HEMPSTEAD, NY - SEPTEMBER 26:  Republican presidential nominee Donald Trump looks on during the Presidential Debate at Hofstra University on September 26, 2016 in Hempstead, New York.  The first of four debates for the 2016 Election, three Presidential and one Vice Presidential, is moderated by NBC's Lester Holt.  (Photo by Joe Raedle/Getty Images)

เจาะลึกนโยบายหาเสียงของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด – โดนัลด์ ทรัมป์

May be Trump isn’t so bad after all.

หลังจากที่ The Simpson, ไมเคิล มัวร์ ผู้ผลิตสารคดีสุดอื้อฉาว, เจ้าคุณธงไชยแห่งเลสเตอร์ซิตี้, นอสตราดามุส และเดวส เบอร์สไตน์ คอลัมน์นิสต์จาก Vanity Fair ได้ทำนายล่วงหน้าจากต่างสถานที่ ต่างช่วงเวลา แต่ก็ก่อนหน้าที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะได้รับชัยชนะ และได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็เกิดความหวาดกลัวและความปั่นป่วนไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยนโยบายที่เถรตรงแบบอนุรักษ์นิยม และความโผงผางในการหาเสียงและปราศรัยของตัวทรัมป์เอง

เรามาค่อยๆ ใช้เวลาสำรวจนโยบายต่างๆ ของโดนัลด์ทรัมป์กันแบบไม่อ่านเฉพาะพาดหัว แล้วมาดูกันว่านโยบายที่ดูเหมือนจะกีดกัน เหยียดเพศและชาติพันธุ์ที่สื่อทั้งหลายพยายามประโคมนั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังภายใต้คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวอย่างไรบ้าง

usa3

“They’re bringing drugs, they’re bringing crime, they’re rapists. – พวกเขา (เม็กซิกัน) ขนยา เป็นบ่อเกิดของอาชญกรรม เป็นพวกชอบข่มขืน”

ถือเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับนโยบายคัดกรองคนเข้าเมืองให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะที่พรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นแหล่งขนยาข้ามประเทศ และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทางการสหรัฐทุกยุคต่างก็จ่อหาทางแก้มานานแล้ว ทรัมป์เสนอนโยบายสร้างกำแพงยักษ์เพื่อกันพรมแดนดังกล่าว และส่งผู้อพยพที่ไม่มีใบรับรองอย่างถูกกฎหมาย (ซึ่งมีจำนวนราว 11 ล้านคน) กลับประเทศทันที ซึ่งอาจจะส่งผลให้แรงงานและกำลังการผลิตในประเทศลดลง

ในคำปราศรัยหาเสียงของทรัมป์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวไว้ว่าเหตุผลที่เขาตั้งนโยบายนี้ขึ้นมานั้น เพราะประเทศเม็กซิโกได้ส่งคน “ไม่ดี” เข้ามาในสหรัฐอเมริกา และทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยรวม เพราะผู้คนที่เม็กซิกันส่งเข้ามานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ก่อปัญหาเป็นทุนเดิม และก็นำปัญหาเหล่านั้นเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา … “พวกเขาขนยา เป็นบ่อเกิดของอาชญกรรม เป็นพวกชอบข่มขืน”

และหลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งแล้ว ทรัมป์ก็ออกมาแถลงนโยบายเรื่องนี้อีกครั้ง (ผ่านรายการ 60 Minutes ช่อง CBS) โดยระบุว่า จะส่งคนเข้าเมืองที่มีประวัติอาชญากรรม เป็นสมาชิกแก๊งอันธพาล และพวกค้ายาซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านคนกลับประเทศทันที และจะสร้างกำแพงในพรมแดนบางจุดที่เปราะบาง และเขาจะทบทวนเรื่องผู้อพยพเข้าประเทศแบบผิดที่เหลือและวางนโยบายเพื่อให้เป็นกลางมากที่สุด

ซึ่งสื่อหลักๆ ทั้ง TIME และ The Washington Post พากันพาดหัวข่าวว่า “ทรัมป์วางแผนที่จะส่งผู้อพยพจำนวนสามล้านคนกลับประเทศทันที”

usa7

“I don’t want people coming in from the terror countries. – ผมไม่อยากให้คนจากประเทศก่อการร้ายเข้าประเทศเรา”

