10 เหตุการณ์น่าจดจำตลอดกาลในเทศกาลหนังคานส์

1.เจ้าหญิงเกรซพบกับเจ้าชาย Rainier ที่ 3
ในฤดูร้อนปี 1954 เกรซ เคลลี่เข้าพักที่โรงแรมคาร์ลตัน กับ Cary Grant และ Hitchcock ระหว่างที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ’To Catch a Thief’ และในช่วงนั้นในเดือนพฤษภาคมเธอต้องไปเป็นตัวแทนสมาคมภาพยนตร์แห่งเอเมริกาที่เมืองคานส์ และที่แห่งนี้นี่เองที่เกรซ เคลลี่ได้พบกับเจ้าชายที่ 3 แห่งโมนาโก เป็นครั้งแรก ในปี 1955 และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยปรากฏตัวในภาพยนตร์อีกเลย

10

 

2.เมื่อเจ้าชายชาล์สและเจ้าหญิงไดอาน่าปรากฏตัว
เพราะเมื่อทันทีที่เจ้าชายชาล์สและเจ้าหญิงไดอาน่าปรากฏตัวเพื่อเป็นเกียรติในให้กับ ‘British Film Day’ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 1987 ที่สายตาก็พร้อมจับจ้องไปที่ทั้งคู่ เจ้าชายชาล์สได้พูดถึงการไปเยือน Pinewood Studios เมื่อยังทรงพระเยาว์ที่เคียงข้างกับเจ้าหญิงไดอาน่าในชุดราตรีผ้าชีฟองสีฟ้าที่กลบรัศมีของทุกคนในบริเวณนั้น

9

 

3.มาดอนน่ากับชุดชั้นในจาก Jean Paul Gaultier
ในปี 1991 มาดอนน่าปรากฏตัวพร้อมกับชุดชั้นในซาตินทรงกรวยแหลมสีขาวที่เป็นอีกหนึ่งไอคอนนิคตลอดกาลจาก Jean Paul Gaultier ในภาพยนตร์สารคดีรอบปฐมทัศน์ของผู้กำกับ Alek Keshishian ที่เกี่ยวชีวประประวัติของมาดอนน่า ‘Madonna: Truth or Dare’

8

 

4.สุดยอดงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ในเทศกาลหนังเมืองคานส์
ในปี 2001 Baz Luhrmann เปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ‘Moulin Rouge’ พร้อมกับเป็นแม่ทัพในการจัดงานเลี้ยงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ในครั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่ายกกองทัพเหล่าบรรดานักเต้นมูแรง รูจและออรินัลซาวแทร็คในภาพยนตร์มาเต็มพิกัด นั้นยังไม่นับรวมดีเจดังอย่าง Fat Boy Slim ตามด้วยนิโคล คิดแมนที่กระโดดเข้าร่วมขึ้นบูธดีเจ และนั้นก็เพียงพอที่ทำให้ค่ำคืนนั้นเป็นที่น่าจดจำมากที่สุดอีกหนึ่งคืน

 

5.ภาพยนตร์ที่ช็อคคนดูจนมีคนเดินออกและได้รับเสียงโห่
เชื่อว่าคานส์คือหนึ่งในเทศกาลหนังที่คนดูสามารถมีปฏิกิริยากับตัวหนังที่เรียกได้ว่า ‘มันส์’ ที่สุดเทศกาลหนึ่ง และ ‘Irreversible’ ก็ทำมันได้ในรอบปฐมทัศน์เริ่มตั้งแต่ฉากแรกที่แสดงถึงความรุนแรง ฉากข่มขื่นทางประตูหลังล องช็อตที่แสดงโดยโมนิก้า เบลลูชี่ ที่นานกว่า 10 นาที นั้นก้เพียงพอที่จะทำให้คนดูเดินออกจากโรงแทบทั้งหมดได้ (ส่วนตัวผู้เขียน ‘Irreversible’ เป็นหนังในดวงใจอีก 1 เรื่อง)

6

 

6.เรื่องราวโรแมนติกระหว่างไรอัน กลอสลิ่งกับ นิโคลัส ไวดิง รีฟิน
รสจูบสุดดูดดื่มของเขาทั้งคู่เกิดขึ้นในปี 2011 ระหว่างการเข้าฉายหนังรอบปฐมทัศน์เรื่อง ‘Drive’ ท่ามกลางสายตาของคนทั่วทั้งโลก โดย นิโคลัส วินดิ้ง เรฟเฟน คือผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับหนังเรื่องนี้นั้นเอง ส่วนจูบนั้นก็เป็นรางวัลที่ ไรอัน กลอสลิ่ง มอบให้กับนิโคลัสในฐานะที่เขาได้รับรางวัล Best Director (ผู้กำกับยอดเยี่ยม)

5

 

7.ปัญหาระหว่าง Netflix กับ เทศกาลหนังเมืองคานส์
ล่าสุดในปี 2017 นี้ Netflix ผู้ให้บริการวีดีโอสตรีมมิงชื่อดังจากอเมริกาได้เข้าชิงรางวัล แต่ก็อาจเป็นปีแรกและปีสุดท้ายด้วย เนื่องจาก Netflix ต้องเปลี่ยนนโยบายให้หนังของตัวเองเข้าฉายในโรงภาพบยตร์ด้วยแทนที่จะให้สมาชิกชมอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว และตั้งกฎชัดเจนว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ต้องการร่วมแข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จะต้องเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

