w44

ความดุดันและบึกบึนของเอสยูวีพันธุ์แกร่งสายเลือดอเมริกัน ที่พร้อมจะลุยไปกับคุณในทุกเส้นทางและสภาวะถนนโดยไม่มีข้อแม้

THE TRAILBLAZER

อาจจะไม่ใช่แค่เราที่รู้สึกไปเองว่าช่วงหน้าฝน  ที่ผ่านมารถเอสยูวีนั้นมาแรงกว่ารถทุกเซกเมนต์ในท้องตลาด ลอปติมัมจึงดีใจมากที่ได้รับเชิญ  ให้ไปทดสอบสมรรถนะของ Chevrolet 
(เชฟโรเล็ต) รุ่น Trailblazer ตัวใหม่ล่าสุด

dsc_7442-w1

ครั้งนี้ Chevrolet ได้พาเรามุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ สู่นครราชสีมาเพื่อไปทดสอบ Chevrolet Trailblazer กันในรันเวย์ส่วนตัว ณ แรนโซ ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ โดยการทดสอบถูกแบ่งออกเป็น 5 สถานีหลักๆ ด้วยกัน เริ่มต้นที่สถานีทดสอบระบบแจ้งเตือน เมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) เป็นระบบที่จะคอยเตือนเมื่อรถสามารถตรวจจับได้ว่าคุณเริ่มขับรถได้ไม่ตรงช่องจราจร ถัดมาที่สถานีทดสอบระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Side Blind Zone Alert) เป็นระบบที่คุณจะสังเกตได้ที่มุมของกระจกมองข้าง ระบบนี้จะทำงานเมื่อคุณต้องการ  จะเปลี่ยนเลนหากมีรถอยู่ในมุมอับสายตา สัญลักษณ์ไฟสีส้มที่กระจกมองข้างจะติดขึ้นเพื่อเตือนให้คุณระวัง ถัดมาที่สถานีทดสอบระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) สังเกตได้บริเวณกระจกหน้าฝั่งคนขับจะมีสัญญาณไฟขึ้นเตือนหากคุณเข้าใกล้รถคันหน้าเกินระยะที่กำหนด โดยจะแบ่งออกเป็นสองสี คือสีส้มเมื่อใกล้เป็นการเตือนให้คุณระวัง และเปลี่ยนเป็นสีแดงเตือนให้คุณเบรกและทิ้งระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ถัดมาที่สถานีทดสอบระบบช่วยเหลือการจอดด้านหลัง (Rear Park Assist) หลายคนอาจจะกังวลเรื่องปัญหาไซส์ของตัวรถที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาในการหาที่จอดรถในเมืองใหญ่ๆ ที่มีพื้นที่จำกัดอย่างกรุงเทพฯ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะระบบนี้จะคอยช่วยเหลือการจอดของคุณให้ง่ายขึ้นเพียงคุณควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ และเหยียบคันเร่ง   และสุดท้ายที่สถานีทดสอบระบบแจ้งเตือน การจราจรขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) มีประโยชน์แน่นอนสำหรับคนที่จอดรถเอาหน้าเข้าบ้าน เมื่อคุณถอยหลังออกระบบนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกมีตาหลังเพราะเซ็นเซอร์จะตรวจจับรถที่วิ่งไปด้านซ้ายและขวาและเตือนคุณที่กระจกมองข้างเพื่อให้ระวังในการถอย ระบบทั้งหมดที่เราได้ทดสอบมานี้ก็เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Trailblazer ใหม่คันนี้

dsc_7331-w1

หลังจากทดสอบสมรรถนะกันไปพอ หอมปากหอมคอกันแล้ว ก็มาทำความรู้จักกับ Trailblazer ใหม่คันนี้กันเล็กน้อย หน้าตาของตัวถังได้ถูกปรับเปลี่ยนให้ดุดันมากขึ้น เพิ่มไฟส่องสว่างด้านหน้าแบบแอลอีดีพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่ตอนกลางวัน ใช้เครื่องยนต์ดีเซล  4 สูบความจุ 2.5 ลิตรพร้อมเทอร์โบ พละกำลัง 180 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ส่งพลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้ามาช่วยในการขับบี่ ราคาเริ่มต้นที่ 1,244,000 บาท

