Positive Attitude Makes Even More Positive Opportunity

ทันทีที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ได้รับเชิญไปร่วมทริปสุดเร้าใจอย่าง Fearless Driving with the Master กับไมค์ ฮอร์น และลูกสาวทั้งสองเพื่อทดสอบสมรรถนะรถยนต์ GL-Class (และแน่นอนว่าต้องมี G-Class ที่ไมค์ใช้เป็นพาหนะคู่ใจมานานกว่า 17 ปีไปร่วมขบวนด้วย) เราไม่ลังเลเลยที่จะตอบตกลง เพราะหลังจากที่เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ไมค์ในงานแถลงข่าวสั้นๆ (หาอ่านบทสัมภาษณ์ที่เราแสนจะภูมิใจได้ในนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับพิเศษที่กำลังจะวางแผงในเดือนมิถุนายนนี้) นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงพลังงานด้านบวกของไมค์ที่ถูกส่งมาหาเรา จนทำให้คนในบริษัทเราหลายคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองตามไมค์ไปเลยทีเดียว (แต่เราไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นนะ เราแค่เอาปรัชญาการใช้ชีวิตของไมค์และลูกสาวคนสวยมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรา และใช้ชีวิตของเราให้สมบูรณ์แบบและมีความสุขที่สุดเท่าที่เราพอจะทำได้)

และหลังจากเราได้มีโอกาสขับรถทั้ง GLC 250d 4MATIC Coupé AMG Plus และ GLE 350d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ผ่านเส้นทางอันรกชัฏระดับที่เราไม่มีวันดั้นด้นมาถึงเองได้อย่างแน่นอน เราก็ยิ่งปลาบปลื้มใจเข้าไปใหญ่กับโอกาสหนึ่งครั้งในชีวิตนี้ ในระหว่างเส้นทางทดสอบ นอกจากเราจะได้รับคำกระตุ้นผ่านว. จากไมค์ว่า ไม่ต้องเหยียบเบรก ไม่ต้องหลบหลุมใดๆ เพราะสมรรถนะรถ GL-Class ที่เรากุมพวงมาลัยอยู่นั้นสามารถรองรับได้ทุกสถานการณ์ที่แท้จริง ไมค์ยังสั่งหยุดขบวนเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้พวกเราได้ร่วมทดสอบสมรรถนะของ G-Class คู่ใจของเขาที่สามารถบุกป่าฝ่าดงได้ในระดับที่ทำพวกเราทึ่งเป็นอย่างมาก (หลังจากทริปนี้จบลง เราถึงขั้นโทรศัพท์ไปปรึกษาผู้ปกครองว่า จะมีโอกาสได้ถอย GLA คันเล็กมาประดับบารมีที่บ้านสักคันไหมเลยทีเดียว) ซึ่งนอกจากเราจะทึ่งในสมรรถนะและความสามารถของเทคโนโลยีที่อัดแน่นมาใน Mercedes-Benz เหล่านี้แล้ว เราก็อดทึ่งกับทัศนคติอันโดดเด่น และความหลงใหลในอาชีพตัวเองที่ไมค์ถ่ายทอดออกมาเป็นอย่างมาก

ในระหว่างการทดสอบนั้น มิสเตอร์ฟรังค์ได้เลือกมานั่งข้างเราในระหว่างทางสมบุกสมบัน (ซึ่งเราแอบเกร็งเล็กน้อย เพราะเราเป็นคนถือพวงมาลัย แต่ด้วยสมรรถนะที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เราก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นความสนุกสนานที่ได้มีโอกาสขับรถออฟโร้ดให้กับผู้บริหารบริษัทรถนั่งเลยทีเดียว) เราจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาในเรื่องต่างๆ ซึ่งประเด็นที่ติดใจเรามากนั้นคือเมื่อเขาบอกกับเราว่า “ไมค์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อแบรนด์ของเราเป็นอย่างมาก”

ทัศนคติสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากปากผู้บริหารคนนี้ ทำให้เรามาย้อนคิดถึงสถานะของตัวเองทันที เราตั้งคำถามอย่างรวดเร็วว่า คุณค่าของตัวเราที่เราทำให้บริษัทนั้น มากเพียงพอที่จะทำให้ ‘แบรนด์’ หนึ่งเชื่อใจเราได้เทียบเท่ากับที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เชื่อใจไมค์จนกระทั่งให้เขาเป็นหน้าเป็นตาของ G-Class มาอย่างต่อเนื่องกว่า 17 ปีหรือไม่ และถ้าวันหนึ่ง เราต้องจากบริษัทของเราไป คุณค่าในตัวของเราจะมากพอที่จะทำให้บริษัทรู้สึกเสียดายเราไหม หรือเราจะมีค่าเพียงแค่ให้บริษัทภาวนาให้เราไปพ้นๆ เสียทีกันแน่

เราจึงกระตือรือร้น(มาก)ที่จะดึงตัวมิสเตอร์ฟรังค์มาคุยกันต่อในประเด็นดังกล่าว ซึ่งเราก็ไม่ผิดหวังเลย “ผมคิดว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ทุกคนของเรา ไม่ว่าจะอยู่ในระดับโลคอลหรือโกลบอลนั้นมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนๆ กันก็คือ ทัศนคติในการดำรงชีวิตครับ” ฟรังค์ตอบคำถามเราเมื่อเราถามว่า เหตุใดไมค์จึงถูกเลือกใช้งานให้เป็นเฟซของ G-Class มาอย่างต่อเนื่องยาวนานได้ขนาดนี้ “ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราทุกคนนั้นเป็นคนที่ประสบความสำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ จุดร่วมของพวกเขาคือ พวกเขาผลักดันตัวเองให้เกินขีดจำกัดอะไรบางอย่างเสมอ สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ให้กับวงการที่พวกเขาอยู่ อย่างเช่นไมค์ เขาเป็นนักผจญภัย เขาได้ทำสิ่งต่างๆ เป็นคนแรก ไม่ว่าจะว่ายน้ำในแม่น้ำอะแมซอน เดินทางจากขั้วโลกหนึ่งไปอีกขั้วโลกหนึ่งโดยไม่ต้องอาศัยตัวช่วย หรือพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อะไรบางอย่างที่มีเขาเพียงคนแรกเท่านั้นที่จะทำ ซึ่งเราเห็นว่า เขาสามารถแสดงคุณค่าของแบรนด์เราออกมาได้อย่างชัดเจน โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรมากมายเสียด้วยซ้ำ”