4

 

8.Olivia de Havilland ผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นเป็นประธานตัดสินรางวัลเทศกาลหนังเมืองคานส์
นักแสดงหญิงชาวอังกฤษผู้นี้ก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการตัดสินรางวัลสำหรับเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 1965 ซึ่งถือว่าสถานการณ์ ณ ตอนนั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับการก้าวขึ้นเป็นผู้ตัดสินเหนือเหล่ากรรมการคนอื่นที่เป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งในขนาดนั้นมีหนังร่วมเข้าชิงทั้งหมด 26 เรื่อง และเธอกล่าวไว้ว่า “การขึ้นเป็นประธานในคณะลูกขุนชายทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความรับผิดชอบที่น่ากลัว”

3

 

9.Milla Jovovich กับการเดินพรมแดงเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ‘The Fifth Element
ในปี 1997 Milla Jovovich ควงคู่มากับ Luc Besson ผู้กำกับในพรมแดงเรียกแสงเฟลสจากเหล่าบรรดาช่างภาพได้อย่างล้นหลามกับชุดที่เรียกได้ว่ากึ่งเปลือยของเธอ ซึ่งเบื้องหลังก่อนเดินเข้างานไม่กี่นาทีชุดร้อยลูกปัดคริสตัลของเธอก็เกิดพังทลายขึ้นมา และเป็นช่วงเวลาที่เธอไม่สามารถถอยหลังกลับได้แล้ว แต่แล้วก็ได้เดมี่ มัวร์ นักแสดงสาวที่เดินมาพร้อมกันได้นำชุดเย็บผ้าเล็กๆ ที่ติดหยิบติดมาจากโรงแรมช่วยซ่อมเธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว และชุดสวยที่เราเห็นนั้นใครจะคิดว่าเป็นฝีมือการออกแบบของเดมี่ มัวร์ นั่นเอง

French film director Luc Besson, left, arrives with U.S. actress Milla Jovovich and U.S. actor Chris Tucker at the Cannes Film Festival Palace in Cannes, France, Wednesday May 7, 1997 for the screening of Luc Besson's movie "The Fifth Element." Besson's film is being shown out of competition at the 50th International film festival. (AP Photo/Remy de la Mauviniere)

10.สงครามโลกครั้งที่สองทำให้เทศกาลหนังครั้งแรกเกิดขึ้นไม่ได้
เชื่อหรือไม่ว่างานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสองอาทิตย์ของเดือนกันยายน 1939 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อต่อกรกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิสที่ถูกลัทธิฟาสซิสต์เข้าครอบงำอย่างเต็มตัวไปแล้ว โดยงานวันเปิดเทศกาล พวกเขาจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง The Hunchback of Notre Dame โดยจัดฉากริมทะเลเป็นโบสถ์นอร์เธอร์ดาม แต่ฮิตเลอร์ตัดสินใจบุกโปแลนด์ในวันเปิดงานพอดี ดังนั้น Hunchback จึงเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวที่ได้ฉาย เพราะเทศกาลทั้งหมดถูกยกเลิกทันที ซึ่งพวกเขาไม่ได้กลับมาฉายอีกจนกระทั่งอีก 7 ปีถัดมาในค.ศ. 1946 หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

1

อย่างไรก็ดี … ในคืนเปิดงานเดือนกันยายน 1946 (ตอนนั้นเทศกาลนี้ชื่อว่า Grand Prix International du Festival) ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Berlin จากสหภาพโซเวียตฉายเปิดนิทรรศการ แต่ก็เกิดอาเพศว่าโปรเจ็กเตอร์เสีย ไฟดับทั้งเทศกาล นอกจากนั้น ม้วนภาพยนตร์เรื่อง Notorious ของเสด็จพ่อฮิทช์ฮ็อค (Alfred Hitchcock) พังก่อนงานประกวด ทำให้ภาพยนตร์ไม่ได้เข้าชิงในเทศกาลไปโดยปริยาย

ก็ยังรอดมาได้จนครบ 78 ปีในปีนี้เนอะ!!!!

Related Post

5 สุดยอดนักแสดงฮอลลีวู้ดที่ยอมทุ่มสุดตัวทั้งลดทั้งรีดน้ำหนักจนไม่เหลือเค้าเดิมเพื่อความสมจริงของบทบาท

Hollywood body Transformations

การแสดงในระดับฮอลลีวู้ดนั้นเป็นอะไรที่สมบทบาทและสมจริงอยู่เสมอ แต่ละเรื่องที่นักแสดงเลือกจะรับบทต้องมีการฟิตหุ่นหรือที่หนักกว่าคือรีดหุ่นซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องยอมอดอาหารกันอย่างหนัก จนคุณเองอาจจะจำกันแทบไม่ได้ และนี่คือ 5 สุดยอดนักแสดงฮอลลีวู้ดที่ยอมทุ่มสุดตัวทั้งลดทั้งรีดน้ำหนักจนไม่เหลือเค้าเดิมเพื่อความสมจริงของบทบาท

