จับรถยนต์คันสวยพลิกดูรายละเอียดการดีไซน์อันประณีตใต้ท้องรถที่งามไม่แพ้ตัวถัง

Vice Versa

รถยนต์คือส่วนผสมอันชาญฉลาดระหว่างดีไซน์ การตลาด และวิศวกรรมศาสตร์ กว่าจะเป็นรถยนต์หนึ่งคัน จะต้องผ่านขั้นตอนด้านอากาศพลศาสตร์ ด้านไฟฟ้า และด้านจักรกลมาแบบจัดเต็ม แต่สิ่งที่น่าเสียใจก็คือ จักรกลที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์
สุดสวยเหล่านี้กลับไม่ค่อยได้รับการมองเห็น และสัมผัสเท่าไหร่ นอกเหนือไปจากช่างมืออาชีพเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

นั่นก็ทำให้ลอปติมัมตัดสินใจเปิดเปลือยรถยนต์สุดงามทั้งหกคันนี้ในมุมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราจะเห็นความสวยงามแบบดิบๆ ที่เกิดจากการคิดคำนวณ
ทางวิศวกรรมอย่างรอบคอบ ผนวกกับการดีไซน์อันตั้งอกตั้งใจ เราจะมาเปิดเปลือยทั้งแผ่นเหล็ก แหนบล้อ ท่อไอเสีย เลยไปจนถึงสไตล์ใต้ท้องรถ นั่นเพราะว่า Cyrano (ซีราโน) เคยย้ำไว้ว่า ยิ่งดูไร้ค่าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งงดงามเท่านั้น”

1 Audi A5 Coupé 2.0 TFSI

Audi w1

ในบรรดารถทั้งหลายที่ Audi (ออดี้) เคยผลิตมา คันนี้ถือว่าสำแดงออกถึงความเป็น ละติน’ ได้ชัดเจนที่สุด มีการเพิ่มลวดลายโค้งเว้าทำให้รถดูมีเอกลักษณ์ และลวดลายเหล่านั้นก็ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้รถยนต์ ทั้งระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อน ระบบกันสะเทือน และท่อไอเสีย ถือเป็นการดีไซน์อันเลอค่าแบบใครก็เถียงไม่ได้ทีเดียว

เครื่องยนต์เทอร์โบสี่สูบ 252 แรงม้า

ราคา 49,000 ยูโร

ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขนาด 4.68 x 1.85 เมตร

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 5.8 วินาที

2 DS 3 Performance

Citroen w1

ด้วยกำลังเครื่องยนต์ 208 แรงม้าเพื่อตอบสนองแรงเร้าของเท้าขวา ทำให้ DS3 Performance คันนี้ดูราวกับจรวดสี่ล้อก็ไม่ปาน ใต้รถคันนี้ไม่ได้มีของตกแต่งเพิ่มน้ำหนัก แต่เป็นชิ้นส่วนจำเป็นเรียบง่ายเพื่อความเร็วอันเร้าใจ

เครื่องยนต์สี่สูบ กำลัง 208 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที

ขนาด 3.96 x 1.72 เมตร

ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ราคา 27,950 ยูโร

 

3 Ford Mustang V8 VBA

Ford w1

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) รุ่นใหม่นี้ได้นำรถที่ฮิตในยุค ’60s มาตีความใหม่ได้อย่างทรงพลัง ความสำเร็จที่แผ่ขยายไปทั่วโลกนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ และความระทึกใจที่ไม่มีใครหาญสู้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 37,900 ยูโร ทำให้รถคันนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็น พรจากฟ้า” เลยทีเดียว เพลาขับเคลื่อนอิสระที่ล้อหลังของรถ (ผลิตเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดตัวรถรุ่นนี้ในปีค.ศ. 1964) สร้างความพึงพอใจให้มากถึงขนาดที่ทำให้เราลืมๆ เรื่องเครื่องยนต์ไปได้เลยทีเดียว

เครื่องยนต์ V8 กำลัง 421 แรงม้า

ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.8 วินาที

ขนาด 4.79 x 1.92 เมตร

ราคา 45,900 ยูโร

4 Abarth 595 Turismo

Fiat w1

พ่อมดแห่งวงการรถยนต์อย่าง Carlo Abarth (คาร์โล อบาร์ธ) เป็นที่รู้จักจากการพัฒนาท่อไอเสียให้กับ Fiat 500 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกของ Fiat (เฟียต) นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมรถรุ่นลูกคันนี้ถึงปรากฏลายรูปแมงป่องผยองสองตัวตรงท่อไอเสีย (นอกจากเป็นโลโก้ยี่ห้อ Abarth แล้ว ยังเป็นราศีเกิดของเขาอีกด้วย) นอกจากจะสวยเท่ทั้งภายนอกและใต้ท้องรถแล้ว นี่ยังเป็นรถที่สามารถวิ่งทางวิบากได้อย่างเร้าใจอีกด้วย

ราคา 22,400 ยูโร

ความเร็วสูงสุด 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เครื่องยนต์เทอร์โบสี่สูบ กำลัง 165 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.3 วินาที

ขนาด 3.66 x 1.63 เมตร

5 Jaguar F-Type SVR

Jaguar w1

กำลังรถระห่ำ 575 แรงม้าเป็นสิ่งที่คอยขับเคลื่อนม้าผยองอย่าง Jaguar F-Type SVR คันนี้ จำเป็นต้องมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น จึงจะควบคุมเจ้าม้าตัวนี้ได้อย่างปลอดภัยจงดื่มด่ำไปกับความสมมาตรของท่อไอเสียที่ขนาบทั้งซ้ายขวา และเสียงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากท่อสุดพิเศษนี้ก็แสนจะเซ็กซี่เร้าใจไม่เปลี่ยนแปลง

เครื่องยนต์คอมเพรซเซอร์ V8 กำลัง 575 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.7 วินาที