Related Post

ao-po-marina1-lr

6 ซูเปอร์ยอร์ชไฮไลท์ของงาน Thailand Yacht Show 2016

งาน Thailand Yacht Show 2016 เป็นงานที่จะผลักดันให้น่านน้ำภาคใต้ของประเทศไทยเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการล่องเรือ ซึ่งงานกำลังจะจัดภายในวันที่ 15-18 ธันวาคมนี้ที่อ่าวปอ แกรนด์มารีน่า ภูเก็ต เรามาดูกันดีกว่า ว่าภายในงานมีอะไรบ้าง

1. Super Yacht Ocean Emerald
เรือยอร์ชขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง นอร์แมน ฟอสเตอร์ ซึ่งเรือลำนี้เคยปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง Point Break มาแล้ว มีขนาดใหญ่ประมาณ 41 เมตร รูปร่างทันสมัย และภายในตกแต่งอย่างหรูหรา

1

2. Prestige 500
ถือเป็น 1 ใน 10 แบรนด์เรือยอร์ชหรูของบริษัท Boat Lagoon ที่จะมาจัดแสดงครั้งแรกในไทย มีความโดดเด่นอยู่ที่การตกแต่งดาดฟ้าเรือที่กว้างขวาง แตกต่างจากยี่ห้ออื่นในระดับเดียวกัน

2

3. Atari VI
เป็นเรือรุ่นต่อจาก Premier 38 ของแบรนด์ Lee Marine เป็นเรือที่ทำความเร็วได้สูงถึง 50 น็อต เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดเพื่อลดค่าบำรุงรักษา ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบเกาะได้เต็มที่

3

4. Forwin ซูเปอร์ยอร์ชรุ่น Sanlorenzo 46Steel
เป็นเรือยอร์ชของบริษัท Simpson Marine ที่สร้างและประกอบในประเทศอิตาลี ตอบสนองลูกค้าที่ต้องการความหรูหราอย่างเต็มเปี่ยม

4

5. Galeon 460
ถือเป็นเรือยอร์ชระดับพรีเมียมของเอเชียจากแบรนด์ Asia Marine ที่กำลังจะเปิดตัวครั้งแรกในงานครั้งนี้ มีเทคโนโลยีการเดินเรือที่เป็นเลิศ งานช่างระดับหรู และมีดาดฟ้าที่ปรับระดับได้ ห้องควบคุมเรือสามารถหมุนตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างลงตัว

5

6. Leopard 51 PC
เป็นเรือยอร์ชจากแบรนด์ Leopard Catamarans ที่โดดเด่นด้วยความประหยัดน้ำมัน ดีไซน์ออกทรงสปอร์ตให้ความรู้สึกพุ่งทยานไปบนผืนน้ำ ถือเป็นอีก 1 ไฮไลท์ของงานครั้งนี้เลยทีเดียว

6

Related Post

lexus-sriracha-7

Lexus Sriracha IS: รถที่ร้อนแรงที่สุด ณ เวลานี้

สารภาพว่าตอนเราเห็นวิดีโอโปรโมทรถยนต์ Lexus รุ่น Sriracha IS คันนี้ ทีมงานแทบทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องตลกโปกฮาแบบงานโปรดักชั่นอลังการทุ่มทุนสร้างอะไรประมาณนั้น แต่เมื่อลงลึกไปในรายละเอียดก็ค้นพบว่า รถคันนี้ได้รับการออกแบบอย่างระมัดระวังและมีคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน มีอยู่จริงเพียงหนึ่งคันบนโลกใบนี้ ในขณะนี้ก็กำลังจัดแสดงอยู่ที่งาน 2016 Los Angeles Auto Show ประเทศสหรัฐอเมริกา

Lexus ได้มอบหมายให้บริษัทปรับแต่งรถยนต์ West Coast Customs (ที่เคยปรากฏโฉมในรายการ Pimp My Ride มาแล้ว) จัดการปรับแต่ง Lexus IS เพียงหนึ่งคันให้กับบริษัท Huy Fong Foods หรือผู้ถือลิขสิทธิ์การผลิตซอสพริกยี่ห้อ Sriracha ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคอนเซ็ปต์คือ ‘Put Sriracha sauce in everything. – เอาซอสศรีราชาใส่ไว้ทุกที่’ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทุกองค์ประกอบของรถยนต์คันนั้นทั้งสี พวงมาลัย ล้อแม็กซ์ เบาะ หน้าจอ รวมไปถึงท้ายรถ ต่างก็ถูกบรรจุไว้ด้วยซอสพริกศรีราชาด้วยกันทั้งสิ้น

