unnamed

ข้อคิดสู้ฟัดเพื่อความสำเร็จในชีวิตจากเฉินหลง

ลอปติมัมได้มีโอกาสสั้นๆ ในการเข้าฟังการสัมภาษณ์กลุ่มของเฉินหลง และสแตนลีย์ ตง นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ Kung Fu Yoga – โยคะสู้ฟัด แม้ว่าเราจะไม่ได้บทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะของเล่มเรา แต่ในงานแถลงข่าวนั้น มีเรื่องราวของเขาที่ล้วนแล้วแต่ ‘ดีต่อใจ’ ของเราที่เราอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าต่อกันฟังจริงๆ

unnamed-3

สารภาพว่าเราไม่ได้เป็นแฟนพันธู์แท้ของเฉินหลง หรือภาพยนตร์ของเขา แต่เราก็รู้ว่าเขาคือใคร รู้ว่าเขาทำภาพยนตร์แบบไหน และรู้ว่าเขายิ่งใหญ่แค่ไหนในวงการ แต่สิ่งที่เราไม่รู้ และไม่คาดคิดว่าจะได้รับจากการมาเจอเขาครั้งนี้คือ ความอบอุ่นใจหลังจากได้รับฟังเรื่องราวของเขาผ่านการสัมภาษณ์โปรโมทภาพยนตร์แอ็กชั่นคอมเมดี้เรื่องนี้

เฉินหลงเคยมาอยู่ที่แถวเยาวราชตอนเขาอายุเก้าขวบ และเขาก็ได้มีโอกาสไปๆ มาๆ ในประเทศไทยเพราะหน้าที่การงานอยู่หลายครั้ง เขาชอบทานมะพร้าว ชาดำเย็น ข้าวผัด และต้มยำไก่ (รวมไปถึงทุเรียนด้วย) เขาบอกว่าเขาเคยได้เรียนภาษาไทย และเรียนมวยไทย มาจนถึงวันนี้ แม้เขาจะพูดภาษาไทยไม่ได้แล้ว แต่มวยไทยที่เขาเคยฝึกฝนไปนั้นไปเป็นส่วนหนึ่งในอาชีพการงานและตัวตนของเขาในปัจจุบัน

DSC_9048

เมื่อนักข่าวถามถึงเรื่องรางวัลออสการ์เกียรติยศที่เขาได้รับ และออสการ์ตัวนั้นก็กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนเอเชียทั้งทวีป เราแอบคิดว่าเขาคงจะตัวพองด้วยความภาคภูมิใจ แต่คำตอบที่ได้ฟังนั้นกลับทำให้เราประหลาดใจยิ่งกว่าเจ้าตัวเสียอีก “ผมประหลาดใจมากครับ คือ เมื่อก่อน เราเป็นแค่คนทำภาพยนตร์แอ็กชั่นราคาถูก เป็นแค่ดาราแอ็กชั่นคอมเมดี้ คุณไม่เคยคิดหรอกว่าคุณจะได้รับรางวัลอะไรได้เลย โดยเฉพาะรางวัลแบบนี้ ตอนที่ผมได้รับโทรศัพท์ ผมประหลาดใจมาก พอไปรับรางวัลก็ตื่นเต้นนะครับ แต่พอกลับมาที่ห้อง เอารางวัลมาวางไว้ที่พื้น หลับไป ตื่นมาก็ลืมหมดแล้วครับ สำหรับผม ก็เหมือนกับการพลิกหน้ากระดาษอีกหนึ่งหน้า จบไปอีกบทหนึ่งเท่านั้น ผมกลับมาที่เอเชีย ทำหนังของตัวเองต่อไป ทำเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยครับ”

นี่เป็นจุดเริ่มต้นการสัมภาษณ์ที่เอาเราอยู่หม้ดจริงๆ ทัศนคติสั้นๆ ของเขาที่มีต่อเปลือกนอกอย่างรางวัลนั้นทำให้เราที่เคยมองเขาในฐานะคนทำหนังตลกเอาฮาเปลี่ยนไปเป็นคนที่น่าสนใจขึ้นอีกมาก เราตั้งใจฟังเขาสัมภาษณ์มากขึ้น และเราก็ได้เรียนรู้ว่า คุณสมบัติด้านบวกแบบ ‘เอเชียๆ’ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก ความกตัญญู ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความอดทนขยันขันแข็งนั้นล้วนแล้วแต่ปรากฏอยู่ในตัวดาราผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงอยู่ยงคงกระพันมาในวงการได้นานขนาดนี้

DSC_8841

“สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขคือ ผมทำหนังมาตลอด 56 ปี ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้โตมากับภาพยนตร์ของผมกันทั้งนั้น ผมจำได้ว่า เมื่อนานมาแล้ว ตอนที่ผมอยู่ฮอลลีวูดใหม่ๆ เพิ่งจะเริ่มทำภาพยนตร์ ไม่มีใครฟังผมเลย ตอนที่ผมนำเสนองานแอ็กชั่นแบบผม ไม่มีใครซื้อเลย เพราะผมแอ็กชั่นแบบเจ็บจริง ฮอลลีวูดบอกว่า นี่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของฮีโร่ ถามผมว่าทำไมผมเลือกทำคอมเมดี้ ไม่มีใครฟังผมเลย เห็นว่าผมเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง และยืนยันจะให้ผมทำตามขนบฮอลลีวูด คือ ชกเสร็จแล้วต้องทำท่าไม่เจ็บ ต้องกร่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวผมเลย แต่ตอนนี้สามสิบปีต่อมา ทุกคนยอมรับแอ็กชั่นแบบผม ใช่ไหม สิ่งที่ผมทำมาตลอด วันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จเข้าจนได้ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามบอกกับผู้ชมและแฟนๆ ทุกคนว่า เขาให้ออสการ์กับผม ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ผมทำในวันนี้ ไม่ใช่เมื่อปีที่แล้ว แต่เป็นเพราะผลงานตลอดชีวิตของผม แล้วผมก็รู้ว่าทุกคนเคารพในสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมได้รับรางวัลออสการ์ในครั้งนี้ ผมทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง แล้วโลกก็จะเห็นเอง” เมื่อเขาพูดจบ สื่อมวลชนทุกคนในห้องพร้อมกันปรบมือโดยไม่ได้นัดหมาย และเมื่อล่ามแปลคำพูดของเขาจบลง เขาก็ชมล่าม พร้อมทั้งย้ำกับทุกคนอีกครั้งว่า “ผมหมายความตามที่ผมพูดจริงๆ นะครับ วันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนสำคัญไปเอง ผมจำได้ว่าอาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ไปสัมภาษณ์ที่หนึ่ง มีกล้องวางอยู่เยอะแยะเลย ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์ ผมก็มองไปรอบห้อง ผมเห็นตากล้องคนหนึ่งเอากล้องวาง แล้วก็นั่งเล่นโทรศัพท์ ตลอดการสัมภาษณ์ ผมก็คิดในใจว่า ตากล้องคนนี้ไม่มีวันเป็นอะไรไปได้นอกจากตากล้องราคาถูก เพราะเขาไม่มีวันที่จะปรับปรุงตัวเอง ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร เป็นสื่อ เป็นนักแปล เป็นตากล้อง กรุณาตั้งใจทำงานทุกวัน เพราะทุกวันที่ผ่านไปคุณจะได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง และวันหนึ่ง คุณก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ไปเอง ถ้าคุณเพียงแต่ทำไปวันๆ ทั้งชีวิตคุณก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก”

STU73175

นั่นถึงขั้นทำให้เราและตากล้องของเราอมยิ้ม พวกเราไม่ได้เล่นมือถือ แต่พวกเรากำลังตั้งใจฟังเขาพูดทุกคำ และกำลังรู้สึกดีเป็นอย่างมากที่มาได้ยินคำพูดของเขาด้วยตัวเองในวันนี้ หลังจากนั้นการสัมภาษณ์ก็โยงเข้าสู่เรื่องภาพยนตร์ Kung Fu Yoga – โยคะสู้ฟัด ที่เข้าฉายไปเมื่อวันที่ 26 มกราคมต้อนรับตรุษจีนไปแล้ว ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ของเขาและสแตนลีย์ผู้กำกับ ทำให้เรารู้ว่า ถึงแม้ว่าภาพยนตร์ของเขาจะดูเป็นภาพยนตร์ตลกเบาสมอง แต่กระบวนการสร้างนั้นไม่ได้เบาตามไปเลย เฉินหลงและสแตนลีย์คิดพล็อตใหม่ เรื่องราวใหม่ คิวบู๊ใหม่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ชมได้มีอะไรใหม่ๆ ในการรับชมภาพยนตร์ของเขา และแต่ละฉากที่เขาถ่ายทำนั้น ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน หรือมีอุปสรรคเสี่ยงตายเพียงไร ทั้งคู่ก็ยืนยันที่จะถ่ายทำให้ประสบความสำเร็จจนได้ ยิ่งทำให้เราคิดเลยว่า นอกเหนือไปจากความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว การมีทีมงานที่เข้าขากันและสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาได้นั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อใจเป็นอย่างมาก “ทุกปี ผมพยายามทำภาพยนตร์ใหม่ๆ เปลี่ยนคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ แต่แอ็กชั่นคอมเมดี้แบบนี้ที่สามารถดูได้ทั้งครอบครัวแบบไม่มีพิษไม่มีภัยนั้นไม่ค่อยมีในตลาดมากนัก หนังแอ็กชั่นเลือดสาดมีอยู่มากมาย หรือคอมเมดี้แบบสกปรกๆ ก็มีเยอะ แต่หนังแบบไร้ความรุนแรงแบบนี้ก็เป็นแนวภาพยนตร์ที่ผมถนัดมากที่สุด” เฉินหลงปิดท้าย

ภาพยนตร์เรื่อง Kung Fu Yoga – โยคะสู้ฟัดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมเป็นต้นไป

