เรื่องราวรักสามเส้าเราสามคนวุ่นๆ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘จำเนียร วิเวียน โตมร’

ภาพยนตร์เรื่อง ‘จำเนียร วิเวียน โตมร’ ของยอร์ช – ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ผู้กำกับอารมณ์ดีเจ้าของผลงานคอมเมอดี้ ‘สุดเขตสเลดเป็ด’ และ ‘คุณนายโฮ’ ถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงมากฝีมือทั้งชมพู่ – อารยา เอ. ฮาร์เก็ต บอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และอาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ เล่าเรื่องราวของวิเวียน หญิงสาวนิสัยลังเลที่เอาชีวิตและการตัดสินใจไปฝากไว้กับศาลพระภูมิโดยอธิษฐานขอให้ได้ผู้ชายดีๆ มาแต่งงานด้วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเล่นตลกโดยการส่งจำเนียรและโตมร สองอันธพาลจากแก๊งอันธพาลใหญ่มาหลงรักเธอพร้อมๆ กัน และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความรักที่แท้จริงที่ทั้งคู่มีให้กับวิเวียน จำเนียรและโตมรจึงต้องกลับตัวเป็นคนดีเพื่อเอาชนะใจเธอให้ได้ และวันนี้ ลอปติมัม ก็ชวนจำเนียร วิเวียน และโตมรมาแปลงโฉมถ่ายภาพแฟชั่นให้ได้อารมณ์รักสามเส้าแบบเท่ๆ พร้อมจับเข่าคุยกันถึงเรื่องราวสนุกๆ จากภาพยนตร์

คุยกับจำเนียร

บอยลงนั่งให้สัมภาษณ์กับเราอย่างกระตือรือร้น ขัดกับคาแร็กเตอร์อันแสนสุขุมที่เขาได้รับในภาพยนตร์อย่างสิ้นเชิง “จำเนียรเป็นเพื่อนสนิทกับโตมรครับ ทั้งสองคนมีนิสัยที่ทั้งเหมือนและต่างกัน คือ เหมือนกันในแง่ที่เป็นคนเจ้าชู้ รักสนุก แต่ต่างกันตรงที่จำเนียรจะเป็นฝั่งนิ่ง ส่วนโตมรจะเป็นฝั่งโผงผาง จำเนียรจะเป็นคนที่แสดงออกน้อยๆ ยกตัวอย่างเวลามีคนเรียก เขาจะไม่หันทั้งตัว แต่จะเหล่ตามองเอา” บอยลดท่าทีกระตือรือร้น ของตัวเองลง พลางเหลือบตาตามบทที่เขาพูดถึงให้เราดู “อะไรประมาณนี้ครับ และเขาก็เป็นคนช่างสังเกต และทำอาหารเก่งด้วยนะ”

ตามบทที่ต้องแข่งกับโตมรเพื่อจีบวิเวียน แต่ก็มักจะขยับตัวช้ากว่าเพื่อนสนิทเสมอ จำเนียรจึงต้องมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นกว่าโตมรแบบเห็นได้ชัดเจน “จำเนียรเต้นรำเก่งมากครับ ผมถึงขั้นต้องไปเรียนเต้นโดยเฉพาะเลยนะครับ นอกเหนือไปจากเรียนบทบู๊แล้ว ก็มีเรียนเต้นนี่ล่ะครับ เพราะจำเนียรเขาบู๊ไม่เท่าโตมร” ระหว่างให้สัมภาษณ์ เราเห็นว่าบอยมีอาการอยู่ไม่สุขตลอดเวลา “ใช่ครับ” เขาตอบกลั้วหัวเราะเมื่อเราทัก “ผมเป็นคนไม่ค่อยอยู่นิ่ง เป็นประเภทเล่นใหญ่ เวลาพูดจาก็ออกท่าออกทางใหญ่ แต่จำเนียรจะเป็นประเภทแสดงออกน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นคนละคนเลยครับ”

“ผมคิดว่าภาพยนตร์ประเภทแอ็กชั่นคอมเมอดี้ไม่ค่อยมีในเมืองไทยนะครับ และเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากพวกเราให้กับคนไทยแล้วกันเนอะ เป็นของขวัญที่จะส่งความสุขให้ทุกๆ คน ทีมงานทุกคนตั้งใจมากที่จะให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาดีที่สุด ก็ไปดูกันนะครับ” บอยทิ้งท้าย

คุยกับวิเวียน

เรื่องราวป่วนๆ ในภาพยนตร์นี้เกิดขึ้นเมื่อวิเวียนตัดสินใจไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้ผู้ชายดีๆ มาแต่งงานด้วย “เป็นผู้หญิงที่ลังเลทุกอย่าง ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย กลัวไปทุกอย่าง เอาชีวิตไปผูกกับอย่างอื่นหมด ซึ่งไม่ใช่คาแร็กเตอร์เราเลยนะ” ชมพู่เปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงมาดมั่น “แต่เล่นบทนี้ไม่ยากมากหรอกนะ ด้วยความที่เราเคยทำงานกับพี่ยอร์ช มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็รู้สไตล์กัน พอพี่ยอร์ชบรีฟมา เราก็เล่นไปตามนั้น โจทย์มีแค่ลังเลทุกอย่าง เราก็เล่นไปตามนั้น ออกมาเป็นวิเวียนจอมลังเล” ลังเลแค่ไหน … ก็คิดดูว่า พอมีผู้ชายมาจีบพร้อมกันสองคน วิเวียนก็ไม่ตัดสินใจอะไรเลย ปล่อยลากยาวอิรุงตุงนังจนเกิดภาพยนตร์ขึ้นมาหนึ่งเรื่องเลยทีเดียว

“บทของเราไม่ได้บู๊มากมายขนาดนั้นหรอกนะ เป็นบทตลกมากกว่า ซึ่งเป็นบทที่เราสบายใจที่จะเล่นอยู่แล้ว บทอารมณ์ดีแบบนี้ แต่ก็ต้องมีไปฝึกมวยหย่งชุนเพื่อเข้าฉากด้วยนะ พอฝึกแล้วก็ชอบ เพราะเป็นศิลปะป้องกันตัวที่สอนเรื่องทิศทางของแรง เป็นความเข้าใจเรื่องสรีระ ยากนะ แต่เราชอบ อยากฝึกต่อ” ชมพู่เล่าต่อด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “เล่นไปตลกไป เราก็ชอบนะ แต่เรารู้ว่าคนดูชอบดูเราเล่นบทดราม่ามากกว่า เหมือนกลายเป็นภาพลักษณ์ประจำตัวเราไปแล้วว่าชอบเห็นเราเล่นบทร้ายๆ ซึ่งเราก็ชอบเล่นนั่นล่ะ เพราะเวลาเล่นบทที่เป็นฝ่ายถูกกระทำมากๆ ก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ใช่ทางเรา”

“เรื่องนี้เป็นนักตลกแบบสะอาดนะ ดูได้ทั้งครอบครัว” ชมพู่เอ่ยปากเชิญชวน “อยากให้ทุกคนไปหัวเราะกัน มีความสุขต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน จะได้ยิ้มได้เนอะ”

คุยกับโตมร

“รู้ไหมครับว่า โตมรแปลว่าหอก” อาเล็กเริ่มต้นบทสนทนากับเราอย่างอารมณ์ดี “ตามบทก็จะเป็นคนใจร้อนมาก อยู่แก๊งเดียวกับจำเนียร นี่ล่ะ แต่เป็นคนละสไตล์กันเลย คนหนึ่งทำอะไรช้าๆ อีกคนคิดเร็วทำเร็วไปเร็ว อย่างตอนแข่งกันจีบวิเวียน โตมรก็จะไปถึงก่อน ทำคะแนนก่อน ประมาณนั้นล่ะครับ”

หลังจากที่ตกหลุมรักวิเวียนแล้ว โตมรที่เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งอันธพาลก็ตัดสินใจที่จะหันหลังให้กับเส้นทางเดิม เนื่องจากวิเวียนต้องการ ‘คนดี’ มาแต่งงานด้วย เขาจึงตัดสินใจกลับตัวเป็นคนดี และเข้าไปขัดขวาง สมาชิกแก๊งรุ่นดั้งเดิมที่มีพฤติกรรมไม่ดี จึงถูกตามล่าจากทั้งหัวหน้าและสมาชิกแก๊งไปพร้อมกัน “โดนตามล่าอย่างเดียวไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ต้องแข่งกันจีบวิเวียนไปด้วย มันเลยเกิดเป็นความวุ่นวายไป”

เพื่อให้การแสดงเป็นไปอย่างเนียนที่สุด อาเล็กจึงทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมบทบู๊อย่างมวยหย่งชุน ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ใช้ในเรื่องเป็นส่วนใหญ่ และฝึกขี่มอเตอร์ไซค์วินเทจอย่างจริงจังเพื่อเข้าฉากได้โดยไม่ต้องอาศัยสตันท์ “ปกติผมเล่นแต่สไตล์โรแมนติกคอมเมอดี้ แต่เรื่องนี้ฉากบู๊เยอะมาก และเป็นฉากยาวๆ ด้วยครับ ต้องทวนท่ากันบ่อยๆ ไม่ให้ผิดคิว ต้องซ้อมเยอะจริงๆ วันถ่ายก็ตั้งใจมาก แสดงเองเกือบหมดครับใช้สตันท์แค่ฉากยากจริงๆ อย่างฉากตีลังกา อะไรพวกนั้นครับ”

