The Rebel [Jingle] by Khan Thaitanium

The Rebel [Jingle] by Khan Thaitanium

Related Post

ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเขากลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่สามแล้ว

HONNE (อ่านว่า ฮอนเน่) คือชื่อวงดนตรีคู่หูจากลอนดอนที่มี James Hatcher และ Andy Clutterbuck เป็นสมาชิกหลัก เคยทำสถิติบัตรคอนเสิร์ต sold out ในกรุงเทพฯ จนต้องประกาศเพิ่มรอบ (และก็ sold out ตามไปอีก) เราได้มีโอกาสทาบทามพวกเขามาถ่ายแฟชั่นให้กับฉบับพิเศษของเราในครั้งนั้น ซึ่งพวกเขาก็ตอบรับคำชักชวนของเราเป็นอย่างดี

รู้ตัวใช่ไหมว่าคุณเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ชาวเอเชียมากเลยนะ

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจนะครับ บางครั้งผมก็แอบสงสัยเหมือนกันว่ามีใครรู้หรือเปล่าว่าพวกเรามาจากประเทศไหนกันแน่ เพราะอาร์ตเวิร์กบนปกอัลบั้มของพวกเราก็ไม่ได้มีหน้าพวกเรา เราใช้นางแบบจากประเทศจีน และยังมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นด้วยครับ

วัฒนธรรมเอเชียมีอิทธิพลต่อการทำเพลงของคุณมากน้อยแค่ไหน

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจเรื่องอิทธิพลด้านดนตรีนะ แต่อิทธิพลทางอารมณ์น่ะชัดเลย เราใช้เอเลเมนต์ต่างๆ ในอัลบั้มเรา อย่างตัวอักษรญี่ปุ่นบนปกอัลบั้มแรก และนางแบบชาวจีนบนปกอัลบั้มที่สอง มันแทรกซึมเข้ามานะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพราะว่าวัฒนธรรมเอเชียต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชินมาก อะไรๆ มันก็เลยน่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจได้ทั้งหมด คิดว่าไง

เจมส์ : ผมว่าในทางกลับกัน ถ้าคนเอเชียมาที่กรุงลอนดอนและเห็นสิ่งที่พวกเราเห็นจนชินตา พวกเขาก็คงได้รับแรงบันดาลใจกลับไปที่บ้านเขาเหมือนกันล่ะครับ

บอกความหมายของ HONNE หน่อยสิ

เจมส์ : มันแปลว่าความรู้สึกที่แท้จริงครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น เราต้องการจะสื่อสารว่า มนุษย์เราควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และแชร์ความรู้สึกเหล่านั้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด ด้วยความเป็นมนุษย์เราก็คาดหวังให้อีกฝ่ายทำแบบเดียวกับเรา ดังนั้นเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ทุกคนได้รับรู้น่ะครับ

แอนดี้ : ส่วนที่มาก็คือ ตอนที่เราเริ่มฟอร์มวงใหม่ๆ ผมอยู่ที่โตเกียว ส่วนเจมส์อยู่ที่ลอนดอน เราเลยคิดตรงกันว่าเราน่าจะหยิบคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งชื่อวงกันไหม เลยช่วยกันหาไปเรื่อยๆ จนเจอคำนี้ ซึ่งเห็นตรงกันว่าลงตัวครับ

สำหรับอัลบั้ม Love Me / Love Me Not คุณต้องการสื่อสารอะไรเป็นพิเศษไหม

แอนดี้ : เราต้องการส่งพลังงานในแง่บวกออกมาน่ะครับ พวกเราเก่งเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะแม้แต่เวลาแต่งเพลงเศร้าเราก็จะยังหาแง่มุมบวกๆ ใส่เข้าไปจนได้ แฟนๆ ของพวกเราชอบอะไรแบบนั้น ผมเลยอยากให้พวกเขารู้สึกดีหลังจากฟังเพลงของพวกเราน่ะ

เจมส์ : ผมอยากให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองสามารถคอนเน็กต์กับเพลงได้น่ะครับ ไม่ว่าจะผ่านพลังงานด้านบวกแบบที่แอนดี้ว่าไป หรือผ่านเนื้อร้องที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพังนะ อะไรแบบนั้น

พวกเราเซนส์ได้ว่าอัลบั้มนี้ดูสดใส ไม่ดาร์กเท่าอัลบั้มแรก เราเข้าใจถูกไหม

แอนดี้ : สถานการณ์ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปน่ะ ตอนทำอัลบั้มแรกพวกเรายังมีงานประจำทำอยู่ เลยต้องกลับมานั่งเขียนเพลงที่บ้านกันตอนกลางคืน มันเลยมีกลิ่นอายของเวลากลางคืนอยู่ ส่วนอัลบั้มนี้เราอยากส่งพลังงานด้านบวกออกมา เราเลยแต่งเพลงกันตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่

เจมส์ : เดี๋ยวสิ มันมีความแตกต่างระหว่างความดาร์กกับเวลากลางคืนนะ ถึงอัลบั้มแรกจะแต่งตอนกลางคืน แต่ในอัลบั้มนี้มันมีเอเลเมนต์ของความดาร์กในแง่ของเนื้อหาโดยรวมอยู่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับเวลากลางคืนหรอก นี่ผมพูดจารู้เรื่องไหมเนี่ย