Related Post

web-brain-getty-c-DONTUSEAGAIN.jpg

มาทำความรู้จักกับ ’โรคคลีฟโทมาเนีย’ หรือ ‘ขโมยของโดยไม่ตั้งใจ’ กันสักหน่อย

Kleptomania (คลีฟโทมาเนีย) เป็นกลุ่มโรค (ที่ใช้คำว่าโรคเพราะมันคืออาการของโรคจริงๆ นะ รักษาหายได้เป็นเรื่องของสารเคมีผิดปกติในสมอง) ที่มีปัญหาด้านการยับยั้งพฤติกรรมการขโมย ลักษณะอาการภายนอกหรือพฤติกรรมจะไม่มีอะไรผิดปกติเลย จนมาถึงจุดๆ หนึ่งที่มีความต้องการอะไรบางอย่าง จะมีความรู้สึกขัดกันขึ้นมา อยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากถึงมากที่สุด แม้ว่าของเหล่านั้นอาจไม่ได้มีมูลค่ามากพอ (หรือในบางกรณีแม้มีความสามารถในการซื้อหาได้แต่ก็จะไม่ทำ) โดยบางกลุ่มนั้นถ้าขโมยมาได้สำเร็จแล้วอาจจะจำไม่ได้ หรือบางกลุ่มถ้าจำได้จะรู้สึกผิดกับการขโมยนั้นมากๆ บางรายถึงขั้นรับต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำไม่ได้จนมีภาวะซึมเศร้าเลยก็มีและมีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขของคนที่มีภาวะอาการโรคคลีฟโทมาเนียนั้นมีตัวเลขทั่วโลกไม่ชัดเจน เพราะอาการภายนอกนั้นจำแนกได้ยากมาก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะโดนดำเนินคดีตามกฎหมายและไม่ได้ถูกวินิฉัยว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ (หากยังจำกันได้กับกรณีนักแสดงสาวอย่างวิโนน่า ไรเดอร์) เมื่อพ้นโทษมาแล้วก็มีโอกาสที่จะกลับไปขโมยของอีก ดังนั้นหากมีความรู้สึกว่าอยากขโมยของหรืออยากได้สิ่งใดจนเกินพิเศษ ไม่ต้องรอจนลงมือทำ แค่มีความคิดก็ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ หรือโทรไปที่กรมสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ทุกเวลา

Related Post

W42

ทำความรู้จักไอเดียใหม่ๆ และไอเดียใหญ่ๆ จากคนสำคัญในหลากหลายวงการ ที่จะทำให้โลกยุคดิจิตอลของคุณพร้อมอินเทรนด์ ไม่ล้าหลัง

The Shapes of things to come

เริ่มต้นปีค.ศ. 2017 ด้วยการส่องกล้องมองอนาคต ลอปติมัมนำเสนอเทรนด์ใหญ่ที่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ศัพท์แปลกๆ ไม่คุ้นหูอย่าง Artificial Intelligence, Internet of Things, Thailand 4.0, Blockchain จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเทรนด์ที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตมนุษย์เราทุกคนในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจ การเงินการธนาคาร ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น หรือแม้แต่เป็นประชาชนตาดำๆ นี่คือ 5 ไอเดียสำคัญที่กำลังเป็นกระแสระดับโลกและกำลังจะมากระทบฝั่งประเทศไทยในปีนี้

Artificial Intelligence

Shakrit Chanrungsakul ที่ปรึกษาด้านแบรนด์และเทคโนโลยี

ผู้คร่ำหวอดในวงการสตาร์ทอัพ และผู้ก่อตั้งบริษัท Fire One One

คอมพิวเตอร์ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อราว 50 ปีก่อน เป็นนวัตกรรมสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์  ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของมนุษย์ เราโยกย้ายฐานข้อมูลจาก ‘กระดาษ’ ไปยังคอมพิวเตอร์ เราทำงาน ค้นหา และจัดการข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์จนเคยชิน จนกระทั่งในปีค.ศ. 2007 Apple Inc. ได้เปิดตัวไอโฟนรุ่นแรก จากนั้นสมาร์ทโฟนก็เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนอย่างมหาศาล เดิมที่ต้องวิ่งเข้าหาคอมพิวเตอร์ เพื่อค้นหาข้อมูล ทุกวันนี้เราเข้าถึงข้อมูลได้แทบจะทุกที่ทุกเวลา และเราเข้าถึงคอมพิวเตอร์น้อยลงทุกที ปัจจุบันสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว ซึ่งทำให้เกิด ‘พฤติกรรมใหม่’ ซึ่งจะปูทาง
ให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังจะตามมา นั่นก็คือ Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์

หลักการของ AI คือ ตัวช่วยการคำนวณ เหมือนเอาสมองของคนหมื่นๆ คนมาช่วยคิด แต่เงื่อนไขคือ AI ต้องการข้อมูลเข้า (Input) เพื่อที่สมองกลจะได้เรียนรู้ ถ้าเราไม่สอนก็จะไม่มีการเรียนรู้ AI ก็จะยัง เป็นเด็กเหมือนเช่น Siri ในไอโฟนช่วงแรกๆ ที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันโต้ตอบกับคนได้ดีขึ้น ด้วยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ (Machine Learning) ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆ อย่าง IBM, 
Apple และ Google ล้วนพัฒนา AI ของตัวเอง และ AI ก็จะถูกนำมาใช้ในธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้คนจำนวนหนึ่งตกงาน เพราะงานที่มีรูปแบบการทำซ้ำๆ (Routine) จะหายไป คนจะต้องย้ายไปทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ปัจจุบันงานในคอลเซ็นเตอร์ก็ถูกแทนที่ด้วย AI กันบ้างแล้ว และธนาคารก็กำลังเริ่มนำ AI ไปใช้ สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปก็สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้ โดยนำมาให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าตัวเองมากขึ้น หากคุณเป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต แทนที่จะนับปริมาณคนเข้าออกห้างด้วยคน ต่อจากนี้ไปควรจะเป็นระบบเซ็นเซอร์ หรือกล้องที่มีระบบตรวจจับใบหน้า (Face Recognition) AI จะช่วยแยกแยะให้ว่าคนที่เข้ามามีกลุ่มไหนบ้าง แต่งตัวอย่างไร เพศอะไร เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะนำมาใช้ปรับปรุงธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือในการจัดการการใช้พลังงานในอาคารสำนักงาน ถ้า AI เรียนรู้ข้อมูลพฤติกรรมการกลับบ้านของคนแต่ละชั้นแต่ละตึก AI ก็จะช่วยบริหารการใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในเมืองไทย มีผู้เชียวชาญด้านเทคโนโลยี AI อยู่ แต่ยังอยู่ในเฉพาะวงแคบๆ การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจทั่วไปนั้นจะสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจอีกมาก อย่างไรก็ดีหลายคนพูดถึงอันตรายของ AI ว่าหาก AI นั้นฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะเป็นภัยต่อมนุษยชาติหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ ใหญ่อย่าง Stephen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง) ก็เชื่อว่า จะเป็นเช่นนั้น เราอาจจะต้องจำกัดขอบเขตการใช้ 
AI แต่ในที่สุดแล้วก็คงเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้

<<เทคโนโลยีนี้ [AI] จะทำให้คนจำนวนหนึ่งตกงาน เพราะงานที่มีรูปแบบการทำซ้ำๆ (Routine) จะหายไป คนจะต้องย้ายไปทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ปัจจุบันงานในคอลเซ็นเตอร์ก็ถูกแทนที่ด้วย AI กันบ้างแล้ว และธนาคารก็กำลังเริ่มนำ AI ไปใช้>>

Digital Police

Tanatath Kamolratanapiboon นักธุรกิจ นักลงทุน

ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงตำรวจ

ในปีค.ศ. 2017 นี้ เทรนด์หนึ่งที่กำลังจะแผ่อิทธิพลครอบงำชีวิตเราๆ ท่านๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั้นก็คือ Digitalization หรือการนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจขององค์กรต่างๆ สัญญาณสำคัญคือ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการ Digitalization ถึงขั้นสถาปนา ‘กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม’ ขึ้นมา ดังนั้นทุกหน่วยงานของรัฐจึงตื่นตัวในการแปลงเป็นระบบดิจิตอลอย่างมาก รวมถึงหน่วยงานผู้รักษากฎหมายอย่างกองบัญชาการตำรวจจราจรที่นำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาปรับใช้       ในองค์กร เปลี่ยนแปลงให้หน่วยงานก้าวล้ำทันสมัย ขึ้นมากมาย

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะล้ำสักเพียงใด แต่ว่าเราทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย ผู้รักษากฎหมายในยุคดิจิตอล อย่างตำรวจก็จำเป็นต้องทันสมัยเพื่อพร้อมดูแลประชาชนในยุคสมัยนี้ อาจเรียกว่า “ตำรวจ 4.0” ก็ฟังดูจะเข้าเทรนด์อยู่เลยทีเดียว ทว่าไม่ใช่ตำรวจ      ที่มีปืนเลเซอร์อย่างโรโบคอป แต่คือตำรวจไทยที่กล้าหาญ บวกกับระบบการปฏิบัติการและอุปกรณ์ไฮเทคนานาชนิดเข้าไปด้วยนี่เอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีความรู้ความเข้าใจในระบบโครงข่ายอิเลกทรอนิกส์ โซเชียลมีเดีย การใช้อุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย การปฏิบัติงานทุกครั้งโปร่งใสด้วยการติดกล้องไว้บนอกหรือหัว เพื่อใช้ถ่ายทอดสดหรือบันทึกรายละเอียดการทำงาน

นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมอื่นๆ อีกเช่น การแจ้งความ ร้องเรียน แจ้งเรื่องด่วนต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ กำลังได้รับความนิยมในเวลานี้อย่างเช่น ilertu ที่ช่วยออกใบสั่งแบบออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ และในอนาคตอาจจะมีบริการชำระเทียบปรับตามใบสั่ง
ผ่านแอพพลิเคชั่น โดยที่คุณไม่ต้องเสียเวลาไปโรงพัก

สมมุติว่าคุณกระทำความผิดบนถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจยุค 4.0 จะสามารถตรวจจับการกระทำความผิดของคุณได้ทันทีผ่านระบบบูรณาการระหว่างกล้อง ตรวจจับ และเรดาร์ ที่เชื่อมต่อกันผ่านเน็ตเวิร์ก ทันทีที่การกระทำความผิดของคุณถูกตรวจพบ ข่าวจะถูกกระจายกันอย่างสายฟ้าแลบผ่านเครือข่ายโซเชียล มีเดียภายในของเจ้าหน้าที่ จะมีการแจ้งไปยังหน่วยสกัดจับ เพื่อควบคุมตัวผู้กระทำผิดไว้ และจะมีการดำเนินการบันทึก กำกับ ตักเตือน หรือลงโทษตามขอบเขตที่มี โดยข้อมูลการกระทำผิดทั้งหมดจะถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลของราชการ ซึ่งจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสาน และคุณจะไม่สามารถล้างประวัติตนเองได้เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป นอกจากนี้การติดสินบนเจ้าหน้าที่จะกระทำไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะมีกล้องที่บันทึกการปฏิบัติงานไว้ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้จะทำให้กฎหมายมีความขลังมากขึ้นทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีเราควรใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้งผู้ร่วมทางและเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย ขับรถด้วยความใจเย็นและรักษากฎจราจรดีกว่า หากมีการตั้งด่านตรวจก็พยายามให้ความร่วมมือและ พูดคุยกันด้วยรอยยิ้มแบบสยาม และทุกๆ วันของการเดินทางบนท้องถนนจะมีแต่ความสุขครับ

<<สมมุติว่าคุณกระทำความผิดบนถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจยุค 4.0 จะสามารถเห็นการกระทำความผิดของคุณได้ทันทีผ่านระบบบูรณาการระหว่างกล้องตรวจจับ และเรดาร์>>

Thailand 4.0

Suriya G.

