7 หนังรักน่าดูในคำ่คืน Valentine’s Day

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ขอแนะนำ 7 ภาพยนตร์รักคุณภาพให้คุณซบกับแฟนดูบนโซฟาในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้

 

Call Me by Your Name

by Luca Guadagnino

ภาพยนตร์รักที่กำลังฮอตที่สุดในตอนนี้ บอกเล่าความรักระหว่างผู้ชาย ในเมืองเล็ก  แห่งหนึ่งในอิตาลี ในเรื่องคุณจะได้เห็นความสวยงามแบบวิถีชีวิตฤดูร้อน โบราณวัตถุและหนังสือเก่า ลูกพีชสดจากต้น แววตาโศกของ Timothée Chalament และการลำดับภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายด้วยฟิล์มทั้งเรื่อง!

 

In the Mood for Love

by Wong Kar Wai

ความรักไม่สมหวังที่เกิดขึ้นในยุค 60’s บนเกาะฮ่องกง บรรยากาศความมืดมนที่ตัดด้วยสีสันสดใสของกี่เพ้านางเอกแสนเย้ายวน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังรักทั่วไป หว่องกาไว เจ้าพ่อภาพยนตร์เหงาจะทำให้คุณหันมาเห็นค่าคนข้างกายมากขึ้น

 

Come Rain, Come Shine

by Lee Yoon-ki

เตือนไว้ก่อนว่าถ้าไม่ชอบก็เกลียดไปเลยสำหรับภาพยนตร์กวาดรางวัลจากเกาหลี ตลอดเรื่องมีบทพูดไม่ถึง 10 ประโยค เป็นช่วงเวลาสั้น  ของคู่รักที่เลิกกัน และกำลังเก็บของเพื่อย้ายออก นับเป็น 2 ชั่วโมงอันปวดใจ จากคนรักที่จะกลายเป็นเพียงคนเคยรัก

 

Funny Face

by Stanley Donen

ภาพยนตร์รักเบาสมอง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1957 แสดงนำโดยนางเอกตลอดกาล ออเดรย์ เฮปเบิร์น ที่สวยงามตามแบบยุคทองของฮอลลีวูด มีเพลงเพราะๆ สอดแทรกตลอดเรื่องพร้อมชุดสวย  ของทั้งพระเอกและนางเอก

 

36

by Nawapol Thamrongrattanarit

ภาพยนตร์เรื่องยาวชิ้นแรกของเจ้าพ่อหนังเหงา เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ชื่อเรื่องนำมาจากจำนวนภาพ 36 ภาพสำหรับฟิล์มถ่ายภาพ 1 ม้วน ประโยคชวนคิดสำคัญคือ “อะไรที่เคยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรบันทึกไว้ก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลยนะ”

 

Pierrot le Fou

by Jean-Luc Godard

งานชิ้นโบว์แดงจากผู้กำกับฯ ระดับตำนาน หลังตามติดหนุ่มสาว คู่รักที่ออกผจญภัยไปตามความบ้าระห่ำของชีวิต แปลกตาทั้งเนื้อเรื่องและเสื้อผ้า จัดเป็นผลงานภาพยนตร์ฝรั่งเศสคลื่นลูกใหม่ (French New Wave) ที่มาพร้อมประโยคเด็ด “คุณตอบฉันด้วยคำพูด แต่ฉันมองคุณด้วยความรู้สึก

 

Ruby Sparks

by Jonathan Dayton & Valerie Faris

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณออกแบบความรักเองได้ ? เมื่อนักเขียนหนุ่มเขียนเรื่องคนรักในจินตนาการ แต่เธอกลับปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของเขาจริง  ! ภาพยนตร์รักชวนฝัน เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เป็นหนังรักฟีลกู๊ดที่รับรองว่า แฟนคุณจะต้องชอบ

 

Related Post

รู้ไหมว่าเมืองไทยส่งหนังประกวดออสการ์ทุกปี!

เรื่องน่ายินดีนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2526 (หรือเมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา) เมื่อสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติได้คัดเลือกหนังเพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา ‘ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ได้เฉียดเวทีออสการ์ของสยามประเทศได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง ‘น้ำพุ’ ที่กำกับโดยหม่อเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล (ซึ่งภาพยนตร์ของท่านมุ้ยนั้นได้รับการนำเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในประเทศไทย เพราะส่งไปถึงสี่เรื่อง เทียบเท่าหนังของ เป็นเอก รัตนเรือง) จากนั้นทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติก็ส่งหนังออกกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหลังพ.ศ. 2000 ยิ่งถือเป็นธรรมเนียมที่ส่งไปเป็นประจำทุกปี นับดูร่วม 24 ผลงาน

และในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 นี้ ภาพยนตร์สุดอื้อฉาวอย่าง ‘ดาวคะนอง’ ที่กำกับฯ โดยหญิงเก่ง อโนชา สุวิชากรพงศ์ ก็ได้เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยไปร่วมคัดเลือก แม้ว่าจะไปไม่ถึงรอบห้าเรื่องสุดท้าย (ใครจะไปสน? ในเมื่อออสการ์ก็ไม่ได้เลือกจากคุณภาพหนังอย่างเดียวอยู่แล้วนี่) แต่ก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติให้กับวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเรายังมองโลกในแง่ดีว่ามันต้องมีสักวันที่หนังจากผู้กำกับฯ ไทยจะได้เกรียงไกรบนเวทีออสการ์กับเค้าบ้าง

ดาวคะนอง – หนังโดนแบนที่ได้ชิงออสการ์

 

มาดูกันว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีภาพยนตร์เรื่องไหนได้จากเมืองไทยที่มีโอกาส ‘เกือบๆ’ เหยียบเวทีออสการ์กันมาบ้างแล้ว

