันคือประสบการณ์ที่ผู้คนหลายล้านคนบนโลกใบนี้กำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยครับที่ได้เห็นทั้ง เดวิดและนิค ถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อพวกเขาได้รับชมภาพยนตร์ที่พวกเราสร้าง

สตีฟ: ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าเป็นผม ผมจะรู้สึกอย่างไรหากมีคนนำเอาเรื่องของผมไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ พวกเขาแสดงให้เราเห็นถึงความกล้าหาญและความพยายามในการช่วยเหลือผู้อื่นครับ

สตีฟ ในฐานะที่คุณเป็นคุณพ่อลูกสอง คุณมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรในการรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกของบท ความรู้สึกที่ว่าภัยจากยาเสพติดนั้นสามารถเข้าถึงได้ทุกครอบครัว?

สตีฟ: ผมบอกได้เลยว่า นั่นเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในฐานะของคนเป็นพ่อครับ และการเตรียมตัวรับมือกับมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองอย่างพวกเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมันตลอดเวลาอยู่แล้ว ทันทีที่คุณมีลูกของตัวเอง คุณก็จะเริ่มห่วงเริ่มกังวลเรื่องต่างๆ สิ่งเดียวที่คุณอยากจะทำในชีวิตก็คือการปกป้องลูกของคุณให้พ้นจากอันตราย การที่ผมได้พบกับเดวิดทำให้ผมได้รับรู้ว่า เขาเป็นสุดยอดคุณพ่อที่ทั้งดูแลและเอาใจใส่ลูกของเขาอย่างสุดความสามารถเลยครับ

ทิโมธี : ตัวละครทีคุณเล่นนั้นดูสมจริงจนน่ากลัวเลยทีเดียว มันเหมือนราวกับว่าคุณได้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นไปแล้ว ในยุคสมัยนี้ ผู้คนมักจะไม่เอ่ยถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่ต้องการเลิกยา แต่หนังของคุณได้เล่ารายละเอียดในส่วนนี้อย่างชัดเจน

ทิโมธี: นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับการใช้ยาเสพติด การเลิกใช้มัน และเรื่องราวของครอบครัวครับ ยาไอซ์นั้นอาจเปรียบเทียบได้กับยาเสพติดที่ร้ายแรงอย่างเฮโรอีน มันไม่เลือกเป้าหมาย มันจะเข้าไปทำลายทุกอย่างของคุณ มันเป็นอันตราย มันเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อดี และการเลิกใช้มันก็ต้องอาศัยพลังใจเป็นอย่างมาก เมื่อคุณนำองค์ประกอบของวัยรุ่น วัยที่มนุษย์เรายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ความยากนั้นก็ยิ่งมีมากขึ้นไปอีกครับ

Related Post

Life After Death “ตายแล้วไปไหน”

หากพูดถึงวงการดนตรี มีวงดนตรีหลายวงที่โด่งดังขึ้นมาและสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยอะไรก็ตาม เช่น อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง หรือความตาย ที่วงเหล่านั้นต้องเผชิญในระหว่างที่กำลังอยู่ลมบน ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วงหรือศิลปินเหล่านั้นต้องยุติบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย หากย่อหน้าที่แล้วกล่าวว่า เราไม่สามารถพิสูจน์เรื่องตายแล้วไปไหน แต่ที่แน่ๆ เราสามารถบอกคุณได้ว่า วงที่เจอกับจุดจบแต่ละวงนั้นสามารถพลิกกลับมา ‘เกิดใหม่’ กันได้ในทิศทางไหนบ้าง 

Author: Chaya Chomchuen

Photographer: Virunan Chiddaycha

ตายแล้วเกิดใหม่

เมื่อวงดนตรีที่มีชื่อเสียงถูกยุบ ทางเลือกยอดนิยมของสมาชิกที่เหลือคือการไปทำวงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุ่ง เนื่องจากแฟนเพลงมักติดภาพของวงเก่า มีหลายวงที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมที่ส่งผลให้วงจำเป็นต้องเผชิญจุดจบ กรณีที่เห็นได้ชัดคือ การฆ่าตัวตายของ Kurt Cobain นักร้องนำวง Nirvana ก่อนอื่นต้องเกริ่นกันก่อนว่า ด้วยความที่เคิร์ตเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องนำ รวมถึงเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย เขาจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ Nirvana ที่ขาดมิได้ ดังนั้นการฆ่าตัวตายของเขาจึงเปรียบเสมือนจุดจบของ Nirvana ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามการสิ้นสุดของ Nirvana กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของวงที่มีชื่อว่า Foo Fighters วงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่โดย Dave Grohl อดีตมือกลองของ Nirvana ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาเลือกที่จะทำอีกวง แทนที่จะทิ้งชื่อไปกับ Nirvana ปัจจุบัน Foo Fighters ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เดฟและผองเพื่อนสามารถคว้ารางวัลแกรมมี ขึ้นเป็นเฮดไลน์เฟสติวัลระดับโลกอย่าง Glastonbury รวมถึงมีเพลงฮิตประจำตัวอย่าง Everlong, Walk และ Best Of You ทุกอย่างล้วนเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีในฐานะวงร็อกชั้นนำของวงการ มันอาจเป็นเรื่องปกติ หากวงเก่าต้องยุบลง แล้วสมาชิกที่เหลือไปฟอร์มวงใหม่ แต่จะมีใครสักคนแบบเดฟที่กล้าสร้างเส้นทางของตัวเอง แล้วสามารถประสบความสำเร็จท่วมท้น จนศักดิ์ศรีและบารีมีเกือบสูสีเท่ากับวงเก่า การสร้างตำนานบทใหม่ของ Foo Fighters จึงถูกเรียกว่าการตายแล้วเกิดใหม่ราวกับนกฟินิกซ์ ที่ยังคงผงาดความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