คำพูดนี้ให้สัมภาษณ์ที่ประเทศสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยอ้างอิงถึงเหตุการ์ Brexit ซึ่งทรัมป์บอกเป็นนัยๆ ว่าเขาเห็นด้วยกับการ “คัดกรองผู้อพยพจากประเทศที่เหมาะสม” และสำหรับ “ประเทศก่อการร้าย” นั้น เขาก็ไม่ยินดีต้อนรับบุคคลเหล่านั้น

แต่เมื่อนักข่าวถามว่า เขาหมายถึงประเทศอะไรบ้าง ทรัมป์ก็เพียงแต่ตอบอ้อมๆ ว่า คำตอบได้รับการตัดสินใจจากคนทั่วโลกไปแล้ว คุณก็แค่มองให้ดีๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม โฆษกของทรัมป์ก็ออกมาพูดต่อทันควันว่า ทรัมป์หมายถึงการก่อการร้าย มิได้เกี่ยวโยงกับศาสนาดังที่คนอื่นตีความ แต่หมายถึงคนมุสลิมจากประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายเท่านั้น

ถ้าจะมองให้เป็นกลางที่สุดนั้น จะเห็นได้ว่ากระแสความหวาดกลัวเรื่องการก่อการร้ายจาก “ประเทศก่อการร้าย” นับจากเหตุการณ์ 9/11 และการก่อการร้ายหลายต่อหลายครั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นลุกลามกลายเป็นกระแสต่อต้านชาวมุสลิม และทำให้สองประเด็นนี้กลายมาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น การประกาศปิดพรมแดน หรือการยกระดับมาตรการการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมตรวจสอบประวัติผู้เข้าเมืองอย่างระมัดระวังมากขึ้นของทรัมป์นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศที่ต้องห่วงใยสุขสภาวะของคนในประเทศตัวเองก่อน

ถึงแม้ว่า … ลึกๆ แล้วเราจะรู้ว่า ทรัมป์หมายถึงใคร และหมายถึงประเทศ (หรือศาสนา) ใดก็ตาม

usa6

“They asked me a question as to pro-life or choice … And I’m very, very proud to say that I am pro-life. – มีคนถามผมว่า เก็บไว้หรือเอาออก… ผมภูมิใจที่กล่าวว่า ผมสนับสนุนให้เก็บไว้”

นโยบายต่อต้านการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายนี้อาจจะส่งผลให้คลินิกทำแท้งเถื่อนผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด แต่อย่างไรก็ตามเบื้องหลังนโยบายเหล่านี้นั้นมาจากความคิดเห็นของทรัมป์ที่ว่าด้วยการสนับสนุน Planned Parenthood หรือองค์กรที่ให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด และทรัมป์ก็เชื่อว่าเด็กทุกคนควรจะมีสิทธิ์ได้เกิด ดังที่เขาได้ปราศรัยไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2015 ว่าเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังจะมีลูก และเขาก็ตัดสินใจที่จะเอาลูกออก แต่ในที่สุดแล้ว ก็เก็บเด็กไว้ และเด็กคนนั้นก็โตมาเป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นเด็กที่วิเศษที่สุดเท่าที่ทรัมป์เคยเห็น ดังนั้น เขาจึงภูมิใจมากที่จะสนับสนุนการเก็บเด็กไว้ ไม่ว่ากรณีใดๆ

ซึ่งเรา(แอบ)คิดดังๆ ว่า เขาอาจจะหมายถึงลูกสาวของตัวเองหรือเปล่า?

usa2

“I think I’d get along very well with Vladimir Putin. I just think so. – ผมว่า ผมน่าจะเข้ากับวลาดิเมียร์ ปูตินได้”

นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2007 แล้วที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Larry King ทางช่อง CNN ว่าเขานับถือปูตินที่สามารถนำเอาความรุ่งเรืองของประเทศรัสเซียกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากระบอบคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ไปอย่างยับเยินในช่วงสงครามเย็น และเขาก็ยังชื่นชมปูตินอีกด้วยว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของรัสเซียได้ดีกว่าการที่โอบาม่ากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปูตินชื่นชมเขาออกสื่อ และเขาเองก็ตอบรับการชื่นชมนั้น

