“อยากจะอยู่รอดก็ต้องวิวัฒนาการ” Nokia ประกาศ Come Back ปลายปีนี้

หลังจากห่างหายไปพักใหญ่ในวงการอุปกรณ์สื่อสาร Nokia (โนเกีย) อดีตยักษ์ใหญ่จากประเทศฟินแลนด์ที่ตอนนี้อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท HMD Global กำลังจะกลับมาอีกครั้งกับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งโนเกียเองก็ได้ตกลงกับ Microsoft แล้วว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะอยู่ภายใต้แบรนดิ้งของโนเกีย

nokia-c1-render_0

และภายในสิ้นปี 2016 นี้เองที่โนเกียตั้งใจจะปล่อยสมาร์ทโฟนออกมาถึง 3 รุ่น และแท็ปเล็ตอีก 1 รุ่น

ข่าวลือหนาหูมากมายต่างหลุดออกมาเรื่อยๆ บ้างว่าสมาร์ทโฟน 3 รุ่นที่จะออกมานั้นมีขนาด 5, 5.5,6.0 นิ้วตามลำดับ ใช้ชิป Snapdragon 820 และแสดงผลหน้าจอ QHD OLED ความละเอียดกล้อง 22 ล้านพิกเซล ซึ่ง 2 ใน 3 รุ่นนั้นจะเป็นตัวยืนของแบรนด์ 2 ขนาด

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสเป็คที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่ปลายปีนี้เราคงจะได้เห็นตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการแข่งขันที่เข้มขันกันอีกครั้ง

Content by Kornpat K.

Related Post

“ผมคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่สนใจ iPhone 7” คำพูดสุดเจ็บจากผู้ร่วมก่อตั้ง Apple

Steve Wozniak (สตีฟ วอซเนียก) ลาออกจากบริษัทไปตั้งแต่ปี 1985 ก็จริง แต่เขายังติดตามผลงานของ Apple อยู่ห่างๆ และมีความหวังดีต่อบริษัทมาตลอด

“ผมได้ยินข่าวลือมาเยอะมาก ว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะเอาช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. ออก แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” เขากังวลเพราะว่าช่องเสียบแบบ 3.5 มม. แทบจะเป็นของมาตรฐานที่มีกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด

“ไห้ตายเถอะ คุณกำลังทำให้ผู้ใช้อารมณ์เสียนะ ผมไม่ชอบใช้บลูธูธหรือระบบไร้สายอะไรนี่เลย รถผมก็เชื่อมต่อบลูธูธกับมือถือได้เหมือนกัน”

“ผมมีหูฟังสั่งทำที่มันเข้ากับหูผมพอดี สบายจนสามารถใส่นอนได้เลยล่ะ … ทำไมผมต้องมาสนใจหูฟังบลูธูธนี่ด้วย? ถ้าสักวันหนึ่งหูฟังบลูธูธมันจะเจ๋งกว่าแบบมีสาย ผมอาจเปลี่ยนใจก็ได้”

ก่อนหน้านั้นเขาเคยออกมาพูดถึง Apple Watch “ผมชอบนาฬิกา Apple Watch ของผมนะ แต่คุณก็รู้ มันไม่ได้ทำให้เราเลิกสนใจนาฬิกาอนาล็อก อะไรจะดึงดูดความน่าสนใจนี้ได้บ้าง?”

“ผมไม่ค่อยชอบเลยที่บริษัท Apple พยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ผมทำงานอย่างหนัก จ่ายภาษีเกิน 50% ทุกปี มันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรานะ ไอ้การเสียภาษีเนี่ย”

หลังจากวอซเนียกออกมาจาก Apple ในปี 1985 เขาไปทำงานเป็นผู้บรรยาย อาจารย์ เป็นคนสร้างรากฐานของอุปกรณ์ระบบ GPS แล้วก็จัดสัมนาคอมมิกในซิลิคอนวัลเล่กับสแตน ลี บ้างเป็นครั้งคราว

Content by Kornpat K., Source by www.theguardian.com

Related Post

10 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

ก่อนที่จะควักกระเป๋าเสียตังซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด มาทำความรู้จักกับคุณสัมบัติอันโดดเด่นของมันเสียก่อน

iphone-7-1

1. สีดำ Jet Black ตัวเครื่องอลูมิเนียม พื้นผิวมันวาว แสดงออกถึงความหรูหรา โลโก้แอปเปิ้ลวัสดุสเตนเลส

