เมื่ออดีตสำนักโมดิฟายจากสวีเดนปล่อยอาวุธมางัดกับ Tesla ในศึกพลังงานทางเลือก

A Tesla Killer

เมื่อแบรนด์รถยนต์ที่เคร่งขรึม ขายเรื่องความปลอดภัยอย่าง Volvo ได้เวลากลับมาสร้างความสดใหม่ ทิ้งภาพลักษณ์ดีไซน์รถทรงเหลี่ยมหน้าตาไม่เป็นมิตรไว้แค่ปลายยุค ’90s

เป็นเวลาอันเหมาะสมที่ผู้ผลิตรถจากสวีเดนจะพร้อมต่อกรกับ Tesla รถไฟฟ้าแบรนด์ที่ Elon Musk มหาเศรษฐีสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกันนี้ Volvo ได้นิยามว่าเป็นเสมือนแบรนด์ลูก ซึ่งชื่อนี้อาจจะเป็นที่คุ้นเคยเพราะ Volvo เคยใช้มาก่อนหน้าสำหรับรถสมรรถนะสูงเฉกเช่นเดียวกันกับที่ Mercedes Benz สร้าง AMG

ช่วงกลางปีที่ผ่านมา Volvo ได้ให้กำเนิด Polestar เพื่อเป็นแบรนด์รถพลังงานทางเลือกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบรถยนต์ไฟฟ้าของแท้อย่าง EV และรถยนต์กึ่งไฟฟ้าแบบ Hybrid 

โดยล่าสุดเผยโฉมพี่คนโตอย่าง Polestar 1 รถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ที่ทั้งหรูหรา และเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะแรงขั้นสุดด้วยแรงม้ากว่า 600 ตัว พร้อมแรงบิดกว่า 1,000 นิวตันเมตร ภายใต้เครื่องยนต์แบบไฮบริด 4 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี ที่มีหน้าที่ขับกำลังสู่ล้อคู่หน้า และได้เครื่องยนต์แบบมอเตอร์ไฟฟ้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนกำลังสู่เพลาหลัง ซึ่งสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าขับได้ไกลถึง 150 กิโลเมตร (มากที่สุดในรถกลุ่มไฮบริดในตลาด) Polestar พร้อมขึ้นสายการผลิตในโรงงานใหม่ของ Volvo ที่เมืองเฉินตู ประเทศจีน ราวปีค.. 2019

ซึ่ง Volvo ไม่ได้หวังสร้าง Polestar มาเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดรถไฟฟ้าจาก Tesla เท่านั้น แต่ทางแบรนด์มองไกลไปขนาดที่หวังเจาะตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีน ที่ได้เริ่มสร้างโครงข่ายสถานีชาร์จสำหรับยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว

ถึงแม้ว่าตัวถังของ Polestar จะยืมโครงสร้างตัวถังพื้นฐานมากจาก Volvo รุ่นใหม่ๆอย่าง XC90, S90 และ V90 มากว่าครึ่ง แต่ก็ถูกเสริมและแทนที่ด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักและแรงโน้มถ่วงให้น้อยลงเพื่อการประหยัดพลังงาน

ดีไซน์ภายนอกมีเส้นสายคมสมกับเป็นรถแห่งอนาคต กระจังหน้ากริลใหญ่ให้ความดุดันแต่คงความหรูหราชวนมอง ไฟหน้าแบบ Daytime Running Light สไตล์เดียวกันกับ Volvo

รายละเอียดการออกแบบภายในยืมมาจากรถ Volvo ตัวปัจจุบันที่ทำได้ดีในแง่ของการใช้งานที่ใช้งานได้สะดวกมากทีเดียว แต่ก็ได้รับการเสริมหล่อในดูดุขึ้นด้วยชิ้นส่วนโครเมี่ยมมันวาว

แผนต่อไปของ Polestar ก็คือการปล่อย Polestar 2 เพื่อมาฟัดกับ Tesla Model 3 โดยตรง แล้วต่อด้วยรถแนว SUV ที่จะมาในชื่อ Polestar 3  ศึกรถพลังงานทางเลือกนี้ดูเหมือนจะมีคู่แข่งในสนามมากขึ้นเรื่อยๆ ลอปติมัมจะมาคอยทำหน้าที่อัพเดทให้คุณทุกสถานการณ์แน่นอน