“เล่นเป็นโตมรก็ค่อนข้างเป็นตัวเองนะครับ เขาอาจจะไม่ขี้เล่นเท่าตัวเรา แต่เขาไว เขาเร็ว เขากวน มีบางส่วนคล้ายผมอยู่พอสมควรนะครับ” อาเล็กพูดยิ้มๆ “เอาเป็นว่าช่วงนี้ใครที่เครียดๆ อยู่ ก็เข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วจะมีรอยยิ้มกลับออกมาแน่นอนครับ”

Related Post

ก้อง – กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสีแห่ง Maison de la Truffe กับบทสัมภาษณ์เรื่องความหรูหราแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

การเดินทางเข้าสู่ธุรกิจอาหารของคุณก้องนั้น คุณก้องเล่าให้ฟังว่าเกิดจากที่ส่วนตัวเขานั้นชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงไม่กี่ร้านในกรุงเทพฯ จนกระทั่งไปเรียนต่อต่างประเทศจึงได้รู้จักและมีประสบการณ์กับอาหารญี่ปุ่นในแนวฟิวชั่นมากขึ้น เมื่อ 6 ปีที่แล้วจึงได้ตัดสินใจเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมอย่าง Mugendai สาขาแรกในย่านทองหล่อ โดยเริ่มต้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหาโลเคชั่น คัดสรรพนักงาน รวมไปจนถึงเลือกหุ้นส่วนที่มีจุดแข็งในด้านต่างๆ โดยมีแนวคิดว่าจะมีหุ้นส่วนไม่เกิน 5 คน เพื่อการบริหารจัดการที่คล่องตัวกว่า

fu7a4453

ปัจจุบันคุณก้องดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารบริษัท มูเกนได จำกัด ซึ่งมีแบรนด์อยู่ภายใต้ทั้งหมด 3 แบรนด์ ได้แก่ Mugendai, Muteki by Mugendai และ Munch อีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำร่วมกับภรรยา คุณณา – อุษณา มหากิจศิริ คือนำเข้าแบรนด์มาการองชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส Pierre Herme และล่าสุดได้ตัดสินใจนำแบรนด์ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงอันยาวนานในประเทศฝรั่งเศสอีกแบรนด์หนึ่ง Maison de la Truffe เข้ามาภายใต้บริษัท House of Truffle ที่แยกตัวออกมาดูแล Maison de la Truffe โดยเฉพาะ ซึ่งตัวธุรกิจนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ส่วนแรกคือร้านอาหารที่เป็นลักษณะ Fine Dining โดยมีเมนูที่ใช้เห็ดทรัฟเฟิลเป็นส่วนประกอบในทุกจาน และในส่วนของบูธีกขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเห็ดทรัฟเฟิลทั้งหมด

fu7a4492

คุณก้องได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติฝรั่งเศสจากเมืองปารีส Maison de la Truffe นั้นเกิดขึ้นจากความบังเอิญ เนื่องจากหนึ่งในหุ้นส่วนปัจจุบัน คุณนัท – อภิชาติ ลีนุตพงษ์ แนะนำให้ไปทานที่ร้านนี้ตอนไปเที่ยวที่ปารีส ซึ่งเป็นร้านที่โดดเด่นในเรื่องของเห็ดทรัฟเฟิล เมื่อไปทานก็ติดใจ ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคไทยก็มีความตื่นตัวกับเห็ดทรัฟเฟิล จึงเกิดความสนใจในแบรนด์นี้ “ผมจึงติดต่อซีอีโอไปทันที สืบทราบมาว่าเค้าจบจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ซึงเราเองก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่เช่นกัน ทำให้คุยกันถูกคอ และสามารถทาบทามมาเปิดได้เป็นแห่งเดียวในเอเซีย ผนวกกับได้หุ้นส่วนสำคัญอีกสี่ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็มีศักยภาพในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น อภิชาติ ลีนุตพงษ์ วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ เฉลิมชัย มหากิจศิริ และ สราลัญ วัชรพล ทุกอย่างจึงลงตัวและได้เปิดตัวงาน Grand Opening ของร้านไปเมื่อเร็วๆ นี้” และการันตีความอร่อยด้วยคิวจองโต๊ะที่เต็มยาวข้ามเดือน

fu7a4483

Luxury Category
คุณเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมลักชัวรี่ในด้านใดบ้าง
Gastronomy อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอาหาร ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น Luxury Food หรือ Fine Dining เสมอไป เพราะมันจะค่อนข้างจำกัดโอกาสในการกิน เป็นช่วงของวันสำคัญหรือวันพิเศษเท่านั้น ผมไม่อยากจำกัดตัวเองอยู่ในกลุ่มอาหารที่เป็นลักชัวรี่อย่างเดียว ในอนาคตข้างหน้าผมอยากเติบโตในสาขา Everyday Food อีกด้วย

My Passion
สิ่งที่คุณชอบและหลงใหลในงานที่ทำคือ
งานทุกงานจะประสบความสำเร็จได้และเหนื่อยน้อยหน่อยหากเป็นสิ่งที่เรารักและหลงใหล และสำหรับผมสิ่งนั้นคือเรื่องเกี่ยวกับอาหาร และเป็นที่มาของเมนูต่างๆ ในร้านของผมที่ผมเชื่อว่าลูกค้าน่าจะชอบ

Biggest Challenge
ความท้าทายที่คุณพบในการทำงานคือ
การทำร้านอาหาร เกี่ยวข้องกับเรื่องของงานบริการ ดังนั้นอันดับแรกคือการลดจำนวน Complain จากลูกค้าในร้านอาหารให้ได้มากที่สุด ช่วงไหนที่เราสามารถลดการ Complain ลงได้แล้ว จากวันละหนเป็นสัปดาห์ละหน ผมถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เนื่องจากลูกค้ามีความคาดหวังสูงและแตกต่างกันไป การที่เราจะทำให้ลูกค้าทุกคนพอใจนั้นเป็นความท้าทายอย่างมาก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำไม่เรียบร้อยก็สามารถกลายเป็น Complain ได้หมด

อันดับที่สองคือเรื่องของทีมงาน ในอุตสาหกรรมการบริการนั้นไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ต้องใช้การเทรนนิ่งอย่างมาก เพื่อให้ได้ซึ่งมาตรฐานที่สูง และการหาบุคคลากรที่เหมาะสมนั้นก็มิใช่เรื่องที่ง่ายเลย

fu7a4529

2016 Work Priority
ในปี 2016 นี้ สิ่งที่คุณจัดอันดับให้ความสำคัญมากที่สุดในการทำงานคือ
สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ในส่วนของชีวิตครอบครัวผมพยายามหาเวลาอยู่กับครอบครัวให้มากๆ ทั้งภรรยาและลูกชาย น้องเรย์วัย 14 เดือน ให้เราได้ใช้เวลาร่วมกันมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ในส่วนของการทำงาน ผมอยากให้ทุกแบรนด์ที่ดูแลนั้นเติบโด และมีศักยภาพที่จะขยายต่อไป

Proudest Achievement
ความสำเร็จที่ได้จากการทำงานครั้งใหญ่ของคุณคือ
ผมภูมิใจในระดับหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกจากต่างประเทศให้มาเปิดที่ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Pierre Herme หรือ Maison de la Truffe โดยที่ตัวผมเป็นคนเจรจาเอง ตรงนี้ต้องให้เครดิตกับครอบครัวผมที่มีรากฐานที่ดีมา ทำให้เค้าไว้วางใจให้เรานำแบรนด์เข้ามาเปิด เราจึงไม่อยากทำให้เค้าผิดหวัง ผมจึงตั้งใจดูแลแบรนด์ต่างๆ อย่างดีและอยากนำพาแบรนด์ต่างๆ ให้เติบโตไปด้วยกัน

Definition of “Luxury”
นิยามของคำว่า “Luxury” ในแบบของคุณคือ
ความสะดวกสบายในกรอบที่เรารับได้ หรือวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง มากกว่าสิ่งของหรูหราที่มีเพียงมูลค่าทางราคา

fu7a4531

3 Words Self-Definition
หากจะใช้คำเพียง 3 คำ ที่จะอธิบายถึงตัวคุณได้อย่างชัดเจนที่สุด คำเหล่านั้นคือ
Respect ให้เกียรติผู้คนรอบด้านเสมอ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีเงินหรือไม่
Compromise การบริหารองค์กรของผมเริ่มจากตัวเองคนเดียว ไปจนถึงปัจจุบันมีพนักงานกว่า 300 คน ผมต้องอาศัยความประนีประนอมต่างๆ ในการบริหารจัดการบุคคลากร
Details ผมเป็นคนที่มีความละเอียดสุดๆ และการที่ผมจะหาบุคคลากรที่จะสอนให้มีความละเอียดเท่ากับผมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

2 Luxury Objects
2 ชิ้นของสะสมที่คุณครอบครอง หรือมองว่ามีคุณค่าแก่การสะสม
กำไลหินข้อมือหินนำโชค เป็นกำไลที่ภรรยาให้มา ผมต้องใส่ติดตัวเสมอ เพราะเป็นหินมงคลที่เหมาะกับดวงเรา เมื่อใส่แล้วก็โชคดี
เบอร์โทรศัพท์ เป็นเบอร์ที่ภรรยาหาให้มาเช่นกัน เมื่อก่อนเป็นคนที่ชอบเลข 7 มาก ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนรถหรือเบอร์โทรศัพท์ต้องมีเลข 7 เสมอ แต่ภรรยาหาเบอร์ใหม่ที่เป็นเลข 3 เพราะเหมาะกับดวง มีโชคลาภ ได้ในสิ่งที่ต้องการ ทุกอย่างลงตัวหมด

Luxury Place
สถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวที่คุณมองว่าเป็นเลิศที่สุด
ผมเป็นคนชอบทะเล ที่ผมเคยไปมาก็น่าจะเป็น Maldives หากในเมืองไทยก็ประทับใจที่กระบี่ และในอนาคตอยากหาโอกาสไปเที่ยวที่ Bora Bora