1.ใครยังจำได้กับ 50 Cent แร็พเปอร์หนุ่มที่ยอมลดน้ำหนักตัวเองมากกว่า 25 กิโลกรัม เพื่อความสมจริงในการรับบทบาทเป็นผู้ป่วยโรงมะเร็งในภาพยนตร์เรื่อง All Things Fall Apart ในปี 2011

6.50_cent_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rtf

2.หากใครยังไม่สะใจกับภาพของสาวประเภท 2 ติดเชื้อ HIV ที่ Jared Leto ยอมทุ่มทุนแปลงโฉมจนคว้ารางวัลออสการ์มาได้แล้วนั้น ล่าสุดกับการรับบทบาทเป็น Mark Chapman ในภาพยนตร์เรื่อง Chapter 27 ที่ Jared Leto ต้องเพิ่มน้ำหนักตัวเองมากกว่า 20 กิโลกรัม เพื่อความสมจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้

3.jared_leto_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rt6

3.สำหรับม้านอกสายตาออสการ์อย่าง Matthew McConaughey ที่ต้องทำให้ทุกคนหันกลับมามองด้วยบทบาทผู้ป่วยติดเชื้อ HIV โดย Matthew McConaughey ต้องยอมลดน้ำหนักตัวเองมากกว่า 20 กิโลกรัม จนออสการ์ต้องยอมมอบรางวัลนักแสดงนำชายให้ในที่สุด

1.matthew_mcconnaughey_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rt0

4.ต่อด้วยนักแสดงมากฝีมืออย่าง Christian Bale ก้ไม่ยอมน้อยหน้าใครเหมือนกันเพราะเขายอมลดน้ำหนักมากถึง 25 กิโลกรัม สำหรับบทบาทคนเป็นโรคนอนไม่หลับใน The Machinist

2.christian_bale_extreme_body_transformations_1a41rgg-1a41rt3

5.ล่าสุดกับ Chris Hemsworth ที่ต้องมารับบทเป็นต้นหนประจำเรือล่าปลาวาฬในภาพยนตร์เรื่องใหม่ In the Heart of the Sea ที่ทุ่มทุนรีดหุ่นตัวเองจนไม่เหลือคราบถึง 30 ปอนด์ มารอดูกันว่าออสการ์จะยอมใจอ่อนมอบรางวัลให้เขาหรือไม่

chris_hemsworth_1b54lra-1b54m2q

Content by Chanond M.

Related Post

ก่อนจะเข้าไปชม Point Break ที่กำลังจะเข้าฉาย คุณควรจะรู้ 10 ข้อนี้ติดเข้าไปด้วย

Point Break (ปล้นข้ามโคตร)

10 ข้อที่คุณควรจะรู้ก่อนเข้าไปชมภาพยนตร์ Point Break ว่ารายละเอียดของความตื่นเต้นและความพยายามในการถ่ายทำฉากต่างๆ นั้นยากเพียงใดกว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้

1. เคิร์ต วิมเมอร์ ผู้เขียนบทฯ Point Break ใช้เวลาค้นคว้าและเตรียมงานด้านบทภาพยนตร์มานานกว่า 3 ปี และใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมดเกือบปี โดยมีการถ่ายทำกันใน 10 ประเทศ 4 ทวีป อาทิเช่น น้ำตกแองเจล น้ำตกที่สูงที่สุดของโลก, เทือกเขาแอลป์ส สวิตเซอร์แลนด์, ชายฝั่งเทฮูปูโฮ ตาฮีติ ฯลฯ … ซึ่งทางทีมงานเน้นใช้การถ่ายทำในสถานที่ถ่ายทำจริง และหลีกเลี่ยงการใช้กรีนสกรีนหรือเทคนิคคอมพิวเตอร์มาช่วยในสร้างสรรค์ภาพ

POINT BREAK

2. สภาพอากาศในยุโรป (เยอรมนี, ออสเตรีย, อิตาลี) นั้นเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทีมงานต้องเผชิญขณะถ่ายทำ เนื่องจากมีฝนตกกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน ซึ่งนับว่าเป็นการถ่ายทำฉากแอคชั่นที่เต็มไปด้วยความท้าทายและเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

POINT BREAK

3. ระหว่างการถ่ายทำฉากโต้คลื่นบริเวณเกาะเมาวี ฮาวาย ทางทีมงานและนักแสดงต้องเผชิญหน้ากับคลื่นที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ!

POINT BREAK

4. การถ่ายทำฉากปีนเขาด้วยมือเปล่าที่ น้ำตก Angel Falls  ซึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดของโลกในประเทศเวเนซูเอลานั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งฉากที่ทีมงานต้องทุ่มงบเป็นจำนวนมาก โดยมีการใช้งบไปกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างฐานขนาดประมาณหนึ่งสนามฟุตบอลบริเวณใต้จุดของน้ำตก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทีมงานได้ตั้งแคมป์พักอาศัยกันโดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพื้นดินในบริเวณนั้น “มันเปรียบได้ดั่งการปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ” แอนดรูว์ เอ. โคโซฟ ผู้อำนวยการสร้างกล่าวเสริม