ตายแล้วตายเลย

หากคุณฟอร์มวงดนตรีแล้วล้มเหลว อย่างน้อยสมาชิกที่เหลือก็ยังมีทางเลือกในการทำวงใหม่ แต่ถ้าหากเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วต้องยุติบทบาท ยิ่งถ้าเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงอย่างการเสียชีวิต นั่นก็หมายความว่า ชื่อเสียงของศิลปินรายนั้นๆ มาถึงจุดจบเพียงแค่นี้ อย่างเช่นในกรณีของ Amy Winehouse, Jimi Hendrix และ Avicii ที่ล้วนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และไม่สามารถมีโอกาสสร้างเส้นทางในฐานะศิลปินอีกต่อไป ในขณะวงดนตรีก็เจอสถานะนี้เช่นกัน อย่างเช่น การปิดตำนานของยอดวงระดับตำนาน Led Zeppelin วงร็อกอังกฤษระดับตำนานเจ้าของบทเพลง Stairway To Heaven ที่ยุติบทบาทลงเนื่องจากการเสียชีวิตของ John Bonham มือกลองของวง หลายคนอาจสงสัยว่า มือกลองไม่ใช่สัญลักษณ์สำคัญของวงเสียหน่อย ทำไมสมาชิกคนอื่นๆ ถึงไม่เดินหน้าต่อ ไม่ใช่มาหยุดเดินเพราะมือกลองคนเดียว เพราะวงสายเมทัลอย่าง Avenged Sevenfold ก็ให้มือกลองคนใหม่มาแทนคนเก่าที่เสียชีวิต ซึ่งวงก็สามารถผลิตงานต่อได้ ซึ่งในหลักทฤษฎีแล้ว Led Zeppelin ก็ทำผลงานเพลงต่อได้ แต่วงยินกรานว่าไม่อยากไปต่อ ด้วยเหตุผลสั้นๆ แต่หนักแน่น โดยวงบอกว่าหากไม่มีจอห์น บอนแฮม ก็ไม่ใช่ Led Zeppelin เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพ่อต่อการยุติบทบาท ถึงแม้การยุติบทบาทก่อนเวลาอันควรของ Led Zeppelin อาจเป็นเรื่องนี่น่าเสียดายที่สุดของประศาสตร์ดนตรี แต่อย่างน้อย Led Zeppelin ก็ฝากผลงานชิ้นโบแดงประดับโลกไว้มากมาย เพื่อให้ผู้คนจดจำในแบบที่พวกเขาอยากให้จดจำ

เกือบตายแต่อยู่รอดอย่างสมศักดิ์ศรี

จากที่ยกตัวอย่างด้านบนหลังจากที่วงดนตรีเหล่านั้นยุบตัวลงไปบ้างก็ฟอร์มวงใหม่จนประสบความสำเร็จบ้างก็เลือกให้จบลงเหลือแค่เพียงตำนานคงมีหลายคนสงสัยว่ามีวงไหนบ้างที่นักร้องลาออกจากวงไปหรือเสียชีวิตแล้วมีคนใหม่ขึ้นมาแทนแล้วกลับทำได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าเคสนี้ต้องยกให้วงฮาร์ดร็อกชื่อดังอย่าง AC/DC เจ้าของบทเพลง Back In Black หนึ่งในเพลงร็อกที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล รวมถึงยังเป็นเพลงที่ถูกใช้ในภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย โดยเรื่องมีอยู่ว่า AC/DC เคยมีนักร้องคนหนึ่งที่ชื่อว่า Bon Scott ผู้มีเสียงร้องแผดเกรี้ยวกราดยากที่จะมีใครลอกเลียนแบบ รวมถึงเป็นฟรอนต์แมนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น แต่แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นกับ AC/DC เมื่อบอนต้องจากโลกไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง การสูญเสียบอนเปรียบได้กับการสูญเสียเครื่องหมายการค้าสำคัญของวง เส้นทางของ AC/DC ถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพราะไม่รู้ว่าวงจะไปในทิศทางไหนต่อดี จนกระทั่งวงตัดสินใจเลือกนักร้องชาวอังกฤษ  Brian Johnson เข้ามาแทนที่ ความกดดันก็เข้ามาถามโถมนักร้องใหม่เต็มที่ เพราะคนยังติดภาพของบอนอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามไบรอันก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ หลัง Back in Black อัลบั้มชุดแรกที่เขาร้องให้กับ AC/DC ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างท่วมท้น รวมถึงสามารถติดหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีตลอดกาล อีกทั้งยังมีส่วนร่วมที่ทำให้ AC/DC สานต่อตำนานในฐานะวงร็อกที่ได้รับความนิยมที่สุดตลอดกาล ถึงแม้ปัจจุบันไบรอันต้องลาออกจากวงไปเพราะปัญหาด้านสุขภาพก็ตาม

จากหัวหน้าวงกลายเป็นศิลปินเดี่ยว

เมื่อกลางปี 2017 ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่ช็อกวงการเพลงทั่วโลกเห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าข่าวการฆ่าตัวตายของ Chester Bennington นักร้องนำวง Linkin Park ที่เพิ่งจะออกสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 อย่าง One More Light และอยู่ในระหว่างการออกเดินสายเล่นคอนเสิร์ตไปทั่วโลก ซึ่งการจากไปของเขานั้น นอกเหนือไปจากความระส่ำระสายของสถานะวงที่ดูเหมือนจะเคว้งคว้างจากการจากไปของเขาแล้ว เขายังสามารถกระตุ้นความตื่นตัวให้โลกหันมาเห็นอันตรายและภัยเงียบของโลกซึมเศร้าได้อีกด้วย หลังจากมรณกรรมของเขา ดูเหมือนภาระทั้งหมดจะตกอยู่บนบ่าของ Mike Shinoda หัวหน้าวงอีกคนหนึ่งที่ก็ไม่สามารถตอบคำถามของทั้งนักข่าวและแฟนเพลงได้ว่าวงจะเป็นอย่างไรต่อไปได้ เขาพูดแต่เพียงสั้นๆ ว่า “จะแจ้งข่าวทันทีที่มีข่าวอะไรก็ตาม”

ในระหว่างที่แฟนเพลง Linkin Park ทั่วโลกกำลังเคว้งคว้างอยู่กับสถานะอันง่อนแง่นของวงอยู่นั้น ไมค์ก็ประกาศวางแผงอัลบั้มใหม่ของเขา Post Traumatic ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีหลังจากเกิดโศกนาฏกรรม และตารางเวิลด์ทัวร์โปรโมทอัลบั้มที่ใช้ชื่อศิลปินว่า ‘Mike Shinoda of Linkin Park’ ก็ตามออกมาติดๆ เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งในระยะเวลาอันสั้นกว่าที่ใครๆ ก็คิดไว้เยอะมากทีเดียว “อัลบั้มนี้ส่วนตัวมากๆ เลยครับ” ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งที่เขามาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ย้อนกลับไปเมื่อกว่าปีที่แล้ว การสูญเสียเชสเตอร์ถือเป็นหายนะสำคัญในชีวิต ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป แค่ใช้ชีวิตประจำวันก็ยากแล้ว ผมมีสตูดิโอเล็กๆ อยู่ที่บ้าน ที่ผมใช้อัดเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมวงคนอื่นๆ รวมถึงเชสเตอร์ด้วยครับ ตอนที่เกิดเหตุใหม่ๆ ผมกลัวมาก กลัวที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกว่า… ความทรงจำอะไรต่อมิอะไรมันอยู่ในห้องนั้นหมดเลยน่ะครับ แต่ในที่สุด ผมก็บังคับให้ตัวเองเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขียนเพลง เล่นดนตรี อัดดนตรี เพื่อที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งในตัวเอง และเลิกกลัวความทรงจำเก่าๆ ที่ไหลวนอยู่ในห้องนั้นเสียที และบทเพลงที่มารวมเป็นอัลบั้มนี้ก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากจุดนั้นนั่นล่ะครับ จะว่าไป มันก็เป็นเหมือนไดอารี่ เหมือนประวัติชีวิตส่วนตัวของผมในช่วง 6-9 เดือนแรกหลังจากเกิดเหตุนั่นล่ะครับ”

