ทำความเข้าใจนาฬิกาชีวภาพ กับบทสัมภาษณ์ชีวิตนกฮูกกลางคืน

Creature of the Night

ทำความเข้าใจกับนาฬิกาชีวภาพผ่านข้อเขียนของนพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา และฟังวิธีการปรับตัว รับมือกับวงจรชีวิตของคนกลางคืนหลากหลายอาชีพ

มีใครเป็นอย่างนี้บ้างไหมครับ คุณเป็นคนทำงานกลางคืน เวลาหลับเวลาตื่นของคุณจึงไม่เหมือนคนอื่น แม้ว่าคุณจะพยายามนอนอย่างเพียงพอแล้ว แต่หลายครั้งคุณก็ยังรู้สึกเหมือนนอนไม่พอ ไม่สดชื่น กินอาหารก็ไม่ค่อยย่อย ท้องอืดง่าย รู้สึกเหมือนสุขภาพโดยรวมไม่ค่อยดี

หลายท่านน่าจะพอรู้ว่าอาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่งในสมองของเราที่เรียกว่า “นาฬิกาชีวภาพ” แต่เคยนึกสงสัยไหมครับว่าทำไมมนุษย์จึงมีนาฬิกาอยู่ในสมอง และทำไมแค่การที่เราหลับตื่นไม่ตรงตามพระอาทิตย์ จึงมีผลกระทบต่อร่างกายได้กว้างขวางเช่นนั้น

คำตอบของคำถามนี้เริ่มต้นขึ้นหลายพันล้านปีที่แล้วครับ
นับตั้งแต่มีพระอาทิตย์และโลกของเราเกิดขึ้นในจักรวาล โลกของเราก็หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบพระอาทิตย์มาตลอด ผลของการที่โลกหมุนรอบตัวเองก็ก่อให้เกิดแสงและเงาที่ทาบลงบนผิวโลกหมุนวนไปเรื่อยๆเกิดเป็นสิ่งที่มนุษย์เราเรียกว่า กลางวันและกลางคืน ต่อมาเมื่อมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกเมื่อประมาณสามพันกว่าล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตยุคแรกก็ต้องหาทางรับมือกับโลกกลางวันกลางคืน ซึ่งมีสภาพแวดล้อมต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลางวันมีแดดแรง อุณหภูมิสูงแล้วยังมีรังสียูวีที่อันตรายต่อพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต พอตกกลางคืนแสงยูวีลดลงแต่อุณหภูมิก็อาจจะต่ำจนไม่เหมาะกับการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ สิ่งมีชีวิตเริ่มแรกทั้งหลายจึงต้องมีกลไกหรือพฤติกรรมที่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมากเช่นนี้

ต่อมาโลกยิ่งอยู่ยากขึ้นไปอีกเพราะเมื่อประมาณสองพันล้านกว่าปีก่อนมีสิ่งมีชีวิตชนิดเล็กๆชนิดหนึ่งค้นพบวิธีการนำแสงอาทิตย์มา “สังเคราะห์แสง” ขึ้น ผลของการสังเคราะห์แสงนี้ก่อให้เกิดก๊าซพิษชนิดใหม่ที่มีชื่อว่าออกซิเจน ปนเปื้อนไปในบรรยากาศ ก๊าซออกซิเจนที่อันตรายนี้ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างมากมายไปทั่วโลก ยิ่งช่วงกลางวันที่แสงแดดจัดๆ ออกซิเจนยิ่งมีความเข้มข้นสูง กลางวันซึ่งมีแสงแดดสำหรับสังเคราะห์แสงสูงจึงอันตรายมาก และเป็นช่วงเวลานี้เองที่มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างวิวัฒนาการเกิดมีระบบนาฬิกาชีวภาพขึ้นมาในร่างกาย การมีนาฬิกาในร่างกายทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก สิ่งมีชีวิตที่มีนาฬิกาในร่างกายสามารถรู้ว่ากลางวันที่อันตรายจะมาถึงเมื่อไหร่ จึงปรับกลไกในร่างกายให้เหมาะสมเพื่อจะรับกับช่วงเวลาที่อันตรายนั้นได้อย่างดี

ต่อมาไม่นานก็มีสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้วิธีการนำก๊าซพิษออกซิเจน  ที่ปนเปื้อนไปทั่วโลก มาใช้ให้เป็นประโยชน์ นั่นคือนำออกซิเจนมาเผาอาหารที่กินเข้าไป เกิดเป็นสิ่งที่เรารู้จักทั่วไปในชื่อ“การหายใจ” ขึ้น จากนั้นมาการหนีก๊าซออกซิเจนจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป อย่างไรก็ตามระบบนาฬิกาชีวภาพก็ยังมีประโยชน์อยู่ เพราะมาถึงตอนนี้แล้วกลไกในร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่างๆทำงานสัมพันธ์กับการขึ้นลงของพระอาทิตย์อย่างกลมเกลียวจนยากจะแยกจากกันได้แล้ว

โลกในยุคปัจจุบัน มนุษย์ซึ่งวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่เล่าไปข้างบน เราจึงมีทั้งระบบนาฬิกาและระบบการหายใจในร่างกายและเราไม่ได้มีนาฬิกาแค่เรือนเดียว แต่มีในเกือบทุกๆเซลล์ของร่างกายนับแสนล้าน หรืออาจจะถึงล้านๆเรือนกระจายทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นในเซลล์ผม เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไต ฯลฯ และเพราะนาฬิกาเหล่านี้อวัยวะต่างๆในร่างกายจึงทำงานสัมพันธ์กันด้วยดี

เมื่อร่างกายเราเต็มไปด้วยนาฬิกา ก็มีความเป็นไปได้ที่นาฬิกาจะเดินไม่เท่ากันใช่ไหมครับ แต่โชคดีว่าเรามีนาฬิกากลางตัวหนึ่งอยู่ในสมอง ที่คอยเทียบเวลาให้กับนาฬิกานับล้านในร่างกาย โดยนาฬิกาในสมองจะคอยใช้แสงแดดจากพระอาทิตย์ที่ผ่านเข้าดวงตา เป็นตัว “จูน” หรือเทียบเวลาอีกต่อหนึ่ง ทั้งหมดนี้อาจจะพูดได้ว่าพระอาทิตย์ช่วยทำให้เซลล์ต่างๆที่ประกอบเป็นร่างกายของเราทำงานสัมพันธ์กลมกลืนกันมาช้านาน แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว สิ่งที่ธรรมชาติคาดไม่ถึงก็คือมนุษย์ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้!!

แต่ไหนแต่ไรมา แหล่งของแสงไฟที่เข้าตามนุษย์จะมีแค่จาก   4 แหล่งเท่านั้น ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว และกองไฟ ที่มนุษย์ก่อขึ้น (ไม่นับหิ่งห้อย) แสงไฟใหม่ชนิดนี้ไม่เพียงส่องสว่างไม่เป็นเวลา ยังส่องสว่างได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน และยิ่งไปกว่านั้นส่องสว่างด้วยแสงสีฟ้าได้อีกด้วย (ซึ่งกวนระบบนาฬิกาในสมองได้มาก ต่างจากกองไฟที่แสงสีแดงเด่น) จากนั้นมามนุษย์ก็เริ่มนอนดึกมากขึ้นเรื่อยๆจนเกิดการใช้ชีวิตตอนกลางคืนขึ้นมาได้อย่างจริงจัง

กลับมาที่คนทำงานกลางคืน ในทางทฤษฎีแล้วเป็นไปได้ที่เราจะจัดฉากหลอกนาฬิกาในสมอง (ด้วยผ้าปิดตาเวลานอน แว่นกันแดด แสงไฟฟ้า) ให้เหมือนว่าเราหลับตื่นตามพระอาทิตย์ แต่ในชีวิตจริงเนื่องจากสังคมในโลกปัจจุบันออกแบบมาให้เหมาะกับคนที่ตื่นตอนพระอาทิตย์ขึ้นและเข้านอนตอนพระอาทิตย์ตกดิน ทำให้หลายครั้งคนทำงานกลางคืนต้องสลับมาใช้เวลาหลับตื่นเหมือนคนทั่วไปเป็นระยะๆ ช่วงเวลาที่ต้องสลับการหลับตื่นบ่อยๆนี้อาจจะก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Social Jetlag เมื่อใดก็ตามที่เวลาหลับตื่นเปลี่ยนแปลง นาฬิกาในสมองและนาฬิกาทั่วร่างกายก็จะรวนไปพักนึง ผลคือ ระบบต่างๆในร่างกายก็จะทำงานไม่สัมพันธ์กัน ถ้าภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆนานๆ สุขภาพก็จะไม่ดีเสี่ยงที่จะป่วยได้ง่ายขึ้น

คำถามที่หลายท่านคงจะอยากรู้คือ มีทางลัดจะเอาชนะระบบนาฬิกานี้ไหม เสียใจที่ตอบว่าไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพ 100% ครับ เพราะรากฐานของระบบนี้ถูกวางไว้แล้วนับเป็นพันล้านปีเชียวนะครับ

แม้ว่ามนุษย์เราจะเอาชนะธรรมชาติได้มากมาย แต่มีบางอย่างที่มนุษย์ต้องเคารพกฎของธรรมชาติอยู่ การนอนเป็นหนึ่งในนั้นครับ

Teepagorn Wuttipitayamongkol

นักเขียน นักแปล และผู้ร่วมก่อตั้ง The Matter

บางคนอาจจะทำงานกลางคืนหรือกลางวันได้อย่างเดียว แต่สำหรับผม ผมปรับเปลี่ยนชีวิตและวิถีการทำงานได้เรื่อยๆแล้วแต่สถานการณ์ครับ” แชมป์ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “งานส่วนใหญ่ที่ทำกลางคืนคืองานเขียนชิ้นงานยาวๆที่ต้องอาศัยสมาธิต่อเนื่อง ส่วนกลางวันทำงานประเภทติดต่อประสานงาน ดูแลทีม ประชุม หรือเขียนงานคอลัมน์สั้นๆที่ไม่ต้องใช้ความต่อเนื่องมาก เพราะกลางวันเป็นช่วงเวลาที่มีคนขัด หรือเรียกตลอดเวลาไม่มีชั่วโมงไหนที่สามารถทำงานชิ้นยาวๆได้ทั้งชิ้นโดยไม่ถูกรบกวน ทำให้รวบรวมสมาธิไม่ได้ในตอนกลางวันครับ”

ด้วยลักษณะงานที่หลากหลายของแชมป์ ทำให้เขามีตารางการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปแล้วแต่ลักษณะงาน ณ ขณะนั้น ถ้าเป็นช่วงที่ต้องทำงานยาวๆ ผมจะนอนตีสี่ ตื่นเที่ยง แต่ถ้าไม่มีงานแบบนั้น สักตีสองก็นอนแล้ว ไม่เกินนั้น ผมต้องนอนให้ได้หกชั่วโมง ก็ชดเชยให้พอในแต่ละวันก็พอครับ เพราะถ้านอนไม่พอ ผมจะทำงานไม่ได้เลย” แชมป์บอกว่าเขาสามารถทำงานเวลาไหนก็ได้จริงๆ คือสามารถมีพลังงานทำงานได้ทุกเวลา ขอเพียงนอนให้พอเท่านั้น ในขณะที่หลายคนอาจจะมีพลังงานในเฉพาะช่วงกลางวัน ส่วนอีกหลายคนจะคิดงานออกเฉพาะหลังพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น เป็นโชคดีของเขาที่ชีวิตเขาไม่ใช่แบบนั้นเลย บางคนอาจจะถามว่าถ้าสามารถเป็นแบบนั้น ทำงานแบบสั่งได้ขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ตื่นแต่เช้ามานั่งทำงานเขียนก่อนจะออกไปทำงานที่ต้องพบปะผู้คนล่ะ ผมเคยทำแล้ว แต่พบว่าพลังงานในช่วงนั้นไม่เหมาะกับการเขียนมากเท่ากับตอนกลางคืน เพราะเรารู้ตัวว่าเดี๋ยวต้องออกไปข้างนอกแล้ว ทำให้เราเขียนไม่เต็มที่มากนัก ในขณะที่กลางคืน การนอนไม่ใช่อุปสรรค เพราะเราไม่ได้นัดกับใครไว้ว่าเราจะนอนตอนกี่โมง เราเขียนจบเมื่อไหร่ค่อยนอน เป็นแบบนี้จะดีกว่าครับ”

ชั่วโมงการทำงานที่พีคที่สุดของแชมป์คือเมื่อตอนที่หนังสือเร่งส่งมากๆ เขาใช้เวลาเขียนโดยไม่นอนทั้งคืนเลยทีเดียว ผมเคยไม่นอนได้นานสุดสามวันครับ มีงีบสักชั่วโมงหนึ่งตอนกลางวันเท่านั้นครับ แต่พอย่างเข้าสามสิบ ทำไม่ได้แล้วครับ ร่างกายประท้วง ดังนั้น ช่วงที่เขียนหนังสือเร่งๆ ผมจะใช้วิธีเขียนบทหนึ่ง นอนพักชั่วโมงหนึ่ง สลับไปเรื่อยๆจนกระทั่งเสร็จ ทำแบบนี้ไม่เกินห้าวันหนังสือเสร็จเลยครับ แต่ช่วงนั้นตารางชีวิตก็ตันไปเลยครับ
พอหนังสือจบ ค่อยมาปรับจูนตารางชีวิตใหม่” อย่างไรก็ดี แชมป์ไม่ค่อยจะป่วยหนักแบบล้มหมอนนอนเสื่อเท่าใดนัก แต่เขาเป็นหวัดหรือปวดหัวนิดหน่อยอยู่บ่อยๆ
ซึ่งมักจะเกิดจากการออกกำลังกายแล้วไม่คูลดาวน์ร่างกายมากกว่า
ไม่ได้เกิดจากการนอนดึก และอาการเหล่านั้นจะหายไปเองเมื่อเขาพักผ่อนชดเชยเพียงพอ