ดังนั้น นโยบายต่างประเทศภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump อาจเปลี่ยนแปลงขั้วมหาอำนาจในโลก แม้สหรัฐจะมีปัญหาระหองระแหงกับรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่ให้แก่ระบอบการปกครองของตน (ประชาธิปไตย vs. ลัทธิคอมมิวนิสต์) หรือการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีที่สหรัฐชนะด้วยการส่งคนขึ้นไปบนดวงจันทร์ ฯลฯ แต่การเข้าสู่อำนาจของทรัมป์ในครั้งนี้อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศเปลี่ยนไปจากในแง่ของการแข่งขันกัน เป็นการร่วมมือกันยึดครองอำนาจบนโลกนี้เพื่อสู้กับยักษ์ใหญ่จากเอเชียอย่างประเทศจีนก็เป็นได้

Related Post

w-23

ภาพร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยชาวซีเรียวัยสามขวบ กระตุ้นให้โลกหันมาสนใจปัญหาผู้ลี้ภัยกันอย่างจริงจังมากขึ้น

Success in Refuge

ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ คงไม่มีประเด็นใดฮ็อตไปกว่าภาพร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยชาวซีเรียวัยสามขวบถูกซัดเกยตื้นริมชายหาดประเทศตุรกี ซึ่งภาพนั้นถือเป็นภาพที่กลายเป็นสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้โลกหันมาสนใจปัญหาผู้ลี้ภัยกันอย่างจริงจัง

คุณเห็นภาพนั้นแล้วรู้สึกอย่างไร? โอเค … คงไม่ต้องถามลงลึกอะไรมาก เพราะเราเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะเพศใด ชนชาติใด ศาสนาไหน คุณคงเกิดความรู้สึกร่วมประเภทโศกเศร้า สะเทือนใจ ขวัญเสีย เวทนา หรือแม้แต่ … ไม่อยากรับรู้เรื่องราวเบื้องหลังภาพนั้น แต่คำถามถัดไปคือ … สะเทือนใจแล้วยังไงต่อ?

เราคิดนานมากว่า เราจะเล่าเรื่องราวของเด็กน้อยคนนั้น (และเด็กน้อยอีกคนที่ตัวเปื้อนเลือดและโคลนจากแรงระเบิดที่ก็กลายเป็นภาพตัวแทนความรุนแรงในซีเรียระลอกสองหลังจากที่มีแคมเปญต่อต้านผู้ลี้ภัยเกิดขึ้นในทวีปยุโรป) แบบให้รู้ซึ้งถึงความรันทดของพวกเขาและครอบครัวดีไหม ถ้าหากว่าคุณรับรู้เรื่องราวของพวกเขา ตามหลักจิตวิทยาแล้ว คุณจะมีอารมณ์ร่วม และมีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขามากขึ้น แต่มาคิดอีกทีหนึ่ง เราก็ค้นพบความจริงที่ว่าเรื่องราวของเด็กน้อยทั้งสอง (และเด็กน้อยคนอื่นๆ) นั้นสามารถหาอ่านได้ตามสำนักข่าวทุกสำนักทั่วโลก เรียกได้ว่ากูเกิ้ลไม่เกินสองวินาที คุณจะได้น้ำตาท่วมจอกับเรื่องราวอันแสนรันทดของผู้ลี้ภัยจากทั่วโลก ถ้าหลักจิตวิทยาในเรื่องการมีส่วนร่วมรับรู้ที่เรากล่าวไว้เป็นจริง แล้วทำไมปัญหาผู้ลี้ภัยถึงยังไม่ถูกแก้ไขกันอย่างจริงจังเสียทีล่ะ … เราแอบตั้งคำถามดังๆ ในประเด็นนี้

