คุณจะต้องหลงรักเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด Mercedes-Benz GLC

URBAN BEAST

รถยนต์สปอร์ตคูเป้ที่สามารถพาไปได้ทั้งออกงานสังคมและผจญภัยแบบสายลุย รับรองเลยว่าคุณจะต้องหลงรักเอสยูวีใหม่ล่าสุดจากค่ายดาวสามแฉกคันนี้แน่นอน

untitled-34-1-w2

 Mercedes-Benz GLC 250d 4 MATIC Coupe AMG

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ได้ออกรุ่น GLE Coupe มานั้น กระแสตอบรับจากแฟนๆ มีอยู่พอสมควรล่าสุด Mercedes-Benz ได้ส่งรุ่น GLC 250d 4 MATIC Coupe AMG ออกมาให้เราได้ตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง และเสียงตอบรับจากแฟนๆ นั้นดังกว่าและน่าประทับใจกว่าครั้งที่รุ่นพี่ได้ออกมา เส้นสายตัวถังแบบคูเป้นั้นสัมผัสได้ถึงความสปอร์ตและดุดัน กระจังหน้าทรงสปอร์ต ช่องรับลมด้านหน้าขนาดใหญ่ ล้อ AMG ขนาด 20 นิ้วจากโรงงาน และไฟหน้าแบบแอลอีดี บั้นท้ายแบบคูเป้ทำให้ตัวรถดูไม่เทอะทะ ภายในห้องโดยสารใช้หนังแท้วัสดุพรีเมี่ยม เบาะด้านหลังสามารถพับเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ แถมที่สำคัญ เทรนด์น้ำท่วมที่ กำลังมาแรงนั้น GLC คันนี้สามารถพาคุณผ่านมันไปได้โดยไม่เจ็บตัว  อย่างแน่นอน

เครื่องยนต์: ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

ความจุเครื่องยนต์: 2,143 ซีซี.

แรงบิด: 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 1,800 รอบต่อนาที

มิติตัวถัง (กว้าง x ยาว x สูง): 1,890 x 4,732 x 1,602 มิลลิเมตร

0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง: 7.6 วินาที

ความเร็วสูงสุด: 222 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความจุสัมภาระ: 500 – 1,400 ลิตร

ขนาดยางหน้า: 255/45 R20

ขนาดยางหลัง: 285/40 R20

ราคา: เริ่มต้นที่ 4,090,000 บาท

Related Post

5 รถสปอร์ต ที่อัญเชิญสุดยอดเครื่องยนต์จากค่ายอื่นมาใส่

หลายต่อหลายคนเวลาเห็นรถสปอร์ตแล้วพูดกันว่าแรงนั้นอาจจะลืมนึกไปว่าความแรงนั้นมาจากเครื่องยนต์เป็นหลักไม่ใช่รูปร่างภายนอก แล้วจะมีใครรู้บ้างไหมว่าต้นตอแห่งความแรงของแบรนด์สปอร์ตคาร์หลายๆ แบรนด์นั้นไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ของตัวเอง แต่นำเครื่องยนต์ที่ได้ชื่อว่าแรงของค่ายอื่นมาใช้แต่ได้ปรับแต่งให้มีพละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนจะมีแบรนด์ไหนบ้างนั้นมาดูไปพร้อมๆ กัน

1.Lotus Evora

1
ยนตรกรรมจากเกาะอังกฤษที่เปิดตัวออกมาครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 Lotus ได้นำเครื่องของ Toyota มาใช้พร้อมปรับแต่งความแรงเพิ่มเข้าไปเล็กน้อย มีให้เลือกแรงกันสองระดับคือ V6 3.5 ลิตร (Toyota 2GR-FE) เป็นเครื่อง N/A ผลิตพละกำลังได้ 276 แรงม้า และ V6 3.5 ลิตร (Toyota 2GR-FZE) เป็นเครื่องซูเปอร์ชาร์จสำหรับลูกค้ากลุ่มเท้าหนักโดยเฉพาะ ผลิตพละกำลังได้ 345 แรงม้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมว่าค่าย Lotus นั้นเขาก็ดังเรื่องช่วงล่างมากเป็นพิเศษ อย่าได้ริเอา Toyota ที่วางเครื่องรุ่นเดียวกันไปลองหวดเล่นซะละ