… หมายถึง … ในแง่ของคนเซ็ปต์น่ะนะ เพราะการดีไซน์ทั้งหมดนั้นได้ดึงเอาแรงบันดาลใจมาจากซอสพริกศรีราชา และสีเขียวของขั้วพริกมาใส่ไว้ตามองค์ประกอบต่างๆ ของรถทั้งตระแกรงหน้า แป้นเบรก และปลายท่อไอเสียเองก็ยังถูกดัดแปลงให้นึกถึงฝาแหลมของขวดซอสพริกอันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนภายในนั้นก็ได้รับการปรับแต่งแบบกระจุกกระจิกเพิ่มเติมความเก๋เข้าไปอย่างเช่นปุ่มที่ควบคุมอุณหภูมิก็เปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ไฟสีแดง ในขณะที่โหมดสปอร์ตก็ถูกเปลี่ยนเป็น ‘โหมดศรีราชา’ เบาะก็มีการแทรกฝีเย็บสีแดงและสีเขียวพร้อมแผ่นป้ายโลโก้ในเบาะหลัง และยังมีด้ายสีเขียวเดินแซมอยู่หลายจุดอีกด้วย

ในส่วนของพวงมาลัยนั้นก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์มาก มีการนำเรซิ่นมาหล่อกลวงเป็นรูปพวงมาลัยและนำสสารสีแดงสดที่มีลักษณะคล้ายซอสพริกศรีราชาใส่ไว้ข้างใน ไหลไปมาได้อย่างอิสระ พร้อมแปะสติกเกอร์ไว้อย่างเด่นชัดว่า ‘Hot Handling’ และถ้าหากว่าคุณกำลังมองหาซอสพริกศรีราชา ‘จริงๆ’ ในรถคันนี้ ก็ลองเปิดท้ายรถออกมา แล้วคุณจะพบขวดซอสจำนวน 43 ขวดบรรจุอยู่เต็ม พร้อมที่จะให้คุณออกไปซิ่งและอิ่มอร่อยได้ทันทีนึกอยากจะสั่งคัสตอมรถสักคันตามกิจการหรือความชอบของตัวเองบ้างหรือยัง?

Related Post

244984

ไฮไลท์เด่นที่คุณไม่ควรพลาดในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2016 คราวนี้