Related Post

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์5 ใหม่ล่าสุดที่อัดแน่นมาด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัย

จากที่ BMW ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ BMW 5-Series รหัส F10 เหล่านักวิจารณ์ และสาวก BMW ก็ได้ตั้งความคาดหวังกับ The All-New BMW 5-Series ตัวใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา กับรหัสตัวถัง G30 

เจเนอเรชั่นที่ 7 ของ BMW 5-Series มิติตัวถังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นก่อนพอสมควร ทั้งความยาวที่เพิ่มขึ้นถึง 36 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 6 มิลลิเมตร และสูงขึ้น 2 มิลลิเมตร รวมถึงระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 7 มิลลิเมตร แต่ความใหญ่ขึ้นของตัวใหม่นี้ ไม่ได้ทำให้มันสวยน้อยลงเลย ถึงแม้เส้นสายจะไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก ซึ่งทาง Johann Kistler หัวหน้าโปรเจค G30 ได้ให้สัมภาษณ์ไ้ว้ว่าการออกแบบของ G30 มาจากความคิดเห็นจากผู้ใช้ F10 จำนวน 2.1 ล้านคนนั่นเอง จึงทำให้ยังคงเส้นสายเดิมๆเอาไว้ แต่ก็ให้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น โดยในส่วนท้ายรถได้มีการรีดน้ำหนักให้เพรียวแบนขึ้น กันชนท้ายเตี้ยลงเพิ่มความสปอร์ต กระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์เด่นมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีเส้นไฟหน้าแบบ Adaptive LED Headlights  มารับ สไตล์เดียวกับพี่ใหญ่ อย่าง BMW 7-Series และได้แฝงระบบ Active Air Stream Kidney ซึ่งสามารถ เปิดปิด เพื่อรีดลม และ ให้อากาศเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ได้ ด้านข้างของ G30 มีการเพิ่มเส้นที่หนาขึ้นตั้งแต่ปลายซุ้มล้อหน้าลากไปบรรจบไฟท้าย และเพิ่มเส้นสายชายประตูด้างล่าง(Hockey Stick) มาประยุกต์ใช้ ทำให้ดูบึกบึน แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังส่งผลถึงหลักพลศาสตร์ที่ทำให้ G30สามารถทรงตัวได้ดีมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆอีกด้วย 

ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นอายจาก BMW 7-Series ทั้งยังมีการเพิ่มอุปกรณ์มากมายไม่ว่าจะเป็น Head up display แบบMulticolour ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น 70%, Touchscreen Display ขนาด 10.25 นิ้ว, ระบบ Gesture Control ใช้งานง่ายเพียงแค่โบกหรือวาดมือบริเวณหน้าจอ, Wireless Charging เพียงแค่วางมือถือในจุดชาร์จไม่ต้องต่อสายให้ยุ่งยาก และMessage Seat เบาะนั่งพร้อมระบบนวด 8 แบบ 

ห้องโดยสารมีการตกแต่งด้วยหนังวัวเกรดพรีเมียมที่ให้ผิวสัมผัสที่ดีเยี่ยม Head-Room โดยรวมโอ่โถงขึ้น และ Leg-Room ด้านหลังที่ยาวมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่เบาะที่ถูกออกแบบมาเป็น 3 ที่นั่ง ซึ่งเกิดจากการออกแบบมิติรถที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติอย่างที่กล่าวมาข้างต้น


ปัจจุบัน BMW Thailand มีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ด้วยกัน คือ BMW 530i M Sport ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินTwin Power Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า ที่ 5,200 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,800 รอบ/นาที ปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 126 กรัม/กิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที  และ BMW 520d Luxury มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลTwin Power Turbo 4สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 132 กรัม/กิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,899,000 บาท

Related Post

เมอร์เซเดส-เบนซ์ส่ง GLA ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ราคาโดนใจเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งคราวนี้มีตัวเลือกให้ลูกค้ามากถึง 3 รุ่น ตอบโจทย์การใช้งานในทุกระดับตั้งแต่ GLA 200 Urban GLA 250 AMG Dynamic และ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่จะมอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ บนดีไซน์อันปราดเปรียว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันเหลือร้ายมากกว่าที่เคย