หนึ่งในการเคลื่อนไหวเพื่อให้โลกตระหนักถึงปัญหาผู้ลี้ภัยที่เราอยากกล่าวถึงคือการที่ศิลปินสตรีทอาร์ทผู้โด่งดังอย่าง BANKSY กับผลงานภาพวาดแมวสีขาวเล่นก้อนลวดหนามที่สื่อถึงก้อนไหมพรมบนกำแพงซากปรักหักพังหลังสงครามที่ฉนวนกาซ่า เขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในเว็บไซต์ของตัวเองว่า “อันที่จริงคือ ผมอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นจริงและความโหดร้ายในฉนวนกาซ่า โดยการโพสต์รูปลงเว็บไซต์ตัวเอง แต่คุณก็ต้องยอมรับนะว่า บนโลกอินเตอร์เน็ต คนเค้า ดูแต่รูปแมวน้อยเท่านั้นแหละ” … ฟังแล้วแสบไปถึงทรวงทีเดียว แต่มันก็จริงใช่ไหมล่ะ

เราจะไม่พูดเรื่องราวโลกสวยมียูนิคอร์นวิ่งบนสายรุ้งหรอก เรารู้ดีว่าโลกนี้มันโหดร้าย ไม่มีใครอยากจะเอา “ปัญหา” ผู้ลี้ภัยมาเป็นปัญหาของตัวเองใช่ไหม ซึ่งความคิดนั้นไม่ได้ผิดอะไรในขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยเองก็ไม่ได้ผิดอะไรเช่นกัน คุณคงไม่อยากจะออกมาจากบ้านของตัวเอง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใช่ไหม แต่มันจำเป็นไง ประเด็นที่เราอยากจะแทรกไว้สักนิดในที่นี้คือ ถ้าเรามองกลุ่มผู้ลี้ภัยเป็นเพียงคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ไม่ได้เป็น “ปัญหา” เราอาจจะฉุกคิดถึงสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญ เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจถึงความจำเป็นต่างๆ ของพวกเขามากขึ้นก็ได้ … แต่ขอย้ำนะว่า เราไม่ได้ปลุกระดมให้คุณลุกขึ้นมากอดผู้ลี้ภัยไว้ในอ้อมอกอ้อมใจหากคุณไม่ “เข้าใจ” พวกเขาอย่างแท้จริง เราก็แค่อยากให้คุณมองพวกเขาในอีกแง่มุมเท่านั้น

อาจจะเริ่มต้นจากการทำความรู้จักโครงการ “Nobody Left Outside – เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก” ของ UNHCR ที่มีภารกิจจัดหาที่พักพิงเร่งด่วนแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศต่างๆ โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานเบื้องต้น 3 ปี ซึ่งนี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่ให้คุณหันมามองเพื่อนร่วมโลกที่โชคร้ายกว่าคุณ และเปลี่ยนสถานะของพวกเขา ที่เป็น “ปัญหา” มาเป็น “สถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แทนก็เป็นได้

เราหวังเช่นนั้น

ร่วมสนับสนุนโครงการ Nobody Left Outside – เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก” ได้ที่ www.unhcr.or.th

Lord Maurice Saatchi and Charles Saatchi

อาชีพ: ผู้ก่อตั้งเอเจนซี่โฆษณา Saatchi & Saatchi

ลี้ภัยจาก: ประเทศอิรัก

มาอยู่ที่: ประเทศอังกฤษ

ตั้งแต่: 1947

ด้วยเหตุ: หลบหนีการฆ่าล้าง

เผ่าพันธุ์ชาวยิวในประเทศอิรัก

เป็นที่รู้จักเพราะ: สองพี่น้องซาชิเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกทั้งในฐานะนักการเมืองคนสำคัญของประเทศอังกฤษ และผู้ก่อตั้งบริษัทเอเจนซี่โฆษณาอันดับต้นๆ ของโลกนาม Saatchi and Saatchi ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ในปีค.ศ. 1994 ทั้งสองพี่น้องถูกโหวตออกจากบริษัทตัวเอง โดยผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ พวกเขาเลยมาจับมือกันตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า M&C Saatchi ในปีถัดมาซึ่งก็ … เป็นที่แน่นอนว่า … ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกเช่นเคย