ราคา 139,500 ยูโร

ขนาด  4.48 x 1.92 เมตร

ความเร็วสูงสุด 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

6Porsche Panamera 4S

Porsche w1

คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เราก็รู้อยู่แล้วว่าการผลิต Porsche (ปอร์เช่) นั้นเป็นอย่างไร ทั้งท้ายรถอันบางเฉียบที่เสริมการทำงานของอากาศพลศาสตร์ให้ง่ายขึ้น พ่วงด้วยความสวยงามแบบดิบๆ ของปีกนกกันสะเทือน รวมไปถึงความสมบูรณ์แบบของท่อไอเสียแบบสมมาตรที่ดูเหมือนจะทำให้รถทั้งคันดูหรูหราขึ้นอีกหลายเท่า เอาเป็นว่า เมื่อเอาทุกส่วนมารวมกัน ก็พูดได้ง่ายๆ ว่า Porsche ยังไงก็เป็น Porsche

เครื่องยนต์เทอร์โบ V6 กำลัง 440 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 4.4 วินาที

ราคา 115,917 ยูโร

ขนาด 5.05 x 1.94 เมตร

ความเร็วสูงสุด 289 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Related Post

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บริษัทผลิตรถยนต์จะทุ่มเงินไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรในการออกแบบผลิตภัณฑ์

One Step toward the Future

การที่บริษัทผลิตรถยนต์พร้อมใจกันทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการจ้างดีไซเนอร์และวิศวกรกลไกฝีมือดีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น นอกเหนือไปจากการพัฒนารูปแบบ เครื่องยนต์ และดีไซน์ของรถยนต์ อันเป็นสินค้าหลักแล้ว สิ่งที่ได้แถมมาก็คือการออกแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของบริษัทโดยรวม

รถยนต์อัจฉริยะ ยางกันรั่ว รถยนต์ไฟฟ้าที่ทำระยะทางได้ 1,000 กิโลเมตร หรือรถยนต์เปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิภายนอกนั้นคือการพัฒนาทางเทคโนโลยียานยนต์ที่เหลือเชื่อแม้แต่ในโลกปัจจุบัน นี่คือการลงทุนครั้งมโหฬารที่บริษัทผลิตยานยนต์ได้ทุ่มลงไปเพื่อคิดค้นนวัตกรรมสุดล้ำหรืออุปกรณ์ชิ้นส่วนเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ในประเทศฝรั่งเศส อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นวงการที่มีการศึกษาวิจัยมากที่สุดใกล้เคียงกับวงการแพทย์และการบิน

ในปีค.ศ. 2014 จากแบบสำรวจของนิตยสาร Industrie & Technologie ระบุว่ามีนักวิจัยจำนวนกว่า 28,500 คนทำงานด้านวิจัยและพัฒนาในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ (อย่าง Peugeot และ Renault) และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ (อย่าง Valeo, Faurecla และ Plastic Omnlum) นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่าในแต่ละปีมีการลงทุนกว่า 5 พันล้านยูโรในกาพัฒนาทั้งในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์เพื่อที่จะขึ้นเป็นผู้นำในวงการยานยนต์ทั่วโลก

ในปีค.ศ. 2015 ข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติด้านทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า บริษัทในเครือ Peugeot เป็นบริษัทที่จดทะเบียนสิทธิบัตรสูงสุดในประเทศฝรั่งเศส นับเป็นจำนวน 1,012 ฉบับ แซงหน้าบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ Valeo (ที่จำนวน 668 ฉบับ) และบริษัทในเครือ Renault (ที่จำนวน 539 ฉบับ) ที่ประเทศฝรั่งเศส ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการนั้นมีจำนวน 300 แห่ง เป็นศูนย์วิจัยด้านยานยนต์ทั้งหมด 55 แห่ง ในขณะที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั้น มีวิศวกรและบุคลากรเฉพาะทางกว่า 12,000 คนที่ทำงานวิจัยและพัฒนาเรื่องรถยนต์แห่งอนาคต ส่วนฝั่งผู้ผลิตรถยนต์นั้นต่างก็ปิดข้อมูลเรื่องกำลังพลเป็นความลับ เพราะการวิจัยและพัฒนาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำในที่ลับเพื่อกันบริษัทคู่แข่งฉกเอาไอเดียดีๆ ไป จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มีเพียง Renault บริษัทเดียวที่ยอมตอบคำถามเรื่อง
การค้นคว้าและวิจัยของเราในวันนี้

Top Open

ร่วมมือและแบ่งปันองค์ความรู้

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ การแข่งขันกันไม่ได้ทำให้เกิดการพัฒนาได้มากเท่ากับการร่วมมือกัน “คุณไม่สามารถทำเสมือนว่าบริษัทของคุณเป็นเพียงบริษัทเดียวที่เก่งที่สุดได้อีกต่อไปแล้ว” Virginie Maillard (เวอร์จินี ไมยาร์ด) ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและยุทธศาสตร์ของ Renault กล่าว “เราต้องเปิดกว้างสู่องค์ความรู้อื่นๆ พนักงานจำนวนมากของเรามีส่วนร่วมในโครงงานวิจัยที่ริเริ่มขึ้นโดยพันธมิตร เราทำงานในโครงการระดับภูมิภาคโดยได้รับทุนสนับสนุนจากสภายุโรป อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ผู้จัดหา มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย การทำงานร่วมกันทั้งในด้านความปลอดภัย การสื่อสาร การเชื่อมต่อหรือด้านกฎหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะเราร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ขับขี่”

หลังจากก่อตั้งศูนย์วิจัยในซิลิคอนวัลเลย์ไปเมื่อปีค.ศ. 2010 Renault ได้เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์โดยจัดตั้ง Open Lab Innovation กลาง Porter School of Environmental Studies มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2016 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยด้านรถยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนแนวคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนายานยนต์ รวมไปถึงพัฒนาระบบความปลอดภัยในโลกออนไลน์ เวอร์จินียังบอกอีกว่า “เรามีนโยบายร่วมมือกับสถาบันข้างนอกมาโดยตลอด แต่เพิ่งจะมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนเมื่อห้าปีที่ผ่านมานี้เอง เพราะโลกที่หมุนเร็วขึ้น เราจึงจำเป็นต้องก้าวตามให้ทัน การร่วมมือและมีภาคีจากหลายภาคส่วนจะทำให้เราประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพของบริษัทเราได้อีกด้วย” นโยบายและวิธีการคิดเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะนักวิจัยจะต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและสิ่งต่างๆ จากหลายแหล่ง เพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาในนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่ยังคงนโยบายการทำงานตามลำพังเพื่อคิดค้นนวัตกรรมเพื่อรถยนต์แห่งอนาคต 
โดยหวังว่าจะได้จดทะเบียนสิทธิบัตรอะไรบางอย่างที่ทำให้แบรนด์ตัวเองล้ำหน้าเหนือคู่แข่ง อย่างในกรณีของ Renault ที่วิศวกรซุ่มคิดค้นพัฒนาเรื่องการออกแบบที่นั่งฝั่งคนขับและการควบคุมผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูง “ทุกอย่างที่เราพัฒนานั้นจะมองไกลไปถึงอีกยี่สิบปีข้างหน้า และเรามีทีมเฉพาะที่ทำงานให้กับ Renault เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในลักษณะของการวิจัยร่วมกันอยู่ดี” ผู้อำนวยการแผนงานวิจัยอธิบาย และงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้นั้นก็ต้องถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแผนกรักษาความมั่นคงของบริษัทเพื่อป้องกันการจารกรรมความคิดทางอุตสาหกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