2.Pagani Huayra

pagani-huayra-opened-nci
สำหรับPagani Huayra นั้นต้องบอกว่าเขาเป็นลูกค้าชั้นดีของ Mercedes-Benz รายหนึ่งเลยล่ะเพราะแต่อดีต Pagani นั้นก็อุดหนุนเครื่องยนต์จาก Mercedes-Benz มาเป็นหัวใจให้กับรุ่น Zonda อยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลให้คุณซื้อซูเปอร์คาร์จาก Mercedes-Benz มาใช้ก็ได้นะ เพราะมันเป็นเหมือนกับการเทสไดรฟ์ฟีลลิ่งและอารมณ์แบบ Pagani ในคราบ Mercedes-Bnez ไปก่อน ก่อนจะควักเงินในกระเป๋าจ่ายเป็นร้อยล้านเพื่อซื้อ Huayra

3.Audi R8 V10

audi-r8-v10-plus-2013-fotos-widescreen-01
ต้องย้ำกันนิดหน่อยว่าเฉพาะเครื่อง V10 5.2 ลิตร FSI เท่านั้นที่ไปยืมของ Lamborghini เขามา แต่น่าจะเป็นคันเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุดเพราะ Audi เล่นไปเทคโอเวอร์ Lamborghini มาครองทำให้พักหลังๆ สองแบรนด์นี้จะมีกลิ่นอายที่อบอวลคล้ายกันอยู่บ้างแต่เอกลักษณ์ของแต่ละคันก็ยังถือว่าต่างกันชัดเจน แถมราคาของ R8 V10 นั้นก็จับต้องได้มากกว่า Lamborghini ถูกไหมล่ะ

4.Weismann GT MF5

0f786960d5cc442102be6039ab818b2f
ถึงแม้ว่าค่ายรถยนต์ Weissmann นั้นจะปิดตัวลงไปแล้วในปี 2014 แต่ก่อนหน้าที่จะปิดตัวนั้นรถยนต์จากค่ายนี้ก็ได้ใช้เครื่องจากสำนัก M Power ของ BMW มาตลอดเวลา ในรุ่นสุดท้ายก่อนที่บริษัทจะปิดตัวลง Weismann GT MF5 นั้นได้ใช้หัวใจเดียวกันกับ BMW M5 นั่นก็คือเครื่อง S63 V8 เทอร์โบคู่ ที่ผลิตกำลังออกมาให้ถึง 547 แรงม้า แถมยังมีท็อปสปีดถึง 311 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย

5.Toyota GT86 & Subaru BRZ

2013-subaru-brz-toyota-86-production-line
จริงก็ไม่ถึงกับเอาหัวใจของใครมาแรงซะทีเดียว เพราะเครื่อง 4U-GSE หรือ FA20 H4 ตัวนี้นั้น Toyota และ Subaru พัฒนาขึ้นร่วมกัน แต่สองค่ายนี้เขาแชร์ทั้งเครื่องยนต์ ตัวถังเรียกว่าเกือบ 99% เหมือนกันหมด เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันจริงๆ คือถ้ามองผ่านๆ คุณเองอาจจะบอกในทันทีไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารถคันนี้มัน Toyota หรือ Subaru กันแน่

Related Post

5 สิ่งสุดเจ๋ง ที่คุณจะพบได้ใน Mercedes-Maybach S 600 Pullman Guard รถกันกระสุนสุดหรู

สำหรับ Mercedes-Matbach S 600 Pullman Guard สุดหรูที่คุณเห็นนี้นั้นจะมีหน้าตาเหมือนกับรุ่นธรรมดา แต่ฟังก์ชั่นความปลอดภัยและคุณสมบัติที่ถูกติดตั้งมาในคันนี้นั้นมันเจ๋งเกินกว่าจะมองข้ามไปเฉยๆ ส่วนหลายคนอาจจะงงเล็กน้อยกับคำว่า Pullman ที่พ่วงท้ายมานั้น แรกเริ่มเดิมทีในอดีตรถรุ่นที่มีชื่อว่า Pullman นั้นคือรุ่นที่หรูหราที่สุดของค่ายดาวสามแฉก และหรูขนาดถึงขั้นที่ประธานาธิบดีหลลายคนยังเลือกใช้เสียด้วย และปัจจุบันราคาค่าตัวของรุ่นคลาสสิกนั้นก็แพงสุดๆ เอาล่ะ คุณรู้ข้อมูลรถคันนี้เบื้องต้นมาพอสมควรละ ไปพบกับ 5 สิ่งสุดเจ๋งในรถคันนี้กันเลยดีกว่า