บรรณาธิการบริหาร นิตยสารลอปติมัม ไทยเเลนด์

หลายคนคงได้ยินข่าว Thailand 4.0 กันมาบ้างไม่มาก ก็น้อย ผ่านสื่อต่างๆ เพราะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามผลักดันมาสักพักใหญ่แล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว Thailand 4.0 คืออะไร

Thailand 4.0 คือแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่แบ่งออกเป็นระดับ เริ่มต้นจาก Thailand 1.0 คือการผลิตภาคเกษตร ในอดีตสินค้าเกษตรเป็นรายได้หลักของประเทศเรา จากนั้นก็เคลื่อนมาสู่ Thailand 2.0 ซึ่งคือการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้กลายเป็นฐานการผลิตสินค้าให้กับโลก เราส่งออกสิ่งทอ ยานยนต์ อาหาร ฯลฯ เป็นรายได้หลัก โดยข้อได้เปรียบ ของเราก็คือ แรงงานฝีมือดีและราคาถูก ทว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน เวียดนาม ฯลฯ ได้กลายเป็นคู่แข่งการผลิตในโหมดนี้ ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวขึ้นไปสู่โหมด Thailand 3.0 สร้างมูลค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการผลิต

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเป็นสินค้าสามัญที่คนทั่วไปซื้อหาได้ อีกทั้งเทคโนโลยีการสื่อสารนั้นเร็วขึ้นทวีคูณโครงสร้าง พื้นฐานที่เปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มต้น แต่มีไอเดียเจ๋งๆ สามารถแข่งขันกับบรรษัทระดับโลกได้ เช่น Uber แอพพลิเคชั่นบริการรถยนต์อายุ 5 ขวบ แต่กลับมีมูลค่ามากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ GM ที่ก่อตั้งบริษัทมานานกว่าศตวรรษ ปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อนี้เป็นผลพวงของ Disruptive Technology หรือ ‘เทคโนโลยีล้มยักษ์’

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังพาเราไปสู่ยุค Internet of Things กล่าวคือ ต่อไปนี้อินเตอร์เน็ตจะไม่เพียงเชื่อมระหว่างคนกับคนเท่านั้น แต่จะเชื่อมคนกับสิ่งของต่างๆ อีกด้วย ในอนาคตตู้เย็นจะสามารถบอกเราได้ว่าน้ำดื่มกำลังจะหมด การนำเทคโนโลยีและระบบเน็ตเวิร์กเข้ามาใช้คือโหมดการผลิต 4.0 หรือ Smart Factory

Thailand 4.0 จะเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง นวัตกรรมเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับธุรกิจไม่ว่าจะเล็กใหญ่ เอสเอ็มอีหรือสตาร์ทอัพให้ขึ้นไปเป็น 4.0 ได้ ถ้าคุณเป็นเกษตรกรแบบดั้งเดิม ก็ต้องปรับตัวไปเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ 
ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการ (Smart Farming) ถ้าคุณเป็นดีไซเนอร์ ก็จำเป็นต้องที่เข้าใจเทคโนโลยีใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการผลิตใหม่อย่างเครื่องพิมพ์สามมิติสร้างงานสินค้าต้นแบบในต้นทุนที่ต่ำ ก่อนจะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางการขาย

ในส่วนธุรกิจบริการที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย จะต้องเปลี่ยนจากการให้บริการแบบเดิมๆ ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างต่ำไปสู่มูลค่าสูง โดยใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับลูกค้าได้อย่างไร เป็นโจทย์ใหญ่ที่คนในภาคบริการต้องคิด ส่วนแรงงานทักษะต่ำ ก็จะต้องพัฒนาตัวเองให้ไปเป็นช่างที่มีความชำนาญ และมีทักษะสูง เพราะงานประจำที่ทำซ้ำๆ จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

<<ถ้าคุณเป็นเกษตรกรแบบดั้งเดิม ก็ต้องปรับตัวไปเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการ (Smart Farming) ถ้าคุณเป็นดีไซเนอร์ ก็จำเป็นต้องที่เข้าใจเทคโนโลยี >>

P2P Economy

Michel Bauwens นักคิดชาวเบลเยี่ยมและผู้ก่อตั้ง P2P Foundation

ชัยชนะของ โดนัล ทรัมป์ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า โลกาภิวัตน์ กำลังจะจบสิ้นลง ลัทธิเสรีนิยมใหม่ Neoliberalism คือ อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เชื่อว่าตลาดเสรีที่ปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันอย่างอิสระ คือคำตอบของทุกสิ่ง ตามที่นักรัฐศาสตร์ชื่อก้อง Francis Fukuyama (ฟรานซิส ฟุกุยาม่า) ประกาศไว้ในหนังสือ The End of History ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น

จริงอยู่ที่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์สร้างโอกาสให้กับประเทศด้อยพัฒนา ช่วยดึงคนนับล้านๆ ให้พ้นจากระดับความยากจน แต่ในขณะเดียวกันก็พรากงานจากชนชั้นกลาง White Working Class ในทวีปยุโรปและอเมริกา จนกลายเป็นพลังด้านกลับให้นักการเมืองขวาจัดอนุรักษ์นิยมเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ระดับเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ ซึ่งไม่สามารถแก้ได้โดยระบบทุนนิยมที่มีหัวใจ หรือการตลาดรักษ์โลกร้อน การปฏิวัติทางเทคโนโลยีของเหล่าสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์ เหมือนจะเป็นความหวังในช่วงแรกๆ แต่กลายเป็นว่า เทคโนโลยีทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ที่คนไม่กี่คน ตัวอย่างเช่น Apple สร้างงานให้คนจีนเป็นล้านๆ แต่ในอเมริกาแค่หลักหมื่นคน ส่วนผู้ถือหุ้นไม่กี่หยิบมือก็ร่ำรวยจากการเล่นกลทางภาษี

โลกกำลังปั่นป่วน แต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี ทางขวาที่เดินมาสักพัก ก็แน่ชัดแล้วว่าหายนะ ในขณะที่ทางซ้ายก็มืดมัวไม่ชัดเจนว่าคือทางออก แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่ทางเลือกใหม่มักจะโผล่ขึ้นมา มีคนกลุ่มเล็กๆ ที่นำเสนอทางเลือก ที่ไม่ใช่ทั้งซ้ายจัดและขวาตกขอบ แตกต่างจากอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจกระแสหลัก นั่นก็คือเศรษฐกิจแบบ P2P (Peer-to-Peer) ที่เชื่อในสังคมชุมชน (Commons-based Society) เชื่อในการแบ่งปัน และการทำมาหาได้เพื่อชุมชน (Community) ฟังดูเผินๆ เหมือนเอ็นจีโอ โลกสวยในทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์ แต่ไอเดียเหล่านี้กำลังก่อตัวเป็นคลื่นสึนามิที่มีพลังอยู่ใต้น้ำอย่างเงียบเชียบ

แนวคิดนี้มี P2P Foundation เป็นหัวหอก กลุ่มคนที่ประกอบไปด้วยนักวิจัย นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักคิด ก่อตั้งโดย Michel Bauwens (มิเชล เบาเวนส์) นักคิดชาวเบลเยี่ยมที่ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เบาเวนส์เคยเป็นฟันเฟืองของระบอบทุนนิยม เขาทำงานให้กับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ จนกระทั่ง พอถึงช่วงวัยกลางคน เขาเกิดวิกฤติทางด้านจิตวิญญาณ เขารู้สึกว่าชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่นี้ไม่ใช่คำตอบ เลยตัดสินใจลาออกจากงาน มาอ่านหนังสือ ค้นคว้าด้วยตัวเองเป็นเวลากว่า 2 ปี จนกระทั่งก่อตั้ง P2P Foundation ขึ้นมา

เบาเวนส์เสนอว่า แทนที่เราจะทำธุรกิจโดยยึดหลักการหากำไรสูงสุด สร้างมูลค่า (Value) ด้วยวิธีขูดรีดจากทรัพยากรธรรมชาติ อย่างในระบอบทุนนิยมปัจจุบัน ควรจะเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ประชาชนทุกคนสร้างมูลค่าให้กับชุมชน (Community) แทน Wikipedia เป็นตัวอย่างที่ดีของเศรษฐกิจแบบ P2P ที่การสร้างมูลค่าจากการสละเวลาของคนทำด้วยความยินดี และทุกคนในชุมชนก็ได้ประโยชน์อีกด้วย

<<แทนที่เราจะทำธุรกิจ โดยยึดหลักการหากำไรสูงสุด สร้างมูลค่าด้วยวิธีขูดรีด (Extractive) อย่างในระบอบทุนนิยมปัจจุบัน ควรจะเปลี่ยนเป็น เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ประชาชนทุกคนสร้างมูลค่าให้กับชุมชนแทน>>