แชมป์บอกว่า เขาไม่ค่อยคิดถึงผลเสียต่อร่างกายที่มาจากการทำงานขนาดนี้ เพราะใจเขามีแต่เรื่องงานเท่านั้น หลังจากงานชิ้นนั้นๆจบลง เขาจะกลับมาจัดการกับตัวเอง ออกกำลังกาย นอนให้พอเพียง กินอาหารดีๆ แต่หลังจากอายุหลังสามสิบมา นอกจากร่างกายที่ประท้วงแล้ว ความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารทำให้เขาต้องมีปฏิสัมพันธ์กับทีมมากขึ้น เขามักจะเก็บพฤติกรรมการทำงานสุดโต่งแบบนี้ไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น ถ้าเป็นงานเขียนคอลัมน์ ปกติ เขาจะพยายามใช้ชีวิตแบบ    ปกติให้ได้มากที่สุด

ถ้าเลือกได้จริงๆ คือหมายความว่าถ้าคนอื่นที่เราติดต่องานไม่ต้องย้ายมาใช้ชีวิตตามเรา ผมเลือกใช้ชีวิตกลางคืนครับ เพราะเย็นกว่า สงบกว่า งานของผมเป็นงานที่ต้องอยู่กับตัวเองเยอะมาก ผมไม่อยากจะให้ไลน์เด้งขึ้นมาตลอดเวลา มานั่งตอบเฟซบุค หรือวิ่งไปประชุม ผมอยากมีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะๆ นั่งเขียนงานไปเรื่อยๆ ทำอะไรของตัวเองให้ได้ตลอด ถ้าผมเลือกย้ายงานมาอยู่กลางคืนได้หมด และติดต่องานกับคนอื่นในเวลากลางวันได้เท่านั้น ผมชอบจะอยู่กลางคืนมากกว่า”

FB: Champ Teepagorn

Chanakan Rattana-udom

ศิลปินและนักร้องค่ายไวท์มิวสิค ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

หลังจากปล่อยซิงเกิ้ลเพลงฟังสบายออกมาให้เราฟังกันได้สักพัก ศิลปินเสียงดีคนนี้กำลังซุ่มเก็บตัวออกอัลบั้มเต็มให้แฟนๆฟังอยู่ในไม่ช้านี้ ในวันที่เราสัมภาษณ์เขาทางโทรศัพท์ เขาอยู่ระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัดไปจัดคอนเสิร์ต ผมใช้ชีวิตกลางคืนหนักๆช่วงออกทัวร์คอนเสิร์ตครับ ถ้าเป็นช่วงอัดเสียง ผมทำงานถึงแค่เย็นๆหรือค่ำๆเท่านั้นครับ” อะตอมบอก ผมเป็นคนนอนค่อนข้างดึกมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ แต่ในช่วงเดินทาง ออกคอนเสิร์ตบ่อยๆ ต้องใช้ชีวิตกลางคืนอย่างจริงจัง มีรู้สึกนิดหน่อยครับว่าร่างกายไม่โอเค แต่ก็ปรับตัวครับ นอนชดเชยให้มากขึ้น กินอาหารดีๆหลังๆ
จึงปรับตัวได้ครับ”

อะตอมชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเคยหัดเล่นกีตาร์มาบ้าง แต่ใจรักในการร้องเพลงอยู่เป็นทุนเดิม เขาบอกว่าเขาโชคดีมากที่มีครอบครัวและเพื่อนๆคอยสนับสนุน การมีอาชีพเป็นนักร้องไม่ได้ทำให้ผมเจอครอบครัวน้อยลงนะครับ ไม่กระทบเลย แต่    การเดินทางเยอะๆในช่วงโปรโมทคอนเสิร์ตอาจจะกระทบบ้าง ไม่มากเท่าไหร่หรอกครับ แต่อย่างที่บอกไปว่าผมใช้ชีวิตแบบนั้นเฉพาะช่วงเดินสายโปรโมทเท่านั้น พอจบตรงนี้ผมจะไปเข้าห้องอัด ใช้ชีวิตปกติแล้วครับ”

หลังจากจบการเดินสายโปรโมทเล่นคอนเสิร์ตทั่วประเทศแล้ว ชีวิตของอะตอมจะดีดกลับมาเป็นคนใช้ชีวิตในกลางวันแบบปกติ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหนก็ตาม ถ้าดูแลตัวเองและระมัดระวังพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน

แม้ว่าจะนอนดึกจนชิน แต่อาชีพของอะตอมไม่ได้บังคับให้เขาทำงานกลางคืนจนเป็นกิจวัตร อะตอมยังสลับมาใช้ชีวิตกลางวันได้บ้าง เรียกได้ว่าเขาสามารถมีชีวิตทั้งสองขั้วได้อย่างดี เพียงต้องอาศัยการเฝ้าระวังและฟังเสียงของร่างกายตัวเองให้มากกว่าคนที่ใช้ชีวิตอย่าง ปกติ’ เล็กน้อยเท่านั้น

FB: Atom (@atomoatomofficial)

Chatchai Wisitsak

ดีเจ

ดีเจไท้ หรือที่รู้จักกันในวงการว่า Taidy เป็นดีเจประจำผับ หลักๆเขาทำงานที่ DND และ Gravity คนในวงการกลางคืนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขากับตัวเอเลี่ยนในคลิปไวรอลที่เล่นเป็นเสมือนตัวเขาในบทบาทดีเจ ไท้ใช้ชีวิตกลางคืนแบบนี้มาตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นดีเจสมัครเล่นตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ถ้าทำงานเป็นดีเจจริงๆได้ประมาณสี่ห้าปีแล้วครับ แต่ผมเป็นดีเจในอีเวนต์ต่างๆมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับ เริ่มต้นคือการไปจัดปาร์ตี้ตามร้านอาหารกับเพื่อนๆ เชิญคนโน้นคนนี้มา แล้วประสบความสำเร็จ เริ่มเป็นที่รู้จัก ได้มีงานเข้ามาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นอาชีพจริงจังครับ”

ด้วยลักษณะงานของไท้ ทำให้เขาไม่เคยได้ทำงานตอนกลางวันเลย แต่เขาออกตัวว่าเขาเป็นคนนอนค่อนข้างน้อยเป็นปกติอยู่แล้ว วันทำงาน ผมนอนประมาณตีสี่ สิบโมงไม่เกินสิบเอ็ดโมงก็ตื่นแล้วครับ ตอนนี้เพิ่งอายุ 25 ปี ผมไม่คิดว่ามีผลกระทบอะไรโดยตรงต่อสุขภาพนะครับ ถ้าจะกระทบ น่าจะเป็นเพราะดื่มเหล้าสังสรรค์มากกว่าครับ ไม่เกี่ยวกับเวลานอน แต่อาจจะเพราะว่าร่างกายของผมชินกับการนอนดึกแบบนี้อยู่แล้วนะครับ แต่ถ้าอายุมากขึ้น ก็คงต้องหันมารักสุขภาพให้มากขึ้นครับ”

ในเรื่องของชีวิตส่วนตัว ไท้ยืนยันว่าความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไม่มีกระทบอะไร เขาพบเจอและสังสรรค์กับเพื่อนฝูงได้ตลอดเวลา ผมคิดว่าผมเจอเพื่อนได้บ่อยกว่าคนที่ทำงานประจำอีกครับ เพราะผมว่างเกือบตลอดเวลา กับแฟนก็เจอช่วงบ่ายถึงเย็นก่อนเริ่มงาน บางครั้งแฟนก็ตามไปที่ทำงานด้วยครับ สำหรับผม การใช้ชีวิตแบบนี้ไม่กระทบจริงๆครับ ทุกอย่างอยู่ในโลกออนไลน์หมด เราเสพสื่ออะไรได้เหมือนเดิมครับ ไม่ตกข่าวอะไรหรอก” ไท้จบบทสนทนาด้วยน้ำเสียงหัวเราะ พลางเสริมว่า เขาตั้งใจจะทำอาชีพดีเจไปเรื่อยๆ และใช้ช่องทางออนไลน์โปรโมทตัวเอง เพราะเขาหวังจะทำเพลงของตัวเองต่อไปในอนาคต

FB: Chatchai Wisitsak

Anuphon Kariwan

Head Bartender / Mixologist

ผมเริ่มทำอาชีพบาร์เทนเดอร์มาได้ประมาณสองปีแล้วครับ ก่อนหน้านี้ผมทำธุรกิจส่วนตัวกับที่บ้าน
ใช้ชีวิตกลางวันปกติครับ” ซัน หัวหน้าบาร์เทนเดอร์และมิกโซโลจีสประจำร้าน Track 17 โครงการทองหล่อคอมมอนส์ให้สัมภาษณ์  ตอนแรกไม่คิดจะเป็นบาร์เทนเดอร์หรอกครับ แต่ไปเที่ยวที่นิวยอร์ก เจอเพื่อนที่ทำงานที่นั่น เห็นว่าเขาทำงานได้ทิปเยอะมาก เลยฝึกบ้างจริงจัง คิดว่าจะกลับไปทำงานที่นิวยอร์กบ้าง แต่พอได้ทำงานที่ประเทศไทย ก็เลยอยู่ประเทศไทยยาวเลยครับ”

ซันบอกว่า ก่อนที่เขาจะต้องใช้ชีวิตมนุษย์กลางคืนเนื่องด้วยอาชีพการทำงาน เขาเป็นมนุษย์กลางวันโดยแท้จริง ถ้าวันไหนไม่ได้เที่ยวกลางคืน สี่ห้าทุ่มก็หัวถึงหมอนแล้ว แต่สถานการณ์ชีวิตในปัจจุบันคือ เขาเลิกงานตีหนึ่ง นอนประมาณตีสองตีสาม ตื่นไม่เกินสิบโมงเช้า เขาเป็นบาร์เทนเดอร์ประจำ ไม่ต่างจากการทำงานประจำ ชีวิตเขาจึงเป็นแบบนี้ทุกวัน ตั้งแต่ทำงานแบบนี้ ได้เจอเพื่อนน้อยลงเยอะครับ เพราะหยุดไม่เหมือนคนอื่น ผมได้หยุดงานจริงๆเฉพาะวันพระเท่านั้น เลยได้เจอเพื่อนเฉพาะวันหยุดที่บังเอิญตรงกันเท่านั้น ส่วนกับแฟน แฟนเข้าใจครับ อาจจะมีง้องแง้งบ้างนิดหน่อย แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาจริงจังครับ พ่อแม่ไม่มีปัญหาเลยครับ ท่านสนับสนุนผมเต็มที่เสมอ ไม่ว่าผมจะทำอะไร”

ร่างกายของซันปรับตัวจนกระทั่งสามารถทำงานกลางคืนได้อย่างไม่มีปัญหา และเขายังมองเห็นข้อดีอีกว่า เขาไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเบียดเสียดคนจำนวนมหาศาลบนรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก และในวันหยุด เขากลับมาใช้ชีวิตปกติกับเพื่อนฝูง แฟน และครอบครัวได้อย่างสบายไม่มีปัญหาอะไร

ร่างกายมนุษย์จะมีแรงตอนกลางวันมากกว่าอยู่แล้วครับ ดังนั้นถ้าทำงานแบบผม ต้องคอยเซฟพลังงานให้ดีๆ ถ้ารู้ว่าต้องทำงานยาวตอนกลางคืน ผมจะพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้แบตหมดกะทันหันระหว่างทำงานครับ”

Nicholas Pelloie

หัวหน้าแผนกครัวเบเกอรี โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ

เชฟนิโคลาส์ทำงานเป็นพ่อครัวเบเกอรีมาได้ 20 ปีแล้ว เขาเพิ่งมารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกครัวเบเกอรี โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ได้ปีครึ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำงานในประเทศไทย หลังจากเป็นเชฟเบเกอรีในทวีปเอเชียมาได้กว่า 12 ปี ผมเรียนรู้งานที่ทวีปยุโรปครับ แต่ผมชอบเอเชียมากกว่า”

ถ้าคุณคิดจะทำอาชีพเชฟเบเกอรี คุณต้องหลงใหลมันมากๆ ผมไม่คิดว่านี่คือ งาน’ หรอกครับ แต่คือสิ่งที่ผมรักที่จะทำมากกว่า” เชฟนิโคลาส์เล่าให้เราฟังว่าการเป็นเชฟเบเกอรีนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยในการทำงานมากมาย ทั้งการทำงานกับทีม การเตรียมงานต่างๆ รวมไปถึงการคิดค้นหาสูตรใหม่ๆเราทำงานประมาณสิบถึงสิบสองชั่วโมง งานเบเกอรีต้องเริ่มทำตั้งแต่หัววัน คือเริ่มงานกันสี่ทุ่ม และทำงานไล่ไปจนแปดโมงเช้า เพื่อให้ขนมปังต่างๆ เสร็จพร้อมเสิร์ฟเป็นอาหารเช้าให้แขกครับ ในส่วนของงานเพสทรี ไม่จำเป็นต้องทำงานกลางคืนครับ ดังนั้น ผมกับทีมจึงมีการคุยกันตลอดเวลา เพื่อสลับสับเปลี่ยนเวลาทำงานให้ทุกคน ในทีมมีความสุขมากที่สุด ส่วนตัวผมคิดว่าการทำงานกลางคืนไม่กระทบอะไรกับชีวิตผมมาก อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะผมมีเวลาไปรับลูกส่งลูก มีเวลาอยู่กับลูกในตอนที่ไม่ทำงานได้มากกว่า แต่สำหรับทีมบางคน เขาอาจจะไม่สะดวก ก็ต้องปรับจูนกันไปครับ”