ยังไงกัน

แอนดี้ : เอาอย่างนี้ พวกเราไม่เคยนั่งคุยกันจริงจังว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรนะ ทุกอย่างไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่พอจะรวมเป็นอัลบั้มเราก็มาคิดคอนเซ็ปต์ให้มัน อัลบั้ม Love Me / Love Me Not เลยแบ่งออกเป็นสองพาร์ต หกเพลงว่าด้วยเรื่องราวของ Love Me ส่วนอีกหกเพลงว่าด้วยเรื่อง Love Me Not อธิบายแบบนี้พอจะเข้าใจกว่าไหม

โอเค มาเรื่องของคุณสองคนบ้าง มีหลายคนบอกว่าคุณสองคนดูเข้ากันได้ดี เคมีตรงกันมาก พวกคุณว่าไง

เจมส์ : ผมกับแอนดี้ชอบทำแบบทดสอบจิตวิทยาต่างๆ น่ะ พวกเราเคยทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator ผลออกมาว่าพวกเราไม่เหมือนกันเลย ถ้าจำไม่ผิดนะ ผมเป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ออกสังคมเก่ง ส่วนแอนดี้เป็นอินโทรเวิร์ต เก็บเนื้อเก็บตัว แอนดี้ลงมือทำอะไรง่ายกว่าผม เพราะผมเอาแต่คิดจนไม่ลงมือเสียที อะไรประมาณนั้นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเราแบ่งบทบาทหน้าที่กันค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการทำงานและการดำเนินชีวิต เราส่งเสริมกันและกันในทุกแง่มุม เวลาคนหนึ่งขาดอะไรไป อีกคนก็จะคอยเสริม เหมือนบาลานซ์กันและกันน่ะครับ อย่างเวลามีเรื่องบางอย่างที่ผมไม่พร้อมรับมือ แอนดี้ก็จะรับฟังและจัดการให้เรียบร้อย พวกเราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ เรื่องเคมีก็สำคัญนะ เพราะเวลาคุณตั้งวงดนตรีที่มีแค่คุณสองคน ถ้าพวกคุณเข้ากันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันไม่ได้จริงๆ มันก็คงไปไม่รอดหรอกครับ

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยหน่อยสิ

เจมส์ : ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ พวกเราน่าจะได้กลับไปที่เมืองไทยอีกครั้งตอนช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนะครับ ผมสัญญาว่าจะจับมือกับทุกคนที่มาเจอเราเลยครับ

แอนดี้ : ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดตั้งแต่อัลบั้มแรก พวกคุณเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับประเทศของคุณ พวกคุณน่ารักมาก พวกเรารักคุณมากจริงๆ ครับ

Related Post

ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Festival 2018 วันที่ 2-3 พ.ย. การกลับมาของงาน EDM ริมหาดอันดับ 1 ของไทย

Related Post SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช… Heineken® Presents Sensation Rise 2018 The Rebel by Khan Thaitanium ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเข… Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับ… Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจ… 10 Greatest Bluffs in Pop Culture Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน …

Related Post

Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจำกัดที่จะทำให้คุณต้องร้อง HUH ?


เพจคนรักดนตรีอย่าง HUH? ร่วมกับ Asahi Super Dry Beer เลี่ยงกฎหมายห้ามโฆษณาแอลกอฮอล์อย่างโจ่งแจ้งไปจัดงานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทางเลือก Beat and Beyond ที่เลือกศิลปินอย่าง Coucou Chloe และ Chad Valley มาประเดิมโปรเจ็กต์นี้เป็นคู่แรก

ซึ่งโปรเจ็กต์ HUH? นี่ก็ถือเป็นไซด์โปรเจ็กต์ที่แตกหน่อมาจากผู้จัดคอนเสิร์ตนอกกระแสอย่าง Have You Heard? ที่ต้องการนำเสนอประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ นอกเหนือจากไลฟ์แบรนด์อย่างงานดีเจและโปรดิวเซอร์ดนตรีต่างๆ ให้เป็นตัวเลือกในบ้านเรา (ซึ่งเราแอบดีใจนะที่บ้านเราจะมีผู้จัดที่แหวกแนว กล้าเสี่ยง และไม่ฟัดกับคนอื่นไปทั่วมาสร้างสีสันให้กับคนรักคอนเสิร์ตอย่างพวกเราบ้าง)

โดยโปรเจ็กต์ Beat and Beyond by Asahi Super Dry สองครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน ที่ De Commune โดยพบกับ Coucou Chloe และวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ NOMA BKK โดยพบกับ Chad Valley

รอลุ้นว่าการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในรอบนี้จะปังหรือจะแป้กไปด้วยกัน (แต่เราเชียร์ให้ปังนะ เพราะเราแอบรักความกล้าหาญและ boldly do things other can’t do before ของพวกเขา)

รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ https://www.facebook.com/HUHBKK/

Related Post

SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช็อปจึงต้องขายมากกว่าเสื้อผ้า

Text: Patsaya Ch.