ทัศนคติด้านบวกของไมค์นั้นราวกับเป็นโรคติดต่อถึงกันได้ นอกจากคนในบริษัทของเราจะลุกขึ้นมาตัดสินใจอะไรบางอย่างหลังจากได้คุยกับเขาแล้ว ฟรังค์เองก็ยอมรับว่าการ ‘ขายของ’ ของไมค์นั้นเป็นไปได้อย่างเรียบลื่นไม่มีที่ติจริงๆ “คุณก็ได้ฟังที่เขาพูดแล้วใช่ไหม” เขาเอ่ยปากถาม “เขาไม่ได้ขายรถ G-Class แบบที่เซลส์ทั่วไปขาย แต่เขาอธิบายได้ชัดเจนว่าทำไมเขาถึงต้องการเทคโนโลยีที่ดีที่สุด หรือสินค้าที่ดีที่สุดเพื่อสนับสนุนการผจญภัยของเขา เท่ากับว่า สินค้าที่เขาเลือกมาสนับสนุนตัวเขานั้นจะต้องมีความเป็นมืออาชีพและเชื่อใจได้เทียบเท่ากับตัวเขา เขาจึงเลือกแบรนด์และพาร์ตเนอร์ต่างๆ อย่างระมัดระวังมาก ดังนั้น พวกเราจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ G-Class เป็นส่วนหนึ่งให้กับการผจญภัยของเขา เพราะนั่นเป็นข้อพิสูจนได้เป็นอย่างดีว่า สมรรถนะของเจ้าสี่ล้อคันนี้นั้นเป็นที่เชื่อใจได้ที่สุดในการขับขี่แบบออฟโร้ดนั่นเอง ดังนั้น การได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมกับเขา ได้สนับสนุนเขา ในขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากเขานั้นก็ถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของแบรนด์เราจริงๆ”

นั่นยิ่งทำให้เราต้องมองย้อนกลับมาดูคุณค่าในตัวเราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเราหวังว่า ทัศนคติด้านบวกที่เราได้รับจากไมค์และลูกสาวทั้งสองนั้น จะสามารถติดต่อจากเราไปสู่ผู้อ่านของเรา และทำให้ชีวิตของทุกคนนั้นดีขึ้นอีกสักครึ่งเลเวล… ก็ยังดี

เพื่อที่วันหนึ่ง เราจากไป เราจะได้จากไปให้คนคิดถึง… ไม่ใช่ให้คนสาปแช่งไล่หลัง

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Mercedes-Benz ทุกรุ่นได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือ FB: MercedesBenzThailand

Mr.Frank Steinacher

 

Related Post

ชวนมาสัมผัส Sony XPERIA XZ2 มือถือเอาใจสายเกมและคอหนัง

โลกนี้ไม่ได้มีแค่ไอโฟนหรือซัมซุง โซนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งค่ายผลิตมือถือที่มีศักยภาพ หลังปล่อยออกมาหลายต่อหลายรุ่นจนมาถึง Sony XPERIA XZ2 รุ่นที่มีแต่คนถามถึง

จุดเด่นของมือถือรุ่นได้แก่โปรเซสเซอร์เร็วที่สุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 845 Mobile Platform ที่ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เล่นเกมได้ไม่สะดุด สตรีมคมชัดเร็ว แทบไม่ต้องรอ เราลองให้คอเกมเล่น ROV และ PUBG ผ่านเครื่องนี้ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบแสง สี เสียง อลังการงานสร้างมาก เกมลื่นไหลไม่มีกระตุกให้เสียอารมณ์ เมื่อเทียบกับมือถือค่ายอื่นแล้วถือว่ากินขาด

ในขณะที่การดูหนังก็ทำได้ดีเพราะนี่เป็นครั้งแรกของโลกที่เราสามารถบันทึกและดูหนังแบบ 4K HDR บนสมาร์ทโฟนที่ถือติดตัวไปได้ทุกที่ ภาพที่ได้คมชัดถึงชัดมาก คอนทราสต์สวย ทั้งสีและรายละเอียดต่างๆ เด่นชัดประทับใจ ทั้งยังมีระบบเสียงแบบ Dynamic Vibration ที่เครื่องจะสั่น Dual Shock ตามบรรยากาศของหนัง เกม หรือเพลง ในขณะที่ภาพนิ่งก็ทำได้ดีเพราะความละเอียดของกล้องหลังอยู่ที่ 19 MP ส่วนกล้องหน้าได้ไป 5MP

และไม่ต้องกลัวว่าทั้งดูหนัง เล่มเกม และถ่ายวีดีโอแล้ว แบตฯ จะอยู่ไม่ทน เพราะเครื่องนี้โซนี่การันตรีว่าแบตเตอรี่อึดและใช้งานได้นานตลอดวัน มาพร้อมหน้าจอ 18:9 เครื่องแรกของ Sony ที่มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.7 นิ้ว ดีไซน์โค้งมนสวยงาม ไม่เป็นเหลี่ยมมุมเหมือนรุ่นก่อนๆ สามารถสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้สบาย ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจแอนดรอยด์เน้นความบันเทิง  สนนราคาอยู่ที่ 25, 990 บาท 

 

Related Post

10 คันสุดเจ๋งจากค่ายม้าลำพอง Ferrari

สมัยก่อนน้อยคนนักที่จะได้เป็นเจ้าของรถสปอร์ตสักคัน คำว่า ‘Sportcar’ จึงถือกำเนิดขึ้น ต่อมาเมื่อผู้ผลิตสามารถผลิตรถสปอร์ตได้มากขึ้น คำว่ารถสปอร์ตจึงพัฒนาไปสู่คำว่า ‘Supercar’ ถัดมาเมื่อบริษัทสามารถผลิตรถซูเปอร์คาร์ออกมาได้มากขึ้น บรรดาอภิมหาเศรษฐีต่างๆ ก็ต้องหาสิ่งที่ดีกว่าจึงเกิดคำว่า ‘Hypercar’ ขึ้นมาบนโลกเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง คำว่า ‘Hypercar’ นี้ถูกนิยามขึ้นมาสำหรับรถสปอร์ตที่มีแรงม้าอยู่ที่ระดับ 1,000 แรงม้าและมีราคาค่าตัวอยู่แถวๆ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งเจ้ารถยนต์จากค่ายม้าลำพอง Ferrari น่าจะเข้าข่ายที่ว่านี้ได้ไม่ยาก  