เชฟนิโคลาส์ไม่ได้ชอบหรือชังการทำงานกลางคืนเป็นพิเศษ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ เรามองออกว่าเขาหลงใหลการอบขนมปังเสียจนกระทั่งเขาไม่ใส่ใจว่าเขาจะทำงานเวลาไหน ขอเพียงได้ทำงานเท่านั้น การสร้างสรรค์ขนมปังใหม่ๆขึ้นมา ผมจะออกไปหาแรงบันดาลใจข้างนอก ไปดูขนมปังที่คนอื่นทำ เอามาปรับเปลี่ยนส่วนผสม ขนมปังที่คุณเห็นว่าหน้าตาเหมือนกันทุกวันนั้นไม่ใช่เลยครับ มีรายละเอียดต่างๆที่ไม่เหมือนกันครับ และผมมีความสุขกับการทำขนมปังจริงๆ”

bangkok.peninsula.com

Nop Phoomthaisong

ผู้ก่อตั้งบริษัท MAYASEVEN

นพประกอบอาชีพหน้าจอที่เรียกว่า Penetration Testing หรือเรียกกันแบบเข้าใจง่ายคืองานเจาะระบบเพื่อทดสอบระบบความปลอดภัยให้กับบริษัทลูกค้า (หรือจะง่ายกว่านั้นคือ นพเป็นแฮ็กเกอร์มืออาชีพนั่นเอง) ลักษณะงานคือการทำให้ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทใหญ่   ที่ต้องอาศัยความปลอดภัยใน ระบบไอทีมากๆ อย่างอุตสาหกรรมการเงิน การธนาคาร สายการบิน และประกันภัย ตอนนี้ผมมีลูกค้าหลากหลายครับ เพราะความปลอดภัยทางไซเบอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน”

หลังจากได้คอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองตั้งแต่มัธยมหนึ่ง นพหลงใหลกับข่าวของแฮ็กเกอร์ และเบนเข็มเข้าสายงานทดสอบเจาะระบบเพราะสามารถใช้ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ได้หลากหลายมากกว่างานเน็ตเวิร์กอื่นๆ ตอนที่ผมยังไม่ตั้งบริษัทที่ต้องมีติดต่อกับคนอื่น ผมทำงานกลางคืนเลยครับ เหตุผลหลักๆคือเพื่อเทสต์ระบบเพื่อจะได้ไม่กระทบระบบที่ใช้งานกลางวัน ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผมสามารถคิดหาทางเจาะระบบใหม่ๆได้ดีเวลาทำงานกลางคืน เพราะต้องมีการบิวด์อารมณ์ก่อนและต้องนั่งทำยาวๆ การทำงานกลางคืนจะไม่มีอะไรมาขัดได้ง่ายเหมือนกลางวัน จึงทำงานได้ต่อเนื่องกว่า และทำได้ดีกว่าครับ”

นพนอนประมาณตีสาม ตื่นไม่เกินสิบโมงเช้า ถ้างานบริษัทให้ทดสอบระบบโดยไม่กระทบต่อยูสเซอร์ เขาจะทำงานช่วงเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า แต่โดยปกติเขาทำงานตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง ผมหลงใหลในด้านนี้ครับ ไม่ถือว่าเหนื่อยเลย” เขาบอก เรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ
ไม่กระทบเลยครับ เพราะคนรอบตัวผมนอนดึกกันหมด แต่ออกตัวก่อนนะครับว่าผมเป็นคนนอนเยอะครับ วันละแปดชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ถ้าผมนอนไม่พอ ผมจะไม่สดชื่น คิดงานไม่ออกครับ ดังนั้น ถึงผมจะทำงานกลางคืน แต่ผมก็ไม่ได้อดนอนนะครับ เวลานอนปกติจริงๆ”

www.mayaseven.com

Panupong Wannaruk

ช่างตัดต่อรายการโทรทัศน์

อีกหนึ่งอาชีพที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลาคือช่างตัดต่อรายการโทรทัศน์ ป๊อปเคยทำงานประจำที่บริษัทใหญ่ในฐานะช่างตัดต่ออยู่นาน ตอนนี้เขาออกมาทำอาชีพเดิมในฐานะฟรีแลนซ์   ไร้สังกัด แต่พฤติกรรมการทำงานของเขาก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไป ผมทำงานกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ครับ เพราะเงียบ สงบ ไม่ร้อน คิดงานได้มากกว่าทำงานกลางวันครับ ถ้าเป็นงานตัดต่อนะ” ป๊อปตอบคำถามเราแบบสงวนคำพูด ผมทำงานคนเดียวตอนกลางคืน ทำเสร็จเอาไปให้ทีมดูในตอนเช้า แต่ถ้าต้องมีติดต่อกับลูกค้าหรือคนอื่นที่ต้องทำกลางวัน ก็ต้อง   ทำกลางวันล่ะครับ แต่ส่วนใหญ่ถ้าปรึกษาหรือคุยงานกับคนในทีม ผมเลือกทำกลางคืนครับ”

วงจรชีวิตของป๊อปคือเข้านอนประมาณตีห้า ตื่นเที่ยง สมัยทำงานประจำ เขาเข้างานเที่ยง ทำงานถึง   ห้าโมงเย็น พักกินข้าว สังสรรค์ กับเพื่อนฝูง เตะบอลตามอัธยาศัย จนล่วงถึงสี่ทุ่ม ได้เวลากลับเข้ามาทำงานต่อจนถึงตีสาม พอออกมาเป็นฟรีแลนซ์ เขาตื่นเที่ยงเช่นเคย ทำธุระติดต่องานกับคนอื่น ก่อนจะเก็บตัวทำงานหน้าจอคอมพ์ตั้งแต่ทุ่มไปจนถึงตีห้าซึ่งเป็นเวลานอน ผมใช้ชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงานครับ ผมเคยลองพยายามทำงานกลางวัน แต่ไม่สำเร็จ เพราะง่วงและร้อน ถึงจะนอนพอ ผมก็ง่วง คิดงานไม่ออก นั่งเสียเวลาไปเฉยๆ พอทำงานกลางคืน ใส่หูฟัง อยู่กับตัวเอง คนเดียว   นี่งานไหลเลยครับ”

ป๊อปบอกว่าเขาเคยคิดอยากจะปรับตัวกลับมาใช้ชีวิตกลางวันเหมือนคนอื่นดูบ้าง แต่ไม่เห็นผล เขาคิดงานตอนกลางวันไม่ออกจริงๆ ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้ชีวิตกลางคืนอย่างเต็มใจ ความสัมพันธ์กับครอบครัวไม่กระทบเลยครับ ผมว่าไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ ในส่วนของความสัมพันธ์กับแฟน เขาทำงานคล้ายกับผม ชอบทำงานกลางคืนเหมือนกัน ใช้ชีวิตแบบนี้มาได้แปดปีแล้วครับ คงเปลี่ยนลำบากแล้วล่ะ”

Related Post

รู้จักกับไฟแช็กระดับไฮคลาส ที่ไม่ใช่เพียงแค่หยิบขึ้นมาจุดบุหรี่หมดแล้วก็ทิ้งไป

Art of flame

ทำความรู้จักกับ ‘ไฟแช็ก’ และประวัติศาสตร์ความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคต

<<ย้อนกลับไปสักสองทศวรรษที่แล้ว เมื่อครั้งที่บุหรี่ยังดูไม่เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างในปัจจุบัน ไม่มีป้ายหรือเครื่องหมายปิดประกาศห้ามสูบในที่สาธารณะ ตามสถานบันเทิง ร้านอาหาร และโรงแรมยังสามารถ
สูบบุหรี่ได้อย่างเสรี ช่วงเวลานั้นคือยุคทองของไฟแช็กหลายแบบหลายยี่ห้อ อาทิ S.T. Dupont (เอส.ที. ดูปองต์) Dunhill (ดันฮิลล์) Zippo (ซิปโป้) Ronson (รอนสัน) และ Vinci (วินชี่)>>

แต่ละแบรนด์ต่างก็ออกดีไซน์และการออกแบบที่สวยงามมาให้จับจองกันอยู่ตลอดเวลา บางแบรนด์
ถึงขั้นผลิตไฟแช็กทองคำแท้ออกมาเพื่อนักสะสมหรือคนกระเป๋าหนักโดยเฉพาะ ในยุคนั้น ไฟแช็กที่
แสนแพงเหล่านั้นไม่ได้ถูกเก็บใส่กล่องเพื่อการสะสมแบบในตอนนี้ แต่ถูกนำออกมาใช้งานให้เห็นกันละลานตามากทีเดียว

สำหรับไฟแช็กทั้ง 5 แบรนด์ที่กล่าวมานั้นต่างก็มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน S.T. Dupont จากประเทศฝรั่งเศสมีรุ่นคลาสสิกที่ใครต่อใครต่างชื่นชอบและถวิลหาที่จะได้ครอบครอง ซึ่งความคลาสสิกของรุ่นนี้ก็ได้แก่เสียงดัง ‘กริ๊ก’ ให้ได้ฟังกันทุกครั้งที่เปิดฝา และเจ้าเสียงนี้สามารถปรับให้ดังหรือเบาลงได้โดยการปรับแต่งน็อตแต่งเสียง เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ฮิตมากๆ ในขณะนั้น แต่ส่วนสำคัญของ S.T. Dupont นั้นไม่ได้มีเพียงเสียง แต่มีเรื่องของลวดลายที่แกะสลักเป็น
คอลเลกชั่นพิเศษ บางคอลเลกชั่นผลิตออกมาจำนวนน้อยและปัจจุบันมีราคาค่าตัวที่สูงมาก ถัดมาคือ Dunhill หนึ่งในไฟแช็กระดับตำนานจากเกาะอังกฤษ โด่งดังจากรุ่นที่ฝาปิดเป็นรูปทรงหัวรถจักรโบราณ และใช้น้ำมันในการจุดแทนแก๊ส ต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบแก๊ส และเปลี่ยนรูปทรงเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบมีฝาปิด แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่ารุ่นต้นตำรับ ซึ่งก็ทำให้ความนิยมของ Dunhill ลดลง แต่รุ่นต้นตำรับกลับมีราคาถีบตัวสูงขึ้นไปแทน ถัดมาคือ Zippo จากประเทศอเมริกาเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยังไม่ตายและได้รับความนิยมสูงสุด รูปทรงคลาสสิกเป็นสี่เหลี่ยมหัวมนหรือหัวตัด ใช้งานโดยการเปิดฝาและดึงไส้ออกมาเพื่อเติมน้ำมัน ดูแลรักษาได้ง่าย เป็นที่นิยมของนักสะสมไฟแช็กทั่วโลก แต่สิ่งสำคัญใน
การเล่น Zippo นั้นก็ต้องเลือกให้ถูกรุ่น ถูกคอลเลกชั่น ถูกปี เพราะรุ่นที่คนไม่นิยมราคาก็ดำดิ่งลงไปเหลือเพียงหลักร้อย แต่รุ่นที่คนนิยมนั้นออกจากร้านมาเพียงไม่กี่พัน แต่ราคาถีบตัวขึ้นไปประชันกับ Dunhill หรือ S.T. Dupont ได้เลย ส่วน Ronson จากประเทศอเมริกา เป็นแบรนด์เดียวที่ดังในรุ่นปุ่มกด โดยคุณไม่ต้องสไลด์ลูกกลิ้งหรือแกนหมุนเพื่อจุดไฟ จะใช้ระบบการจุดไฟคล้าย Zippo ไฟแช็กหลายรุ่นของ Ronson นั้นมีราคาค่าตัวที่สูงมาก และบางรุ่นผลิตจากทองคำแท้ แต่ในปัจจุบัน Ronson ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Zippo ไปตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 และเหลือเพียงผลิตภัณฑ์น้ำมันไฟแช็กสำหรับเติม ที่เป็นกระป๋องสีเหลืองตัดน้ำเงินให้คุณได้เห็นเท่านั้น และสุดท้ายคือ Vinci แบรนด์ไฟแช็กไฮเอนด์ที่พูดไปแล้วเด็กๆต้องงงกันแน่นอนเพราะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เลิกผลิตไปแล้ว แต่จริงๆนั้นมีศักดื์ศรีและชื่อชั้นไม่ต่างจาก S.T. Dupont หรือ Dunhill เลยแม้แต่น้อย บอดี้ของ Vinci มีทั้งทองเหลืองและชุบทอง แต่ช่องสำหรับเติมแก๊ส
มีรูปทรงที่แปลกไปสักเล็กน้อย หากใครพบเห็นตามท้องตลาดแล้วยังใช้ได้แนะนำว่าลองต่อราคาและนำมาเก็บไว้ในคอลเลกชั่นจะช่วยเติมเต็มความครบเครื่องเรื่องไฟแช็กให้คุณได้เป็นอย่างดี

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลในศิลปะของไฟแช็กและระบบกลไกที่น่าทึ่งนั้นละก็ การหาซื้อ
ไฟแช็กรุ่นวินเทจหรือรุ่นใหม่สำหรับแบรนด์ที่เรากล่าวไปไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาซื้อคือช่างซ่อมฝีมือดีที่คุณจะไว้ใจได้ ในปัจจุบันทั้งประเทศไทยและทั่วโลกนั้น ช่างซ่อมไฟแช็กก็ค่อยๆลดหายไปตามความนิยม บ้างก็เปลี่ยนไปซ่อมนาฬิกา บ้างก็เลิกกิจการ จึงทำให้ไฟแช็กในท้องตลาดหลายๆอันนั้น
มีสภาพที่ใช้งานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และหลายรุ่นในคอลเลกชั่นของนักสะสมก็ทำหน้าที่เพียงนอนอยู่ในกล่อง ไม่ได้ฉายเปลวไฟอันสวยงามออกมาให้เห็นอีกเลย และหากคุณมีไฟแช็กที่เราได้กล่าวไปอยู่ในมือ เราท้าให้คุณลองส่งให้เด็กรุ่นใหม่ๆยืมจุดดู พนันได้เลยว่า มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่จะจุดได้เลยโดยไม่ถามวิธีการใช้แน่ๆ และหากไฟแช็กราคาแสนแพงนั้นวางอยู่ที่ร้านขายของแบกะดินก็รับรองว่าคงมีน้อยคนนัก
ที่จะสนใจหรือไม่ก็อาจจะมองข้ามไปเลย และในอีก
ไม่ช้าคงถึงเวลาแล้วล่ะที่ไฟแช็กสำหรับจุดเปลวไฟเหล่านั้นคงจะกลายเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากบทหนึ่งจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น เพราะไฟแช็กที่ราคาถูกเพียง 
10 และ 20 บาทกำลังครองตลาดและค่อยๆบดขยี้
ความสวยงามของงานศิลปะและสเน่ห์ในการจุดไฟ
ไปเรื่อยๆทีละนิดแล้ว

เราไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ!!!