POINT BREAK

5. “วิงสูท” แหวกอากาศ “คนบิน” หยุดสายตา! เจ๊บ คอร์ลิส ที่ปรึกษาฉากวิงสูทให้สัมภาษณ์ถึงฉากเสี่ยงอันตรายนี้ว่า “นี่เป็นการรวมตัวของนักกีฬาวิงสูทที่เก่งที่สุดของโลกในเวลานี้อย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยนักบินวิงสูท 4 คน จะต้องบินนำผมไป และผมซึ่งจะต้องบินตามหลังพวกเขา พร้อมกล้องถ่ายภาพหนัก 5 กิโลกรัมอยู่บนหัวของผมตลอดเวลาเพื่อถ่ายภาพการบินอย่างเสมือนจริง เราบินด้วยความเร็วถึง 168 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งนับเป็นการบินวิงสูทที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม”

PB-FP-450

6. ภาพยนตร์ได้ทีมนักกีฬาซูเปอร์เอ็กซ์ตรีมระดับแชมป์โลกมาร่วมแสดงและร่วมดีไซน์ฉากแอคชั่นอันน่าตื่นตามากมาย อาทิเช่น เจ๊บ คอร์ลิส สุดยอดนักวิงสูทชื่อดังของโลก, แลร์ด แฮมิลตัน นักโต้คลื่นระดับตำนาน ผู้คิดค้นนวัตกรรมที่ทำให้มนุษย์สามารถโต้คลื่นยักษ์ด้วยความเร็วสูงอันน่าทึ่งอย่างไม่เคยมีในประวัติศาสตร์มาก่อน และเป็นผู้พิชิตคลื่นสูงที่สุดตลอดกาลได้สำเร็จ, เซบาสเตียน ซิซท์ ผู้ช่ำชองการสเก็ตทุกรูปแบบ

_PB-21-08434.NEF

7. ลุค เบรซี่ สามารถคว้าบท “จอห์นนี่ ยูทาห์” หลังจากการเปิดคัดเลือกนักแสดงมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาดู จริงจัง และตรงไปตรงมา นอกจากนี้ลุคยังเคยเล่นเซิร์ฟ, เล่นรักบี้ และเชี่ยวชาญกีฬาอื่นๆ มาตั้งแต่ยังเด็ก

_PB-02-00806.NEF

8. ความน่าสนใจของสองตัวละครหลักใน Point Break ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างยูทาห์และโบดี้ที่ต่างมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ  จนเกิดเป็นความขัดแย้ง ห้ำหั่นเชือดเฉือนกันอยู่ตลอดทั้งเรื่อง … วันหนึ่ง ลุค เบรซี่ ได้เข้ามาให้สัมภาษณ์กับสื่อฯ ถึงตัวภาพยนตร์ แต่สิ่งที่เตะตาในวันนั้นคือลุคมาพร้อมกับบาดแผลบริเวณใบหน้าราวกับถูกซ้อมมา แต่เขาก็ได้อธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า สาเหตุนั้นเกิดจากการถ่ายทำในฉากที่ตัวเขาและโบห์ดี้ (เอ็ดการ์ รามิเรซ) ได้เผชิญหน้ากันในคลับต่อสู้ใต้ดินที่ฝรั่งเศส ซึ่งทั้งคู่แสดงด้วยตัวเองและเกิดบาดแผลขึ้นจริงๆ ขณะถ่ายทำฉากต่อสู้

POINT BREAK

9. เทเรซ่า พาล์มเมอร์ ผู้รับบทเป็น แซมซาร่า ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคาแรคเตอร์ของเธอว่า “แซมซาร่า เป็นคนที่ซับซ้อน เธอเดินทางมาแล้วมากมายหลายหนแห่ง จิตใจของเธอเข้มแข็งและกล้าหาญมากที่จะลงมือทำในหลายๆ สิ่ง”

_PB-26-09832.NEF

10. ในบรรดากลุ่มนักแสดงหลักทั้งหมด มีแค่ เทเรซ่า พาล์มเมอร์ คนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง ดังนั้นการวางคาแรคเตอร์เธอจึงต้องทำให้ แซมซาร่า นี้ดูแข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดไม่แพ้เหล่าตัวละครผู้ชายในภาพยนตร์ โดยการเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาร่างกาย เช่น ดำน้ำ, โต้คลื่น, ไต่เขาร่วมไปกับทุกคนในแก๊งค์

Content by Editorial Team

Related Post

เตรียมตัวพบกับซีรีส์ Game Of Thrones ซีซั่น 6 ได้แล้วในเดือนเมษายน 2016

ซีรีส์ Game of Thrones ซีซั่น 6

หลังจากปล่อยให้แฟนๆ ช็อคแบบตายกันไปข้างในซีซั่นที่ผ่านมา ก็ได้ฤกษ์ปล่อยตัวอย่างออกกันมาบ้างแล้วสำหรับซีซั่นที่ 6 มาในครั้งนี้ก็มีเรื่องในสาวกได้ดราม่ากันตั้งแต่ยังไม่เริ่มฉาย ซึ่งกำหนดการฉายก็ตั้งเดือนเมษายนปีหน้า

game-of-thrones-will-season-6-have-anyone-left-alive-worth-rooting-for-game-of-thrones-456455