แม้ SIWILAI มีจุดกำเนิดจากการเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรด์ดังจากทั่วโลก แต่ด้วยพฤติกรรมการช้อปปิ้งที่เปลี่ยนไปของคนยุคนี้ การรอให้คนเข้าเดินเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อสินค้าในราวแขวนอาจไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นหลายแบรนด์เปลี่ยนทิศทางจากการเป็น selected shop คัดของเท่ๆ คูลๆ เข้ามาวางขายในร้าน ด้วยการสร้างแบรนดิ้งที่ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์เพื่อดึงกลุ่มคนที่มีความชอบเดียวกันจนเกิดเป็น SIWILAI CITY CLUB หรือแหล่งแฮงเอาท์ของคนที่หลงใหลในดนตรี ศิลปะ และแฟชั่น ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 5 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

บริเวณด้านนอกของ SIWILAI CITY CLUB

 

 

หลังจากความสำเร็จของ SIWILAI CITY CLUB จึงต่อยอดเป็น SIWILAI Tour งานดนตรีร่วมสมัยที่แปลกและไม่เหมือนใคร ที่ผ่านมาพวกเขาได้ดึงเอาศิลปินระดับโลกมาแสดงบ่อยครั้ง เช่น A$AP Rocky, Hot Chip & Holy Ghost และ The Cool Kids ซึ่งล้วนเป็นสายแข็งทางดนตรีร่วมสมัย มาปีนี้ SIWILAI Tour ขอพรีเซ็นต์ DJ Set ของ Robbie Chater และ Tony Di Blasi ศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดังหรือที่รู้จักกันในนาม The Avalanches ซึ่งดังสุดๆ จากเพลง Since I Left You ในปี 2000 ล่าสุดในปีที่ผ่านมา พวกเขายังขึ้นเล่นในเทศกาลดนตรีระดับโลกอีกถึงสามรายการ อาทิ Coachella, Glastonbury และ St. Jerome’s Lane Way Festival

 

ดูโอ Robbie Chater และ Tony Di Blasi หรือ The Avalanches

 

Wildflower งานเพลงชิ้นที่ 2 ซึ่งออกมาในปี 2016

 

และเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเอาท์ดอร์ของ SIWILAI CITY CLUB ที่ตั้งอยู่บนชั้น 5 ธีมของงานนี้จึงยกความสนุกของ ‘ฟูลมูนปาร์ตี้’ มาไว้บนหาดทรายลอยฟ้า ที่ต่างจากการเล่นในคลับหรือสถานที่จัดคอนเสิร์ตอื่นๆภายในงานเราจะเห็นคนที่ตั้งใจมาฟังดนตรีจริงๆ เพราะความชอบส่วนตัว และกลุ่มคนที่มาเพราะเชื่อในเทสต์ของ SIWILAI ว่าพวกเขาเองก็น่าจะชอบฟังเพลงแนวนี้ได้เหมือนกัน และแม้แต่ละคนจะมาด้วยแรงกระตุ้นที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ SIWILAI สามารถหลอมทุกคนในงานให้สนุกกับปาร์ตี้ได้อย่างไร้พรมแดน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะปลื้มวงหรือเป็นแฟนขาประจำของ SIWILAI ลองไปพิสูจน์ด้วยกันในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2018 ใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.ticketmelon.com/siwilai/theavalanches

Related Post

7 คนดังที่คลั่งไคล้สาวๆ BNK48 อย่างออกนอกหน้า

กลายเป็นเพลงที่ฮิตติดปากที่ร้องตามกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง สำหรับ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ เพลงป็อปจังหวะสดใสจากวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48  ที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณเดาไม่ออกหรอกว่าหนุ่มๆ คนไหนบ้างที่เป็นแฟนคลับของน้องๆ วงนี้!

บอย – ตรัย ภูมิรัตน

นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดังแห่งค่าย Spicydisc ก็เป็นหนึ่งใน ‘โอตะ’ เช่นกัน โดยบอยได้มีโอกาสร่วมงานกับสาวๆ BNK48 ในการเขียนเนื้อร้องเพลงซิงเกิ้ลรองอย่าง Skirt, Hirari หรือ พลิ้ว เพลงจังหวะหึกเหิมของเด็กสาวที่อยากจะแสดงความรู้สึกออกไปให้คนที่ชอบได้รู้ตัว

เมฆ – จิรกิตต์ ถาวรวงศ์

นักแสดงหนุ่มจาก GMM TV ที่กำลังจะมีผลงานซีรีส์เรื่องใหม่ให้ได้ชมในปี 2018 คนนี้ก็ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบ ‘Queen แก้ว’ หรือ ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ  หนึ่งในสมาชิกวงเป็นพิเศษ แถมยังแวะเวียนไปให้ได้เห็นหน้าค่าตาที่งานจับมือเป็นประจำ

 

รูปจากโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คของเจ้าตัว

 

เอม – นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

นักข่าวหนุ่มที่ล่าสุดมีโอกาสได้ไปเป็นพิธีกรในการสัมภาษณ์สามสาว เฌอปราง อร และ ปัญ สมาชิกวงที่ไปร่วมรายการปริศนาฟ้าแลบด้วยข้อมูลวงที่แน่นปึ้กจนได้รับการชื่นชมจากแฟนๆว่า ‘ทำการบ้านมาดี’ แต่แท้จริงแล้ว หนุ่มเอมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบ BNK48 อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

โย่ง อาร์มแชร์ 

แม้แต่โย่ง อาร์มแชร์ ก็เป็นหนึ่งในหนุ่มๆ ที่ตกหลุมรักในสเน่ห์ของสาวๆ BNK48 แถมยังเคยได้ไปร่วมไลฟ์ผ่าน Digital Live Studio ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์มาแล้วด้วย แต่ก็ออกตัวไว้ก่อนนะว่างานนี้หนุ่มโย่งเขาขออนุญาตสาวก้อย ภรรยาสุดที่รักมาแล้ว แถมยังชวนก้อยมาเป็นโอตะด้วยกันอีกด้วย

 