1.กระจกผู้โดยสารด้านหลัง : ที่คุณเห็นว่ามันดำๆเพียงด้านหลังนั้นเขาไม่ได้ไปติดฟิลม์เพิ่มมานะ แต่เพื่อรักษาความปลอดภัยเนื้อกระจกจะมีสีดำมาจากโรงงานผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้ใครที่ผ่านไปมามองเห็นว่าใครโดยสารอยู่ในนั้น กระจกด้านในจะเคลือบด้วยโพลีคาร์บอนเนต และเทคโนโลยีการผลิตกระจกลามิเนตสมัยนี้ก็ทำให้ตัวกระจกมีโครงสร้างที่แข็งแรงและบาง สามารถกันกระสุนได้สบายๆ

2.มาตรฐานความปลอดภัยระดับ VR9 : เราคิดว่าคุณต้องงงในครั้งแรกที่อ่านว่าเจ้า VR9 คืออะไร แต่อย่าเพื่งคิดเยอะไม่ใช้เครื่องยนต์ 9 สูบจาก Volkswagen แน่นอน แต่มันคือ Vehicle Resistance ระดับที่ 9 ซึ่งหากจะได้รับมาตรฐานการปลอดภัยสำหรับการต้านทานกระสุน ระเบิดหรืออะไรก็ตามที่มากระทำตัวรถระดับนนี้นั้น จะต้องมีวัสดุและอุปกรณ์ที่เจ๋งสุดๆ แน่นอน

3.1.4 ล้านยูโร : นั่นล่ะครับ ราคาของ Mercedes-Maybach S600 Pullman Guard สุดหรูหราและปลอดภัยคันนี้ ซึ่งหากคุณจำเป็นจะต้องใช้รถที่มีความปลอดภัยสูงระดับนี้ เงินในกระเป๋าของคุณต้องไม่ใช่เล่นแน่ๆ เพราะคิดออกมาเป็นเงินไทยเล่นๆ ก็ตกอยู่ 53,200,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีบ้านเรานะครับ)

4.V12 530 แรงม้า แรงบิด 830 นิวตันเมตร : อ้าว….เฮ้ย เครื่องซูเปอร์คาร์ แน่นอนว่ารถหนักปาเข้าไป 5 ตันกว่าจะมาวางเครื่องไฮบริดก็คงจะวิ่งไม่ออก มันก็ต้องพละกำลังระดับนี้ล่ะครับถึงจะสมน้ำสมเนื้อ แต่ที่ยังงงแบบไม่รู้สาเหตุคือทำไมถึงต้องล็อคความเร็วไว้ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมันจะหนีกระสุนไหนไหมเนี่ย

5.โครงสร้างแข็งแกร่งพิเศษ: ด้วยความที่เหมือนกับ Mercedes-Maybach S-Class Pullman รุ่นปกติเมื่อมองด้วยตาเปล่า แต่จริงๆ แล้วระหว่างโครงสร้างด้านในและตัวถังด้านนอกนั้นเป็นที่สิงสถิตย์ของเหล็กหนาพิเศษเพื่อป้องกันกระสุนเจาะเกราะที่มุ่งหน้ามาทำร้ายคุณโดยตรง และพอที่จะพาคุณหนีไปยังที่ปลอดภัยได้

Related Post

“อยากจะอยู่รอดก็ต้องวิวัฒนาการ” Nokia ประกาศ Come Back ปลายปีนี้

หลังจากห่างหายไปพักใหญ่ในวงการอุปกรณ์สื่อสาร Nokia (โนเกีย) อดีตยักษ์ใหญ่จากประเทศฟินแลนด์ที่ตอนนี้อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท HMD Global กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งโนเกียเองก็ได้ตกลงกับ Microsoft แล้วว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะอยู่ภายใต้แบรนดิ้งของโนเกีย

nokia-c1-render_0

และภายในสิ้นปี 2016 นี้เองที่โนเกียตั้งใจจะปล่อยสมาร์ทโฟนออกมาถึง 3 รุ่น และแท็ปเล็ตอีก 1 รุ่น