 

Related Post

เปิดกรุของสะสมปราสาท วิทยาภัทร์คอลเล็กเตอร์นาฬิกาวินเทจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

ปราสาท วิทยาภัทร์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์นาฬิกาข้อมือวินเทจ ปากกา และนาฬิกาพก รวมไปถึงนาฬิกาตั้งโต๊ะ และเครื่องมือช่างวินเทจหลากหลายรายการนั้น จริงๆ แล้วเขาเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิทเทลเลคท์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ เรียกได้ว่าเขาไม่มีธุรกิจอะไรเกี่ยวข้องกับวงการนาฬิกาเลย นอกเหนือไปจาก ‘ความรัก’ เท่านั้น

เพราะรักจึงสะสม

“ปกติเวลาใครเข้ามาในห้องนี้จะคิดว่าผมขายนาฬิกา ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับนาฬิกาเลย” ปราสาทเปิดบทสนทนากับเราพร้อมกับมองไปรอบพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยเรือนเวลาวินเทจด้วยแววตาแห่งความรัก “ผมทำอาชีพเป็นผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เป็นนายกสมาคมผู้ผลิตฯ สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษามาหลายสมัย ส่วนนาฬิกานี้ทำเพราะรัก เพราะชอบเท่านั้น ผมจึงจะบอกทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้ว่า อย่าขอ หรืออย่าขอซื้อเลย ไม่อย่างนั้นผมจะลำบากใจมาก” ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครๆ จะคิดว่านาฬิกาในห้องนี้มีไว้เพื่อขาย หรือเก็งกำไร เพราะทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยนาฬิกาวินเทจสารพัดรุ่น หลากหลายยี่ห้อ บางรุ่นเก่าเก็บหายากมากเสียจนพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์เองก็ยังไม่เคยเห็น “ผมเลือกเก็บเฉพาะนาฬิกาวินเทจ เพราะแต่ละเรือนจะมีเรื่องเล่า 
มีเรื่องราว เก็บสนุกกว่านาฬิกาใหม่ซึ่งใครมีเงินก็ซื้อได้ และบาง
แบรนด์ก็ผูกพันกับตัวผมมากๆ อย่างเช่น Omega นี่ถือว่าผูกพันมาก 
เพราะเป็นนาฬิกาในฝันของผมสมัยเด็กๆ คือ แบบอยากได้ตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่มๆ แล้วไม่มีเงินซื้อไง ก็เริ่มต้นซื้อ Seiko ไปก่อน 
ช่วงประมาณยุค ’70s Omega Dynamic ราคาอยู่ที่สามพันสองร้อยบาท ในขณะที่ Seiko M88 ราคาเรือนละสองร้อยบาท ผมอยากได้ ไปขอเขาผ่อน เขาคิดสามร้อยยี่สิบบาท ผ่อนเดือนละร้อย ก็ยังต้องผ่อนไปตั้งสามเดือน แล้วพอเริ่มมีรายได้ ก็เลยเก็บมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นคอลเลกชั่นใหญ่ในปัจจุบัน”

ปราสาทเล่าว่า เขาเริ่มเก็บนาฬิกาเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ก็เมื่อกว่าสี่สิบปีที่แล้ว ช่วงชีวิตที่เขาตกงาน ไม่มีอะไรทำ ก็หยิบจับของเก่าภายในบ้านมาลูบคลำเล่น เอานาฬิกาโบราณของน้าชายมาขัด เปลี่ยนสาย นำมาใส่ “เพราะไม่มีเงินซื้อใหม่ไงครับ” ปราสาทพูดติดตลก​ “แต่พอเอามา
ใส่จริงๆ ก็รู้สึกหลงรัก รู้สึกว่าสวยมาก เลยเริ่มเห็นของเก่าสวย มีคุณค่า 
ในสมัยนั้นคนไทยไม่ค่อยเล่นของเก่าเท่าไหร่นะ ยุคแรกๆ ที่ผมไปเดินดูนาฬิกา Rolex Bubble Back สองกษัตริย์สภาพสวยๆ นี่ ราคาเรือนละ
ไม่ถึงสองพันนะครับ ผมก็อาศัยเก็บตามมีตามเกิด ไม่ได้เน้นของแพงครับ เน้นของที่ชอบ ผมคิดว่า แค่ซื้อมาเพราะชอบ คุณก็ได้กำไรไปแล้วครับ”

คุณค่าอยู่ที่จิตใจไม่ใช่ราคา!

ดังที่ปราสาทเล่าให้เราฟังว่า เขาไม่ได้ให้คุณค่าของนาฬิกาในคอลเลกชั่นผ่านราคาค่าตัว แต่ให้คุณค่าทางด้านความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลัก เขาจึงให้คำแนะนำแก่คอลเลกเตอร์รุ่นใหม่ๆ เสมอว่า อย่าได้ไปคิดจะ
เก็บนาฬิกาเพื่อเก็งกำไร แต่ให้คิดเก็บนาฬิกาที่ชอบ แล้วกำไรจะตามมาเอง “ถ้าพูดกันตรงๆ นะครับ กำไรที่ได้จากการหมุนเวียนนาฬิกานั้น
ส่วนมากตกไปอยู่ที่พ่อค้า ไม่ใช่นักสะสม คุณต้องมองให้ออกว่า นาฬิการุ่นใหม่ๆ นั้น โอกาสที่จะได้ราคามากกว่าตอนซื้อนี่น้อยมาก แต่นาฬิกาวินเทจ
นี่อีกเรื่องหนึ่งนะ เพราะอันนี้อาศัยความยาวนานในการเก็บ คือ ถ้าคุณซื้อนาฬิกามาวันนี้ แล้วรอขายต่ออีกสี่สิบปีให้หลัง ราคาอาจจะขึ้นหลายเท่า แต่คุณจะอยู่ถึงวันนั้นไหมล่ะ” ปราสาทถามด้วยเสียงหัวเราะ “ดังนั้น ถ้าคิดจะเป็นคอลเลกเตอร์นะ ให้เก็บด้วยความรัก รับประกันได้กำไรแน่นอน อย่างแรกก็มีความสุข ได้ชื่นชมของที่ชอบที่อยากได้ อย่าเก็บด้วยความคาดหวังว่าจะทำกำไร เพราะถ้าไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง 
ก็จะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์นะครับ”

ปรัชญาการเก็บนาฬิกาด้วยความรักที่ปราสาทยึดมั่นนั้นทำให้เขาไม่ตกเป็น ‘ทาส’ ของของสะสมชุดใหญ่ภายในพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมนี้  เมื่อเราถามเขาถึงวิธีการดูแลรักษานาฬิกาจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เขาตอบสั้นๆ ว่า “ผม ‘ดู’ เขา แต่ไม่ได้ไปคอยระวังรักษาเขาครับ ไม่อย่างนั้น
ผมจะตกเป็นทาสของนาฬิกา คือ ผมซื้อนาฬิกามาดู ผมก็มีความสุขแล้ว ถ้าผมต้องมานั่งระมัดระวังนาฬิกาทุกเรือน ชีวิตผมคงจะลำบากแย่ บางครั้งผมหยิบนาฬิกามาใส่ก็ลืมไขลานด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้ว นาฬิกาจะเดินตรงหรือไม่ตรง ไม่ค่อยเป็นประเด็นสำคัญนัก ผมแค่มองว่า ผมชอบดีไซน์นี้ ใส่แล้วสวย อยากใส่ก็ใส่เลย ดังนั้น คำตอบของผมก็คือ ผมไม่ได้ดูแลนาฬิกา ผมแค่เดินดูนาฬิกาแล้วมีความสุขก็เท่านั้น ไม่ได้กังวลจนต้องคอยเช็คว่านาฬิกาแต่ละเรือนเดินตรงหรือไม่”

งานศิลปะที่สวมใส่ได้

“ผมชอบงานศิลปะครับ” ปราสาทตอบเมื่อเราถามว่าเขาชอบนาฬิกาอื่นๆ ที่ไม่ใช่นาฬิกาข้อมือด้วยใช่หรือไม่ “ในห้องนี้จะมีงานศิลปะอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนาฬิกาผสมอยู่ด้วย คือ ผมมองงานศิลปะแล้วรู้สึกว่าสวย ผมก็จะเก็บไว้ แต่งานศิลปะชิ้นใหญ่ๆ แบบภาพวาด หรือนาฬิกาติดผนังนั้น ผมมีพื้นที่จำกัด เพราะไม่มีผนังให้ติด ไม่รู้จะไปเก็บที่ไหน ผมจึงเลือกที่จะเก็บงานศิลปะขนาดเล็กลง ก็ได้แก่นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาพก นาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็ก และปากกาแนววินเทจแต่ในขณะเดียวกัน ผมทำงานเกี่ยวกับช่าง ก็เลยมองเครื่องมือวิทยาศาสตร์โบราณเป็นงานศิลปะไปด้วยครับ”

นอกเหนือไปจากนาฬิกาข้อมือ และของสะสมอื่นๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้คอลเลกชั่นในห้องนี้สมบูรณ์แบบขึ้นอีกหลายเท่าตัว ก็ได้แก่
แอ็กเซสเซอรี่ต่างๆ เกี่ยวกับนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นถาด ฐานตั้ง กล่อง ใบรับประกัน และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งปราสาทเองก็บอกว่า บางครั้ง การ ‘เสาะ’ แสวงหาของเหล่านี้นั้นก็ต้องอาศัยความบังเอิญและพรหมลิขิตเป็นตัวชักพา “การเก็บของเหล่านี้ทำให้เราสนุกขึ้น เพราะการที่เราเอานาฬิกา Rolex ไปใส่บนฐาน Rolex ที่ถูกยุคถูกสมัย ทำให้นาฬิกาดูดีขึ้น และก็ดีต่อจิตใจเราด้วย อย่างฐานของ TAG Heuer แบบโบราณผมก็มีอยู่สองสามชิ้นเท่านั้น ถ้ามีโอกาสเจอ ผมจะซื้อเสมอ นี่รวมถึงกล่องโบราณ ใบรับประกันโบราณ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วยนะครับ เพราะทำให้การสะสมของผมนั้นสนุก และมีเรื่องราวมากขึ้น”

เรื่องราวแห่งความผูกพัน

“นาฬิกาเรือนแรกที่ผมเก็บนี่ ไม่มีชื่อหรือเป็นที่รู้จักเลยครับ ยี่ห้อ Prely ซึ่งในปัจจุบันก็ไม่มีแล้ว เป็นนาฬิกาของน้าชายที่ยกให้พี่ชายผม เมื่อพี่ชายผมซื้อเรือนใหม่ ก็ทิ้งเรือนนี้ไว้ ผมก็เอามาใส่เล่นช่วงตกงาน ก็รู้สึกชอบทันที หน้าปัดแตกลายงา และขึ้นราตามอายุ ดูสวย และคลาสสิกสุดๆ ครับ” และด้วยความผูกพันดังกล่าวนั้น ทำให้ปราสาทเริ่มต้นการสะสมนาฬิกาด้วยความรักอย่างจริงจัง และดังที่เขาเน้นย้ำไว้หลายต่อหลายครั้งว่า การเก็บสะสมของเขานั้นเริ่มต้นจากความรัก ดังนั้น ความรักจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเก็บสะสมมาจนถึงทุกวันนี้ “มีคนถามผมเสมอว่า มีอะไรค้างคาใจไหมกับการสะสม ผมตอบได้เลยว่า ไม่มีแล้ว เมื่อก่อนผมมี
ความฝันที่จะได้ Omega, Rolex และ TAG Heuer บางรุ่นซึ่งในปัจจุบันผมก็ตามเก็บได้หมดแล้ว Rolex Bubble Back ตัวที่ผมคิดว่าสวยที่สุด
ในประเทศไทยก็อยู่กับผมแล้ว  Corum Saddam Hussein เรือนเดียวในโลกก็ยังโคจรมาเจอผมจนได้ ส่วน Corum Rolls-Royce นี่นายช่างใหญ่ของ Corum จากสวิตเซอร์แลนด์ก็บอกให้มาดูของจริงที่ผม  เรียกได้ว่าผมมีครบหมดแล้วล่ะ แต่ในกรณีที่เดินไปเจอบางเรือนแล้วอยากได้ อันนี้ถือเป็นเรื่องไม่คาดคิด ไม่นับนะครับ” ปราสาทจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม

แม้จะออกตัวว่าไม่มีอะไรค้างคาในใจแล้ว แต่ปราสาทก็ยืนยันว่าเขาจะไม่หยุดสะสมนาฬิกา “ก็หยุดไม่ได้จริงๆ นะครับ ทุกครั้งที่เห็นก็จะคิดว่า เอาไปเพิ่มอีกสักนิดแล้วกัน บางทีซื้อมาเพิ่ม เอามาวางในตู้นาฬิกานี่ก็กลืนหายไปเลย ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเพิ่มขึ้น ผมก็เข้าใจปรัชญาตัวนี้
จนถึงขั้นเขียนติดไว้ที่โต๊ะทำงานว่า ถ้ามีนาฬิกาอีกสักเรือนหรือสองเรือนเพิ่มขึ้น จะทำให้สถานภาพเราแตกต่างไปจากวันนี้ไหม คำตอบก็คือ
ไม่หรอก ก็เท่านี้แหละ สถานภาพก็เท่านี้แหละไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้แล้ว แต่ก็อย่างที่บอก เป้าหมายของผมไม่ใช่การทำกำไรจากนาฬิกา 
แต่คือความสุขที่ได้จากการสะสม ผมเลือกสะสมสิ่งที่ผมมีความสุข และนั่นก็เป็นกำไรสูงสุดของชีวิตแล้วครับ”

Related Post

มาดูความเป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
ที่จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ บนโลกของเรากัน

The Scientific Possibilities

ปีหลังๆ มานี่ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความรุนแรงของภัยพิบัติตามธรรมชาตินั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป (ก็โลกร้อนขึ้นนั่นล่ะ) สภาพอากาศแปรปรวนระดับที่ทะเลสาบชาด (Lake Chad) ในทวีปแอฟริกาลดขนาดลงถึง 95% ในช่วงปีค.ศ. 1963 – 1998 แม้จะมีคำปลอบประโลมว่าภาพถ่ายทางดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม (แต่เราก็อดถามไม่ได้ว่า จริงอ่ะ?) และพายุเฮอริเคน หรือพายุฤดูร้อนต่างๆ นั้นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นชนิดที่ทำให้รัฐทั้งรัฐกลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าได้ภายในพริบตา ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ภาวะวันสิ้นโลกแบบที่โนอาห์ต้องต่อเรือเพื่อความอยู่รอด หรือภาพที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ก็คงจะอยู่ไม่เกินชั่วชีวิตเราแน่นอน

นอกเหนือไปจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและยาวนานขึ้นแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายด้านของมนุษย์ (โดยเฉพาะด้านชีววิทยา) เองก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ธรรมชาติปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่ออยู่รอดได้เช่นกัน ในความพยายามที่จะศึกษาและดัดแปลงพันธุกรรมของพืชและไวรัสต่างๆ เพื่อให้พืชผลิตผลได้ดีขึ้น และสัตว์ตอบสนองต่อไวรัสแตกต่างไป ซึ่งพื้นฐานของการศึกษาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจการเจริญเติบโตและการกลายพันธุ์ของไวรัสเพื่อหาหนทางที่จะรักษาโรคมะเร็ง โรคอีโบล่า และโรคอื่นๆ แต่ก็มีนักวิจัยหลายคนบอกว่า พวกเขากลัวว่าการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์แบบนี้นั้น หากนำไปใช้ผิดทาง อาจจะผลิตซูเปอร์ไวรัสที่ไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้น ภาวะซอมบี้บุกโลกแบบที่เราเห็นในภาพยนตร์อย่าง 28 Days Later หรือ I Am Legend ก็อาจจะกลายมาเป็นจริงเข้าสักวัน

โอเค เรารู้ว่าคุณอาจจะคิดว่านั่นเป็นเพียงนิยายไซไฟแฟนตาซีเพ้อฝันไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่มีทางฟื้นจากความตายขึ้นมาได้ (อันนี้เป็นสัจธรรมของชีวิตแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้) แต่สารคดีที่ชื่อว่า The Truth Behind Zombies ที่ผลิตโดย National Geograpic Channel นั้นได้อธิบายให้คนอ่อนวิทยาศาสตร์อย่างเราเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้านั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบสมองส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการควบคุมตนเองไม่ได้และคลุ้มคลั่ง (คล้ายอาการไม่มีสติของฝูงซอมบี้) ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถนำเอาความสามารถของไวรัสตัวนี้ ไปรวมเข้ากับความสามารถของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่กระจายได้อย่างรวดเร็วภายในอากาศผ่านการตัดต่อพันธุกรรมแบบชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) แล้วล่ะก็ คุณคงจินตนาการได้ไหมว่า เหตุการณ์ซอมบี้บุกโลกนั้นอยู่ใกล้ตัวคุณนิดเดียวเอง

เรื่องแบบนี้อย่าหาว่ามีเฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะ นักวิทยาศาสตร์ตัวพ่อบนโลกจริงอย่าง Stephen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง) เองก็เคยพูดเตือนชาวโลกไว้ตั้งแต่เมื่อปีค.ศ. 2007 โน้นแล้วว่า “ชีวิตบนโลกนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธ์จากหายนะต่างๆ ทั้งภาวะโลกร้อน สงครามนิวเคลียร์ ไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม รวมไปถึงอันตรายอื่นๆ ผมคิดว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มีอนาคตแน่ๆ ถ้าเราไม่ออกไปสร้างอาณานิคมในอวกาศ” อย่างไรก็ดี ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขารู้ว่าทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาของไวรัสจนถึงจุดวิกฤติ แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยความเร็วในอัตรานี้จะสร้าง ‘หนทางใหม่ๆ ที่เอื้อให้อะไรผิดพลาดได้’ เขากล่าวเสริมว่า “แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดหายนะบนโลกใบนี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้จะค่อนข้างต่ำ ก็มันก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จนบัดนี้ สิ่งเหล่านั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ในพันปีหรือหมื่นปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราอาจจะย้ายออกไปจักรวาลอื่น ไปอาศัยอยู่ที่ดวงดาวอื่น ดังนั้น หายนะที่เกิดขึ้นบนโลกก็ไม่ได้หมายถึงจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์เสมอไป อย่างไรก็ตาม เราคงจะไม่สามารถสร้างอาณานิคมที่ใช้การได้จริงบนอวกาศได้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”

ฟังดูย้อนแย้งอย่างมากมายที่ความเสี่ยงทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่มาจากกระบวนการด้านวิทยาศาสตร์ที่กลายมาเป็นแหล่งสำคัญของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เขาเคยชี้นำถึงความเสี่ยงที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) จะพัฒนาจนกระทั่งเป็นเหตุให้มนุษยชาติพบจุดจบ แต่เขาก็เชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ เพียงเพราะความกลัวอันตรายเท่านั้น และเขาก็ยังแนะนำว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ นั้นควรจะตระหนักรู้ว่ากระบวนการเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนโลกได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็มีหน้าที่สำคัญในการอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจด้วย “เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องโน้มนำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ทุกคนจำเป็นต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากพอในเรื่องเกี่ยวกับอนาคต”

The Superrich Solutions

เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น Centers for Disease Control and Prevention (CDC) เคยออกคู่มือ (ที่ดูเหมือนจะ)ตลกโปกฮาว่าด้วยเรื่องการเอาตัวรอดเมื่อซอมบี้บุกโลกออกมาให้ดาวน์โหลดอย่างกว้างขวางชื่อว่า Preparedness 101: Zombie Pandamic เป็นการ์ตูนกราฟิกสไตล์ตะวันตกอ่านเข้าใจง่าย สนุกดีสาระสำคัญว่าด้วยการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ โดยแนะนำให้ทุกคนเตรียมถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตรับมือกับซอมบี้ ก็ดูเป็นไอเดียการสร้างคอนเทนต์ที่ดูหวือหวาฮือฮาดี เราชอบนะ แต่ที่เราชอบมากกว่าคือ การที่นักธุรกิจหัวใสหลายต่อหลายคนเห็นโอกาสจาก ‘ความกลัว’ ของมนุษย์นี้ และใช้โอกาสเหล่านั้นมาสร้างเงินให้กับตัวเองได้อย่างมหาศาล

ตัวอย่างสุดคลาสสิกคงจะหนีไม่พ้น Larry Hall (แลร์รี่ ฮอลล์) ซีอีโอของ Survival Condo Project เขาคือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หัวใสรุ่นแรกๆ ที่ดัดแปลงคลังเก็บอาวุธเก่าความลึก 15 ชั้นใต้ดินของรัฐแคนซัสให้กลายเป็นหลุมหลบภัยสุดหรูพร้อมรับวิกฤติวัน
โลกแตก โปรเจ็กต์นี้เริ่มต้นในปีค.ศ. 2008 ที่แลร์รี่ได้ทุ่มเงินจำนวน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐซื้อคลังเก็บอาวุธดังกล่าว และอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐปรับปรุงพื้นที่ภายในทั้งหมดเพื่อดึงดูดเศรษฐีเงินเหลือใช้ เขาเคลมว่าโปรเจ็กต์ของเขาได้ถูกออกแบบมาให้ดูแลคนจำนวน 75 คนให้อยู่ดีมีสุขโดยไม่ต้องออกไปไหนเลยได้ยาวนานถึงห้าปี ภายในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรูแบบที่ทำให้คุณลืมไปเลยว่าคุณกำลังอยู่ในโลกที่อารยธรรมล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้อพาร์ตเม้นต์ทั้ง 12 หลัง (ที่เขาเก็บหลังหนึ่งไว้สำหรับตัวเขาเอง) ได้ถูกขายหมดเกลี้ยงไปแล้วในราคาหลังละ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแบบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

นอกจากนั้น Antonio García Martínez (อันโทนิโอ การ์เซีย มาร์ทิเนซ) อดีตผู้จัดการโปรดักส์ของเฟซบุคได้ซื้อที่ดินขนาดใหญ่กลางป่าลึกบนเกาะกลางมหาสมุทรและขนเครื่องปั่นไฟฟ้า แผงวงจรพลังงานแสงอาทิตย์ และบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปเตรียมไว้ เขาบอกว่าหากเกิดกรณีที่อารยธรรมตะวันตกล่มสลายลง เขาอยากจะหาพื้นที่ลี้ภัยที่ไกลจากเมือง แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก ซึ่งบอกให้ว่า หลังจากที่เขาแง้ม ‘โปรเจ็กต์บนเกาะเล็กๆ” ของเขาออกไปให้คนอื่นรู้ เขาก็พบว่ามีคนคิดคล้ายคลึงกับเขาไม่น้อยทีเดียว

คนสำคัญในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Larry Ellison (แลร์รี่ เอลลิสัน) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ Oracle ได้กว้านซื้อพื้นที่กว่า 98% ของเกาะลาไน ในรัฐฮาวายไว้เพื่อสร้างบ้านพักที่อยู่ได้แบบไม่ออกไปไหนหากเกิดอะไรขึ้น ส่วน Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก) ซีอีโอของ Facebook เองก็ได้ซื้อที่ดินทางตอนเหนือของเกาะเคาไวไว้เช่นกัน ในขณะที่ Michael Dell (ไมเคิล เดลล์) ผู้ก่อตั้ง Dell Technology เองก็มีอาณาจักรที่อยู่ของเขาที่ชื่อว่า Raptor Residence บนชายฝั่งโคน่าที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 64.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันนี้เราแอบสงสัยนิดนึงนะว่า เกาะเหล่านี้จะไม่หายไปกับสายน้ำเหรอ หากเกิดวิกฤติโลกแตกขึ้นมาจริงๆ)

ในขณะที่ Steve Huffman (สตีฟ ฮัฟฟ์แมน) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Reddit เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาและ Yishan Wong (หยิงฉาง หว่อง) อดีตซีอีโอของเว็บไซต์ตัดสินใจทำเลสิกเพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ ขึ้นก็ตาม “ถ้าหากว่าโลกแตก เอาเป็นว่า ไม่ต้องถึงกับโลกแตกหรอก แต่ถ้าเรามีวิกฤติการใดๆ ก็ตาม ถ้าจะต้องพึ่งคอนแท็กเลนส์กับแว่นตาตลอดเวลาคงไม่ดีแน่ๆ”

แม้กระทั่ง National Geographic Channel เองก็ยังทำซีรีส์ชุด Doomsday Castle ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Brenton Bruns (เบรนตัน บรุนส์) และลูกๆ ทั้งห้าที่สร้างปราสาทขนาดใหญ่ที่รัฐเซาธ์แคโรไลนา เป็นปราสาทที่ก่อสร้างขึ้นแบบพิเศษ สามารถอาศัยอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ในตอนแรกเขาสร้างเพียงหลุมหลบภัยพื้นฐานในปีค.ศ. 1999 แต่ต่อมาก็กลายมาเป็นปราสาทฟูลออพชั่นอย่างที่เห็น เบรนตันยืนยันว่าปราสาทของเขานั้นเต็มไปด้วย ‘กับดักนานาชนิด’ เพื่อระวังภัย ในขณะที่เพื่อนบ้านเขาโดยรอบนั้นก็ติดอาวุธพร้อมมือราวกับกองกำลังป้องกันตนเองอย่างย่อยๆ เลยทีเดียว (นี่เรียกได้ไหมว่าปราสาทหลังนี้เกิดขึ้นเพราะ ‘ความกลัว’ เพียงเท่านั้น)

ช่างเป็นการเตรียมพร้อมที่ต้องอาศัยเงินถุงเงินถังเสียจริงๆ แล้วคุณล่ะ เตรียมพร้อมรับวิกฤติวันโลกแตกหรือยัง?