โดยมีการคาดการณ์กันว่าตัวละครที่จะกลับมามีบทบาทเป็นตัวไหนกันบ้าง ซึ่งคุณลุง George R.R. Martin ผู้ประพันธ์ก็ได้พอแย้มออกมากระตุ้นพอเป็นกระสัยให้สาวกได้อึดอัดกันเล่นอีกเช่นเคย ซึ่งกว่าตัวหนังสือในเล่มที่ 6 กว่าจะมีกำหนดการณ์ตีพิมพ์ก็อยู่ที่ต้นปีหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าคุณลุง George R.R. Martin จะสปอยเนื้อเรื่องให้กับเหล่าผู้กำกับได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในตัวของซีรีย์ที่ออกฉายคุณลุง George R.R. Martin ก็ไม่ได้เขียนบทให้แล้ว

ep50-ss01-1920

โดยเชื่อกันว่าแนวทางของซีรีส์ก็จะใช้เนื้อเรื่องของตัวนวนิยายเล่ม 4-5 เป็นหลัก ซึ่งเนื้อเรื่องที่เหล่าบรรดาสาวกคาดกันไว้ในซีซั่นที่ 6 นี้ก็น่าจะเป็นเรื่องการเผยความลับชาติกำเนิดของ จอน สโนว์ โดยจะเล่าผ่านขุนพลในตำนานทั้ง 3 โรเบิร์ต บาราเทียน, แบรนดอน สตาร์คและ เน็ต สตาร์ค ในวัยหนุ่มผ่านนิมิตรของ แบรน สตาร์ค ที่ได้ไปฝึกฝนพลังตาทิพย์จากอีกา 3 ตา นอกจากนี้ตระกูลเกรย์จอยก็น่าจะมีบทบาทมากขึ้นรวมถึงชะตาชีวิตของแซมเวลล์ ทาร์ลีอีกด้วย ยังไม่นับรวมถึงการชำระแค้นของราชินีเซอร์ซี วิบากกรรมของลูกๆ ตระกูลสตาร์ค การเดินทางของทีเรียนและการกลับมาทวงบัลลังก์ของแม่มังกรอีกด้วย และที่สำคัญต้องมาลุ้นว่าแม่มดแดงจะสามารถชุบชีวิตให้กับจอน สโนว์ได้ไหม ซึ่งทั้งหมดได้รับการคาดว่าจะมาอัดกันอยู่ในซีซั่นที่ 6 กันอย่างแน่นอน

Content by Chanond M.

Related Post

“โคลิน ฟาร์เรล” และ “ราเชล ไวสซ์” ร่วมตามหา ‘รักแท้’ ในภาพยนตร์ “The Lobster”

สำหรับภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมขวัญใจนักวิจารณ์ประจำปีนี้อย่าง “The Lobster” ที่สามารถคว้ารางวัล Jury Prize’ (จูรี่ไพรส์) หรือ รางวัลขวัญใจกรรมการจากเทศกาลภาพยนตร์ภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งล่าสุดมาครอบครอง

IMG_0930.CR2

The Lobster คือภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องในยุคอนาคตที่ผู้คนหมดศรัทธาในเรื่องของความรัก คนโสดจะถูกบังคับให้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า The Hotel” ก่อนเดินทางพวกเขาต้องเลือกว่า ในชีวิตที่อยู่อย่างไร้รักและโดดเดี่ยว ถ้าเลือกเป็นสัตว์ได้ ชนิด คุณจะเลือกเป็นอะไร หลังการเลือก พวกเขาจะมีเวลา 45 วัน ในการตกหลุมรักและค้นหาคนที่จะเป็นคู่แท้  ถ้าหากว่าหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด ก็จะต้องกลายร่างเป็นสัตว์ที่ตนต้องการไปตลอดกาล แต่ทว่า ก่อนหมดเวลา 45 วัน  เดวิด ได้หนีออกจาก The Hotel”  เมื่อเขาพบคำตอบที่ว่า  ” ไม่มีใครปฏิเสธความรักได้ แม้ในวันที่เราต้องการอยู่อย่างเดียวดายมากที่สุดในโลก “

L_YL_07097

นำแสดงโดยดาราคุณภาพระดับแถวหน้าของวงการ อาทิเช่น โคลิน ฟาร์เรล ราเชล ไวสซ์เลอา เซย์ดูซ์ เบน วิสชอว์ และ จอห์น ซี.ไรล์ลี่ ผ่านฝีมือโดยผู้กำกับฉมัง ยอร์กอส ลานธิมอสจาก Dogtooth (2009) ผลงานที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปี 2011 มาแล้ว

IMG_2135.CR2

รวมทั้งล่าสุด The Lobster ยังการันตีความเยี่ยมด้วยการได้รับเลือกให้เข้าฉายใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต (Toronto International Film Festivalซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 ของเทศกาลภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในโลก และ เทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์ค (New York Film Festival) อีกด้วยเช่นกัน

Related Post

Victor Frankenstein ตำนานนิยายสยองขวัญที่จะกลับมาอีกครั้ง

Victor Frankenstein อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่เตรียมเข้าฉายปลายปีนี้ เป็นเรื่องราวของนิยายวิทยาศาสตร์แนวโกธิคสุดคลาสสิก ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นคริตศตวรรษที่ 18

FHdgKeN

เป็นผลงานกำกับของ พอล แม็คกิวแกน ผู้กำกับชาวสก็อตแลนด์โดยได้ เจมส์ แม็ควอย มารับบท วิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ และ แดเนียล เรดคลิฟฟ์ มารับ อิกอร์ ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับนิตยสาร L’Optimum Thailand เล่มที่ 23 อย่างไร มาลองติดตามดูกันเร็วๆนี้