ข่าวลือหนาหูมากมายต่างหลุดออกมาเรื่อยๆ บ้างว่าสมาร์ทโฟน 3 รุ่นที่จะออกมานั้นมีขนาด 5, 5.5,6.0 นิ้วตามลำดับ ใช้ชิป Snapdragon 820 และแสดงผลหน้าจอ QHD OLED ความละเอียดกล้อง 22 ล้านพิกเซล ซึ่ง 2 ใน 3 รุ่นนั้นจะเป็นตัวยืนของแบรนด์ 2 ขนาด

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสเป็คที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่ปลายปีนี้เราคงจะได้เห็นตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการแข่งขันที่เข้มขันกันอีกครั้ง

Content by Kornpat K.

Related Post

“ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่สนใจ iPhone 7” คำพูดสุดเจ็บจากผู้ร่วมก่อตั้ง Apple

Steve Wozniak (สตีฟ วอซเนียก) ลาออกจากบริษัทไปตั้งแต่ปี 1985 ก็จริง แต่เขายังติดตามผลงานของ Apple อยู่ห่างๆ และมีความหวังดีต่อบริษัทมาตลอด

“ผมได้ยินข่าวลือมาเยอะมาก ว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะเอาช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. ออก แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” เขากังวลเพราะว่าช่องเสียบแบบ 3.5 มม. แทบจะเป็นของมาตรฐานที่มีกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด

“ไห้ตายเถอะ คุณกำลังทำให้ผู้ใช้อารมณ์เสียนะ ผมไม่ชอบใช้บลูธูธหรือระบบไร้สายอะไรนี่เลย รถผมก็เชื่อมต่อบลูธูธกับมือถือได้เหมือนกัน”

“ผมมีหูฟังสั่งทำที่มันเข้ากับหูผมพอดี สบายจนสามารถใส่นอนได้เลยล่ะ … ทำไมผมต้องมาสนใจหูฟังบลูธูธนี่ด้วย? ถ้าสักวันหนึ่งหูฟังบลูธูธมันจะเจ๋งกว่าแบบมีสาย ผมอาจเปลี่ยนใจก็ได้”

ก่อนหน้านั้นเขาเคยออกมาพูดถึง Apple Watch “ผมชอบนาฬิกา Apple Watch ของผมนะ แต่คุณก็รู้ มันไม่ได้ทำให้เราเลิกสนใจนาฬิกาอนาล็อก อะไรจะดึงดูดความน่าสนใจนี้ได้บ้าง?”

“ผมไม่ค่อยชอบเลยที่บริษัท Apple พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ผมทำงานอย่างหนัก จ่ายภาษีเกิน 50% ทุกปี มันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรานะ ไอ้การเสียภาษีเนี่ย”

หลังจากวอซเนียกออกมาจาก Apple ในปี 1985 เขาไปทำงานเป็นผู้บรรยาย อาจารย์ เป็นคนสร้างรากฐานของอุปกรณ์ระบบ GPS แล้วก็จัดสัมนาคอมมิกในซิลิคอนวัลเล่กับสแตน ลี บ้างเป็นครั้งคราว

Content by Kornpat K., Source by www.theguardian.com

Related Post

10 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

ก่อนที่จะควักกระเป๋าเสียตังซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด มาทำความรู้จักกับคุณสัมบัติอันโดดเด่นของมันเสียก่อน

iphone-7-1

1. สีดำ Jet Black ตัวเครื่องอลูมิเนียม พื้นผิวมันวาว แสดงออกถึงความหรูหรา โลโก้แอปเปิ้ลวัสดุสเตนเลส

2. ปุ่ม Home แบบ Force Touch คือการแสดงผลต่างกันเมื่อเรากดเบาและกดแรง มีระบบ Taptic Engine การสั่นสะเทือนตอบสนองเวลาเรากดปุ่ม

3. สามารถกันน้ำได้ ความลึก 1 เมตร

4. iPhone 7 Plus มีกล้องคู่สำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง (f/1.8) และเลนส์ซูม (f/2.8) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ในขณะที่ iPhone 7 ธรรมดามีกล้องตัวเดียว (f/1.8)

5. หน้าจอเรตินา HD หน้าจอสว่างขึ้นกว่าเดิม 25%

6. ครั้งแรกที่ใส่ลำโพงสเตอริโอคู่ อยู่บริเวณด้านล่างข้างๆ Lightning port และลำโพงที่ไว้คุยโทรศัพท์