  • ปี 2007

ภาพยนตร์: ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ

กำกับโดย: หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

  • ปี 2008

ภาพยนตร์: รักแห่งสยาม

กำกับโดย: ชูเกียรติ ศักดิ์จีระกุล

  • ปี 2009

ภาพยนตร์: ความจำสั้นแต่รักฉันยาว

กำกับโดย: ชูเกียรติ ศักดิ์จีระกุล

  • ปี 2010

ภาพยนต์: ลุงบุญมีระลึกชาติ

กำกับโดย: อภิชาติพงศ์ วีระเศรฐกุล

  • ปี 2011

ภาพยนต์: คนโขน

กำกับโดย: ศรัณยู วงษ์กระจ่าง

  • ปี 2012

ภาพยนต์: ฝนตกขึ้นฟ้า

กำกับโดย: เป็นเอก รัตนเรือง

  • ปี 2013

ภาพยนต์: เคาท์ดาวน์

กำกับโดย: นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

  • ปี 2014

ภาพยนต์: คิดถึงวิทยา

กำกับโดย: นิธิวัฒน์ ธราธร

  • ปี 2015

ภาพยนต์: พี่ชาย My Hero

กำกับโดย: จอช คิม

  • ปี 2016

ภาพยนต์: อาบัติ

กำกับโดย: ขนิษฐา ขวัญอยู่

 

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณละเห็นด้วยไหมคำตัดสินของคณะกรรมการจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทย?

Related Post

คุยกับเลียม นีสัน ในวัย 65 ปีที่ยังคงบู๊ไม่เลิก

ไม่มีคำว่าแก่เกินสำหรับพระเอกบู๊ตลอดกาลอย่าง เลียม นีสัน แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยร่ำๆ ว่าอายุอานามขนาดนี้จะให้บู๊ต่อไปคงไม่ไหว แต่สุดท้ายเลียมก็กลับมาอีกครั้งจนได้ในภาพยนต์แอ็คชั่นทริลเลอร์เรื่องล่าสุด ที่เขาเผยว่าเทียบเคียงกับผลงานสุดคลาสสิคของปรมาจารย์ฮิทช์ค็อกอย่าง Strangers on a Train หรือ North by Northwest

ตัวละครของคุณ ไมเคิล แม็คเคาเลย์ เขาเป็นใคร?

นีสัน:   ไมเคิล แม็คเคาเลย์ เป็นผู้จัดการระดับกลางของบริษัทประกันโนเนมแห่งหนึ่ง เขาอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายที่เวสต์เชสเตอร์ในรัฐนิวยอร์ก เช่นเดียวกับแฟมิลี่แมนทำงานหนักทั่วไป เขากำลังเจอปัญหาด้านการเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ใช้ชีวิตเดือนต่อเดือน ลูกชายเขากำลังจะเข้ามหาลัยและภรรยาเขาไม่รู้เลยว่า ภาวะการเงินของครอบครัวกำลังถึงจุดวิกฤต

วันหนึ่งสถานการณ์ของเขาต้องแย่ลงไปอีกเมื่อเขาโดนไล่ออก เขาไม่รู้ว่าจะบอกเมียยังไง แถมยังขาดส่งบ้านไปสองงวด หลังจากดื่มที่บาร์แถวบ้านร่วมกับเพื่อนเก่าตอนเป็นตำรวจ เขาตัดใจนั่งรถไฟกลับบ้านไปสารภาพกับเมียและลูกชายที่กำลังจะไปเรียนต่อว่าเขาไม่เหลือเงินอีกแล้ว ในขบวนรถไฟนั้นเองที่หญิงสาวปริศนานั่งตรงข้ามเขาถามเขาว่า ‘จะลองทำอะไรนิดหน่อยเพื่อเงินหนึ่งแสนเหรียญไหมล่ะ’

เขาไม่แน่ใจแต่ผู้คนนั้นก็จูงใจเขาด้วยการให้เขาไปหากระเป่าที่มีเงินสองหมื่นห้าพันเหรียญอัดอยู่ข้างใน ในที่สุดเขาก็เจอเงินซึ่งนั่นจุดชนวนทุกอย่างขึ้น”

The Commuter เป็นผลงานอันดับที่สี่ของคุณกับผู้กำกับฯ โจเม่ คอลเลต-เซอร์ร่า การทำงานกับเขาเป็นอย่างไรบ้าง?

นีสัน: ผมชอบทำงานกับโจเม่ ผมรู้จักเขามา 6-7 ปีแล้วตอนที่เล่น Unknown เราเข้ากันได้ดีทันที เราไม่ต้องวิเคราะห์บทลึกเกินไป เราแค่ทำงานเข้าขากันจนสนิทกันมากขึ้น เขาทำให้งานของผมง่ายขึ้นเยอะและเขาก็บอกว่าผมทำให้งานของเขาง่ายขึ้นเหมือนกัน ซึ่งผมถือเป็นคำชมที่น่าภูมิใจมากเลยนะ โจเม่เป็นนักทำหนังตัวจริง เขาคิดถึงภาพรวมของงานเสมอว่ามันจะมุ่งหน้าไปทางไหน เขากิน ดื่ม นอน เป็นหนัง เขารู้ดีว่าควรทำให้แต่ละซีนออกมายังไง เขาทำให้ผมนึกถึง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผมเชื่อใจเขา เขาเป็นคนที่พิเศษมากๆ

ช่วยพูดถึง เวร่า ฟาร์มิกา หน่อยในการที่เธอรับบทเป็น โจอันนา ผู้กุมปริศนาของเรื่องไว้

นีสัน: เวร่า เล่นเป็นตัวละครที่มีความลึกลับ เธอเองเป็นนักแสดงที่เก่งมาก คุณเดาไม่ออกเลยว่าเธอจะถ่ายทอดมันออกมายังไง เธอเป็นตำรวจ? เธอเป็นเอฟบีไอ? เป็นตัวร้ายหรือไม่? เธอเป็นนักแสดงหญิงที่ผมอยากร่วมงานด้วยมาตลอด

 

                                                                                                  เวร่า ฟาร์มิกา เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าส์จาก Up in the Air และ The Conjuring

ได้ยินว่าทีมงานจำลองรถไฟขึ้นมาทั้งขบวนเพื่อใช้ถ่ายทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ มันเหมือนจริงแค่ไหน?