ในรุ่น GLA 200 Urban เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 1.6 ลิตร แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 8.1 วินาทีจะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 2,090,000 บาท

รุ่น GLA 250 AMG Dynamic เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 2 ลิตร แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 6.6 วินาที  จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 2,390,000 บาท

และเจ้าตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 2 ลิตร พร้อมม้าในคอกอีก 381 ตัว แรงบิดสูงสุด 475 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 4.4 วินาที ส่งพลังผ่านเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed สู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ที่จะให้คุณสามารถสนุกได้เต็มที่ทั้งทางตรงและในโค้ง ติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4,840,000 บาท

Related Post

New BMW 4 Series เจ้าใบพัดฟ้าขาวสองประตูจะพาคุณทะยานได้ไกล และมีสไตล์กว่าเดิม

เปิดศักราชใหม่ต้อนรับคูเป้ขนาดกะทัดรัด แต่สมรรถนะไม่กะทัดรัด กับ The New BMW 4 Series

ตั้งแต่ในอดีต (กว่าสามทศวรรษมาแล้ว) มาจนถึง ปัจจุบัน ถ้าพูดถึงรถสปอร์ตคูเป้สักรุ่น แน่นอนว่าต้องมี BMW 3 Series Coupe ติดอยู่ในลิสต์แน่นอน BMW 3 Series รหัส E30 นับเป็น BMW รุ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ถือเป็นรุ่นที่ทำให้คนไทยเปิดใจรับแบรนด์ใบพัดสีฟ้าเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงทิศทางการตลาดแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก BMW ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แบ่ง segment รถยนต์ขึ้นใหม่ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ BMW 3 Series ที่ในอดีตมีทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Saloon, Touring, Convertible และ Coupe ต้องทิ้งตำนาน 3 Series Coupe/Convertible ไว้ที่รุ่น E92/E93 และได้ให้กำเนิด BMW 4 Series ในรหัสตัวถัง F32/F33 ขึ้นมาทดแทน ซีรีส์ใหม่ที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อนก่อกำเนิดขึ้น และส่งผลดีตามคาด (นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกได้ทำยอดขายไปมากกว่า 400,000 คันทั่วโลก) ภายใต้ชื่อใหม่ได้สร้างภาพลักษณ์ให้เจ้าคูเป้ปราดเปรียว ทรงพลังคันนี้ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

The New BMW 4 Series 2017 ได้ปรับเส้นสายด้านหน้าให้เป็นไปตาม BMW รุ่นใหม่ๆ โดยเส้นไฟ Daytime Running Lights ลากไปบรรจบกับกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้าแบบ Bi-LED และไฟตัดหมอกแบบ LED ที่มีมาให้ตั้งแต่ตัวเริ่มต้น ดีไซน์กันชนหน้า และล้อลายใหม่ที่แตกต่างกันตามรุ่นย่อยที่คุณเลือก (Advantage, Sport Line, Luxury Line และ M Sport) พ่วงด้วยไฟท้ายสุดอัจฉริยะ Dynamic Brake ที่ปรับความสว่างของไฟเบรกขึ้นตามน้ำหนักการเหยียบเบรก และสว่างเข้มทันทีเมื่อเบรกกะทันหัน ภายในตกแต่งได้อย่างพิถีพิถัน และทันสมัย มีการปรับปรุงระบบ Multifunctional Instrument Display ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนเรือนไมล์ทั้งหมดเป็นระบบดิจิตอล ปรับได้ 3 โหมดตามสไตล์การขับขี่ของคุณ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความสปอร์ตแบบ BMW Cockpit ที่เอียงองศาเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อย เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการควบคุมรถ พร้อมพวงมาลัยแบบ Sport Steering Wheel คอนโซลกลางสี High Gloss Black ที่ทั้งหรูและสปอร์ตในเวลาเดียวกัน สีตัวถังภายนอกใหม่แสนเจ็บทั้งสองสี ได้แก่ Snapper Rocks Blue และ Sunset Orange