Luxury Time
ช่วงเวลาที่แสนหรูหราน่าประทับใจ
การใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกของผมเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับผม

Luxury Reward
รางวัลที่คุณมอบให้ตัวเองเมื่อประสบความสำเร็จ
ผมให้รางวัลตัวเองกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่นสูทหรือรองเท้าที่ใส่ไปทำงาน เพราะการแต่งกายก็เปรียบเสมือนการทำแบรนด์ดิ้งตัวผมเองก็เหมือนแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์ที่ผมนำเข้ามาผมจึงต้องให้เกียรติกับแบรนด์ที่เราดูแล โดยแบรนด์สูทที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ Tom Ford เพราะสามารถสัมผัสได้ถึงคุณภาพของผ้าและการตัดเย็บ ต่างกับสูททั่วไปอย่างมาก

Luxury Thoughts
คติในการดำเนินชีวิต หรือคำสอนที่มีคุณค่า
“อย่าลืมตัว” โดยคำสอนนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกขณะของชีวิต แม้เราจะประสบความสำเร็จในจุดที่สูงเท่าใด หากเราลืมตัว ก็สามารถดึงเรากลับมาอยู่ในจุดต่ำที่สุดได้

fu7a4389

My Hero
บุคคลที่คุณชื่นชมให้เป็น HERO ในดวงใจ
หากในสายการเมือง ก็จะเป็นคุณพ่อ คุณกร ทัพพะรังสี แต่หากเป็นในสายธุรกิจและการดำเนินชีวิต ก็จะเป็นภรรยาของผม เพราะคุณณาเป็นคนที่ทำอะไรมีขั้นตอน ปัจจุบันเธอดูแลกิจการอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้านอย่างเต็มตัว เป็นผู้ที่สามารถบริหารเวลา งบประมาณ และบุคคลากร ได้อย่างดีเยี่ยม

Related Post

เรียนไม่จบแล้วไง? เด็กหนุ่มอายุ 25 กับธุรกิจ (เกือบ) 2,000 ล้าน

Jake Kassan คือเด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ที่ทิ้งการเรียนจากโรงเรียนในแคลิฟอร์เนียไปตั้งแต่อายุ 19 ปี “ผมลองคิดย้อนกลับไป ถ้าตอนนี้ผมยังเรียนหนังสืออยู่ ป่านนี้ก็คงจะมีใบปริญญากับเขาสักใบ” “แต่ผมเป็นคนมีเป้าหมายทางการเงินตั้งแต่เด็ก ซึ่งการนั่งอยู่ในห้องเรียนเพื่อทำรายงานส่งอาจารย์ไม่มีประโยชน์อะไรกับผม” ปัจจุบันเขาคือเจ้าของแบรนด์นาฬิกา MVMT

screen_shot_2016-12-07_at_2-04-56_pm

เขาเติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางที่ทำธุรกิจส่วนตัว “การที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัว มันจะช่วยผลักดันคุณให้รู้จักวิธีการหาเงิน” ตอนเขาอายุ 12 ปี เขานำอมยิ้มที่พ่อเขาได้มาขาย โดยขายอันละ 25 เซนต์ และขาย 5 อันต่อ 1 ดอลลาร์ เขาสร้างกำไร 300-400 ดอลลาร์ภายในไม่กี่อาทิตย์ ตอนเขาอายุ 17 ปี เขาทำเสื้อยืดสกรีนลายเรืองแสง ซึ่งก็กลายเป็นสิ่งที่นักเที่ยวกลางคืนชอบนำไปใส่ตามผับบาร์

104140532-nitelife_designs_2_002-600x400

เขาเริ่มจากการสร้างเว็บไซต์ NiteLifeDesign.com ซึ่งโปรโมทโดยการใช้คลิปวิดีโอบน Youtube และประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยยอดวิวที่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านวิวต่อคลิป ซึ่งเขาสามารถสร้างรายได้จากเว็บไซต์ของเขาเฉลี่ย 10,000 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์

screen_shot_2016-12-07_at_2-05-10_pm

เมื่อเขาเริ่มแบรนด์นาฬิกา MVMT กับเพื่อนของเขา Kramer LaPlante ในปี 2013 เขาระดมทุนผ่านเว็บไซต์ indiegogo.com ได้เงินมาลงทุนราว 300,000 ดอลลาร์ โดยมีกลยุทธ์ที่ว่าเน้นการขายออนไลน์เพื่อตัดค่าพ่อค้าคนกลางและร้านค้า จะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ของคุณภาพเดียวกันกับแบรนด์อื่นๆ ในราคาที่ถูกกว่า “เพราะเราทั้ง 2 คนชอบนาฬิกา จึงเลือกทำธุรกิจนี้ ประกอบกับการเติบโตของ e-commerce ที่ถือว่าเราลงสนามแข่งได้ทันเวลา เราเริ่มธุรกิจนี้ตอนอายุแค่ยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปีเท่านั้น”

ปัจจุบันแบรนด์ MVMT มีพนักงาน 25 คน และได้ขายนาฬิกาไปกว่า 600,000 เรือนทั่วโลกภายใน 3 ปี บริษัทแห่งนี้มีมูลค่าราว 1,980 ล้านบาท

Related Post

ตัวตนอีกด้านของ Bruce Lee เจ้าพ่อภาพยนตร์บู๊ชาวเอเชีย

บรูซ ลี ถือเป็นดาราเอเชียยุคแรกๆ ที่ก้าวเข้าสู่วงการฮอลลีวูดได้อย่างเต็มตัว เขาได้รับบทนำจากภาพยนตร์เรื่อง Enter the Dragon (1973) ซึ่งในตอนแรกนั้นสตูดิโอต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียง ‘หนังแอ็กชั่นไร้สมองดูสนุกๆ’ และตัดบทในส่วนที่ว่าด้วยปรัชญาตะวันออกจนหมด นั่นก็ทำให้ลีหายหน้าไปจากกองถ่ายถึงสองสัปดาห์ โดยเขายืนกรานว่าศิลปะกังฟูและปรัชญาตะวันออกนั้นต้องอยู่ด้วยกันเหมือนกับกายและจิต ตราบใดที่สตูดิโอ ผู้กำกับ และผู้สร้างไม่สามารถทำความเข้าใจจุดนี้ได้ เขาก็จะปฏิเสธที่จะรับบทนำ … และลีก็ทำสำเร็จ โดยได้สอดแทรกปรัชญาตะวันออกลงไปในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเป็นครั้งแรก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายเพียงนิดเดียว ลีก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเสียก่อน … อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ขึ้นเป็นหนึ่งในทำเนียบภาพยนตร์คลาสสิกของ Library of Congress ประเทศสหรัฐอเมริกาไป

brucelee3-jpg

ลีเชื่อว่าปรัชญาต่างๆ นั้นไม่สามารถแยกออกจากชีวิตประจำวันได้ เหมือนกับร่างกายและจิตใจที่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตต่อไปได้ เขาพกสมุดจดขนาดจิ๋วติดตัว และจดทุกอย่างไว้ในนั้นตั้งแต่ตารางการออกกำลังกาย เบอร์โทรศัพท์ของลูกศิษย์ (ที่มีคนดังอย่างชัค นอร์ริส และสตีฟ แม็คควีนรวมอยู่ด้วย) ไปจนถึงบทกลอน บทรำพึง และความคิดเห็นเรื่องปรัชญาส่วนตัวของเขา … ซึ่งจากลายมือที่เรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในหน้ากระดาษจิ๋วๆ นี้ก็บอกได้ว่าลีนั้นเป็นคนที่เคร่งครัด และมีวินัยมากแค่ไหน

ซึ่งเว็บไซต์ข่าวชื่อดังอย่าง brainpickings.org ก็ได้รับอนุญาตจาก Bruce Lee Estate ได้เผยแพร่ทั้งภาพส่วนตัวของเขา และภาพถ่ายจากสมุดโน้ตในช่วงปีค.ศ. 1968 ของเขา (ซึ่งเป็นช่วงก่อนวันเกิดครบรอบ 28 ปีของลี) ซึ่งเต็มไปด้วยไดอารี่ และข้อคิดต่างๆ มากมาย ดังภาพ

brucelee_notebook_brainpickings-jpg

ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับคนที่จะมาเป็นตำนานของโลกใบนี้
Source by : https://www.brainpickings.org/2016/08/01/bruce-lee-notebook/
Photography: Courtesy of The Bruce Lee Foundation Archive

Related Post

5 นิทรรศการน่าเยี่ยมชมในวันหยุดต้นสัปดาห์แบบนี้

Father of our Nation – พ่อหลวงของแผ่นดิน

WHEN: 30 พฤศจิกายน 2016 – 6 มกราคม 2017

WHERE: ชั้น G ศูนย์การค้าเกษร

ศูนย์การค้าเกษรร่วมือกับศิลปิน 32 ชีวิตจัดแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์จำนวน 32 ภาพและเชิญให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลผลงาน และนำรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการประมูล (ไม่หักค่าใช้จ่าย) ร่วมสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยศิลปินแต่ละคนก็ถ่ายทอดความรัก และความผูกพันที่มีต่อพระองค์ท่านผ่านความทรงจำอันทรงคุณค่าของแต่ละคน จึงมีผลงานที่หลากหลายแตกต่างไปตามเทคนิค แนวคิด และความทรงจำนั่นเอง