competizione-8c1

กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง

การวิจัยและดำเนินการผลิตผลงานสักชิ้นนั้นล้วนแล้วแต่มีขั้นตอนมากมายและยาวนาน เริ่มจาก “ระยะฟักตัว” หรือช่วงระดมความคิด โดยเปิดกว้างให้ทุกคนเสนอไอเดียขึ้นมา และเมื่อไอเดียไหนโดดเด่นและพอจะมีทางเป็นไปได้ ก็จะเริ่มต้นการวิจัยอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดขอบเขตทุกอย่างอย่างชัดเจน มีการระบุหัวหน้างานวิจัย กำหนดงบประมาณ ระยะเวลาและทีมวิจัย นักวิจัยจะวางมือจากการผลิตผลงานต้นแบบ และหันมาศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและสุดท้ายก็จะนำเสนอ “ผลการวิจัย” โดยสรุปหลักการและผลการวิจัยที่ค้นพบ หลังจากนั้น ทีมแบบแผนทางเทคโนโลยี (ซึ่งมีเฉพาะในทีม Renault) ก็จะศึกษาความเป็นไปได้และประโยชน์ของนวัตกรรมชิ้นนั้นๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจว่าสมควรนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตรถหรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นั้นกินเวลายาวนานต่อเนื่องหลายปี และมีโอกาสที่จะหยุดกลางคันเสมอ “การหยุดโครงการหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสถานการณ์เฉพาะหน้านั้นเกิดขึ้นได้เสมอ” เวอร์จินีกล่าว “ทีมของเรายอมรับกฎกติกาตรงนี้ เพราะพวกเรารู้ว่าการทำงานเกี่ยวกับนวัตกรรมจะนำมาซึ่งความรู้เสมอ แม้ว่างานจะไปไม่ถึงจุดหมายก็ตาม” แม้ว่าการนำไปปฎิบัติได้จริงเป็นบรรทัดฐานสูงสุดในหมู่ผู้ผลิต แต่ความกระหายใคร่รู้และความรักในการประดิษฐ์คิดค้นนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง จินตนาการคือหัวใจของการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น หากบริษัทอยากให้เงินทุกเม็ดทุกสตางค์ที่ลงทุนไปกับการวิจัยผลิดอกออกผลเป็นยอดขายหรือความสำเร็จ บริษัทต้องไม่ล่ามม้าไว้ในคอก แต่จะต้องให้อิสระทางความคิดอย่างไร้ขีดจำกัดแก่วิศวกรและดีไซเนอร์

EXALT_1403KL011_0

รถ เรือ จักรยาน เปียโน และอื่นๆ

นอกเหนือไปจากการออกแบบยนตรกรรมติดล้อแล้ว แต่วิศวกรและดีไซเนอร์
เหล่านี้ก็ขยายขอบเขตการออกแบบของตนไปอย่างกว้างขวาง อย่าง Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) เองก็ออกแบบเรือสุดพิเศษรุ่น AM37 เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และก็กลายมาเป็นไอเท็มที่เหล่ามหาเศรษฐีต่างก็อยากจะได้มาครอบครอง (คงไปคล้ายกับเจ้าตัว Silver Arrows Granturismo Concept ซึ่งออกแบบโดยทีมออกแบบของ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์)) ในฝั่งของ Alfa Romeo (อัลฟ่า โรเมโอ) เองก็ได้เปิดตัวจักรยานที่ออกแบบเองไปเมื่อปีค.ศ. 2014 โดยจักรยานรุ่น 4C IFD ก็เกิดจากการคิดค้นวิจัยรถยนต์รุ่น 4C Spider จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าหากผู้ใดสามารถออกแบบรถยนต์ได้ก็แทบจะออกแบบอะไรก็ได้ทุกอย่าง ในปีค.ศ. 2010 Peugeot Design Lab ได้เปิดตัว “คอนเซ็ปต์คาร์แห่งอนาคต” เป็นรูปแบบของรถยนต์ในอนาคต และก็เดินหน้าร่วมมือกับคนใน
วงการอื่นๆ นอกเหนือจากรถยนต์ ต่อมาในปีค.ศ. 2012 พวกเขาก็จับมือกับ Pleyel ผลิตเปียโนสุดล้ำที่คล้ายคลึงกับรถแข่งแต่มีแนวเส้นสายที่เรียบง่ายดูหรูหรา 
เปียโนลูกผสมนี้มีคันเหยียบที่แปลกตาและได้ออกแบบให้ตัวโต๊ะสำหรับวางโน้ตในระดับเดียวกับคีย์บอร์ดเพื่อให้ผู้ชมมองเห็นมือนักเปียโนขณะเล่น เนื่องจากเปียโนหลังนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกระโปรงท้ายรถ ฝาครอบเปียโนจึงตั้งด้วยตัวเอง การออกแบบเล็กๆ ดังกล่าวมีราคาเพียง 16,5000 ยูโร(เท่านั้น)! ในขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Lexus (เลกซัส) ได้ผลิตสเกตบอร์ดลอยได้ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future โดยหลักการคือตัวสเกตบอร์ดมีพื้นผิวแม่เหล็ก บวกกับไนโตรเจนที่มีคุณสมบัติเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับคลื่นแม่เหล็กในพื้นดินทำให้สเกตบอร์ดสามารถลอยตัวเหนือ
พื้นดินได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่อยอดเป็นแนวคิดหรือต้นแบบให้กับรถลอยได้ในอนาคตก็เป็นได้