2017 BMW 4 Series Interior specs 1600 X 906 – Edmundr

สำหรับ เจ้า 420i คันนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทวินเทอร์โบ 184 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร พลังงานจากเครื่องยนต์ส่งพลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พุ่งผ่านเพลาเกลางไปยังเฟืองท้ายลงสู่ล้อหลัง ซึ่งสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเวลา 7.5 วินาที ซึ่งแรงพอที่จะทำให้สาวที่นั่งข้างคุณต้องแอบเอามือจิกเบาะ และหันมายิ้มหวานให้คุณอย่างแน่นอน

Related Post

เจ้าของ ผู้บริหาร กฎกติกาใหม่: Formula 1 จำเป็นต้องเร่งเครื่องครั้งใหญ่

Will the Formula 
One finally become 
exciting again?

การวางมือของ Bernie Ecclestone (เบอร์นี เอเคลสโตน) ซึ่งเป็นกูรูและผู้สนับสนุนรายใหญ่มากว่า 35 ปี ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการแข่งขันรถ F1 ในส่วนของการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ ผู้ชมจะได้พบกับรถแข่งที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าที่เคยมีมาด้วยยางล้อหลังขนาดใหญ่ สปอยเลอร์ท้ายที่ต่ำลงและตัวรถที่มีลวดลายดึงดูดใจมากขึ้น การปรับลุคใหม่แบบนี้จะทำให้การเข้าโค้งรวดเร็ว และมีรสชาติยิ่งขึ้นเนื่องมาจากกติกาทางเทคนิคอันใหม่ที่มีการอนุโลมเพื่อให้การแข่งขันรายการ กรังด์ปรีซ์เร้าใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่การจำลองการแข่งขันยังทำให้เห็นว่าระยะเวลา
ต่อรอบจะมีการพัฒนาขึ้นโดยเฉลี่ย 4-5 วินาทีในฤดูกาลนี้ บรรดานักแข่งเฝ้ารอคอยที่จะฝ่าความเจ็บปวดทางกายจากการขับขี่รถแข่งของพวกเขาพอๆกับที่ช่างเครื่องยนต์พยายามที่จะให้กลไกเครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ในช่วงฤดูหนาว ต่างคนต่างจะประชันเครื่องยนต์เกือบ 1,000 แรงม้า ยางรถและ
สปอยเลอร์ขนาดใหญ่ขึ้นทำให้เพิ่มแรงต้านความลู่ลมและลดความเร็วในจุดปล่อยตัว 18 – 24 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมง การเข้าโค้งจะเป็นช่วงที่นักแข่งจะรู้สึกถึงสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น พวกเขาจะต้องทนกับแรงต้านจากด้านข้างมากกว่าที่เคยเป็น (5 เท่าของน้ำหนักตัว) จะเกิดลักษณะเดียวกันในขณะเบรกซึ่งจะใช้เวลาน้อยลงเนื่องจากการเกาะยึดเชิงกลที่ดีขึ้น นักแข่ง 20 คนที่จะเข้าแข่งขันชิงแชมป์โลก F1 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมเป็นต้นไป ต้องเข้าโปรแกรมฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้ที่แทบจะเข้มข้นราวกับฝึกทหารเพื่อเตรียมความพร้อมกล้ามเนื้อโดยเฉพาะส่วนคอและแขน สำหรับคนที่ยังไม่ฟิตเต็มที่ก็จะได้เผชิญกับวันอาทิตย์อันยากลำบาก ด้วยช่วงของการเบรกที่ลดน้อยลงจะทำให้นักแข่งรถแซงกันได้ยากขึ้นถึงกระนั้น การขับเคลื่อนรถได้อย่างมีทักษะเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความโดดเด่นเท่านั้นหากแต่ยังทำให้เกิด
แรงเสียดทาน ข่าวดีอีกข้อหนึ่งคือกรรมการการแข่งขันจะลดความเข้มงวดลงและยกเลิก บางจุดโทษที่เคย
เอาโทษผู้แข่งขันในหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาเอาใจผู้ชมในด้านธุรกิจ ภายหลังการวางมือของเบอร์นี เอเคลสโตน ผู้ครองรายการ F1 มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 กลุ่มนายทุนอเมริกันเจ้าของ Liberty Media ที่ซื้อรายการนี้มาในราคา 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยใช้เงินกองทุนลงทุนของ CVC Capital Partners ตั้งใจจะปรับ
การแข่งขันให้ทันสมัยมากขึ้น และขยายกลุ่มผู้ชมให้กว้างขึ้น ในลำดับแรก Liberty Media มีเป้าหมายที่จะให้ผู้ชมหันมาติดรายการแข่งรถ F1 โดยการถ่ายทอดรายการทางโทรทัศน์ซึ่งหยุดไปเมื่อหลายปีมาแล้ว 
ยิ่งไปกว่านั้น นักธุรกิจที่บริหารจัดการการแข่งรถระดับโลกนี้ต้องการมองหาแหล่งเครือข่ายทางสังคมซึ่งเจ้าของและผู้บริหารชุดเก่าไม่เคยคำนึงถึง พวกเขาหวังที่จะดึงดูดผู้ชมวัยหนุ่มสาวกว่ากลุ่มเดิมให้หันมาสนใจการแข่งขันเช่นกันในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ทางอินเตอร์เน็ต การขยาย และทำให้กลุ่มผู้ชมมีความหลากหลายขึ้นมีวัตถุประสงค์ สำคัญที่จะโน้มน้าวเชิญชวนให้ผู้ผลิตยานยนต์รายใหม่ๆ หันมาลงทุนในรถ F1 ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ยังกล้าเนื่องจากการทำทีมนั้นใช้เงินลงทุนสูง ในขณะเดียวกัน Liberty Media ก็กำลังศึกษาหาวิธีในการกระจายรายได้ ที่ดีขึ้น ด้วยความช่ำชองด้านการตลาดในวงการกีฬาและประสบการณ์อันโชกโชนในโลกธุรกิจ ทีมงาน  ชาวอเมริกันชุดใหม่นี้เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถ ตรึงเสน่ห์และความน่าดึงดูดใจของการแข่งขันรถ F1 ไปตลอดศตวรรษที่กำลังมาถึง