7. ตัดช่องเสียบหูฟังออก เหลือแต่ช่องชาร์จ แต่แถม Adapter สำหรับเสียบหูฟังหัว 3.5 มม. มาให้ภายในกล่อง

8. AirPods หูฟังไร้สายพร้อมไมโครโฟน Built-in เคาะที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเรียก Siri สามารถใช้งานได้ 24 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ราคา 6,900 บาท

9. เปิด Apple pay และ Transit ให้ใช้ในญี่ปุ่น (ในไทยคงต้องรอความคืบหน้าต่อไป)

10. ชิพ Apple A10 Fusion ประมวลผลเร็วกว่า iPhone 6 สามเท่า และเป็นชิพที่ประหยัดพลังงานที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแยรนด์ มีความจุ 32, 128, 256 GB แต่สีดำมีเพียง 128, 256 GB เท่านั้น

ส่วนราคา iPhone 7 เริ่มต้น $649 และ iPhone 7 Plus เริ่มต้น $769 (ยังไม่เปิดเผยราคาในไทย)

เริ่ม Pre-order วันที่ 9 กันยายน และวางจำหน่ายวันแรก 16 กันยายนนี้ โดยเริ่มวางจำหน่ายในประเทศกลุ่มแรก 28 ประเทศ

Related Post

Lexus NX 200t เอสยูวีขนาดเล็ก ที่อัดแน่นไปด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ในยุคนี้ยานยนต์ได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยหรูหราเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งก็คงต้องยกให้เป็นปีทองของรถยนต์เอสยูวี ที่หลายค่ายแบรนด์ดังต่างก็สรรสร้างรถยนต์เอสยูวีของตนให้โดดเด่นกว่าใคร และหนึ่งในเอสยูวีที่อยู่ในระดับต้นๆ นั้น ก็คงต้องมีชื่อแบรนด์ดังอย่าง Lexus (เล็กซัส) ติดโผอยู่เป็นที่แน่นอน และถึงแม้ว่า lexus จะเป็นค่ายที่ผลิตยนต์ที่เน้นความหรูหรานุ่มนวลพร้อมสมรรถนะที่เป็นเลิศมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี แต่กลับไม่เคยได้นำเทคโนโลยีเทอร์โบมาใช้เลยแม้แต่รุ่นเดียว แต่ล่าสุดนี้ lexus ก็ได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีเทอร์โบเข้ามาใช้กับรถครอสโอเวอร์ตัวเล็กเป็นครั้งแรกในรุ่น Lexus NX200T

2015-Lexus-NX-200t-F-Sport-side-profile1

รถยนต์เอสยูวีขนาดเล็ก รูปลักษณ์ภายนอกสไตล์โฉบเฉี่ยว โดยทั้งไฟหน้าจรดไฟท้ายมีทรงปราดเปรียวรูปตัว L  กระจังหน้าทรงนาฬิกาทราย เส้นด้านข้างเน้นความเฉียบคม โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่เพิ่มความสปอร์ตแบบครบเครื่องกันเลยทีเดียว

ภายในยังคงอัดแน่นไปด้วยความหรูหราสไตล์สปอร์ตอย่างลงตัว เบาะนั่งและคอนโซลหน้าใช้วัสดุหนังอย่างดีในการผลิต คอนโซลหน้ามาพร้อมจอแสดงผลอินโฟเทนเมนต์ ควบคุมด้วยปุ่มคอนโซลกลาง ด้านสีสันและการตกแต่งมีให้เลือกถึง 5 แบบ ทั้งแนวหรูหราด้วยสีครีม เรียบง่ายกับสีดำ เข้มขรึมกับสีน้ำตาล ทันสมัยกับสีแดง หรือจะเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยชุดแต่ง F-Sport เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างครบครัน