Related Post

จุดไฟรักบนเตียงของคุณให้ร้อนรุ่มอยู่ตลอดเวลา จะเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ชีวิตคู่นั้นมีความสุขตลอดไป

คนสมัยใหม่ทุกคนไม่ว่าจะเพศใดก็ตามต่างต้องทำงานกันหัวฟู ไหนจะค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าเทอมลูก ผ่อนบ้านผ่อนรถ และจิปาถะอีกมากมาย พอกลับถึงบ้านก็อาบน้ำนอนเหมือนสลบไปเลย ทำให้ชีวิตบนเตียงนั้นดูจะจืดชืดลงไปไม่น้อย

ทุกคนรู้ว่า ‘เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคู่’ แต่จะมีสักกี่คู่ที่
ทำได้ตามเป้าหมายนั้นบ้าง … ก่อนแต่งงานนี่เดินแก้ผ้ากันในบ้าน ทุกซอกทุกมุมของบ้านคือสังเวียนรัก พอแต่งงานแล้วเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราสามารถแบ่งคนกลุ่มนี้เป็น 2 ประเภทคือ ‘ฉันจะได้อะไรจากการมีเซ็กซ์’ และ ‘คู่ของฉันอยากได้อะไรจากการมีเซ็กซ์’ อาจฟังดูแย่ไปหน่อย แต่คนกลุ่มแรกนั้นเห็นเรื่องเซ็กซ์เป็นความต้องการของตัวเอง นั่นแปลว่าพวกเขามีเซ็กซ์เพื่อตอบสนองร่างกายตัวเองโดยที่เรื่องความสัมพันธ์อาจเป็นรอง และกลุ่มที่สองก็คือคนที่สนใจความสุขของคู่ตัวเองมากกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าคนกลุ่มที่สองมีแนวโน้มจะประคับประคองชีวิตบนเตียงได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นตั้งแต่คบกันใหม่ๆ คุณควรจะลองศึกษาคู่ของคุณให้ดีก่อนที่
ขาเตียงจะมาหักทีหลัง

เรื่องความสัมพันธ์นอกเตียงก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณมีครอบครัวแล้ว คุณควรจะแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ว่าใครต้องไปส่งลูก
ที่โรงเรียน ใครต้องพาหมาไปเดินเล่น เมื่อใดก็ตามที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่ต้องขอ เราจะรับรู้ได้ถึงความห่วงใย 
ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ มักจะมากับกลุ่มคนแบบที่สอง ที่เน้นเรื่องความสุขของคู่ตัวเองมากกว่าความสุขของตนเอง

ซึ่งถ้าหากคุณอยากจะเพิ่มความร้อนระอุในชีวิตเซ็กซ์ของคุณแล้วละก็ (อย่าเพิ่งคิดว่าให้ไปมีเซ็กซ์กันเอาท์ดอร์นะ!) สามารถทำ
ได้หลายวิธี ถ้าหากได้อ่านแล้วก็จะสามารถรับรู้ได้เลยว่าทำตามได้ไม่ยาก อย่างแรกคือคุณควรจะ ‘ล้างหน้าไก่’ กันหนึ่งครั้งต่ออาทิตย์ เพราะการที่คุณต้องตื่นมาโดยที่ยังสะลึมสะลือและมีคู่ของคุณนอนยังไม่ได้สติอยู่ข้างๆ ประมาณว่าหน้าสด น้ำลายยืด หากคุณยอมตื่นเช้ามาจัดการตัวเองให้ดูดี จะช่วยเปลี่ยนเช้าวันจันทร์ที่ดูเหมือนฝันร้ายให้กลายเป็นเช้าที่สดใสจากการหลั่งฮอร์โมนตอนที่คุณถึงจุดสุดยอด  หรือหัดใช้ท่าใหม่ๆ เดือนละครั้ง เพื่อเพิ่มความหลากหลายบ้าง 
พูดชมคู่ของคุณเสมอ เพราะผู้หญิงส่วนมากชอบคิดว่าตัวเองอ้วน ทำให้ไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง ท่ามิชชันนารีจะทำให้เธอกลัว
ว่าคุณจะเห็นพุงน้อยๆ หรือไขมันใต้คอของหล่อน หรือท่าด็อกกี้จะทำให้เธอกังวลเพราะบั้นท้ายเธอดูใหญ่เสียเหลือเกิน ตราบใดที่
ผู้หญิงมีความมั่นใจยามเธออยู่บนเตียง ชีวิตเซ็กซ์ของคุณจะดีขึ้นอีกเป็นกอง หากใครยังไม่เคยลองเปิดหนังโป๊ดูกับแฟน เราแนะนำ
ให้ลองเสียแต่วันนี้ คุณจะได้อธิบาย (เป็นกูรูหนังโป๊) ว่าพระเอกกับนางเอกทำท่านี้ทำไม ทำแล้วร่างกายรู้สึกอย่างไร เพื่อเป็นการสอน
คู่ของคุณหรือบอกเป็นนัยว่า คุณลองทำแบบนี้บ้างสิ คุณลองท่านี้บ้างสิ เพื่อให้คุณและคู่ของคุณได้ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง หรือคุณอาจลองใช้ของเล่นเป็นตัวช่วยบ้าง ก็ดูน่าสนุกดีไม่น้อย

นอกเหนือไปจากนี้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่คุณมองข้ามไป เช่นการเล้าโลม … โอเค บางครั้งพอเปิดประตูเข้าบ้านมาปุ๊บก็จับสำเร็จโทษบนโซฟาเสียทันทีอาจเป็นเรื่องที่เร้าใจ แต่หากคุณมีเวลาเหลือพอที่จะเล้าโลมก็ทำดีกว่า เพราะยิ่งเล้าโลมนานเท่าใด การถึงจุดสุดยอดจะรุนแรงขึ้นเท่านั้น บวกกับการจูบปากแบบดูดดื่มของคุณจะช่วยลดความเครียดที่มีมาตลอดทั้งวันลงได้และกระตุ้นความรู้สึกทางเพศได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้คุณพร้อมที่จะเปลี่ยน
ทุกที่ในบ้านกลับมาเป็นสังเวียนรักอีกครั้ง

ความจริงแล้วเรื่องการประคับประคองชีวิตเซ็กซ์ก็คงต้องใช้เทคนิคทางจิตวิทยาหน่อยๆ เพราะสุดท้ายแล้วคุณต้องทำให้ตัวเองและคู่ของคุณมีความสุข ถือเป็นเรื่องการประนีประนอม บางทีรักแรกพบของคุณอาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเรื่องบนเตียงนั้นไม่ใช่สำหรับคุณ … บางคนชอบกันแบบไม่ได้ตั้งใจแต่มีชีวิตคู่
ที่ดีมากเพราะเรื่องบนเตียงดัน ‘คลิ้ก’ กัน เราไม่ได้บอกให้คุณเป็นคนบ้าเซ็กซ์ แต่ถ้าเบื่อเรื่องบนเตียง ลองตรงระเบียงบ้างก็ได้

Beyonce & Jay-Z

คู่รักนักร้องตัวอย่างที่สามารถรักษาความสัมพันธ์เรื่องบนเตียงไว้ได้อย่างแข็งแรง ทั้งคู่ทำงานหนักมาก อีกทั้งออกงานคู่ก็บ่อย ซึ่งทั้งสองสามารถจัดการเรื่องครอบครัวได้เป็นอย่างดี บียองเซ่ที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าแม่แห่งความเซ็กซี่เคยเปิดเผยเรื่องราวของเธอไว้ในวิดีโอสารคดีว่า “จริงๆ ฉันก็ไม่ค่อยแคร์ว่าฉันเป็นสัญลักษณ์ของความเซ็กซี่แล้วชีวิตบนเตียงฉันจะต้องร้อนแรงขนาดนั้นนะ แต่ฉันต้องทำหน้าที่ทั้งภรรยาและแม่ของลูก” ซึ่งความจริงที่ว่านี้ อาจเป็นส่วนช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเธอแข็งแรงอย่างที่เห็นก็เป็นได้

Related Post

เมื่อเสียงนกหวีดแห่งชีวิตการค้าแข่งของเจ้าชายหมาป่าได้ดังขึ้น พร้อมกับสถิติมากมายที่เขาได้ฝากไว้

กว่า 25 ปี หรือ 47,098 นาทีที่ลมหายใจของฟรานเชสโก้ ต๊อตติได้ใช้ในถิ่นสตาดิโอ โอลิมปิโก้รังเหย้าของทีมเอ เอส โรม่าทีม เขาตอบแทนน้ำใจและรับใช้สโมสรอย่างหาใครเทียบไม่ได้มาก่อน วันนี้ฟรานเชสโก้ ต๊อตติในวัย 40 ปีได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการกับสโมสรที่เขารักและทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ พร้อมกับฝากสถิติที่ยากจะหาใครมาทำลายได้อีกเป็นกอบเป็นกำตั้งแต่

786 แมทช์ที่ลงเล่นให้โรม่าในทุกรายการ
307 ตุงในทุกรายการให้กับโรม่า
25 ซีซั่นที่เล่นให้กับโรม่าในซีรีส์ อา
23 ซีซั่นที่เขายิงประตูในซีรีส์ อา
22 ปีที่เขารับใช้โรม่าในฐานะกัปตัน
1 สคูเด็ตโต้ให้กับโรม่า
9 รองแชมป์ซีรีส์ อากับโรม่า
1 แชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติอิตาลี

สถิติจำนวนมากเหล่านี้เป็นเพียงเกียรติยศส่วนหนึ่งที่เจ้าชายหมาป่าคนนี้ฝากไว้ในวงการลูกหนัง และแน่นอนว่าถึงแม้เขาจะแขวนสตั๊ดไปแล้วแต่ความผูกผันของตัวเขาและสโมสรนั้นยังคงเหนียวแน่นด้วยการเป็นโรม่า ไอคอนที่จะเป็นดั่งตัวแทนของสโมสรและเป็นหน้าเป็นตาต่อไป

Related Post

7 เหตุผลที่ผู้ชายอย่างเราควรไว้พุง

เรามาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะว่า หนุ่มหุ่นหมี (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Daddy Body – Dad Bods) ไม่ได้หมายถึงหนุ่มที่อ้วนจนดูมีภาวะเสี่ยงน้ำหนักเกิน แต่เราหมายถึงพวกเราในสภาวะปกติมนุษย์ที่ไม่ได้เล่นกล้ามจริงจัง โอเค … อาจจะออกกำลังกายวันละนิดหน่อยเพื่อให้แข็งแรง หายใจสะดวก มีเซ็กซ์ได้นานหน่อย อะไรประมาณนั้น แต่ถ้าคุณมีแนวโน้มจะน้ำหนักเกิน เราก็แนะนำให้คุณดูแลสุขภาพหน่อยนะ เดินทางสายกลางเป็นเรื่องดีที่สุดเสมอ

ด้วยความเป็นห่วงนะ

เอาล่ะ เรามาดูข้อดีของหนุ่มหุ่นหมีอย่างเราๆ กันดีกว่า

1 พวกเรามั่นใจในความเป็นตัวเอง
สาวๆ อย่าปฏิเสธเลยว่าหนุ่มๆ ที่มีความมั่นใจนั้นมีเสน่ห์มากกว่าหนุ่มๆ ที่ไร้ความมั่นใจใช่ไหมล่ะ และที่สำคัญนะ ถ้าพวกเรายอมรับตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น คุณมั่นใจได้เลยว่า พวกเราไม่เสนอหน้าไปบอกให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเด็ดขาด สบายใจได้

2 คุณไม่ต้องสวยมากก็ได้ เวลาอยู่กับเรา
ก็อย่างว่านะ ภาพลักษณ์ภายนอกน่ะสำคัญ แต่มันไม่ใช่ ‘ทุกสิ่ง’ สำหรับเรานะ ดังนั้น สาวๆ สบายใจได้ คุณไม่ต้องตื่นมาหน้าผมเป๊ะตลอดเวลาที่อยู่กับเราก็ได้ แล้วคุณจะมีความสุขขึ้นเยอะ เชื่อเราเถอะ

3 สัญญาเลยว่าเราไม่แซวเรื่องพฤติกรรมการกินของคุณ หรือน้ำหนักคุณแน่ๆ
เวลาสาวๆ แปลงร่างเป็นมนุษย์เมนส์ และกินขนมโน่นนี่จุบจิบ หรือดูบวมน้ำ (ตามที่คุณบอกเราน่ะนะ) สักนิดหน่อย คุณก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกเวลาอยู่กับเรา เพราะเราแทบจะไม่สังเกตหรอก จริงๆ นะ

4 คุณจะได้มีเท็ดดี้แบร์ตัวใหญ่ไว้กอดตลอดเวลา
บอกเลยนะว่าพุงเรานุ่มนะ กอดยังไงก็อุ่น แถมคุณยังมีเสื้อยืดเน่าตัวเบ้อเริ่มไว้ให้คุณยืมไปใส่นอนได้แบบไม่จำกัดอีกด้วย หนุ่มหุ่นล่ำสู้ไม่ได้นะเออ