Related Post

การกลับมาของ Series 8 สปอร์ตคูเป้รุ่นแฟลกชิปจากค่ายใบพัดฟ้าขาว

เร็วๆ นี้เราจะได้เห็นสปอร์ตคู่เป้รุ่นเรือธงจากช่วงปลายยุค 90 อย่างซีรียส์ 8 ของบีเอ็มดับบลิวกลับมาโลดแล่นบนถนนอีกครั้งจากภาพร่างที่มีการเผยแพร่ออกมาล่าสุด แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวคราวนั้นกล่าวถึงการใช้แพลทฟอร์มของเรือธงสุดหรุอย่างซีรีส์ 7 เช่นเดียวกับที่ซีรีส์ 6 ใช้แพลทฟอร์มของซีรีส์ 5 นั่นเอง และแน่นอนว่าแฟนๆ หลายคนคงจะรอเวอร์ชั่นแรงจากแผนก M Performance กันอย่างใจจดใจจ่อ

p90257483_highres_bmw-concept-8-series

และดีเอ็นเอของรุ่น E31 ที่จะถูกส่งทอดขนาดไหนนั้นเราพอจะสัมผัสได้จากภาพร่างของเส้นสายในรูปกับรุ่น E31 ในอดีตที่ออกมาทำตลาดในช่วงปี 1989-1999 ในรุ่นเก่านั้นเราจะเห็นได้ว่าบีเอ็มดับบลิวใช้วิศวกรรมขั้นสูงสุดของแบรนด์ใส่ลงไปในรถรุ่นนี้อาทิเครื่อง V12 ระบบคอมมานด์ในรถ และการออกแบบตัวถังที่โดดเด่น ส่วนความคืบหน้าในการพัฒนานั้นเราอาจจะได้เห็นรุ่นโปรโตไทป์ในปี 2018 ที่จะถึงนี้