_D3S7384.NEF

_D3S7384.NEF

Related Post

11 ข้อของ Harry Potter ที่คุณอาจจะไม่รู้มาก่อน

ขณะนี้ลอปติมัมไทยแลนด์ของเรานั้นกำลังจะวางแผงเล่มที่ 23 เราเลยนำเสนอ 11 ข้อที่น่าสนใจข้อเกี่ยวกับภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่คุณอาจจะไม่รู้มาก่อน เพราะหลังจากที่หนังจบไปแล้วบรรดานักแสดงที่คุณชื่นชอบนั้นก็ต่างโตขึ้นและคุณเองก็คงจะคิดถึงกันอยู่ไม่ด้วยเลยทีเดียว

hogwards-hogwarts-potter-gaara-flag-coat-of-arms-hogvrtsa-harry-potter

1.722 ตัวละครที่ถูกพูดถึงในภาพยนตร์ แฮรรี่ พอตเตอร์
2.โรงเรียนฮอกวอตส์ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 993
3.แฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นพ่อมดเพียงคนเดียวที่โดนคำสาปโทษผิดสถานเดียวทั้ง 3 คำสาปแล้วยังมีชีวิตรอดมาได้
900c10fc-775b-4dce-9df7-c76174ad9965
4.แฮร์รี่ พอตเตอร์ในหนังมีดวงตาสีฟ้าเนื่องจาก แดเนียล เรดคลิฟแพ้คอนแทคเลนส์
5.มีเด็กกว่า 16,000 คนที่แคสท์บทแฮร์รี่ พอตเตอร์
6.หนังสือ 4 ภาคสุดท้ายในชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ได้รับการบันทึกว่าขายได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
ron-weasley,-harry-potter-139180
7.แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟินิกซ์เป็นภาคที่เวอร์ชั่นหนังสือยาวที่สุดแต่หนังกลับสั้นที่สุด
8.ในปราสาทฮอกวอตส์มีบันไดทั้งสิ้น 142 แห่ง
9.การตายของนกฮูกเฮ็ดวิกถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสูญเสียความไร้เดียงสา และก้าวเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของแฮร์รี่
gryffindor,-hermione-granger,-ron-weasley,-harry-potter-140753
10.เกือบตลอดการถ่ายทำหนังชุดนี้ แดเนียลมักจะสวมแว่นกรอบกลมที่ไม่มีเลนส์
11.หมายเลขตู้นิรภัยของซิเรียส (711) เป็นหมายเลขหน้าที่มีฉากซิเรียสตายในฉบับอังกฤษของแฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟินิกส์

Related Post

THE LAST WITCH HUNTER (เพชฌฆาตแม่มด)

The Last Witch Hunter ทีได้ วิน ดีเซล จาก Fast and Furious และ xXx มารับบทเป็นนักล่าแม่มดคนสุดท้ายในโลก ที่เขาจะต้องหยุดยั้งเหล่า แม่มดสุดโหด และ พ่อมด ผู้เฒ่า ทั้งหลาย ที่เตรียมจะมา ยึดครองโลกชนิดที่ว่านรกแตกโดยยึดเอามหานครนิวยอร์กเป็นขุมกำลัง

LWH_D05_01945.CR2

ยังมีความลับดำมืดมากมายที่ซ่อนเร้นในโลกใบนี้ และหนึ่งในความลับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด นั่นคือ เผ่าพันธุ์ “แม่มด” ยังคงใช้ชีวิตปะปนอยู่กับเราทุกคน และรอคอยที่จะปลดปล่อยพลังคำสาปมนตร์มรณะทำลายล้างโลก ความหวังเดียวของมนุษยชาติอยู่ที่ “เพชฌฆาตแม่มด” แห่งภราดรแอ็กซ์+ครอสผู้มีชีวิตอมตะนามว่า “คาลเดอร์” (วิน ดีเซล) แม้เขาจะสามารถสยบ “ราชินีแม่มด” ลงได้เมื่อหลายศตวรรษก่อน แต่กลับต้องแลกด้วยการถูกสาปให้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไปตลอดกาล

CE7A5277.cr2

และเมื่อถึงเวลาที่โลกปัจจุบัน มีผู้คิดแผนการชั่วร้าย หวังจะปลุกราชินีแม่มดให้ฟื้นคืนอีกครั้งใจกลางมหานครของโลกอย่างนิวยอร์ก คาลเดอร์พร้อมด้วยพันธมิตรแห่งแอ็กซ์+ครอสทั้งนักบุญผู้ทรงเวทย์ “โดแลนที่ 37” (เอไลจาห์ วู้ด) และแม่มดสาวนักผจญฝัน “โคลเอ้” (โรส เลสลี่) จะรวมพลังแห่งศาสตราวุธ เวทมนตร์ และความหวังของมวลมนุษย์ หยุดยั้งกำเนิดใหม่ของราชินีแม่มดให้จงได้