piano-peugeot-design-lab-pour-pleyel-008-1

การจารกรรมทางอุตสาหกรรม 
ภัยสำคัญของการวิจัยและพัฒนา

อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่สอง (รองจากอุตสาหกรรมการบิน) ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจารกรรมความลับการวิจัย และต้องอยู่ในสงครามประสาทระหว่างกันและกันมาโดยตลอด (ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้ผลิตด้วยกันเอง แรงกดดันจากนโยบายของรัฐ รวมไปถึงการจับมือกันระหว่างบริษัทผู้ผลิตและบริษัทผลิตชิ้นส่วนต่างๆ) นี่ยังไม่นับว่าต้องคอยระวังสายสืบที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะเด็กฝึกงาน พนักงานสองหัว หรือแม้กระทั่งนักสืบที่ถูกส่งเข้ามาขโมยเอกสารงานวิจัยไปแบบดื้อๆ ที่สำคัญ กลุ่มขโมยเหล่านี้นั้นอาจจะไม่ได้มาจากทวีปเอเชีย (แบบที่จีนมักจะถูกตราหน้าว่า ‘ลอก’ ผลงานบ่อยๆ) เสมอไป 
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คดีเมื่อปีค.ศ. 2013 ที่ตำรวจสากลแห่งกรุงปารีสได้จับกุมวิศวกรชาวเยอรมันสองคนที่ลักลอบนำเสาชาร์จของ Autolib ออกมาจากบริษัทแม่ในเครือ Bollore ซึ่งทั้งคู่ก็ถูกสอบสวนและค้นพบว่า พวกเขาทำงานให้กับกลุ่ม P3 ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่รับจ้างจาก BMW (บีเอ็มดับเบิ้ลยู) ที่กำลังจะเปิดตัวรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะในธุรกิจมูลค่ามหาศาลแบบนี้ ทะเบียนสิทธิบัตรที่ถูกจดก่อนนั้นก็เหมือนกับกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นมาตรการในการควบคุมและต่อสู้กับเรื่องแบบนี้จึงต้องสูงลิบ ในปีค.ศ. 2008 หลังจากเหตุฉาวโฉ่ที่บริษัท Michelin โดนจารกรรมด้านข้อมูลภายใน บริษัทก็ได้จ้าง Bernard Fesquer (เบอร์นาร์ด เฟสเกต์) อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคนิคของหน่วยงานด้านความปลอดภัยภายนอกมาควบคุมสอดส่องระบบโดยรวมทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบัน นักสืบมากประสบการณ์ในวัยเกษียณนั้นก็ถูกว่าจ้างโดยบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเพื่อเฝ้าระวัง
การจารกรรมสุดแสนอันตรายแบบนี้

 

Related Post

Motoplex Bangkok ศูนย์รวมมอเตอร์ไซค์เปิดใหม่ใจกลางกรุง

บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้แห่งใหม่ Motoplex Bangkok เพื่อเป็นแหล่งรวมตัวของคนรักสองล้อสัญชาติอิตาลีในประเทศไทย ให้แลกเปลี่ยนความรู้ พูดคุย สังสรรค์ รวมไปถึงเลือกซื้อหาผลิตภัณฑ์คุณภาพดีจาก Piaggio, Vespa, Aprilia และ Moto Guzzi ได้แบบครบถ้วนแบบไม่ต้องบินไปไกลถึงประเทศอิตาลี

โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ Motoplex Bangkok ที่โครงการ A Square สุขุมวิท 26 โดยมีหลุยส์ สก๊อต บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Men’s Fitness พร้อมด้วยพีช พชร และติช่า จากเดอะเฟสเข้าร่วมงานพร้อมผู้บริหารทั้งจากบริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด และพิอาจิโอ กรุ๊ป จากประเทศอิตาลี

นอกจากนั้นยังได้มีการเปิดตัวแบรนด์ Aprilia และ Moto Guzzi อย่างเป็นทางการอีกด้วย โดยรุ่นไฮไลท์ได้แก่ MGX-21

Related Post

ดีเอ็นเอของแชมเปี้ยน MotoGP ที่ถูกใส่ลงไปใน YAMAHA R1

Like A Champion

2016_YAM_YZF1000R1-60_EU_LRYS1-60_STU_002_03

เป็นเวลากว่าหกสิบปีแล้วที่บิ๊กไบค์จากญี่ปุ่นแบรนด์นี้สามารถสุมเพลิงแห่งความหลงใหลในบิ๊กไบค์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในใจของเหล่านักบิดทั่วโลกได้ บริษัท Yamaha (ยามาฮ่า) ได้ผลิตรถบิ๊กไบค์รุ่นที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมออกมา เช่น รุ่นที่เน้นตัวถังเป็นพิเศษอย่าง VMax รุ่นเน้นความผจญภัยของเส้นทางอย่าง XT หรือจะเป็นรุ่นที่เน้นทั้งสองอย่างอย่าง YZ และ RD รุ่นเสือภูเขาอย่าง TY    รุ่นในตำนานอย่าง TMax หรือรุ่น R1 ซึ่งเป็นแชมป์ในหลายรายการและรุ่นบรรพบุรุษอย่าง OW01 และทำให้ไฟแห่งความหลงใหล   ในบิ๊กไบค์แบรนด์นี้ไม่เคยมอดหายไป ด้วยประสบการณ์ที่บริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องดนตรีแล้ว การส่งอารมณ์และความสมบูรณ์แบบ  จึงส่งเสริมให้บิ๊กไบค์จาก Yamaha ไม่เป็นรองใคร โดยที่ไม่หลงลืม ถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการแข่งขันในสนามบิ๊กไบค์ด้วย เห็นได้จากรางวัลที่ได้แชมป์จากหลายรายการเป็นเครื่องพิสูจน์