จ๋อง – พงษ์นรินทร์ อุลิศ

เจ้าของคลื่นวิทยุสุดแนว Catradio ที่สืบต่อมาจาก FATRadio คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่หลงรักสเน่ห์ของน้องๆ BNK48 และเรียกเสียงฮือฮาเมื่อมีการเพิ่มวง BNK48 อยู่ในรายชื่อศิลปินที่ร่วมแสดงในงาน Cat Expo ที่ดูเหมือนจะเป็นงานสำหรับวงการเพลงอินดี้ชัดๆ! และสมาชิกคนโปรดของจ๋องก็คือ ‘แคปเฌอ’ หรือ เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันของวง

 

วง Mild

เมื่อไม่นานมานี้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เหล่าโอตะได้ขำขันกัน เมื่อวง Mild ได้อัพไอจีสตอรี่ผ่านแอคเคาท์วง เนื้อความว่า “วงมี 6คน” แต่กลับมีจำนวน following อยู่ 11 แอคเคาท์ โดย 5 แอคเคาท์ที่เพิ่มมาจากสมาชิกวง Mild ก็เป็นสาวๆ BNK48 จนต้องเอามาสืบหากันเลยทีเดียวว่าสมาชิกวงคนไหนนะ ที่ลั่นใช้แอคเคาท์วงกดติดตามน้องๆ

 

สแตมป์ – อภิวัชร เอื้อถาวรสุข 

สแตมป์เคยเป็นหนึ่งใน commentator ที่เคยไปให้คำแนะนำด้านการโชว์และการร้องของวงสมัยที่น้องๆ BNK48 อยู่ในช่วงฝึกซ้อมมาแล้ว (ซึ่งออกอากาศผ่านรายการ BNK Senpai ที่มีให้ชมย้อนหลังทางยูทูป)  นอกจากสแตมป์จะทั้งเต้นและร้องเพลงฮิต คุกกี้เสี่ยงทายในงานโชว์ของตัวเองอยู่เป็นประจำ หนุ่มสแตมป์ยังเคยร่วมกับนักแต่งเพลงคนอื่นๆเ ขียนเพลงแปลงของ คุกกี้เสี่ยงทายออกมาด้วย!

Related Post

5 สิ่งที่คุณ (อาจจะยัง) ไม่รู้เกี่ยวกับ Liam Gallagher

เราไม่แน่ใจว่าเลียมเลิกปากหมาแล้วหรือยัง หรือยังคงแซะทุกคนไปเรื่อย แต่ที่แน่ๆ ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับหมอนี่ ยกตัวอย่างเช่น โตจนป่านนี้แล้วยังว่ายน้ำไม่เป็น!

  1. เขาเป็นแฟนตัวยงของ The Beatles

นอกเหนือจากการพ่นไปทั่วแล้วว่าเพลงของ Oasis ได้รับอิทธิพลอย่างหนักมาจากสี่เต่าทองนี้ มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เลียมคุยโอ่ไปทั่วว่าตัวเองเป็น John Lennon กลับชาติมาเกิด และยืนยันให้เพื่อนร่วมวงเรียกเขาว่าจอห์น (จอห์นถูกลอบสังหารในค.ศ. 1980 ส่วนเลียมเกิดในค.ศ. 1972 อืม… คุณคิดว่าไงกัน?)

  1. แถมยังมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง

แบรนด์ Pretty Green เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อค.ศ. 2006 เลียมบอกว่าสไตล์เสื้อผ้าของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของวง The Jam บวกกับสไตล์ความชอบของตัวเขาเอง

 

  1. หนังโปรดก็มีกับเขาเหมือนกัน

อังกฤษจ๋าขนาดนี้ หนังโปรดย่อมหนีไม่พ้น Quadrophenia ภาพยนตร์อินดี้สัญชาติอังกฤษที่กำกับโดย Franc Roddam ที่บอกเล่าเรื่องราวของร็อกเกอร์และความวุ่นวายในช่วงยุคเซเว่นตี้ส์ ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากอัลบั้มชื่อเดียวกันของ The Who

 

  1. เขาว่ายน้ำไม่เป็น

เอาจริงๆ คือทั้งเขาและโนล (พี่ชายคู่กัด) ว่ายน้ำไม่เป็นทั้งคู่ เลียมเปิดเผยความลับนี้ตอนที่ไปปรากฏตัวในรายการเรียลลิตี้โชว์ Gogglebox ของประเทศอังกฤษ

 

 

  1. เลียมมาเมืองไทยแล้วสามครั้ง

รวมครั้งนี้ซึ่งเขาจะมาเปิดคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวหลังจากที่วงแตกและเลิกใช้ชื่อใต้ชายคา Oasis โดยคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันที่ 12 มกราคมนี้ ที่ BITEC Bangna ฮอลล์ 106

ใครยังไม่มีตั๋ว ซื้อได้ที่: https://www.ticketmelon.com/event/liamgallagher

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: TicketMelon.com

Related Post

N.E.R.D กลับมาแล้วพร้อมหัวหอกอย่างฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์  

Text: Patsaya Ch.

