K. Chatyapat Paitoon L1000741 w1

กลยุทธ์การบริหาร ‘คน’ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กร

People are Power
ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าในการทำธุรกิจบริการนั้น บุคลากรที่มีคุณภาพจะช่วยให้บริษัทสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าได้ สำหรับ Minor Group เองก็มีการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์ธุรกิจห้าปีทุกปี ซึ่งแผนกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนการดังกล่าว นอกเหนือจากกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์โดยตรงแล้ว การสร้างแบรนด์บริษัท (Corporate Brand) ให้แข็งแกร่งระดับสากล เพื่อดึงดูดความสนใจจากบุคลากรชั้นนำให้ผู้คนเดินเข้ามาหาบริษัทเราเอง

ซึ่งในปัจจุบันแบรนด์ของสินค้าและบริการของกลุ่มบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และ เครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางแข็งแกร่งใน 32 ประเทศทั่วโลกก็ช่วยผลักดันให้กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จ ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนก็ได้แก่ การที่อนันตราได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์โรงแรมหรูที่ดีที่สุดลำดับ 6 ของโลก จาก 2015 Top Luxury Hotel & Brand Report by Review Pro และ The Pizza Company ได้รับรางวัล Best Employer Thailand 2015 จาก Aon Hewitt และรางวัล Overall Winner, International Franchisor of the Year จาก FLA Awards ประเทศสิงคโปร์ นั่นทำให้เรามีความน่าสนใจในสายตาของผู้สมัครงานมากขึ้นและสามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพให้มาทำงานกับเราได้

นอกจากนั้น เรายังสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับพนักงานบริษัท ด้วยเครือข่ายที่แผ่ขยายไปยังตลาดโลกกว้างขวางของบริษัท ทำให้เราสามารถมอบโอกาสทางการทำงานที่หลากหลายและท้าทาย รวมไปถึงโอกาสในการเจริญก้าวหน้าแบบไม่มีที่สิ้นสุดให้กับพนักงานได้ ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงการให้ค่าตอบแทนและโบนัสตามผลการดำเนินงาน (Pay for Performance Program) ที่น่าดึงดูด พร้อมโครงการ EJIP (Employee Joint Investment Program)ที่ส่งเสริมให้พนักงานสะสมหุ้นของบริษัท (เพื่อกระตุ้นให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทจริงๆ) และยังมีผลตอบแทนอื่นๆ บริษัทยังมีโครงการพัฒนาศักยภาพด้านการทำงานและการพัฒนาส่วนบุคคลด้านส่วนตัวผ่านการเทรนนิ่งทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงเสนอโอกาสในการทำงานในต่างประเทศที่มีบริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ ให้กับพนักงาน และเพื่อให้การคัดเลือกบุคลากรและการวางแผนจัดการทรัพยากรมนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุด เราก็ยังได้พัฒนาระบบคัดสรรทรัพยากรบุคคล (Recruitment) อย่างต่อเนื่องทั้งการใช้เครื่องมือ IT ใหม่ๆ อย่างระบบ Online Recruitment และระบบ Employee Data Analytics เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลแบบรายบุคคลอีกด้วย

และสิ่งที่เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ที่ดี เพื่อรักษาและพัฒนาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร โดยวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นของเราได้แก่ Drive Culture ดังนั้น บุคลากรของเราจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความมุ่งมั่นสนับสนุนส่งเสริมกันและกันเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าทีมจะประสบอุปสรรคอะไรมาขัดขวางก็ตาม
ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรนี้จะกระตุ้นให้พนักงานของเราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เป็นเลิศอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เราสามารถรักษาและพัฒนาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรได้ต่อไป

นอกเหนือไปจากการพัฒนา ‘คน’ ในองค์กรแล้ว เราก็ยังสนับสนุนการพัฒนาคนตั้งแต่เขาเพิ่งเริ่มผลิใบ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยรวม และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมทั่วโลก โดยมีการจัดตั้งโครงการต่างๆ ทั้งการอุปถัมภ์โรงเรียนที่ด้อยโอกาส การมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือผ่าน Heinecke Foundation และล่าสุดเราก็ได้ทำโครงการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ผ่านโครงการ Minor Corporate University เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานที่ใช้การได้จริง และให้พวกเขาได้มีรายได้เสริมระหว่างเรียนไปด้วย โดย Minor Food ได้จัดโครงการนำร่องไปก่อนโดยในปีพ.ศ. 2558 มีนักศึกษากว่า 4,000 คนเข้าร่วมโครงการ

อย่างที่เกริ่นไปครับว่า ‘คน’ ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทของเราให้ก้าวไปข้างหน้า และกลยุทธ์การบริหาร ‘คน’ ที่ผมเสนอไปทั้งหมดนั้นก็เป็นกลยุทธ์ที่ Minor Group ใช้ได้ผลมาโดยตลอด หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านเหมือนเช่นเคยนะครับ

Related Post

1920

ประสบการณ์ชีวิตจากศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทย

The Soundtrack of My Life

ผมจะมาชวนคุณผู้อ่านลอปติมัมคุยถึงเรื่องวัฒนธรรมฮิปฮอป ออกตัวก่อนครับว่าสำหรับผมแล้ว ฮิปฮอปคือทุกอย่าง เป็นเหมือนกับซาวด์แทร็กในการดำเนินชีวิตของผมที่ขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ เล่าย้อนความหลังนิดนึงนะครับ

RE8L1A4920_w1

ตอนเด็กๆ ผมโตมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนออกจากประเทศไทย ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าฝั่งนั้นเขามีอคติกับชาวเอเชียเพราะผมถูกปลูกฝังมาว่า เวลามีชาวต่างชาติมาเมืองไทย เราต้องเข้าไปคุย เข้าไปต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเขาคือแขกบ้านแขกเมือง แต่พอไปอยู่ที่โน่น ผมเล่นสเกตบอร์ด แล้วโดนกระป๋องเบียร์เขวี้ยงใส่ โดนผรุสวาทใส่ อะไรแบบนี้ ผมเลยกลายเป็นคนกลุ่มน้อยไป   โดนโยนไปรวมกลุ่มกับพวกเด็กสแปนนิช เด็กเม็กซิกัน และเด็ก  ผิวดำ ผมก็เลยไปคลุกคลีตรงนั้น และเติบโตมากับวัฒนธรรมย่อยของพวกเขาไป

PHILADELPHIA, PA - MARCH 30: A skateboarder rides a concrete bowl that is covered in graffiti at FDR Skatepark on March 30, 2016 in Philadelphia, Pennsylvania. (Photo by Patrick Smith/Getty Images)

ช่วงนั้นคือช่วงประมาณค.ศ. 1989-1990 มีวงดนตรีอย่าง Public Enemy และ Bob Marley ออกมา ถือว่าเป็นดนตรียุคแรกๆ ที่เป็นประเภทกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่า … นี่ล่ะ คือการต่อสู้ ผมจำได้ว่าเพลง Fight the Power กินใจผมมาก เพราะเป็นช่วงที่ชนผิวดำพยายามเรียกร้องความเท่าเทียม เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่านี่คือมูฟเม้นต์ของเรา เราไม่ได้อยู่ฝั่งโน้นนะ เราอยู่ฝั่งนี้ นี่คือดนตรีของเรา นี่คือภาษาที่เราใช้ร่วมกัน เพลงที่เราฟัง ไลฟ์สไตล์ที่เราใช้ ผมก็เลยซึมซาบมาจากจุดนั้น ผมถูกโยนใส่เข้าไปตรงนั้น และซึมซาบมาเป็นวิถีชีวิต นี่อาจจะไม่ใช่ชีวิตที่เราเลือกเอง แต่ก็เป็นวิถีชีวิตของผม    ที่ทำให้ผมเติบโตมาจนถึงวันนี้

เหตุผลหลักที่ผมรักวัฒนธรรมนี้ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็นคนเลือกตั้งแต่แรก นั่นเป็นเพราะว่าผมเห็นความชัดเจนจากอะไรหลายๆ อย่าง และในที่สุด ผมก็เต็มใจเลือกที่จะอยู่ตรงนั้น ใช้ชีวิตแบบนั้น ผมโตมากับเพลงฮิปฮอป ที่มีลักษณะแตกต่างจากเพลงประเภทอื่นๆ นั่นคือ เพลงฮิปฮอปเป็นเพลงที่มีเรื่องราว เป็นเรื่องเล่า อย่าลืมว่าเพลงแบบนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาใช้ดนตรีเป็นสื่อในการแสดงตัวตน เป็นสื่อในการก่อกบฎ พวกเขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโลก นั่นก็ทำให้ดนตรีฮิปฮอปมีพลังมากกว่าเพลงรัก หรือดนตรีเมโลดี้สวยงามทั่วไป ผมก็เลยอินกับดนตรีประเภทนี้ และก็ใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมแบบนี้มาโดยตลอด ถือเป็นซาวด์แทร็กสำคัญที่กำหนดวิถีชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ครับ

Public Enemy In Concert At The Hard Rock Joint

คุณผู้อ่านคงจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมากจริงๆ ผมเชื่อเสมอครับว่าการปลูกฝังดนตรี กีฬา และศิลปะให้กับเด็กๆ นั้นไม่มีอะไรเสียหายแต่อย่างใด ชีวิตผมเอง ถ้าปราศจากดนตรีในการดำเนินชีวิต คงมาไม่ถึงปัจจุบันนี้ได้ เดี๋ยวเล่มหน้า ผมจะมาชวนคุณผู้อ่านคุยกันต่อเรื่องความลื่นไหลทางวัฒนธรรมฮิปฮอป รวมไปถึงการผสมผสานวัฒนธรรมแต่ละประเภทเข้าหากันในวันที่โลกไร้พรมแดนแบบนี้ครับ

Related Post

1920

ยุคที่อะไรๆ ก็ไปดิจิตอลกันหมด สิ่งที่น่าสนใจคือยอดขายแผ่นไวนิลและเทปที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