CE7A7534.cr2

Related Post

IT’S MOTHER ISSUE : ตามดูหนังแม่แม่…แบบทางเลือก

Mother-3-20150812-224143288

ถ้าให้พูดถึงเดือนสิงหาคม นอกจากสภาพฟ้าฝนคะนองอันหนาวเหน็บเปียกปอน สิ่งแรกที่ทุกคนมักจะนึกถึงในทุกๆ เดือนแปดของแต่ละปีคือบรรยากาศอบอุ่นสวนทางดินฟ้าอากาศของ “วันแม่แห่งชาติ” สำหรับคอภาพยนตร์เดนตายอย่างเรา เพื่อให้เข้ากับกลิ่นอายบรรยากาศของ “วันแม่แห่งชาติ” ภาพยนตร์ที่เราควรเลือกชมในช่วงนี้ก็น่าจะเกี่ยวกับกับเรื่อง “แม่” อยู่บ้าง แต่ถ้าจะให้เราพูดแนะนำภาพยนตร์เชิดชู “พระคุณแม่” กันแบบโต้งๆ ในแบบที่นั่งดูกับบุพการีแล้วมีน้ำตาซึม  ก็ฟังดูน่าเบื่อเกินไปสำหรับคนแนวๆ อย่างเรา ด้วยเหตุนี้เราเลยนึกถึงภาพยนตร์ที่น่าสนใจและมาพร้อมกับชื่อเรื่องที่แปลว่า “แม่” จากสองฝั่งฟากโลกมาฝากให้เลือกชมกันแบบสองเรื่องควบ ส่วนจะเหมาะเอาไว้นั่งดูกับแม่ที่บ้านหรือเปล่า…ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านจะพิจารณาเอาก็แล้วกัน

Mother-4-20150812-224155562

สำหรับภาพยนตร์ “วันแม่” เรื่องแรกที่เราอยากยกมานำเสนอนั้น มาจากประเทศเกาหลีใต้และเป็นผลงานภาพยนตร์โดยผู้กำกับตัวท็อปของวงการภาพยนตร์เกาหลีอย่างบองจุนโฮ หลังจากที่ภาพยนตร์สัตว์ประหลาดฟอร์มยักษ์อย่าง “The Host” (2006) ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามทั้งในแง่ของรายได้และคำวิจารณ์ด้วยประเด็นวิพากษ์สังคมเกาหลีใต้ยุคหลังอาณานิคมผ่านมุมมองแบบตลกร้ายได้อย่างเผ็ดร้อน ต่อมาในปี 2009 บองจุนโฮก็ปล่อยผลงานเรื่อง “Mother” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สี่สู่สายตาผู้ชม โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 62 (ปี 2009) ในสายประกวด Un Certain Regard ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีรางวัลติดมือมาจากเทศกาล แต่สองนักแสดงนำในบทแม่ลูกอย่างคิมเฮจาและวอนบินก็ ก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของแม่ม่ายนิรนามฐานะยากจน ผู้หาเลี้ยงชีพตัวเองและลูกชายสติไม่สมประกอบด้วยการเก็บสมุนไพรมาขายและรับจ้างฝังเข็มรักษาโรค อยู่มาวันหนึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมนักเรียนสาวในเมืองที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ลูกชายของเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัย ด้วยความรักของความเป็นแม่ ทำให้ตัวเธอเองต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับลูกชาย เรื่องราวฟังดูเหมือนจะเป็นภาพยนตร์ดราม่าซาบซึ้งซึ่งเชิดชูความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างแม่ผู้จริงจังกับลูกชายอันเป็นที่รัก แต่กับ “Mother” บองจุนโฮเลือกนำเสนอประเด็นนั้นผ่านการดำเนินเรื่องราวตามแบบฉบับภาพยนตร์สืบสวน “ใครเป็นคนทำ” (Whodunit) เช่นเดียวกับภาพยนตร์สืบสวนรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับเองอย่าง “Memories of Murder” (2003) ที่มีเส้นเรื่องของการสืบหาความจริงอันสุดแสนจะดำมืด นอกจากนั้นบองจุนโฮก็ยังบ่งบอกความเป็นตัวของเขาเองในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยการใส่ความเป็นตลกร้ายให้เราได้เห็นอยู่ตลอด เพราะนอกจากจะใช้เสียดสีเหน็บแนมประเด็นร่วมสมัยต่างๆ ได้อย่างแยบคายแล้ว องค์ประกอบ “ชวนเหวอ” เหล่านี้ยังทำหน้าที่สร้างระยะให้ผู้ชมได้ถอยตัวเองออกไปจากเรื่องราวภาพยนตร์เป็นระยะๆ เพื่อตรึกตรองกับตัวเองถึงคำถามในเรื่องความเหมาะสมและขีดจำกัดของ “ความเป็นแม่” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหมัดฮุคกระแทกใจที่ทางผู้กำกับตั้งใจโยนทิ้งไว้ให้ผู้ชมได้ครุ่นคิดกันต่อไปหลังจากได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้