นอกเหนือไปจากการเอาชนะตัวเองเพื่อให้เดินกลับไปทำงานในห้องอัดอันเต็มไปด้วยความหลังอีกครั้งแล้ว การตัดสินใจปล่อยอัลบั้มดังกล่าวออกมาสู่สายตาสาธารณชนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “จริงๆ แล้วมันน่ากลัวมากนะครับที่จะเอาเพลงเหล่านี้ออกมาแชร์กับแฟนๆ เพราะเนื้อหามันส่วนตัวมากจริงๆ แต่พอผมเอาทุกอย่างมารวมกันเป็นภาพใหญ่แล้ว ผมก็เห็นว่านี่เป็นหนทางที่จะสื่อสารกับแฟนๆ ว่าตัวผมจัดการกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตนี้ได้อย่างไร และถ้าหากว่าบทเพลงเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียของตัวเองได้ มันก็จะดีมากเลยครับ ผมเลยตัดสินใจปล่อยมันออกมา เพราะอัลบั้มนี้มันเริ่มต้นจากความดิ่งดาร์ก และค่อยๆ ก้าวเข้าสู่แสงสว่างในการใช้ชีวิตต่อไปทีละนิด นั่นทำให้ผมเลือกเพลง Crossing A Line ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรก เพราะมันเป็นเพลงที่อยู่ระหว่างการมองกลับไปหาอดีต และการมองไปสู่อนาคตข้างหน้า สารหลักๆ ที่ผมต้องการจะสื่อผ่านอัลบั้มนี้คือ ‘ความหวัง’ นั่นคือ การเคารพในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยอมรับมันในแบบที่มันเป็นให้ได้ และใช้ชีวิตในฐานะการเดินทางให้สนุกที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติอยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เท่านั้นเองครับ”

ในตอนที่ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เขาเพิ่งจะประกาศทัวร์อเมริกาเหนือไปหยกๆ ดังนั้นเมื่อเราถามว่าแฟนๆ จะคาดหวังอะไรได้หลังจากที่เขาจบเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้ เขาจึงตอบได้เพียงสั้นๆ ว่า “ผมคงจะพักผ่อนหน่อยนะครับ ตอนออนทัวร์ ผมอยากทุ่มเทกับมันให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นคือชีวิตของผม หลังจากนั้น ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับว่าจะมีแรงบันดาลใจไปทำอะไรต่อ อาจจะวาดรูป หรือทำเพลง อาจจะทำให้ตัวเอง หรือโปรดิวซ์งานให้คนอื่น ตอบไม่ได้จริงๆ ครับ ผมพยายามจะเปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอเองครับ”

แน่นอนว่าทุกอาชีพมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ศิลปินเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การสูญเสียเส้นเลือดหลักของวงในระหว่างที่วงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้นถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่การรับมือกับเหตุการณ์พลิกโชคชะตาต่างหากที่จะนิยามได้ว่า ศิลปินคนไหนกันแน่ที่จะก้าวข้ามผ่านความสูญเสียดังกล่าว และผงาดเป็นตำนานต่อไปได้ ซึ่งเราก็แอบเชื่อว่า หลังจากมรณกรรมของเชสเตอร์ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาแทนที่ได้แล้วนั้น ไมค์เองก็คงวางแผนที่จะกลับมาผงาดในวงการดนตรีอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเอง หรือเพื่อแฟนๆ ที่รออยู่ แต่เราจะปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า ตำนานแต่ละบทนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่ววูบไหวเท่านั้น

Related Post

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

Related Post

ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเขากลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่สามแล้ว

HONNE (อ่านว่า ฮอนเน่) คือชื่อวงดนตรีคู่หูจากลอนดอนที่มี James Hatcher และ Andy Clutterbuck เป็นสมาชิกหลัก เคยทำสถิติบัตรคอนเสิร์ต sold out ในกรุงเทพฯ จนต้องประกาศเพิ่มรอบ (และก็ sold out ตามไปอีก) เราได้มีโอกาสทาบทามพวกเขามาถ่ายแฟชั่นให้กับฉบับพิเศษของเราในครั้งนั้น ซึ่งพวกเขาก็ตอบรับคำชักชวนของเราเป็นอย่างดี

รู้ตัวใช่ไหมว่าคุณเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ชาวเอเชียมากเลยนะ

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจนะครับ บางครั้งผมก็แอบสงสัยเหมือนกันว่ามีใครรู้หรือเปล่าว่าพวกเรามาจากประเทศไหนกันแน่ เพราะอาร์ตเวิร์กบนปกอัลบั้มของพวกเราก็ไม่ได้มีหน้าพวกเรา เราใช้นางแบบจากประเทศจีน และยังมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นด้วยครับ

วัฒนธรรมเอเชียมีอิทธิพลต่อการทำเพลงของคุณมากน้อยแค่ไหน

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจเรื่องอิทธิพลด้านดนตรีนะ แต่อิทธิพลทางอารมณ์น่ะชัดเลย เราใช้เอเลเมนต์ต่างๆ ในอัลบั้มเรา อย่างตัวอักษรญี่ปุ่นบนปกอัลบั้มแรก และนางแบบชาวจีนบนปกอัลบั้มที่สอง มันแทรกซึมเข้ามานะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพราะว่าวัฒนธรรมเอเชียต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชินมาก อะไรๆ มันก็เลยน่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจได้ทั้งหมด คิดว่าไง

เจมส์ : ผมว่าในทางกลับกัน ถ้าคนเอเชียมาที่กรุงลอนดอนและเห็นสิ่งที่พวกเราเห็นจนชินตา พวกเขาก็คงได้รับแรงบันดาลใจกลับไปที่บ้านเขาเหมือนกันล่ะครับ