9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9

WHEN: ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

WHERE: DUKE Contemporary Art Space ชั้นหนึ่ง ศูนย์การค้าเกษร

เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงคุณงามความดีและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ล่วงลับ ศิลปินชั้นนำของประเทศจำนวน 9 ท่านจึงร่วมมือกันจัดงานแสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์สวรรคต ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2016 โดยแต่ละภาพนั้นก็ได้แรงบันดาลใจและที่มาที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือความรัก ความเทิดทูน และความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบหาที่สุดมิได้

Brand New Art Project 2016

WHEN: 19 พฤศจิกายน 2016 เป็นต้นไป

WHERE: หลายแกเลอรี่ทั่วกรุงเทพฯ

อาร์ตโปรเจ็กต์ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้มีพื้นที่แสดงผลงาน โดยมีภัณฑารักษ์คนเก่งอย่างอังกฤษ อัจฉริยโสภณ เป็นผู้จัดการคัดเลือกงานศิลปะของศิลปินหน้าใหม่ (ไม่ได้แปลว่าศิลปินอายุน้อย แต่เป็นศิลปินที่เพิ่งจะเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน) ในหลากหลายมีเดียมทั้งภาพถ่าย งานศิลปะจัดวาง ภาพวาด ผลงานดิจิตอล และอื่นๆ ซึ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายแกเลอรี่ในเครือข่ายคนรักงานศิลป์เช่นเดิม สามารถเช็ควันและเวลาของการแสดงงานแต่ละที่ได้ที่ FB: BRANDNEW Art Project ซึ่งงานส่วนใหญ่จะแสดงยาวไปจนถึงเดือนมกราคม 2017

SKY: A Faces/NOW Exhibition

WHEN: 25 พฤศจิกายน – 24 ธันวาคม 2016

WHERE: Case Space Revolution 11AM – 7PM (ปิดทุกวันจันทร์)

นิทรรศการภาพถ่ายจากโครงการ FACES/NOW Art Therapy Program ซึ่งเป็นผลงานของเยาวชนในโครงการ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับความช่วยเหลือจาก The Hub Saidek หรือศูนย์ช่วยเหลือเยาวชนในพื้นที่เขตป้อมปราบ โดยเข้าร่วมโครงการถ่ายภาพเพื่อเรียนรู้การใช้กล้อง และการถ่ายภาพหลายเทคนิคเป็นเวลา 12 สัปดาห์ และนำมาจัดนิทรรศการนี้

ในหลวง … ในดวงใจราษฎร์

WHEN: วันนี้ – 31 มกราคม 2017

WHERE: ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

นิทรรศการหมุนเวียนที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักของคนไทยทั้งประเทศ พร้อม ‘ต้นไม้ของพ่อ’ ที่กระตุ้นให้ประชาชนร่วมเขียนสิ่งที่ตั้งใจจะทำดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

Related Post

เปิดประวัติเน็ตไวรัล ‘Mannequin Challenge’

เป็นไวรัลทางอินเตอร์เน็ตที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มเด็กมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งจาก Jacksonville High School ในรัฐฟลอริด้า ซึ่งเป็นกลุ่มริเริ่ม Mannequin Challenge แน่นอนว่าเมื่อกิจกรรมนี้ดัง เหล่าผู้คนรวมไปถึงดาราและคนดังก็ต่างทำชาเล้นจ์นี้มากมาย จริงๆ แล้วไวรัลนี้คืออะไร และต้องทำอย่างไรกันแน่
ตอนแรก (แบบแรกสุดๆ) กลุ่มเด็กมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งจาก Jacksonville High School ได้เริ่มต้นการเล่นที่ว่านี้ แต่ยังไม่มีการใช้เพลงใดๆ จนกระทั้งเด็กนักเรียน Ontario High School ในแคลิฟอร์เนียนำเพลงชื่อว่า Black Beatles จากศิลปินคู่หู Rae Sremmurd (อ่านกลับหลังก็จะได้ Drummers Ear) มาใส่ ส่งผลให้คลิปดังเป็นพลุแตก เวลาเล่นคือทุกคนต้องอยู่นิ่งๆ รอให้กล้องแพนไป แล้วเราก็ชอบที่จะจ้องหาคนที่แอบขยับหรือกะพริบตา แต่แหงล่ะ เมื่อบางคนนำไปทำต่อแบบอื่น (หรือแค่อยากทำตามเฉยๆ) ก็อาจทำให้สื่อความหมายผิดไปบ้าง อันที่จริงสิ่งนี้ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรตายตัว แต่ถ้าหากคุณอยากจะชาเล้นจ์จริงๆ คุณก็ต้องใช้เพลงที่เขากำหนดมาให้นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นการชาเล้นจ์ที่ว่ามันก็คงไม่ได้มีความหมายอะไรเพราะมันผิดมาตั้งแต่คนแชร์แล้วใช้เพลงผิดตั้งแต่แรกแล้ว
แต่แม้กระทั่งเหล่าเซเลบริตี้รุ่นใหญ่อย่างบียองเซ่กับเดสตินีชายด์ก็กลับมารวมตัวกันเพื่อทำชาเล้นจ์นี้ หรืออดีตสตรีหมายเลข 1 คนล่าสุดของอเมริกาก็ยอมรับกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ … ไม่อย่างนั้นมันคงเหมือนการที่คุณเต้นฮาเล็มเชคกับเพลงคันทรี (ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอยู่ดี) เพราะมันไม่ใช่เพลงที่เขาไว้ใช้ในชาเล้นจ์ และก็เป็นเพราะกิจกรรมนี้นี่เองที่ดันให้เพลง Black Beatles ติดอันดับท็อปชาร์ต เพราะจำนวนการกดเล่นในโปรแกรมเล่นเพลง Pandora เพิ่มขึ้นประมาณ 1,118% และมียอดไลค์เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านไลค์ และมีสถานีวิทยุมากมายติดเพลงนี้เข้าไปในชาร์จ
Mannequin Challenge โดยคู่หูศิลปิน Rae Sremmurd


พอล แมคคาร์ธี่ สมาชิกจาก The Beatles ตัวจริงยังออกมาเล่น

screen_shot_2016-11-29_at_6-07-32_pm-copy

ดิปโล
screen_shot_2016-11-29_at_7-00-40_pm
อเดล
screen_shot_2016-11-29_at_6-59-30_pm
เจมส์ คอร์เดน
screen_shot_2016-11-29_at_6-59-54_pm
ฮิลลารี คลินตัน
screen_shot_2016-11-29_at_6-59-00_pm

Related Post

หากคุณคลั่งไคล้การปั่นจักรยาน Copenhagen คือเมืองที่คุณไม่ควรพลาด

Copenhagen on Bicycle

หากคุณเป็นคนที่คลั่งไคล้การปั่นจักรยาน หรือเห็นคนอื่นปั่นจักรยานแล้วมีความสุข อาจด้วยพลังงานจากทั้งผู้คนที่เคลื่อนไหวไปมา Copenhagen เมืองหลวงแห่งประเทศเดนมาร์กคือเมืองที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

dscf0782_w1

ด้วยระยะทางการบินจากกรุงเทพมหานครของเราถึงโคเปนฮาเกน หรือที่คนท้องถิ่นออกเสียงว่า คู้บ เบ็น ฮ้าว” เพียง 11 ชั่วโมง (หากบินตรง) หรือหากต้องต่อเครื่องจากลอนดอนก็ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

dscf0766_w1

ในยุคที่ผู้คนดูเหมือน “รักโลก-รักเรา” อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมืองนี้ที่วางแผนว่าจะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้พลังงานแบบดั้งเดิมทั้งหมด 100% โดยพลังงานหมุนเวียนนั้นก็ได้แก่ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จทั้งเมืองให้ได้   ภายในปีค.ศ. 2050 เราจึงมองเห็นกังหันลมขนาดยักษ์สีขาวหมุนไปหมุนมาดูเพลินตาดี

dscf0721_w1

ก่อนที่เครื่องจะแลนด์ลงบนแผ่นดินเดนมาร์ก เราขอแนะนำให้คุณมองออกมาจากช่องหน้าต่างเครื่องบินเพื่อชื่นชมถนนเชื่อมระหว่างเมืองโคเปนเฮเกนกับเมืองแมลหมู (Malmö) ประเทศสวีเดน เป็นอุโมงค์  ลอดใต้ทะเลออเรซุนด์ (Øresund) สะพานแห่งนี้มีความยาว 8 กิโลเมตรจากอ่าวสวีเดนมาจนถึงเกาะที่ถมทะเลและอุโมงค์ความยาว 4 กิโลเมตรจากเกาะเพเบอร์ฮอล์ม (Peberholm) จนถึงโคเปนเฮเกน ซึ่งเปิดใช้  เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2000 ถนนเส้นนี้ช่วยทำให้การคมนาคม  กับคนในแสกนดิเนเวียและนักท่องเที่ยวสามารถนำจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเพื่อไปมาหาสู่กันได้อย่างสบายใจ

dscf0949_w1

กระบวนการพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไม่เข้มงวดเลยสักนิด ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเราได้ผ่านการออกวีซ่ากลุ่มประเทศเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดมากที่สุดมาแล้วจึงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามมากมายเหมือนกับการเดินทางเข้ามหานครลอนดอนหรือเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป

dscf0864_w1

การเดินทางมาโคเปนเฮเกนในครั้งนี้ของเราไม่มีจุดหมายสำคัญนอกจากตั้งใจว่าจะไปดูงานศิลปะที่ Museum of Modern Art LOUISIANA มีงานประติมากรรมกลางแจ้ง และงานของศิลปินเลื่องชื่ออย่าง Yayoi Kusama (ยาโยอิ คุซามะ) ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปิน แขนงอื่นๆ สร้างสรรค์ผลงานแตกหน่อออกไปอย่างไร้ขีดจำกัด งาน Installation “Gleaming Lights of the Souls” จัดแสดงไว้ในห้องเล็กๆ ทำให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมปลดปล่อยจินตนาการโดยไม่ต้องรอคิวยาวเหยียดเหมือนจัดแสดงที่ลอนดอน

dscf0724_w1

แน่นอนว่าก่อนกลับขอแนะนำให้แวะที่ร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ “Louisiana Butik” ที่ขนงานดีไซน์จากนักออกแบบทั้ง  ชาวเดนิชเองและจากประเทศเพื่อนบ้านมีตั้งแต่งานเซรามิก งานผ้า น้ำหอม ถ้วยโถโอชาม หรือแม้แต่หนังสือดีๆ ที่อาจหาที่อื่นได้ เรียกว่ามีของให้ช็อปตั้งแต่หลักสิบยันหลักหมื่น (โครน) และที่ห้ามพลาดคือการนั่งชิลด์จิบกาแฟที่ Louisiana Cafe เลือกที่นั่งริมระเบียงเพื่อมองวิวริมทะเลจะช่วยทำให้คุณผ่อนคลายพร้อมๆ ไปกับพักสายตาด้วยประติมากรรมชิ้นเอกจากประติมากรชาวอเมริกันเลื่องชื่อ Alexander Calder (อเล็กซานเดอร์ คัลเดอร์)

The Nyhavn docks become alive as the sun sets in this Danish summer night.