5 เรามีความสุขง่ายมาก
เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าเราไม่ค่อยได้สนใจว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไรไงล่ะ เราเลยทำตัวสบายๆ ได้มากกว่าหนุ่มๆ ที่ห่วงหล่อ เลยไม่ค่อยกลัวที่จะทำตลกบ้าบอต่อหน้าคนอื่น อยู่กับเราแล้วมีความสุขนะ จะบอกให้ อ้อ … เราไม่ค่อยหมกมุ่นกับตัวเองด้วยนะ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะส่งรูปเซลฟี่ซิกซ์แพ็คของเราไปหาคุณวันละห้ารอบ (ก็เราไม่มีนี่นาเนอะ)

6 เรื่องบนเตียงเราก็ไม่แพ้ใครนะเออ
อย่างแรกเลยนะ คุณไม่ต้องกังวลกับรูปร่างของคุณมากนักหรอก เวลาคุณแก้ผ้าต่อหน้าเรา ก็ถ้าคุณไม่ตัดสินรูปร่างเรา เราจะไปตัดสินรูปร่างคุณทำไมล่ะ จริงไหม … และเรารู้นะ!!! คุณแอบจินตนาการบรรเจิดประมาณว่าตัวเองเป็นหญิงสาวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รอผู้ชายตัวใหญ่มาอุ้มแตง … เอ๊ย …​ อุ้มคุณออกจากสถานการณ์อะไรสักอย่างใช่ไหมล่ะ? ขนาดตัวอย่างเรา … สบายๆ บอกเลย

7 พวกเราค่อนข้างอ่อนไหว และรักษาความรู้สึกคนอื่น
คืองี้ ถ้าพวกเราเป็นเด็กอวบมาตลอดชีวิต เราก็มักจะโดนแกล้งน่ะ ดังนั้น โอกาสที่พวกเราจะเห็นอกเห็นใจคนอื่น และไม่ทำซ้ำในสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเรานี่มีสูงนะ จริงๆ

นับข้อดีได้ 7 ข้อแล้ว กลับมาหาพุงนิ่มๆ ของพวกเราเถอะสาวๆ

Related Post

คนเลวไม่มีสิทธิเก่ง? เก่ง ลายพรางกับค่านิยมศิลปินต้องเป็นคนดีของประเทศไทย

Moral Trap for Thai Artist
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมศิลปินไทยต้องเป็นคนดี? เป็นคนไม่ดี แต่มีฝีมือ แล้วทำไมไม่ได้รับการยอมรับ? แต่ถ้าเป็นคนดี ฝีมือธรรมดา จะดูมีอนาคตมากกว่า? มาล้วงลึกการเมืองเบื้องหลังภาพลักษณ์ ‘คนดี’ ของศิลปินไทยไปพร้อมกัน

Michael Jackson (ไมเคิล แจ๊กสัน) John Lennon (จอห์น เลนนอน) Kurt Cobain (เคิร์ท โคเบน) Jimi Hendrix (จิมี่ เฮนดริกซ์) และ Amy Winehouse (เอมี่ ไวน์เฮ้าส์) เป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่ชื่อของศิลปินที่ได้รับการยอมรับในฝีมือและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลงทั่วโลก ถึงแม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินที่สามารถผลิตผลงานที่โด่งดังและอยู่ในใจผู้ฟังเป็นจำนวนมาก แต่ในแง่ชีวิตส่วนตัวของศิลปินเหล่านี้อาจไม่ได้ปฏิบัติตนในครรลองตามหลักจริยธรรมสักเท่าไหร่ ทุกคนที่กล่าวถึงข้างต้น เคยมีปัญหาเรื่องการใช้ยาเสพติด บ้างมีข่าวชู้สาว พฤติกรรมที่ไม่ดีต่อหน้าสาธารณะ แต่ดูเหมือนเรื่องเหล่านั้นไม่อาจบดบังความสามารถทางด้านดนตรีของพวกเขาได้ เพราะเหล่าแฟนๆ แม้แต่ในไทยเอง ก็ยังคงให้ความยอมรับในฝีมือและสามารถชื่นชอบตัวตนของศิลปินเหล่านี้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง

ลองมามองมุมกลับจากนอกประเทศมาสู่ภายใน ข่าวฉาวของศิลปินไทยจำนวนไม่น้อยเมื่อถูกนำเสนอผ่านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหล้ายา ความปากหมา การทะเลาะวิวาท เรื่องชู้สาวที่เกิดขึ้นแม้เพียงไม่กี่ครั้งหรือแค่ครั้งเดียว ก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะดับอนาคตการเป็นศิลปินของบุคคลผู้นั้น ด้วยข้อหาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่สังคม ซึ่งหากวัยรุ่นยุค 90’s ยังจำกันได้ เสื้อสายเดี่ยวของศิลปินหญิงดูโอ้กลุ่มหนึ่งก็ได้สร้างปรากฏการณ์แตกตื่นในสังคมไทยมาแล้ว ด้วยความกลัวที่ว่าเยาวชนไทยในยุคนั้นจะเลียนแบบแห่กันไปใส่สายเดี่ยวเกาะอก ทั้งยังใช้ตรรกะ GAT/PAT เชื่อมโยงไปถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะยั่วยุให้เยาวชนไทยจะมีพฤติกรรมไม่รักนวลสงวนตัวเสียตัวก่อนวัยเรียนตามมา

แล้วเหตุใด ทำไมศิลปินต่างประเทศที่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมถึงได้เป็นที่ยอมรับในหมู่แฟนเพลงเมืองไทยได้มากกว่าศิลปินไทย? แล้วทำไมศิลปินจะต้องเป็นตัวอย่างให้แก่เยาวชน?

หากลองเจาะลึกถึงในเชิงการเมือง ความต้องการของสังคมที่อยากให้ศิลปินเป็นตัวอย่างที่ดีในไทยนั้น เกี่ยวพันกับใช้อำนาจนำ (Hegemony) ทางวัฒนธรรมอยู่สูง เพราะการที่กลุ่มการเมืองใดๆ จะสามารถปกครองสังคมได้ จำต้องสามารถสถาปนาระบบคุณค่าของตน ไม่ว่าจะในเชิงศีลธรรม วัฒนธรรม ให้กลายเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติกันทั้งสังคม ศิลปินรวมถึงบุคคลสาธารณะในวงการต่างๆ จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้เป็นตัวแทนในการนำเสนอภาพบุคคลที่พึงประสงค์ของรัฐ เพื่อกล่อมเกลาคนในชาติโดยเฉพาะเยาวชนให้มีคุณลักษณะตามที่รัฐต้องการ ดังจะเห็นได้จากการสถาปนารางวัลจำนวนมากที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวงานเพลงแม้แต่น้อย หากแต่มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมและระดับศีลธรรมของศิลปินเป็นจำเพาะ อาทิ รางวัลลูกกตัญญู ลูกตัวอย่างดีเด่น รางวัลศิลปินแบบอย่างที่ดีต่อสังคม คนดีศรีสยาม รางวัลศิลปินปลอดบุหรี่ ซึ่งไม่เพียงแต่รัฐเองจะให้ความสำคัญกับระดับจริยธรรมค่อนข้างสูง แนวคิดนี้ก็ได้เติบโตในคนทุกชนชั้นจนเป็นทัศนคติที่สังคมยึดถือแล้วว่า “จะเป็นคนเก่งอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นคนดีด้วย”

เราไม่ได้ปฏิเสธว่า ทุกคนควรเป็นคนดี แต่ด้วยกรอบความเป็นคนดีของไทยนั้น กลับถูกผูกติดหลอมรวมอยู่กับแนวคิดอนุรักษนิยมที่ไม่ได้นับรวม ความเสมอภาค เสรีภาพ การแสดงออก อยู่ในกรอบของความดีไปด้วย ทั้งยังยอมรับความขัดแย้งหรือเห็นต่างได้ค่อนข้างยาก กรอบของการเป็นคนดีที่ไม่เปิดกว้างเช่นนี้ ทำให้ศิลปินไม่สามารถสะท้อนตัวตน หรือความแตกต่างของโลกทัศน์ แม้แต่การยึดคุณค่าความดีคนละชุดกับสังคมกระแสหลัก ยังอาจถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามได้

เมื่อศิลปินไทยมีภาระทางจริยธรรมที่ต้องทำตัวดีตามขนบ หลีกเลี่ยงการสร้างดราม่า ประพฤติตนในกรอบกฎเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ความคาดหวังให้ศิลปินต้องเป็นคนดีเช่นนี้ เป็นปัจจัยที่เจือจางบทบาทของศิลปินในฐานะคนทำเพลงให้น้อยลง แทนที่ด้วยการเป็นผู้บริการสังคม ที่นอกจากจะต้องให้ความบันเทิงแล้ว ยังต้องเป็นตัวอย่างให้เเก่เยาวชนอีกด้วย แต่ยิ่งเงื่อนไขของความเป็นคนดียิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นข้อจำกัดในการแสดงออกมากขึ้น และปัญหาอย่างหนึ่งของเงื่อนไขการเป็นตัวอย่างที่ดีนี้ คือความสามารถในการแผ่ขยายขอบเขตออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด คือถือศีลห้าอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอ แต่อะไรที่สังคมไม่ชอบหรือแม้แต่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงก็ไม่ควรทำด้วย โดยในที่นี้ เราจะไม่พูดถึงเรื่องการใช้ยา เพราะแม้จะไม่มีกรอบจริยธรรมมาบังคับ เราก็ทราบกันดีว่าการใช้ยาเสพติดเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่อย่างกรณีของเหล้าและบุหรี่ ที่หน่วยงานในราชการไทยได้ทำแคมเปญต่อต้านมาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ทำให้สองสิ่งนี้ได้เข้าไปอยู่ในลิสต์ของต้องห้ามสำหรับศิลปินไปแล้ว และก็ไม่มีใครรู้ว่าในภายภาคหน้าจะมีอะไรเพิ่มมาอีก หรือจุดจบจะอยู่ที่ตรงไหนก็สุดจะคาดเดา แต่จะว่าไปความตลกร้ายอีกอย่างก็คือ เราสามารถชื่นชมความปากหมาของ Oasis รักความเฮี้ยนของ Björk เอ็นดูความเกรียนของ Green Day และไม่สนว่า John Mayer จะมีทัศนคติต่อผู้หญิงในฐานะวัตถุทางเพศขนาดไหน เราก็ยังสามารถเสพผลงานของพวกเขาต่อไปได้อย่างสบายใจ โดยไม่ไปตัดสินที่ตัวตนของพวกเขาอย่างที่ทำกับศิลปินในบ้านตัวเอง

มาถึงตรงนี้ บางท่านอาจคันปากอยากแย้งว่า นอกจากศิลปิน ทุกคนในสังคมก็ได้รับการคาดหวังให้เป็นคนดีเหมือนกัน – ตรงนี้ไม่เถียงเลย แต่ถ้ามองศิลปินในฐานะคนทำเพลงที่ผลิตผลงานเพลงซึ่งเป็นสินค้าชนิดหนึ่งออกมา มันกลับเป็นสินค้าที่ผูกติดกับตัวตนของผู้ผลิตมากกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ กรอบของความดีแบบอนุรักษนิยมดังที่กล่าวมา จึงไม่เพียงแต่สร้างบรรทัดฐานของสิ่งที่ศิลปินควรจะเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพลงด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อศิลปินไทยรับรูปแบบดนตรีแบบตะวันตกเข้ามาใช้ผลิตงาน ก็มักจะทำได้แค่หยิบยืมแบบฟอร์มหรือแนวเพลงมาใช้ แต่โดยตัวเนื้อหาเพลงนั้น สิ่งที่หาได้ยากคือการสะท้อนความเป็นปัจเจก ทั้งในแง่แนวคิดต่อประเด็นต่างๆ การปฏิสัมพันธ์กับสังคม เราจึงไม่อาจพบเห็นเพลงที่มีเนื้อหาวิพากษ์หนักๆ อย่าง God Save the Queen หรือ Killing in the Name ในวงการเพลงไทย หากลองคิดดูเล่นๆ ว่าถ้า John Lennon เป็นคนไทย บทเพลงอมตะซึ่งแทบไม่มีใครไม่รู้จัก อย่าง Imagine คงไม่ได้ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ ทำไมน่ะเหรอ ก็ดูเนื้อเพลงพี่แกสิ
“Imagine there’s no countries
It isn’t hard to do
Nothing to kill or die for
And no religion, too
Imagine all the people living life in peace”
ลองอิมเมจิ้นใช้จินตนาการกันว่า ถ้าพี่จอห์นเป็นศิลปินไทยแล้วจู่ๆ มาแหกปากบอกผู้คนว่า “เราไม่ต้องมีชาติ มีศาสนา แล้วโลกจะสงบสุข” พี่แกก็น่าจะอยู่ใน Line Up ศิลปินที่ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ และอาจได้สิทธิ์แสดงสด Live in บางขวาง ตลอดชีพก็เป็นได้

กรอบคิดเกี่ยวกับการเป็นคนดีที่คับแคบและมองความแตกต่างเป็นปรปักษ์เช่นนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ฟอร์มเนื้อหาในเพลงออกมาในทิศทางเดียวกัน การนำเสนอทัศนะความคิดเห็นที่สุดโต่ง จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปรากฏได้ง่ายๆ หรืออาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ เลยไม่แปลกที่เราจะไม่มีศิลปินอย่าง John Lennon หรือ Rage Against the Machine ในวงการเพลงไทย เพราะกรอบความคิดดังที่กล่าวมา ไม่อนุญาตให้ศิลปินลักษณะนี้แจ้งเกิดได้