บอกความหมายของ HONNE หน่อยสิ

เจมส์ : มันแปลว่าความรู้สึกที่แท้จริงครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น เราต้องการจะสื่อสารว่า มนุษย์เราควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และแชร์ความรู้สึกเหล่านั้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด ด้วยความเป็นมนุษย์เราก็คาดหวังให้อีกฝ่ายทำแบบเดียวกับเรา ดังนั้นเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ทุกคนได้รับรู้น่ะครับ

แอนดี้ : ส่วนที่มาก็คือ ตอนที่เราเริ่มฟอร์มวงใหม่ๆ ผมอยู่ที่โตเกียว ส่วนเจมส์อยู่ที่ลอนดอน เราเลยคิดตรงกันว่าเราน่าจะหยิบคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งชื่อวงกันไหม เลยช่วยกันหาไปเรื่อยๆ จนเจอคำนี้ ซึ่งเห็นตรงกันว่าลงตัวครับ

สำหรับอัลบั้ม Love Me / Love Me Not คุณต้องการสื่อสารอะไรเป็นพิเศษไหม

แอนดี้ : เราต้องการส่งพลังงานในแง่บวกออกมาน่ะครับ พวกเราเก่งเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะแม้แต่เวลาแต่งเพลงเศร้าเราก็จะยังหาแง่มุมบวกๆ ใส่เข้าไปจนได้ แฟนๆ ของพวกเราชอบอะไรแบบนั้น ผมเลยอยากให้พวกเขารู้สึกดีหลังจากฟังเพลงของพวกเราน่ะ

เจมส์ : ผมอยากให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองสามารถคอนเน็กต์กับเพลงได้น่ะครับ ไม่ว่าจะผ่านพลังงานด้านบวกแบบที่แอนดี้ว่าไป หรือผ่านเนื้อร้องที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพังนะ อะไรแบบนั้น

พวกเราเซนส์ได้ว่าอัลบั้มนี้ดูสดใส ไม่ดาร์กเท่าอัลบั้มแรก เราเข้าใจถูกไหม

แอนดี้ : สถานการณ์ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปน่ะ ตอนทำอัลบั้มแรกพวกเรายังมีงานประจำทำอยู่ เลยต้องกลับมานั่งเขียนเพลงที่บ้านกันตอนกลางคืน มันเลยมีกลิ่นอายของเวลากลางคืนอยู่ ส่วนอัลบั้มนี้เราอยากส่งพลังงานด้านบวกออกมา เราเลยแต่งเพลงกันตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่

เจมส์ : เดี๋ยวสิ มันมีความแตกต่างระหว่างความดาร์กกับเวลากลางคืนนะ ถึงอัลบั้มแรกจะแต่งตอนกลางคืน แต่ในอัลบั้มนี้มันมีเอเลเมนต์ของความดาร์กในแง่ของเนื้อหาโดยรวมอยู่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับเวลากลางคืนหรอก นี่ผมพูดจารู้เรื่องไหมเนี่ย

ยังไงกัน

แอนดี้ : เอาอย่างนี้ พวกเราไม่เคยนั่งคุยกันจริงจังว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรนะ ทุกอย่างไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่พอจะรวมเป็นอัลบั้มเราก็มาคิดคอนเซ็ปต์ให้มัน อัลบั้ม Love Me / Love Me Not เลยแบ่งออกเป็นสองพาร์ต หกเพลงว่าด้วยเรื่องราวของ Love Me ส่วนอีกหกเพลงว่าด้วยเรื่อง Love Me Not อธิบายแบบนี้พอจะเข้าใจกว่าไหม

โอเค มาเรื่องของคุณสองคนบ้าง มีหลายคนบอกว่าคุณสองคนดูเข้ากันได้ดี เคมีตรงกันมาก พวกคุณว่าไง

เจมส์ : ผมกับแอนดี้ชอบทำแบบทดสอบจิตวิทยาต่างๆ น่ะ พวกเราเคยทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator ผลออกมาว่าพวกเราไม่เหมือนกันเลย ถ้าจำไม่ผิดนะ ผมเป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ออกสังคมเก่ง ส่วนแอนดี้เป็นอินโทรเวิร์ต เก็บเนื้อเก็บตัว แอนดี้ลงมือทำอะไรง่ายกว่าผม เพราะผมเอาแต่คิดจนไม่ลงมือเสียที อะไรประมาณนั้นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเราแบ่งบทบาทหน้าที่กันค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการทำงานและการดำเนินชีวิต เราส่งเสริมกันและกันในทุกแง่มุม เวลาคนหนึ่งขาดอะไรไป อีกคนก็จะคอยเสริม เหมือนบาลานซ์กันและกันน่ะครับ อย่างเวลามีเรื่องบางอย่างที่ผมไม่พร้อมรับมือ แอนดี้ก็จะรับฟังและจัดการให้เรียบร้อย พวกเราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ เรื่องเคมีก็สำคัญนะ เพราะเวลาคุณตั้งวงดนตรีที่มีแค่คุณสองคน ถ้าพวกคุณเข้ากันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันไม่ได้จริงๆ มันก็คงไปไม่รอดหรอกครับ

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยหน่อยสิ

เจมส์ : ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ พวกเราน่าจะได้กลับไปที่เมืองไทยอีกครั้งตอนช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนะครับ ผมสัญญาว่าจะจับมือกับทุกคนที่มาเจอเราเลยครับ

แอนดี้ : ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดตั้งแต่อัลบั้มแรก พวกคุณเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับประเทศของคุณ พวกคุณน่ารักมาก พวกเรารักคุณมากจริงๆ ครับ

Related Post

The Artist Is Present – GUCCI

Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์จาก Gucci และ Maurizio Cattelan ศิลปินชาวอิตาเลียน สองหัวเรือใหญ่แห่งศตวรรษจากทั้งสองวงการร่วมกันตั้งคำถามถึงเรื่องของการลอกเลียนแบบและการเปลี่ยนความฝันและจินตนาการที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของพันธมิตรศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกภายใต้แนวความคิดเดียวกัน โดยนิทรรศการครั้งนี้ถูกริเริ่มและจัดขึ้นโดยคัตเตลัน และถูกขับเคลื่อนโดยมิเคเล โดยทั้งสองได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับความเป็นจริงในการนำเสนอในแง่มุมของศิลปะที่สามารถจับต้องได้จริงทั้งในแง่ของศิลปินผู้สร้างสรรค์และผู้เสพผลงาน

โดยศิลปินทั้งหมดกว่า 30 ชีวิตจากทั่วโลกรวมถึงศิลปินจีนที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวของการลอกเลียนแบบ การทำซ้ำ การรื้อถอนและประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกดูแคลนเสมอไปหรือไม่ หรือว่าค่านิยมของการลอกเลียนแบบนั้นถ้ามองจากในอีกมุมมันคือการรักษางานของต้นฉบับไว้ไม่ให้สูญหาย และมีคุณค่าในแง่ของศิลปะการสร้างสรรค์ไม่ต่างจากผลงานต้นแบบ

โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยการทำซ้ำโดยเก็บรักษาต้นฉบับไว้นั้นเป็นหลักการค่านิยมที่ริเริ่มกระทำกันก่อนหน้านี้ในงานศิลปะของฝั่งยุโรปด้วยซ้ำไป ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้จึงมีกระบวนการคิดและสร้างผลงานภายใต้โจทย์ความคิดการลอกเลียนแบบสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

โดยเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานที่เรารับรู้ว่าเป็นต้นฉบับนั้นไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ Gucci ที่ผ่านมาภายใต้การสร้างสรรค์ของมิเคเลที่ได้ผสมผสานเอาแรงบันดาลใจที่มีอยู่แล้วตามวัฒนธรรมต่างๆ จากทั่วโลกผนวกเข้ากับผลงานการออกแบบของตัวเองเช่นนี้เรียกว่าการลอกเลียนแบบหรือไม่

หรือสิ่งที่มิเคเลกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของโลกผ่านผลงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบที่เราเรียกว่าเครื่องแต่งกายนั้นจึงตอกย้ำไปอีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนร้อยเรียงเล่าเรื่องต่อเนื่องกันแม้กระทั่งโลกของแฟชั่นและโลกของศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง

การคัดลอกผลงานเปรียบเสมือนการหมิ่นประมาท การไม่เคารพต่อพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงการรับรู้ของสิ่งที่มีอยู่อย่างมีนัยสำคัญคือคำกล่าวของคัตเตลันต่อนิทรรศการครั้งนี้ ถ้าไม่นับรวมความย้อนแย้งและการเสียดสีต่อนิทรรศการในครั้งนี้ที่ได้ไปจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่ง เวลานี้นับเป็นแหล่งขุดทองแห่งใหม่ของโลก รวมไปถึงยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคอย่างมหาศาล การแสดงความเคารพต่อกันทั้งในแง่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างและในมุมของความเป็นมนุษย์นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะศิลปะคือภาษาสากลที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ มากั้นนั่นเอง

The Artists on show:

John Ahearn (with Rigoberto Torres), John Armleder, Nina Beier, Brian Belott, Anne Collier, Jose Dávila, Wim Delvoye, Eric Doeringer, Sayre Gomez, Andy Hung Chi-Kin, Matt Johnson, Jamian Juliano-Villani, Kapwani Kiwanga, Ragnar Kjartansson, Josh Kline, Louise Lawler, Margaret Lee, Hannah Levy, Lu Pingyuan, Ma Jun, Nevine Mahmoud, Aleksandra Mir, Pentti Monkkonen, Philippe Parreno, Jon Rafman, Mika Rottenberg, Reena Spaulings, Sturtevant, Superflex, Oscar Tuazon, Kaari Upson, Danh Vo, Gillian Wearing, Lawrence Weiner, Christopher Williams, XU ZHEN®, Yan Pei-Ming, Damon Zucconi

Related Post

L’Officiel Hommes Staycation Wrap Up Trip

Day 1
จบกันไปแล้วสำหรับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้คอนเซ็ปต์ perfect stay สำหรับ vacation กับนิตยสาร ลอฟฟีเซียล ออมส์ และพันธมิตร เรามาประมวลภาพบรรยากาศความสนุกในทริปกันดีกว่า
เริ่มต้นจากการพาแขกทุกท่านเช็กอินด้วยสายการบินพันธมิตรอย่าง บางกอก แอร์เวย์ สบินตรงสู้เกาะสมุย จังหวัดสุราษธานี เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น แขกของเราก็ทัชดาวน์พร้อมเดินทางสู่โรงแรม Samujana Villas Resort เพื่อพักผ่อนหย่อนใจก่อนเริ่มกิจกรรมผ่อนคลายช่วงบ่าย

 

ซึ่งกิจกรรมนั้นก็มีให้เลือกทั้ง Inner Peace Workshop by Restier  ที่เป็นเวิร์กช็อปเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ โดยในการนี้ พันธมิตรคนสำคัญของทริปอย่าง Restier ก็นำ คุณหมอดาว – พญ. ฉัตรดาว จางวางกร  มาเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้ร่างกายได้ประโยชน์เต็มที่พร้อมปาร์ตี้สุดเหวี่ยงสไตล์ลอฟฟีเซียล ออมส์ต่อไป

 

หรือจะเลือกผ่อนคลายกับคอร์สนวดหน้าจาก Clé de Peau Beauté ที่มอบประสบการณ์ผิวกระจ่างใสในระหว่างการทำทรีตเมนต์ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับไฮเอนด์ นอกจากผ่อนคลายแล้ว ยังสวยกระจ่างใสยาวนานอีกด้วย

หรือหากใครรู้สึกว่าความผ่อนคลายคือการได้ออกกำลังเรียกเหงื่อเพื่อความกระฉับกระเฉง ทางโรงแรม Samujana Villas Resort ก็จัดคลาสมวยไทย พร้อมครูฝึกสอนอย่างใกล้ชิดไว้ให้แขกได้เพลิดเพลินก่อนอาหารค่ำ

 

ในช่วงเย็นของค่ำคืนแรก เราก็เริ่มต้นทริปกันเบาๆ ด้วย Dinner in White by Restier ที่จัดขึ้นในธีมสีขาวล้วน ให้แขกทุกท่านอิ่มอร่อยกับอาหารฟูลคอร์ส สังสรรค์กันพอหอมปากหอมคอ และแยกย้ายกันเข้าที่พักที่ทาง Restier ได้จัดท็อปยางพาราไว้บนที่นอนในวิลล่าแต่ละแห่ง เพื่อให้แขกได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ พร้อมสำหรับกิจกรรมสุดเหวี่ยงในวันถัดไป

 

Day 2
หลังจากพักผ่อนอย่างมีคุณภาพไปกับ Restier แล้ว ทางโรงแรม Samujana Villas Resort ก็เตรียมพร้อมแขกทุกท่านด้วยกิจกรรมคลาสโยคะยามเช้า ที่ให้ทุกท่านยืดเส้นยืดสายก่อนจะกลับเข้าวิลล่าเพื่อเอ็นจอยอาหารเช้ามื้อสำคัญ
Welcome to Fresh Breakfast by Dentiste มอบประสบการณ์ไพรเวทเบรกฟาสต์ในแต่ละวิลล่าเพื่อให้แน่ใจว่าแขกผู้มีเกียรติทุกท่านจะเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างกระฉับกระเฉง