บอกตามตรงว่าเราเป็นแฟนตัวยงของ N.E.R.D มากกว่างานเดี่ยวของฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์เองเสียอีก ทันทีที่เขาโพสหน้าปกอัลบั้มชุดใหม่ลงไอจีและทวิตเตอร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางเราก็ได้แต่ตั้งตารอคอยที่จะฟังซาวด์ดนตรีอันคุ้นเคย หลังห่างหายไปนานกว่า 7 ปี นับตั้งแต่อัลบั้มที่ออกมาตั้งแต่ปี 2007 อย่าง “Nothing”

No_One Ever Really Dies เป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ของวงดนตรีสามนาย อันประกอบไปด้วย ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์, ชัด ฮูโก้ และเชย์ ฮาเลย์ ทั้งสามเป็นอดีตคนทำงานเบื้องหลังที่หันมาทำเพลงของตัวเองจนโด่งดังเป็นพลุแตก ด้วยการผสมผสานแนวดนตรีที่พวกเขาชอบๆ อย่างแร็ป ร็อค ฟังก์ อาร์แอนด์บี เพลงของเนิร์ดจึงจะว่าฮิปฮอปก็ไม่ใช่ ร็อกก็ไม่เชิง เอาเป็นว่ามันคือซาวด์แบบเนิร์ดๆ ที่แปร่งหูแต่ฟังแล้วมัน (ส์) ดี


             N.E.R.D. แท้จริงแล้วได้มาจากชื่อของอัลบั้มชุดนี้ No_One Ever Really Dies    

 

แน่นอนว่าเมื่อหายไปสั่งสมประสบการณ์ บารมี และความเก๋า (โดยเฉพาะฟาร์เร็ลล์ที่พอโก mainstream ก็กลายเป็นขวัญใจสายสตรีทขึ้นมาทันทีเพราะมือขึ้นทั้งงานเพลงและแฟชั่น) เมื่อกลับมาหนทีจึงขนเอาเพื่อนศิลปินมาร่วมงานเพียบ แต่ละคนก็ไม่ใช่ระดับที่สามารถเรียกมาร่วมงานได้ง่ายๆ เริ่มตั้งแต่ Rihanna ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลแรกในเพลง ‘Lemon’ นักร้องผิวหมึก Kendrick Lamar สาวแสบ M.I.A. ต่อด้วย Gucci Mane, Andr3000, Wale และ Ed Sheeran ที่น่าจะไปจีบมาตั้งแต่สมัยที่เคยทำเพลงให้

ถามว่าทำไมถึงตั้งชื่ออัลบั้มว่า No_One Ever Really Dies ? ถามได้ ก็นี่แหละคือชื่อเต็มของวง N.E.R.D หาอัลบั้มเต็มของพวกเขามาฟังได้แล้วที่ Spotify และ Apple Music ลองดูว่าจะชอบเหมือนเพลงเก่าๆ ของพวกเขาไหม

Related Post

10 โชว์ที่น่าประทับใจที่สุดจาก Billboard Music Awards

1 ต้องยิ่งใหญ่และเป็นที่น่าจดจำเสมอสำหรับโชว์ของตะละแม่ Britney Spears เพลง ‘Slave 4 U’ ในปี 2001 สำหรับการแสดงกลางแจ้งใน ‘โป๊ะ’ กลางน้ำที่ฉากหลังเป็นน้ำพุ Bellagio กลางเมืองลาสเวกัส ในจังหวะการแสดงน้ำพุแบบเข้าจังหวะในสมัยที่แม่ยังท็อปฟอร์มอยู่

2 หนึ่งเดียวของโลกและตำนานในใจทุกคนกับโชว์ในเพลง ‘I Have Nothing’ ของ Whitney Houston ในปี 1993 ที่เรียกได้ว่าสะกดทุกลมหายใจกันตั้งแต่โน้ตแรกที่เธอเปล่งออกมา ที่ไม่ต้องรอให้ร้องจบเพลงทุกคนก็พร้อมใจยืนขึ้นปรบมือให้กับเธอ

3 ไม่มีใครทำได้อย่างเธอคนนี้อีกแล้วกับการโชว์ในเพลง ‘Run the World (Girls)’ ของ Beyonce เมื่อปี 2011 เพราะทันทีที่จบโชว์ครั้งนั้น โชว์นี้ก็ขึ้นแท่นหนึ่งในการแสดงสดที่ดีที่สุดตลอดกาลทันที ด้วยการเล่นกับเทคนิค Holographic ที่ฉากหลังพร้อมกับกองทัพแดนเซอร์กว่า 100 ชีวิต

4 หลังจาก 5 ปีของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของตำนานอย่าง Micheal Jackson เขาก็ได้กลับมาขึ้นโชว์อีกครั้งในปี 2014 ในเพลง ’Slave to the Rhythm’ ในรูปแบบของภาพแอนิเมชั่นด้วยเทคนิคแบบ Holographic เสมือนจริง ที่ทำให้หลายคนคิดถึงเขาและเสียน้ำตาไปกับโชว์นี้ได้ทีเดียว

5 เอาใจสาวกสาวลูกทุ่งมากความสามารถอย่าง Taylor Swift กันสักนิดนึงกับโชว์เปิดในเพลง ’22’ เมื่อปี 2013 ที่เธอขนเอาความใส่ซื่อ น่ารักแบบบ้านๆ ในแบบเธอขึ้นโชว์เรียกคะแนนได้มากทีเดียวกับความ ’เป๊ะ’ ของทีมโคโนกราฟของทีมงาน ที่เรียกได้ว่าต้องซ้อมกันหลายรอบเลยทีเดียว

6 ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้ชายคนนี้ Bruno Mars ที่ในปี 2013 เขาได้ไปขึ้นโชว์ในเพลง ‘Treasure’ ในบรรยากาศของคลับดิสโก้ในยุค ’70s ในชุดสูทสีแดงพร้อมกับทีมแบ็กอัพแบบฟูลคอร์ส ก่อนที่เขาจะขึ้นรับรางวัลศิลปินแห่งปี สร้างความประทับให้กับหลายคนแบบไม่รู้ลืม