กลับมาอีกครั้งกับงานมหากรรมมอเตอร์เอ็กซ์โปที่มาพร้อมกับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดและแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปี ภายในงานปีนี้อาจจะดูเงียบเหงาและไม่ค่อยมีอะไรให้ดูตื่นตาตื่นใจเหมือนปีที่ผ่านๆ มา แต่สำหรับรถยนต์ที่เปิดตัวในงานนั้นแต่ละคันต้องบอกว่าสร้างสีสันและเรียกเสียงฮือฮาได้เหมือนเคย งานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ และลอปติมัมไทยแลนด์ของเราก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพของรถที่เป็นไฮท์ไลท์ของงานมาฝากให้คุณชมก่อนใคร
Mercedes-Benz
รอบนี้มีดาวเด่นเป็น C-Class เปิดประทุน และ E-Class แวน ที่หลายคนให้ความสนใจ
BMW
มาพร้อมกับซูเปอร์ตาร์พลังงานไฟฟ้าอย่าง I8และปีศาจร้ายสุดอหังการอย่าง M4
Mini
ขนพลพรรคมากันเพียบแต่ก็หนีไม่พ้นตัวจี๊ดอย่าง JCW
20161201_4290
Lexus
รถยนต์สุดหรูจากแดนปลาดิบที่มีดีในด้านความเงียบและความนุ่มนวลกับรุ่น IS300h
20161201_7763
Toyota
งัดเอารุ่น TRD Sportivo ของ Altis และ Yaris มาให้แฟนคลับได้เรียกน้ำย่อยกันไปพลางๆ
Honda
ยังคงเป็น Civic โฉมใหม่ล่าสุดที่เป็นพระเอกของงานเช่นเคย
20161201_1210
Subaru
XV ที่มาพร้อมกับชุดแต่ง Crosstrek ก็ยังคงเป็นตัวชูโรงของ Subaru เหมือนเดิม
20161201_6867
Volvo
S90 เรือธงลำใหม่จากสวีเดนที่ดีไซน์ได้เรียบหรูมากๆ
20161201_2976
Porsche
เปิดตัว 718 Boxster และ 718 Cayman ด้วยสีสันสุดบาดใจ
20161201_5293
Jaguar
เปิดตัวรุ่น F-Pace บุกตลาดเอสยูวีครั้งแรกซึ่งเป็นอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจที่สุดในงานนี้
20161201_8800
Land Rover
แบรนด์รถยนต์ขาลุยจากเกาะอังกฤษก็มี Range Rover Evoque เป็นตัวหลักของปีนี้
20161201_2843
Aston Martin
ตามที่ Aston Martin เคยบอกไว้ว่าจะมีอะไรให้คุณตื่นเต้นทุกๆ ปีแบบไม่ขาดสาย Vanquish Coupe ก็คือคำตอบนั่นเอง
20161201_8460
Ford
กระแสที่แรงแบบไม่ตกของ Everest นั่นยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้เข้าร่วมงานแน่นอน
20161201_1524
Mitsubishi
คอนเซ็ปต์คาร์สีเหลืองสดภายใต้ชื่อรุ่น XM Concept นั้นก็ทำให้บูท Mitsubishi มีสีสันขึ้นมาทันที
20161201_2411
Hyundai
คอนเซ็ปต์คาร์จาก Hyundai นั้นก็มีรูปโฉมที่ล้ำสุดๆ ไม่แพ้ค่ายอื่นเช่นกัน
20161201_4412
ในฝั่งของมอเตอร์ไซค์นั้นก็คึกคักไม่แพ้รถยนต์และยังคงดูมีสีสันกว่าด้วยซ้ำในปีนี้เพราะมีรุ่นใหม่ให้เลือกตั้งแต่ซีซีเล็กๆ จนซีซีใหญ่เลยทีเดียว
Royal Enfield
ประเดิมตลาดด้วยรุ่น Continental GT สีเขียวเข้มที่ให้อารมณ์คลาสสิกตามสไตล์ Royal Enfield
245049
Triumph
Bonneville Bobber รุ่นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดและที่สำคัญเพิ่งเปิดตัวมาได้สดๆ ร้อนๆ ไม่กี่เดือนนี้เอง
20161201_3059
Ducati
รอบนี้สายสปอร์ตคงต้องหลีกทางให้กับสายครุยเซอร์แบบ XDiavel กันสักนิด
20161201_3178
Harley-Davidson
ความคลาสสิกที่ไม่มีวันตายของ Harley-Davidson
20161201_4280
Kawasaki
ซูเปอร์ไบค์ที่แรงสุดๆ ในชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้น H2R จริงๆ
20161201_6664
Benelli
อีกหนึ่งคันที่พลาดไม่ได้รุ่น 302R จาก Benelli
20161201_7454
BMW
G310R เป็นน้องเล็กสุดในค่ายใบพัดฟ้าขาวตอนนี้และราคาก็ยังน่าสนใจอีกด้วย
20161201_6415
KTM
เปลี่ยนมาฟีลลิ่งแบบลุยๆกับ KTM ดูบ้างก็เท่ไม่ใช่เล่น
20161201_274
Aprilia
ปิดท้ายกันที่ตัวแรงจากค่าย Aprilia รุ่น RSV4RF ที่ให้คุณได้สัมผัสกันเต็มๆ
20161201_5078

Related Post

wheels

คุณจะต้องหลงรักเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด Mercedes-Benz GLC

URBAN BEAST

รถยนต์สปอร์ตคูเป้ที่สามารถพาไปได้ทั้งออกงานสังคมและผจญภัยแบบสายลุย รับรองเลยว่าคุณจะต้องหลงรักเอสยูวีใหม่ล่าสุดจากค่ายดาวสามแฉกคันนี้แน่นอน

untitled-34-1-w2

 Mercedes-Benz GLC 250d 4 MATIC Coupe AMG

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ได้ออกรุ่น GLE Coupe มานั้น กระแสตอบรับจากแฟนๆ มีอยู่พอสมควรล่าสุด Mercedes-Benz ได้ส่งรุ่น GLC 250d 4 MATIC Coupe AMG ออกมาให้เราได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง และเสียงตอบรับจากแฟนๆ นั้นดังกว่าและน่าประทับใจกว่าครั้งที่รุ่นพี่ได้ออกมา เส้นสายตัวถังแบบคูเป้นั้นสัมผัสได้ถึงความสปอร์ตและดุดัน กระจังหน้าทรงสปอร์ต ช่องรับลมด้านหน้าขนาดใหญ่ ล้อ AMG ขนาด 20 นิ้วจากโรงงาน และไฟหน้าแบบแอลอีดี บั้นท้ายแบบคูเป้ทำให้ตัวรถดูไม่เทอะทะ ภายในห้องโดยสารใช้หนังแท้วัสดุพรีเมี่ยม เบาะด้านหลังสามารถพับเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ แถมที่สำคัญ เทรนด์น้ำท่วมที่ กำลังมาแรงนั้น GLC คันนี้สามารถพาคุณผ่านมันไปได้โดยไม่เจ็บตัว  อย่างแน่นอน

เครื่องยนต์: ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

ความจุเครื่องยนต์: 2,143 ซีซี.