ภาพยนตร์ชื่อ “แม่” อีกเรื่องที่เราอยากพูดถึงคือ “Mommy” ผลงานของซาวิเยร์ โดลองที่ออกฉายในปี 2014 ด้วยวัยเพียงแค่ 26 ปี แฟ้มสะสมผลงานของผู้กำกับหนุ่มที่ผันตัวจากการเป็นนักแสดงผู้นี้ค่อนข้างสวยหรูเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ที่ผลงานของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายมาแล้วในทุกระดับ พ่วงด้วยตำแหน่งคณะกรรมการตัดสินของสายประกวดหลักเทศกาลเมื่อต้นปี 2015 นี้ไปหมาดๆ ทั้งหมดนี้ทำให้ซาวิเยร์ โดลองกลายเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามองแห่งยุคที่โดดเด่นในด้านการหยิบยกประเด็น “ความสัมพันธ์ในครอบครัว” มานำเสนอและสไตล์การเล่าเรื่องอันแสนฉูดฉาดแต่หนักแน่น ชวนให้นึกถึงผลงาน “กลิ่นอายแบบยุโรป” ของผู้กำกับรุ่นลายครามอย่างมิคาเอล ฮาเนอเกอ อย่างที่ทราบกันดีว่า “Mommy” เป็นภาพยนตร์เจ้าของรางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 64 ร่วมกับภาพยนตร์ “Goodbye to Language” ของผู้กำกับชั้นครูฌอง ลุค โกดาร์ด นอกจากนั้นยังเป็นตัวแทนภาพยนตร์จากประเทศแคนาดาเพื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศครั้งล่าสุดด้วยแต่หลุดโผโค้งสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย

“Mommy” ทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง “I Killed My Mother” ซึ่งได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในสาย Directors’ Fortnight ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2009 หลังจากที่หันไปเล่นกับประเด็นเพศทางเลือกในภาพยนตร์ช่วงหลังๆ นับได้ว่า “Mommy” คือการหวนคืนมากำกับภาพยนตร์ที่มีประเด็นหลักเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ”แม่กับลูก” อีกครั้งหนึ่งของซาวิเยร์ โดลอง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของดีอาน (ที่ใครๆ เรียกว่า “ดี” ในเรื่อง) แม่ม่ายที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูสตีฟ ลูกชายวัยรุ่นของเธอผู้มีอาการสมาธิสั้นขั้นรุนแรง ซึ่งไม่ว่าอาการของสตีฟจะรุนแรงหนักหนาสักแค่ไหน คนเป็นแม่ก็พร้อมที่จะยอมรับและห่วงใยดูแลเขาอยู่เสมอ ด้วยเรื่องราวสุดแสนจะลึกซึ้งตรึงใจแบบเรียบง่ายตรงไปตรงมา (และที่สำคัญคือไม่พยายามขยี้อารมณ์ผู้ชมจนเกินไป) ขับเคลื่อนด้วยการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงนำ พ่วงด้วยสไตล์แอบเก๋กับการเลือกใช้ภาพอัตราส่วน 1:1 ซึ่งเป็นการแหวกขนบการถ่ายภาพยนตร์ที่ส่วนใหญ่จะเป็นอัตราส่วนภาพ 1.85:1 (หรือ 2.35:1) ทำให้ภาพออกมาเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสแทนที่จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบที่เราคุ้นกัน โดยผู้กำกับเองอธิบายว่ามุมมองแบบนี้ทำให้ไม่มีอะไรมารบกวนสมาธิให้ผู้ชมวอกแวกไปกับสิ่งที่อาจปรากฎทางซ้ายหรือทางขวาของจอภาพยนตร์และทำให้สามารถมองเห็นและสัมผัสตัวละครได้ตรงตามจริงที่สุด ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ยิ่งทำให้ผลงานชิ้นล่าสุดของซาวิเยร์ โดลองเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ประเด็นความสัมพันธ์แม่ลูกธรรมดาที่ “ล้ำ” และ “ลึก” เกินธรรมดาและน่าจะเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ “วันแม่” ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจประจำปีนี้

 

 

Related Post

MTV Fandom Awards

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันของงาน ‘San Diego Comic-Con’ (ซานดิเอโก้ คอมมิค คอน) เลยก็ว่าได้ สำหรับงานประกาศผลรางวัล ‘MTV Fandom Awards’ (เอ็มทีวี แฟนด้อม อวอร์ด) ประจำปี 2015 ซึ่งก็ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งหมดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วwilla-shields-1436527570โดยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วทั่วโลกอย่าง ‘The Hunger Games : Mockingjay’ (เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ : ม็อกกิ้งเจย์) ก็ยังคงกระแสความฮิต และการันตีความยอดเยี่ยมกันชนิดข้ามปี เพราะภาพยนตร์สามารถคว้ารางวัลใหญ่ที่สุดของงานนั่นก็คือ ‘Fandom of the Year’ (แฟนด้อม ออฟ เดอะ เยียร์) หรือรางวัล ‘ภาพยนตร์ขวัญใจแฟนๆ’ มาครอบครองไว้ได้ … โดยมีนักแสดงสาวสุดสวย วิลโลว์ ชิลด์ ผู้รับบทเป็น ‘พริมโรส เอเวอร์ดีน’ภายในภาพยนตร์ เป็นผู้ไปรับมอบรางวัลภายในงาน

MJ2_KatnissThrone_1Sheet_resize

สำหรับแฟนๆ เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ ทางค่าย มงคลเมเจอร์ ก็ไม่พลาดที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี 2015 สู่ปีสุดท้ายแห่งเกม ใน ‘THE HUNGER GAMES: MOCKINGJAY PART 2’ (เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์: ม็อกกิ้งเจย์ พาร์ท 2) : 19 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

Related Post