2. ปุ่ม Home แบบ Force Touch คือการแสดงผลต่างกันเมื่อเรากดเบาและกดแรง มีระบบ Taptic Engine การสั่นสะเทือนตอบสนองเวลาเรากดปุ่ม

3. สามารถกันน้ำได้ ความลึก 1 เมตร

4. iPhone 7 Plus มีกล้องคู่สำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง (f/1.8) และเลนส์ซูม (f/2.8) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ในขณะที่ iPhone 7 ธรรมดามีกล้องตัวเดียว (f/1.8)

5. หน้าจอเรตินา HD หน้าจอสว่างขึ้นกว่าเดิม 25%

6. ครั้งแรกที่ใส่ลำโพงสเตอริโอคู่ อยู่บริเวณด้านล่างข้างๆ Lightning port และลำโพงที่ไว้คุยโทรศัพท์

7. ตัดช่องเสียบหูฟังออก เหลือแต่ช่องชาร์จ แต่แถม Adapter สำหรับเสียบหูฟังหัว 3.5 มม. มาให้ภายในกล่อง

8. AirPods หูฟังไร้สายพร้อมไมโครโฟน Built-in เคาะที่หูฟัง 2 ครั้งเพื่อเรียก Siri สามารถใช้งานได้ 24 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ราคา 6,900 บาท

9. เปิด Apple pay และ Transit ให้ใช้ในญี่ปุ่น (ในไทยคงต้องรอความคืบหน้าต่อไป)

10. ชิพ Apple A10 Fusion ประมวลผลเร็วกว่า iPhone 6 สามเท่า และเป็นชิพที่ประหยัดพลังงานที่สุดเท่าที่เคยมีมาของแยรนด์ มีความจุ 32, 128, 256 GB แต่สีดำมีเพียง 128, 256 GB เท่านั้น

ส่วนราคา iPhone 7 เริ่มต้น $649 และ iPhone 7 Plus เริ่มต้น $769 (ยังไม่เปิดเผยราคาในไทย)

เริ่ม Pre-order วันที่ 9 กันยายน และวางจำหน่ายวันแรก 16 กันยายนนี้ โดยเริ่มวางจำหน่ายในประเทศกลุ่มแรก 28 ประเทศ

Related Post

Lexus NX 200t เอสยูวีขนาดเล็ก ที่อัดแน่นไปด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ในยุคนี้ยานยนต์ได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยหรูหราเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งก็คงต้องยกให้เป็นปีทองของรถยนต์เอสยูวี ที่หลายค่ายแบรนด์ดังต่างก็สรรสร้างรถยนต์เอสยูวีของตนให้โดดเด่นกว่าใคร และหนึ่งในเอสยูวีที่อยู่ในระดับต้นๆ นั้น ก็คงต้องมีชื่อแบรนด์ดังอย่าง Lexus (เล็กซัส) ติดโผอยู่เป็นที่แน่นอน และถึงแม้ว่า lexus จะเป็นค่ายที่ผลิตยนต์ที่เน้นความหรูหรานุ่มนวลพร้อมสมรรถนะที่เป็นเลิศมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี แต่กลับไม่เคยได้นำเทคโนโลยีเทอร์โบมาใช้เลยแม้แต่รุ่นเดียว แต่ล่าสุดนี้ lexus ก็ได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีเทอร์โบเข้ามาใช้กับรถครอสโอเวอร์ตัวเล็กเป็นครั้งแรกในรุ่น Lexus NX200T

2015-Lexus-NX-200t-F-Sport-side-profile1

รถยนต์เอสยูวีขนาดเล็ก รูปลักษณ์ภายนอกสไตล์โฉบเฉี่ยว โดยทั้งไฟหน้าจรดไฟท้ายมีทรงปราดเปรียวรูปตัว L  กระจังหน้าทรงนาฬิกาทราย เส้นด้านข้างเน้นความเฉียบคม โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่เพิ่มความสปอร์ตแบบครบเครื่องกันเลยทีเดียว