Ferrari 250 GTO 

ในปี 1962-1964 ออกแบบโดย Giotto Bizzarrini และ Sergio Scaglietti ที่ผลิตออกมาเพียง 39 คันเท่านั้น รถคลาสสิกรุ่นนี้มีราคาตอนเปิดตัวในปี 1962 อยู่ที่ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันรถรุ่นนี้มีมูลค่าในการประมูลสูงถึง 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

26 Jul 1998: Anthony Wang in action in his Ferrari 250 GTO during the Shell Ferrari Historical Challenge at the Coys Festival at Silverstone in Northamptonshire, England. Mandatory Credit: Mike Hewitt /Allsport

Ferrari 288 GTO

ในปี 1984-1987 ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina รถรุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 272 คันเท่านั้น และถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในรถที่ถูกออกแบบมาได้สวยที่สุดในโลกอีกด้วย

Ferrari F40 

ในปี 1987-1992 ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina ด้วยจำนวนผลิต 1,311 คัน รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของบริษัท สิ่งสำคัญที่ทำให้รถรุ่นนี้มีมูลค่าสูงมากขึ้นทุกวันก็เพราะนี่คือรถรุ่นสุดท้ายที่ Enzo Ferrari (ผู้ก่อตั้งบริษัท) เป็นผู้อนุมัติก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี 1988

Ferrari F50

ในปี 1995-1997 ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Pininfarina ผลิตออกมาเพียง 349 คัน รถคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 4.7 ลิตร V12 ที่ถูกพัฒนามาจากเครื่องยนต์ของรถแข่งฟอร์มูลา 1

 

Ferrari Enzo Ferrari 

ในปี 2002-2004 ออกแบบโดย Ken Okuyama นักออกแบบชาวญี่ปุ่น ขณะทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina ผลิตออกมาเพียง 400 คัน จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีรถแข่งฟอร์มูลา 1 มีการใช้โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์และจานเบรกเซรามิกเป็นครั้งแรก

Ferrari LaFerrari Coupe/Ferrari LaFerrari Aperta

Ferrari LaFerrari Coupe ในปี 2013-2015 ผลิตออกมา 500 คัน และ Ferrari LaFerrari Aperta (เปิดหลังคาได้) ในปี 2016-2017 ผลิตออกมา 210 คันออกแบบโดยทีมออกแบบของ Ferrari เองภายใต้การดูแลของ Flavio Manzoni (หัวหน้านักออกแบบของ Ferrari) ชื่อ LaFerrari’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า TheFerrari’ รถรุ่นนี้ใช้ขุมพลังระบบไฮบริด เครื่องยนต์ V12 และมอเตอร์ไฟฟ้า ล่าสุดที่งานเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี LaFerrari Aperta สามารถทำลายสถิติการประมูลเพื่อการกุศลได้ถึง 8.3 ล้านยูโรเลยทีเดียว รถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถระดับ Hypercar รุ่นแรกของ Ferrari

Ferrari F60 America 

ในปี 2014 ผลิตออกมาเพียง 10 คัน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปีที่ Ferrari เข้ามาทำตลาดในสหรัฐอเมริกา รถรุ่นนี้เป็นแนว Roadster สามารถเปิดหลังคาแบบ Soft Top ออกได้ ภายในตกแต่งพิเศษเป็น 2 โทนสี คือห้องโดยสารฝั่งคนขับเป็นสีแดงส่วนของฝั่งคนนั่งเป็นสีดำ สีตัวรถเป็นสีน้ำเงินคาดแถบสีขาวตามสีของทีมรถแข่ง North American Racing Team

Ferrari J50

ในปี 2016 ผลิตออกมาเพียง 10 คัน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปีที่ Ferrari เข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่น สร้างสรรค์โดยทีมออกแบบของ Ferrari เอง โดยใช้รุ่น 488 Spider มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบใหม่ หลังคาเป็นแบบ Targa ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ 2 ชิ้นซึ่งสามารถถอดเก็บไว้หลังเบาะได้ นับเป็น Ferrari อีกรุ่นที่สวยงามมาก

Ferrari Sergio

ในปี 2014 ผลิตออกมาเพียง 6 คันเท่านั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถต้นแบบ Pininfarina Sergio ในปี 2013 ที่เปิดตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่อแสดงความระลึกถึง Sergio Pininfarina ผู้ก่อตั้งบริษัท Pininfarina ที่เสียชีวิตไปในปี 2012 ด้วยอายุ 85 ปี โดยใช้พื้นฐานของรุ่น 458 Spider คันแรกถูกส่งไปที่ UAE ตะวันออกกลาง อีก 3 คันถูกส่งไปอเมริกา 1 คันไปญี่ปุ่น และคันสุดท้ายถูกส่งไปที่สวิตเซอร์แลนด์    

Related Post

Apple Watch 3 GPS + Cellular พร้อมวางขายในไทยแล้ว!

Text: Patsaya Ch.

สำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบเทคโนโลยีของสมาร์ตวอชท์แต่ไม่อยากทิ้งความหรูหราหรือ DNA ของตัวเอง ข่าวดี! เช้านี้ Apple ได้ประกาศวางขาย Apple Watch Series 3 GPS + Cellular ในไทย ที่สามารถโทรออก/รับสาย /ส่งข้อความ/สตรีมเพลง (ฟังเพลงออนไลน์) /ค้นหาสถานที่ ฯลฯ ผ่านนาฬิกาบนข้อมือได้เลย โดยที่รุ่นใหม่นี้จะมาพร้อมจุดแดงที่เม็ดมะยม (Digital Crown) และหน้าปัด Explorer (ไฟสีเขียวเพื่อแสดงสัญญาณโทรศัพท์) ที่ช่วยให้การทำงานลื่นไหลยิ่งขึ้น ส่วนเบอร์ที่ใช้ในการติดต่อก็เป็นเบอร์เดียวกับเบอร์มือถือของคุณ วิธีนี้ช่วยตัดปัญหายุ่งยากเรื่องการมีหลายเบอร์ เพียงแต่คุณต้องแจ้งให้ค่ายมือถือทราบ 

รุ่น Cellular ต้องมาพร้อมจุดแดง

 

ข้อดีของระบบเซลลูลาร์คือต่อไปจากนี้คุณไม่จำเป็นต้องพกไอโฟนติดตัวตลอดเวลา เพราะนาฬิกาเรือนนี้จะทำหน้าที่แทนมือถือให้คุณเอง คุณอาจทิ้งมือถือไว้บนโต๊ะทำงานขณะประชุมหรือเดินไปซื้อกาแฟ หรือออกกำลังกายเอาท์ดอร์ เช่น วิ่ง ว่าย ปั่น โดยไม่ต้องพะวังว่าจะพลาดการติดต่อ    

สายใหม่สีสันรับซัมเมอร์

ข่าวดีต่อที่สองได้แก่ Apple Watch Hermès ก็มีรุ่น GPS + เซลลูลาร์ วางขายเช่นเดียวกัน มาพร้อมสายใหม่ 2 แบบ ได้แก่ Simple Tour Rallye ที่อิงจากถุงมือขับรถสุดคลาสสิกประจำแบรนด์และ Eperon d’Or หรือสายหนังพิมพ์ลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผ้าพันคอ Hermès ออกแบบโดย Henri d’Origny แน่นอนว่าสายหนังทั้งสองแบบนี้ผลิตขึ้นจากช่างฝีมือของ Hermès ในฝรั่งเศส 

สาย Single Tour Rallye ตัดเย็บด้วยหนังลูกวัว Gala

 

หน้าปัดพิเศษสำหรับผู้เป็นเจ้าของ Apple watch Hermès เท่านั้น

สาย Eperon d’Or ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอ Hermès

ส่วนคนที่อยากใส่ Apple Watch Hermès ออกกำลังกายก็ไม่ยากเพราะรุ่นใหม่ยังมีสายยาง Sport Band สีส้ม Hermès ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ตรงหมุดที่มีการสลักหลังตามแบบฉบับของแบรนด์ เรียกได้ว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์สมาร์ตวอชท์ที่ให้ทั้งความหรูหรามีระดับของซูเปอร์ไฮแบรนด์ในวงการแฟชั่นและฟังก์ชั่นการใช้งานระดับ tech-savvy อย่างแท้จริง  

หมุกสลักหลังที่มักเห็นใช้กับเครื่องประดับของแบรนด์นี้

สนนราคาเริ่มต้นสำหรับเรือนอะลูมิเนียมอยู่ที่ 14, 900 บาท (ไม่รวมค่าใช้บริการโทรศัพท์) ในขณะที่รุ่น Apple Watch Hermès ยังไม่เผยราคาแต่คาดว่าไม่น่าจะหนีจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก 

Related Post

สำรวจ 6 รถเก่าแต่เก๋าที่แค่มีเงินก็ซื้อไม่ได้

เกาะติดกระแสมอเตอร์โชว์ด้วยงานแสดงรถของต่างประเทศที่ชื่อชั้นดังไกลไปทั่วโลก เมื่อ Chantilly Arts & Elegance Richard Mille เป็นงานรวมพลผู้รักรถยนต์ที่มี ‘คาแร็กเตอร์และสไตล์ที่ชัดเจน’ ซึ่งแตกต่างจากงานแสดงรถยนต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัด ผู้เข้าร่วมงาน บรรยากาศในงาน การแสดงแฟชั่น ดนตรี และที่ขาดไม่ได้คือรถยนต์หายากและราคาแพงลิบ ทุกอย่างรวมอยู่ในงานนี้แล้ว หนึ่งในไฮไลท์ของงานได้แก่การประมูลรถเก่าที่บริษัทประมูล Bonhams ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง ขนมาให้ผู้เข้าร่วมงานกระเป๋าหนักได้จับจองเป็นเจ้าของ เพราะรถทุกคันเข้าขั้นหายากขั้นเทพ ไม่ใช่แค่มีเงินก็สามารถคว้ามาครองได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยโชคและจังหวะที่ใช่ มาลองดูกันว่ารถที่ว่าเจ๋งเป็นอย่างไร

MERCEDES-BENZ 
500K ROADSTER
1935

ราคา €5,290,000
ในที่สุด เจ้า 500K คันนี้ก็ได้ประมูลออกไปด้วยราคา 5,290,000 ยูโร ประวัติของรถคันนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่เปิดตัวที่เบอร์ลิน
ในปีค.ศ. 1935 นักธุรกิจชาวเยอรมันนามว่า Hans Friedrich Prym (ฮานส์ ฟรีดริช พรีม) ก็ได้ไปครอง หลังจากถูกขโมยในปีค.ศ. 1945 
ก็ไปโผล่อยู่ที่อเมริกาอีกครั้งในปีค.ศ. 1970 ถึงจะเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายครั้ง แต่นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2012 เป็นต้นมา รถคันนี้ก็กลับไปสู่
อ้อมกอดของตระกูลพรีมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความแรงระดับ 160 แรงม้าและความเร็วสูงสุดที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้รถยนต์
คันนี้มีสมรรถนะสูงสุดคันหนึ่งของยุค ผลิตออกมาทั้งหมด 354 คัน แต่มีเพียง 29 คันเท่านั้นที่ได้ประกอบตัวถัง Roadster

Horch 853 
Spezialroadster
1937

ราคา €1,035,000

ก่อนที่ Audi (ออดี้) จะถือกำเนิด เจ้ารถยนต์สัญชาติเยอรมันคันนี้ซึ่งทั้งโฉบเฉี่ยวและสง่างามในคราเดียวกัน ถูกผลิตออกมาเพียง 950 คัน คันที่ Bonhams เสนอขายนั้นมีประวัติที่ซับซ้อน เคยไปพักผ่อนอยู่แถวท้องไร่ท้องนาในยูเครนมาเป็นเวลานาน และถูกดัดแปลงตัวถังให้เป็นรถกระบะเพื่อใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้บริษัท Horch Classic ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพรถกันอย่างยาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 กว่าจะแปลงร่างกลับมาเป็นสภาพแบบนี้