1996-bmw-8-series-2

Related Post

ถึงเวลาแล้วที่เจ้าชายกบคันที่ 1 ล้าน จะได้กระเทาะเปลือกไข่แล้วออกมาโลดแล่น

นี่คือโฉมหน้าของเจ้าชายกบรูปหล่อที่เป็นที่พูดถึงในวงการมอเตอร์สปอร์ตในขณะนี้ เจ้ากบคันนี้เป็นที่ภาคภูมิใจของแบรนด์ Porsche (ปอร์เช่) เป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นรถคันที่ 1 ล้าน ในสายการผลิตรถยนต์โมเดล 911 หลังจาก 911 รุ่นแรกได้ฟักไข่ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อปี 1963 ตลอดระยะเวลา 54 ปี ปัจจุบันรถยนต์โมเดลนี้ก็ได้มีมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 7 แล้ว

porsche-builds-its-one-millionth-911--may-2017_100606321_h

เจ้าชายกบโฉมงามคันนี้มาในสี Irish Green เครื่องยนต์แบบ 911 Carrera S พร้อม turbocharged  กำลัง 450 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 307 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้นที่เข็มไมล์จะแตะเลขร้อย ที่สำคัญมันเป็นเกียร์ธรรมดา จึงเชื่อได้เลยว่าไม่เป็นสองรองจาก 999,999 คันก่อนหน้านี้แน่นอน 

c3a39596b8e665858cfcbf117a8baf01

สำหรับการตกแต่งภายในคันนี้ ก็ยังไม่ลืมที่จะหยิบยกเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์มาจาก 911 ตัวคลาสสิค ที่ตกแต่งแผง Dashboard, พวงมาลัย และหัวเกียร์ ด้วยไม้เกรดพรีเมี่ยม เบาะนั่งลายเก๋าจากปี 1964  พร้อมป้ายสัญลักษณ์หมายเลข 1,000,000 สีทองทั้งภายในและภายนอก 

One-Millionth-Porsche-911-Carrera-S-badge-02

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของ Porsche 911 สุดพิเศษคันนี้ เราเสียใจด้วย มันไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขาย แต่มันจะจอดอวดความหล่ออยู่ในพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต ประเทศเยอรมนี เท่านั้น แต่ในความเศร้าก็มักมีโชคเกิดขึ้นเสมอเมื่อทางแบรนด์อาจจะจัดเวิลด์ทัวร์ ไปยัง สก็อตแลนด์, จีน, อเมริกา และที่ขาดไม่ได้ คือการเอาลงไปขับชิวๆในสนามแข่งรถระดับโลกอย่างสนาม Nürburgring(นูวร์เบอร์กริง) 

s17_0258_fine

ความสุดยอดสุดท้ายที่ทาง Porsche ได้เคลมไว้คือ รถรุ่น 911 จำนวนกว่า 1 ล้านคันที่ได้ขายออกไปนั้น ปัจจุบันยังสามารถขับโลดแล่นในท้องถนนอยู่ถึง 70% เลยทีเดียว

message-editor1494504730657-high_the_one_millionth_911_production_2017_porsche_ag_12

Related Post

คุยกับวิคเตอร์ บรอนหัวเรือใหญ่แห่งแผนกบีสโป๊คของโรลส์-รอยซ์

As your wish

เชื่อเราเถอะว่า Rolls-Royce เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ตามใจคุณมากที่สุดบนโลกนี้แล้ว เพราะเขามีนักออกแบบเฉพาะถึงสี่คนมาตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ เรามาพูดคุยกับหนึ่งในทีมกันดีกว่า

บรรดาเศรษฐีที่มียอดเงินในบัญชีธนาคารเกินคาดนั้น ก็ชอบทำอะไรที่เกินคาดเช่นกัน คอลเลกชั่นรถยนต์ส่วนตัวของพวกเขาก็ต้องเกินธรรมดากว่าใคร Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) เองก็มีหน้าที่ทำการบ้านหนักทุกครั้งที่ได้รับคำสั่งซื้อรถยนต์ผ่านบริการ BeSpoke ลอปติมัมได้มีโอกาสพูดคุยกับ Victor Braun (วิคเตอร์ บรอน) หนึ่งในสี่หัวเรือใหญ่แห่ง Rolls-Royce Bespoke ที่ทำหน้าที่ออกแบบรถยนต์ตามความต้องการที่แตกต่างและเฉพาะของลูกค้า