ภายในยังคงอัดแน่นไปด้วยความหรูหราสไตล์สปอร์ตอย่างลงตัว เบาะนั่งและคอนโซลหน้าใช้วัสดุหนังอย่างดีในการผลิต คอนโซลหน้ามาพร้อมจอแสดงผลอินโฟเทนเมนต์ ควบคุมด้วยปุ่มคอนโซลกลาง ด้านสีสันและการตกแต่งมีให้เลือกถึง 5 แบบ ทั้งแนวหรูหราด้วยสีครีม เรียบง่ายกับสีดำ เข้มขรึมกับสีน้ำตาล ทันสมัยกับสีแดง หรือจะเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยชุดแต่ง F-Sport เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างครบครัน

2015LexusNX200tFSportinterior-1

แม้จะเป็นรถเอสยูวีขนาดเล็ก แต่ก็แอบซ่อนขุมกำลังเครื่องยนต์ที่เร้าใจ ด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบเพื่อมอบประสิทธิภาพให้อัตราเร่งที่แรงสะใจมากขึ้น เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2,000 ซีซี ที่ให้พละกำลัง 238 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร มีระบบ VVT-iW ที่ช่วยเผาไหม้ได้อย่างหมดจด ระบบ Twin-Scroll Turbocharger ที่ทำงานร่วมกับ Air-to-Liquid เพื่อให้คุณสามารถเร่งแซงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบควบคุมการกระจายแรงบิดที่ล้อหน้าและหลัง ในด้านของระบบช่วยเหลือในการขับขี่ก็จัดเต็มสมชื่อ Lexus โดยมีทั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control เซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณคนเดินรอบคัน ระบบรักษาช่องทาง ระบบตรวจจับวัตถุในจุดบอด ระบบไฟหน้าอัจฉริยะช่วยป้องกันไฟส่องรถคันอื่น และระบบหยุดรถอัตโนมัติเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการชนอีกด้วย

พูดได้เลยว่า ความหรูหราและความสะดวกสบายที่ Lexus มอบให้นั้นมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม มาพร้อมกับความประหยัดและความปลอดภัยที่ Lexus ยังคงให้ความสำคัญอยู่มาโดยตลอด

Content by Tachakorn M.

Related Post

IAA ของ Mercedes-Benz คือการผสมผสานโลกดิจิตอลและความหรูหราได้อย่างลงตัว

Digital Transformer

เทคโนโลยีการออกแบบรถยนต์ Intelligent Aerodynamic Automobile (IAA) ของ Mercedes-Benz ผสมผสานความทันสมัยของโลกดิจิตอลและความหรูหราให้อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

Mercedes-Benz “Concept IAA” (Intelligent Aerodynamic Automobile). Die Studie schaltet ab einer Geschwindigkeit von 80 km/h automatisch vom Design-Modus in den Aerodynamik-Modus und verändert durch zahlreiche aktive Aerodynamik-Maßnahmen ihre Gestalt. Das Fahrzeug erreicht dadurch einen cw-Wert von 0,19.  The study switches automatically from design mode to aerodynamic mode when the vehicle reaches a speed of 80 km/h, whereby numerous aerodynamics measures alter the shape of the vehicle with a Cd value of 0.19

นี่คือคอนเซ็ปต์คาร์ที่มีแนวคิดล้ำที่สุดเท่าที่โลกเคยสร้างสรรค์มา “Concept IAA” จาก Mercedes-Benz คันนี้ คือรถสองบุคลิกในหนึ่งเดียว กล่าวคือมันเป็นทั้งสปอร์ตคาร์ทรงคูเป้ 4 ประตู และรถยนต์ต้นแบบสุดเพรียวลมที่มีค่าแรงสัมประสิทธิ์การเสียดทานของอากาศ เพียง 0.19 เท่านั้น สามารถเร่งความเร็วจนถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเปลี่ยนรูปทรงของรถโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วเร่งมาถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยกดปุ่มเพียงครั้งเดียว รถคูเป้สี่ประตูสุดล้ำคั้นนี้แปลงร่างเป็นรถที่มีแอร์โรไดนามิกระดับหัวแถวของโลกไปเลย