Blockchain Technology

Primavera De Filippi นักวิจัยจาก Harvard Law School

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างปลวกสามารถร่วมมือกันสร้างรังใหญ่โตกว่ามันได้ หรือว่านกฝูงใหญ่สื่อสารกันอย่างไรให้บินไปตามทิศทางอย่างมีระบบระเบียบ นักวิทยาศาสตร์บางท่านอธิบายว่าเป็นเพราะ ‘ภูมิปัญญาหมู่’ (Collective Intelligence) โดยสัตว์เหล่านั้นสื่อสารกันด้วยจิตไร้สำนึกที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ จะว่าไปก็มีความคล้ายกับสังคมมนุษย์ ที่สามารถรวมพลังกัน เพื่อสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เกินตัว อย่างสร้างตึกระฟ้า ยานอวกาศ หรือเรือเดินสมุทรได้ ด้วยการร่วมมือกันทำงานของคนตัวเล็กตัวน้อย ตั้งแต่วิศวกร นายธนาคาร แรงงานที่อาบเหงื่อต่างน้ำ หรือแม้แต่แม่ค้าส้มตำที่หาบของไปขายในไซต์ก่อสร้าง มนุษย์รวมพลังกันเพื่อสร้างสิ่งที่ใหญ่โตมานานเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่แตกต่างกันตรงที่ปิรามิดสร้างโดยแรงงานทาสที่โดนบังคับเพื่อผู้นำสมมติเทพ ไม่ใช่ความยินยอมด้วย (Free Will) ส่วนในยุคสมัยใหม่นั้นดีขึ้นมาหน่อย โปรเจ็กต์ใหญ่สำเร็จได้โดยการระดมทุน และการทำงานของคนจำนวนมากในรูปแบบของ ‘บริษัท’ ที่มีการจัดการแบบมีลำดับชั้น ทว่าหงาดเหงื่อแรงงานนั้นต้องแลกกับเงินภายใต้ระบบทุนนิยม

Primavera De Filippi นักวิจัยจาก Harvard Law School เชื่อว่า การรวมตัวในระบบทุนนิยมปัจจุบันนั้นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ และไม่ใช่หนทางเดียวในการรวมตัวกันของมนุษย์ด้วย เราสามารถรวมตัวกันเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่จากการขู่เข็ญจากฟาโรห์ หรือล่อด้วยเงินของนายทุน หากมนุษย์สามารถสื่อสารและร่วมมือกันได้ผ่านระบบการสื่อสารที่ซับซ้อน และเชื่อถือได้ ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าคือ Blockchain

Blockchain คือเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralised) และกระจายตัว (Distrubuted) ยืนยันสิทธิของข้อมูลด้วยการถอดรหัสโดยทำให้การแลกเปลี่ยน ‘ข้อมูล’ กับบุคลลอื่นนั้นเชื่อถือ Blockchain ถือกำเนิดขึ้นจาก Bitcoin สกุลเงินดิจิตอลแรกที่ไม่มีรัฐมาควบคุม  เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนสามารถร่วมมือกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ทุกการกระทำถูกบันทึกลงในสัญญาการทำงานอัจฉริยะ Smart Contract ที่แชร์ร่วมกับคนในชุมชน เช่นเดียวกันกับ มด ปลวก ที่ร่วมงานกันสร้างสรรค์อย่างอิสระเสรี

ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเชิงเทคนิค ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจหมด ก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้ อาจลองนึกถึง บริษัทที่ทุกคนทำงานอย่างเป็นอิสระ ตามเป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้ ไม่มีเจ้านาย หรือลูกน้อง ไม่มี HR มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องเข้าสาย แต่ถ้าคุณทำงาน (สร้างประโยชน์) มากเท่าไหร่ ระบบก็จะตอบแทนคุณเท่านั้น และคุณสามารถนำเสนอไอเดียใหม่ได้ๆ โดยที่ไม่ต้องกลัว ‘ระบบราชการ’ จะกีดกัน อย่าคิดว่านี่คือเรื่องจากหนังไซไฟ แต่การทำงานแบบนี้มีจริงแล้วที่ Sensorica แล็ปสร้างเครื่องมือทางการแพทย์ในประเทศสเปน ใช้ Blockchain เข้ามาสร้างระบบการทำงานแบบเปิด (Open Value Network) ในอนาคต Blockchain ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจินตนาการไม่ออกว่า Blockchain 
จะเข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างไร ให้นึกถึงชีวิตก่อนที่เราจะมีอินเตอร์เน็ตใช้ Blockchain จะเขย่าโลกมากกว่าอินเตอร์เน็ตหลายเท่าตัว

<<ในอนาคต Blockchain ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจินตนาการไม่ออก ให้นึกถึงชีวิตก่อนที่เราจะมีอินเตอร์เน็ตใช้ Blockchain จะเขย่าโลกมากกว่าอินเตอร์เน็ตหลายเท่าตัว>>

Related Post

114

เรื่องราวรักสามเส้าเราสามคนวุ่นๆ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘จำเนียร วิเวียน โตมร’

ภาพยนตร์เรื่อง ‘จำเนียร วิเวียน โตมร’ ของยอร์ช – ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ผู้กำกับอารมณ์ดีเจ้าของผลงานคอมเมอดี้ ‘สุดเขตสเลดเป็ด’ และ ‘คุณนายโฮ’ ถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงมากฝีมือทั้งชมพู่ – อารยา เอ. ฮาร์เก็ต บอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และอาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ เล่าเรื่องราวของวิเวียน หญิงสาวนิสัยลังเลที่เอาชีวิตและการตัดสินใจไปฝากไว้กับศาลพระภูมิโดยอธิษฐานขอให้ได้ผู้ชายดีๆ มาแต่งงานด้วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเล่นตลกโดยการส่งจำเนียรและโตมร สองอันธพาลจากแก๊งอันธพาลใหญ่มาหลงรักเธอพร้อมๆ กัน และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความรักที่แท้จริงที่ทั้งคู่มีให้กับวิเวียน จำเนียรและโตมรจึงต้องกลับตัวเป็นคนดีเพื่อเอาชนะใจเธอให้ได้ และวันนี้ ลอปติมัม ก็ชวนจำเนียร วิเวียน และโตมรมาแปลงโฉมถ่ายภาพแฟชั่นให้ได้อารมณ์รักสามเส้าแบบเท่ๆ พร้อมจับเข่าคุยกันถึงเรื่องราวสนุกๆ จากภาพยนตร์

คุยกับจำเนียร

บอยลงนั่งให้สัมภาษณ์กับเราอย่างกระตือรือร้น ขัดกับคาแร็กเตอร์อันแสนสุขุมที่เขาได้รับในภาพยนตร์อย่างสิ้นเชิง “จำเนียรเป็นเพื่อนสนิทกับโตมรครับ ทั้งสองคนมีนิสัยที่ทั้งเหมือนและต่างกัน คือ เหมือนกันในแง่ที่เป็นคนเจ้าชู้ รักสนุก แต่ต่างกันตรงที่จำเนียรจะเป็นฝั่งนิ่ง ส่วนโตมรจะเป็นฝั่งโผงผาง จำเนียรจะเป็นคนที่แสดงออกน้อยๆ ยกตัวอย่างเวลามีคนเรียก เขาจะไม่หันทั้งตัว แต่จะเหล่ตามองเอา” บอยลดท่าทีกระตือรือร้น ของตัวเองลง พลางเหลือบตาตามบทที่เขาพูดถึงให้เราดู “อะไรประมาณนี้ครับ และเขาก็เป็นคนช่างสังเกต และทำอาหารเก่งด้วยนะ”

ตามบทที่ต้องแข่งกับโตมรเพื่อจีบวิเวียน แต่ก็มักจะขยับตัวช้ากว่าเพื่อนสนิทเสมอ จำเนียรจึงต้องมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นกว่าโตมรแบบเห็นได้ชัดเจน “จำเนียรเต้นรำเก่งมากครับ ผมถึงขั้นต้องไปเรียนเต้นโดยเฉพาะเลยนะครับ นอกเหนือไปจากเรียนบทบู๊แล้ว ก็มีเรียนเต้นนี่ล่ะครับ เพราะจำเนียรเขาบู๊ไม่เท่าโตมร” ระหว่างให้สัมภาษณ์ เราเห็นว่าบอยมีอาการอยู่ไม่สุขตลอดเวลา “ใช่ครับ” เขาตอบกลั้วหัวเราะเมื่อเราทัก “ผมเป็นคนไม่ค่อยอยู่นิ่ง เป็นประเภทเล่นใหญ่ เวลาพูดจาก็ออกท่าออกทางใหญ่ แต่จำเนียรจะเป็นประเภทแสดงออกน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นคนละคนเลยครับ”

“ผมคิดว่าภาพยนตร์ประเภทแอ็กชั่นคอมเมอดี้ไม่ค่อยมีในเมืองไทยนะครับ และเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากพวกเราให้กับคนไทยแล้วกันเนอะ เป็นของขวัญที่จะส่งความสุขให้ทุกๆ คน ทีมงานทุกคนตั้งใจมากที่จะให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาดีที่สุด ก็ไปดูกันนะครับ” บอยทิ้งท้าย

คุยกับวิเวียน

เรื่องราวป่วนๆ ในภาพยนตร์นี้เกิดขึ้นเมื่อวิเวียนตัดสินใจไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้ผู้ชายดีๆ มาแต่งงานด้วย “เป็นผู้หญิงที่ลังเลทุกอย่าง ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย กลัวไปทุกอย่าง เอาชีวิตไปผูกกับอย่างอื่นหมด ซึ่งไม่ใช่คาแร็กเตอร์เราเลยนะ” ชมพู่เปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงมาดมั่น “แต่เล่นบทนี้ไม่ยากมากหรอกนะ ด้วยความที่เราเคยทำงานกับพี่ยอร์ช มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็รู้สไตล์กัน พอพี่ยอร์ชบรีฟมา เราก็เล่นไปตามนั้น โจทย์มีแค่ลังเลทุกอย่าง เราก็เล่นไปตามนั้น ออกมาเป็นวิเวียนจอมลังเล” ลังเลแค่ไหน … ก็คิดดูว่า พอมีผู้ชายมาจีบพร้อมกันสองคน วิเวียนก็ไม่ตัดสินใจอะไรเลย ปล่อยลากยาวอิรุงตุงนังจนเกิดภาพยนตร์ขึ้นมาหนึ่งเรื่องเลยทีเดียว

“บทของเราไม่ได้บู๊มากมายขนาดนั้นหรอกนะ เป็นบทตลกมากกว่า ซึ่งเป็นบทที่เราสบายใจที่จะเล่นอยู่แล้ว บทอารมณ์ดีแบบนี้ แต่ก็ต้องมีไปฝึกมวยหย่งชุนเพื่อเข้าฉากด้วยนะ พอฝึกแล้วก็ชอบ เพราะเป็นศิลปะป้องกันตัวที่สอนเรื่องทิศทางของแรง เป็นความเข้าใจเรื่องสรีระ ยากนะ แต่เราชอบ อยากฝึกต่อ” ชมพู่เล่าต่อด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “เล่นไปตลกไป เราก็ชอบนะ แต่เรารู้ว่าคนดูชอบดูเราเล่นบทดราม่ามากกว่า เหมือนกลายเป็นภาพลักษณ์ประจำตัวเราไปแล้วว่าชอบเห็นเราเล่นบทร้ายๆ ซึ่งเราก็ชอบเล่นนั่นล่ะ เพราะเวลาเล่นบทที่เป็นฝ่ายถูกกระทำมากๆ ก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ใช่ทางเรา”