2015LexusNX200tFSportinterior-1

แม้จะเป็นรถเอสยูวีขนาดเล็ก แต่ก็แอบซ่อนขุมกำลังเครื่องยนต์ที่เร้าใจ ด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบเพื่อมอบประสิทธิภาพให้อัตราเร่งที่แรงสะใจมากขึ้น เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2,000 ซีซี ที่ให้พละกำลัง 238 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร มีระบบ VVT-iW ที่ช่วยเผาไหม้ได้อย่างหมดจด ระบบ Twin-Scroll Turbocharger ที่ทำงานร่วมกับ Air-to-Liquid เพื่อให้คุณสามารถเร่งแซงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบควบคุมการกระจายแรงบิดที่ล้อหน้าและหลัง ในด้านของระบบช่วยเหลือในการขับขี่ก็จัดเต็มสมชื่อ Lexus โดยมีทั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control เซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณคนเดินรอบคัน ระบบรักษาช่องทาง ระบบตรวจจับวัตถุในจุดบอด ระบบไฟหน้าอัจฉริยะช่วยป้องกันไฟส่องรถคันอื่น และระบบหยุดรถอัตโนมัติเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการชนอีกด้วย

พูดได้เลยว่า ความหรูหราและความสะดวกสบายที่ Lexus มอบให้นั้นมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม มาพร้อมกับความประหยัดและความปลอดภัยที่ Lexus ยังคงให้ความสำคัญอยู่มาโดยตลอด

Content by Tachakorn M.

Related Post

IAA ของ Mercedes-Benz คือการผสมผสานโลกดิจิตอลและความหรูหราได้อย่างลงตัว

Digital Transformer

เทคโนโลยีการออกแบบรถยนต์ Intelligent Aerodynamic Automobile (IAA) ของ Mercedes-Benz ผสมผสานความทันสมัยของโลกดิจิตอลและความหรูหราให้อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

Mercedes-Benz “Concept IAA” (Intelligent Aerodynamic Automobile). Die Studie schaltet ab einer Geschwindigkeit von 80 km/h automatisch vom Design-Modus in den Aerodynamik-Modus und verändert durch zahlreiche aktive Aerodynamik-Maßnahmen ihre Gestalt. Das Fahrzeug erreicht dadurch einen cw-Wert von 0,19.  The study switches automatically from design mode to aerodynamic mode when the vehicle reaches a speed of 80 km/h, whereby numerous aerodynamics measures alter the shape of the vehicle with a Cd value of 0.19

นี่คือคอนเซ็ปต์คาร์ที่มีแนวคิดล้ำที่สุดเท่าที่โลกเคยสร้างสรรค์มา “Concept IAA” จาก Mercedes-Benz คันนี้ คือรถสองบุคลิกในหนึ่งเดียว กล่าวคือมันเป็นทั้งสปอร์ตคาร์ทรงคูเป้ 4 ประตู และรถยนต์ต้นแบบสุดเพรียวลมที่มีค่าแรงสัมประสิทธิ์การเสียดทานของอากาศ เพียง 0.19 เท่านั้น สามารถเร่งความเร็วจนถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเปลี่ยนรูปทรงของรถโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วเร่งมาถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยกดปุ่มเพียงครั้งเดียว รถคูเป้สี่ประตูสุดล้ำคั้นนี้แปลงร่างเป็นรถที่มีแอร์โรไดนามิกระดับหัวแถวของโลกไปเลย

2015 Mercedes-Benz IAA Concept

โดยเจ้า Concept IAA นั้นจะยืดและขยายส่วนต่างๆ ของตัวรถทั้งหมดแปดส่วนรอบคัน และในส่วนของท้ายรถ มีการเพิ่มความยาวขึ้นอีก 390 มิลลิเมตร กางครีบอากาศด้านหน้าตัวรถที่ซ่อนอยู่ในกันชนหน้าขยับความยาวออกไปข้างหน้าอีก 25 มิลลิเมตร และด้านหลังอีก 20 มิลลิเมตร ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศด้านหน้าตัวรถ และช่วงซุ้มล้อหน้ามีอัตราที่ดีขึ้น ลดแรงเสียดทานโดยรวมได้อย่างดี ส่วนบริเวณขอบซุ้มล้อขยับลดขนาดจาก 55 มิลลิเมตรมาเป็นศูนย์ ช่องบานเกล็ดภายในกันชนหน้าเลื่อนถอยหลังเข้าไปอีก 60 มิลลิเมตร เพื่อปรับทิศทางของอากาศที่ไหลผ่านด้านใต้ตัวรถให้ดีขึ้น