Porsche 911 (Type 964) 
3.6 Turbo 
1993
ราคา €238,625
ด้วยดีไซน์ยั่วยวนใจและพลังอันเหลือล้น ทำให้เจ้า 964 Turbo คันนี้เป็นหนึ่งในปีศาจตัวเทพแห่งยุค ’90s คันนี้ซื้อที่ประเทศโอมานในปีค.ศ. 1993 และวิ่งไปน้อยกว่า 50,000 กิโลเมตร การันตีได้ถึงประสิทธิภาพที่ยังอัดแน่นอยู่เต็มตัวถัง

Ferrari Dino 
246 GT Berlinette 
1973
ราคา €262,200
เวลาไม่สามารถทำอะไรเจ้า Ferrari Dino 246 คันนี้ได้เลย และดูเหมือนว่าโฉมรถจะงามขึ้นทุกปีๆ เสียด้วย รถคันนี้เป็นหนึ่งใน 200 คัน
จาก E-Series ถึงแม้ว่าสีรถจะไม่ใช่สีเดิมซึ่งเป็นสีฟ้า แต่ก็มีผู้มาประมูลไปด้วยราคาที่ไม่โหดมาก คือ 262,000 ยูโร ยังไม่รวมค่าขนส่ง

BMW
Z1 
1990
ราคา €69,000
Z1 คันนี้ไม่เคยเก่าเลย เหมือนกับระบบประตูมหัศจรรย์ที่ผลุบลงไปในบังโคลนรถได้อัตโนมัติ จริงๆ แล้วไม่มีบริษัทผลิตรถยนต์ค่ายไหนซื้อไอเดียประกอบประตูรถยนต์แบบนี้เลย รถคันนี้วิ่งมาแล้ว 23, 203 กิโลเมตร 
จุดเด่นอยู่ที่การเล่นสีซึ่งได้หายาก (มีรถแค่ 133 คันที่ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1988 – 1991 ที่ใช้สีนี้) 
เปลี่ยนเจ้าของมาแค่สองมือแต่ราคาประมูลพุ่งสูงถึง 69,000 ยูโรไม่รวมค่าขนส่ง

Range Rover 
4×4 
1975
ราคา €40,250
ถ้าคุณยังแคลงใจกับสมรรถนะของ Range Rover (แรนจ์โรเวอร์) ที่ตกรุ่นอยู่ใน
กรุเช่นนี้ ราคาประมูลเกิน 40,000 ยูโรของรถปีค.ศ. 1975 ที่เปลี่ยนเจ้าของมาแล้วห้าคนคันนี้
คงจะพิสูจน์อะไรได้ไม่มากก็น้อย รถวิ่งไปเพียง 74,000 กิโลเมตรเท่านั้น สภาพเดิม
แบบสุดๆ แถมสีทองคลาสสิกนี้ก็ดูเข้ากับรูปลักษณ์ตัวถังเป็นอย่างดี

Related Post

มารู้จัก Big Boys’ Toys: ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติ

ไม่จำเป็นเสมอไปที่เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติจะให้คุณได้แค่น้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยว เมื่อในโลก
ยุค 4.0 นำเสนอของเล่นที่น่าสนใจมากกว่าอย่าง “ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติตั้งอยู่บนเกาะสิงคโปร์ดำเนินการและจัดสร้างโดยบริษัท Autobahn Motors มีลักษณะเป็นอาคารสูง 17 ชั้น บรรจุรถยนต์ได้คราวละ 60 คัน ซึ่งมีทั้งรถยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดและรถยนต์รุ่นคลาสสิก ไล่มาตั้งแต่ Morgan Plus4 1955 สีฟ้าอ่อน Mercedes-Benz SL Pagoda สภาพนางฟ้า Lamborghini, Porsche, Bentley, Rolls-Royce ฯลฯ

 

Inspiration

กว่า 28 ปีแล้วที่ Autobahn Motors ดำเนินธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้ว (Pre-owned Car) ในประเทศสิงคโปร์ แต่แนวคิดใหม่สุดอลังการนี้ถือกำเนิดขึ้นจากการที่ Gary Hong (แกรี ฮง) พาลูกชายไปเดินซื้อของเล่นในร้าน Toys ‘R’ Us และเห็นรูปแบบการจัดเก็บรถจิ๋ว (Matchbox Car) ในตู้ ซึ่งดูแล้วช่างเรียบง่ายและสวยงาม หลังจากระดมสมองปรึกษาถึงความเป็นไปได้กับสถาปนิก ก่อนจัดสร้างตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติ “The World’s Tallest Luxury Car Vending Machine”

But How?

ขั้นตอนในการใช้บริการนั้นถือว่า ง่ายมาก เพียงจิ้มหน้าจอระบบสัมผัสเลือกรถที่คุณ ระบบสุดทันสมัย AIMS (Automotive Inventory Management System) ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่ได้มากถึง 10 เท่า จะนำรถลงมาจอดให้คุณยลโฉมภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที จังหวะที่รถจอดนิ่งที่พื้นแล้ว ถาดจะหมุนตัวรถมาทางคุณ พร้อมฉายไฟสปอร์ตไลต์รอบตัวรถ หลังจากนั้นก็เป็นการต่อรองราคาจนพอใจทั้งสองฝ่าย

 

หลังอ่านจบ เรารู้นะว่าคุณกำลังวางแผงจองตั๋วไปสิงคโปร์อยู่ใช่ไหมล่ะ ?