 

หลังจากอาหารเช้า แขกก็สามารถเลือกผ่อนคลายกับกิจกรรม ของ Restier หรือ ของ Clé de Peau Beauté ก่อนจะเดินทางไปที่โรงแรม Four Seasons Koh Samui เพื่ออิ่มกับมื้อกลางวัน Special Lunch for Special Guests  พร้อมลงหาดร่วมกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์กับ Dentiste 

 

โดยในงานนี้ Splash It Green Fresh! คู่รักและคู่เพื่อนซี้จะร่วมพายเรือคายักเพื่อชิงของรางวัลเป็นแชมเปญสุดหรูจาก Moët et Chandon พร้อมถ่ายรูปโพลารอยด์เป็นที่ระลึก ซึ่ง Dentiste อีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญของทริปนี้ก็มีลูกอม Sukkiri by Dentiste ให้แขกผู้มีเกียรติพกติดตัวไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะสามารถเข้าใกล้กันได้อย่างสบายใจตลอดทริป

 

ตกบ่ายแขกผู้มีเกียรติก็เดินทางกลับที่พักเพื่อผ่อนคลายและเตรียมพร้อมร่วมพูลปาร์ตี้สุดเหวี่ยง Glow in Gold Pool Party by Johnnie Walker Gold Label Reserve ที่ได้ดีเจขันเงิน ไทยเทเนี่ยม และแรปเปอร์รุ่นใหม่ในสังกัดมาวาดลีลาให้แขกร่วมเปิดฟลอร์กันแบบไม่มีกั๊ก พร้อมเสิร์ฟค็อกเทลสูตรพิเศษ The Staycation ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Johnnie Walker Gold Label Reserved ให้ปาร์ตี้ลากยาวไปได้เท่าที่ใจต้องการ แอบกระซิบนิดหนึ่งว่า หนึ่งในความพิเศษค่ำคืนนี้ คือการพรีเมียร์เพลงธีมของนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ ‘The Rebel’ ที่ขันเงินแต่งเป็นพิเศษให้กับนิตยสาร หลังจากที่เขาตอบรับมาเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ให้กับนิตยสารฉบับ Music Edition เล่มเดือนธันวาคมนี้
เป็นอย่างไรกันบ้าง กับทริป L’Officiel Hommes Staycation ในครั้งนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์สัญญาเลยว่า งานปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟขนาดนี่จะทวีความพิเศษยิ่งกว่าเก่าในครั้งหน้าอย่างแน่นอน
รอติดตามกันได้เลย ไม่นานเกินรอ for sure!

 

Related Post

โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abramović Institute ณ bacc

อาจจะช้าไปหน่อย แต่เราสารภาพว่า เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ Marina Abramović เป็นครั้งแรกจากงาน The Artist Is Present ของเธอที่จัดแสดง ณ MoMA กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2010 ที่เปิดโอกาสให้คนดูมานั่งสบตาเธอเป็นระยะเวลาหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้เราสนใจคือ การปรากฏตัวของ Ulay อดีตคู่รักและเพื่อนร่วมงานสุดอื้อฉาวของเธอนั่นเอง

หลังจากนั้น เราก็ไปเสิร์ชหาผลงานการแสดงเก่าๆ ของเธอ (กับ Ulay) และค่อยๆ ทำความรู้จักกับเธอผ่านยูทูบ และเฟสบุค ซึ่งก็สารภาพ(อีกครั้ง)ว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจกับอะไรต่อมิอะไรที่เธอแสดงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก และเราก็แอบโบ้ยเบาๆ ว่าเหตุผลที่เราไม่เข้าใจนั้น ก็เพราะว่าเราเสพงานศิลป์เหล่านั้นผ่านแชนแนลยูทูบ ไม่ได้เห็นการแสดงดังกล่าวสดๆ ต่อหน้านั่นเอง

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศงาน Bangkok Art Bienale 2018 ขึ้นโดยมีการโหมโรงว่าจะมารีน่าและลูกศิษย์จะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เราก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและตีตั๋ว (ฟรี) ไปเฝ้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ A Possible Island? ทุกวาระและโอกาสที่จะพอเป็นไปได้ในทันที

การแสดงครั้งนี้คือเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่อเนื่องจาก 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute ใช้กระบวนการ The Abramović Method แสดงต่อเนื่องเพื่อนำพาผู้ชมเข้าสู่ห้วงเวลาคู่ขนานที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ โดยมีแก่นกลางที่เชื่อว่าภายในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของห้วงเวลาและชุดข้อมูลในปัจจุบั้นนั้น ทำให้ห้วงเวลาในชีวิตของเราถูกแทนที่ด้วยความกลัวต่างๆ ทั้งกลัวความเดียวดาย กลัวไม่มีที่ทางในสังคม และกลัวที่จะคิดนอกกรอบ

การแสดง A Possible Island? จึงชวนคุณมาให้ความสำคัญกับ ‘ห้วงเวลา’ ปัจจุบันผ่านการหายใจ การควบคุมสติ และการใช้ ‘เวลา’ แต่ละวินาทีอย่างพินิจพิเคราะห์ผ่านการตีความของศิลปินทั้งแปดชีวิต ซึ่งการแสดงนี้จะแสดงอย่างต่อเนื่อง และผู้ชมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง ส่วนการตีความของการแสดงแต่ละชุดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชม ณ ห้วงเวลานั้นอย่างแท้จริง

ตัวเราเอง หลังจากได้เข้าๆ ออกๆ การแสดงชุดนี้หลายต่อหลายครั้ง เราได้สัมผัสประสบการณ์อันหลากหลายที่อธิบายได้ยาก สิ่งที่ปรากฏในหัวเราคือวลีที่เราเคยได้ยินจากไหนสักที่ว่า ‘Good art should disturb the comfort, and comfort the disburbed. – ศิลปะที่ดีควรจะกระตุ้นเราผู้ที่เฉื่อยชา และปลอบประโลมผู้ที่สับสน’ เพราะไม่ว่าเราจะเข้าไปในงานด้วยอารมณ์ใดก็ตาม เราจะกลับออกมาด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้ามเสมอ นอกจากนั้น มันยังทำให้เราคิดถึงความอึดอัดตอนที่เราดูภาพยนตร์เรื่อง The Square (2017) เพราะความคับข้องใจ ความไม่เข้าใจ และความเร่งเร้ารุนแรงของงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโสตประสาตการรับรู้และกรอบคิดของสังคมของเราจนกระทั่งกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัว และไม่มีที่มีทางในสังคมจำลองบนชั้น 8 ณ หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัมผัสมนตรา เสน่ห์ และความหลอนของการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์แบบต่อเนื่องของ 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute (MAI) ณ ห้องโถงชั้น 8 หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่จะแสดงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