เราได้รับการดูแลอย่างดีจากคุณกอล์ฟ – ยศอนันต์ มากสมบูรณ์ เพื่อนรุ่นน้องที่มาใช้ชีวิตตามประสาคติ Slow Life อยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้มานานถึง 17 ปี คุณกอล์ฟมีภรรยาเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และมีลูกน้อยหน้าตาหล่อเหลามาก คาดเดาว่าโตขึ้นสามารถเป็นนายแบบได้อย่างสบาย

dscf0980_w1

ก่อนเรามาคุณกอล์ฟช่วยทำการบ้านให้ด้วยการแนะนำให้เราซื้อ Copenhagen Card ด้วยคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการของบัตรที่จะทำให้เราสามารถขึ้นรถบัส รถไฟใต้ดิน รถไฟและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไม่จำกัดถึง 73 แห่งภายในระยะเวลา 24-120 ชั่วโมงนับว่าคุ้มมากที่สุด (ราคาเริ่มตั้งแต่ 379-839 โครนสำหรับผู้ใหญ่) บัตรนี้มีจำหน่ายที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใจกลางเมืองตรงข้ามกับสวนสนุก Tivoli แลนด์มาร์กหลักของเมือง ที่สนามบิน และที่พิพิธภัณฑ์ทุกแห่ง

dscf0733_w1

การเดินทางจากในเมืองโคเปนเฮเกนเพื่อไปยัง Louisiana ต้องนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟกลางเมืองไปอีก 40 นาที เราขอแนะนำว่าคุณสามารถลงทะเบียนรับบริการ Free-Wifi ได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำเมืองเช่นกัน ช่วยประหยัดสตางค์ไปได้อีกนิดและไม่หลุดการเชื่อมต่อจากโลกโซเชียล

dscf0760_w1

หากคุณมีเวลาสัก 2 คืนในเมืองแห่งนี้ ขอแนะนำให้แวะไปทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตของคนที่นี่และประเทศใกล้เคียงรวมถึงประวัติศาสตร์ ของโลกตั้งแต่ยุคน้ำแข็งจนถึงยุคปัจจุบัน มีการจัดแสดงงานไว้เป็นหมวดหมู่เข้าใจง่ายที่ The Museum Of National History ซึ่งอยู่บริเวณเกาะใจกลางเมืองใกล้ๆกับอาคารรัฐสภา หอสมุดแห่งชาติ (หรือที่เรียกว่า The Black Diamond) หรือพระราชวังคริสเตียนเบิร์ก ไม่ว่าจะไปที่ไหน หากคุณเป็นคนชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุโรปหรือดีไซน์ร่วมสมัยแล้ว เมืองนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน โดยเฉพาะความล้ำเลิศในการจัดการกับ “ที่ว่าง” ให้ดูโล่ง เมื่อเดินหรืออยู่ในอาคารนั้นๆ จะไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด ด้วยเหตุนี้เองคนเดนิชเลยเป็นนักออกแบบสร้างสรรค์ระดับโลก ข้อนี้เราคิดเอาเองเพราะความมหัศจรรย์แห่งความ “ว่าง” ที่สถาปนิกนักออกแบบตกแต่ง นักจัดวางภูมิทัศน์ ฯลฯ หรืออาจเหมาเอาได้ว่าคน  ที่นี่มีความว่างที่เป็นบ่อเกิดของการกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ให้ทำงานอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ

dscf0772_w1

เสร็จจากเดินชมพิพิธภัณฑ์แล้วก็ควรหาเวลาเดินเล่น หรือปั่นจักรยานที่มีให้ยืมทั่วไป จักรยานรุ่นใหม่นำทางด้วยระบบ GPS ใช้ระบบการจ่ายด้วยเครดิตการ์ดไม่ค่อยได้รับความนิยมในหมู่ชาวเมืองด้วยกัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วได้รับความนิยมพอสมควร การแข่งขันให้เช่าจักรยาน   ก็ดูเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก มีจักรยานให้เลือกเช่าหลายแบบ เช่น แบบมาตรฐาน (2 ล้อ) ราคา 110 โครน (ต่อ 24 ชั่วโมง) หรือแบบครอบครัว (3 ล้อที่มีที่นั่งกระบะด้านหน้า) ราคา 450 โครน (ต่อ 24 ชั่วโมง)

golfcopen_w1

หรือหากจะออกแรงเดินให้เพลินๆ สามารถทำได้โดยไล่ไปตั้งแต่อาคารหอสมุดหรือที่รู้จักกันในชื่อ The Black Diamond ไปจนถึงบริเวณท่าจอดเรือ Nyh Havn เดินข้ามสะพาน Inderhavnsbroen ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ เปิดใช้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมปีนี้เอง แม้ว่าจะใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 5 ปี (ประวัติคร่าวๆ ก็คือ สะพานนี้เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 2011 ตอนแรกกะจะสร้างเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 แต่สร้างไปครึ่งปี ก็พบว่าแปลนที่วาดมามีข้อผิดพลาด จึงต้องทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พอแก้ไขเสร็จ บริษัทรับเหมาก่อสร้างเดิมที่รับผิดชอบอยู่ก็ประกาศล้มละลาย ต้องหาบริษัทใหม่มารับช่วงต่อ หลังจากนั้นก็ยังไม่หมดเรื่อง เพราะงบประมาณแรกที่ตั้งไว้ 220 ล้านโครนนั้น ใช้ไปหมดจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำต้องอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมมาอีก  100 ล้านโครน จึงเสร็จจนได้) นับเป็นสะพานแห่งมิตรภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจริง ชาวเมืองโคเปนเฮเกนล้วนภาคภูมิใจ สะพานนี้เองเชื่อมระหว่าง Nyhavn ไปจนถึง Christianhavn และมีสะพานเล็กเชื่อมไปที่เกาะกระดาษ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Copenhagen Street Food ที่ชื่อว่าเกาะกระดาษ (PapirØen) ก็เพราะว่าสมัยก่อนเป็นที่ตั้งของโรงงาน ทํากระดาษ ที่นี่ประกอบไปด้วยร้านอาหารนานาชาติ มีร้านอาหารไทย เกาหลีญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ มากมายถึง 35 ร้าน บาร์เบียร์หลากสัญชาติ   5 แห่ง ห้องน้ำใหญ่โตกว้างขวางมีพื้นที่นั่งด้านนอกรับลมริมทะเลเป็นแหล่ง แฮงค์เอาท์ของคนหนุ่มสาว วัยทำงาน นักท่องเที่ยว เรียกว่าเป็นโครงการนำเอาอาคารเก่าที่เคยเป็นโรงงานกระดาษมาปรับใช้พื้นที่เพื่อการสันทนาการ ให้สอดรับกับวิถีคนเมือง จุดนี้เองที่ทำให้โคเปนเฮเกนมีชีวิตชีวาไม่ดูอึมครึมหรือเงียบเหงาเหมือนบางเมืองในยุโรปที่เคยไปมา

dscf1037_w1

แค่เดินเล่นในโคเปนเฮเกนรับพลังงานจากคนทุกเพศทุกวัยที่ขับขี่จักรยานวนเวียนไปมาตั้งแต่เช้ายันดึก (หนุ่มสาวและคนวัยทำงานชอบออกมาดื่มด่ำรับลมยามค่ำคืนกันมาก ที่นั่งด้านนอกบาร์จึงมักได้รับ ความนิยม ช่วยเพิ่มอรรถรสการเป็นนักสังเกตการณ์ได้เป็นอย่างดี    หากจิบเบียร์ Tuborg ด้วยก็จะได้อารมณ์มาก) เดินเล่นๆ สูดรับอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล มองเห็นคนใช้ชีวิตกลางแจ้งเล่นเรือใบ ว่ายน้ำ ตกปลา กีฬาทางน้ำแทบทุกชนิด ก็นับว่าเพียงพอต่อการมาชาร์จแบตเพิ่มพลังให้กับชีวิตแล้ว รับรองว่าไฟในตัวคุณจะลุกโชนจนอยากหาจักรยานเอาไว้ปั่นสักคัน

 

Related Post

เจาะลึกนโยบายหาเสียงของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด – โดนัลด์ ทรัมป์

May be Trump isn’t so bad after all.