Related Post

Leica รุ่นไหนน่าเล่น น่าเก็บ

เสน่ห์ของกล้อง Leica รุ่นเก่าก็ไม่ต่างจากนาฬิกาโรเล็กซ์วินเทจ ที่ยิ่งเก่า ยิ่งเก็บ ราคายิ่งขึ้น หลังพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญว่าเพราะอะไรเราถึงต้องเสียเงินครึ่งแสนไปกับกล้องฟิลม์ที่ไม่ใช่มือหนึ่ง ไม่ได้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมหรูหรา แถมใช้งานก็ยาก ไม่สะดวกสบายเหมือนกล้องสมัยใหม่ แต่ร้อยทั้งร้อยคำตอบที่ได้ยินก็หนีไม่พ้นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของกล้อง Leica ที่ต่างกันไปในแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นปีที่ผลิต แหล่งผลิต และจำนวนการผลิต (ครั้งหนึ่ง Leica เคยย้ายฐานการผลิตไปยังแคนาดาเพราะต้องการลดต้นทุน ก่อนย้ายกลับไปผลิตที่เยอรมันในเวลาถัดมา กลับกลายเป็นว่า Leica Made in Canada บางรุ่นมีราคาส่งต่อสูงว่าเยอรมันเสียอีก) ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ Leica ยิ่งเก่า ยิ่งหายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสภาพสวยๆ มา โอกาสที่คุณจะหาเจอในตลาดยิ่งน้อย เพราะต้องประมูลเท่านั้น และเหล่านี้คือกล้อง Leica รุ่นเก่าที่เจอที่ไหนต้องรีบเก็บเพราะนานไปอาจจะหาไม่ได้แล้ว

Leica M3

ต้นตระกูลของ Leica M ซึ่งหลายคนนั้นหวังว่าจะมีไว้ในครอบครอง อาจจะมีเฟรมไลน์ให้เลือกน้อย แต่บรรดาเลนส์ระยะยอดฮิตก็ครอบคลุมเกือบทั้งหมด และยังมีความเท่ตรงที่ขึ้นชัตเตอร์นั้นจะมีทั้งแบบ 2 จังหวะและจังหวะเดียว สนนราคาเริ่มต้น 30K

Leica M4-P 70th Jahre

รุ่นฉลองครบรอบ 70 ปีของ Leica และยังเป็นรุ่นแรกของตระกูล M ที่มีเฟรมไลน์ให้เลือกเทียบเท่ากับ M6 ด้านหลังนั้นบริเวณที่ขึ้นฟิลม์นั้นจะมีแกะสลักบ่งบอกถึงความพิเศษเอาไว้ แต่จะแตกต่างกับรุ่น M6 ตรงที่ไม่มีวัดแสงในตัวแต่นั้นก็เป็นข้อดีที่ไม่ต้องคอยกังวลว่าวัดแสงจะเสียหรือไม่ สนนราคาเริ่มต้นประมาณ 40k

Leica IIIC LUFTWAFFEN-EIGENTUM

หนึ่งในรุ่นแห่งประวัติศาสตร์ที่ผลิตออกมาในช่วงสงครามโลก ซึ่งจะมีช่วงหนึ่งนั้น Leica ใช้ม่านชัตเตอร์เป็นสีแดง ซึ่งเป็นหนึ่งใน Leica รุ่นคลาสสิกที่น่าสะสมเช่นกัน และการโฟกัสกับการจัดคอมโพสภาพนั้นจะใช้ช่องมองภาพคนละช่องกันด้วย สนนราคาเริ่มต้นประมาณ 50K

Leica M6

คือรุ่นที่โด่งดังที่สุดและมีการผลิตออกมายาวนานมากที่สุดรุ่นหนึ่ง เป็นรุ่นยอดฮิตที่เหล่าพ่อบ้าน Leica นั้นเลือกเป็นอาวุธคู่กายเนื่องจากมีฟังก์ชั่นและการทำงานที่ครอบเครื่อง แถมยังราคาค่อนข้างแน่นอนอีกด้วย สนนราคาเริ่มต้นประมาณ 50K

Related Post

Volvo Ocean Race ความท้าทายของการแข่งขันเรือใบรอบโลก

เช้าวัน 12 มกราคมเราได้รับโทรศัพท์จาก Volvo ประเทศไทย แจ้งข่าวการแข่งขันเรือใบที่ Volvo ให้การสนับสนุน คุณผู้อ่านคงรู้สึกเหมือนเราว่า Volvo เกี่ยวอะไรกับเรือใบ แล้วทำไมถึงเจาะจงแจ้งข่าวนิตยสารแฟชั่นอย่าง L’Officiel Hommes Thailand

9 เดือนจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัย

ต้องท้าวความก่อนว่า การแข่งขันเรือใบของ Volvo มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Volvo Ocean Race เส้นทางจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัยพาดผ่าน 7 ทวีป ระยะทางยาว 70, 000 กิโลเมตร โดยใช้กำลังคนแล่นตลอดระยะทาง Volvo Ocean Race จึงไม่ใช่แค่การประลองทักษะการบังคับเรือ แต่ย่อมเป็นการพิสูจน์ความอดทน ความสามัคคี และการเอาตัวรอดกลางมหาสมุทรตลอดระยะเวลา 9 เดือนแห่งการแข่งขัน

แล้วเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ใครเป็นต้นคิด ?

การแข่งขันเรือใบรอบโลกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 โดยใช้ชื่อว่า Whitbread Round the World Race โดย Whitebread เป็นชื่อของผู้สนับสนุนหลัก มีทีมเข้าแข่งขันถึง 17 ทีม ในปี 2008 Volvo เล็งเห็นถึงความบ้าบิ่น ทรหด และน่าสนใจของการแข่งขันนี้จึงตัดสินใจประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยเรือใบทุกลำ แม้จะแล่นด้วยแรงคน แต่จะอาศัยเครื่องยนต์ของ Volvo ในการเริ่มแล่นและหยุดเรือ

11 ท่าพักเรือ
การแข่งขั้นในปีนี้เป็นครั้งที่ 9 มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 7 ทีม แต่ละทีมมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 7-11 คน แวะพัก 11 จุด ไม่ร่วมจุดเริ่มต้นและเส้นชัย และเพื่อเข้าชมการแข่งขันเรือใบครั้งนี้ เราจำเป็นต้องบินลัดฟ้าไปสู่เกาะฮ่องกงซึ่งเป็นจุดแวะพักที่ใกล้ประเทศไทยที่สุด นักกีฬาจะแวะพักเพื่อเติมเสบียงอาหาร รักษาอาการป่วยต่าง ๆ และพักผ่อนเอาแรง ก่อนจะแล่นเรือต่อไปยังจุดหมายปลายทางด้านหน้า