แรงบิด: 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 1,800 รอบต่อนาที

มิติตัวถัง (กว้าง x ยาว x สูง): 1,890 x 4,732 x 1,602 มิลลิเมตร

0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง: 7.6 วินาที

ความเร็วสูงสุด: 222 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความจุสัมภาระ: 500 – 1,400 ลิตร

ขนาดยางหน้า: 255/45 R20

ขนาดยางหลัง: 285/40 R20

ราคา: เริ่มต้นที่ 4,090,000 บาท

Related Post

pagani-huayra-aftermarket-wheels-adv1-miami-hypercar-carbon-fiber-luxury-rims-e

5 รถสปอร์ต ที่อัญเชิญสุดยอดเครื่องยนต์จากค่ายอื่นมาใส่

หลายต่อหลายคนเวลาเห็นรถสปอร์ตแล้วพูดกันว่าแรงนั้นอาจจะลืมนึกไปว่าความแรงนั้นมาจากเครื่องยนต์เป็นหลักไม่ใช่รูปร่างภายนอก แล้วจะมีใครรู้บ้างไหมว่าต้นตอแห่งความแรงของแบรนด์สปอร์ตคาร์หลายๆ แบรนด์นั้นไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ของตัวเอง แต่นำเครื่องยนต์ที่ได้ชื่อว่าแรงของค่ายอื่นมาใช้แต่ได้ปรับแต่งให้มีพละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนจะมีแบรนด์ไหนบ้างนั้นมาดูไปพร้อมๆ กัน

1.Lotus Evora

1
ยนตรกรรมจากเกาะอังกฤษที่เปิดตัวออกมาครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 Lotus ได้นำเครื่องของ Toyota มาใช้พร้อมปรับแต่งความแรงเพิ่มเข้าไปเล็กน้อย มีให้เลือกแรงกันสองระดับคือ V6 3.5 ลิตร (Toyota 2GR-FE) เป็นเครื่อง N/A ผลิตพละกำลังได้ 276 แรงม้า และ V6 3.5 ลิตร (Toyota 2GR-FZE) เป็นเครื่องซูเปอร์ชาร์จสำหรับลูกค้ากลุ่มเท้าหนักโดยเฉพาะ ผลิตพละกำลังได้ 345 แรงม้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมว่าค่าย Lotus นั้นเขาก็ดังเรื่องช่วงล่างมากเป็นพิเศษ อย่าได้ริเอา Toyota ที่วางเครื่องรุ่นเดียวกันไปลองหวดเล่นซะละ

2.Pagani Huayra

pagani-huayra-opened-nci
สำหรับPagani Huayra นั้นต้องบอกว่าเขาเป็นลูกค้าชั้นดีของ Mercedes-Benz รายหนึ่งเลยล่ะเพราะแต่อดีต Pagani นั้นก็อุดหนุนเครื่องยนต์จาก Mercedes-Benz มาเป็นหัวใจให้กับรุ่น Zonda อยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลให้คุณซื้อซูเปอร์คาร์จาก Mercedes-Benz มาใช้ก็ได้นะ เพราะมันเป็นเหมือนกับการเทสไดรฟ์ฟีลลิ่งและอารมณ์แบบ Pagani ในคราบ Mercedes-Bnez ไปก่อน ก่อนจะควักเงินในกระเป๋าจ่ายเป็นร้อยล้านเพื่อซื้อ Huayra

3.Audi R8 V10

audi-r8-v10-plus-2013-fotos-widescreen-01
ต้องย้ำกันนิดหน่อยว่าเฉพาะเครื่อง V10 5.2 ลิตร FSI เท่านั้นที่ไปยืมของ Lamborghini เขามา แต่น่าจะเป็นคันเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุดเพราะ Audi เล่นไปเทคโอเวอร์ Lamborghini มาครองทำให้พักหลังๆ สองแบรนด์นี้จะมีกลิ่นอายที่อบอวลคล้ายกันอยู่บ้างแต่เอกลักษณ์ของแต่ละคันก็ยังถือว่าต่างกันชัดเจน แถมราคาของ R8 V10 นั้นก็จับต้องได้มากกว่า Lamborghini ถูกไหมล่ะ