The Future is Analogue

เปิดปีค.ศ. 2017 มาได้ยังไม่ทันครบไตรมาส คุณคงทราบดีแล้วว่า เศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องขึ้นไปกว่าปีที่ผ่านมาเลย อย่างน้อยก็ในภาพรวมที่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนี่แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว สำหรับคนทำงานออฟฟิศกินเงินเดือน ข้าราชการ หรือพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป จะเอาเงินเดือนที่ได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เขาว่าผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ก็คงจะมืดหม่นพอสมควร เพราะคอนโดมิเนียม ห้องพัก บ้านจัดสรร หรือแม้แต่อาคารพาณิชย์นั้นก็เกิดภาวะ Over Supply เฟ้อเต็มท้องตลาดแบบน่ากลัวมาก

Rhythm collage_w1

ผมไม่ได้จะมาวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศให้ชาวลอปติมัมฟังกันหรอกครับ เพราะผมคิดว่าคุณผู้อ่านลอปติมัมน่าจะเชี่ยวชาญด้านนี้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวผมอยากจะนำเสนอการลงทุนแนวใหม่ที่มาแรงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก จะได้เป็นทางเลือกให้กับคุณผู้อ่านที่พอมีสตางค์เหลือใช้ ไม่อยากฝากแบงค์ให้เงินเฟ้อกินไปเปล่าๆ หรือซื้อสลากออมสินซึ่งโอกาสถูกมีสเกลต่ำม้าก(เสียงสูง)

ปีนี้ถือเป็นปีแห่งแผ่นเสียง หรือแผ่นไวนิลครับ โดยเฉพาะแผ่นเสียงของศิลปินชาวไทย ใช่ครับ … คุณอ่านไม่ผิดหรอก แผ่นเสียงเพลงไทยมาแรงจริงๆ ครับ ผมยอมรับเลยนะครับว่าส่วนตัว ผมไม่ค่อยจะอินกับเพลงไทยสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องบอกข้อเท็จจริงนะครับว่า แผ่นไวนิลเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราเลือกเป็น โดยเลือกวงที่มีทิศทางชัดเจน มีความเป็นตำนาน หรือเป็นแผ่นไวนิลที่ผลิตมาจำนวนจำกัด อย่างแผ่นไวนิลของวงดนตรีสตริงไทยสากลในยุค ’60s – ’70s นี่ก็ราคาแพงลิ่วแล้วในยุคนี้ นักสะสมชาวญี่ปุ่นและอเมริกันก็มาตามไล่ล่าของในบ้านเรากันอย่างจริงจัง ราคายกเซ็ตนี่ถึงหลักหมื่นและหลักแสน อย่างว่าครับ แผ่นไวนิลเพลงไทยในยุคนั้นจะผลิตที่ประเทศอเมริกาหรือประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด คุณภาพก็ระดับโลกครับ แต่พอมาถึงช่วงยุค ’80s ก็ไม่ค่อยผลิตในต่างประเทศแล้ว เพราะสามารถผลิตในประเทศได้ แต่ก็แลกกับคุณภาพเสียงที่แย่มาก ย้ำว่าแย่มากนะครับ คือคนละเรื่องกับแผ่นที่ผลิตต่างประเทศเลยทีเดียว แต่ในปีนี้ศิลปินรุ่นใหญ่ระดับตำนานของบ้านเราที่คนไทยทุกคนน่าจะรู้จักกันหมดก็ทยอยออกแผ่นไวนิลแบบรีมาสเตอร์กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่คุณภาพเสียง และวัสดุในการผลิต ไปจนถึงงานอาร์ตเวิร์กบนปกที่นำมาผลิตใหม่ ส่วนตัวผมเห็นว่าชุดที่น่าจับตามองได้ออกมาแล้วสองศิลปิน ได้แก่ อัสนี-วสันต์ และเต๋อ – เรวัต พุทธินันทน์

เริ่มต้นแนะนำกันที่แผ่นไวนิลของป๋าอัสนี-วสันต์ ขาร็อกขวัญใจคุณลุงคุณอาคุณน้าที่เราๆ รู้จักกันดี ทั้งคู่คือศิลปินต้นแบบวงร็อกในประเทศไทย มีรากเหง้ามาจากเพลงร็อกในยุค ’70s งานของพวกเขาน่าศึกษา และน่าลงทุนเพื่อเก็บประดับตู้เก็บแผ่นไวนิลที่บ้านเราเป็นอย่างยิ่ง บ็อกซ์เซ็ตไวนิลฉลองครบรอบ 30 ปีอัสนี-วสันต์เพิ่งจะถูกนำมารีมาสเตอร์เพื่อจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในจำนวนที่จำกัดมากๆ (ย้ำว่าจำกัดจริงๆ ครับ) สิ่งที่น่าสนใจคือ บ็อกซ์เซ็ตมีทั้งหมด 7 อัลบั้ม โดยทุกอัลบั้มนั้นมีการมาสเตอร์ซาวด์ใหม่หมด ให้เสียงไดนามิก เหมาะกับขาร็อกที่ชอบฟังเพลงร็อกแบบออริจินอล โดยบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ควบคุมการผลิตและทำมาสเตอร์โดยซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลกที่เคยได้รับงวัลแกรมมี่อวอร์ดส์มาแล้ว สารภาพเลยว่าตอนที่ผมเห็นชื่อ Bernie Grundman (เบอร์นี่ กรุนด์แมน) ในหน้าเครดิตของแผ่น ผมถึงกับร้องเฮ้ยเลยทีเดียว เบอร์นี่มีสตูดิโอทำมาสเตอร์ให้ศิลปินระดับโลกที่ประเทศอเมริกาและญี่ปุ่น เขาเคยทำมาสเตอร์ให้กับ Dr. Dre (ด็อกเตอร์เดร) Donna Summer (ดอนน่า ซัมเมอร์) Michael Jackson (ไมเคิล แจ็กสัน) และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย ฟังแค่นี้ก็สุดแล้วครับ แผ่นชุดนี้ผมได้ลองฟังตั้งแต่ตัวแผ่นมาสเตอร์ที่ทางโรงงานผลิตเป็นแผ่นแรกเพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายได้เทสต์เสียงก่อนว่าได้ถึงอรรถรสระดับเวิลด์คลาสไหม ต้องบอกว่าผมเป่าปากร้องอู้หูกันเลยทีเดียว เสียงไม่บาง มีไดนามิก ขนาดหูผมไม่เทพนะ ยังฟังได้ขนาดนี้ ส่วนงานอาร์ตเวิร์กก็สวยมากครัว เป็นงานมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว ควรค่าแก่การเก็งกำไร … เอ๊ย … แก่การเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนไวนิลเซ็ตของพี่เต๋อ – เรวัตนั้นเปิดจองกันข้ามปี คาดว่าตอนนี้ไม่น่าจะหาได้ในท้องตลาดง่ายๆ นะครับ งานของพี่เต๋อนั้นถือเป็นบรมครูแห่งการเปิดโลกเพลงป็อปร็อกยุคใหม่ในประเทศไทย พี่แกเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและวงการเพลงไทยเป็นอย่างมาก ไวนิลบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ผลิตในประเทศอเมริกา นำมามาสเตอร์ใหม่ระดับเวิลด์คลาส แผ่นเก่าของพี่แกนี่ราคาแผ่นละเกินสองหมื่นบาทไปแล้ว แต่รุ่นเรากลับมีโอกาสได้เก็บสะสมใหม่ในราคาที่ถูกลง และเสียงระดับไฮเดฟ ครบทุกชุดที่พี่แกเคยออกมา มีออกมาในแบบลิมิเต็ดเหมือนกัน ลองตามกันดูครับ

และมีคนเคยถามผมว่าถ้าไม่ไปซื้อแผ่นไวนิลหิ้วเองที่ประเทศญี่ปุ่น (ผมเคยเขียนแนะนำคลังแสงในโตเกียวไว้ในลอปติมัมฉบับเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา ไปลองเปิดหาอ่านกันได้ครับ) แล้วจะซื้อได้ที่ไหนในสยามประเทศ ร้านที่ผมไว้ใจมามากกว่าสิบปีมีเพียงร้านเดียวครับ ผมขอเรียกร้านนี้ว่า ‘บ้าน’ น่าจะตรงมากกว่าครับ ร้านชื่อว่า ‘ร้านแผ่นเสียง’ ตรงๆ แบบนี้เลยครับ เรียกง่ายจำง่าย อยู่แถวประดิพัทธ์ ร้านนี้มีเพลงสากลทุกสไตล์จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นเพลงอินดี้ แจ๊ซ ร็อกทุกยุค แดนซ์ สายย่ออะไรมีหมดครับ อยากได้อะไร ขอบอกว่ามีหมดจริงๆ ราคาก็น่าจะพอๆ กับซื้อผ่านเว็บ amazon.com คือ แทบจะไม่ต่างเลยครับ แถมได้ลองสินค้าอีกด้วย ถ้าจะหาเพลงไทยมาสเตอร์ ที่นี่ก็มีหมด จะเก่าหรือจะใหม่ เพราะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนตัวผม เวลาไปแวะที่นี่ ผมจะซื้อแผ่นแนวอิเลกทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็น Justice ชุดใหม่ ซาวด์แทร็กของภาพยนตร์เรื่อง La La Land ผมก็ได้จากที่นี่ ถือว่าเป็นคลังแสงแผ่นไวนิลส่วนตัวของผมเลยก็ว่าได้ครับ บรรยากาศกิ๊บเก๋า ถ้าคุณผู้อ่านสนใจลองไปแวะดูบรรยากาศในเพจเฟซบุคของร้านดูก่อนก็ได้ครับ (www.facebook.com/NokBangkokHifi)

แอบกระซิบดังๆ อีกครั้งก่อนจบครับ เพลงไทยน่าสะสมที่กำลังจะทยอยออกมาให้เสียเงินก็มีทั้งบ็อกซ์เซ็ตของโมเดิร์นด็อก สครับบ์ และพอส เตรียมกระเป๋าสตางค์กันไว้ให้ดีๆ นะครับสำหรับคอลงทุน เพราะนี่ถือเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่เลยครับ สนุกตรงนี้เลยนะครับ และอย่าลืมซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพดีด้วยนะครับ อย่าเอาแบบสวยอย่างเดียว เราจะได้อรรถรสในการฟังแผ่นเสียงเต็มรูปแบบคุ้มค่า สมราคาฟอร์แมตต์ที่ดีที่สุดในโลก แบบเทคโนโลยีดิจิตอลก็เอาชนะไม่ได้ครับ ผมเชื่อเสมอครับว่า ‘Vinyl is Forever.’