นีสัน: รถไฟในเรื่องวิ่งผ่านบ้านผมในตอนบนของนิวยอร์ก ผมเองเคยนั่งขบวนนี้หลายครั้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ฉากของเรามันมีความยาวแค่โบกี้ครึ่งเท่านั้น ทำให้การถ่ายทำทุกวันค่อนข้างซับซ้อน มันต้องใช้แทนทุกโบกี้ในรถไฟ ปรับเปลี่ยนไปตามที่ควรจะเป็น ฉากสถานีที่ต้องเปลี่ยนไปทุกครั้งที่รถไฟหยุด ผมคุ้นเคยกับมันมาก ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้ยังไง แต่ฝ่ายศิลป์ของเราทำงานได้สุดยอดมาก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างกล่องมันบดแม็คโดนัลด์ที่ล้นมาจากทั้งขยะ

 

แม้ว่าคุณจะอายุ 60 กว่าแล้ว แต่ลีลาการบู๊ของคุณไม่ได้จืดจางไปตามวัยเลย คุณมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

นีสัน: ผมชอบการต่อสู้นะ ผมซ้อมกับมาร์คและทีมสตั๊นท์ คุณต้องซ้อมนะ ไม่งั้นคุณอาจจะเจ็บตัวได้ มันสนุกจริงๆ นะ แต่มันต้องอาศัยความฟิตพอสมควรเลยทีเดียว ผมเข้ายิมออกกำลังกาย 45 นาทีทุกเช้าก่อนมากองถ่าย

        ผู้กำกับฯ เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังให้ระทึกแม้อยู่ในพื้นที่จำกัด จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังทั้งเรื่องจะถ่ายทำแต่ในโบกี้รถไฟ 

Related Post

Fireworks: ความบอบบางของชีวิต ความรัก และดอกไม้ไฟ

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ บริษัท M Pictures ผู้จัดซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในประเทศประกาศร่ำๆ ว่า ‘อาจจะ’ ยุติการนำเข้าภาพยนตร์เอเชียภายในปีหน้า เพราะกระแสตอบรับที่ไม่เปรี้ยงปร้างในประเทศไทยเท่าใดนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทจะพิจารณาวาระนั้นจากรายได้และกระแสตอบรับของภาพยนตร์ญี่ปุ่นสองเรื่องสุดท้ายส่งท้ายปีอย่าง ‘AJIN คนไม่รู้จักตาย” และ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ”

เราเคยได้พูดถึง AJIN ไปแล้วว่าเราเชียร์สุดตัว เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเพลิน เดินเรื่องสนุก และมีปริศนาชีวิตให้ขบคิดทั้งเรื่องความเป็นความตาย และความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเราก็ได้แต่เอาใจช่วยว่า M Pictures น่าจะปัดวาระนี้ตกไป

แอนิเมะที่ไม่ใสอย่างที่คิด

ในส่วนของภาพยนตร์แอนิเมะ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ” ที่ชูจุดขายยิ่งใหญ่เป็นสตูดิโอและผู้อำนวยการสร้างแอนิเมะที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างทั่วโลกอย่าง “Your Name” มาก่อนหน้านี้แล้วนั้น เราเริ่มจะสงสัยเสียแล้วว่าวาระนี้จะถูกนำมาพิจารณาอย่างเข้มข้นภายในบริษัทอีกหรือไม่

แอนิเมะเรื่องนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์รักใสๆ วัยรุ่นชอบทั่วไป แม้ว่ามันจะสร้างมาเพื่อตอบสนองความเพ้อฝันของเด็กชายวัยกระเตาะ แต่เมื่อคุณนั่งดูมันจนจบเรื่อง คุณอาจจะสตันท์ และหันกลับมาตั้งคำถามขบคิดกับอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ในสไตล์ของชุนจิ อิวาอิ มือเขียนบทสุดล้ำลึกและสุดงงจาก All About Lily Chou-Chou

 

เมื่อได้เห็นถึงความ ‘ย่อยยาก’ ของแอนิเมะเรื่องนี้ บวกกับกระแสภาพยนตร์เอเชียที่ค่อนข้างแผ่ว เรียกได้ว่า ‘ขายได้’ เฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในประเทศเท่านั้น เราคงจะต้องดูทิศทางการดำเนินงานของ M Pictures ในวาระนี้ต่อไปในปีหน้า

ได้แต่แอบหวังว่าวาระนี้จะถูกปัดตกไป เพราะในฐานะคนดูหนังตาดำๆ อย่างพวกเรา เราก็อยากจะมีภาพยนตร์ทางเลือกให้เรา ‘เลือก’ ดู นอกเหนือไปจากภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ และภาพยนตร์ไทยประเภทผี และตลกโปกฮาเท่านั้น

Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

Related Post

มาดูกันว่าดาราเด็กในอดีต ปัจจุบันพวกเขาทำอะไรกันอยู่

Then and Now

เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่วันหน้า แต่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไรนั้นมันอีกเรื่อง

 

  1. Macaulay Culkin 

Home Alone (1990)

AGE THEN: 10

AGE NOW: 38

เขาติดอันดับสองในลิสต์ 100 Greatest Kid-Stars ไม่มีใครไม่รู้จักเขาจากบทบาทเด็กแสบที่ถูกทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียวระหว่างวันหยุดยาว และต้องต่อกรกับสองวายร้าย ซึ่ง Home Alone ก็กลายมาเป็นหนึ่งในไอค่อนภาพยนตร์สำหรับครอบครัวคลาสสิกไปแล้ว ในช่วงวัยเด็กเขาแสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง จนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น และหายจากวงการไปจนกระทั่งปีค.ศ. 2000 ที่เขาปรากฏตัวในฐานะนักแสดงละครเวทีที่กรุงลอนดอน หลังจากนั้น เขาก็ก่อตั้งร็อกแบรนด์ชื่อ The Pizza Underground ร่วมกับเพื่อน และประกาศยุบวงไปในเวลาถัดมา

 

2. Jonathan Lipnicki

Jerry MaGuire (1996)