“เรื่องนี้เป็นนักตลกแบบสะอาดนะ ดูได้ทั้งครอบครัว” ชมพู่เอ่ยปากเชิญชวน “อยากให้ทุกคนไปหัวเราะกัน มีความสุขต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน จะได้ยิ้มได้เนอะ”

คุยกับโตมร

“รู้ไหมครับว่า โตมรแปลว่าหอก” อาเล็กเริ่มต้นบทสนทนากับเราอย่างอารมณ์ดี “ตามบทก็จะเป็นคนใจร้อนมาก อยู่แก๊งเดียวกับจำเนียร นี่ล่ะ แต่เป็นคนละสไตล์กันเลย คนหนึ่งทำอะไรช้าๆ อีกคนคิดเร็วทำเร็วไปเร็ว อย่างตอนแข่งกันจีบวิเวียน โตมรก็จะไปถึงก่อน ทำคะแนนก่อน ประมาณนั้นล่ะครับ”

หลังจากที่ตกหลุมรักวิเวียนแล้ว โตมรที่เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งอันธพาลก็ตัดสินใจที่จะหันหลังให้กับเส้นทางเดิม เนื่องจากวิเวียนต้องการ ‘คนดี’ มาแต่งงานด้วย เขาจึงตัดสินใจกลับตัวเป็นคนดี และเข้าไปขัดขวาง สมาชิกแก๊งรุ่นดั้งเดิมที่มีพฤติกรรมไม่ดี จึงถูกตามล่าจากทั้งหัวหน้าและสมาชิกแก๊งไปพร้อมกัน “โดนตามล่าอย่างเดียวไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ต้องแข่งกันจีบวิเวียนไปด้วย มันเลยเกิดเป็นความวุ่นวายไป”

เพื่อให้การแสดงเป็นไปอย่างเนียนที่สุด อาเล็กจึงทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมบทบู๊อย่างมวยหย่งชุน ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ใช้ในเรื่องเป็นส่วนใหญ่ และฝึกขี่มอเตอร์ไซค์วินเทจอย่างจริงจังเพื่อเข้าฉากได้โดยไม่ต้องอาศัยสตันท์ “ปกติผมเล่นแต่สไตล์โรแมนติกคอมเมอดี้ แต่เรื่องนี้ฉากบู๊เยอะมาก และเป็นฉากยาวๆ ด้วยครับ ต้องทวนท่ากันบ่อยๆ ไม่ให้ผิดคิว ต้องซ้อมเยอะจริงๆ วันถ่ายก็ตั้งใจมาก แสดงเองเกือบหมดครับใช้สตันท์แค่ฉากยากจริงๆ อย่างฉากตีลังกา อะไรพวกนั้นครับ”

“เล่นเป็นโตมรก็ค่อนข้างเป็นตัวเองนะครับ เขาอาจจะไม่ขี้เล่นเท่าตัวเรา แต่เขาไว เขาเร็ว เขากวน มีบางส่วนคล้ายผมอยู่พอสมควรนะครับ” อาเล็กพูดยิ้มๆ “เอาเป็นว่าช่วงนี้ใครที่เครียดๆ อยู่ ก็เข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วจะมีรอยยิ้มกลับออกมาแน่นอนครับ”

Related Post

fu7a4472

ก้อง – กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสีแห่ง Maison de la Truffe กับบทสัมภาษณ์เรื่องความหรูหราแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

การเดินทางเข้าสู่ธุรกิจอาหารของคุณก้องนั้น คุณก้องเล่าให้ฟังว่าเกิดจากที่ส่วนตัวเขานั้นชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงไม่กี่ร้านในกรุงเทพฯ จนกระทั่งไปเรียนต่อต่างประเทศจึงได้รู้จักและมีประสบการณ์กับอาหารญี่ปุ่นในแนวฟิวชั่นมากขึ้น เมื่อ 6 ปีที่แล้วจึงได้ตัดสินใจเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมอย่าง Mugendai สาขาแรกในย่านทองหล่อ โดยเริ่มต้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหาโลเคชั่น คัดสรรพนักงาน รวมไปจนถึงเลือกหุ้นส่วนที่มีจุดแข็งในด้านต่างๆ โดยมีแนวคิดว่าจะมีหุ้นส่วนไม่เกิน 5 คน เพื่อการบริหารจัดการที่คล่องตัวกว่า

fu7a4453

ปัจจุบันคุณก้องดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารบริษัท มูเกนได จำกัด ซึ่งมีแบรนด์อยู่ภายใต้ทั้งหมด 3 แบรนด์ ได้แก่ Mugendai, Muteki by Mugendai และ Munch อีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำร่วมกับภรรยา คุณณา – อุษณา มหากิจศิริ คือนำเข้าแบรนด์มาการองชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส Pierre Herme และล่าสุดได้ตัดสินใจนำแบรนด์ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงอันยาวนานในประเทศฝรั่งเศสอีกแบรนด์หนึ่ง Maison de la Truffe เข้ามาภายใต้บริษัท House of Truffle ที่แยกตัวออกมาดูแล Maison de la Truffe โดยเฉพาะ ซึ่งตัวธุรกิจนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ส่วนแรกคือร้านอาหารที่เป็นลักษณะ Fine Dining โดยมีเมนูที่ใช้เห็ดทรัฟเฟิลเป็นส่วนประกอบในทุกจาน และในส่วนของบูธีกขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเห็ดทรัฟเฟิลทั้งหมด

fu7a4492

คุณก้องได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติฝรั่งเศสจากเมืองปารีส Maison de la Truffe นั้นเกิดขึ้นจากความบังเอิญ เนื่องจากหนึ่งในหุ้นส่วนปัจจุบัน คุณนัท – อภิชาติ ลีนุตพงษ์ แนะนำให้ไปทานที่ร้านนี้ตอนไปเที่ยวที่ปารีส ซึ่งเป็นร้านที่โดดเด่นในเรื่องของเห็ดทรัฟเฟิล เมื่อไปทานก็ติดใจ ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคไทยก็มีความตื่นตัวกับเห็ดทรัฟเฟิล จึงเกิดความสนใจในแบรนด์นี้ “ผมจึงติดต่อซีอีโอไปทันที สืบทราบมาว่าเค้าจบจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ซึงเราเองก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่เช่นกัน ทำให้คุยกันถูกคอ และสามารถทาบทามมาเปิดได้เป็นแห่งเดียวในเอเซีย ผนวกกับได้หุ้นส่วนสำคัญอีกสี่ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีศักยภาพในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น อภิชาติ ลีนุตพงษ์ วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ เฉลิมชัย มหากิจศิริ และ สราลัญ วัชรพล ทุกอย่างจึงลงตัวและได้เปิดตัวงาน Grand Opening ของร้านไปเมื่อเร็วๆ นี้” และการันตีความอร่อยด้วยคิวจองโต๊ะที่เต็มยาวข้ามเดือน

fu7a4483

Luxury Category
คุณเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมลักชัวรี่ในด้านใดบ้าง
Gastronomy อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอาหาร ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น Luxury Food หรือ Fine Dining เสมอไป เพราะมันจะค่อนข้างจำกัดโอกาสในการกิน เป็นช่วงของวันสำคัญหรือวันพิเศษเท่านั้น ผมไม่อยากจำกัดตัวเองอยู่ในกลุ่มอาหารที่เป็นลักชัวรี่อย่างเดียว ในอนาคตข้างหน้าผมอยากเติบโตในสาขา Everyday Food อีกด้วย

My Passion
สิ่งที่คุณชอบและหลงใหลในงานที่ทำคือ
งานทุกงานจะประสบความสำเร็จได้และเหนื่อยน้อยหน่อยหากเป็นสิ่งที่เรารักและหลงใหล และสำหรับผมสิ่งนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับอาหาร และเป็นที่มาของเมนูต่างๆ ในร้านของผมที่ผมเชื่อว่าลูกค้าน่าจะชอบ

Biggest Challenge
ความท้าทายที่คุณพบในการทำงานคือ
การทำร้านอาหาร เกี่ยวข้องกับเรื่องของงานบริการ ดังนั้นอันดับแรกคือการลดจำนวน Complain จากลูกค้าในร้านอาหารให้ได้มากที่สุด ช่วงไหนที่เราสามารถลดการ Complain ลงได้แล้ว จากวันละหนเป็นสัปดาห์ละหน ผมถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เนื่องจากลูกค้ามีความคาดหวังสูงและแตกต่างกันไป การที่เราจะทำให้ลูกค้าทุกคนพอใจนั้นเป็นความท้าทายอย่างมาก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำไม่เรียบร้อยก็สามารถกลายเป็น Complain ได้หมด

อันดับที่สองคือเรื่องของทีมงาน ในอุตสาหกรรมการบริการนั้นไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ต้องใช้การเทรนนิ่งอย่างมาก เพื่อให้ได้ซึ่งมาตรฐานที่สูง และการหาบุคคลากรที่เหมาะสมนั้นก็มิใช่เรื่องที่ง่ายเลย

fu7a4529

2016 Work Priority
ในปี 2016 นี้ สิ่งที่คุณจัดอันดับให้ความสำคัญมากที่สุดในการทำงานคือ
สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ในส่วนของชีวิตครอบครัวผมพยายามหาเวลาอยู่กับครอบครัวให้มากๆ ทั้งภรรยาและลูกชาย น้องเรย์วัย 14 เดือน ให้เราได้ใช้เวลาร่วมกันมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ในส่วนของการทำงาน ผมอยากให้ทุกแบรนด์ที่ดูแลนั้นเติบโด และมีศักยภาพที่จะขยายต่อไป

Proudest Achievement
ความสำเร็จที่ได้จากการทำงานครั้งใหญ่ของคุณคือ
ผมภูมิใจในระดับหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกจากต่างประเทศให้มาเปิดที่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Pierre Herme หรือ Maison de la Truffe โดยที่ตัวผมเป็นคนเจรจาเอง ตรงนี้ต้องให้เครดิตกับครอบครัวผมที่มีรากฐานที่ดีมา ทำให้เค้าไว้วางใจให้เรานำแบรนด์เข้ามาเปิด เราจึงไม่อยากทำให้เค้าผิดหวัง ผมจึงตั้งใจดูแลแบรนด์ต่างๆ อย่างดีและอยากนำพาแบรนด์ต่างๆ ให้เติบโตไปด้วยกัน