7 ห้ามลืมว่าในปี 2015 นั้นเป็นปีท็อปฟอร์มของนักร้องอินดี้จากไอร์แลนด์อย่าง Hozier ที่ส่ง Take Me to Church เข้ามาฮิตติดทุกชาร์ตทั่วโลก และขอบอกว่าโชว์ของเขาในงาน BBMA 2015 นี้ทำให้ยัยเทเลอร์ลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นแบบเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียว

8 ในปี 2012 วงร็อคนูเมทัลอย่าง Linkin Park ขึ้นแสดงเพลง Burn It Down ในงานนี้ด้วยภาพลักษณ์สุดร็อค … ราวกับเป็นการทิ้งท้ายภาพนี้ครั้งสุดท้าย เพราะอัลบั้มหลังๆ นี่เรานึกว่าวงเปลี่ยนชื่อเป็นลิงกิ้งป๊อปไปแล้วเสียอีก

9 อีกหนึ่งโชว์เอาใจสายแดนซ์ Moves Like Jagger จาก Maroon 5 VS Christina Aguilera ที่ควรจะสนุกสุดๆ (แบบที่อดัมขึ้นโชว์ในแฟชั่นโชว์ของ Victoria’s Secret ไงล่ะ) แต่ก็ออกมา … โอเคนะ … โอเคแหละ … เนอะ

10 ปิดท้ายอันดับสุดท้ายด้วยโชว์ที่เราประทับใจสุดๆ (เสียงสูง) จากงานปีล่าสุด ได้แก่เพลง Believer จาก Imagine Dragons วงมังกรมโนทำเราตื่นเต้นกับโชว์สุดร็อคที่ผ่านๆ มา (จากเพลง Demons และ Radiocative) แต่พอมาปีนี้ … นี่ก็แอบสงสัยว่า พี่ๆ อาจจะมาสายป๊อปเต็มตัวแล้วล่ะมั้ง

Related Post

บุกถิ่นกำเนิด Gibson กีตาร์ชื่อดังกระฉ่อนโลก

A Century of Perfect Guitars

ในวงการเครื่องดนตรีนั้น เครื่องหมายแสดงความชั้นเลิศก่อนที่จะได้ฟังการบรรเลงก็คือแบรนด์ที่ประทับอยู่บนเครื่องดนตรีจำเพาะชิ้นนั้นๆ นั่นเอง ในส่วนของเปียโนก็คงไม่มีใครสู้ Pleyel (เพลย์เยล) ได้ ในขณะที่กีตาร์เองนั้น Gibson (กิ๊บสัน) ก็ครองตำแหน่งแชมป์มานานกว่าศตวรรษแล้ว และเราก็ได้ไปเยือนเมืองแนชวิลล์ แหล่งผลิตเครื่องดนตรีในตำนานของชาวร็อก และถิ่นกำเนิดของแบรนด์ Gibson นั่นเอง

เดือนธันวาคม อากาศหนาวเย็นและท้องฟ้าแจ่มใส ณ เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี รถเปิดประทุนคันเก่าของผมแล่นผ่านย่านโรงงานบนถนนหินกรวดที่หลุดร่อนและเต็มไปด้วยรอยแตกจากน้ำหนักมหาศาลของรถบรรทุกและรถไฟที่วิ่งผ่านมาหลายสิบปี รอบๆ มีโกดังตั้งเรียงรายกันอยู่ ผมมองเห็นป้ายเล็กๆ ที่มีรูปโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Gibson อยู่บนคำคำหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน “Custom” ทำให้รู้ว่าผมได้มาถึงสถานที่ที่ผลิตกีตาร์ที่แพงและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลกแล้ว

Gibson Custom ทำฝันของคนรักกีตาร์ให้เป็นจริง เนื่องจากกีตาร์ที่ผลิตโดย Gibson ระหว่างช่วงต้น ’20s จนถึงกลางยุค ’60s กลายเป็นสุดยอดผลงานของช่างทำเครื่องดนตรีอเมริกัน ทั้งในแง่ของคุณภาพและเทคโนโลยี กีตาร์บางรุ่น อย่าง Les Paul Standard นั้นออกมาแล้วก็แป้กในทันที เพราะผู้คนตามไม่ทันผลงานที่ล้ำสมัยไปมากของ Gibson จึงเป็นที่น่าตกใจและไม่คาดคิดเมื่อบรรดาวงดนตรีร็อกในยุค ’70s ต่างหันมาฮิตใช้กีตาร์รุ่นนี้กันอย่างถล่มทลาย ดังนั้น บรรดากีตาร์รุ่นนี้จำนวน 1,700 ตัวที่ถูกผลิตในระหว่างปีค.ศ. 1958 – 1960 จึงกลายมาเป็นของวินเทจราคาแพงลิ่ว ซึ่งก็รอดชีวิตมาถึงปัจจุบันเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