หลังจากที่ The Simpson, ไมเคิล มัวร์ ผู้ผลิตสารคดีสุดอื้อฉาว, เจ้าคุณธงไชยแห่งเลสเตอร์ซิตี้, นอสตราดามุส และเดวส เบอร์สไตน์ คอลัมน์นิสต์จาก Vanity Fair ได้ทำนายล่วงหน้าจากต่างสถานที่ ต่างช่วงเวลา แต่ก็ก่อนหน้าที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะได้รับชัยชนะ และได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็เกิดความหวาดกลัวและความปั่นป่วนไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยนโยบายที่เถรตรงแบบอนุรักษ์นิยม และความโผงผางในการหาเสียงและปราศรัยของตัวทรัมป์เอง

เรามาค่อยๆ ใช้เวลาสำรวจนโยบายต่างๆ ของโดนัลด์ทรัมป์กันแบบไม่อ่านเฉพาะพาดหัว แล้วมาดูกันว่านโยบายที่ดูเหมือนจะกีดกัน เหยียดเพศและชาติพันธุ์ที่สื่อทั้งหลายพยายามประโคมนั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังภายใต้คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวอย่างไรบ้าง

usa3

“They’re bringing drugs, they’re bringing crime, they’re rapists. – พวกเขา (เม็กซิกัน) ขนยา เป็นบ่อเกิดของอาชญกรรม เป็นพวกชอบข่มขืน”

ถือเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับนโยบายคัดกรองคนเข้าเมืองให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะที่พรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นแหล่งขนยาข้ามประเทศ และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทางการสหรัฐทุกยุคต่างก็จ่อหาทางแก้มานานแล้ว ทรัมป์เสนอนโยบายสร้างกำแพงยักษ์เพื่อกันพรมแดนดังกล่าว และส่งผู้อพยพที่ไม่มีใบรับรองอย่างถูกกฎหมาย (ซึ่งมีจำนวนราว 11 ล้านคน) กลับประเทศทันที ซึ่งอาจจะส่งผลให้แรงงานและกำลังการผลิตในประเทศลดลง

ในคำปราศรัยหาเสียงของทรัมป์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวไว้ว่าเหตุผลที่เขาตั้งนโยบายนี้ขึ้นมานั้น เพราะประเทศเม็กซิโกได้ส่งคน “ไม่ดี” เข้ามาในสหรัฐอเมริกา และทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยรวม เพราะผู้คนที่เม็กซิกันส่งเข้ามานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ก่อปัญหาเป็นทุนเดิม และก็นำปัญหาเหล่านั้นเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา … “พวกเขาขนยา เป็นบ่อเกิดของอาชญกรรม เป็นพวกชอบข่มขืน”

และหลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งแล้ว ทรัมป์ก็ออกมาแถลงนโยบายเรื่องนี้อีกครั้ง (ผ่านรายการ 60 Minutes ช่อง CBS) โดยระบุว่า จะส่งคนเข้าเมืองที่มีประวัติอาชญากรรม เป็นสมาชิกแก๊งอันธพาล และพวกค้ายาซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านคนกลับประเทศทันที และจะสร้างกำแพงในพรมแดนบางจุดที่เปราะบาง และเขาจะทบทวนเรื่องผู้อพยพเข้าประเทศแบบผิดที่เหลือและวางนโยบายเพื่อให้เป็นกลางมากที่สุด

ซึ่งสื่อหลักๆ ทั้ง TIME และ The Washington Post พากันพาดหัวข่าวว่า “ทรัมป์วางแผนที่จะส่งผู้อพยพจำนวนสามล้านคนกลับประเทศทันที”

usa7

“I don’t want people coming in from the terror countries. – ผมไม่อยากให้คนจากประเทศก่อการร้ายเข้าประเทศเรา”

คำพูดนี้ให้สัมภาษณ์ที่ประเทศสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยอ้างอิงถึงเหตุการ์ Brexit ซึ่งทรัมป์บอกเป็นนัยๆ ว่าเขาเห็นด้วยกับการ “คัดกรองผู้อพยพจากประเทศที่เหมาะสม” และสำหรับ “ประเทศก่อการร้าย” นั้น เขาก็ไม่ยินดีต้อนรับบุคคลเหล่านั้น

แต่เมื่อนักข่าวถามว่า เขาหมายถึงประเทศอะไรบ้าง ทรัมป์ก็เพียงแต่ตอบอ้อมๆ ว่า คำตอบได้รับการตัดสินใจจากคนทั่วโลกไปแล้ว คุณก็แค่มองให้ดีๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม โฆษกของทรัมป์ก็ออกมาพูดต่อทันควันว่า ทรัมป์หมายถึงการก่อการร้าย มิได้เกี่ยวโยงกับศาสนาดังที่คนอื่นตีความ แต่หมายถึงคนมุสลิมจากประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายเท่านั้น

ถ้าจะมองให้เป็นกลางที่สุดนั้น จะเห็นได้ว่ากระแสความหวาดกลัวเรื่องการก่อการร้ายจาก “ประเทศก่อการร้าย” นับจากเหตุการณ์ 9/11 และการก่อการร้ายหลายต่อหลายครั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นลุกลามกลายเป็นกระแสต่อต้านชาวมุสลิม และทำให้สองประเด็นนี้กลายมาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น การประกาศปิดพรมแดน หรือการยกระดับมาตรการการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมตรวจสอบประวัติผู้เข้าเมืองอย่างระมัดระวังมากขึ้นของทรัมป์นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศที่ต้องห่วงใยสุขสภาวะของคนในประเทศตัวเองก่อน

ถึงแม้ว่า … ลึกๆ แล้วเราจะรู้ว่า ทรัมป์หมายถึงใคร และหมายถึงประเทศ (หรือศาสนา) ใดก็ตาม

usa6

“They asked me a question as to pro-life or choice … And I’m very, very proud to say that I am pro-life. – มีคนถามผมว่า เก็บไว้หรือเอาออก… ผมภูมิใจที่กล่าวว่า ผมสนับสนุนให้เก็บไว้”

นโยบายต่อต้านการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายนี้อาจจะส่งผลให้คลินิกทำแท้งเถื่อนผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด แต่อย่างไรก็ตามเบื้องหลังนโยบายเหล่านี้นั้นมาจากความคิดเห็นของทรัมป์ที่ว่าด้วยการสนับสนุน Planned Parenthood หรือองค์กรที่ให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด และทรัมป์ก็เชื่อว่าเด็กทุกคนควรจะมีสิทธิ์ได้เกิด ดังที่เขาได้ปราศรัยไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2015 ว่าเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังจะมีลูก และเขาก็ตัดสินใจที่จะเอาลูกออก แต่ในที่สุดแล้ว ก็เก็บเด็กไว้ และเด็กคนนั้นก็โตมาเป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นเด็กที่วิเศษที่สุดเท่าที่ทรัมป์เคยเห็น ดังนั้น เขาจึงภูมิใจมากที่จะสนับสนุนการเก็บเด็กไว้ ไม่ว่ากรณีใดๆ

ซึ่งเรา(แอบ)คิดดังๆ ว่า เขาอาจจะหมายถึงลูกสาวของตัวเองหรือเปล่า?

usa2

“I think I’d get along very well with Vladimir Putin. I just think so. – ผมว่า ผมน่าจะเข้ากับวลาดิเมียร์ ปูตินได้”

นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2007 แล้วที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Larry King ทางช่อง CNN ว่าเขานับถือปูตินที่สามารถนำเอาความรุ่งเรืองของประเทศรัสเซียกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากระบอบคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ไปอย่างยับเยินในช่วงสงครามเย็น และเขาก็ยังชื่นชมปูตินอีกด้วยว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของรัสเซียได้ดีกว่าการที่โอบาม่ากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปูตินชื่นชมเขาออกสื่อ และเขาเองก็ตอบรับการชื่นชมนั้น

ดังนั้น นโยบายต่างประเทศภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump อาจเปลี่ยนแปลงขั้วมหาอำนาจในโลก แม้สหรัฐจะมีปัญหาระหองระแหงกับรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่ให้แก่ระบอบการปกครองของตน (ประชาธิปไตย vs. ลัทธิคอมมิวนิสต์) หรือการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีที่สหรัฐชนะด้วยการส่งคนขึ้นไปบนดวงจันทร์ ฯลฯ แต่การเข้าสู่อำนาจของทรัมป์ในครั้งนี้อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศเปลี่ยนไปจากในแง่ของการแข่งขันกัน เป็นการร่วมมือกันยึดครองอำนาจบนโลกนี้เพื่อสู้กับยักษ์ใหญ่จากเอเชียอย่างประเทศจีนก็เป็นได้

Related Post

ภาพร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยชาวซีเรียวัยสามขวบ กระตุ้นให้โลกหันมาสนใจปัญหาผู้ลี้ภัยกันอย่างจริงจังมากขึ้น

Success in Refuge

ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ คงไม่มีประเด็นใดฮ็อตไปกว่าภาพร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยชาวซีเรียวัยสามขวบถูกซัดเกยตื้นริมชายหาดประเทศตุรกี ซึ่งภาพนั้นถือเป็นภาพที่กลายเป็นสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้โลกหันมาสนใจปัญหาผู้ลี้ภัยกันอย่างจริงจัง

คุณเห็นภาพนั้นแล้วรู้สึกอย่างไร? โอเค … คงไม่ต้องถามลงลึกอะไรมาก เพราะเราเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะเพศใด ชนชาติใด ศาสนาไหน คุณคงเกิดความรู้สึกร่วมประเภทโศกเศร้า สะเทือนใจ ขวัญเสีย เวทนา หรือแม้แต่ … ไม่อยากรับรู้เรื่องราวเบื้องหลังภาพนั้น แต่คำถามถัดไปคือ … สะเทือนใจแล้วยังไงต่อ?