ครั้งแรกในเกาะฮ่องกง
เรามาถึงฮ่องกงในวันที่ 27 มกราคม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสยิ่งทวีความหนาวขึ้นไปอีก รถบัสคันใหญ่นำเราเดินทางมาสู่อ่าว Victoria ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Race Village หรือหมู่บ้านนักแข่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทศกาลประชาสัมพันธ์การแข่งขัน สำหรับ Volvo เองก็จะอาศัยเทศกาลนี้บอกเล่าความบ้าบิ่นและน่าตื่นเต้นของการแล่นเรือใบแบบบ้าระห่ำรอบโลก พร้อมกับอวดโฉมนวัตกรรมใหม่ ๆ ในยนตรกรรมของ Volvo

ยิ่งเบา ยิ่งดี

ทันที่ทีเราถึง Race Village เราก็รีบมุ่งหน้าไปยัง Race Boat Experience นิทรรศการจัดแสดงแบบจำลองเรือใบที่ใช้แข่งขัน ตั้งอยู่ในอาคารชั่วคราว ในการแข่งขันปีนี้ (2017-2018) Volvo ได้พัฒนาเรือลำใหม่โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Volvo Ocean 65

  • ออกแบบโดย Farr Yacht Design เรือลำนี้ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 36, 000 ชั่วโมง
  • ประกอบโดยช่างผู้ชำนาญการจาก 4 ประเทศ
  • เรือมีขนาด 20 เมตร หรือประมาณรถยนตร์ 5 คันต่อกัน

 

  • มีน้ำหนัก 12,500 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นก่อนถึง 1,500 กิโลกรัม
  • ใบเรือเมื่อกางเต็มที่มีขนาดเท่าสนามวอลเลย์บอลสองสนามต่อกัน
  • แล่นได้เร็วกว่าเรือขนาดเดียวกับในรุ่นเดิมถึง 1 เท่า คือ 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เรือทุกลำที่ลงแข่งขันปีนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ของ Volvo เพื่อทำหน้าที่สตาร์ตเครื่องก่อนสลับเป็นแรงคน เครื่องยนต์ดีเซลเครื่องนี้ยังทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในเรือ อาทิ อุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ระบบทำความร้อน แสงไฟ และกักตุนพลังงานไว้ใช้ในคราวฉุกเฉินอีกด้วย

ความน่าสนใจของการแข่งขันที่ทำให้เราต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงยังไม่หมดแค่นี้ ตอนต่อไปเราจะมาเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือกันว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรบนเรือตลอด 9 เดือนหรือ 279 วันโดยประมาณ

ติดตามได้ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น !

Related Post

สตีฟ แม็คควีน เก๋าขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกขับรถเล็กอย่าง Mini

text: Patsaya Ch.

ได้ชื่อว่าชอบความเร็ว แน่นอนว่ารถยนต์ในกรุของ สตีฟ แม็คควีน (Steve McQueen) จึงไม่ได้มีเพียงแค่คันเดียว แต่ถ้าถามถึงรถคันพิเศษ หนึ่งในนั่นย่อมหนีไม่พ้น Austin Mini Cooper S ปี 1961 หรือเจ้ามินิคันจิ๋วสีน้ำตาลเมทัลลิกที่ลงตัวด้วยหลังคาสีเบจ อย่างเท่ ซึ่งคุณอาจสงสัยว่าทำไมหนุ่มผู้ชื่อได้ว่าเป็น King of Cool ของวงการฮอลลีวู้ดถึงชอบรถคันเล็กๆ หน้าตาขี้เล่นคันนี้ เพราะดูไม่น่าจะเข้ากับบุคลิกที่ห้าวหาญแข็งแกร่งของแม็คควีนเลยสักนิด เรื่องนี้จะว่าไปก็ถูกแค่ครึ่งเดียวเรื่องหน้าตา เพราะแท้จริงแล้ว Mini Cooper ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นรถแข่งที่คว้าชัยชนะมาแล้วถึงสี่ครั้ง

จากเดิมเป็นสีเขียวถูกเปลี่ยนให้เป็นสีช็อกโกเลตซึ่งเป็นสีโปรดของแม็กควีน

เมื่อผู้ให้กำเนิดรถมินิ Alec Issigonis และ John Cooper นักวิศวกรรถแข่งชื่อดัง ได้ร่วมมือกันโมดิฟายและพัฒนารถมินิให้เป็นมากว่ารถที่สร้างสีสันบนสนามแข่ง จวบจนกระทั่งปี 1964 ที่ MINI Cooper S สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกในรายการมอนติคาร์โลแรลลี่ได้สำเร็จ หลังเอาชนะรถแข่งจากประเทศตัวเต็งอย่างเยอรมันและอิตาลี กลายเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ในวงการยานยนต์ในช่วงข้ามคืน หลังจากนั้นเจ้า MINI Cooper S คันนี้ก็ทยานเข้าเส้นชัยในรายการเดียวกันได้อีกถึงสี่ครั้ง จะพลาดก็แค่ปี 1966 ที่ถูกตัดสิทธิ์เพราะใช้ไฟหน้าผิดกติกา (หืม?)

ท่านเซอร์ Alec Issigonis บิดาผู้ให้กำเนิด Mini

 

หนึ่งในมินิรุ่นเก่าในเมืองไทยที่นำมาแสดงในงานที่จัดไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

นับแต่นั้นมาชาวโลกก็หันมามองรถมินิกันใหม่ โดยไม่ได้มองว่ามินิเป็นเพียงรถสวยที่เน้นขายหน้าตา ขายสไตล์ ไม่เน้นสมรรถนะ เพราะแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์แห่งวงการรถได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไอ้ที่เห็นซิ่งกันในหนัง The Italian Job ไม่ได้เป็นเรื่องเกินจริงเลยสักนิด และแม็คควีนเองก็คิดไม่ผิดที่จับจองเป็นเจ้าของรถมินิสุดเท่