AGE THEN: 5

AGE NOW: 27

เด็กน้อยหน้ากลม ผมตั้ง ใส่แว่นตากลม รอยยิ้มน่าเอ็นดูที่ปรากฏตัวเคียงคู่กับทอม ครูซนั้นถือเป็นภาพติดตาของดาราเด็กอนาคตไกลในยุคนั้น เขาแสดงภาพยนตร์อีกหลายเรื่องด้วยลุคเด็กน้อยน่ารักทั้ง Stuart Little และ The Little Vampire และเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาก็ห่างหายจากวงการไปจนกระทั่งตอนนี้ ที่เขากำลังเทรนด์อย่างหนักเพื่อเตรียมตัวเป็นนักกีฬา MMA: Mixed Martial Arts อย่างเต็มตัว นอกจากนั้นเขายังทำงานการกุศลโดยเป็นสปีกเกอร์ให้กับ Breast Cancer Research Foundation และโครงการเพื่อสังคมอื่นๆ

 

3. Haley Joel Osment

The Sixth Sense (1999)

AGE THEN: 11

AGE NOW: 30

คงไม่มีใครลืมเขาได้จากบท “เด็กเห็นผี” อันลือลั่นจากภาพยนตร์เรื่อง The Sixth Sense ฮาลีย์เป็นนักแสดงเด็กที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ทันทีที่ปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ เขาเป็นนักแสดงอายุน้อยเป็นอันดับที่สองที่ได้เสนอเข้าชิงบทนี้ และนั่นอาจจะทำให้การแสดงเรื่องต่อๆ มาของเขาแผ่วลงๆ จนกระทั่งเขาหายไปจากวงการฮอลลีวูดเมื่อเติบโตขึ้น โอเค … เขาก็มีผลงานบ้างประปราย และเขาก็เป็นนักแสดงละครบรอดเวย์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้โด่งดังเปรี้ยงปร้างเท่าสมัยยังเด็กอีกแล้ว อาจจะบอกได้ว่าความสำเร็จมาเร็วเกินไปสำหรับเขา

4. Jake Lloyd

Star Wars: Episode I (1999)

AGE THEN: 10

AGE NOW: 30

เจคเป็นอีกหนึ่งในดาราเด็กที่ไร้ซึ่งวัยเด็ก หลังภาพยนตร์เรื่อง Star Wars เขาก็ถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนในโรงเรียน และความเครียดจากการที่จะต้องให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องเดิมซ้ำๆ ทำให้เขาตัดสินใจหันหลังให้กับวงการอย่างถาวรในปีค.ศ.2001 แต่นั่นก็ยังไม่จบ เขามีปัญหาอย่างต่อเนื่องเนื่องจากอาการป่วยทางจิตที่เรียกว่าโรคสองบุคลิก (Schizophrenia) ซึ่งทำให้เขาประสบทั้งอุบัติเหตุทางรถยนต์และมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเมื่อต้นปีนี้เองที่เขาถูกนำตัวเข้าสู่สถานบำบัดทางจิตอย่างเต็มรูปแบบเพื่อรักษาอาการดังกล่าวอย่างจริงจัง

 

5. Jamie Bell

Billy Elliot (2000)

AGE THEN: 14

AGE NOW: 32

เจมี่เข้าร่วมคัดตัวกับเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันกว่า 2,000 คนเพื่อรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Billy Elliot ซึ่งนั่นก็เป็นใบเบิกทางสำคัญที่นำเขาเข้าสู่วงการฮอลลีวูด เราแอบเสียดายเล็กๆ ที่เจมี่แทบจะไม่ได้มีโอกาสแสดงฝีมือทางการเต้นของเขาในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อีกเลย เขามีผลงานภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับบทเล็กๆ แต่ก็ถือว่าสม่ำเสมอสำหรับดาราอังกฤษในแวดวงฮอลลีวูด แต่เราแอบสะดุดตาเขาจากมิวสิกวิดีโอเพลง Wake Me Up When September Ends ของ Green Day

 

6. Daniel Radcliffe

Harry Potter Series (2001 – 2011)

AGE THEN: 12 – 22

AGE NOW: 29

แดเนียลเป็นตัวอย่างที่ดีของดาราเด็กที่ได้รับ “ภาพจำ” จากบทบาทเดิมๆ จนไม่สามารถสลัดภาพจำดังกล่าวออกไปจากสายตาของมวลชนได้ แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังชอบเล่นมุกจิกกัดตัวเองว่า ไม่ว่าเขาจะแสดงภาพยนตร์กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ทุกคนก็ยังคงเรียกเขาว่าแฮร์รี่ (แต่เราแอบแนะนำให้คุณลองไปดูภาพยนตร์เรื่อง Imperium (2016) ที่เขาแสดงดูนะ อาจจะสลัดภาพจำออกไปได้สักนิดหน่อย) แต่แดเนียลก็พยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่องทั้งการแสดงละครเวที และเลือกรับบทที่หลากหลายทั้งโรแมนติก ตลก และดราม่า

Related Post

10 เหตุการณ์น่าจดจำตลอดกาลในเทศกาลหนังคานส์

1.เจ้าหญิงเกรซพบกับเจ้าชาย Rainier ที่ 3
ในฤดูร้อนปี 1954 เกรซ เคลลี่เข้าพักที่โรงแรมคาร์ลตัน กับ Cary Grant และ Hitchcock ระหว่างที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ’To Catch a Thief’ และในช่วงนั้นในเดือนพฤษภาคมเธอต้องไปเป็นตัวแทนสมาคมภาพยนตร์แห่งเอเมริกาที่เมืองคานส์ และที่แห่งนี้นี่เองที่เกรซ เคลลี่ได้พบกับเจ้าชายที่ 3 แห่งโมนาโก เป็นครั้งแรก ในปี 1955 และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยปรากฏตัวในภาพยนตร์อีกเลย

10

 