เราคิดนานมากว่า เราจะเล่าเรื่องราวของเด็กน้อยคนนั้น (และเด็กน้อยอีกคนที่ตัวเปื้อนเลือดและโคลนจากแรงระเบิดที่ก็กลายเป็นภาพตัวแทนความรุนแรงในซีเรียระลอกสองหลังจากที่มีแคมเปญต่อต้านผู้ลี้ภัยเกิดขึ้นในทวีปยุโรป) แบบให้รู้ซึ้งถึงความรันทดของพวกเขาและครอบครัวดีไหม ถ้าหากว่าคุณรับรู้เรื่องราวของพวกเขา ตามหลักจิตวิทยาแล้ว คุณจะมีอารมณ์ร่วม และมีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขามากขึ้น แต่มาคิดอีกทีหนึ่ง เราก็ค้นพบความจริงที่ว่าเรื่องราวของเด็กน้อยทั้งสอง (และเด็กน้อยคนอื่นๆ) นั้นสามารถหาอ่านได้ตามสำนักข่าวทุกสำนักทั่วโลก เรียกได้ว่ากูเกิ้ลไม่เกินสองวินาที คุณจะได้น้ำตาท่วมจอกับเรื่องราวอันแสนรันทดของผู้ลี้ภัยจากทั่วโลก ถ้าหลักจิตวิทยาในเรื่องการมีส่วนร่วมรับรู้ที่เรากล่าวไว้เป็นจริง แล้วทำไมปัญหาผู้ลี้ภัยถึงยังไม่ถูกแก้ไขกันอย่างจริงจังเสียทีล่ะ … เราแอบตั้งคำถามดังๆ ในประเด็นนี้

หนึ่งในการเคลื่อนไหวเพื่อให้โลกตระหนักถึงปัญหาผู้ลี้ภัยที่เราอยากกล่าวถึงคือการที่ศิลปินสตรีทอาร์ทผู้โด่งดังอย่าง BANKSY กับผลงานภาพวาดแมวสีขาวเล่นก้อนลวดหนามที่สื่อถึงก้อนไหมพรมบนกำแพงซากปรักหักพังหลังสงครามที่ฉนวนกาซ่า เขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในเว็บไซต์ของตัวเองว่า “อันที่จริงคือ ผมอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นจริงและความโหดร้ายในฉนวนกาซ่า โดยการโพสต์รูปลงเว็บไซต์ตัวเอง แต่คุณก็ต้องยอมรับนะว่า บนโลกอินเตอร์เน็ต คนเค้า ดูแต่รูปแมวน้อยเท่านั้นแหละ” … ฟังแล้วแสบไปถึงทรวงทีเดียว แต่มันก็จริงใช่ไหมล่ะ

เราจะไม่พูดเรื่องราวโลกสวยมียูนิคอร์นวิ่งบนสายรุ้งหรอก เรารู้ดีว่าโลกนี้มันโหดร้าย ไม่มีใครอยากจะเอา “ปัญหา” ผู้ลี้ภัยมาเป็นปัญหาของตัวเองใช่ไหม ซึ่งความคิดนั้นไม่ได้ผิดอะไรในขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยเองก็ไม่ได้ผิดอะไรเช่นกัน คุณคงไม่อยากจะออกมาจากบ้านของตัวเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใช่ไหม แต่มันจำเป็นไง ประเด็นที่เราอยากจะแทรกไว้สักนิดในที่นี้คือ ถ้าเรามองกลุ่มผู้ลี้ภัยเป็นเพียงคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ไม่ได้เป็น “ปัญหา” เราอาจจะฉุกคิดถึงสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญ เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจถึงความจำเป็นต่างๆ ของพวกเขามากขึ้นก็ได้ … แต่ขอย้ำนะว่า เราไม่ได้ปลุกระดมให้คุณลุกขึ้นมากอดผู้ลี้ภัยไว้ในอ้อมอกอ้อมใจหากคุณไม่ “เข้าใจ” พวกเขาอย่างแท้จริง เราก็แค่อยากให้คุณมองพวกเขาในอีกแง่มุมเท่านั้น

อาจจะเริ่มต้นจากการทำความรู้จักโครงการ “Nobody Left Outside – เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก” ของ UNHCR ที่มีภารกิจจัดหาที่พักพิงเร่งด่วนแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศต่างๆ โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานเบื้องต้น 3 ปี ซึ่งนี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่ให้คุณหันมามองเพื่อนร่วมโลกที่โชคร้ายกว่าคุณ และเปลี่ยนสถานะของพวกเขา ที่เป็น “ปัญหา” มาเป็น “สถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แทนก็เป็นได้

เราหวังเช่นนั้น

ร่วมสนับสนุนโครงการ Nobody Left Outside – เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก” ได้ที่ www.unhcr.or.th

Lord Maurice Saatchi and Charles Saatchi

อาชีพ: ผู้ก่อตั้งเอเจนซี่โฆษณา Saatchi & Saatchi

ลี้ภัยจาก: ประเทศอิรัก

มาอยู่ที่: ประเทศอังกฤษ

ตั้งแต่: 1947

ด้วยเหตุ: หลบหนีการฆ่าล้าง

เผ่าพันธุ์ชาวยิวในประเทศอิรัก

เป็นที่รู้จักเพราะ: สองพี่น้องซาชิเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทั้งในฐานะนักการเมืองคนสำคัญของประเทศอังกฤษ และผู้ก่อตั้งบริษัทเอเจนซี่โฆษณาอันดับต้นๆ ของโลกนาม Saatchi and Saatchi ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ในปีค.ศ. 1994 ทั้งสองพี่น้องถูกโหวตออกจากบริษัทตัวเอง โดยผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ พวกเขาเลยมาจับมือกันตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า M&C Saatchi ในปีถัดมาซึ่งก็ … เป็นที่แน่นอนว่า … ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกเช่นเคย

Freddie Mercury

freddie-mercury-03

อาชีพ: นักร้องนำวง Queen

ลี้ภัยจาก: ประเทศแทนซาเนีย

มาอยู่ที่: ประเทศอังกฤษ

ตั้งแต่: 1964 -1991

ด้วยเหตุ: การปฏิวัติแซนซิบาร์เพื่อฆ่าชาวอาหรับและอินเดียในประเทศ

เป็นที่รู้จักเพราะ: เขาเป็นนักร้องนำของวงดนตรีร็อกชื่อก้องโลกอย่าง Queen ด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และการแสดงที่สุดโต่งบนเวทีของเขา ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นเขายังร่วมแต่งเพลงอีกหลายเพลงรวมถึงเพลงที่ดังสุดๆ อย่าง Bohemian Rhapsody และ We Are the Champions อีกด้วย เฟร็ดดี้เป็นคนขี้อาย เขามักจะให้สัมภาษณ์ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขากับตัวเขาบนเวทีนั้นคือคนละคนกันโดยสิ้นเชิง เขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 45 ปีด้วยโรคเอดส์ เหลือไว้เพียงตำนานแห่งวงการดนตรี

Yusra Mardini

Olympics - Refugee Olympic Team Swimming Athletes Media Access

อาชีพ: นักกีฬาว่ายน้ำ

ลี้ภัยจาก: ประเทศซีเรีย

มาอยู่ที่: ประเทศเยอรมนี

ตั้งแต่: 2015

ด้วยเหตุ: สงครามกลางเมือง

ในประเทศซีเรีย

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นสมาชิกของทีมโอลิมปิกผู้ลี้ภัย (Refugee Olympic Athletes Team) และชนะเหรียญทองจากการว่ายท่าผีเสื้อ 100 เมตรในเวลา 1:09:21 นาที เรื่องราวสุดดราม่าของเธอคือ เธอและน้องสาวลี้ภัยออกจากประเทศซีเรียผ่านเลบานอน และตุรกีเพื่อลอบลงเรือไปที่ประเทศกรีซพร้อมกับผู้อพยพคนอื่นอีก 18 คน แต่เรือลำนั้นสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกินเจ็ดคน และเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานกลางทะเล เธอ น้องสาวและผู้อพยพ คนอื่นอีกสองคนที่ว่ายน้ำเป็นก็กระโดดลงมาว่ายน้ำและผลักเรือเป็นเวลากว่าสามชั่วโมงจนกระทั่งขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย … ถ้าชีวิตจะต้องสู้ขนาดนี้ น้องเอาเหรียญทองไปเลยดีกว่า

Milan Kundera

milan_kundera_new_4a

อาชีพ: นักเขียน

ลี้ภัยจาก: สาธารณรัฐเช็ก

มาอยู่ที่: ประเทศฝรั่งเศส

ตั้งแต่: 1975

ด้วยเหตุ: เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านโซเวียตในเหตุการณ์ Prague Spring

เป็นที่รู้จักเพราะ: เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนวนิยายเรื่อง The Unbearable Lightness of Being (ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต) ได้รับการเสนอชื่อเข้า ชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี ต่อเนื่อง (แต่ยังไม่เคยได้รับ) หลังจากที่เขาถูกถอดสัญชาติ จากประเทศบ้านเกิดและย้ายมาอยู่ ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร เขาก็ “เห็นว่าตัวเองเป็นนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส และยืนยันให้บรรจุงานเขียนของเขาเข้าไปในวิชาวรรณกรรมฝรั่งเศส” … ดูชัดเจนในตัวเองมากทีเดียว

Miloš Forman

NEW YORK - MAY 24: Director Milos Forman attends the The Film Society of Lincoln Center's 37th Annual Chaplin Award gala at Alice Tully Hall on May 24, 2010 in New York City. (Photo by Bryan Bedder/Getty Images) *** Local Caption *** Milos Forman