ทุกวันนี้ กีตาร์ Les Paul เป็นกีตาร์วินเทจที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาด โดยเฉพาะรุ่นปี 1959 ซึ่งเป็นรุ่นที่ Jimmy Page (จิมมี่ เพจ) แห่ง Led Zepplin และ Billy Gibbons (บิลลี่ กิบบอนส์) แห่ง ZZ Top ใช้นั้น มีราคาสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน Gibson Custom รับหน้าที่ผลิตกีตาร์รุ่นใหม่ที่มีต้นแบบมาจากรุ่น Les Paul ในยุคทองนั้น และทำออกมาได้เหมือนจนน่าตกใจ Mal Koehler (มาล เคอห์เลอร์) ต้อนรับผมที่ประตูทางเข้าสตูดิโอทำกีตาร์ เขาตัวสูง ผอม และใส่แว่น ชื่อตำแหน่งของเขาคือ “ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์” ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็น “ภาษาหรูๆ ที่แปลว่าผมคลั่งไคล้กีตาร์แบบสุดๆ” สำหรับนักกีตาร์หลายคน งานของเขาเป็นงานในฝันจริงๆ เขาพาผมเดินผ่านโรงเก็บไม้ ที่นี่เป็นที่ที่กีตาร์แต่ละตัวถือกำเนิดขึ้น
มีกองไม้มะฮอกกานีซึ่งต่อไปจะกลายเป็นตัวของกีตาร์รุ่น Les Paul ในไม่ช้า “เราทุ่มเงินซื้อไม้ชนิดนี้มากกว่าที่ไหนๆ” มาลกล่าว “ไม้มะฮอกกานีของเรามาจากฟิจิ เป็นพันธุ์เดียวกับมะฮอกกานีฮอนดูรัสที่เราใช้ทำรุ่นดั้งเดิม” ไม้มะฮอกกานีชนิดนี้ทำให้กีตาร์มีน้ำหนักเบากว่าและให้เสียงก้องกว่า น้ำหนักของไม้ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก จึงถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดชิ้นไม้ที่จะนำมาผลิตเป็นกีตาร์

หลังจากนั้น ลูกค้าก็จะเลือกสีและน้ำหนักของไม้ได้ตามใจชอบ โดยเนื้อไม้ที่ผลิตตัวกีตาร์อาจจะเป็นสีเดียวกัน หรือคนละสีกับไม้ที่ผลิตคอกีตาร์ สำหรับ Les Paul รุ่นพื้นฐาน รุ่นจูเนียร์ และรุ่นพิเศษ จะติดไม้เมเปิ้ลเข้ากับไม้มะฮอกกานีในส่วนบนของกีตาร์ การเลือกไม้เมเปิ้ลก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน “Edwin Wilson (เอ็ดวิน วิลสัน) เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ชุบชีวิตให้กับกีตาร์รุ่นนี้ในช่วงยุค ’80s ออกเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อหาไม้เมเปิ้ลชนิดพิเศษโดยเฉพาะ” มาลกล่าว “เวลามีเจ้าหน้าที่ป่าไม้โทรมาบอกว่าเจอไม้อย่างที่เขาอยากได้ เขาจะรีบบึ่งไปขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกที่หาได้” ลูกค้าส่วนใหญ่มักสั่งให้เขาทำกีตาร์ให้เหมือนกับตัวที่เป็นประวัติศาสตร์ หรือทำตามรุ่นที่นักดนตรีคนใดคนหนึ่งใช้ และแบรนด์ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้กีตาร์ตัวใหม่นี้เหมือนรุ่นดั้งเดิมมากที่สุด โดยมีการสแกนกีตาร์อย่างละเอียดลออเพื่อวิเคราะห์ทุกส่วน ตั้งแต่ขนาดไปจนถึงคุณสมบัติเฉพาะต่างๆ “เราศึกษาและวิเคราะห์กีตาร์ของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วน” เขาอธิบาย “ตอนนี้เรากำลังศึกษากีตาร์รุ่น Slash (ของวง Guns N’ Roses) ตัวที่ผลิตในปีค.ศ. 1958 อยู่อย่างละเอียดลออ เราเอากีตาร์เข้าเครื่องสแกนเลเซอร์และดูวิวัฒนาการตามธรรมชาติของไม้” กีตาร์รุ่น Slash เป็นตัวอย่างศึกษาที่ดี การที่ Les Paul ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นกีตาร์ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีศิลปินคนดังนำออกแสดงในปลายยุค ’80s ทุกวันนี้ Les Paul เป็นกีตาร์รุ่นที่ผลิตมากที่สุดในบริษัท ตามด้วยแมนโดลิน หรือเครื่องดนตรีที่ทำให้บริษัท Gibson เป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้ผลิตเครื่องดนตรี

เราเดินผ่านช่างที่กำลังทำแมนโดลินอยู่ ก่อนจะหยุดหน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่สองเครื่อง “เครื่องพวกนี้ใช้แกะไม้ เป็นเครื่องที่ใช้ที่เมืองคาลามาซูในยุค ’30s ใช้ผลิตกีตาร์รุ่น Byrdland ทุกตัวที่แบรนด์เคยผลิตมา ไม่ว่าจะเป็นตัวที่ Billy Byrd (บิลลี่ เบิร์ด) Hank Garland (แฮงค์ การ์แลนด์) หรือ Ted Nugent (เท็ด นูเก็นต์) ใช้เล่น ล้วนแล้วแต่ผ่านเครื่องนี้มาทั้งนั้น รวมไปถึงรุ่น L5 อย่างที่ Wes Montgomery (เวส มอนท์โกเมอร์รี่) ใช้ด้วยนะ สุดยอดไปเลยว่าไหม” มาลพูดเสียงดังแข่งกับเสียงเครื่องแกะไม้รุ่นใหม่กว่าที่ตั้งอยู่ข้างๆ เครื่องนี้เรียกว่าเครื่อง CNC ซึ่งในขณะนั้นกำลังแกะไม้เพื่อทำกีตาร์รุ่น Les Paul อยู่พอดี เจ้าเครื่องตัวนี้สามารถผสมผสานระหว่างความสมบูรณ์แบบของเครื่องจักรเข้ากับความละเอียดอ่อน ของช่างฝีมือไว้ได้อย่างลงตัว และที่สำคัญ สามารถทำตามแผ่นสแกนกีตาร์ต้นแบบได้แบบไม่ตกรายละเอียดใดๆ เลย “ในช่วงยุค ’50s กีตาร์ทุกตัวทำด้วยมือ แต่ละตัวจึงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง บางคนอาจจะบอกว่า การใช้เครื่องจักรผลิตกีตาร์ทำให้เสน่ห์ตรงนี้ขาดหายไป แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าเครื่องนี้ทำให้เราได้ชิ้นงานที่ออกมาใกล้เคียงกับกีตาร์ทำมือในยุคนั้นจริงๆ” หลังจากใช้เครื่องขัดตัวกีตาร์ให้เรียบกริบแล้ว (ซึ่งเครื่องจักรนี้ก็ควบคุมด้วยคน ทำให้ต้องอาศัยประสบการณ์สูงในการควบคุมให้เครื่องจักรขัดออกมาให้เรียบที่สุด) ก็เป็นหน้าที่ของช่างในการประกอบมือทั้งหมด ตั้งแต่ส่วนคอ ไปจนถึงส่วนหัว “พวกเราก็ช่างไม้ดีๆ นี่แหละ” มาลพูดแข่งกับเสียงเครื่องควบคุมความชื้นในอากาศ เพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้เหมาะสมกับเนื้อไม้ และป้องกันฝุ่นเกาะผิวหน้าไม้ “พนักงานทุกคนที่นี่ก็คือช่างไม้ฝีมือเยี่ยม”