4.Weismann GT MF5

0f786960d5cc442102be6039ab818b2f
ถึงแม้ว่าค่ายรถยนต์ Weissmann นั้นจะปิดตัวลงไปแล้วในปี 2014 แต่ก่อนหน้าที่จะปิดตัวนั้นรถยนต์จากค่ายนี้ก็ได้ใช้เครื่องจากสำนัก M Power ของ BMW มาตลอดเวลา ในรุ่นสุดท้ายก่อนที่บริษัทจะปิดตัวลง Weismann GT MF5 นั้นได้ใช้หัวใจเดียวกันกับ BMW M5 นั่นก็คือเครื่อง S63 V8 เทอร์โบคู่ ที่ผลิตกำลังออกมาให้ถึง 547 แรงม้า แถมยังมีท็อปสปีดถึง 311 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย

5.Toyota GT86 & Subaru BRZ

2013-subaru-brz-toyota-86-production-line
จริงก็ไม่ถึงกับเอาหัวใจของใครมาแรงซะทีเดียว เพราะเครื่อง 4U-GSE หรือ FA20 H4 ตัวนี้นั้น Toyota และ Subaru พัฒนาขึ้นร่วมกัน แต่สองค่ายนี้เขาแชร์ทั้งเครื่องยนต์ ตัวถังเรียกว่าเกือบ 99% เหมือนกันหมด เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันจริงๆ คือถ้ามองผ่านๆ คุณเองอาจจะบอกในทันทีไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารถคันนี้มัน Toyota หรือ Subaru กันแน่

Related Post

Mercedes-Maybach S 600 Pullman Guard. ;

Mercedes-Maybach S 600 Pullman Guard.;

5 สิ่งสุดเจ๋ง ที่คุณจะพบได้ใน Mercedes-Maybach S 600 Pullman Guard รถกันกระสุนสุดหรู

สำหรับ Mercedes-Matbach S 600 Pullman Guard สุดหรูที่คุณเห็นนี้นั้นจะมีหน้าตาเหมือนกับรุ่นธรรมดา แต่ฟังก์ชั่นความปลอดภัยและคุณสมบัติที่ถูกติดตั้งมาในคันนี้นั้นมันเจ๋งเกินกว่าจะมองข้ามไปเฉยๆ ส่วนหลายคนอาจจะงงเล็กน้อยกับคำว่า Pullman ที่พ่วงท้ายมานั้น แรกเริ่มเดิมทีในอดีตรถรุ่นที่มีชื่อว่า Pullman นั้นคือรุ่นที่หรูหราที่สุดของค่ายดาวสามแฉก และหรูขนาดถึงขั้นที่ประธานาธิบดีหลลายคนยังเลือกใช้เสียด้วย และปัจจุบันราคาค่าตัวของรุ่นคลาสสิกนั้นก็แพงสุดๆ เอาล่ะ คุณรู้ข้อมูลรถคันนี้เบื้องต้นมาพอสมควรละ ไปพบกับ 5 สิ่งสุดเจ๋งในรถคันนี้กันเลยดีกว่า

1.กระจกผู้โดยสารด้านหลัง : ที่คุณเห็นว่ามันดำๆเพียงด้านหลังนั้นเขาไม่ได้ไปติดฟิลม์เพิ่มมานะ แต่เพื่อรักษาความปลอดภัยเนื้อกระจกจะมีสีดำมาจากโรงงานผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้ใครที่ผ่านไปมามองเห็นว่าใครโดยสารอยู่ในนั้น กระจกด้านในจะเคลือบด้วยโพลีคาร์บอนเนต และเทคโนโลยีการผลิตกระจกลามิเนตสมัยนี้ก็ทำให้ตัวกระจกมีโครงสร้างที่แข็งแรงและบาง สามารถกันกระสุนได้สบายๆ