Definition of “Luxury”
นิยามของคำว่า “Luxury” ในแบบของคุณคือ
ความสะดวกสบายในกรอบที่เรารับได้ หรือวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง มากกว่าสิ่งของหรูหราที่มีเพียงมูลค่าทางราคา

fu7a4531

3 Words Self-Definition
หากจะใช้คำเพียง 3 คำ ที่จะอธิบายถึงตัวคุณได้อย่างชัดเจนที่สุด คำเหล่านั้นคือ
Respect ให้เกียรติผู้คนรอบด้านเสมอ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีเงินหรือไม่
Compromise การบริหารองค์กรของผมเริ่มจากตัวเองคนเดียว ไปจนถึงปัจจุบันมีพนักงานกว่า 300 คน ผมต้องอาศัยความประนีประนอมต่างๆ ในการบริหารจัดการบุคคลากร
Details ผมเป็นคนที่มีความละเอียดสุดๆ และการที่ผมจะหาบุคคลากรที่จะสอนให้มีความละเอียดเท่ากับผมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

2 Luxury Objects
2 ชิ้นของสะสมที่คุณครอบครอง หรือมองว่ามีคุณค่าแก่การสะสม
กำไลหินข้อมือหินนำโชค เป็นกำไลที่ภรรยาให้มา ผมต้องใส่ติดตัวเสมอ เพราะเป็นหินมงคลที่เหมาะกับดวงเรา เมื่อใส่แล้วก็โชคดี
เบอร์โทรศัพท์ เป็นเบอร์ที่ภรรยาหาให้มาเช่นกัน เมื่อก่อนเป็นคนที่ชอบเลข 7 มาก ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนรถหรือเบอร์โทรศัพท์ต้องมีเลข 7 เสมอ แต่ภรรยาหาเบอร์ใหม่ที่เป็นเลข 3 เพราะเหมาะกับดวง มีโชคลาภ ได้ในสิ่งที่ต้องการ ทุกอย่างลงตัวหมด

Luxury Place
สถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวที่คุณมองว่าเป็นเลิศที่สุด
ผมเป็นคนชอบทะเล ที่ผมเคยไปมาก็น่าจะเป็น Maldives หากในเมืองไทยก็ประทับใจที่กระบี่ และในอนาคตอยากหาโอกาสไปเที่ยวที่ Bora Bora

Luxury Time
ช่วงเวลาที่แสนหรูหราน่าประทับใจ
การใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกของผมเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับผม

Luxury Reward
รางวัลที่คุณมอบให้ตัวเองเมื่อประสบความสำเร็จ
ผมให้รางวัลตัวเองกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่นสูทหรือรองเท้าที่ใส่ไปทำงาน เพราะการแต่งกายก็เปรียบเสมือนการทำแบรนด์ดิ้งตัวผมเองก็เหมือนแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์ที่ผมนำเข้ามาผมจึงต้องให้เกียรติกับแบรนด์ที่เราดูแล โดยแบรนด์สูทที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ Tom Ford เพราะสามารถสัมผัสได้ถึงคุณภาพของผ้าและการตัดเย็บ ต่างกับสูททั่วไปอย่างมาก

Luxury Thoughts
คติในการดำเนินชีวิต หรือคำสอนที่มีคุณค่า
“อย่าลืมตัว” โดยคำสอนนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกขณะของชีวิต แม้เราจะประสบความสำเร็จในจุดที่สูงเท่าใด หากเราลืมตัว ก็สามารถดึงเรากลับมาอยู่ในจุดต่ำที่สุดได้

fu7a4389

My Hero
บุคคลที่คุณชื่นชมให้เป็น HERO ในดวงใจ
หากในสายการเมือง ก็จะเป็นคุณพ่อ คุณกร ทัพพะรังสี แต่หากเป็นในสายธุรกิจและการดำเนินชีวิต ก็จะเป็นภรรยาของผม เพราะคุณณาเป็นคนที่ทำอะไรมีขั้นตอน ปัจจุบันเธอดูแลกิจการอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้านอย่างเต็มตัว เป็นผู้ที่สามารถบริหารเวลา งบประมาณ และบุคคลากร ได้อย่างดีเยี่ยม

Related Post

104140557-co-founders_jake_kassan_and_kramer_laplante-600x400

เรียนไม่จบแล้วไง? เด็กหนุ่มอายุ 25 กับธุรกิจ (เกือบ) 2,000 ล้าน

Jake Kassan คือเด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ที่ทิ้งการเรียนจากโรงเรียนในแคลิฟอร์เนียไปตั้งแต่อายุ 19 ปี “ผมลองคิดย้อนกลับไป ถ้าตอนนี้ผมยังเรียนหนังสืออยู่ ป่านนี้ก็คงจะมีใบปริญญากับเขาสักใบ” “แต่ผมเป็นคนมีเป้าหมายทางการเงินตั้งแต่เด็ก ซึ่งการนั่งอยู่ในห้องเรียนเพื่อทำรายงานส่งอาจารย์ไม่มีประโยชน์อะไรกับผม” ปัจจุบันเขาคือเจ้าของแบรนด์นาฬิกา MVMT

screen_shot_2016-12-07_at_2-04-56_pm

เขาเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางที่ทำธุรกิจส่วนตัว “การที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัว มันจะช่วยผลักดันคุณให้รู้จักวิธีการหาเงิน” ตอนเขาอายุ 12 ปี เขานำอมยิ้มที่พ่อเขาได้มาขาย โดยขายอันละ 25 เซนต์ และขาย 5 อันต่อ 1 ดอลลาร์ เขาสร้างกำไร 300-400 ดอลลาร์ภายในไม่กี่อาทิตย์ ตอนเขาอายุ 17 ปี เขาทำเสื้อยืดสกรีนลายเรืองแสง ซึ่งก็กลายเป็นสิ่งที่นักเที่ยวกลางคืนชอบนำไปใส่ตามผับบาร์

104140532-nitelife_designs_2_002-600x400

เขาเริ่มจากการสร้างเว็บไซต์ NiteLifeDesign.com ซึ่งโปรโมทโดยการใช้คลิปวิดีโอบน Youtube และประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยยอดวิวที่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านวิวต่อคลิป ซึ่งเขาสามารถสร้างรายได้จากเว็บไซต์ของเขาเฉลี่ย 10,000 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์

screen_shot_2016-12-07_at_2-05-10_pm

เมื่อเขาเริ่มแบรนด์นาฬิกา MVMT กับเพื่อนของเขา Kramer LaPlante ในปี 2013 เขาระดมทุนผ่านเว็บไซต์ indiegogo.com ได้เงินมาลงทุนราว 300,000 ดอลลาร์ โดยมีกลยุทธ์ที่ว่าเน้นการขายออนไลน์เพื่อตัดค่าพ่อค้าคนกลางและร้านค้า จะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ของคุณภาพเดียวกันกับแบรนด์อื่นๆ ในราคาที่ถูกกว่า “เพราะเราทั้ง 2 คนชอบนาฬิกา จึงเลือกทำธุรกิจนี้ ประกอบกับการเติบโตของ e-commerce ที่ถือว่าเราลงสนามแข่งได้ทันเวลา เราเริ่มธุรกิจนี้ตอนอายุแค่ยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปีเท่านั้น”

ปัจจุบันแบรนด์ MVMT มีพนักงาน 25 คน และได้ขายนาฬิกาไปกว่า 600,000 เรือนทั่วโลกภายใน 3 ปี บริษัทแห่งนี้มีมูลค่าราว 1,980 ล้านบาท

Related Post

brucelee1-1-jpg

ตัวตนอีกด้านของ Bruce Lee เจ้าพ่อภาพยนตร์บู๊ชาวเอเชีย

บรูซ ลี ถือเป็นดาราเอเชียยุคแรกๆ ที่ก้าวเข้าสู่วงการฮอลลีวูดได้อย่างเต็มตัว เขาได้รับบทนำจากภาพยนตร์เรื่อง Enter the Dragon (1973) ซึ่งในตอนแรกนั้นสตูดิโอต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียง ‘หนังแอ็กชั่นไร้สมองดูสนุกๆ’ และตัดบทในส่วนที่ว่าด้วยปรัชญาตะวันออกจนหมด นั่นก็ทำให้ลีหายหน้าไปจากกองถ่ายถึงสองสัปดาห์ โดยเขายืนกรานว่าศิลปะกังฟูและปรัชญาตะวันออกนั้นต้องอยู่ด้วยกันเหมือนกับกายและจิต ตราบใดที่สตูดิโอ ผู้กำกับ และผู้สร้างไม่สามารถทำความเข้าใจจุดนี้ได้ เขาก็จะปฏิเสธที่จะรับบทนำ … และลีก็ทำสำเร็จ โดยได้สอดแทรกปรัชญาตะวันออกลงไปในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเป็นครั้งแรก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายเพียงนิดเดียว ลีก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเสียก่อน … อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ขึ้นเป็นหนึ่งในทำเนียบภาพยนตร์คลาสสิกของ Library of Congress ประเทศสหรัฐอเมริกาไป

brucelee3-jpg

ลีเชื่อว่าปรัชญาต่างๆ นั้นไม่สามารถแยกออกจากชีวิตประจำวันได้ เหมือนกับร่างกายและจิตใจที่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตต่อไปได้ เขาพกสมุดจดขนาดจิ๋วติดตัว และจดทุกอย่างไว้ในนั้นตั้งแต่ตารางการออกกำลังกาย เบอร์โทรศัพท์ของลูกศิษย์ (ที่มีคนดังอย่างชัค นอร์ริส และสตีฟ แม็คควีนรวมอยู่ด้วย) ไปจนถึงบทกลอน บทรำพึง และความคิดเห็นเรื่องปรัชญาส่วนตัวของเขา … ซึ่งจากลายมือที่เรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในหน้ากระดาษจิ๋วๆ นี้ก็บอกได้ว่าลีนั้นเป็นคนที่เคร่งครัด และมีวินัยมากแค่ไหน