อาชีพ: ผู้กำกับและผู้เขียน

บทภาพยนตร์

ลี้ภัยจาก: สาธารณรัฐเช็ก

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1968

ด้วยเหตุ: ทำภาพยนตร์วิพากษ์วิจารณ์การเมืองการปกครองภายในประเทศ

เป็นที่รู้จักเพราะ: ภาพยนตร์เรื่องเอกของเขาคือ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) และ Amadeus (1984) ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และโด่งดังในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งก็ส่งผลให้เขาได้รับสัญชาติอเมริกันหลังจากถูกแบนจากประเทศบ้านเกิดตัวเอง

Marlene Dietrich

Madame Tussauds Opens Location In Berlin

อาชีพ: นักแสดงและนักร้อง

ลี้ภัยจาก: ประเทศเยอรมนี

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1939 – 1992

ด้วยเหตุ: เป็นแกนนำต่อต้านพรรคนาซีช่วงสงครามโลก

ครั้งที่สอง

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นนักแสดง นักร้อง และเพอร์ฟอร์มเมอร์ที่มีความสามารถ และบุคลิกที่ชัดเจน (เธอเป็นผู้หญิงยุคแรกๆ ของโลกที่สวมชุดสูทแบบผู้ชาย) เธอได้รับการจัดอันดับที่เก้าในลิสต์ Greatest Female Star of Classic Hollywood Cinema ภาพจำของเธอนอกเหนือไปจากการเป็นนักแสดงมากความสามารถแล้ว เธอยังเป็นนักเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิมนุษยชน (จนกระทั่งถูกแบนจากประเทศบ้านเกิด) คนสำคัญในยุคนั้นอีกด้วย

Madeleine Albright

Cyrus R. Vance Funeral

อาชีพ: นักการเมืองและนักการทูต

ลี้ภัยจาก: สาธารณรัฐเช็ก

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1948

ด้วยเหตุ: ลี้ภัยทางการเมืองช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี Bill Clinton (บิล คลินตัน) และเธอก็เป็นนักการทูตคนสำคัญของ United Nations เธอพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เช็ก โปลิช และโครเอเชีย ได้อย่างคล่องแคล่วถือเป็นหนึ่ง ในนักการเมืองหญิงคนสำคัญของโลก

Gloria Estafan

Gloria Estefan

อาชีพ: นักร้อง

ลี้ภัยจาก: ประเทศคิวบา

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1960

ด้วยเหตุ: ลี้ภัยจากเหตุการณ์กบฎคิวบา

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องเสียงดี พร้อมเพลงฮิตติดชาร์ตอย่าง Conga และ Words Get in the Way เป็นหนึ่งในนักร้องดีว่าที่มีผลงานต่อเนื่องยาวนานคนหนึ่งของวงการดนตรี

Related Post

ตึกระฟ้าในเมืองไทยที่จะเป็นที่จดจำของสายตาคนทั่วโลก

Skyscrapers that change the Skyline

เอกลักษณ์หนึ่งของเมโทรโปลิสใหญ่ๆ ทั่วโลกก็คือตึกระฟ้าต่างๆ ที่ทำหน้าที่กำหนดหน้าตาของเส้นขอบฟ้า และทำให้เกิดภาพจำของเมืองนั้นๆ ในสายตาของชาวโลก และผมก็ดีใจที่วันนี้เมืองไทยมีตึกระฟ้าที่พอจะแข่งกับตึกระฟ้าอื่นๆ ทั่วโลกได้เสียที

s03-0169_w1

แต่ด้วยบริบทต่างๆ ของสังคมกรุงเทพฯ (หรือสังคมไทย) ทำให้ตึกนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายด้าน จากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งข้อนี้ผมเองก็อยากจะยกเครดิตให้กับความกล้าของเดเวลลอปเปอร์อย่างคุณยิ่ง – สรพจน์ เตชะไกรศรี (เจ้าของคำพูดติดปากว่า “ถ้าไม่สุดไม่ใช่เรา” นั่นล่ะครับ) เพราะโปรเจ็กต์นี้ถือเป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงมากในแง่ของการลงทุน ด้วยข้อจำกัดและอะไรหลายๆ ประการทั้งทำเลที่ตั้ง การดีไซน์ และเรื่องความพร้อมของเมือง ทำให้โปรเจ็กต์นี้ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าผมเคยได้รับบุ๊คเลตของโครงการเมื่อประมาณหลายปี ที่แล้ว ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมรู้สึกชอบและทึ่ง กับโปรเจ็กต์นี้มาก พอเห็นตึกนี้เป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ผมรู้สึกดีใจไปด้วยเลยครับ

Print

ถ้าจะถามว่าผมชอบอะไรในตึกหลังนี้  บอกได้เลยว่าผมชอบตั้งแต่ได้ยินว่า OMA โดย Ole Scheeren (ซึ่งต่อมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Buro Ole Scheeren) รับออกแบบพร้อมคอนเซ็ปต์ที่จะทำให้ตึกนี้เสมือนถูกแกะสลักเหมือนริบบ้อนพันรอบตัวตึกในลักษณะของพิกเซล 3 มิติ (Pixelated Ribbon) ซึ่งหากมองในแง่ของการดีไซน์นั้น ลักษณะตึกที่ใช้ผนังกระจกโดยรอบแบบนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้างนอกและข้างในได้อย่างลงตัว พื้นที่ด้านในเปิดโปร่งโล่งสามารถชมวิวและรับแสงแดดธรรมชาติ ในขณะที่ตัวอาคารก็เปิดเผยความมีชีวิตสู่ภายนอก เหมาะสมกับภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนของยูนิตที่เหมือนลอยอยู่บนฟ้า (Glass Skybox) ที่สร้างพื้นที่พักผ่อนได้ทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ และมีส่วน Double-Height Space ที่มองเห็นวิวของเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา โดย “ริบบ้อน” ที่พันรอบตึกนั้น พันมาถึงด้านล่างและค่อยๆ หายไปเป็นพื้นที่
พลาซ่าส่วนกลาง (Landscaped Public Plaza) ได้อย่างแยบยล ดังนั้นผมว่ามันเป็นการออกแบบ ที่ทั้งกล้าหาญ ฉลาด และเข้าใจถึงบริบทของเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอยู่มากมายเลยครับ

1_dx7790_w1

นอกเหนือไปจากการดีไซน์ตัวตึกแล้ว  อีกประเด็นสำคัญที่ผมเห็นจากตึกระฟ้าทั่วโลกนี้ก็คือ ความสามารถของตัวมันในฐานะสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์ที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญประจำเมือง เป็น “Iconic Building” (ก็แบบที่คุณเห็นได้ในของที่ระลึกต่างๆ เวลาคุณไปเที่ยวนั่นล่ะครับ มันก็จะมีตึกสำคัญๆ ของเมืองนั้นปรากฏอยู่แล้ว) และเป็น “สถาปัตยกรรม” ที่จะมากำหนดเส้นขอบฟ้าหลักของเมือง ประเภทที่ว่าถ่ายภาพไปตรงไหนก็ต้องเห็นมัน ดังนั้น นอกเหนือไปจากความสูงแล้ว สิ่งสำคัญคือ ความสวย ดังนั้นในสายตาสถาปนิกอย่างผม ดีไซน์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

ปัจจุบันตึกระฟ้าเกือบทุกตึกจะมีฟังก์ชั่น การใช้งานคล้ายคลึงกันคือ ด้านล่างเป็นร้านรีเทล ตรงกลางเป็นตึกออฟฟิศ ด้านบนเป็นโรงแรมหรือเรสซิเดนท์หรูหรา และสูงสุดเป็นลานชมวิว เป็นสูตรสำเร็จที่เกือบจะทุกตึกทั่วโลกใช้ และก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับผมตึกระฟ้าที่ดีไซน์น่าสนใจและเป็น Iconic Skyscraper คู่เมือง ก็มี The Shard ที่กรุงลอนดอน (ออกแบบโดย Renzo Piano) Shanghai Tower ที่เซี่ยงไฮ้ (ออกแบบโดย Gensler) Tokyo Skytree ที่กรุงโตเกียว (ออกแบบโดย Nikken Sekkei) Burj Khalifa ที่ดูไบ (ออกแบบโดย Adrian Smith) และ One World Trade Center (ออกแบบโดย David Childs และ Daniel Libeskind) โดยแต่ละตึกนั้นก็มีจุดร่วมที่ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และสามารถตอบโจทย์ความเป็นเมืองที่มันตั้งอยู่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์นั่นเอง

cube-media-wall_w1

สำหรับในประเทศไทย ผมมองว่ากรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของโลกไปแล้ว ล่าสุดเพิ่งจะชนะขึ้นที่หนึ่งของเมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือนมากที่สุด ชนะกรุงลอนดอนที่ครองแชมป์ต่อเนื่องยาวนาน ผมมองว่าหลังจากตึกมหานครเกิดขึ้นแล้ว คงจะมีโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจแบบนี้เกิดขึ้นตามมาอีก กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ในตัวเอง ทั้งเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรม และเรื่องความเป็น “เมือง” ที่มีมาตั้งแต่โบราณ เรามีทั้งโลกหรูหราและสตรีทฟู้ด มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และตุ๊กตุ๊กอยู่รวมกันอย่างลงตัว และผมมองว่ากรุงเทพฯ กำลังจะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองอย่างแน่นอน ทั้งสเกลใหญ่ สเกลเล็ก ส่วนตัวผมเอง ก็ยังสงสัยนะ ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่ในฐานะของดีไซเนอร์ ผมว่าการเจริญเติบโต ในตอนนี้ทั้งในเรื่องการลงทุนและเรื่องดีไซน์ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจมากครับ

Related Post