Related Post

งานรวมพลที่ห้ามพลาดสำหรับผู้รักรถยนต์ที่มีคาแร็กเตอร์และสไตล์ที่ชัดเจน

Vintage roadsters

งาน Chantilly Arts & Elgance Richard Mille ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปีที่ผ่านมานั้นได้บริษัทประมูลอย่าง Bonhams ส่งรถยนต์สวยๆ เข้าร่วมงานอย่างมากมาย แม้ว่าคนจะไม่คลั่งไคล้การประมูลรถยนต์เหมือนกับงานในปีก่อนๆ แต่เสน่ห์ของรถยนต์รุ่นเก่าๆ ที่เข้ามาร่วมประมูลนั้นก็ยากที่จะต้านทานได้จริงๆ

มอเตอร์โชว์ครั้งสำคัญอย่าง Chantilly Arts & Elgance Richard Mille ที่จัดขึ้นเป็นปีที่สามแล้วได้ถูกจัดให้เป็นงานรวมพลที่ห้ามพลาดสำหรับผู้รักรถยนต์ที่มีคาแร็กเตอร์และสไตล์ที่ชัดเจนและแตกต่างจากงานแสดงรถยนต์อื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัด ผู้เข้าร่วมงาน (ซึ่งคาดว่าจะมีถึง 13,500 คน ในปีนี้) บรรยากาศในงาน การแสดงแฟชั่น ดนตรี และที่ขาดไม่ได้ ก็คือรถยนต์รุ่นหายากและราคาแพงลิบ ทุกอย่างรวมอยู่ในงานนี้แล้ว งานอวดโฉมรถยนต์ครั้งนี้มีคอนเซ็ปต์คาร์จาก 8 ค่ายเข้าร่วมงานทั้ง Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) BMW (บีเอ็มดับเบิ้ลยู) Bugatti (บูกัตติ) Lexus (เล็คซัส) McLaren (แม็กลาร์เรน) Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) DS Automobiles (ดีเอส ออโตโมบิลส์) และ DS E-Tense (ดีเอส อี-เท็นซ์) ซึ่งคว้ารางวัล Best Of Show ไป “เราได้รับรางวัลอันทรงเกียรติหลายรางวัลจากการจัดงานสองครั้งแรก ทำให้เราได้รับยกย่องให้เป็นงานมอเตอร์โชว์ที่ดีที่สุดงานหนึ่ง และก็ทำให้บริษัทรถยนต์หลายต่อหลายค่ายตอบรับเข้าร่วมงานของเรา เป้าหมายของเราในปีถัดๆ ไปนั้นอยากจะให้ยอดผู้เข้าชมทะลุถึง 20,000 – 25,000 คน คู่แข่งสำคัญของเราก็ได้แก่งาน Le Mans Classics ทำให้เราต้องหารถที่โดดเด่น แปลก และแตกต่างมาสู้ อย่างไรก็ตาม ผมก็มั่นใจว่าอนาคตของ Chantilly Arts & Elégance Richard Mille จะสดใสอย่างแน่นอนครับ” Patrick Peter (แพทริค ปีเตอร์) ผู้จัดงานกล่าว

นอกเหนือไปจากค่ายผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่ตบเท้ากันเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังมีบริษัทประมูล Bonhams ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง ได้นำเสนอโฉมงามสี่ล้อจำนวน 29 คันให้เข้าร่วมประมูลในงาน ตั้งแต่รถเปิดประทุนรุ่น 1,500 คันกะทัดรัดจาก Nash Metropolitan     (แนช เมโทรโพลิแทน) ไปจนถึงรุ่น 911 (Type 964) Turbo 3.6.  คันบึกบึนจาก Porsche (ปอร์เช่) ไม่จำเป็นต้องรอให้รถทุกคันขายจนหมด ยอดเงินรวมที่ได้จากการประมูลก็เกิน 9 ล้านยูโรไปแล้ว  แค่ Mercedes-Benz 500K Roadster 1935 คันเดียวก็จบการประมูลไปที่ 5,290,000 ยูโรแล้ว ทำให้ Malcolm Barber (มัลคอล์ม บาร์เบอร์) ผู้อำนวยการร่วมของ Bonhams กล่าวว่า “Chantilly Arts & Elégance Richard Mille เป็นอีเวนต์สุดหรู  และ Bonhams ก็ภูมิใจที่ได้มีส่วนในงานนี้ และเราก็พอใจกับผลลัพธ์มากเลยครับ” แม้ว่าผลลัพธ์จะออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์  ไปสักเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจไม่น้อยทีเดียว

7C5A0894R1

MERCEDES-BENZ 500K ROADSTER 1935

€5,290,000

ในที่สุด เจ้า 500K คันนี้ก็ได้ประมูลออกไปด้วยราคา 5,290,000 ยูโร ประวัติของรถคันนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่เปิดตัวที่เบอร์ลินในปีค.ศ. 1935 นักธุรกิจชาวเยอรมันนามว่า Hans Friedrich Prym (ฮานส์ ฟรีดริช พรีม) ก็ได้ไปครอง หลังจากถูกขโมยในปีค.ศ. 1945 ก็ไปโผล่อยู่ที่อเมริกาอีกครั้งในปีค.ศ. 1970 ถึงจะเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายครั้ง แต่นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2012 เป็นต้นมา รถคันนี้ก็กลับไปสู่อ้อมกอดของตระกูลพรีมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความแรงระดับ 160 แรงม้าและความเร็วสูงสุดที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้รถยนต์คันนี้มีสมรรถนะสูงสุดคันหนึ่งของยุค ผลิตออกมาทั้งหมด 354 คัน แต่มีเพียง 29 คันเท่านั้นที่ได้ประกอบตัวถัง Roadster

24066247-4-35

Horch 853 Spezialroadster 1937

€1,035,000

ก่อนที่ Audi (ออดี้) จะถือกำเนิด เจ้ารถยนต์สัญชาติเยอรมันคันนี้ซึ่งทั้งโฉบเฉี่ยวและสง่างามในคราเดียวกัน ถูกผลิตออกมาเพียง 950 คัน คันที่ Bonhams เสนอขายนั้นมีประวัติที่ซับซ้อน เคยไปพักผ่อนอยู่แถวท้องไร่ท้องนาในยูเครนมาเป็นเวลานาน และถูกดัดแปลงตัวถังให้เป็นรถกระบะเพื่อใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้บริษัท Horch Classic ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพรถกันอย่างยาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 กว่าจะแปลงร่างกลับมาเป็นสภาพแบบนี้