Related Post

marilyn_monroe_dress_sized

เมื่อคุณได้สิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณจะไม่อยากได้มันอีก …แล้วไง?

After You Get What You Want (You Don’t Want It)

ถ้าใครเคยดูหนัง There’s No Business Like Show Business” (1954) คงจำฉากที่นางเอกของเรื่องอย่าง มาริลิน มอนโร เซ็กส์ซิมโบลอมตะนิรันด์กาลออกมาวาดลวดลายยักย้ายส่ายสะโพกในชุดซีทรูลูกไม้สุดเซ็กซี่ พร้อมกับขับขานบทเพลง After You Get What You Want (You Don’t Want It) เย้ายวนแขกเหรื่อ (โดยเฉพาะหนุ่มน้อยใหญ่) ในไนท์คลับจนเคลิบเคลิ้มไปกับมนต์สเน่ห์ของเธอกันถ้วนหน้า

ซึ่งจะว่าไป อันที่จริงเนื้อหาในเพลงนี้ ที่แต่งโดยคอมโพเซอร์และนักเขียนเพลงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เออร์วิง เบอร์ลิน (Irving Berlin) ก็ออกแนวตัดพ้อหยิกแกมหยอกเหล่าบรรดาผู้ชาย ว่าเป็นเพศที่รักง่ายหน่ายเร็ว ยามแรกพบประสบพักตร์ ต้องตาต้องใจ ก็อยากได้มาเชยชมสมประดี มีความต้องการอยากได้อยากมีไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นการตามเทียวไล้เทียวขื่อ ทุ่มเทหมดหน้าตัก ทำตัวประหนึ่งมนุษย์สายป๋าสายเปย์ ใจป้ำ ใจดี สปอร์ต กทม

Marilyn-Monroe-Tom-Ewell-The-Seven-Year-Itch-1955-Billy-Wilder-Untapped-Cities-NYC
แต่พอลองได้ลิ้มรสฉ่ำรักของสาวเจ้าไปเรียบร้อยแล้วนั้น ก็มักจะเกิดอาการเหมือนคนกินน้ำพริกถ้วยเก่า เบื่อหน่ายอยากเททิ้ง ไปหาซาซิมิกินเอาดาบหน้าแทนแทบจะทุกรายไป
ซึ่งถ้าผู้หญิงคนไหนที่รู้แกว แนวไก่เห็นตีนงู รู้ไส้รู้สันดาน ก็อาจจะใช้ไม้นี้ในการต่อรองกับผู้ชายเหล่านั้น ว่าเธออย่าหวังจะได้เชยชมรสชาติ ลองลิ้มชิมรสเนื้อหนังมังสา หรือมาเห็นนมไก่อย่างฉันกันได้ง่ายๆ ถ้าอยากได้ก็จงมาเอาอกเอาใจ ทำดีกับฉัน ปรนเปรอให้ฉันพึงพอใจถึงที่สุดของที่สุด หรือไม่ก็เอาหลักประกันอันใหญ่มาค้ำประกันเสียก่อน ว่าถ้าได้แล้วจะไม่เทกันง่ายๆ (ซึ่งในกรณีแบบเดียวกันนี้ เพื่อนของผมหลายคนถึงกับต้องอดทนรอแอ้มแฟนสาวของตัวเองไปจนถึงวันแต่งงานกันเลยทีเดียว นึกแล้วก็อดสงสารในความอดอยากปากแห้ง เอ๊ย! อดทนอดกลั้นของพวกมันไม่ได้จริงๆ )
แต่จะว่าไปจริงๆ ผู้หญิงก็มีหลายประเภท ผู้หญิงที่มองว่าการได้เสียคือการสูญเสีย การมีเซ็กส์คือการที่ผู้หญิงเสียเปรียบผู้ชาย คือการถูกแย่งชิงความบริสุทธิ์ผุดผ่องยองใย คือการถูกล่วงละเมิดศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ คือการถูกป้ายรอยมลทินก็คงมีมากอยู่
แต่ผู้หญิงที่คิดว่าการได้เสียคือการได้รื่นรมย์สมใจ การมีเซ็กส์คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และความพึงพอใจซึ่งกันและกันระหว่างหญิงชาย เป็นกิจกรรม (หรือถ้าจะให้ถูกจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า “กิจกาม”) ที่ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน สุขเกษมเปรมปรีด์ และมันก็ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนของใครหรือใครลดลงแม้แต่เสี้ยวอณู ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

390351 01: Picture from media preview of "Marilyn, A California Classic" featuring photos of Marilyn Monroe which have never been seen at the Lladro Center June 10, 2001 in Beverly Hills, CA. (Photo by Frederick M. Brown/Getty Images)

ผู้หญิงอย่าง ดร. เอลลี แอร์โรเวย์ (โจดี้ ฟอสเตอร์) ในหนัง Contact (1997) ที่ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าก่อนผู้ชาย หลังจากเพิ่งมีอะไรกันหมาดๆ แถมปฏิเสธนัดกินอาหารหลังมีเซ็กส์ของเขาอย่างไร้เยื่อใยเพราะเสียเวลาทำงาน (เธอคงนึกในใจว่าอย่าคิดอะไรมากเลย มันก็แค่เซ็กส์น่ะพ่อหนุ่ม!) และสะบัดบั้นท้ายออกจากห้องไปแบบเก๋ๆ ทิ้งให้ชายหนุ่มมาดแมนนอนอึ้งกิมกี่อยู่บนเตียงคนเดียวซะอย่างงั้น
รวมถึงผู้หญิงอีกมากมายหลายคนที่หาได้แคร์และแยแสว่าพอคุณ “ได้” พวกเธอแล้วคุณจะเบื่อหน่าย หรือไม่อยากได้ “ได้” พวกเธออีกต่อไป เผลอๆ ดีไม่ดีพวกเธอจะเป็นคนเบื่อและชิ่งคุณก่อนด้วยซ้ำไป (อันนี้ยืนยันได้ เพราะตัวผมเองก็เคยเจอมาแล้วเหมือนกัน!)
ผู้หญิงเหล่านี้คงไม่มานั่งร้องเพลง After You Get What You Want (You Don’t Want It) ตัดพ้อผู้ชายให้เสียเวลาชีวิตหรอก จริงไหมครับท่านผู้อ่าน!

Content by: Mut Ant

Related Post

1920

เมื่อศิลปินช่วยสร้างบ้านใหม่ให้กับปูเสฉวนตัวน้อย

เป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานโขแล้วกับเรื่องของการที่มนุษย์เราเก็บเอาเปลือกหอยตามชายหาดจนเจ้าปูเสฉวนเหล่านั้นไร้บ้านจนต้องไปเอาเศษขยะพวกกระป๋องน้ำอัดลมหรือขวดแก้วแตกมาอาศัยเป็นที่พักพิง จนเราเองยังรู้สึกสังเวชใจอยู่ไม่น้อย

aki_inomata_1200.jpg

แต่ปัญหานี้กำลังจะได้รับการแก้ไขโดยศิลปินผู้มีไอเดียบรรเจิดชาวญี่ปุ่น Aki Inomata เธอผู้นี้ได้สร้างสรรค์บ้านหลังน้อยของเจ้าเสฉวนที่ใส่ไอเดียลงไปแบบที่เราแอบหุบยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว Aki Inomata จบการศึกษาจาก Tokyo University of the Arts โดยเธอได้ทำงานศิลปะที่ร่วมมือและอุทิศให้กับเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่มากมากมาย และงาน ‘SHELLters’ สำหรับบ้านใหม่ของปูเสฉวนนี้เธอได้ออกแบบสร้างภาพพิมพ์ 3 มิติ จากคอมพิวเตอร์กราฟิกเป็นสถาปัตยกรรมบ้านเรือนในสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกไปจนถึง ’วัดไทย’ ก่อนจะสร้าง ‘บ้าน’ ขึ้นมาจากวัสดุที่แข็งแรง โปร่งแสง ทนทานและแน่นอนว่าไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ท้ายสุดนี้เธอยังได้กล่าวอุทิศงานชิ้นนี้ให้กับเหล่าคนอบยพย้ายถิ่นและผู้ที่ลี้ภัยอีกด้วย ชมผลงานของเธอต่อได้ที่

Related Post

09.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

Platform 10: สำรวจหัวลำโพงผ่านสายตาของแรมมี่ นารูลา

แรมมี่ นารูลา เป็นช่างภาพและศิลปิน เขาเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดียที่หลงใหลการเดินทางและสำรวจเส้นทางใหม่ๆ เขาเลือกที่จะบันทึกความทรงจำของเขาผ่านภาพถ่ายหลากหลายประเภททั้งภาพบุคคลและภาพสถานที่

07.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

แรมมี่เดินทางไปที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2012 ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผลงานภาพถ่ายช่วงแรกๆ ของเขาเป็นภาพขาวดำ ถ่ายทอดผู้คนและชีวิตภายในสถานีรถไฟหลักของประเทศไทยนั้น และในปีค.ศ. 2013 เขาก็จัดแสดงผลงานนิทรรศการภาพถ่ายเป็นครั้งแรกในชื่อ ‘Hua Lamphong Train Station’ ถือเป็นผลงานชิ้นแรกที่เขาได้แสดงออกถึงความหลงใหลในสถานที่นี้

จากนั้นในปีถัดมา เขาก็นำเสนอนิทรรศการ ‘Life is an Act’ เป็นภาพสตรีทที่เขาได้ไปถ่ายตามถนนสายต่างๆ ในเมืองที่เขาได้ไปเดินทางท่องเที่ยว และในครั้งนั้น เขาก็ได้เปลี่ยนสไตล์เป็นภาพถ่ายสี และได้ย้อนกลับไปที่หัวลำโพงเพื่อถ่ายภาพในมุมมองใหม่ๆ อีกครั้งหนึ่ง