2.เมื่อเจ้าชายชาล์สและเจ้าหญิงไดอาน่าปรากฏตัว
เพราะเมื่อทันทีที่เจ้าชายชาล์สและเจ้าหญิงไดอาน่าปรากฏตัวเพื่อเป็นเกียรติในให้กับ ‘British Film Day’ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 1987 ที่สายตาก็พร้อมจับจ้องไปที่ทั้งคู่ เจ้าชายชาล์สได้พูดถึงการไปเยือน Pinewood Studios เมื่อยังทรงพระเยาว์ที่เคียงข้างกับเจ้าหญิงไดอาน่าในชุดราตรีผ้าชีฟองสีฟ้าที่กลบรัศมีของทุกคนในบริเวณนั้น

9

 

3.มาดอนน่ากับชุดชั้นในจาก Jean Paul Gaultier
ในปี 1991 มาดอนน่าปรากฏตัวพร้อมกับชุดชั้นในซาตินทรงกรวยแหลมสีขาวที่เป็นอีกหนึ่งไอคอนนิคตลอดกาลจาก Jean Paul Gaultier ในภาพยนตร์สารคดีรอบปฐมทัศน์ของผู้กำกับ Alek Keshishian ที่เกี่ยวชีวประประวัติของมาดอนน่า ‘Madonna: Truth or Dare’

8

 

4.สุดยอดงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ในเทศกาลหนังเมืองคานส์
ในปี 2001 Baz Luhrmann เปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ‘Moulin Rouge’ พร้อมกับเป็นแม่ทัพในการจัดงานเลี้ยงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ในครั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่ายกกองทัพเหล่าบรรดานักเต้นมูแรง รูจและออรินัลซาวแทร็คในภาพยนตร์มาเต็มพิกัด นั้นยังไม่นับรวมดีเจดังอย่าง Fat Boy Slim ตามด้วยนิโคล คิดแมนที่กระโดดเข้าร่วมขึ้นบูธดีเจ และนั้นก็เพียงพอที่ทำให้ค่ำคืนนั้นเป็นที่น่าจดจำมากที่สุดอีกหนึ่งคืน

 

5.ภาพยนตร์ที่ช็อคคนดูจนมีคนเดินออกและได้รับเสียงโห่
เชื่อว่าคานส์คือหนึ่งในเทศกาลหนังที่คนดูสามารถมีปฏิกิริยากับตัวหนังที่เรียกได้ว่า ‘มันส์’ ที่สุดเทศกาลหนึ่ง และ ‘Irreversible’ ก็ทำมันได้ในรอบปฐมทัศน์เริ่มตั้งแต่ฉากแรกที่แสดงถึงความรุนแรง ฉากข่มขื่นทางประตูหลังล องช็อตที่แสดงโดยโมนิก้า เบลลูชี่ ที่นานกว่า 10 นาที นั้นก้เพียงพอที่จะทำให้คนดูเดินออกจากโรงแทบทั้งหมดได้ (ส่วนตัวผู้เขียน ‘Irreversible’ เป็นหนังในดวงใจอีก 1 เรื่อง)

6

 

6.เรื่องราวโรแมนติกระหว่างไรอัน กลอสลิ่งกับ นิโคลัส ไวดิง รีฟิน
รสจูบสุดดูดดื่มของเขาทั้งคู่เกิดขึ้นในปี 2011 ระหว่างการเข้าฉายหนังรอบปฐมทัศน์เรื่อง ‘Drive’ ท่ามกลางสายตาของคนทั่วทั้งโลก โดย นิโคลัส วินดิ้ง เรฟเฟน คือผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับหนังเรื่องนี้นั้นเอง ส่วนจูบนั้นก็เป็นรางวัลที่ ไรอัน กลอสลิ่ง มอบให้กับนิโคลัสในฐานะที่เขาได้รับรางวัล Best Director (ผู้กำกับยอดเยี่ยม)

5

 

7.ปัญหาระหว่าง Netflix กับ เทศกาลหนังเมืองคานส์
ล่าสุดในปี 2017 นี้ Netflix ผู้ให้บริการวีดีโอสตรีมมิงชื่อดังจากอเมริกาได้เข้าชิงรางวัล แต่ก็อาจเป็นปีแรกและปีสุดท้ายด้วย เนื่องจาก Netflix ต้องเปลี่ยนนโยบายให้หนังของตัวเองเข้าฉายในโรงภาพบยตร์ด้วยแทนที่จะให้สมาชิกชมอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว และตั้งกฎชัดเจนว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ต้องการร่วมแข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จะต้องเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

4

 

8.Olivia de Havilland ผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นเป็นประธานตัดสินรางวัลเทศกาลหนังเมืองคานส์
นักแสดงหญิงชาวอังกฤษผู้นี้ก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการตัดสินรางวัลสำหรับเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 1965 ซึ่งถือว่าสถานการณ์ ณ ตอนนั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับการก้าวขึ้นเป็นผู้ตัดสินเหนือเหล่ากรรมการคนอื่นที่เป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งในขนาดนั้นมีหนังร่วมเข้าชิงทั้งหมด 26 เรื่อง และเธอกล่าวไว้ว่า “การขึ้นเป็นประธานในคณะลูกขุนชายทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความรับผิดชอบที่น่ากลัว”

3

 

9.Milla Jovovich กับการเดินพรมแดงเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ‘The Fifth Element
ในปี 1997 Milla Jovovich ควงคู่มากับ Luc Besson ผู้กำกับในพรมแดงเรียกแสงเฟลสจากเหล่าบรรดาช่างภาพได้อย่างล้นหลามกับชุดที่เรียกได้ว่ากึ่งเปลือยของเธอ ซึ่งเบื้องหลังก่อนเดินเข้างานไม่กี่นาทีชุดร้อยลูกปัดคริสตัลของเธอก็เกิดพังทลายขึ้นมา และเป็นช่วงเวลาที่เธอไม่สามารถถอยหลังกลับได้แล้ว แต่แล้วก็ได้เดมี่ มัวร์ นักแสดงสาวที่เดินมาพร้อมกันได้นำชุดเย็บผ้าเล็กๆ ที่ติดหยิบติดมาจากโรงแรมช่วยซ่อมเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว และชุดสวยที่เราเห็นนั้นใครจะคิดว่าเป็นฝีมือการออกแบบของเดมี่ มัวร์ นั่นเอง