Lot 8 Porsche

Porsche 911 (Type 964) 3.6 Turbo 1993

€238,625

ด้วยดีไซน์ยั่วยวนใจ และพลังอันเหลือล้น ทำให้เจ้า 964 Turbo คันนี้เป็นหนึ่งในปีศาจตัวเทพแห่งยุค ’90s คันนี้ซื้อที่ประเทศโอมานในปีค.ศ. 1993 และวิ่งไปน้อยกว่า 50,000 กิโลเมตร การันตีได้ถึงประสิทธิภาพที่ยังอัดแน่นอยู่เต็มตัวถัง

1626421-1600-951

Ferrari Dino 246 GT Berlinette 1973

€262,200

เวลาไม่สามารถทำอะไรเจ้า Ferrari Dino 246 คันนี้ได้เลย และดูเหมือนว่าโฉมรถจะงามขึ้นทุกปีๆ เสียด้วย รถคันนี้เป็นหนึ่งใน 200 คัน จาก E-Series ถึงแม้ว่าสีรถจะไม่ใช่สีเดิมซึ่งเป็นสีฟ้า แต่ก็มีผู้มาประมูลไปด้วยราคาที่ไม่โหดมาก คือ 262,000 ยูโร ยังไม่รวมค่าขนส่ง

24071121-1-59

BMW Z1 1990

€69,000

Z1 คันนี้ไม่เคยเก่าเลย เหมือนกับระบบประตู มหัศจรรย์” ที่ผลุบลงไปในบังโคลนรถได้อัตโนมัติ จริงๆ แล้ว ไม่มีบริษัทผลิตรถยนต์ค่ายไหนซื้อไอเดียประกอบประตูรถยนต์แบบนี้เลย รถคันนี้วิ่งมาแล้ว 23,203 กิโลเมตร จุดเด่นอยู่ที่การเล่นสีซึ่งได้หายาก (มีรถแค่ 133 คันที่ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1988 – 1991 ที่ใช้สีนี้) เปลี่ยนเจ้าของมาแค่สองมือ แต่ราคาประมูลพุ่งสูงถึง 69,000 ยูโรไม่รวมค่าขนส่ง

24067073-1-28

Range Rover 4×4 1975

€40,250

ถ้าคุณยังแคลงใจกับสมรรถนะของ Range Rover (แรนจ์โรเวอร์) ที่ตกรุ่นอยู่ในกรุเช่นนี้ ราคาประมูลเกิน 40,000 ยูโรของรถปีค.ศ. 1975 ที่เปลี่ยนเจ้าของมาแล้วห้าคนคันนี้คงจะพิสูจน์อะไรได้ไม่มากก็น้อย รถวิ่งไปเพียง 74,000 กิโลเมตรเท่านั้น สภาพเดิมแบบสุดๆ แถมสีทองคลาสสิกนี้ก็ดูเข้ากับรูปลักษณ์ตัวถังเป็นอย่างดี

สรุปยอดการประมูล  

€5,290,000

Mercedes-Benz 500K Roadster 1935

€1,035,000

Horch 853 Spezialroadster 1937

€632,500

Horch 853A Sportcabriolet 1938

€632,500

Horch 780B Cabriolet 1934

€293,250

Bentley Continental S1 Coup 1956

€262,200

Ferrari Dino 246 GT Berlinette 1973

€238,625

Porsche 911 (Type 964) 3.6 Turbo 1993

€207,000

Rolls-Royce Silver Cloud III Cabriolet 1965

€138,000

British Salmson 20/29 HP 2.6 Litre Roadster 1938

€101,200

Porsche 928 GTS 1994

€70,150

Jaguar XJ-S V12 Lynx Eventer 1984

€69,000

BMW Z1 1990

€51,750

Alfa Romeo Montral Coup 1972

€40,250

Range Rover 4×4

1975

€17,825

Nash Metropolitan

1500 Cabriolet 1962

€16,675

Ferves Ranger 4×4

1969

Related Post

คงไม่มีใครปฏิเสธความเร็วของขุมพลังเทอร์โบที่แรงดุจจรวดของ Z 1000 KAWASAKI สุดโหดคันนี้ได้แน่ๆ

SHOT LIKE A ROCKET

Z 1000 KAWASAKI

hi_2016_z1000_sugomi_2

ข้อมูลที่ต้องทราบอย่างยิ่ง

ค่าย Kawasaki (คาวาซากิ) ไม่เพียงแต่ดำเนินธุรกิจในวงการรถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น แต่รวมถึงธุรกิจยานอวกาศ รถไฟ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ทะเล โรงงานต่างๆ และงานศิลปะด้วยการประดิษฐ์ยนตรกรรม H2R คันนี้ถือเป็นงานล่าสุดของบริษัทนี้ เครื่องยนต์เทอร์โบคอมเพรสเซอร์   ที่มีกำลังมากกว่า 300 แรงม้าและมีแอโรไดนามิกส์อันยอดเยี่ยม ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ที่มีพลังมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลกสำหรับบิ๊กไบค์ในรุ่นที่มีความเร็ว มากที่สุดในสนามแข่งรถ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!

สิ่งที่คุควรรู้เกี่ยวกับ Kawasaki

เรื่องราวยาวนานถึง120 ปี

8 บริษัท อุตสาหกรรมในเครือ

44 ปี  สำหรับรุ่น W

8 รายการ ที่เป็นแชมป์ระดับโลก (รุ่น 250 และ 350 ซีซี)

1 รายการ ที่เป็นแชมป์ Superbike ระดับโลก

13 ครั้ง ที่ชนะในรายการแข่งขัน 24 ชั่วโมง

20% ของผลการดำเนินธุรกิจทั้งหมดมาจากมอเตอร์ไซค์

326 แรงม้า ในรุ่น H2R (พร้อม Ram Air)

357 กม./ชม. สถิติความเร็วโดย Philippe Monneret (ฟิลิปป์ โมเนอเร) เขาใช้บิ๊กไบค์รุ่น H2R ในการแข่งขัน

15 รุ่น ของ Roadster Z ที่โด่งดังไม่หยุดนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่น 900 Z1 ในปีค.ศ. 1973

Related Post

มอเตอร์ไซค์คอลเลกชั่นพิเศษของ Royal Enfield ที่ร่วมมือกับ Happy Socks

ฟังดูก็อาจจะแปลกที่ Royal Enfield (รอยัล เอนฟิลด์) แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานสัญชาติอังกฤษ ได้จับมือกับแบรนด์ถุงเท้าน้องใหม่สัญชาติสวีเดนอย่าง Happy Socks (แฮ้ปปี้ ซ็อกส์) เพื่อผลิต … อะไรล่ะ? ผลิตถุงเท้าสำหรับคนขี่มอเตอร์ไซค์? หรือผลิตถุงเท้าให้มอเตอร์ไซค์?