08.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

หลังจากนั้นอีกปีกว่า ที่เขาไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นอีกเลย อาจจะเพราะไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ หรือไร้ซึ่งเนื้อหาที่จะนำเสนอ ในปีค.ศ. 2015 เขาก็ย้อนกลับไปที่ชานชาลาอันเงียบเหงาของสถานีรถไฟหัวลำโพงอีกครั้งหนึ่ง และได้เห็นรถไฟจอดเทียบชานชาลาเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 20 นาทีก่อนจะออกเดินทางต่อไป ซึ่งเขาก็ได้เห็นชีวิต การเดินทาง กิจกรรม และความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ณ ห้วงขณะนั้น ซึ่งก็คือ ‘ขณะ’ ที่เขาเฝ้าตามหาในฐานะช่างภาพมาตลอดชีวิต เขาจึงใช้เวลาครึ่งปีในการเดินทางกลับไปที่ชานชาลาแห่งนั้นเพื่อบันทึกภาพถ่ายในห้วงเวลาเดิมๆ

และภาพถ่ายเหล่านั้นก็ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นนิทรรศการภาพถ่าย Platform 10 ที่กลั่นกรองบรรยากาศภายในชานชาลา และความในใจของช่างภาพออกมาเป็นชุดภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวในตัวเองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

09.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

นิทรรศการ Platform 10 จัดแสดง ณ เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 มีนาคม 2560

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 093-582-6588

Related Post

W34

จับเข่าคุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล หรือที่รู้จักในวงการว่า ‘ไวท์’ ผู้ก่อตั้งบริษัท FireOneOne

Change Agent
ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล 
ครีเอทีฟเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี ให้บริการปรึกษาด้านแบรนด์ และการออกแบบ จะมีสักกี่คนที่หลงใหลทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบพร้อมทั้งสามารถนำทั้งสองสิ่งที่รักมาประยุกต์ทำเป็นอาชีพ และประสบความสำเร็จในระดับใหญ่ได้  คุณชาคริตคือคนที่ทำได้ ดีเสียด้วย

Low_8L1A0884

Prologue

เราไม่ค่อยแน่ใจว่านี่คือบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีหรือสำนักงานออกแบบ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเจอเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเด็ดของ Moooi อยู่ในออฟฟิศคนทำงานด้านเทคโนโลยี แมกกาซีนดีไซน์วางเป็นตั้งๆ อาจเพราะชาคริต จันทร์รุ่งสกุล หรือที่รู้จักในวงการว่าไวท์ผู้ก่อตั้ง FireOneOne บริษัทดาวรุ่งเนื้อหอมที่เรามาเยือนแห่งนี้ มีความชื่นชอบเรื่องดีไซน์เป็นการส่วนตัว นอกจากนี้เขาเป็นทั้งครีเอทีฟ นักคิด นักปฏิบัติ นักลงทุน (Venture Capitalist) และผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณี ที่เป็นแฟนคลับของ Steve Jobs (สตีฟ จอปส์)  คงเพราะที่เป็นสาวกคอมพิวเตอร์แมคอินทอชมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ทำให้เขาหลงใหลทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบไปพร้อมๆ กัน

จุดเริ่มต้นของ FireOneOne เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ
วันหนึ่งชาคริตได้พูดคุยกับพนักงานในร้านแอปเปิ้ลตามประสาคนสนิทสนม พนักงานปรับทุกข์กับเขาว่า รีสอร์ตสุดหรูแห่งหนึ่งเพิ่งสั่ง Apple TV ไปใช้ในวิลล่าเกือบร้อยเครื่อง แต่เกิดปัญหาคือคนซื้อเข้าใจว่า Apple TV แต่ละเครื่องนั้นสามารถเชื่อมต่อเป็นเน็ตเวิร์กเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว Apple TV รุ่นแรก นั้นเป็นระบบสแตนอโลน ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ของโรงแรมที่ต้องการให้บริการหนังนับพันเรื่องให้แขกแบบไม่อั้น หลังจากที่ได้ฟัง ชาคริตได้เสนอตัวเข้าไปลองแก้ปัญหา เขาบายพาสระบบเดิมของ Apple ทั้งหมด แล้วใช้ซอฟท์แวร์ (Open Source) เข้ามาเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ สุดท้ายก็ได้ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในแบบที่เจ้าของต้องการ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง! ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทำให้ระบบใหม่สามารถเชื่อมโยงกับเซอร์วิสของโรงแรมได้ เช่นการใส่วิดีโอการทำอาหาร ระบบคอมเมนต์ และเรตติ้งเชฟก็สนุก ทำคลิปใส่เข้ามาในระบบกันใหญ่ ผลคือยอดขายรูมเซอร์วิสของโรงแรมเพิ่มขึ้นชาคริตเล่าถึงความหลัง ปรากฏว่าทำให้เจ้าของเครือโรงแรมดังกล่าวต้องการซื้อเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับโรงแรมในเครือทั่วโลก จากโปรเจ็กต์ที่ทำเอามันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งบริษัท FireOneOne (ได้แรงบันดาลใจมาจากหมายเลขฉุกเฉิน 911)

เมื่อเราเริ่มบทสนทนา ชาคริตเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของเทคโนโลยีครั้งสำคัญ คือตอนที่ iPhone รุ่นแรกออกวางตลาดในปีค.. 2007 เขามองว่านี่คือนวัตกรรมเปลี่ยนโลก (ตอนนั้น) ชาคริตเชื่อว่าในอนาคต ธุรกิจต่างๆ ก็จะต้องถ่ายโอนไปยังสมาร์ทโฟน จะเป็น
การย้าย (Migration) ครั้งสำคัญจาก 50  ปีที่แล้ว เราย้ายจากกระดาษไปยังคอมพิวเตอร์[ตั้งโต๊ะ] และคราวนี้ก็จากคอมพิวเตอร์
ตั้งโต๊ะ มายังสมาร์ทโฟนที่คนสามารถถือไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา

Next Innovation

อย่างไรก็ดี ชาคริตเชื่อว่าสมาร์ทโฟนถึงจุดสูงสุดแล้ว อะไรคือนวัตกรรมเปลี่ยนโลกชิ้นต่อไป? หรือจะเป็น Apple Watch ตามที่ Tim Cook (ทิม คุก) ซีอีโอของแอปเปิ้ลหมายมั่นหรือไม่ผมมองว่าคอนเซ็ปต์น่ะใช่ แต่อาจจะไม่ใช่ Apple Watch รุ่นแรกที่ครองโลกชาคริตมองว่า แนวคิดนั้นมาถูกทาง แต่ยังไม่ถึงจุดเปลี่ยนพฤติกรรม เขามองยาวๆ ว่าสุดท้ายแล้ว นาฬิกาทุกยี่ห้อจะมีบลูทูธที่เชื่อมกับโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างต่ำสุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องความจำเป็นเริ่มมีแบรนด์หลายแบรนด์ที่ทำ อย่าง Bulgari หรือ IWC ก็เริ่มพัฒนาสมาร์ทวอตช์ของตัวเองนาฬิกาลักชัวรีตัวท็อปสุด ผมคิดว่า ยังไงก็จะยังเป็นเรื่องกลไกแบบเดิม แต่เชื่อว่าทุกแบรนด์จะมีรุ่นที่เป็นสมาร์ทวอตช์ ผมว่า TAG Heuer ฉลาด ที่ลองออกรุ่น Connected มาลองตลาด ซึ่งก็ขายได้ เป็นการสร้างลูกค้าอีกกลุ่มขึ้นมา

Next Chapter

ลูกค้าของ FireOneOne มีทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่หลายหมื่นล้าน แบรนด์ระดับโลก ไปจนถึงธุรกิจ SME เราได้ทราบมาสักพักใหญ่ๆ แล้วว่าชาคริตทำงานให้กับ แสนสิริ บริษัทอสังหารายใหญ่ของเมืองไทย และแสนสิริต้องการซื้อกิจการของ FireOneOne ให้ชาคริตเข้าไปช่วยดูแลเรื่องนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยของแสนสิริทั้งหมด หลังจากที่คุยอยู่นาน ชาคริตก็ตัดสินใจขายธุรกิจบางส่วนให้ นั่นก็คือส่วนที่เรียกว่า Property Tech ที่ FireOneOne ทำมากว่า  7 ปี โดยมีข้อตกลงว่า ชาคริตจะเข้าไปนั่งเป็นซีอีโอของบริษัท ดูแลกองทุนมูลค่ากว่า 200 ล้านบาทที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง แสนสิริ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะขยายเป็นขนาดหมื่นล้านบาทภายในห้าปี ซึ่งกองทุนนี้จะเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัย เช่น สมาร์ทโฮม, Internet of Things, AI (ปัญญาประดิษฐ์) และ Fintech ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัย เช่น เรื่องรีไฟแนนซ์

ชาคริตเผยว่า ปีค.. 2017 แสนสิริจะมุ่งหน้าสู่สมาร์ทโฮมเต็มรูปแบบ โดยโครงการแรกคือ Wireless ที่ปัจจุบันเป็นคอนโดที่มีราคาขายต่อตารางเมตรสูงที่สุดในประเทศ และในอนาคตจะรวมถึงโครงการทุกระดับ บ้านหรือคอนโดราคา 2-3 ล้าน เพราะเขาได้เข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพไทยที่สามารถผลิตระบบสมาร์ทโฮมได้ในราคาถูกกว่าต่างประเทศหลายเท่าตัวเรียบร้อยแล้วนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาชาคริตมองว่าคนไทยเก่ง แต่ถูกมองข้าม ส่วนหนึ่งเพราะสตาร์ทอัพเหล่านี้ยังไม่มีช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ารายใหญ่ๆ ได้พอเป็นสตาร์ทอัพรายเล็กๆ ก็ไม่มีใครสน แต่พออยู่ภายใต้แบรนด์ของผม ผมเชื่อว่าทุกเจ้ายอมรับ

ตอนนี้กระแส Fintech กำลังมาแรง สถาบันการเงินใหญ่ๆ หลายรายเริ่มหันมาลงทุนใน Fintech มากขึ้นเทคโนโลยีนั้นไม่มีพรมแดน คุณไม่สามารถไปขวาง Application ได้ ใครก็สามารถดาวน์โหลด AliPay ได้ หรือถ้าวันหนึ่ง Facebook ทำตัวเป็นกระเป๋าเงิน (Wallet) แล้วจะเกิดอะไรขึ้นชาคริตเชื่อว่างานของธุรกิจการเงินการธนาคารที่มีรูปแบบซ้ำๆ จะถูกแทนที่ด้วย AI โดยบริษัทใหม่ที่เขาจะไปนั่งตำแหน่งซีอีโอนั้น ได้หมายตาสตาร์ทอัพไทยที่ทำเรื่องรีไฟแนนซ์ไว้เรียบร้อยแล้ว

Startup Thailand?