หลังจากทาสีและลงแล็กเกอร์แล้ว กีตาร์ส่วนใหญ่ต้องผ่านกระบวนการที่ทำให้ดูเก่าขึ้นอีกเป็นสิบๆ ปี ขั้นตอนนี้ถือเป็นความลับในการผลิต ผมจึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปดู แต่เดาได้ว่าคงต้องเป็นกระบวนการที่รุนแรงไม่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งที่หลังจากแต่ละขั้นตอนที่บรรจงทำอย่างประณีตเพื่อสรรสร้างกีตาร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดต้องมาจบที่ขั้นตอนอะไรอย่างนี้ “ก็ตกใจกันทุกคนนั่นแหละ” มาลหัวเราะชอบใจ และการทำให้เก่านั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนสีและแล็กเกอร์ที่ลงไว้ ไปจนถึงส่วนที่เป็นโลหะอย่างปิ๊กอัพหรือลูกบิดที่ถูกทำให้เป็นรอย หรือทำให้เป็นเหมือนสนิม เขาชี้ให้ดูกีตาร์ของ Mike McCready (ไมค์ แม็คครีดี้) มือกีตาร์วง Pearl Jam ที่เขาสั่งทำให้ชิ้นส่วนบางชิ้นเป็นสนิมอย่างตั้งใจเพราะเหตุผลส่วนตัวด้านจิตใจ ดังนั้น ทุกส่วนของกีตาร์ไม่ว่าจะชิ้นเล็กแค่ไหนต่างก็มีความสำคัญ และส่งผลต่อคุณภาพและเสียงของกีตาร์ทั้งสิ้น ทั้งปิ๊กอัพตัวเล็กที่ต้องทำตามกีตาร์ต้นแบบ (แต่อาจจะปรับตามความต้องการของลูกค้าได้) ตัวพ็อตขนาดจิ๋วที่ใช้คุมเสียงก็มาจากแหล่งเดียวกับที่ใช้ในการผลิตยุค ’50s ในขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ ก็ถูกผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้เหมือนกีตาร์ต้นแบบ แม้กระทั่งกาวที่ใช้เชื่อมชิ้นส่วนก็เช่นกัน “เราใช้กาวหนังสัตว์แบบโบราณที่ใช้กันมาตั้งแต่เริ่มผลิตกีตาร์ตัวแรกๆ เพราะเป็นกาวที่แข็ง ยึดติดแน่น แต่มีความยืดหยุ่น ทำให้ได้เสียงที่มีพลังมากขึ้น”

ในที่สุด เราก็เดินมาจนบริเวณที่พิเศษที่สุดในสตูดิโอนี้ นั่นคือ โต๊ะทำงานของ Bruce Kunkel (บรูซ แคนเคล) ดีไซเนอร์ของโปรเจ็กต์ อาร์ทิสติก เขาเป็นช่างฝีมือตัวจริง ตอนที่เขาอายุได้แปดขวบ เขาทำเบนโจเป็นชิ้นแรกในชีวิต เขาเป็นช่างทำกีตาร์มาเกือบ 50 ปีแล้ว และเมื่อผมเดินไปถึงโต๊ะทำงานของเขา เขาก็อวดกีตาร์ที่เขาเพิ่งทำเสร็จให้ผมดู มีทั้งรุ่น Super 400 ที่มีเอกลักษณ์แบบยุค ’20s และรุ่น Les Paul ที่มีรูป Les Paul พร้อมลายเซ็นและคำนิยมสลักไว้ว่า “ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้มี Les Paul”

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่น่าประทับใจที่สุดของวัน เมื่อมาลกับบรูซนำกีตาร์ Les Paul True Historic ปี 1959 ที่ผลิตใหม่มาให้ผมลองสัมผัส ซึ่งกีตาร์ตัวนี้ราคาแพงกว่ากีตาร์ของผมกว่าสิบเท่า ผมใช้เวลาสักพักกว่าจะชินมือ และผมก็สัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อน ความทุ้มลึกของเสียง และสัมผัสที่เบาสบาย ผมรู้สึกได้ทันทีว่าวิถีการเล่นของผมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

Related Post