French film director Luc Besson, left, arrives with U.S. actress Milla Jovovich and U.S. actor Chris Tucker at the Cannes Film Festival Palace in Cannes, France, Wednesday May 7, 1997 for the screening of Luc Besson's movie "The Fifth Element." Besson's film is being shown out of competition at the 50th International film festival. (AP Photo/Remy de la Mauviniere)

10.สงครามโลกครั้งที่สองทำให้เทศกาลหนังครั้งแรกเกิดขึ้นไม่ได้
เชื่อหรือไม่ว่างานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสองอาทิตย์ของเดือนกันยายน 1939 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อต่อกรกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิสที่ถูกลัทธิฟาสซิสต์เข้าครอบงำอย่างเต็มตัวไปแล้ว โดยงานวันเปิดเทศกาล พวกเขาจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง The Hunchback of Notre Dame โดยจัดฉากริมทะเลเป็นโบสถ์นอร์เธอร์ดาม แต่ฮิตเลอร์ตัดสินใจบุกโปแลนด์ในวันเปิดงานพอดี ดังนั้น Hunchback จึงเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวที่ได้ฉาย เพราะเทศกาลทั้งหมดถูกยกเลิกทันที ซึ่งพวกเขาไม่ได้กลับมาฉายอีกจนกระทั่งอีก 7 ปีถัดมาในค.ศ. 1946 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

1

อย่างไรก็ดี … ในคืนเปิดงานเดือนกันยายน 1946 (ตอนนั้นเทศกาลนี้ชื่อว่า Grand Prix International du Festival) ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Berlin จากสหภาพโซเวียตฉายเปิดนิทรรศการ แต่ก็เกิดอาเพศว่าโปรเจ็กเตอร์เสีย ไฟดับทั้งเทศกาล นอกจากนั้น ม้วนภาพยนตร์เรื่อง Notorious ของเสด็จพ่อฮิทช์ฮ็อค (Alfred Hitchcock) พังก่อนงานประกวด ทำให้ภาพยนตร์ไม่ได้เข้าชิงในเทศกาลไปโดยปริยาย

ก็ยังรอดมาได้จนครบ 78 ปีในปีนี้เนอะ!!!!

Related Post

5 สุดยอดนักแสดงฮอลลีวู้ดที่ยอมทุ่มสุดตัวทั้งลดทั้งรีดน้ำหนักจนไม่เหลือเค้าเดิมเพื่อความสมจริงของบทบาท

Hollywood body Transformations

การแสดงในระดับฮอลลีวู้ดนั้นเป็นอะไรที่สมบทบาทและสมจริงอยู่เสมอ แต่ละเรื่องที่นักแสดงเลือกจะรับบทต้องมีการฟิตหุ่นหรือที่หนักกว่าคือรีดหุ่นซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องยอมอดอาหารกันอย่างหนัก จนคุณเองอาจจะจำกันแทบไม่ได้ และนี่คือ 5 สุดยอดนักแสดงฮอลลีวู้ดที่ยอมทุ่มสุดตัวทั้งลดทั้งรีดน้ำหนักจนไม่เหลือเค้าเดิมเพื่อความสมจริงของบทบาท

1.ใครยังจำได้กับ 50 Cent แร็พเปอร์หนุ่มที่ยอมลดน้ำหนักตัวเองมากกว่า 25 กิโลกรัม เพื่อความสมจริงในการรับบทบาทเป็นผู้ป่วยโรงมะเร็งในภาพยนตร์เรื่อง All Things Fall Apart ในปี 2011

6.50_cent_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rtf

2.หากใครยังไม่สะใจกับภาพของสาวประเภท 2 ติดเชื้อ HIV ที่ Jared Leto ยอมทุ่มทุนแปลงโฉมจนคว้ารางวัลออสการ์มาได้แล้วนั้น ล่าสุดกับการรับบทบาทเป็น Mark Chapman ในภาพยนตร์เรื่อง Chapter 27 ที่ Jared Leto ต้องเพิ่มน้ำหนักตัวเองมากกว่า 20 กิโลกรัม เพื่อความสมจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้

3.jared_leto_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rt6

3.สำหรับม้านอกสายตาออสการ์อย่าง Matthew McConaughey ที่ต้องทำให้ทุกคนหันกลับมามองด้วยบทบาทผู้ป่วยติดเชื้อ HIV โดย Matthew McConaughey ต้องยอมลดน้ำหนักตัวเองมากกว่า 20 กิโลกรัม จนออสการ์ต้องยอมมอบรางวัลนักแสดงนำชายให้ในที่สุด

1.matthew_mcconnaughey_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rt0

4.ต่อด้วยนักแสดงมากฝีมืออย่าง Christian Bale ก้ไม่ยอมน้อยหน้าใครเหมือนกันเพราะเขายอมลดน้ำหนักมากถึง 25 กิโลกรัม สำหรับบทบาทคนเป็นโรคนอนไม่หลับใน The Machinist

2.christian_bale_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rt3

5.ล่าสุดกับ Chris Hemsworth ที่ต้องมารับบทเป็นต้นหนประจำเรือล่าปลาวาฬในภาพยนตร์เรื่องใหม่ In the Heart of the Sea ที่ทุ่มทุนรีดหุ่นตัวเองจนไม่เหลือคราบถึง 30 ปอนด์ มารอดูกันว่าออสการ์จะยอมใจอ่อนมอบรางวัลให้เขาหรือไม่

chris_hemsworth_1b54lra-1b54m2q

Content by Chanond M.