2015 Mercedes-Benz IAA Concept

โดยเจ้า Concept IAA นั้นจะยืดและขยายส่วนต่างๆ ของตัวรถทั้งหมดแปดส่วนรอบคัน และในส่วนของท้ายรถ มีการเพิ่มความยาวขึ้นอีก 390 มิลลิเมตร กางครีบอากาศด้านหน้าตัวรถที่ซ่อนอยู่ในกันชนหน้าขยับความยาวออกไปข้างหน้าอีก 25 มิลลิเมตร และด้านหลังอีก 20 มิลลิเมตร ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศด้านหน้าตัวรถ และช่วงซุ้มล้อหน้ามีอัตราที่ดีขึ้น ลดแรงเสียดทานโดยรวมได้อย่างดี ส่วนบริเวณขอบซุ้มล้อขยับลดขนาดจาก 55 มิลลิเมตรมาเป็นศูนย์ ช่องบานเกล็ดภายในกันชนหน้าเลื่อนถอยหลังเข้าไปอีก 60 มิลลิเมตร เพื่อปรับทิศทางของอากาศที่ไหลผ่านด้านใต้ตัวรถให้ดีขึ้น

05

การสร้างยนตรกรรมล้ำยุคคันนี้ อาศัยเทคโนโลยีดิจิตอลช่วยอำนวยความสะดวกในการออกแบบ นับเป็นรถยนต์ต้นแบบแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง การทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน ตั้งแต่โครงสร้าง ตัวถัง ไปจนถึงรูปทรงของตัวรถ ที่นำอัลกอริทึมชั้นสูงมาช่วยสร้างฟอร์มทางเรขาคณิตที่ซับซ้อน และยังใช้ซอฟต์แวร์อีกหลายชุดในการออกแบบแบบไดนามิก โดยสร้างเป็นโมเดลสามมิติก่อน ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอากาศพลศาสตร์ของ Mercedes คำนวณรูปแบบของรถได้มากกว่า 300 รูปแบบ เพื่อค้นหารูปแบบที่ดีที่สุด

08

สำหรับการออกแบบภายใน Mercedes ให้ความสำคัญกับความหรูหรามาเป็นอันดับหนึ่ง นำเส้นสายที่ต่อเนื่องของโมเดล S-Class และ S-Class Coupe มาเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์ เลือกใช้วัสดุที่ดูเผินๆ ว่าขัดแย้ง แต่เมื่อนำมาอยู่ด้วยกันกลับกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเช่น หินแอนทราไซต์และสีขาว หรือว่าการผสมผสานของอะลูมิเนียมและวัสดุโปร่งใส หรือแม้แต่พวงมาลัยที่ให้ความรู้สึกว่าความล้ำสมัยราวกับขับอวกาศยาน มีระบบ Optical Finger Navigation (OFN) ที่สามารถใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัสที่แป้นบนพวงมาลัย ก็สามารถลากนิ้วสั่งการส่วนต่างๆ ที่ต้องการควบคุมไม่ต่างจากสมาร์ตโฟน ตอบโจทย์ในเรื่องของการขับในแบบที่เรียกว่า ตาดูทางมือจับพวงมาลัย เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ Mercedes นั้นให้ความสำคัญมาโดยตลอด

02

ยานยนต์สองร่างในหนึ่งคันนี้ยังใช้เครื่องยนต์ 2 รูปแบบด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ขณะที่รถยนต์จอดยังสามารถชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรีได้เพื่อให้พร้อมในการใช้งานครั้งต่อไปได้อีกด้วย เทคโนโลยีนี้กำลังเป็นที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี ด้วยการทำงานผสมผสานกันระหว่างเชื้อเพลิงและไฟฟ้าทำให้ Concept IAA คันนี้มีพละกำลังถึง 279 แรงม้า และยังสามารถทำความเร็วได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชัวโมง (แต่มันแปลงร่างตั้งแต่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วล่ะ) ซึ่งก็รู้กันว่ามันสามารถทะยานไปได้มากกว่านี้ได้แน่ๆ ถ้าหากกฎหมายอนุญาต

เทคโนโลยีของ Concept IAA จะไม่ได้เป็นเพียงคอนเซ็ปต์คาร์ แต่ถูกนำเอามาใช้ในการออกแบบและผลิตรถยนต์แล้วในบางรุ่น และนี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า Concept IAA คือรถแห่งอนาคตที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