ซึ่งเว็บไซต์ข่าวชื่อดังอย่าง brainpickings.org ก็ได้รับอนุญาตจาก Bruce Lee Estate ได้เผยแพร่ทั้งภาพส่วนตัวของเขา และภาพถ่ายจากสมุดโน้ตในช่วงปีค.ศ. 1968 ของเขา (ซึ่งเป็นช่วงก่อนวันเกิดครบรอบ 28 ปีของลี) ซึ่งเต็มไปด้วยไดอารี่ และข้อคิดต่างๆ มากมาย ดังภาพ

brucelee_notebook_brainpickings-jpg

ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับคนที่จะมาเป็นตำนานของโลกใบนี้
Source by : https://www.brainpickings.org/2016/08/01/bruce-lee-notebook/
Photography: Courtesy of The Bruce Lee Foundation Archive

Related Post

fatherofournation3

5 นิทรรศการน่าเยี่ยมชมในวันหยุดต้นสัปดาห์แบบนี้

Father of our Nation – พ่อหลวงของแผ่นดิน

WHEN: 30 พฤศจิกายน 2016 – 6 มกราคม 2017

WHERE: ชั้น G ศูนย์การค้าเกษร

ศูนย์การค้าเกษรร่วมือกับศิลปิน 32 ชีวิตจัดแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์จำนวน 32 ภาพและเชิญให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลผลงาน และนำรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการประมูล (ไม่หักค่าใช้จ่าย) ร่วมสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยศิลปินแต่ละคนก็ถ่ายทอดความรัก และความผูกพันที่มีต่อพระองค์ท่านผ่านความทรงจำอันทรงคุณค่าของแต่ละคน จึงมีผลงานที่หลากหลายแตกต่างไปตามเทคนิค แนวคิด และความทรงจำนั่นเอง

9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9

WHEN: ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

WHERE: DUKE Contemporary Art Space ชั้นหนึ่ง ศูนย์การค้าเกษร

เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงคุณงามความดีและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ล่วงลับ ศิลปินชั้นนำของประเทศจำนวน 9 ท่านจึงร่วมมือกันจัดงานแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์สวรรคต ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2016 โดยแต่ละภาพนั้นก็ได้แรงบันดาลใจและที่มาที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือความรัก ความเทิดทูน และความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบหาที่สุดมิได้

Brand New Art Project 2016

WHEN: 19 พฤศจิกายน 2016 เป็นต้นไป

WHERE: หลายแกเลอรี่ทั่วกรุงเทพฯ

อาร์ตโปรเจ็กต์ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้มีพื้นที่แสดงผลงาน โดยมีภัณฑารักษ์คนเก่งอย่างอังกฤษ อัจฉริยโสภณ เป็นผู้จัดการคัดเลือกงานศิลปะของศิลปินหน้าใหม่ (ไม่ได้แปลว่าศิลปินอายุน้อย แต่เป็นศิลปินที่เพิ่งจะเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน) ในหลากหลายมีเดียมทั้งภาพถ่าย งานศิลปะจัดวาง ภาพวาด ผลงานดิจิตอล และอื่นๆ ซึ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายแกเลอรี่ในเครือข่ายคนรักงานศิลป์เช่นเดิม สามารถเช็ควันและเวลาของการแสดงงานแต่ละที่ได้ที่ FB: BRANDNEW Art Project ซึ่งงานส่วนใหญ่จะแสดงยาวไปจนถึงเดือนมกราคม 2017

SKY: A Faces/NOW Exhibition

WHEN: 25 พฤศจิกายน – 24 ธันวาคม 2016

WHERE: Case Space Revolution 11AM – 7PM (ปิดทุกวันจันทร์)

นิทรรศการภาพถ่ายจากโครงการ FACES/NOW Art Therapy Program ซึ่งเป็นผลงานของเยาวชนในโครงการ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับความช่วยเหลือจาก The Hub Saidek หรือศูนย์ช่วยเหลือเยาวชนในพื้นที่เขตป้อมปราบ โดยเข้าร่วมโครงการถ่ายภาพเพื่อเรียนรู้การใช้กล้อง และการถ่ายภาพหลายเทคนิคเป็นเวลา 12 สัปดาห์ และนำมาจัดนิทรรศการนี้

ในหลวง … ในดวงใจราษฎร์

WHEN: วันนี้ – 31 มกราคม 2017

WHERE: ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

นิทรรศการหมุนเวียนที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักของคนไทยทั้งประเทศ พร้อม ‘ต้นไม้ของพ่อ’ ที่กระตุ้นให้ประชาชนร่วมเขียนสิ่งที่ตั้งใจจะทำดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

Related Post

6350ee2f19a6fa37a922beeae7547880

เปิดประวัติเน็ตไวรัล ‘Mannequin Challenge’

เป็นไวรัลทางอินเตอร์เน็ตที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มเด็กมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งจาก Jacksonville High School ในรัฐฟลอริด้า ซึ่งเป็นกลุ่มริเริ่ม Mannequin Challenge แน่นอนว่าเมื่อกิจกรรมนี้ดัง เหล่าผู้คนรวมไปถึงดาราและคนดังก็ต่างทำชาเล้นจ์นี้มากมาย จริงๆ แล้วไวรัลนี้คืออะไร และต้องทำอย่างไรกันแน่
ตอนแรก (แบบแรกสุดๆ) กลุ่มเด็กมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งจาก Jacksonville High School ได้เริ่มต้นการเล่นที่ว่านี้ แต่ยังไม่มีการใช้เพลงใดๆ จนกระทั้งเด็กนักเรียน Ontario High School ในแคลิฟอร์เนียนำเพลงชื่อว่า Black Beatles จากศิลปินคู่หู Rae Sremmurd (อ่านกลับหลังก็จะได้ Drummers Ear) มาใส่ ส่งผลให้คลิปดังเป็นพลุแตก เวลาเล่นคือทุกคนต้องอยู่นิ่งๆ รอให้กล้องแพนไป แล้วเราก็ชอบที่จะจ้องหาคนที่แอบขยับหรือกะพริบตา แต่แหงล่ะ เมื่อบางคนนำไปทำต่อแบบอื่น (หรือแค่อยากทำตามเฉยๆ) ก็อาจทำให้สื่อความหมายผิดไปบ้าง อันที่จริงสิ่งนี้ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว แต่ถ้าหากคุณอยากจะชาเล้นจ์จริงๆ คุณก็ต้องใช้เพลงที่เขากำหนดมาให้นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นการชาเล้นจ์ที่ว่ามันก็คงไม่ได้มีความหมายอะไรเพราะมันผิดมาตั้งแต่คนแชร์แล้วใช้เพลงผิดตั้งแต่แรกแล้ว
แต่แม้กระทั่งเหล่าเซเลบริตี้รุ่นใหญ่อย่างบียองเซ่กับเดสตินีชายด์ก็กลับมารวมตัวกันเพื่อทำชาเล้นจ์นี้ หรืออดีตสตรีหมายเลข 1 คนล่าสุดของอเมริกาก็ยอมรับกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ … ไม่อย่างนั้นมันคงเหมือนการที่คุณเต้นฮาเล็มเชคกับเพลงคันทรี (ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอยู่ดี) เพราะมันไม่ใช่เพลงที่เขาไว้ใช้ในชาเล้นจ์ และก็เป็นเพราะกิจกรรมนี้นี่เองที่ดันให้เพลง Black Beatles ติดอันดับท็อปชาร์ต เพราะจำนวนการกดเล่นในโปรแกรมเล่นเพลง Pandora เพิ่มขึ้นประมาณ 1,118% และมียอดไลค์เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านไลค์ และมีสถานีวิทยุมากมายติดเพลงนี้เข้าไปในชาร์จ
Mannequin Challenge โดยคู่หูศิลปิน Rae Sremmurd


พอล แมคคาร์ธี่ สมาชิกจาก The Beatles ตัวจริงยังออกมาเล่น

screen_shot_2016-11-29_at_6-07-32_pm-copy

ดิปโล
screen_shot_2016-11-29_at_7-00-40_pm
อเดล
screen_shot_2016-11-29_at_6-59-30_pm
เจมส์ คอร์เดน
screen_shot_2016-11-29_at_6-59-54_pm
ฮิลลารี คลินตัน
screen_shot_2016-11-29_at_6-59-00_pm

Related Post

w35

หากคุณคลั่งไคล้การปั่นจักรยาน Copenhagen คือเมืองที่คุณไม่ควรพลาด

Copenhagen on Bicycle

หากคุณเป็นคนที่คลั่งไคล้การปั่นจักรยาน หรือเห็นคนอื่นปั่นจักรยานแล้วมีความสุข อาจด้วยพลังงานจากทั้งผู้คนที่เคลื่อนไหวไปมา Copenhagen เมืองหลวงแห่งประเทศเดนมาร์กคือเมืองที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

dscf0782_w1

ด้วยระยะทางการบินจากกรุงเทพมหานครของเราถึงโคเปนฮาเกน หรือที่คนท้องถิ่นออกเสียงว่า คู้บ เบ็น ฮ้าว” เพียง 11 ชั่วโมง (หากบินตรง) หรือหากต้องต่อเครื่องจากลอนดอนก็ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

dscf0766_w1

ในยุคที่ผู้คนดูเหมือน “รักโลก-รักเรา” อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมืองนี้ที่วางแผนว่าจะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้พลังงานแบบดั้งเดิมทั้งหมด 100% โดยพลังงานหมุนเวียนนั้นก็ได้แก่ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จทั้งเมืองให้ได้   ภายในปีค.ศ. 2050 เราจึงมองเห็นกังหันลมขนาดยักษ์สีขาวหมุนไปหมุนมาดูเพลินตาดี

dscf0721_w1

ก่อนที่เครื่องจะแลนด์ลงบนแผ่นดินเดนมาร์ก เราขอแนะนำให้คุณมองออกมาจากช่องหน้าต่างเครื่องบินเพื่อชื่นชมถนนเชื่อมระหว่างเมืองโคเปนเฮเกนกับเมืองแมลหมู (Malmö) ประเทศสวีเดน เป็นอุโมงค์  ลอดใต้ทะเลออเรซุนด์ (Øresund) สะพานแห่งนี้มีความยาว 8 กิโลเมตรจากอ่าวสวีเดนมาจนถึงเกาะที่ถมทะเลและอุโมงค์ความยาว 4 กิโลเมตรจากเกาะเพเบอร์ฮอล์ม (Peberholm) จนถึงโคเปนเฮเกน ซึ่งเปิดใช้  เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2000 ถนนเส้นนี้ช่วยทำให้การคมนาคม  กับคนในแสกนดิเนเวียและนักท่องเที่ยวสามารถนำจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเพื่อไปมาหาสู่กันได้อย่างสบายใจ