นอกจากจะมีบริษัทของตัวเองอีกหนึ่งบริษัทแล้ว ชาคริตยังเจียดเวลาไปก่อตั้งโรงเรียนสำหรับฟูมฟักผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Wecosystem อีกด้วย เขาเป็นคนวงในที่รู้จักวงการสตาร์ทอัพของไทยถึงไส้ถึงพุง เมื่อเราถามถึงกระแสเห่อสตาร์ทอัพของรัฐบาล ชาคริตเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐควรเข้ามาสนับสนุนอย่างเข้าใจและถูกจังหวะเราอาจแบ่งขั้นตอนพัฒนาของธุรกิจสตาร์ทอัพออกเป็น 4 ขั้น คือ Idea (คิด) Start (เริ่ม) Survive (รอด) และ Scale (ขยาย) สตาร์ทอัพกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ตายตั้งแต่ Start ไป Survive เหตุผลหลักก็เพราะเงินไม่มี ทรัพยากรไม่พอ ถ้าเงินมีน้อยก็ไปจ้างคนเก่งๆ มาทำไม่ได้ ถ้าไปจ้างคนเก่งๆ ก็ค่าตัวแพงๆ แล้วเงินหมดก่อนที่จะหาลูกค้าได้ หลายประเทศใช้วิธีสนับสนุนทางการเงิน สตาร์ทอัพที่มีไอเดียดี ทีมที่ดี ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ผลักให้เขาไปสู่ขั้น Survive ให้ได้ หลายประเทศเข้ามาช่วยให้สตาร์ทอัพนั้นอยู่รอด เช่นในอิสราเอล หรือชิลี ที่รัฐให้เงินเปล่าแบบไม่ถือหุ้น หรือถ้ารัฐไม่ลงทุน ก็ให้นายทุนกิจการ (Venture Capitalist) เข้ามาลงทุน โดยที่รัฐให้ความเชื่อมั่นว่าจะซื้อคืนหุ้นในอนาคตเพราะเอกชนส่วนใหญ่มองแค่เรื่องผลตอบแทน บางไอเดียคิดว่าดี แต่ยังไม่ให้เงินสนับสนุน รอให้สตาร์ทอัพโตหน่อยค่อยมาลงทุน  ซึ่งบางครั้งสตาร์ทอัพไปไม่ถึงจุดนั้น ตรงนี้รัฐช่วยได้ และอีกอย่างหนึ่งคือ รัฐสามารถเป็นลูกค้าของสตาร์ทอัพไทยได้ เช่น iTax เป็นสตาร์ทอัพที่ทำเรื่องภาษีมานานแล้ว เก่งมาก กรมสรรพากรควรจะสนับสนุน แทนที่จะมาลงทุนทำแอพพลิเคชั่นเอง ซึ่งพอทำเองคนก็ไม่ไว้ใจอีก

ปัญหาใหญ่ของสตาร์ทอัพในประเทศไทยคือเรามีวิศวกรน้อยไป ผลิตออกมาปีละ 7-8 พันคน ซึ่งไม่พอ ปัจจุบันวิศวกรจำนวนมากไปทำงานที่เป็นรูทีนอย่างทำเว็บไซต์ แทนที่จะไปคิดสิ่งใหม่ๆ เช่นเรื่อง Wearable Tech ในประเทศอินโดนีเซียปีนึงผลิตวิศวกรกว่า 2 แสนคน ผมไม่อยากเห็นภาพว่าวันหนึ่งเราต้องอิมพอร์ตวิศวกรมาจากอินโดนีเซียนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาคริตเกิดแนวคิดสร้างห้องเรียนเขียนโค้ดออนไลน์ต้องการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่หันมาเรียนเขียนโค้ดกันมากขึ้นโดยเฉพาะนักเรียนสายอาชีวะ

Epilogue

หลังจากที่พูดคุยกันมาสักพักใหญ่จนคิดว่าใกล้ถึงปลายทางการสัมภาษณ์ เราถามถึงหนังสือกองโตกองในห้องทำงานของเขา
มีตั้งแต่ Non-Fiction เรื่องจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงแมกกาซีนด้านการออกแบบตอนนี้สนใจเรื่อง Customer Behaviour (พฤติกรรมของผู้บริโภค) ซึ่งจะพาไปสู่ความเข้าใจเรื่อง AI ผมเคยข้ามไปอ่านหนังสือที่สอนเรื่องทำ AI โดยตรง แต่ไม่ได้ชุดข้อมูลที่ดี เพราะ AI จำเป็นต้องมีชุดข้อมูลมาให้เรียนรู้ ผมจึงคิดว่าเราควรเรียนรู้เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคก่อน แล้วเราถึงจะทำ AI สำเร็จ

Related Post

W23

เบื้องหลังการปกปิดตัวตนของนักเขียน ศิลปิน ดีไซเนอร์ หรือแม้แต่นักธุรกิจ

Anonymously Well-Knowns

อะไรคือเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังการปกปิดตัวตนของนักเขียน ศิลปิน ดีไซเนอร์ หรือแม้แต่นักธุรกิจ? เพื่อหลีกเลี่ยงอคติในการตัดสิน หรือเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว? หรือทั้งสองอย่าง? แล้วเราในฐานะ ผู้เสพผลงาน และผู้บริโภคมีสิทธิแค่ไหนในการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของพวกเขาเหล่านั้น? แล้วเหตุใดเราถึงต้องการที่จะสืบค้นตัวตนที่เขาไม่ต้องการเปิดเผยกันล่ะ?

FRANCE - JANUARY 01:  Photo of DAFT PUNK  (Photo by Mick Hutson/Redferns)

การปกปิดตัวตนของเหล่าศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานในหลายสาขานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในยุคโบราณ นักเขียนส่วนใหญ่เลือกใช้นามปากกาในการประพันธ์เพื่อปกปิดตัวตน และลดข้อครหาว่านวนิยายที่พวกเขาแต่งนั้นอาจจะพาดพิงถึงบุคคลที่พวกเขารู้จักในชีวิตจริง หรือนักเขียนผู้หญิงบางคนก็เลือกใช้นามปากกาที่ฟังดูเหมือนชื่อผู้ชาย เพราะการยอมรับนักเขียนสตรีในบางยุคนั้นยังไม่แพร่หลาย (เรื่องนี้ไม่ต้องย้อนกลับไปไกลมากนักหรอก แม้กระทั่งปลายยุค ‘90s J.K. Rowling (เจ.เค. โรว์ลิ่ง) เองยังได้รับ “คำแนะนำ” จากบรรณาธิการต้นฉบับ Harry Potter and the Philosopher’s Stone ให้ใช้ชื่อย่อ J.K. แทนชื่อจริงของเธอ (Joanne Rowling) แถมก่อนหน้าที่เธอจะโด่งดังจากซีรีส์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ เธอก็เคยใช้นามปากกาว่า Robert Galbraith (โรเบิร์ต กัลเบรธ) มาแล้ว) และการปกปิดตัวตนนั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวงการวรรณกรรมเท่านั้น

แต่วงการเพลงก็มีนักดนตรีที่สวมหน้ากากตลอดเวลาอย่าง Daft Punk หรือใช้ตัวการ์ตูนแสดงตัวตนอย่าง Gorillaz ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาคือนักดนตรีที่ทำเพลงหลากหลายแนว และต้องการนำเสนอตัวตนที่สอง (Alternated Self) ในเพลงอีกชุดหนึ่ง ซึ่งก็เป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนเดนตายอยู่ดีว่าตัวจริงของพวกเขาคือใคร อาจจะเพราะพวกเขาไม่ได้ซีเรียสนักกับการปกปิดตัวตนอย่างแท้จริง

แต่ก็มีศิลปินและนักธุรกิจหลายคน (หรือหลายกลุ่ม) ได้อาศัยตัวตนที่สองในการสำแดงความคิดความอ่าน อย่างตรงไปตรงมา รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างสรรค์ผลงานในสายงานตัวเองอย่างอิสระ เพราะการไม่มีตัวตนในโลกจริงนั้นเป็นการลดอคติในการตัดสินของผู้เสพงานสร้างสรรค์ไปได้หลายเปลาะ นอกจากนั้น การปกปิดตัวตนของศิลปินนั้นยังเป็นการป้องกันความปลอดภัยของตัวเองไม่ว่าจะในเรื่องการถูกคุกคามจากแฟนคลับ หรือการถูกลักพาตัว (ดูอย่างกรณีที่ John Hinckley Jr. (จอห์น ฮินเคิลลีย์ จูเนียร์) พยายามที่จะสังหาร Ronald Reagan (โรนัลด์ เรเกน) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องความสนใจจาก Jodie Foster (โจดี้ ฟอสเตอร์) ซึ่งฟอสเตอร์ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า เธอรู้สึกว่า ‘ถูกคุกคามความเป็นส่วนตัวแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน’ หรือกรณีที่ Robert Pattinson (โรเบิร์ต แพททินสัน) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่สามารถรับมือกับชื่อเสียงของเขาหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง Twilight ออกฉายได้ เพราะมีแฟนคลับเฝ้าติดตามเขาตลอดเวลา และมีแฟนคลับบางคนถึงขั้นแฮ็กเข้ามาในอีเมล์ส่วนตัวของเขา ทำให้เขาเลิกเล่นโซเชียลมีเดีย และสามารถติดต่อเขาได้ผ่านทางเอเจนซี่เท่านั้น) ถึงกระนั้น … เมื่อใครสักคนก้าวเข้ามาเป็นจุดสนใจแล้ว ก็ยากแล้วล่ะที่จะอยู่เงียบๆ โดยไม่เปิดเผยตัวตนได้ เรามาทำความรู้จักคนดังไร้ตัวตน และเหล่าแฟนคลับ (หรือแอนตี้แฟนคลับ) ที่พยายามเปิดเผยตัวตนของพวกเขากัน