Content by Jonut

Related Post

Toyota Harrier ยกระดับความหรูหรา เอสยูวีพรีเมียมรุ่นพิเศษ

โตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น ได้เผยโฉมรถเอสยูวี รุ่นพิเศษในชื่อ Harrier Premium Style Ash ที่มาพร้อมความหรูหราที่เหนือระดับทั้งภายนอกและภายใน

toyota-harrier-lexus-rx-preview-2-1374760449

Harrier Premium Style Ash ได้ถูกยกระดับความเป็นพรีเมียมด้วยสีตัวถัง ทั้ง 4 เฉดสี พร้อมสีใหม่ Blue Metallic Colour Scheme รวมเป็น 5 สี ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ภายในยังเพิ่มความหรูหราด้วยเบาะหนังแท้กึ่งหนัง suede ทูโทน ดำเทา พร้อมแผงหน้าปัดและแผงประตูตกแต่งตัดเย็บสีเทาอ่อน พวงมาลัยหุ้มหนังอย่างดี เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า และระบบอุ่นเบาะแบบครบครัน

next-gen-toyota-harrier-hints-at-new-lexus-rx_3

Harrier รุ่นพิเศษยังมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2 ทางเลือก เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น 3ZR-FAE ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-I และเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร รุ่น 2AR-FXE ในตัวที่ 2 พร้อมระบบขับ 4 แบบไฟฟ้า eletric four-wheel drive ราคาเริ่มต้นที่ 3,237,055 เยน ในรุ่น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ราคาอยู่ที่ 4,132,473 เยน

TOYOTA-Harrier-5032_35
Content by Thachakorn Meeprasert

Related Post

ถึงเวลาแล้วที่เราจะไปพบกับ Toyota Fortuner รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะมาเติมเต็มการขับขี่ให้คุณอีกระดับ

All New Experience

ลอปติมัมได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ All New Fortuner และ New Fortuner TRD Sportivo เอสยูวีระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Toyota (โตโยต้า) ตะลุยไปตามเส้นทางขึ้นลงเขาในหลายสภาพภูมิประเทศของเกาะสมุยเพื่อแสดงสมรรถนะในระดับที่เรียกได้ว่า เกินความคาดหมาย รูปร่างภายนอกของ Fortuner ใหม่นั้นโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED ที่สะท้อนล้ำสมัยแบบมีระดับ เสารับสัญญาณวิทยุแบบครีบปลาฉลาม การดีไซน์ของกระจังหน้า และกันชนหน้า ที่ให้ความรู้สึกดุดันและแข็งแกร่งทันสมัยอย่างลงตัว เสริมความแกร่งด้วยล้ออัลลอยลายก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว

Main (5)_w1

ก้าวแรกที่เข้าไปในห้องโดยสารเราก็ประทับใจกับห้องโดยสารขนาดใหญ่กับเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง พร้อมด้วยฟังก์ชั่นอินโฟเทนเมนต์ภายใน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางพร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอขนาด 7 นิ้ว ที่จะช่วยนำเรามุ่งหน้าไปตามเส้นทางได้อย่างถูกต้องและแม่นยำตลอดการเดินทาง เครื่องเสียงแบบ Premium Audio ที่มาช่วยเติมเต็มสุนทรียภาพในการเดินทาง พร้อมกับลำโพง 11 ตำแหน่งรอบคันให้ทุกตำแหน่งที่นั่งได้อรรถรสที่ดีที่สุด ช่องเก็บ Cool Box ทำความเย็นขนาดกะทัดรัด ที่ติดตั้งไว้ในตัวรถสำหรับการเดินทางไกลเหมาะแก่การแช่ของที่ต้องเก็บความเย็น พร้อมช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า DC 12 โวลต์ และ AC 220 โวลต์ที่ช่วยให้คุณออกไปแคมป์ปิ้งตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มีระบบประตูท้ายเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมป้องกันการหนีบที่จะทำให้คุณไม่ต้องออกแรงเพื่อปิดประตูบานใหญ่นี้อีกต่อไป และกุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Immobilizer สำหรับสตาร์ตเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน แต่สำหรับตัว New Fortuner TRD Sportivo นั้นพิเศษขึ้นมาอีกขั้นด้วยหลังคาแบบ Black Top เคลือบฟิล์มดำดูโฉบเฉี่ยว ล้ออัลลอย TRD 20 นิ้ว ท่อไอเสียสเตนเลสสตีลดีไซน์สปอร์ต พร้อมแถบคาดโครเมียมรมดำ