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำไมเพลงรักถึงเต็มตลาด เพราะนอกจากจะขายได้เรื่อยๆ เป็นคอนเซ็ปต์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่นอกเหนือไปจากนั้น เพลงรักเป็นเนื้อหาซึ่งอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่ปกป้องตัวศิลปินจากคำครหา เพราะต่อให้ศิลปินมีมุมมองต่อความรักเกรี้ยวกราด รุนแรงขนาดไหนก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ที่ไม่กระทบกระทั่งต่อสังคมองค์รวมแต่อย่างใด แม้เราจะพบเห็นบทเพลงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอยู่บ้าง ส่วนมากก็ทำได้แค่นำเสนอแนวคิดมวลรวมของสังคมกระแสหลักต่อเรื่องต่างๆ

แม้แต่เพลงของ Sepia ที่ได้รับการกล่าวขวัญกันในด้านความขบถ การเสียดสีสังคม และความรุนแรงในการนำเสนอ อาทิ เกลียดตุ๊ด และ Dead God ที่มีท่อนฮุคสุดฮิต “อย่างเธอต้องโดนข่มขืน” แต่สิ่งที่เพลงพังก์ร็อกของ Sepia ทำในแบบที่ไม่อาจหาได้ที่ไหนอีกเเล้ว คือการเอาดนตรีเเบบพังก์ที่ดิบเถื่อน หยาบกระด้าง มีภาพลักษณ์ต่อต้านสังคม และมีจุดกำเนิดจากการปฏิเสธขนบของ Rock n’ Roll มานำเสนอเพลงที่เนื้อในเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างสุดกู่ ไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมรับเพศที่สามในเพลงเกลียดตุ๊ด (สังคมไทย ณ ตอนนั้นยังไม่มีกระแสเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ การบอกว่าเกลียดตุ๊ดในเวลานั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก) หรือ Dead God บทเพลงแสดงความปรารถนาที่จะลงโทษผู้หญิงแต่งตัวโป๊ด้วยการข่มขืน แม้เนื้อหาเพลงแบบนี้จะเป็นเรื่องแปลกใหม่ในวงการเพลงไทย แต่ใจความสำคัญที่เตือนให้รักนวลสงวนตัว กลับเป็นสิ่งที่เราพบได้เกลื่อนกลาดในละครทีวี ที่จุดจบนางร้ายมักจะถูกลงโทษด้วยการละเมิดทางเพศ เพื่อสอนใจให้ผู้ชมโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงปฏิบัติตัวในกรอบจริยธรรมอันดีงาม บอกได้เลยว่า เพลงพังก์ที่มีเนื้อหาแบบนี้ Sex Pistols ก็ทำไม่ได้ The Clash เหรอ อย่าหวัง Conservative Punk เฉดนี้จะไปเจริญเติบโตที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่ประเทศไทย แม้แต่เพลงเเนวพังก์ที่อาจดูดื้อไปบ้าง แต่เนื้อในก็ยังเป็นเด็กดีที่รักษากรอบกฎเกณฑ์ของสังคม หาได้ไปแหกกรอบนอกคอกอย่างพังก์เมืองนอกเค้าเป็นกัน

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะบอกว่าศิลปินควรลุกขึ้นมาด่าทุกอย่าง แหกกฎเกณฑ์ของสังคม ฉีกกระชากชุดจริยธรรมทั้งหมดให้พังพินาศ แต่หากลองมองว่า Music is Expression ดนตรีและเสียงเพลงคือวิถีหนึ่งในการสื่อสาร เฉกเช่น งานเขียน ศิลปะ ภาพยนตร์ ศิลปินคนทำเพลงก็ควรที่จะมีอิสระในการนำเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการแสดงออกให้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่สามารถมองเเยกส่วนระหว่างตัวตนผู้ผลิตกับผลงานเพลงออกจากกัน เพราะเพลงที่ดีนั้น ก็อาจไม่ได้มาจากศิลปินที่ประพฤติตนดี การไม่ยอมรับผลงานเพลงของศิลปินบางคนเพราะเขามีลักษณะบางอย่างที่เราไม่พึงประสงค์ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

การเปิดพื้นที่การเเสดงออกจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่เฉพาะกับคนทำเพลงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์ในสื่อชนิดอื่นๆ ทั้งนี้ศิลปินอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีตามกฎเกณฑ์จริยธรรมเเบบเดียวกัน หรือกล่าวให้สุดโต่งที่สุดของที่สุด ศิลปินอาจไม่จำเป็นต้องยึดถือคุณค่าทางจริยธรรมแบบใดเลยก็ได้ หากพวกเขาสามารถรังสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพตามหน้าที่ของตน ก็ควรถือว่าพวกเขาได้ลุล่วงจุดประสงค์ของการทำงานในฐานะคนทำเพลงเเล้ว แต่หากเราปฏิเสธการมองเเยกส่วน ตัดสินคุณค่ากันที่ตัวตนหรือระดับค่าศีลธรรมของศิลปิน มิใช่ตัวงาน ก็ยากที่การสร้างสรรค์และการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ จะเกิดขึ้นได้ และเราก็คงต้องฟังเพลงที่มีเนื้อหาแบบเดิมๆ แต่เปลี่ยนภาชนะไปเรื่อยๆ วนกันไปอีกตราบนานเท่านาน

Content: Pinyuda Tancharoen
Photography: Getty Images

Related Post

อวสาน mp3? แล้วเราจะฟังอะไร

ถือเป็นข่าวใหญ่แบบชวนสงสัยเมื่อ Fraunhofer Institute for Integrated Circuits ผู้ถือสิทธิบัตรของ MP3 ได้ประกาศยกเลิกการออกใบอนุญาตสิทธิบัตรอย่างถาวร คือชวนให้สงสัยว่า … อ้าวแล้วไงต่อล่ะ? ไฟล์ MP3 จำนวนมหาศาลในเครื่องเราที่อุตส่าห์ดาวน์โหลดมาสะสมไว้ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายนี่จะประสบชะตากรรมอะไรต่อไป? แล้วเราจะฟังเพลงจากอะไรต่อไป? นี่สงสัยแบบเด็กยุคที่เกิดมาทันเทป ซีดี M4D MP3 ไปจนถึงสตรีมมิ่งในยุคปัจจุบันนะ

สาเหตุที่ประกาศยกเลิกสิทธิบัตร เอาจริงๆ เพราะความนิยมใน MP3 เริ่มลดถอยลงอย่างต่อเนื่อง และตัวบริษัทนี้เองก็ได้มีการร่วมพัฒนาไฟล์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า ACC (Advanced Audio Coding) ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าในปริมาณบิทเรทที่ต่ำกว่า ไฟล์จึงมีขนาดเล็กกว่า เก็บได้ง่ายกว่า … ก็เรียกว่าเป็นตัวพัฒนาต่อจากไฟล์ MP3 ที่กลายเป็นคุณปู่ในวงการแล้วนั่นเอง

แต่อย่าตกใจไป การประกาศยกเลิกสิทธิบัตรนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับบรรดาไฟล์ MP3 ที่อยู่ในเครื่องเราหรอก เราสามารถใช้ไฟล์ MP3 ต่อไปได้เหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมานั้นอาจจะไม่สามารถรองรับไฟล์ MP3 ได้ (อ้าว … แล้วบอกว่าไฟล์ MP3 จะใช้ได้ … เอ๊ะ ยังไง … อันนี้เราก็ยังแอบสงสัยอยู่นะ) แต่จะไปรองรับไฟล์ ACC และไฟล์สกุลอื่นได้

ขอยืนไว้อาลัยให้กับ MP3 หรือผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนวงการการฟังเพลงทั่วโลกไปตลอดกาล จากเดิมทีที่ทุกคนต้องขวนขวายหาเทป หรือซีดีมาเพื่อฟังเพลง MP3 ทำให้ดนตรีเข้าถึงคนมากขึ้น แม้ว่าใครจะบอกว่ามันจะมาทำลายวงการเพลง แต่เรากลับมองว่ามันกลับมาสร้างสีสันให้กับวงการดนตรีเสียอีก จากเมื่อก่อนที่ค่ายเพลงทำตัวเป็นเสือนอนกินค่าซีดี ตอนนี้ก็ต้องมากระตือรือร้นในการทำมาหากินมากขึ้น ศิลปินเองจากที่เคยตีหัวคนฟังเพลงได้ด้วยการทำ One Hit Wonder แล้วคนต้องซื้อซีดีทั้งอัลบั้ม ก็ต้องใส่ใจในการทำเพลงให้มีคุณภาพมากขึ้น

เพราะโลกมันหมุนเร็วขึ้นไงล่ะ เราจะคิดถึงนายนะ ไฟล์ MP3

Source: https://www.iis.fraunhofer.de/en/ff/amm/prod/audiocodec/audiocodecs/mp3.html

Related Post

เพลย์ลิสต์สุดหลอนที่ CIA ใช้ทรมานนักโทษช่วงสงคราม

ทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะว่า เพลงเหล่านี้ที่ใช้ ‘ว่ากันว่า’ ใช้ในการทรมานนักโทษนี้คือเพลงที่จะถูกเปิดวนไปวนมาเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมงขึ้นไป ด้วยเสียงดังกว่าปกติ ให้นักโทษที่ใส่หูฟังและถูกจำกัดการเคลื่อนไหว คือ พวกเขาไม่สามารถถอดหูฟัง หรือหนีไปไหนได้ โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองส่วนแยกจากกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือเพลงเหล่านั้นไม่ 1)มีเนื้อหาที่ต่อต้านความเชื่อหรือศาสนาของนักโทษอย่างชัดเจน 2)มีเนื้อหาที่มีความสุขจนเกินไปเพื่อกระตุ้นเร้าให้เกิดความรำคาญใจ

Sgt. Mark Hadsell ผู้ที่เป็นหัวหน้าเรือใหญ่ของ U.S. Psychological Operations เคยพูดถึงกลยุทธ์นี้ไว้ว่า “ถ้าคุณเปิดเพลงซ้ำๆ เป็นระยะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงหรือมากกว่า สมองและร่างกายของคุณจะอ่อนล้า และสั่งการผิดพลาดได้ง่าย ความคิดคุณจะตอบสนองช้าลง ความตั้งมั่นจะเสื่อมถอย และนั่นก็เป็นจังหวะที่เราจะเริ่มสอบสวนและล้วงความลับของนักโทษได้แล้ว”metallica-announce-2016-tour-dates-01

สิ่งหนึ่งที่ทริกกี้เกี่ยวกับการทรมานนักโทษแบบนี้ก็คือ สังคมดูเหมือนจะให้การยอมรับได้(บ้าง)ไม่มากก็น้อย เพราะดูจะมี ‘อารยะ’ มากกว่าการใช้ตะปูตอกมือหรือการลงหวายลงแส้อยู่เยอะเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี ลองจินตนาการว่าคุณถูกจับขังไว้ในห้องมืดๆ มือและเท้าใส่กุญแจมือ มีถุงผ้าสีดำคลุมหัว ใส่หูฟังที่มีเพลงดังสนั่นเปิดซ้ำไปซ้ำมา นั่นก็ถือว่าเป็นการทรมานแล้ว ไม่ว่าคุณจะเปิดเพลงไหนก็ตาม

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่นักดนตรีทุกคนจะโอเคกับการใช้เพลงของพวกเขาในการนี้ มีข่าวว่า David Gray ขอร้องให้ถอดเพลง Babylon ของเขาออกจากการทำงานของ CIA นี้

slide_345696_3620636_free

เอาล่ะ เรามาดูตัวอย่างเพลย์ลิสต์สุดหลอนกันดีกว่า … เราว่าคุณอาจจะแอบเถียงในใจเบาๆ ว่า เพลงเหล่านี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก มาเปิดให้ฉันฟัง ฉันก็เต้นตามสิ … แต่ลองจินตนาการว่าคุณต้อง ‘ทน’ ฟังเพลงเหล่านี้ในสถานการณ์ที่ถูกจับเป็นนักโทษมัดมือมัดเท่า และฟังวนไปกว่า 24 ชั่วโมง … ถ้าคุณไม่บ้าตายไปก่อนโดนสอบสวน คุณก็สอบผ่านการเป็นผู้ก่อการร้ายแล้วล่ะ เราว่า

1 The Real Slim Shady โดย Eminem

2 Dirty โดย Christina Aguilera ft. Reman

3 Take Your Best Shot โดย Dope

4 Zikarayati โดย Mohamed el-Qasabgi

5 Babylon โดย David Gray

6 Barney Theme Song: I Love You Song

7 Saturday Night Fever โดย Bee Gees

8 Meow Mix Commercial Theme

10 The Beautiful People โดย Marilyn Manson

11 Fuck Your God โดย Deicide

12 We Are the Champions โดย Queen

13 Sesame Street Theme Song

14 Enter Sandman โดย Metallica

15 These Boots Are Made for Walkin’ โดย Nancy Sinatra

16 Californication โดย Red Hot Chili Peppers

17 All Eyez on Me โดย Tupac

18 Baby One More Time โดย Britney Spears

19 Bodies โดย Drowning Pool

20 Shoot to Thrill โดย AC/DC

21 America โดย Neil Diamond

คุณล่ะ มีเพลงทรมานหูอะไรบ้าง มาแชร์กันมั้ย?

Related Post