Banksy

ถ้าพูดถึงประเด็นปกปิดตัวตนแบบนี้ แล้วไม่พูดถึงศิลปินสตรีทอาร์ทชื่อดังสัญชาติอังกฤษอย่าง Banksy บทความนี้ก็คงจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน ผลงานของ Banksy ปรากฏในรถไฟใต้ดินกรุงบริสตอล และกรุงลอนดอนตั้งแต่ช่วงต้นยุค ‘90s แต่เขาเริ่มเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานชื่อ The Mild Mild West ช่วงปีค.ศ. 1999 และผลงานหลังจากนั้นของเขาก็เป็นภาพกราฟิตี้สไตล์ต่อต้านสงคราม ต่อต้านระบอบทุนนิยม รวมไปถึงต่อต้านระบอบต่างๆ ในสังคม ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหัวข้อเหล่านั้นทำให้โลกหันมาสนใจเขาอย่างจริงจัง และเขาก็กลายเป็นหนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่คนสำคัญของโลก

GLASTONBURY, ENGLAND - JUNE 24:  Art work said to be by underground artist Banksy is seen on the fence at the Glastonbury Festival site at Worthy Farm, Pilton on June 24, 2010 in Glastonbury, England. The gates opened yesterday to what has become Europe's largest music festival and is celebrating its 40th anniversary. (Photo by Matt Cardy/Getty Images)

เมื่อมีชื่อเสียง ก็มีคนอยากจะขุดคุ้ยประวัติส่วนตัวของเขา แต่ Banksy ก็ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนอย่างเป็นทางการไม่ว่าจะกับสื่อใดๆ ก็ตาม มีทฤษฎีหลากหลายที่พยายามจะสืบเสาะค้นหาว่าเขาเป็นใคร ในปีค.ศ. 2014 มีเว็บไซต์หนึ่งอ้างว่าง Paul Horner (พอล ฮอร์เนอร์) ชายหนุ่มวัย 35 ปีจากเมืองลิเวอร์พูลที่ถูกกลุ่ม  Anti-Graffiti Task Force ตามจับในข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะคือ Banksy ตัวจริง แต่ต่อมา Jo Brooks (โจ บรูกส์) เอเจนซี่ของ Banksy ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่า Banksy ยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้ถูกจับไปไหน ขอให้บรรดาแฟนๆ สบายใจได้

CHELTENHAM, ENGLAND - APRIL 14:  A piece of new graffiti street art, claimed to be by the secretive underground guerilla artist Banksy, which appeared on the side of a house in Cheltenham this weekend, is seen on April 14, 2014 in Gloucestershire, England. The artwork, which shows three stencil figures listening into a conversation in an existing telephone box, is just a few miles away from Government Communications Headquaters (GCHQ), which is responsible for providing intelligence and information assurance to the British Government and Armed Forces. (Photo by Matt Cardy/Getty Images)

ปีถัดมา Richard Pfeiffer (ริชาร์ด ไฟเฟอร์) ถูกจับข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งภาพนั้นเป็นภาพที่สร้างสรรค์โดย Banksy ในย่านแมนฮัตตัน แต่จริงๆ แล้ว เขาและคู่หมั้นเพียงแค่เดินผ่านและชื่นชมผลงานชิ้นนั้นอยู่เท่านั้น แต่เขาก็ถูกจับอยู่ดี และ ข่าวก็แพร่ไปไกลแล้วว่าเขาคือผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้น แต่หกเดือนถัดมา เขาก็หลุดพ้นข้อกล่าวหา และออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการด้วยตัวเองว่าเขาไม่ใช่ Banksy

RAMALLAH, WEST BANK - AUGUST 6. A graffiti made by the British, guerrilla, graffiti artist Banksy is seen on Israel's highly controversial West Bank barrier in Ramallah on August 6, 2005. Banksy has made a name for himself with provocative images stencilled around the streets of London. On his recent trip to the Palestinian territories he has created nine of his images on Israel's highly controversial West Bank barrier. (Photo by Marco Di Lauro/Getty Images)

ต่อมาไม่นานนัก HBO ได้ผลิตสารคดีเรื่อง Banksy Does  New York ที่ Chris Healey (คริส ฮีลลีย์) ศิลปินชาวแคนาดาได้ยืนยันว่า Banksy เป็นกลุ่มศิลปินจำนวน 7 ชีวิตที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้า โดยผู้หญิงคนนั้นปรากฏตัวในสตูดิโอของ Banksy ที่เปิดเผยในสารคดีเรื่อง Exit Through the Gift Shop ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ยัง ไม่มีเอเจนซี่ของ Banksy ออกมาปฏิเสธเป็นทางการ แต่ทฤษฎีนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับทั่วไปในหมู่แฟนๆ Banksy เพราะไม่มีใครเชื่อว่าผลงานของเขาเป็นงานกลุ่มนั่นเอง

WESTON-SUPER-MARE, ENGLAND - SEPTEMBER 10:  A mermaid sculpture in front of a castle at Banksy's Dismaland on September 10, 2015 in Weston-Super-Mare, England.  (Photo by Matthew Baker/Getty Images)

ในปีค.ศ. 2008 ได้มีนักสืบแบบโพรไฟล์ลิ่งจาก Queen Mary University กรุงลอนดอนได้นำเทคนิคการโพรไฟล์ลิ่งแบบถิ่นที่อยู่มาตามหาตัว Banksy และสรุปว่าเขาคือ Robin Gunningham (โรบิน กันนิ่งแฮม) ศิลปินท้องถิ่นในเมืองบริสตอล ซึ่งต่อมาในปีค.ศ. 2015 โรบินก็ได้ปรากฏตัวในโปรเจ็กต์ Dismaland ของ Banksy ในฐานะเด็กโบกรถ ซึ่งแฟนๆ ก็จำเขาได้ จึงมีการสรุปอย่างจริงจังว่าแท้จริงแล้วโรบินเองนั่นล่ะคือ Banksy

BETHLEHEM, WEST BANK - DECEMBER 05:  A Palestinian labourer works under a large wall painting by elusive British graffiti artist Banksy December 5, 2007 on a building wall in the biblical city of Bethlehem in the West Bank. The Bristol-born artist has adorned Israel's West Bank separation barrier and Bethlehem walls with new images, including one of a dove wearing a flak jacket and a soldier being frisked by a young girl. His works, along with those of other international artists, are part of an exhibition called Santa's Ghetto.  (Photo by David Silverman/Getty Images)

และก็ยังมีนักข่าวอย่าง Craig Williams (เครก วิลเลียมส์) ที่นำเสนอความเกี่ยวข้องกับผลงาน Banksy กับ Robert Del Naja(โรเบิร์ต เดล นายา) ฟรอนท์แมนวง Massive Attack ซึ่งเขายืนยันว่า ทุกครั้งวงนี้ไปเล่นที่เมืองใดๆ ก็ตาม จะต้องมีผลงานของ Banksy ปรากฏตามมาเสมอ แต่ก็นะ ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธจากเอเจนซี่ของ Banksy ก็สรุปว่ายังไม่สรุปอยู่ดีว่า Banksy คือใครกันแน่

Elena Ferrante

เอเลนน่าเป็นนามปากกาของนักเขียนนวนิยายชาวอิตาเลียน เธอมี
ผลงานเขียนเล่มแรก Troubling Love ตั้งแต่ปีค.ศ. 1992 และโด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือซีรีส์นวนิยายสี่ตอนจบชุด Neapolitan Novels ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อปีค.ศ. 2011 ในปีค.ศ. 2016 เธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกใบนี้โดยนิตยสาร Time แม้ว่าเธอจะเป็นที่รู้จักในระดับโลก แต่เธอก็ยืนยันที่จะปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเธอไว้อย่างเงียบเชียบ และก็เป็นดังที่เขาว่า ยิ่งไม่อนุญาต ยิ่งอยากจะรู้ จึงมีหลากหลายทฤษฎีว่าด้วยเรื่องตัวตนที่แท้จริงของเธอ โดยเป็นการจับแพะชนแกะของบทสัมภาษณ์ที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตามสื่อต่างๆ

ต่อมาในปีค.ศ. 2003 เธอตีพิมพ์หนังสือเรื่อง The Act of Falling Apart เป็นจดหมายที่เธอโต้ตอบกับบรรดาบรรณาธิการของเธอ ซึ่งก็เปิดเผยตัวตนของเธอออกมาได้นิดหน่อยว่าเธอเติบโตที่เมืองเนเปิล และออกไปใช้ชีวิตนอกประเทศอิตาลีมาได้สักระยะหนึ่ง เธอถือปริญญาวรรณกรรมคลาสสิก มีลูก แต่ไม่ได้แต่งงานแล้ว
ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น