Main (2)_w1

นอกจากรูปลักษณ์ที่เท่ไม่ซ้ำใครแล้ว เรื่องประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถก็ไม่เป็นรองใคร เพราะ Toyota คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก รุ่นนี้ จึงมาพร้อมกับระบบ DAC หรือระบบควบคุมความเร็วขณะลงทาง
ลาดชันที่จะช่วยคุมแรงเบรกอัตโนมัติเมื่อลงทางชัน ป้องกันไม่ให้รถไถลลื่น เหมาะแก่การขับรถลุยตาม
เส้นทางขึ้น-ลงเขา ส่วนการขึ้นทางลาดชันนั้นยังมีตัวช่วยเสริมอย่าง HAC หรือระบบช่วยออกตัวบนทางชัน 
ระบบและฟังก์ชั่นมากมายขนาดนี้แล้ว คงไม่ผิดถ้าจะพูดว่าแม้มีรถเอสยูวีออกมามากมายแค่ไหนแต่ตระกูล Fortuner ก็ยังคงครองใจคนรุ่นใหม่ได้ด้วยรูปลักษณ์ และสมรรถะที่เป็นหนึ่งอย่างแน่นอน

Content by Ronnakorn R.

Related Post

แรงกว่านี้มีอีกไหม รวมยานพาหนะที่เร็วที่สุดในโลก

10 อันดับยานพาหนะที่เร็วที่สุดในโลก

1.Genovation’s GXE
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 299 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ใช้โครงรถของ Chevrolet Corvette Z06)

Genovation’s_GXE_

2.Hennessey Venom GT
รถที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 434 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Hennessy_venom

3.Euro Copter X3
เฮลิคอปเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 472 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Eurocopter-X3

4.Spirit of Australia
เรือสปีดโบ๊ตที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 510 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Spirit-of-Aust

5.Dodge Tomahawk
รถมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 560 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Dodge_Tomahawk

6..Shinkansen L0 Series
รถไฟที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

japan-train_2580841k

7.Tupulev TU 144
เครื่องบินพลเรือนที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 2,415 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ถูกยกเลิกไปในปีค.ศ. 1984 เพราะเรื่องความปลอดภัย)

Tupulev

8.Lockheed SR-71 (มีชื่อเล่นว่า Black Bird)
เครื่องบินทางการทหารที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 3,529 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Lockheed_SR-71_Blackbird

9.Space Shuttle Columbia
กระสวยอวกาศที่เร็วที่สุดในโลก (ด้วยการบังคับมือ) สามารถทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระยะจากพื้นโลกสู่นอกชั้นบรรยากาศ

shuttle-columbia-launch-660x433-130201-1

10.Helios Probe
ดาวเทียมสำรวจไร้คนขับ สิ่งที่เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์โลกเคยสร้างขึ้นมา ทำความเร็วนอกโลกสูงสุดที่ 247,517 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Helios

Content by Kornpat K.

Related Post

Novitec Group แผลงฤทธิ์อีกครั้งกับผลงานล่าสุดบนตัวถังม้าลำพอง

สำนักแต่งรถสุดหรูอย่าง Novitec Group รับหน้าที่ตกแต่งรถสปอร์ตจากอิตาลีอย่าง Ferrari และผลงานชิ้นล่าสุดนั้นได้ชื่อว่า Novitec Rosso Ferrari F12 N-Largo-S ซึ่งก่อนหน้านี้ Novitec Rosso Ferrari F12 N-Largo ได้ถูกจำหน่ายหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงนำเอา Ferrari F12 Berlinetta รุ่นเรือธงของค่ายม้าลำพองมาตกแต่งอีกรอบและเติมด้วยตัว S เข้าไปในชื่อรุ่น
ภายนอกได้ถูก Novitec Rosso ลอกคราบตัวถังเดิมๆ ออกรอบคัน และประกบชุดแต่งใหม่แบบ Wide Body ตั้งแต่กันชนหน้าที่มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ บังโคลนด้านหน้าจรดด้านหลังถูกออกแบบใหม่ให้มีช่องระบายอากาศมากขึ้น ชุดแต่งด้านหลังออกแบบทรงโหดเหมือนรถแข่ง จนแทบจะไม่หลงเหลือสไตล์ความเป็นอิตาลีอยู่เลย แต่ได้อารมณ์ความเป็นรถแต่งเพิ่มมากขึ้น