05

การสร้างยนตรกรรมล้ำยุคคันนี้ อาศัยเทคโนโลยีดิจิตอลช่วยอำนวยความสะดวกในการออกแบบ นับเป็นรถยนต์ต้นแบบแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง การทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน ตั้งแต่โครงสร้าง ตัวถัง ไปจนถึงรูปทรงของตัวรถ ที่นำอัลกอริทึมชั้นสูงมาช่วยสร้างฟอร์มทางเรขาคณิตที่ซับซ้อน และยังใช้ซอฟต์แวร์อีกหลายชุดในการออกแบบแบบไดนามิก โดยสร้างเป็นโมเดลสามมิติก่อน ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอากาศพลศาสตร์ของ Mercedes คำนวณรูปแบบของรถได้มากกว่า 300 รูปแบบ เพื่อค้นหารูปแบบที่ดีที่สุด

08

สำหรับการออกแบบภายใน Mercedes ให้ความสำคัญกับความหรูหรามาเป็นอันดับหนึ่ง นำเส้นสายที่ต่อเนื่องของโมเดล S-Class และ S-Class Coupe มาเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์ เลือกใช้วัสดุที่ดูเผินๆ ว่าขัดแย้ง แต่เมื่อนำมาอยู่ด้วยกันกลับกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเช่น หินแอนทราไซต์และสีขาว หรือว่าการผสมผสานของอะลูมิเนียมและวัสดุโปร่งใส หรือแม้แต่พวงมาลัยที่ให้ความรู้สึกว่าความล้ำสมัยราวกับขับอวกาศยาน มีระบบ Optical Finger Navigation (OFN) ที่สามารถใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัสที่แป้นบนพวงมาลัย ก็สามารถลากนิ้วสั่งการส่วนต่างๆ ที่ต้องการควบคุมไม่ต่างจากสมาร์ตโฟน ตอบโจทย์ในเรื่องของการขับในแบบที่เรียกว่า ตาดูทางมือจับพวงมาลัย เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ Mercedes นั้นให้ความสำคัญมาโดยตลอด

02

ยานยนต์สองร่างในหนึ่งคันนี้ยังใช้เครื่องยนต์ 2 รูปแบบด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ขณะที่รถยนต์จอดยังสามารถชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรีได้เพื่อให้พร้อมในการใช้งานครั้งต่อไปได้อีกด้วย เทคโนโลยีนี้กำลังเป็นที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี ด้วยการทำงานผสมผสานกันระหว่างเชื้อเพลิงและไฟฟ้าทำให้ Concept IAA คันนี้มีพละกำลังถึง 279 แรงม้า และยังสามารถทำความเร็วได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชัวโมง (แต่มันแปลงร่างตั้งแต่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วล่ะ) ซึ่งก็รู้กันว่ามันสามารถทะยานไปได้มากกว่านี้ได้แน่ๆ ถ้าหากกฎหมายอนุญาต

เทคโนโลยีของ Concept IAA จะไม่ได้เป็นเพียงคอนเซ็ปต์คาร์ แต่ถูกนำเอามาใช้ในการออกแบบและผลิตรถยนต์แล้วในบางรุ่น และนี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า Concept IAA คือรถแห่งอนาคตที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

Content by Jonut

Related Post

Toyota Harrier ยกระดับความหรูหรา เอสยูวีพรีเมียมรุ่นพิเศษ

โตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น ได้เผยโฉมรถเอสยูวี รุ่นพิเศษในชื่อ Harrier Premium Style Ash ที่มาพร้อมความหรูหราที่เหนือระดับทั้งภายนอกและภายใน

toyota-harrier-lexus-rx-preview-2-1374760449

Harrier Premium Style Ash ได้ถูกยกระดับความเป็นพรีเมียมด้วยสีตัวถัง ทั้ง 4 เฉดสี พร้อมสีใหม่ Blue Metallic Colour Scheme รวมเป็น 5 สี ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ภายในยังเพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนังแท้กึ่งหนัง suede ทูโทน ดำเทา พร้อมแผงหน้าปัดและแผงประตูตกแต่งตัดเย็บสีเทาอ่อน พวงมาลัยหุ้มหนังอย่างดี เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า และระบบอุ่นเบาะแบบครบครัน

next-gen-toyota-harrier-hints-at-new-lexus-rx_3

Harrier รุ่นพิเศษยังมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2 ทางเลือก เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น 3ZR-FAE ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-I และเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร รุ่น 2AR-FXE ในตัวที่ 2 พร้อมระบบขับ 4 แบบไฟฟ้า eletric four-wheel drive ราคาเริ่มต้นที่ 3,237,055 เยน ในรุ่น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ราคาอยู่ที่ 4,132,473 เยน