dscf0949_w1

กระบวนการพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไม่เข้มงวดเลยสักนิด ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเราได้ผ่านการออกวีซ่ากลุ่มประเทศเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดมากที่สุดมาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามมากมายเหมือนกับการเดินทางเข้ามหานครลอนดอนหรือเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป

dscf0864_w1

การเดินทางมาโคเปนเฮเกนในครั้งนี้ของเราไม่มีจุดหมายสำคัญนอกจากตั้งใจว่าจะไปดูงานศิลปะที่ Museum of Modern Art LOUISIANA มีงานประติมากรรมกลางแจ้ง และงานของศิลปินเลื่องชื่ออย่าง Yayoi Kusama (ยาโยอิ คุซามะ) ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปิน แขนงอื่นๆ สร้างสรรค์ผลงานแตกหน่อออกไปอย่างไร้ขีดจำกัด งาน Installation “Gleaming Lights of the Souls” จัดแสดงไว้ในห้องเล็กๆ ทำให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมปลดปล่อยจินตนาการโดยไม่ต้องรอคิวยาวเหยียดเหมือนจัดแสดงที่ลอนดอน

dscf0724_w1

แน่นอนว่าก่อนกลับขอแนะนำให้แวะที่ร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ “Louisiana Butik” ที่ขนงานดีไซน์จากนักออกแบบทั้ง  ชาวเดนิชเองและจากประเทศเพื่อนบ้านมีตั้งแต่งานเซรามิก งานผ้า น้ำหอม ถ้วยโถโอชาม หรือแม้แต่หนังสือดีๆ ที่อาจหาที่อื่นได้ เรียกว่ามีของให้ช็อปตั้งแต่หลักสิบยันหลักหมื่น (โครน) และที่ห้ามพลาดคือการนั่งชิลด์จิบกาแฟที่ Louisiana Cafe เลือกที่นั่งริมระเบียงเพื่อมองวิวริมทะเลจะช่วยทำให้คุณผ่อนคลายพร้อมๆ ไปกับพักสายตาด้วยประติมากรรมชิ้นเอกจากประติมากรชาวอเมริกันเลื่องชื่อ Alexander Calder (อเล็กซานเดอร์ คัลเดอร์)

The Nyhavn docks become alive as the sun sets in this Danish summer night.

เราได้รับการดูแลอย่างดีจากคุณกอล์ฟ – ยศอนันต์ มากสมบูรณ์ เพื่อนรุ่นน้องที่มาใช้ชีวิตตามประสาคติ Slow Life อยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้มานานถึง 17 ปี คุณกอล์ฟมีภรรยาเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และมีลูกน้อยหน้าตาหล่อเหลามาก คาดเดาว่าโตขึ้นสามารถเป็นนายแบบได้อย่างสบาย

dscf0980_w1

ก่อนเรามาคุณกอล์ฟช่วยทำการบ้านให้ด้วยการแนะนำให้เราซื้อ Copenhagen Card ด้วยคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการของบัตรที่จะทำให้เราสามารถขึ้นรถบัส รถไฟใต้ดิน รถไฟและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไม่จำกัดถึง 73 แห่งภายในระยะเวลา 24-120 ชั่วโมงนับว่าคุ้มมากที่สุด (ราคาเริ่มตั้งแต่ 379-839 โครนสำหรับผู้ใหญ่) บัตรนี้มีจำหน่ายที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใจกลางเมืองตรงข้ามกับสวนสนุก Tivoli แลนด์มาร์กหลักของเมือง ที่สนามบิน และที่พิพิธภัณฑ์ทุกแห่ง

dscf0733_w1

การเดินทางจากในเมืองโคเปนเฮเกนเพื่อไปยัง Louisiana ต้องนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟกลางเมืองไปอีก 40 นาที เราขอแนะนำว่าคุณสามารถลงทะเบียนรับบริการ Free-Wifi ได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำเมืองเช่นกัน ช่วยประหยัดสตางค์ไปได้อีกนิดและไม่หลุดการเชื่อมต่อจากโลกโซเชียล

dscf0760_w1

หากคุณมีเวลาสัก 2 คืนในเมืองแห่งนี้ ขอแนะนำให้แวะไปทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตของคนที่นี่และประเทศใกล้เคียงรวมถึงประวัติศาสตร์ ของโลกตั้งแต่ยุคน้ำแข็งจนถึงยุคปัจจุบัน มีการจัดแสดงงานไว้เป็นหมวดหมู่เข้าใจง่ายที่ The Museum Of National History ซึ่งอยู่บริเวณเกาะใจกลางเมืองใกล้ๆกับอาคารรัฐสภา หอสมุดแห่งชาติ (หรือที่เรียกว่า The Black Diamond) หรือพระราชวังคริสเตียนเบิร์ก ไม่ว่าจะไปที่ไหน หากคุณเป็นคนชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุโรปหรือดีไซน์ร่วมสมัยแล้ว เมืองนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน โดยเฉพาะความล้ำเลิศในการจัดการกับ “ที่ว่าง” ให้ดูโล่ง เมื่อเดินหรืออยู่ในอาคารนั้นๆ จะไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด ด้วยเหตุนี้เองคนเดนิชเลยเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ระดับโลก ข้อนี้เราคิดเอาเองเพราะความมหัศจรรย์แห่งความ “ว่าง” ที่สถาปนิกนักออกแบบตกแต่ง นักจัดวางภูมิทัศน์ ฯลฯ หรืออาจเหมาเอาได้ว่าคน  ที่นี่มีความว่างที่เป็นบ่อเกิดของการกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ให้ทำงานอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ

dscf0772_w1

เสร็จจากเดินชมพิพิธภัณฑ์แล้วก็ควรหาเวลาเดินเล่น หรือปั่นจักรยานที่มีให้ยืมทั่วไป จักรยานรุ่นใหม่นำทางด้วยระบบ GPS ใช้ระบบการจ่ายด้วยเครดิตการ์ดไม่ค่อยได้รับความนิยมในหมู่ชาวเมืองด้วยกัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วได้รับความนิยมพอสมควร การแข่งขันให้เช่าจักรยาน   ก็ดูเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก มีจักรยานให้เลือกเช่าหลายแบบ เช่น แบบมาตรฐาน (2 ล้อ) ราคา 110 โครน (ต่อ 24 ชั่วโมง) หรือแบบครอบครัว (3 ล้อที่มีที่นั่งกระบะด้านหน้า) ราคา 450 โครน (ต่อ 24 ชั่วโมง)

golfcopen_w1

หรือหากจะออกแรงเดินให้เพลินๆ สามารถทำได้โดยไล่ไปตั้งแต่อาคารหอสมุดหรือที่รู้จักกันในชื่อ The Black Diamond ไปจนถึงบริเวณท่าจอดเรือ Nyh Havn เดินข้ามสะพาน Inderhavnsbroen ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ เปิดใช้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมปีนี้เอง แม้ว่าจะใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 5 ปี (ประวัติคร่าวๆ ก็คือ สะพานนี้เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 2011 ตอนแรกกะจะสร้างเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 แต่สร้างไปครึ่งปี ก็พบว่าแปลนที่วาดมามีข้อผิดพลาด จึงต้องทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พอแก้ไขเสร็จ บริษัทรับเหมาก่อสร้างเดิมที่รับผิดชอบอยู่ก็ประกาศล้มละลาย ต้องหาบริษัทใหม่มารับช่วงต่อ หลังจากนั้นก็ยังไม่หมดเรื่อง เพราะงบประมาณแรกที่ตั้งไว้ 220 ล้านโครนนั้น ใช้ไปหมดจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำต้องอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมมาอีก  100 ล้านโครน จึงเสร็จจนได้) นับเป็นสะพานแห่งมิตรภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจริง ชาวเมืองโคเปนเฮเกนล้วนภาคภูมิใจ สะพานนี้เองเชื่อมระหว่าง Nyhavn ไปจนถึง Christianhavn และมีสะพานเล็กเชื่อมไปที่เกาะกระดาษ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Copenhagen Street Food ที่ชื่อว่าเกาะกระดาษ (PapirØen) ก็เพราะว่าสมัยก่อนเป็นที่ตั้งของโรงงาน ทํากระดาษ ที่นี่ประกอบไปด้วยร้านอาหารนานาชาติ มีร้านอาหารไทย เกาหลีญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ มากมายถึง 35 ร้าน บาร์เบียร์หลากสัญชาติ   5 แห่ง ห้องน้ำใหญ่โตกว้างขวางมีพื้นที่นั่งด้านนอกรับลมริมทะเลเป็นแหล่ง แฮงค์เอาท์ของคนหนุ่มสาว วัยทำงาน นักท่องเที่ยว เรียกว่าเป็นโครงการนำเอาอาคารเก่าที่เคยเป็นโรงงานกระดาษมาปรับใช้พื้นที่เพื่อการสันทนาการ ให้สอดรับกับวิถีคนเมือง จุดนี้เองที่ทำให้โคเปนเฮเกนมีชีวิตชีวาไม่ดูอึมครึมหรือเงียบเหงาเหมือนบางเมืองในยุโรปที่เคยไปมา

dscf1037_w1

แค่เดินเล่นในโคเปนเฮเกนรับพลังงานจากคนทุกเพศทุกวัยที่ขับขี่จักรยานวนเวียนไปมาตั้งแต่เช้ายันดึก (หนุ่มสาวและคนวัยทำงานชอบออกมาดื่มด่ำรับลมยามค่ำคืนกันมาก ที่นั่งด้านนอกบาร์จึงมักได้รับ ความนิยม ช่วยเพิ่มอรรถรสการเป็นนักสังเกตการณ์ได้เป็นอย่างดี    หากจิบเบียร์ Tuborg ด้วยก็จะได้อารมณ์มาก) เดินเล่นๆ สูดรับอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล มองเห็นคนใช้ชีวิตกลางแจ้งเล่นเรือใบ ว่ายน้ำ ตกปลา กีฬาทางน้ำแทบทุกชนิด ก็นับว่าเพียงพอต่อการมาชาร์จแบตเพิ่มพลังให้กับชีวิตแล้ว รับรองว่าไฟในตัวคุณจะลุกโชนจนอยากหาจักรยานเอาไว้ปั่นสักคัน

 

Related Post