ส่วนในขุมกำลังเครื่องยนต์ที่ทาง Novitec Rosso เปิดเผยแบบคราวๆ ว่า มีการปรับจูนเครื่องยนต์เดิม V12 ที่ขนาดความจุ 6.3 ลิตร จากเดิมให้พละกำลัง 740 แรงม้า ถูกเพิ่มขึ้นให้เป็น 780 แรงม้า ที่ 8,600 รอบ/นาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 3 วินาที หลังจากนั้นอีก 2 วินาที ก็ทะยานไปแตะ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนทำความเร็วได้สูงสุดที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเสียงพละกำลังเครื่องยนต์ก็คงเป็นไปตามคาด โดยจะมีเสียงคำรามออกมาอย่างทรงพลังเป็นที่แน่นอน เหล่าสาวกม้าลำพองไม่ควรพลาด ซูเปอร์คาร์ที่ไม่เหมือนใคร และคุณหละพร้อมหรือยังที่จะวางเงินก้อนโต เพื่อครอบครอง Ferrari F12 N-Largo-S คันนี้
Content by Thachakorn Meeprasert

Related Post

ทิ้งทวนก่อนจากกับคูเป้สุดหรูรุ่นสุดท้ายจาก Rolls-Royce

Rolls-Royce_Phantom_Zenith_Collection_1

บริษัทผลิตรถหรูจากประเทศอังกฤษอย่าง โรลส์-รอยซ์ ได้เผยโฉม Phantom Zenith Collection รุ่นพิเศษที่มีเฉพาะรุ่น แฟนธอม ดรอปเฮด คูเป้ และแฟนธอม คูเป้ เท่านั้น เนื่องจากเป็นรุ่นส่งท้ายของเจเนอเรชั่นปัจจุบัน ก่อนที่แฟนธอม เจเนอเรชั่นใหม่จะเหลือเพียงแค่รุ่น 4 ประตูเท่านั้น

Phantom-Zenith-Collection-8

Phantom Zenith รถรุ่นพิเศษที่พกความหรูหรามาอย่างครบครัน และเป็นสุดยอดแห่งยนตกรรมบีสโป๊ก ที่เพิ่มความหรูหราด้วยล้ออัลลอยสีดำเงาพร้อมหุ้มด้วยยางสีดำแถบขาวเพิ่มความโดดเด่น และสีตัวถังก็เป็นสีที่บ่งบอกถึงความเป็นประวัติศาสตร์ของตัวรถรุ่นนี้ เช่น Phantom Coupe สีแดงเข้ม มาเดียมา เรด และสีเทา จูบิลี ซิลเวอร์ จาก Phantom Series II ในยุคปี 1930 ภายในมีการปรับแต่งเป็นพิเศษ ทั้งตกแต่งแผงประตูด้วยวัสดุโลหะที่แกะสลักด้วยเลเซอร์ และรายละเอียดอื่น อาทิเช่น มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ กับนาฬิกาเป็นวัสดุสตีลขัดลายฝีแปรง ขอบหน้าปัดสีส้ม บลัด-ออเรนจ์ รวมไปถึงกล่องอลูมิเนียมสีดำ Z Box ที่อยู่บริเวณคอนโซลหน้าพร้อมกับระบุตัวเลขตัวถังที่แกะสลักด้วยเลเซอร์

Rolls-Royce-Zenith-Phantom-Collection-10
ส่วนห้องเก็บสัมภาระส่วนท้ายได้รับการติดตั้งชุดปิกนิก ที่วางแก้ว พร้อมตู้แช่แชมเปญ อีกทั้งยังมีเบาะรองนั่งเพื่อความสะดวกสบาย นอกจากนี้ในรุ่น 2 ประตูหลังคาแข็งมาพร้อมกับผ้าบุเพดาน ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยการทอมือในยนตรกรรมแฟนธอม คูเป้ ทีเรียงร้อยด้วยดาวเข้าด้วยกัน ที่เรียกว่า Starlight Headliner เพิ่มความหรูหราโรแมนติกยิ่งขึ้น ในส่วนระบบขับเคลื่อนได้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.8 ลิตร ที่รีดพละกำลังได้สูงสุด 459 แรงม้า ที่รอบ 5,350 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที จับคู่ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ถูกขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง Rolls-Royce รุ่นพิเศษนี้ได้เปิดให้จับจองเพียง 50 คันเท่านั้น แฟนพันธุ์แท้ โรลส์-รอยซ์ ไม่ควรพลาดกับรุ่นอำลาตัวถังคูเป้-เปิดประทุนนี้

Content by Thachakorn Meeprasert

Related Post