John Cooper ชื่อนี้กลับมาอีกกับรุ่นใหม่ Mini John Cooper Works Countryman

Related Post

7 เซเลบริตี้ผู้เป็นเจ้าของ Porsche

นอกจาก มาริโอ้ เมาเร่อ ที่แฟนตัวยงของ Porsche (ปอร์เช่) ก็ยังมีดาราไทย และเซเลบริตี้ระดับโลกอีกหลายคนที่เป็นสาวกของเจ้าชายกบแห่งเมืองสตุ้ทการ์ดเช่นกัน

Nicolas Cage

ดารารุ่นใหญ่อย่าง เคจ ซื้อรถมากถึง 22 คันในปี 2007 เป็น Rolls-Royce 9 คัน และ Porsche หลายคัน ซึ่งแน่นอนว่า Porsche ในโรงรถของ นิโคลัส เคจ ก็เป็นรุ่นที่ขึ้นแท่นหายากระดับโลก เช่น Porsche 365 Pre-A Speedster , Porsche Carrera GT และ Porsche 911 Carrera RS 2.7 เป็นต้น

 

Ralph Lauren

ถ้าอยากรู้ว่ารายได้ของ Ralph Lauren ไปอยู่ที่ไหน เราตอบให้ได้แน่นอนครับ เพราะส่วนหนึ่งคุณปู่ราฟได้ใช้ไปกับการสะสมรถคลาสสิคระดับตำนานแทบจะทุกแบรนด์ที่คุณนึกออก สำหรับเจ้าชายกบแล้ว ดีไซน์เนอร์ระดับตำนานมีรถในครอบครองที่นับได้ก็ประมาณ 10 กว่าคัน มูลค่ารวมๆ กันหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว

 

 

Patrick Dempsey

ชายผู้เคยได้รับการยอมรับจากสาวๆ ทั่วโลกว่าเป็นหนุ่มสุดเซ็กซี่ที่สุดในโลก ไม่เพียงแต่ครอบครอง Porsche 356 ปี 1963 ที่เขาซื้อเองตั้งแต่อายุ 18 เท่านั้น แต่ความคลั่ง Porsche ของเขานั้นส่งผลให้เขาได้มีโอกาสไปวาดลวดลายในวงการ Motor Sport และใช้ Porsche ลงแข่งขันในสนาม และยังมีทีมเป็นของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า ‘Dempsey Racing’

 

Adam Levine

นางฟ้าแห่ง Victoria Secret อย่าง Behati จะรู้ไหมว่า Porsche 356 Speedster สุดเท่คันนี้รับสาวมานักต่อนักแล้ว แหม เท่ขนาดนี้สาวคนไหนจะไม่อยากนั่งละครับ ถ้าพูดถึงคันใหม่ขึ้นมาหน่อย อดัมก็มี Porsche 911 Carrera คันดำ และล่าสุด Porsche 911 (991) Turbo S สีดำ ลำพังทั้ง 3 คันที่กล่าวมาน่าจะบอกได้ว่าอดัมชอบรถสีดำขนาดไหน

 

ท็อป ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี

ภาพจาก @topnathasedh

พิธีกร และนักธุรกิจชื่อดังถือเป็นหนึ่งในคนไทยที่เลี้ยงกบไว้ฝูงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Porsche 911 (997) Carrera S, Porsche 911 (991) Techart, Porsche Boxster Spyder, Porsche Cayenne แต่งเต็ม เท่านั้นยังไม่พอ เขายังมีฝูงม้าลำพองจอดแดงเถือกอยู่เต็มบ้านอีกหนึ่งฝูงใหญ่ สำหรับคุณท็อปแล้ว Porsche ได้เข้ามาเติมเต็มชีวิตให้อบอุ่นขึ้นได้จริงๆ เห็นได้จากการที่ไปออกทริปขับ Porsche ต่างจังหวัดกับคุณพ่ออยู่บ่อยๆ

ภาพจาก @topnathasedh

 

แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

เครดิตภาพจาก GT Porsche Magazine

ใครจะเชื่อว่าเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงไทย ก็เป็นหนึ่งในนักสะสม Porsche เช่นกัน คุณแอฟได้รับการปลูกฝัง DNA ของ Porsche มาจากคุณพ่อหรือคุณอนุสรณ์ ภักดิ์สุขเจริญ มาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แต่ละคันที่บ้านภักดิ์สุขเจริญสะสมล้วนแต่พิเศษทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น Porsche 911 (930) Turbo Targa, Porsche 911 (991) 50th Anniversary, Porsche 911 (991) GT3 ทำให้พูดได้เต็มปากแล้วครับว่านี่แหละแฟน Porsche ตัวจริง

เครดิตภาพจาก GT Porsche Magazine

 

มาริโอ้ เมาเร่อ

เครดิตภาพจาก Nation TV

ถ้าไม่พูดถึงหนุ่มคนนี้คงจะไม่ได้ เพราะเป็นกระแสโด่งดังลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแทบทุกฉบับ รวมไปถึงการพูดถึงในโซเชียลมีเดียว่ารถคันนี้ที่โดนโชเฟอร์แท๊กซี่ยิงหินใส่จนกระจกด้านคนขับแตกทั้งบานคือรุ่นอะไร และพิเศษอย่างไร รถเจ้าปัญหาคันนี้ได้แก่ Porsche 964 Targa Carrera S ปี 1990 พิเศษตรงที่มันเป็นที่ต้องการของเหล่านักสะสม Porsche ทั่วโลกอย่างมาก รุ่น Targa มีการออกแบบหลังคาที่มีเสน่ห์มาก สามารถเปิดได้เพียงครึ่งเดียว มีคาน B ที่รับกระจกหลังทรงโค้งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจ้า Porsche 964 Targa ที่ Porsche หยุดผลิตหลังคาสไตล์ดังกล่าวไปร่วม 20 ปี ก่อนกลับมาใช้อีกครั้งกับรุ่น 991

สุดท้ายหลายคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่าราคาค่ากระจกรถคู่ใจของมาริโอ้ที่แตกไปจะเท่าไรกันเชียว ผมเช็กมาให้แล้วครับ ราคาอะไหล่มือสองที่ขายกันในเว็บอยู่ที่ราวๆ 20,000 บาท ลองเดากันเล่นๆ แล้วกันครับว่ามือหนึ่งจะอยู่ที่เท่าไร  

Related Post