8L1A8006

เขามีดีกรีปริญญาโทด้านการออกแบบยานยนต์จาก Strate School of Design และได้ผ่านการร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์มาแล้วทั้ง Hermes (แอร์เมส) และแบรนด์อื่นๆ ที่มีชื่อเสียง และเขาก็เป็นหนึ่งในทีมผู้ออกแบบคอลเลกชั่นกระเป๋าเดินทางให้กับ BMW i8 ที่ผลิตจากเส้นใยคาร์บอน เป็นหนึ่งในการผสมผสานดีไซน์ล้ำยุคเข้ากับวัสดุอันล้ำสมัย ก่อนที่จะเข้ามาร่วมทีม Rolls-Royce อย่างเป็นทางการอีกด้วยหากคุณยังจำ Rolls-Royce Ghost รุ่นฐานล้อยาว ‘คชมงคล’ สีขาวนวลคาดด้วยเส้นโค้ชไลน์รูปช้างเผือกอยู่ข้างตัวรถ ที่ปรากฏโฉมในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 37 ประจำปี 2016 และรุ่น Opus ที่ครองใจมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งสองคันกันได้ นั่นคือผลงานการออกแบบของเขาคนนี้นี่ล่ะ

เริ่มต้นการ Bespoke 

ผมต้องพูดคุยกับลูกค้าถึงความต้องการของพวกเขาก่อน หลังจากนั้นก็จะให้ลูกค้าได้ดูแบบร่างและขึ้นรูปตัวอย่างก่อนว่าตรงกับความต้องการไหม และหลังจากนั้นเราถึงจะผลิตออกมาให้ตรงกับความต้องการในใจของลูกค้ามากที่สุด

8L1A8036

แต่ละคันใช้เวลานานไหม

รุ่นทั่วไปจะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน แต่สำหรับรุ่น Bespoke ที่ทำขึ้นพิเศษ นั้นอาจจะ 1 ปีหรือมากกว่านั้น เพราะแต่ละคันจะมีรายละเอียดความยากที่แตกต่างกัน ยิ่งถ้ามีรายละเอียดในแต่ละจุดมากก็จะใช้เวลามากขึ้นตามไปด้วย รุ่นคชมงคลเองก็ใช้เวลาผลิตประมาณหนึ่งปีเช่นกัน

คันที่เสร็จไปแล้วและคิดว่ายากที่สุด

คงหนีไม่พ้นเจ้า Opus เพราะการนำแรงบันดาลใจในเรื่องของดนตรีมาใส่เป็นรายละเอียดในรถนั้นต้องคำนึงทั้งเรื่องสีและความสวยงาม รายละเอียดของไม้ ขั้นตอนในการทำ เลเยอร์ของไม้แต่ละชิ้น และสิ่งที่เราจะสื่อให้รู้สึกได้ถึงว่าใช้เปียโนมาเป็นแรงบันดาลใจ

8L1A7975

ส่วนใหญ่ลูกค้าสนใจรุ่น Bespoke หรือ
รุ่นธรรมดามากกว่ากันเวลาเลือกซื้ออาจจะฟังดูน่าประหลาดใจแต่เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าทั้งหมดที่ซื้อ Rolls-Royce นั้นเลือกซื้อรุ่น Bespoke มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรุ่นมาตรฐานนั้นจะมีสัดส่วนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เป็นเพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน และอยากจะครอบครองรถยนต์ที่ไม่เหมือนใครเช่นกัน

กุญแจแห่งความสำเร็จในการ Bespoke

การรับโจทย์ที่ลูกค้าส่งมาให้ ตีความหมายแล้วทำให้สำเร็จตามความต้องการก็คือความสำเร็จแล้วครับ เพราะถ้าลูกค้าถูกใจกับการออกแบบที่เราเสนอไปตั้งแต่เริ่มต้นจนออกมาเป็นรถจริง ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลอีกต่อไป

8L1A7974

การพัฒนาการออกแบบ Rolls-Royce ในอนาคต

เรามองถึงการใช้วัสดุใหม่ๆ แรงบันดาลใจใหม่ๆ และการเข้าถึงวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเพื่อจะตอบโจทย์ลูกค้า และการร่วมมือกับศิลปินเพื่อที่จะเพิ่มความหรูหราเข้าไปในชิ้นงานแต่ละชิ้น และเร็วๆ นี้เราก็กำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ทำงานร่วมกับศิลปินด้วยครับ