Related Post

ก่อนจะเข้าไปชม Point Break ที่กำลังจะเข้าฉาย คุณควรจะรู้ 10 ข้อนี้ติดเข้าไปด้วย

Point Break (ปล้นข้ามโคตร)

10 ข้อที่คุณควรจะรู้ก่อนเข้าไปชมภาพยนตร์ Point Break ว่ารายละเอียดของความตื่นเต้นและความพยายามในการถ่ายทำฉากต่างๆ นั้นยากเพียงใดกว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้

1. เคิร์ต วิมเมอร์ ผู้เขียนบทฯ Point Break ใช้เวลาค้นคว้าและเตรียมงานด้านบทภาพยนตร์มานานกว่า 3 ปี และใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมดเกือบปี โดยมีการถ่ายทำกันใน 10 ประเทศ 4 ทวีป อาทิเช่น น้ำตกแองเจล น้ำตกที่สูงที่สุดของโลก, เทือกเขาแอลป์ส สวิตเซอร์แลนด์, ชายฝั่งเทฮูปูโฮ ตาฮีติ ฯลฯ … ซึ่งทางทีมงานเน้นใช้การถ่ายทำในสถานที่ถ่ายทำจริง และหลีกเลี่ยงการใช้กรีนสกรีนหรือเทคนิคคอมพิวเตอร์มาช่วยในสร้างสรรค์ภาพ

POINT BREAK

2. สภาพอากาศในยุโรป (เยอรมนี, ออสเตรีย, อิตาลี) นั้นเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทีมงานต้องเผชิญขณะถ่ายทำ เนื่องจากมีฝนตกกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน ซึ่งนับว่าเป็นการถ่ายทำฉากแอคชั่นที่เต็มไปด้วยความท้าทายและเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

POINT BREAK

3. ระหว่างการถ่ายทำฉากโต้คลื่นบริเวณเกาะเมาวี ฮาวาย ทางทีมงานและนักแสดงต้องเผชิญหน้ากับคลื่นที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ!

POINT BREAK

4. การถ่ายทำฉากปีนเขาด้วยมือเปล่าที่ น้ำตก Angel Falls  ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดของโลกในประเทศเวเนซูเอลานั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งฉากที่ทีมงานต้องทุ่มงบเป็นจำนวนมาก โดยมีการใช้งบไปกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างฐานขนาดประมาณหนึ่งสนามฟุตบอลบริเวณใต้จุดของน้ำตก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทีมงานได้ตั้งแคมป์พักอาศัยกันโดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพื้นดินในบริเวณนั้น “มันเปรียบได้ดั่งการปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ” แอนดรูว์ เอ. โคโซฟ ผู้อำนวยการสร้างกล่าวเสริม

POINT BREAK

5. “วิงสูท” แหวกอากาศ “คนบิน” หยุดสายตา! เจ๊บ คอร์ลิส ที่ปรึกษาฉากวิงสูทให้สัมภาษณ์ถึงฉากเสี่ยงอันตรายนี้ว่า “นี่เป็นการรวมตัวของนักกีฬาวิงสูทที่เก่งที่สุดของโลกในเวลานี้อย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยนักบินวิงสูท 4 คน จะต้องบินนำผมไป และผมซึ่งจะต้องบินตามหลังพวกเขา พร้อมกล้องถ่ายภาพหนัก 5 กิโลกรัมอยู่บนหัวของผมตลอดเวลาเพื่อถ่ายภาพการบินอย่างเสมือนจริง เราบินด้วยความเร็วถึง 168 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งนับเป็นการบินวิงสูทที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม”

PB-FP-450

6. ภาพยนตร์ได้ทีมนักกีฬาซูเปอร์เอ็กซ์ตรีมระดับแชมป์โลกมาร่วมแสดงและร่วมดีไซน์ฉากแอคชั่นอันน่าตื่นตามากมาย อาทิเช่น เจ๊บ คอร์ลิส สุดยอดนักวิงสูทชื่อดังของโลก, แลร์ด แฮมิลตัน นักโต้คลื่นระดับตำนาน ผู้คิดค้นนวัตกรรมที่ทำให้มนุษย์สามารถโต้คลื่นยักษ์ด้วยความเร็วสูงอันน่าทึ่งอย่างไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อน และเป็นผู้พิชิตคลื่นสูงที่สุดตลอดกาลได้สำเร็จ, เซบาสเตียน ซิซท์ ผู้ช่ำชองการสเก็ตทุกรูปแบบ

_PB-21-08434.NEF

7. ลุค เบรซี่ สามารถคว้าบท “จอห์นนี่ ยูทาห์” หลังจากการเปิดคัดเลือกนักแสดงมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาดู จริงจัง และตรงไปตรงมา นอกจากนี้ลุคยังเคยเล่นเซิร์ฟ, เล่นรักบี้ และเชี่ยวชาญกีฬาอื่นๆ มาตั้งแต่ยังเด็ก

_PB-02-00806.NEF

8. ความน่าสนใจของสองตัวละครหลักใน Point Break ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างยูทาห์และโบดี้ที่ต่างมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ  จนเกิดเป็นความขัดแย้ง ห้ำหั่นเชือดเฉือนกันอยู่ตลอดทั้งเรื่อง … วันหนึ่ง ลุค เบรซี่ ได้เข้ามาให้สัมภาษณ์กับสื่อฯ ถึงตัวภาพยนตร์ แต่สิ่งที่เตะตาในวันนั้นคือลุคมาพร้อมกับบาดแผลบริเวณใบหน้าราวกับถูกซ้อมมา แต่เขาก็ได้อธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า สาเหตุนั้นเกิดจากการถ่ายทำในฉากที่ตัวเขาและโบห์ดี้ (เอ็ดการ์ รามิเรซ) ได้เผชิญหน้ากันในคลับต่อสู้ใต้ดินที่ฝรั่งเศส ซึ่งทั้งคู่แสดงด้วยตัวเองและเกิดบาดแผลขึ้นจริงๆ ขณะถ่ายทำฉากต่อสู้

POINT BREAK

9. เทเรซ่า พาล์มเมอร์ ผู้รับบทเป็น แซมซาร่า ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคาแรคเตอร์ของเธอว่า “แซมซาร่า เป็นคนที่ซับซ้อน เธอเดินทางมาแล้วมากมายหลายหนแห่ง จิตใจของเธอเข้มแข็งและกล้าหาญมากที่จะลงมือทำในหลายๆ สิ่ง”