2.มาตรฐานความปลอดภัยระดับ VR9 : เราคิดว่าคุณต้องงงในครั้งแรกที่อ่านว่าเจ้า VR9 คืออะไร แต่อย่าเพื่งคิดเยอะไม่ใช้เครื่องยนต์ 9 สูบจาก Volkswagen แน่นอน แต่มันคือ Vehicle Resistance ระดับที่ 9 ซึ่งหากจะได้รับมาตรฐานการปลอดภัยสำหรับการต้านทานกระสุน ระเบิดหรืออะไรก็ตามที่มากระทำตัวรถระดับนนี้นั้น จะต้องมีวัสดุและอุปกรณ์ที่เจ๋งสุดๆ แน่นอน

3.1.4 ล้านยูโร : นั่นล่ะครับ ราคาของ Mercedes-Maybach S600 Pullman Guard สุดหรูหราและปลอดภัยคันนี้ ซึ่งหากคุณจำเป็นจะต้องใช้รถที่มีความปลอดภัยสูงระดับนี้ เงินในกระเป๋าของคุณต้องไม่ใช่เล่นแน่ๆ เพราะคิดออกมาเป็นเงินไทยเล่นๆ ก็ตกอยู่ 53,200,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีบ้านเรานะครับ)

4.V12 530 แรงม้า แรงบิด 830 นิวตันเมตร : อ้าว….เฮ้ย เครื่องซูเปอร์คาร์ แน่นอนว่ารถหนักปาเข้าไป 5 ตันกว่าจะมาวางเครื่องไฮบริดก็คงจะวิ่งไม่ออก มันก็ต้องพละกำลังระดับนี้ล่ะครับถึงจะสมน้ำสมเนื้อ แต่ที่ยังงงแบบไม่รู้สาเหตุคือทำไมถึงต้องล็อคความเร็วไว้ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมันจะหนีกระสุนไหนไหมเนี่ย

5.โครงสร้างแข็งแกร่งพิเศษ: ด้วยความที่เหมือนกับ Mercedes-Maybach S-Class Pullman รุ่นปกติเมื่อมองด้วยตาเปล่า แต่จริงๆ แล้วระหว่างโครงสร้างด้านในและตัวถังด้านนอกนั้นเป็นที่สิงสถิตย์ของเหล็กหนาพิเศษเพื่อป้องกันกระสุนเจาะเกราะที่มุ่งหน้ามาทำร้ายคุณโดยตรง และพอที่จะพาคุณหนีไปยังที่ปลอดภัยได้

Related Post

nokia_logo-4

“อยากจะอยู่รอดก็ต้องวิวัฒนาการ” Nokia ประกาศ Come Back ปลายปีนี้

หลังจากห่างหายไปพักใหญ่ในวงการอุปกรณ์สื่อสาร Nokia (โนเกีย) อดีตยักษ์ใหญ่จากประเทศฟินแลนด์ที่ตอนนี้อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท HMD Global กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งโนเกียเองก็ได้ตกลงกับ Microsoft แล้วว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะอยู่ภายใต้แบรนดิ้งของโนเกีย

nokia-c1-render_0

และภายในสิ้นปี 2016 นี้เองที่โนเกียตั้งใจจะปล่อยสมาร์ทโฟนออกมาถึง 3 รุ่น และแท็ปเล็ตอีก 1 รุ่น

ข่าวลือหนาหูมากมายต่างหลุดออกมาเรื่อยๆ บ้างว่าสมาร์ทโฟน 3 รุ่นที่จะออกมานั้นมีขนาด 5, 5.5,6.0 นิ้วตามลำดับ ใช้ชิป Snapdragon 820 และแสดงผลหน้าจอ QHD OLED ความละเอียดกล้อง 22 ล้านพิกเซล ซึ่ง 2 ใน 3 รุ่นนั้นจะเป็นตัวยืนของแบรนด์ 2 ขนาด

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสเป็คที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่ปลายปีนี้เราคงจะได้เห็นตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการแข่งขันที่เข้มขันกันอีกครั้ง

Content by Kornpat K.