Word-of-mouth Wonders

ปีค.ศ. 2016 Marco Santagata (มาร์โก้ ซานตากาต้า) นักเขียนนวนิยายและศาสตราจารย์ที่ University of Pisa ได้ตีพิมพ์บทความว่าด้วยการระบุตัวตนของเอเลนน่าโดยวิเคราะห์จากสไตล์งานเขียนของเอเลน่าอย่างใกล้ชิด ในตอนที่เธอบรรยายภาพเมืองปิซ่า และเขียนถึงเรื่องการเมืองอิตาลียุคใหม่ และรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปได้ว่า เอเลนน่าเคยอาศัยอยู่ในเมืองปิซ่า แต่ออกจากเมืองไปในช่วงปีค.ศ. 1966 เธอจึงเสนอทฤษฎีว่าเอเลน่าอาจจะเป็นศาสตราจารย์ชาวเนเปิล Marcella Marmo (มาร์เซลลา มาร์โม) ที่มาเรียนที่เมืองปิซ่าในช่วงค.ศ. 1964 – 1966 แต่ทั้งมาร์เซลลาและเอเจนซี่ของเอเลนน่าก็ออกมาปฏิเสธทฤษฎีนี้กันอย่างพร้อมเพรียง

ช่วงปลายปีค.ศ. 2016 ก็เกิดข่าวครึกโครมไปทั่วโลกเมื่อ Claudio Gatti (เคลาดิโอ กัตติ) ตีพิมพ์บทความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินของ Anita Raja (แอนิตา ราย่า) นักแปลในกรุงโรมว่าเธอนั่นเองที่เป็นเอเลนน่าตัวจริง โดยในบทความนั้นมีข้อมูลเรื่องการเงิน และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของแอนิตาแบบโจ๋งครึ่ม และบทความนี้          ก็กลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางบนโลกวรรณกรรมถึงการคุกคามเรื่องส่วนตัวของนักเขียนและขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลลับต่างๆ โดย Matt Haig (แมตต์ เฮก) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษถึงกับทวีตข้อความว่า “ความพยายามในการหาตัวเอเลนน่า เฟอร์รันเต้ตัวจริงนั้นเป็นเรื่องที่น่าอดสูและไม่มีค่าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตัวตนที่จริงที่สุดของนักเขียนก็คือหนังสือที่พวกเขาเขียนนั่นเอง” แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของเคลาดิโอนั้นก็ดูจะเป็นจริงมากที่สุด และยังไร้ซึ่งการปฏิเสธจากเอเจนซี่และสำนักพิมพ์ ก็คงสรุปไปแล้วแบบฉาวโฉ่สินะ เราว่า

Satoshi Nakamoto

เขาเป็นผู้ออกแบบ Bitcoin หรือเงินสกุลดิจิตอลสกุลแรกของโลกที่ต่อมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาดาต้าเบสอย่าง Blockchain ที่จะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ให้เราทำงานและติดต่อสื่อสารกับทุกคน ได้อย่างอิสระเสรีไร้ซึ่งพรมแดนของประเทศอย่างแท้จริง คุณซาโตชิ นากาโมโต ผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ บอกว่าเขาอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เกิดราวๆ ปีค.ศ. 1975 และนั่นก็เป็นเพียงข้อมูลเดียวที่ออกมาจากตัวเขา (หรือตัวพวกเขา เพราะก็ไม่มีใครแน่ใจว่าคุณซาโตชินั้นเป็นคน หรือกลุ่มบุคคลกันแน่) และด้วยความรวยของคุณซาโตชิ (ปีค.ศ. 2016 เขาเป็นเจ้าของบิทคอยน์อยู่ หนึ่งล้านหน่วย ซึ่งก็เทียบเป็นเงินได้ราวๆ 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้นเอง) ก็ย่อมมีคนสงสัยอยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร และก็มีทฤษฎีหลากหลายแตกต่างกันออกไป และส่วนมากทฤษฎีเหล่านั้นก็มุ่งเป้าไปว่าคุณซาโตชิไม่ใช่คนเอเชีย และอาศัยอยู่ที่ประเทศอเมริกาและทวีปยุโรป (แหมนะ … มีแค่เผ่าพันธุ์คอร์เคซอยเท่านั้นสินะที่สามารถคิดค้นอะไรอัจฉริยะเปลี่ยนโลกได้ขนาดนี้)

Nakamoto Named as Bitcoin Father Denies Involvement

ในปีค.ศ. 2013 Skye Grey (สกาย เกรย์) บล็อกเกอร์ออนไลน์ได้นำเสนอว่า Nick Szabo (นิก ซาโบ) นั้นอาจจะเป็นคุณซาโตชิตัวจริง เขาเป็นนักค้าการเงินผู้โด่งดังและเป็นเจ้าของบทความบน Bit Gold หลายอัน ซึ่งอ่านๆ แล้วก็มโนได้ไม่ยากว่าเขาเองเป็นคนที่ริเริ่มเรื่องบิทคอยน์เป็นคนแรกๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าเขาคือคุณซาโตชิตัวจริง ปีถัดมา นิตยสาร Newsweek ได้ยืนยันว่า Dorian Nakamoto (ดอเรียน นากาโมโต้) ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย (เขามีชื่อจริงว่าซาโตชิ นากาโมโต้) นั้นเป็นคุณซาโตชิ นอกเหนือจากชื่อเดียวกันแล้ว ดอเรียนยังมีโพรไฟล์ที่ชวนให้คล้อยตามว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะคิดค้นบิทคอยน์ขึ้นมาจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บทความถูกตีพิมพ์ออกไป บ้านของดอเรียนก็ถูกบุกโดยกองทัพสื่อ และเขาก็ปฏิเสธอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาไม่รู้จักเงินสกุลนี้ด้วยซ้ำ ต่อมา P2P Foundation ของคุณซาโตชิก็โพสต์ข้อความเป็นครั้งแรกในรอบห้าปีตบหน้าสื่อดังฉาดว่า “ผมไม่ใช่ดอเรียน นากาโมโต้นะ” โอเค จบไป

ตัวเลือกถัดมาคือ Hal Finney (ฮัล ฟินนีย์) หน่วยกล้าตายคนแรกๆ ที่เริ่มใช้เงินบิทคอยน์ และเป็นยูสเซอร์ที่มีการโต้ตอบกับดาต้าเบสตลอดเวลา เขาอาศัยอยู่ไม่ไกลจากดอเรียนด้วยซ้ำ นักข่าวจากนิตยสาร Forbes เคยนำลายมือของเขาไปตรวจเทียบกับลายมือของคุณซาโตชิ ซึ่งก็ดูเหมือนกันในหลายจุดแบบไม่น่าเชื่อ แต่ก็มีทฤษฎีว่าเขาอาจจะแค่เป็นโกสต์ไรเตอร์ให้กับคุณซาโตชิก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามฟินนีย์ปฏิเสธเสียงแข็งว่าเขาเป็นเพียงยูสเซอร์เท่านั้น

Utah Software Engineer Mints Physical Bitcoins

คนที่อื้อฉาวที่สุดเห็นจะเป็น Craig Steven Wright (เครก สตีเฟ่น ไรท์) เพราะนิตยสาร Wired ได้เขียนว่าเครกนั้นคือคนที่คิดค้นบิทคอยน์ หรือไม่ก็พวกลวงโลกที่ชอบทำให้โลกคิดว่าเขาคิดค้นนั่นล่ะ แต่เครกเองกลับ
ปิดแอ็คเคาน์ทวิตเตอร์ของตัวเองและปิดปากเงียบ ไม่ออกสื่อ ในวันเดียวกันนั้นเอง Gizmodo ก็ตีพิมพ์หลักฐานที่แฮ็กได้จากอีเมล์ของเครกยืนยันว่าคุณซาโตชิคือเครกกับ David Kleiman (เดวิด คลีแมน) นักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ที่เสียชีวิตไปเมื่อปีค.ศ. 2013 แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บิทคอยน์ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเชื่อถือข้อมูลดังกล่าว และบ้านของเครกก็ถูกตำรวจบุกค้นหาเรื่องเอกสารทางภาษีต่างๆ แต่ก็เงียบไป

จนในที่สุด กลางปีค.ศ. 2016 เครกก็ได้โพสต์ขึ้นบล็อกตัวเองว่า เขาคือคุณซาโตชิตัวจริง แต่อย่างไรก็ตาม Peter Todd (ปีเตอร์ ทอดด์) เดเวลลอปเปอร์ของบิทคอยน์ได้ออกมาปฏิเสธการโพสต์ดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าการโพสต์นั้นไม่น่าเชื่อถือและไม่มีที่มา และได้ปฏิเสธเรื่องนี้ลงไปในทวิตเตอร์หลักของบิทคอยน์เองเลยทีเดียว หนึ่งเดือนถัดมา London Review of Books ได้ตีพิมพ์บทความว่าด้วยเรื่องของเครกและสงครามบิทคอยน์ โดยอ้างว่ามีบริษัทของประเทศแคนาดาอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะเปิดเผยตัวของเขา ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทฤษฎีสมคบคิดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ก็สรุปอีกครั้งว่ายังไม่สรุปอยู่ดี

Bitcoin Value Soars And Drops

การตามหาตัวตนของคนที่เราชื่นชม เพื่อทำความรู้จักและนำกลับไปมโนให้ชุ่มชื่นหัวใจนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรมากนัก หากพฤติกรรมนั้นไม่ไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของคนผู้นั้นทั้งในโลกจริงหรือโลกเสมือน พึงระลึกไว้เสมอว่าเราทุกคนล้วนต้องการที่ว่างส่วนตัวกันทั้งนั้น บรรดาคนดังก็ไม่ยกเว้นหรอก จริงๆ นะ

Related Post

W22

เดือนกุมภาพันธ์อาจเป็นฤกษ์ดีในการยกระดับความสัมพันธ์ความรักไปสู่เลเวลที่จริงจังมากขึ้น

3 Things to Consider Before Co-Signing a Home Loan

เมื่อเดือนแห่งความรักโคจรมาถึงหลายๆ คู่อาจจะถือเป็นฤกษ์ดีในการยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่เลเวลที่จริงจังมากขึ้น อาทิ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ หรือ ห้องชุดขนาดใหญ่ ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูง ทำให้คู่รักหลายๆ คู่ต้องอาศัย “การกู้ร่วม”  จากสถาบันการเงินเพื่อให้ฝันที่จะมีบ้านร่วมกันเป็นความจริงขึ้นมาได้

การกู้ร่วมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติวงเงินกู้บ้าน เพราะรายได้รวมต่อเดือนที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ให้กับผู้ปล่อยกู้หรือสถาบันการเงินนั่นเอง