_PB-26-09832.NEF

10. ในบรรดากลุ่มนักแสดงหลักทั้งหมด มีแค่ เทเรซ่า พาล์มเมอร์ คนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง ดังนั้นการวางคาแรคเตอร์เธอจึงต้องทำให้ แซมซาร่า นี้ดูแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดไม่แพ้เหล่าตัวละครผู้ชายในภาพยนตร์ โดยการเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาร่างกาย เช่น ดำน้ำ, โต้คลื่น, ไต่เขาร่วมไปกับทุกคนในแก๊งค์

Content by Editorial Team

Related Post

เตรียมตัวพบกับซีรีส์ Game Of Thrones ซีซั่น 6 ได้แล้วในเดือนเมษายน 2016

ซีรีส์ Game of Thrones ซีซั่น 6

หลังจากปล่อยให้แฟนๆ ช็อคแบบตายกันไปข้างในซีซั่นที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์ปล่อยตัวอย่างออกกันมาบ้างแล้วสำหรับซีซั่นที่ 6 มาในครั้งนี้ก็มีเรื่องในสาวกได้ดราม่ากันตั้งแต่ยังไม่เริ่มฉาย ซึ่งกำหนดการฉายก็ตั้งเดือนเมษายนปีหน้า

game-of-thrones-will-season-6-have-anyone-left-alive-worth-rooting-for-game-of-thrones-456455

โดยมีการคาดการณ์กันว่าตัวละครที่จะกลับมามีบทบาทเป็นตัวไหนกันบ้าง ซึ่งคุณลุง George R.R. Martin ผู้ประพันธ์ก็ได้พอแย้มออกมากระตุ้นพอเป็นกระสัยให้สาวกได้อึดอัดกันเล่นอีกเช่นเคย ซึ่งกว่าตัวหนังสือในเล่มที่ 6 กว่าจะมีกำหนดการณ์ตีพิมพ์ก็อยู่ที่ต้นปีหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าคุณลุง George R.R. Martin จะสปอยเนื้อเรื่องให้กับเหล่าผู้กำกับได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในตัวของซีรีย์ที่ออกฉายคุณลุง George R.R. Martin ก็ไม่ได้เขียนบทให้แล้ว

ep50-ss01-1920

โดยเชื่อกันว่าแนวทางของซีรีส์ก็จะใช้เนื้อเรื่องของตัวนวนิยายเล่ม 4-5 เป็นหลัก ซึ่งเนื้อเรื่องที่เหล่าบรรดาสาวกคาดกันไว้ในซีซั่นที่ 6 นี้ก็น่าจะเป็นเรื่องการเผยความลับชาติกำเนิดของ จอน สโนว์ โดยจะเล่าผ่านขุนพลในตำนานทั้ง 3 โรเบิร์ต บาราเทียน, แบรนดอน สตาร์คและ เน็ต สตาร์ค ในวัยหนุ่มผ่านนิมิตรของ แบรน สตาร์ค ที่ได้ไปฝึกฝนพลังตาทิพย์จากอีกา 3 ตา นอกจากนี้ตระกูลเกรย์จอยก็น่าจะมีบทบาทมากขึ้นรวมถึงชะตาชีวิตของแซมเวลล์ ทาร์ลีอีกด้วย ยังไม่นับรวมถึงการชำระแค้นของราชินีเซอร์ซี วิบากกรรมของลูกๆ ตระกูลสตาร์ค การเดินทางของทีเรียนและการกลับมาทวงบัลลังก์ของแม่มังกรอีกด้วย และที่สำคัญต้องมาลุ้นว่าแม่มดแดงจะสามารถชุบชีวิตให้กับจอน สโนว์ได้ไหม ซึ่งทั้งหมดได้รับการคาดว่าจะมาอัดกันอยู่ในซีซั่นที่ 6 กันอย่างแน่นอน

Content by Chanond M.

Related Post

“โคลิน ฟาร์เรล” และ “ราเชล ไวสซ์” ร่วมตามหา ‘รักแท้’ ในภาพยนตร์ “The Lobster”

สำหรับภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมขวัญใจนักวิจารณ์ประจำปีนี้อย่าง “The Lobster” ที่สามารถคว้ารางวัล Jury Prize’ (จูรี่ไพรส์) หรือ รางวัลขวัญใจกรรมการจากเทศกาลภาพยนตร์ภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งล่าสุดมาครอบครอง

IMG_0930.CR2

The Lobster คือภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องในยุคอนาคตที่ผู้คนหมดศรัทธาในเรื่องของความรัก คนโสดจะถูกบังคับให้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า The Hotel” ก่อนเดินทางพวกเขาต้องเลือกว่า ในชีวิตที่อยู่อย่างไร้รักและโดดเดี่ยว ถ้าเลือกเป็นสัตว์ได้ ชนิด คุณจะเลือกเป็นอะไร หลังการเลือก พวกเขาจะมีเวลา 45 วัน ในการตกหลุมรักและค้นหาคนที่จะเป็นคู่แท้  ถ้าหากว่าหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด ก็จะต้องกลายร่างเป็นสัตว์ที่ตนต้องการไปตลอดกาล แต่ทว่า ก่อนหมดเวลา 45 วัน  เดวิด ได้หนีออกจาก The Hotel”  เมื่อเขาพบคำตอบที่ว่า  ” ไม่มีใครปฏิเสธความรักได้ แม้ในวันที่เราต้องการอยู่อย่างเดียวดายมากที่สุดในโลก “

L_YL_07097

นำแสดงโดยดาราคุณภาพระดับแถวหน้าของวงการ อาทิเช่น โคลิน ฟาร์เรล ราเชล ไวสซ์เลอา เซย์ดูซ์ เบน วิสชอว์ และ จอห์น ซี.ไรล์ลี่ ผ่านฝีมือโดยผู้กำกับฉมัง ยอร์กอส ลานธิมอสจาก Dogtooth (2009) ผลงานที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปี 2011 มาแล้ว

IMG_2135.CR2

รวมทั้งล่าสุด The Lobster ยังการันตีความเยี่ยมด้วยการได้รับเลือกให้เข้าฉายใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต (Toronto International Film Festivalซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 ของเทศกาลภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในโลก และ เทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์ค (New York Film Festival) อีกด้วยเช่นกัน

Related Post