TOYOTA-Harrier-5032_35
Content by Thachakorn Meeprasert

Related Post

ถึงเวลาแล้วที่เราจะไปพบกับ Toyota Fortuner รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะมาเติมเต็มการขับขี่ให้คุณอีกระดับ

All New Experience

ลอปติมัมได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ All New Fortuner และ New Fortuner TRD Sportivo เอสยูวีระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Toyota (โตโยต้า) ตะลุยไปตามเส้นทางขึ้นลงเขาในหลายสภาพภูมิประเทศของเกาะสมุยเพื่อแสดงสมรรถนะในระดับที่เรียกได้ว่า เกินความคาดหมาย รูปร่างภายนอกของ Fortuner ใหม่นั้นโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED ที่สะท้อนล้ำสมัยแบบมีระดับ เสารับสัญญาณวิทยุแบบครีบปลาฉลาม การดีไซน์ของกระจังหน้า และกันชนหน้า ที่ให้ความรู้สึกดุดันและแข็งแกร่งทันสมัยอย่างลงตัว เสริมความแกร่งด้วยล้ออัลลอยลายก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว

Main (5)_w1

ก้าวแรกที่เข้าไปในห้องโดยสารเราก็ประทับใจกับห้องโดยสารขนาดใหญ่กับเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง พร้อมด้วยฟังก์ชั่นอินโฟเทนเมนต์ภายใน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางพร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอขนาด 7 นิ้ว ที่จะช่วยนำเรามุ่งหน้าไปตามเส้นทางได้อย่างถูกต้องและแม่นยำตลอดการเดินทาง เครื่องเสียงแบบ Premium Audio ที่มาช่วยเติมเต็มสุนทรียภาพในการเดินทาง พร้อมกับลำโพง 11 ตำแหน่งรอบคันให้ทุกตำแหน่งที่นั่งได้อรรถรสที่ดีที่สุด ช่องเก็บ Cool Box ทำความเย็นขนาดกะทัดรัด ที่ติดตั้งไว้ในตัวรถสำหรับการเดินทางไกลเหมาะแก่การแช่ของที่ต้องเก็บความเย็น พร้อมช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า DC 12 โวลต์ และ AC 220 โวลต์ที่ช่วยให้คุณออกไปแคมป์ปิ้งตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มีระบบประตูท้ายเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมป้องกันการหนีบที่จะทำให้คุณไม่ต้องออกแรงเพื่อปิดประตูบานใหญ่นี้อีกต่อไป และกุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Immobilizer สำหรับสตาร์ตเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน แต่สำหรับตัว New Fortuner TRD Sportivo นั้นพิเศษขึ้นมาอีกขั้นด้วยหลังคาแบบ Black Top เคลือบฟิล์มดำดูโฉบเฉี่ยว ล้ออัลลอย TRD 20 นิ้ว ท่อไอเสียสเตนเลสสตีลดีไซน์สปอร์ต พร้อมแถบคาดโครเมียมรมดำ

Main (2)_w1

นอกจากรูปลักษณ์ที่เท่ไม่ซ้ำใครแล้ว เรื่องประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถก็ไม่เป็นรองใคร เพราะ Toyota คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก รุ่นนี้ จึงมาพร้อมกับระบบ DAC หรือระบบควบคุมความเร็วขณะลงทาง
ลาดชันที่จะช่วยคุมแรงเบรกอัตโนมัติเมื่อลงทางชัน ป้องกันไม่ให้รถไถลลื่น เหมาะแก่การขับรถลุยตาม
เส้นทางขึ้น-ลงเขา ส่วนการขึ้นทางลาดชันนั้นยังมีตัวช่วยเสริมอย่าง HAC หรือระบบช่วยออกตัวบนทางชัน 
ระบบและฟังก์ชั่นมากมายขนาดนี้แล้ว คงไม่ผิดถ้าจะพูดว่าแม้มีรถเอสยูวีออกมามากมายแค่ไหนแต่ตระกูล Fortuner ก็ยังคงครองใจคนรุ่นใหม่ได้ด้วยรูปลักษณ์ และสมรรถะที่เป็นหนึ่งอย่างแน่นอน

Content by Ronnakorn R.

Related Post