Related Post

พบกับความสปอร์ตและความหรูหราสะดวกสบายใน Porsche Panamera 4S

หลักจากที่ Porsche Panamera รุ่นแรกได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการยานยนต์สปอร์ตซาลูน นับตั้งแต่การเปิดตัวต่อสายตาชาวโลกในปี 2009 ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 150,000 คันทั่วโลกนั้น ถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับทายาทรุ่นที่ 2 ของ Porsche Panamera ภายใต้รหัสตัวถัง 971 ที่พร้อมให้คุณได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ

สำหรับ พานาเมร่า 4 เอส (Panamera 4S) ใหม่ล่าสุด แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน V6 ขนาดความจุ 2.9 ลิตร เครื่องยนต์เบนซิน V6 พละกำลัง 440 แรงม้า (324 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ หรือ PDK II ให้รอบการทำงานระหว่าง 1,750 ถึง 5,500 รอบต่อนาที สำหรับอัตราเร่งจากจุดสตาร์ทถึงความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงเพียง 4.4 วินาที (4.2 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตโครโน) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 289 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ 5,650 – 6,600 รอบต่อนาที ประหยัดมากขึ้นด้วยการบริโภคเชื้อเพลิงที่: 12.1-12.3 กิโลเมตร/ลิตร (8.2–8.1 ลิตร/100 กิโลเมตร) ค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์: 186–184 กรัม/กิโลเมตร

พานาเมร่า 4 เอส (Panamera 4S) ใหม่ราคาเริ่มต้นที่ 13.5 ล้านบาท

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.aasautoservice.com

Related Post

การกลับมาของรถคลาสสิคตลอดกาล จากการเนรมิตโดยสำนักแต่งสุดเซียนอย่าง David Brown Automotive

หลังจากสร้างชื่อครั้งใหญ่กับรุ่น Speedback GT โดยการนำ Jaguar XKR มาศัลยกรรมใหม่แล้วนั้น ครั้งนี้ถึงตาของตำนานรถเล็กแห่งเมืองผู้ดี อย่าง Mini Classic ปี 60 ที่ถูกเลือกมาแต่งหนุ่มพร้อมชื่อใหม่ คือ “MINI Remastered”

Screen Shot 2560-04-07 at 19.19.10

เจ้ามินิหน้าตาคลาสสิคคันนี้ใช้เครื่องยนต์เดิมขนาด 1,275 ซีซี ที่จับแต่งใหม่เล็กน้อย ซึ่งทางสำนักแต่งเองได้เคลมไว้ว่าได้ความแรงเพิ่มมาถึง 50% เลยทีเดียว พร้อมทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ระบบช่วงล่างใหม่ ระบบเบรคดิสก์เบรคทั้ง 4 ล้อ บุชั้นเก็บเสียงอย่างดี โดยทาง David Brown กล่าวอย่างเท่ๆไว้ว่า “all the style and feel of a classic but with modern dynamics – เอกลักษณ์ และความรู้สึกสุดคลาสสิค พร้อมกับสมรรถณะที่ปลาดเปรียว” 

RT_2259_1410

ความดีงามของภายในนั้นถือว่าไม่แพ้รถใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเลย เริ่มตั้งแต่ หน้าจอ Touchscreen infotainment ขนาด 7 นิ้ว พร้อมสายUSB/AUX การเชื่อมต่อ Bluetooth ระบบ Navigator และมากกว่านั้นคือ Apple CarPlay® และ Android Auto® ที่จะทำให้คุณได้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนคู่ใจได้อย่างง่ายดาย

start-stop

เจ้าหนูไซไฟมีให้เลือกสีภายนอกถึง 13 สี สีเบาะหนังภายในถึง 6 สี และล้ออัลลอยขนาด 12 นิ้ว ถึง 7 ลาย  และที่เท่ที่สุดคือกุญแจ Remote Control เนื้ออลูมิเนียมยังสามารถออกแบบตามความต้องการ ทั้งยังมีปุ่ม Keyless Start/Stop สตาร์ทรถได้จากปลายนิ้วท่าน

blue-car-side

สนนราคาเริ่มต้นที่ 75,000 ปอนด์ หรือราว 3.75 ล้านบาท

Related Post