Photo credit: BACC/Jukkrit.H

Related Post

Narcos: Mexico ซีรีส์สุดระทึกที่ครองใจแฟนๆทั่วโลกกับการกลับมาอีกครั้งบน Netflix

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของซีรีส์สุดระทึกอย่าง Narcos: Mexico ที่ Netflix นำมาสตรีมให้ดูพร้อมกันทั่วโลกในเดือนพฤศจิกายนนี้ เราชวนคุณมาคุยและทำความรู้จักกับ Michael Peña กับบทบาทตำรวจผู้แสนดีที่หลงเข้ามาท่ามกลางสงครามอันร้อนระอุของยาเสพติดในประเทศเม็กซิโก แล้วคุณจะหลงรักเขาเหมือนกับที่เราหลงรักมาแล้ว

NARCOS MEXICO

ในซีรีส์ชุด Narcos: Mexico นั้นไมเคิลรับบทเป็นนายตำรวจ Enrique ‘Kiki’ Camarena ที่เอาเข้าจริงนั้นถือว่าเป็นบทรองก็ว่าได้ เนื่องจากก็รู้กันทั่วโลกว่าในซีรีส์ชุด Narcos ที่ผ่านมานั้น ปาโบล เอสโกบาร์ ได้ใจแฟนๆ ทั่วโลกไปมากกว่านายตำรวจอย่างฮาเวียร์ เปนญา จนเราแอบใจเสียแทนเขาไม่ได้ อย่างไรก็ดีหลังจากได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสั้นๆ เราก็อดไม่ได้ที่จะแอบเอาใจช่วยนายตำรวจเอนริเกอย่างเงียบๆ

เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าคาแร็กเตอร์ของเอนริเกกิกิคามาเรญา ที่คุณแสดงเป็นอย่างไร

สวัสดีครับ ผมชื่อไมเคิล เปนญา ผมรับบทเป็นเอนริเกกิกิคามาเรญา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดีอีเอ เขาเพียงแค่อยากจะสร้างความแตกต่าง พอจะรู้ใช่ไหมครับว่าในประเทศเม็กซิโกสถานการณ์เรื่องการค้ายาเริ่มเข้าขั้นสงคราม กิกิอยากจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงตรงนั้น เขาอยากจะหยุดอาชญากรรม ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ในท้ายที่สุดแล้วกิกิคือคนอึดที่มีจิตใจดีคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ

รู้สึกอย่างไรที่ได้รับบทพระเอกในซีรีส์ที่ดูเหมือนว่าพระเอกจริงๆ จะเป็นตัวร้ายแบบนี้ล่ะ

ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยครับว่าบทของผมจะต้องเป็นคนดี ต้องกำจัดคนชั่ว เพราะท้ายที่สุดแล้วหน้าที่ของผมคือการรับบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ดีอีเอ เมื่อเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วเขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เท่านั้นเองครับ

NARCOS: MEXICO

การต้องเข้ามาแสดงในภาคต่อของซีรีส์ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมาก่อนทำให้คุณกดดันมากไหม ?

ไม่นะครับ ผมคิดว่าความกดดันเหล่านั้นมันไปอยู่ที่คนที่เล่นเป็นปาโบล เอสโกบาร์ มากกว่า ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาทำได้ดีมากทีเดียว ต้องขอยกความชอบให้พวกเขาล่ะครับ

เล่าเรื่องสนุกๆ ในกองถ่ายให้เราฟังหน่อยสิ

เรื่องหนึ่งที่ผมจำได้เป็นอย่างดีเลยครับ มีช่วงหนึ่งฝนตกหนักมากๆ เราติดอยู่ที่ไหนกันก็ไม่รู้ ปกติเราคงจะถ่ายทำกันต่อใช่มั้ยครับ แต่แล้วลูกเห็บก็ตกลงมา ผมถ่ายวิดีโอติดไว้ด้วย ตกหนักเลย มันจะเริ่มขึ้นทุกวันตอน 5 โมงเย็น เราต้องหยุดถ่ายทำกันไปเลย 2 วันเต็มๆ เพราะว่าพายุลูกเห็บที่ประเทศเม็กซิโกมันรุนแรงมาก ลูกเห็บขนาดใหญ่เท่าลูกกอล์ฟเลยครับ พวกเราหลบอยู่ใต้หลังคา แล้วก็เข้าไปในรถเทรลเลอร์ ลูกเห็บตกลงมาบนหลังคารถเสียงดังมากเลยครับ ผมพยายามจะหลับ แต่ลมมันแรงมาก หลับไม่ลงเลย ผมนี่แบบขอโทษนะครับ ใครขยับรถเหรอครับ ช่วยหยุดสักทีได้มั้ยเนี่ย มันสั่นจนเหมือนกับว่ามีคนมาเขย่ารถไปมา พอผมลองเปิดประตูออกดู ลมก็ตีจนมันเปิดออกกว้างมาก อย่างกับลมพายุที่บ้าระห่ำ ทำเอาผมเปียกโชกเหมือนใครเอาถังน้ำมาคว่ำใส่หัวผมเลยครับ

NARCOS: MEXICO

ฉันเป็นแฟนของ Narcos เลยนะ บอกหน่อยสิว่าฉันคาดหวังอะไรจาก Narcos: Mexico ได้บ้าง

คงไม่ได้มากนะครับ ถ้าเป็นผมจะดูแบบไม่หยุด 3 วันติดเลยครับ ประมาณว่าวันศุกร์ 2 ตอน วันเสาร์ 3 ตอน วันอาทิตย์อีกสัก 4 ตอน ผมคงจะดูจบภายใน 1 สัปดาห์ เพราะผมชอบวิธีการเล่าเรื่อง วิธีการที่พวกเขาตัดต่อและนำเรื่องราวทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นซีรีส์ ตัวบททุกตอนคือเซอร์ไพรส์ดีๆ นี่เองครับ

คุณใช้วิธีการใดในการเข้าถึงตัวละครอย่างเอนริเก มีคอนฟลิกต์เรื่องคุณธรรมใดๆ ในใจหรือเปล่า