ผู้กู้ร่วมหรือในทางกฎหมายจะเรียกว่า “ลูกหนี้ร่วม” จะต้องรับผิดชอบและต้องยอมรับในภาระหนี้ร่วมกัน ในกรณีที่ผู้กู้หลักไม่สามารถชำระหนี้ได้แต่ด้วยวงเงินกู้ที่สูง นั่นหมายความว่าผู้ที่ร่วมกู้กับคุณนั้นจะต้องร่วมหัวจมท้ายกับหนี้ก้อนโตไปเป็นระยะเวลานานหลายปี ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจกู้ร่วม คุณอาจจะต้องพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กู้หลัก-ผู้กู้ร่วม

นอกจากความสัมพันธ์ฉันเครือญาติแล้ว คู่สมรส ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่จดก็ตามสามารถกู้ร่วมได้ แต่จะต้องมีเอกสารที่แสดงตัวบุคคล และแหล่งที่มาของรายได้ชัดเจน โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้กู้ร่วมมักมีชื่ออยู่ในโฉนดด้วย

ภาระหนี้

หลังจากที่หักภาระหนี้ของผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมแล้ว รายได้จะต้องเหลือเพียงพอสำหรับค่าผ่อนบ้านตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร ซึ่งปกติจะต้องไม่เกิน 40 – 50% ของรายได้ โดยธนาคารจะดูภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนของผู้กู้จากเครดิตบูโร หากพบว่าผู้กู้และผู้กู้ร่วมมีภาระหนี้ผ่อนต่อเดือนสูงอยู่แล้ว การกู้ร่วมอาจจะไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินสักเท่าใดนัก ทั้งนี้ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดให้มีผู้กู้ร่วมได้ไม่เกิน 2 คน

ความสามารถในการผ่อนชำระ 

หลังจากที่ธนาคารอนุมัติยอดกู้ แม้ว่าเราจะกู้ร่วม แต่ต้องคำนึงเสมอว่า หากต้องรับภาระผ่อนเพียงคนเดียวก็สามารถทำได้ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจกู้ร่วม คุณควรคำนวณรายรับ – รายจ่ายทั้งหมดของทั้งคุณและ ผู้กู้ร่วม เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินพอที่จะผ่อนชำระบ้านได้ในแต่ละเดือน รายได้บางอย่าง เช่น เงินจากการขายของหลังเลิกงานและไม่มีเอกสารแสดงที่มาของรายได้อย่างชัดเจน ซึ่งรายได้เหล่านี้ แม้สถาบันการเงินจะไม่นำมาใช้ในการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ แต่รายได้เสริมเหล่านี้อาจช่วยให้คุณมีกำลังในการผ่อนชำระหนี้แต่ละเดือนได้ดีขึ้น สำหรับกรณีกู้ร่วมนั้น กรรมสิทธ์ในบ้าน/ คอนโดฯ มีได้ 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 การใส่ชื่อคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เวลากู้มี    ผู้กู้ร่วม และแบบที่ 2 ใส่ชื่อผู้กู้ทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเลือกกรรมสิทธิ์แบบหลังมากกว่า เพราะ    ให้สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของที่เท่าเทียมกันไม่ว่าคุณจะเป็นผู้กู้หลักหรือ ผู้กู้ร่วม แต่ก็มีข้อพึงระวัง คือหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือมีเหตุ ที่ทำให้ต้องขายบ้าน/ คอนโดฯ นั้นๆ จะต้องได้รับการยินยอมจาก   ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ แม้ว่าการกู้ร่วมจะเป็นหนทางที่ช่วยให้คุณมีบ้านในฝันได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญ คุณควรพูดคุยและทำความเข้าใจกับอีกฝ่ายให้เคลียร์ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหลังได้

**FYI**

40% ของรายได้คืออัตราขั้นตำ่ที่แบงก์พิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้

50 : 50 สิทธิที่คู่รักกู้ร่วมสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยที่จ่ายในการผ่อนหนี้บ้านต่อปี

100,000 คือเพดานอัตราลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยผ่อนบ้านต่อปี

Related Post

Brioni

ว่ากันว่าการใส่รองเท้าดีดีมักพาเราไปที่ที่ดีดีเสมอ

อัพเดทเทรนด์รองเท้าสีดำที่ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรก็จะคงความคลาสสิคไว้ได้เสมอ

Derby
จุดเด่นของ Derby คือ กระดุมรูร้อยเชือกจะถูกเย็บติดไว้กับตัวลิ้นรองเท้าให้สามารถมองเห็นได้จากด้านบน แต่เดิมนั้นนิยมใส่เดินป่าและล่าสัตว์ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะช่วงหัวรองเท้าที่เป็นแบบหนังชิ้นเดียว ทำให้รองเท้า Derby มีสไตล์ที่เรียบร้อยเหมาะสำหรับการใช้งานที่เป็นทางการและสุภาพเป็นส่วนใหญ่

Brioni

Oxford
สาเหตุที่เรียกว่า Oxford ก็เพราะเหล่านักศึกษาจากมหาวิยาลัย Oxford นิยมใส่กันนั่นเอง จุดสังเกตของรองเท้าชนิดนี้คือ กระดุมรูร้อยเชือกจะถูกเย็บติดไว้ข้างใต้แผ่นหนังด้านบนของรองเท้า ซึ่งมองไม่เห็นจากด้านบน มีถิ่นกำเนิดในประเทศสก็อตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือโดยมีทั้งสไตล์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

Gucci

Loafer
Loafer หรือ Penny Loafer เป็นรองเท้าแบบสวมไม่มีการผูกเชือก จุดเริ่มต้นเกิดมาจากช่วงยุค 1950s เด็กนักเรียนนิยมนำเหรียญ Penny มาเก็บไว้ในช่องที่ด้านหน้าของรองเท้า สำหรับโทรศัพท์หรือขึ้นรถบัสกลับบ้าน ต่อมา John F. Kennedy (จอห์น เอฟ. เคนเนดี้) ได้สวมรองเท้า Loafer แบบไม่สวมถุงเท้ากับชุดสูท ทำให้เกิดความนิยมแพร่หลายขึ้นมา

Jimmy_Choo

Monk Strap
บางแหล่งอาจจะเรียกว่า ‘Monk Shoes’ ซึ่งก็แปลได้ตรงตัวว่าเป็นรองเท้าที่บาทหลวงนิยมใส่กัน ลักษณะเด่นของรองเท้าชนิดนี้คือ บริเวณด้านบนเป็นแถบหนังคาดมีตัวล็อกห้วเข็มขัด 2 ชิ้น ไม่มีเชือกผูก ต่อมาจึงได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมของคนทั่วไปมีทั้งแบบหนังที่ให้ลุคทางการและแบบหนังกลับที่ให้สไตล์แคชชวล

Salvatore_Ferragamo

Brogue
คลาสสิกเหนือกาลเวลาต้องยกให้รองเท้า Brogue ที่มีต้นกำเนิดในประเทศสก็อตแลนด์ โดยมีจุดเด่นที่ลวดลายฉลุบนตัวรองเท้าที่ในสมัยก่อนนั้นมีประโยชน์ไว้เพื่อระบายนำ้หรือแอ่งโคลนและความชื้นตามบนชทที่คุณอาจต้องเดินลุยมันไป หัวรองเท้ามีลายเย็บแบบ ‘W’ หรือลายปีกนก รอยฉลุปัจจุบันจะหลงเหลือไว้เพื่อเอกลักษณ์นั่นเอง

Tod_s

Boat Shoes
สามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า ‘Deck Shoes’ ซึ่งชื่อเรียกก็มาตามที่มา เพราะรองเท้าชนิดนี้ถูกผลิตออกมาเพื่อใส่บนเรือ รูปทรงและพื้นรองเท้าจึงถูกออกแบบมาให้ยึดติดกับพื้นเรือ หนังที่ใช้จะถูกเคลือบสารกันน้ำ โดยมีจุดเด่นคือเชือกหนังที่ถูกร้อยไว้รอบตัวรองเท้าและเชื่อมกับด้านบน เหมาะกับสไตล์แคชชวลสำหรับวันหยุดพักผ่อนของคุณ

Valentino

Slippers
แต่ก่อนนั้นรองเท้า Slippers ถูกผลิตมาไว้สำหรับใส่ภายในบ้านของบรรดาเหล่าผู้ลากมากดี มักจะทำจากผ้ากำมะหยี่เป้นส่วนใหญ่ โดยด้านหน้าของรองเท้านั้นมักนิยมปักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล โดยในปัจจุบันได้พัฒนาและนิยมนำมาใส่กับชุดสูทหรือทักซิโด้แบบไม่สวมถุงเท้า เพื่อเพิ่มสไตล์ที่โดดเด่นและลดความเป็นทางการลง

Versace

Desert Boots
ถูกผลิตขึ้นมาครั้งแรกสำหรับทหารที่ออกไปรบในตะวันออกกลาง มีลักษณะเด่นคือเป็นรองเท้าบู๊ตหุ้มข้อที่ไม่สูงมาก พื้นรองเท้าทำจากยางพาราเพื่อสะดวกในการเดินย่ำบนทะเลทราย ปัจจุบันนิยมนำมาใส่อย่างแพร่หลายและมักจะจับคู่รองเท้าประเภทนี้กับเครื่องแต่งการแบบ Workwears

Boss

Chelsea Boots
เป็นรองเท้าอีกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนานค้นเจอได้ในช่วงยุคสมัยวิตอเรียน โดยจุดประสงค์ที่ผลิตขึ้นมาคือมีไว้เพื่อใส่สำหรับขี่ม้า จุดสังเกตและลักษณะที่โดดเด่นอยู่ที่เป็นรองเท้าบู๊ต แบบสวมไม่มีเชือกผูก ด้านข้างมีการเย็บตัดต่อผืนหนังกับผ้าไว้สำหรับช่วยให้ยืดหยุ่นเวลาสวมใส่ทำให้กระชับกับเท้าและไม่ต้องกังวลกับเชือกผูก

Related Post