เปล่าเลย ทั้งสองบริษัทร่วมมือกันผลิตมอเตอร์ไซค์รุ่น Continental GT จากลุคดั้งเดิมที่เป็นแบบสปอร์ตคลาสสิก เปลี่ยนมาเป็นมอเตอร์ไซค์คาเฟ่เรซเซอร์สีสันสดใส ที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Happy Socks ซึ่งลวดลายต่างๆ ที่ถูกเพ้นท์ลงบนตัวถังมอเตอร์ไซค์นั้นก็สำแดงเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างโดดเด่นโฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับการซื้อหามาขี่เล่นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปลายปีแบบนี้จริงๆ

นอกจากมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษแล้ว ยังมีแอ็กเซสเซอรีสำหรับไบค์เกอร์ทั้ง หมวกกันน็อกลายตารางหมากรุกสีเขียว บ็อกซ์เซ็ตถุงเท้าชุดพิเศษ และกางเกงบ็อกเซอร์ลวดลายพิเศษอีกด้วย

Related Post

ความดุดันและบึกบึนของเอสยูวีพันธุ์แกร่งสายเลือดอเมริกัน ที่พร้อมจะลุยไปกับคุณในทุกเส้นทางและสภาวะถนนโดยไม่มีข้อแม้

THE TRAILBLAZER

อาจจะไม่ใช่แค่เราที่รู้สึกไปเองว่าช่วงหน้าฝน  ที่ผ่านมารถเอสยูวีนั้นมาแรงกว่ารถทุกเซกเมนต์ในท้องตลาด ลอปติมัมจึงดีใจมากที่ได้รับเชิญ  ให้ไปทดสอบสมรรถนะของ Chevrolet 
(เชฟโรเล็ต) รุ่น Trailblazer ตัวใหม่ล่าสุด

dsc_7442-w1

ครั้งนี้ Chevrolet ได้พาเรามุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ สู่นครราชสีมาเพื่อไปทดสอบ Chevrolet Trailblazer กันในรันเวย์ส่วนตัว ณ แรนโซ ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ โดยการทดสอบถูกแบ่งออกเป็น 5 สถานีหลักๆ ด้วยกัน เริ่มต้นที่สถานีทดสอบระบบแจ้งเตือน เมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) เป็นระบบที่จะคอยเตือนเมื่อรถสามารถตรวจจับได้ว่าคุณเริ่มขับรถได้ไม่ตรงช่องจราจร ถัดมาที่สถานีทดสอบระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Side Blind Zone Alert) เป็นระบบที่คุณจะสังเกตได้ที่มุมของกระจกมองข้าง ระบบนี้จะทำงานเมื่อคุณต้องการ  จะเปลี่ยนเลนหากมีรถอยู่ในมุมอับสายตา สัญลักษณ์ไฟสีส้มที่กระจกมองข้างจะติดขึ้นเพื่อเตือนให้คุณระวัง ถัดมาที่สถานีทดสอบระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) สังเกตได้บริเวณกระจกหน้าฝั่งคนขับจะมีสัญญาณไฟขึ้นเตือนหากคุณเข้าใกล้รถคันหน้าเกินระยะที่กำหนด โดยจะแบ่งออกเป็นสองสี คือสีส้มเมื่อใกล้เป็นการเตือนให้คุณระวัง และเปลี่ยนเป็นสีแดงเตือนให้คุณเบรกและทิ้งระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ถัดมาที่สถานีทดสอบระบบช่วยเหลือการจอดด้านหลัง (Rear Park Assist) หลายคนอาจจะกังวลเรื่องปัญหาไซส์ของตัวรถที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาในการหาที่จอดรถในเมืองใหญ่ๆ ที่มีพื้นที่จำกัดอย่างกรุงเทพฯ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะระบบนี้จะคอยช่วยเหลือการจอดของคุณให้ง่ายขึ้นเพียงคุณควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ และเหยียบคันเร่ง   และสุดท้ายที่สถานีทดสอบระบบแจ้งเตือน การจราจรขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) มีประโยชน์แน่นอนสำหรับคนที่จอดรถเอาหน้าเข้าบ้าน เมื่อคุณถอยหลังออกระบบนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกมีตาหลังเพราะเซ็นเซอร์จะตรวจจับรถที่วิ่งไปด้านซ้ายและขวาและเตือนคุณที่กระจกมองข้างเพื่อให้ระวังในการถอย ระบบทั้งหมดที่เราได้ทดสอบมานี้ก็เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Trailblazer ใหม่คันนี้

dsc_7331-w1

หลังจากทดสอบสมรรถนะกันไปพอ หอมปากหอมคอกันแล้ว ก็มาทำความรู้จักกับ Trailblazer ใหม่คันนี้กันเล็กน้อย หน้าตาของตัวถังได้ถูกปรับเปลี่ยนให้ดุดันมากขึ้น เพิ่มไฟส่องสว่างด้านหน้าแบบแอลอีดีพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่ตอนกลางวัน ใช้เครื่องยนต์ดีเซล  4 สูบความจุ 2.5 ลิตรพร้อมเทอร์โบ พละกำลัง 180 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ส่งพลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้ามาช่วยในการขับบี่ ราคาเริ่มต้นที่ 1,244,000 บาท

Related Post

6 ซูเปอร์ยอร์ชไฮไลท์ของงาน Thailand Yacht Show 2016

งาน Thailand Yacht Show 2016 เป็นงานที่จะผลักดันให้น่านน้ำภาคใต้ของประเทศไทยเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการล่องเรือ ซึ่งงานกำลังจะจัดภายในวันที่ 15-18 ธันวาคมนี้ที่อ่าวปอ แกรนด์มารีน่า ภูเก็ต เรามาดูกันดีกว่า ว่าภายในงานมีอะไรบ้าง