ไม่ค่อยเท่าไรครับ ตอนแรกผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าทำไมเอนริเก (ตัวจริง) ถึงเลือกทำแบบนี้ แต่พอผมได้มีโอกาสคุยกับภรรยาของเขา เธอบอกผมว่าสิ่งที่เอนริเกต้องการทำคือการปราบอาชญากรรม กำจัดพวกคนไม่ดีให้หมดไป มันเหมือนกับเวลาที่เราอยากจะเก็บเงินเข้าบัญชี เราไปธนาคาร เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเหลือเรา เหมือนกับพนักงานในร้านอาหารหรือคนขับรถที่ต่างก็ได้ทำหน้าที่ตามอาชีพของตัวเอง สำหรับเอนริเกแล้วการทำตามหน้าที่ก็คือการช่วยเหลือสังคม ปราบอาชญากรรม ไม่ใช่การช่วยเหลือเพียงแค่ตัวเอง แต่รวมถึงสังคมรอบข้างด้วยครับ

NARCOS: MEXICO

บอกอะไรกับแฟนๆ ชาวไทยที่รอซีรีส์เรื่องนี้หน่อยสิ

ก่อนอื่นเลยครับ ผมไม่เคยไปเที่ยวประเทศไทย แต่อยากไปมากๆ เลยครับ ผมชอบดูการต่อสู้ อย่างมวยไทย คุณบัวขาว แฟร์แฟ็กซ์ ผมก็ต่อยมวยบ้างนิดหน่อยนะ แต่คงเทียบไม่ได้กับระดับปรมาจารย์อย่างพวกเขาครับ ผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยเยอะมาก สักวันหนึ่งจะไปให้ได้ครับ ผมตั้งตารอที่จะให้เรื่องออนแอร์ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน หวังว่าแฟนๆ ชาวไทยจะชอบกันนะครับ

NARCOS: MEXICO

Related Post

” Suspiria ” เมื่อ นักเต้นบัลเลต์หญิงสาวภายในคณะก็เริ่มทยอยหายตัวไปอย่างลึกลับ !!

 

Mia Goth as Sara and Dakota Johnson as Susie star in Suspiria

การกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่งของสองสยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพชาวไทย และ Luca Guadagnino ผู้กำกับชาวอิตาเลียน กับผลงานที่รีเมกมาจากมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์อย่าง ‘Suspiria’

จากความประทับใจในวัยเยาว์ที่ลูกา กัวดาญิโน มีต่อภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Suspiria (1977) โดยผู้กำกับ Dario Argento ที่ทำให้เขาถึงขั้นพกสมุดเล่มเล็กเขียนว่า ‘Suspiria by Luca Guadagnino’ ติดตัวไว้ตลอดเวลานับตั้งแต่ที่เขาได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่ออายุได้เพียงสิบสามขวบเท่านั้นผมเดินผ่านโรงภาพยนตร์ที่ปิดตัวไปแล้ว มันมีโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้แปะอยู่ลูกาเล่าในตอนนั้นผมไม่ทราบครับว่ามันเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับอะไร ผมไม่รู้ว่าชื่อเรื่องเป็นภาษาละติน แต่ภาพที่ปรากฏบนโปสเตอร์นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด พวกเราได้เดินผ่านหมู่บ้านนั้นทุกวัน แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยในระหว่างการเดิน นั่นก็คือช่วงเวลาที่พวกเราต้องเดินผ่านโรงหนังแห่งนั้น ซึ่งมันจะเป็นจังหวะที่ทำให้ผมได้เชยชมโปสเตอร์ใบนั้นอีก และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักดาริโอ อาร์เจนโต และ Suspiria ประสบการณ์นี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมตัวตนของผมขึ้นมาทั้งในฐานะของผู้สร้างภาพยนตร์และฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

Dakota Johnson stars in SUSPIRIA
Photo: Sandro Kopp/Amazon Studios

อีกสามปีถัดมาเขาได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เต็มเรื่องผ่านโทรทัศน์ของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของความหมกมุ่นและกระหายอยากสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นในแบบฉบับของตัวเอง และสมุดเล่มเล็กที่เขียนหน้าปกว่า ‘Suspiria by Luca Guadagnino’ ก็ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้นเอง เมื่อได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของเวทีออสการ์จากเรื่อง Call Me by Your Name (2017) เป็นการการันตีฝีมือของตัวเองแล้ว ความฝันในวัยเยาว์ของลูกาก็กลายเป็นความจริงจนได้ และในครั้งนี้นอกจากได้ Marco Morabito โปรดิวเซอร์คู่บุญ และ David Kajganich มือเขียนบทที่เคยฝากฝีมือเคียงกันมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง A Bigger Splash (2015) รวมไปถึงทัพนักแสดงมากฝีมือทั้ง Dakota Johnson, Tilda Swinton, และ Chloë Grace Moretz แล้ว นี่ยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเขากับสองสยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพชาวไทยที่เคยฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Call Me by Your Name (2017) ของเขามาแล้ว

หลายคนคาดหวังเอาไว้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะใช้เฉดสีแบบเดียวกับภาพยนตร์ต้นฉบับของดาริโอครับสองให้สัมภาษณ์แต่หลังจากที่ได้อ่านบทภาพยนตร์ผมก็เริ่มมองเห็นภาพในมุมมองของผมเอง และผมก็ไม่รู้สึกว่าพวกเรามีความจำเป็นต้องใช้สีที่รุนแรงและฉูดฉาดแบบนั้นและเมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วลูกาและสองก็เลือกใช้โทนสีแบบใหม่ที่สามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน ค.. 1977 แทน โดยในงานนี้เขาได้รับอิทธิพลมาเต็มๆ จากผลงานขึ้นหิ้งของ Rainer Werner Fassbinder ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียง อย่างเรื่อง The Marriage of Maria Braun (1978) และ Veronika Voss (1982)

สยมภูและผมได้พูดคุยกันเรื่องผลงานของผู้กำกับภาพ Michael Ballhaus และ Xaver Schwarzenberger ที่เคยร่วมงานกับไรเนอร์ รวมถึงภาพวาดของ Balthus (Balthasar Klossowski de Rola – ศิลปินชาวฝรั่งเศสโปแลนด์) ด้วยลูกากล่าวพวกเราต้องการจำลองทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในช่วงนั้น แทนที่จะจำลองเพียงแค่บรรยากาศหรือทำอย่างลวกๆ เราได้มีการใช้หลายเฉดสี อย่างสีเทา สีน้ำตาล สีสนิม สีฟ้าอ่อน และสีเขียว เราต้องการให้ภาพที่ออกมาสะท้อนถึงยุคดังกล่าวและภาพลักษณ์ของหนังเยอรมันที่สร้างในยุคนั้น

มาร่วมติดตามผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจกับภาพยนตร์ภาคใหม่อย่าง Suspiria ได้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมเป็นต้นไป ณ โรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

Tilda Swinton as Madam Blanc stars in Suspiria

Related Post