Related Post

steve-wozniak-apple-co-founde-in-india

“ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่สนใจ iPhone 7” คำพูดสุดเจ็บจากผู้ร่วมก่อตั้ง Apple

Steve Wozniak (สตีฟ วอซเนียก) ลาออกจากบริษัทไปตั้งแต่ปี 1985 ก็จริง แต่เขายังติดตามผลงานของ Apple อยู่ห่างๆ และมีความหวังดีต่อบริษัทมาตลอด

“ผมได้ยินข่าวลือมาเยอะมาก ว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะเอาช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. ออก แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” เขากังวลเพราะว่าช่องเสียบแบบ 3.5 มม. แทบจะเป็นของมาตรฐานที่มีกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด

“ไห้ตายเถอะ คุณกำลังทำให้ผู้ใช้อารมณ์เสียนะ ผมไม่ชอบใช้บลูธูธหรือระบบไร้สายอะไรนี่เลย รถผมก็เชื่อมต่อบลูธูธกับมือถือได้เหมือนกัน”

“ผมมีหูฟังสั่งทำที่มันเข้ากับหูผมพอดี สบายจนสามารถใส่นอนได้เลยล่ะ … ทำไมผมต้องมาสนใจหูฟังบลูธูธนี่ด้วย? ถ้าสักวันหนึ่งหูฟังบลูธูธมันจะเจ๋งกว่าแบบมีสาย ผมอาจเปลี่ยนใจก็ได้”

ก่อนหน้านั้นเขาเคยออกมาพูดถึง Apple Watch “ผมชอบนาฬิกา Apple Watch ของผมนะ แต่คุณก็รู้ มันไม่ได้ทำให้เราเลิกสนใจนาฬิกาอนาล็อก อะไรจะดึงดูดความน่าสนใจนี้ได้บ้าง?”

“ผมไม่ค่อยชอบเลยที่บริษัท Apple พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ผมทำงานอย่างหนัก จ่ายภาษีเกิน 50% ทุกปี มันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรานะ ไอ้การเสียภาษีเนี่ย”

หลังจากวอซเนียกออกมาจาก Apple ในปี 1985 เขาไปทำงานเป็นผู้บรรยาย อาจารย์ เป็นคนสร้างรากฐานของอุปกรณ์ระบบ GPS แล้วก็จัดสัมนาคอมมิกในซิลิคอนวัลเล่กับสแตน ลี บ้างเป็นครั้งคราว

Content by Kornpat K., Source by www.theguardian.com

Related Post

17-iphone-7-03

10 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

ก่อนที่จะควักกระเป๋าเสียตังซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด มาทำความรู้จักกับคุณสัมบัติอันโดดเด่นของมันเสียก่อน

iphone-7-1

1. สีดำ Jet Black ตัวเครื่องอลูมิเนียม พื้นผิวมันวาว แสดงออกถึงความหรูหรา โลโก้แอปเปิ้ลวัสดุสเตนเลส

2. ปุ่ม Home แบบ Force Touch คือการแสดงผลต่างกันเมื่อเรากดเบาและกดแรง มีระบบ Taptic Engine การสั่นสะเทือนตอบสนองเวลาเรากดปุ่ม

3. สามารถกันน้ำได้ ความลึก 1 เมตร

4. iPhone 7 Plus มีกล้องคู่สำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง (f/1.8) และเลนส์ซูม (f/2.8) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ในขณะที่ iPhone 7 ธรรมดามีกล้องตัวเดียว (f/1.8)

5. หน้าจอเรตินา HD หน้าจอสว่างขึ้นกว่าเดิม 25%

6. ครั้งแรกที่ใส่ลำโพงสเตอริโอคู่ อยู่บริเวณด้านล่างข้างๆ Lightning port และลำโพงที่ไว้คุยโทรศัพท์

7. ตัดช่องเสียบหูฟังออก เหลือแต่ช่องชาร์จ แต่แถม Adapter สำหรับเสียบหูฟังหัว 3.5 มม. มาให้ภายในกล่อง

8. AirPods หูฟังไร้สายพร้อมไมโครโฟน Built-in เคาะที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเรียก Siri สามารถใช้งานได้ 24 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ราคา 6,900 บาท

9. เปิด Apple pay และ Transit ให้ใช้ในญี่ปุ่น (ในไทยคงต้องรอความคืบหน้าต่อไป)

10. ชิพ Apple A10 Fusion ประมวลผลเร็วกว่า iPhone 6 สามเท่า และเป็นชิพที่ประหยัดพลังงานที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแยรนด์ มีความจุ 32, 128, 256 GB แต่สีดำมีเพียง 128, 256 GB เท่านั้น

ส่วนราคา iPhone 7 เริ่มต้น $649 และ iPhone 7 Plus เริ่มต้น $769 (ยังไม่เปิดเผยราคาในไทย)

เริ่ม Pre-order วันที่ 9 กันยายน และวางจำหน่ายวันแรก 16 กันยายนนี้ โดยเริ่มวางจำหน่ายในประเทศกลุ่มแรก 28 ประเทศ

Related Post