1. Super Yacht Ocean Emerald
เรือยอร์ชขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง นอร์แมน ฟอสเตอร์ ซึ่งเรือลำนี้เคยปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง Point Break มาแล้ว มีขนาดใหญ่ประมาณ 41 เมตร รูปร่างทันสมัย และภายในตกแต่งอย่างหรูหรา

1

2. Prestige 500
ถือเป็น 1 ใน 10 แบรนด์เรือยอร์ชหรูของบริษัท Boat Lagoon ที่จะมาจัดแสดงครั้งแรกในไทย มีความโดดเด่นอยู่ที่การตกแต่งดาดฟ้าเรือที่กว้างขวาง แตกต่างจากยี่ห้ออื่นในระดับเดียวกัน

2

3. Atari VI
เป็นเรือรุ่นต่อจาก Premier 38 ของแบรนด์ Lee Marine เป็นเรือที่ทำความเร็วได้สูงถึง 50 น็อต เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดเพื่อลดค่าบำรุงรักษา ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบเกาะได้เต็มที่

3

4. Forwin ซูเปอร์ยอร์ชรุ่น Sanlorenzo 46Steel
เป็นเรือยอร์ชของบริษัท Simpson Marine ที่สร้างและประกอบในประเทศอิตาลี ตอบสนองลูกค้าที่ต้องการความหรูหราอย่างเต็มเปี่ยม

4

5. Galeon 460
ถือเป็นเรือยอร์ชระดับพรีเมียมของเอเชียจากแบรนด์ Asia Marine ที่กำลังจะเปิดตัวครั้งแรกในงานครั้งนี้ มีเทคโนโลยีการเดินเรือที่เป็นเลิศ งานช่างระดับหรู และมีดาดฟ้าที่ปรับระดับได้ ห้องควบคุมเรือสามารถหมุนตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างลงตัว

5

6. Leopard 51 PC
เป็นเรือยอร์ชจากแบรนด์ Leopard Catamarans ที่โดดเด่นด้วยความประหยัดน้ำมัน ดีไซน์ออกทรงสปอร์ตให้ความรู้สึกพุ่งทยานไปบนผืนน้ำ ถือเป็นอีก 1 ไฮไลท์ของงานครั้งนี้เลยทีเดียว

6

Related Post

Lexus Sriracha IS: รถที่ร้อนแรงที่สุด ณ เวลานี้

สารภาพว่าตอนเราเห็นวิดีโอโปรโมทรถยนต์ Lexus รุ่น Sriracha IS คันนี้ ทีมงานแทบทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องตลกโปกฮาแบบงานโปรดักชั่นอลังการทุ่มทุนสร้างอะไรประมาณนั้น แต่เมื่อลงลึกไปในรายละเอียดก็ค้นพบว่า รถคันนี้ได้รับการออกแบบอย่างระมัดระวังและมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน มีอยู่จริงเพียงหนึ่งคันบนโลกใบนี้ ในขณะนี้ก็กำลังจัดแสดงอยู่ที่งาน 2016 Los Angeles Auto Show ประเทศสหรัฐอเมริกา

Lexus ได้มอบหมายให้บริษัทปรับแต่งรถยนต์ West Coast Customs (ที่เคยปรากฏโฉมในรายการ Pimp My Ride มาแล้ว) จัดการปรับแต่ง Lexus IS เพียงหนึ่งคันให้กับบริษัท Huy Fong Foods หรือผู้ถือลิขสิทธิ์การผลิตซอสพริกยี่ห้อ Sriracha ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคอนเซ็ปต์คือ ‘Put Sriracha sauce in everything. – เอาซอสศรีราชาใส่ไว้ทุกที่’ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทุกองค์ประกอบของรถยนต์คันนั้นทั้งสี พวงมาลัย ล้อแม็กซ์ เบาะ หน้าจอ รวมไปถึงท้ายรถ ต่างก็ถูกบรรจุไว้ด้วยซอสพริกศรีราชาด้วยกันทั้งสิ้น

… หมายถึง … ในแง่ของคนเซ็ปต์น่ะนะ เพราะการดีไซน์ทั้งหมดนั้นได้ดึงเอาแรงบันดาลใจมาจากซอสพริกศรีราชา และสีเขียวของขั้วพริกมาใส่ไว้ตามองค์ประกอบต่างๆ ของรถทั้งตระแกรงหน้า แป้นเบรก และปลายท่อไอเสียเองก็ยังถูกดัดแปลงให้นึกถึงฝาแหลมของขวดซอสพริกอันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนภายในนั้นก็ได้รับการปรับแต่งแบบกระจุกกระจิกเพิ่มเติมความเก๋เข้าไปอย่างเช่นปุ่มที่ควบคุมอุณหภูมิก็เปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ไฟสีแดง ในขณะที่โหมดสปอร์ตก็ถูกเปลี่ยนเป็น ‘โหมดศรีราชา’ เบาะก็มีการแทรกฝีเย็บสีแดงและสีเขียวพร้อมแผ่นป้ายโลโก้ในเบาะหลัง และยังมีด้ายสีเขียวเดินแซมอยู่หลายจุดอีกด้วย

ในส่วนของพวงมาลัยนั้นก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์มาก มีการนำเรซิ่นมาหล่อกลวงเป็นรูปพวงมาลัยและนำสสารสีแดงสดที่มีลักษณะคล้ายซอสพริกศรีราชาใส่ไว้ข้างใน ไหลไปมาได้อย่างอิสระ พร้อมแปะสติกเกอร์ไว้อย่างเด่นชัดว่า ‘Hot Handling’ และถ้าหากว่าคุณกำลังมองหาซอสพริกศรีราชา ‘จริงๆ’ ในรถคันนี้ ก็ลองเปิดท้ายรถออกมา แล้วคุณจะพบขวดซอสจำนวน 43 ขวดบรรจุอยู่เต็ม พร้อมที่จะให้คุณออกไปซิ่งและอิ่มอร่อยได้ทันทีนึกอยากจะสั่งคัสตอมรถสักคันตามกิจการหรือความชอบของตัวเองบ้างหรือยัง?

Related Post