Freddie Mercury

freddie-mercury-03

อาชีพ: นักร้องนำวง Queen

ลี้ภัยจาก: ประเทศแทนซาเนีย

มาอยู่ที่: ประเทศอังกฤษ

ตั้งแต่: 1964 -1991

ด้วยเหตุ: การปฏิวัติแซนซิบาร์เพื่อฆ่าชาวอาหรับและอินเดียในประเทศ

เป็นที่รู้จักเพราะ: เขาเป็นนักร้องนำของวงดนตรีร็อกชื่อก้องโลกอย่าง Queen ด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และการแสดงที่สุดโต่งบนเวทีของเขา ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นเขายังร่วมแต่งเพลงอีกหลายเพลงรวมถึงเพลงที่ดังสุดๆ อย่าง Bohemian Rhapsody และ We Are the Champions อีกด้วย เฟร็ดดี้เป็นคนขี้อาย เขามักจะให้สัมภาษณ์ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขากับตัวเขาบนเวทีนั้นคือคนละคนกันโดยสิ้นเชิง เขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 45 ปีด้วยโรคเอดส์ เหลือไว้เพียงตำนานแห่งวงการดนตรี

Yusra Mardini

Olympics - Refugee Olympic Team Swimming Athletes Media Access

อาชีพ: นักกีฬาว่ายน้ำ

ลี้ภัยจาก: ประเทศซีเรีย

มาอยู่ที่: ประเทศเยอรมนี

ตั้งแต่: 2015

ด้วยเหตุ: สงครามกลางเมือง

ในประเทศซีเรีย

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นสมาชิกของทีมโอลิมปิกผู้ลี้ภัย (Refugee Olympic Athletes Team) และชนะเหรียญทองจากการว่ายท่าผีเสื้อ 100 เมตรในเวลา 1:09:21 นาที เรื่องราวสุดดราม่าของเธอคือ เธอและน้องสาวลี้ภัยออกจากประเทศซีเรียผ่านเลบานอน และตุรกีเพื่อลอบลงเรือไปที่ประเทศกรีซพร้อมกับผู้อพยพคนอื่นอีก 18 คน แต่เรือลำนั้นสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกินเจ็ดคน และเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงานกลางทะเล เธอ น้องสาวและผู้อพยพ คนอื่นอีกสองคนที่ว่ายน้ำเป็นก็กระโดดลงมาว่ายน้ำและผลักเรือเป็นเวลากว่าสามชั่วโมงจนกระทั่งขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย … ถ้าชีวิตจะต้องสู้ขนาดนี้ น้องเอาเหรียญทองไปเลยดีกว่า

Milan Kundera

milan_kundera_new_4a

อาชีพ: นักเขียน

ลี้ภัยจาก: สาธารณรัฐเช็ก

มาอยู่ที่: ประเทศฝรั่งเศส

ตั้งแต่: 1975

ด้วยเหตุ: เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านโซเวียตในเหตุการณ์ Prague Spring

เป็นที่รู้จักเพราะ: เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนวนิยายเรื่อง The Unbearable Lightness of Being (ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต) ได้รับการเสนอชื่อเข้า ชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี ต่อเนื่อง (แต่ยังไม่เคยได้รับ) หลังจากที่เขาถูกถอดสัญชาติ จากประเทศบ้านเกิดและย้ายมาอยู่ ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร เขาก็ “เห็นว่าตัวเองเป็นนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส และยืนยันให้บรรจุงานเขียนของเขาเข้าไปในวิชาวรรณกรรมฝรั่งเศส” … ดูชัดเจนในตัวเองมากทีเดียว

Miloš Forman

NEW YORK - MAY 24: Director Milos Forman attends the The Film Society of Lincoln Center's 37th Annual Chaplin Award gala at Alice Tully Hall on May 24, 2010 in New York City. (Photo by Bryan Bedder/Getty Images) *** Local Caption *** Milos Forman

อาชีพ: ผู้กำกับและผู้เขียน

บทภาพยนตร์

ลี้ภัยจาก: สาธารณรัฐเช็ก

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1968

ด้วยเหตุ: ทำภาพยนตร์วิพากษ์วิจารณ์การเมืองการปกครองภายในประเทศ

เป็นที่รู้จักเพราะ: ภาพยนตร์เรื่องเอกของเขาคือ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) และ Amadeus (1984) ทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และโด่งดังในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งก็ส่งผลให้เขาได้รับสัญชาติอเมริกันหลังจากถูกแบนจากประเทศบ้านเกิดตัวเอง

Marlene Dietrich

Madame Tussauds Opens Location In Berlin

อาชีพ: นักแสดงและนักร้อง

ลี้ภัยจาก: ประเทศเยอรมนี

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1939 – 1992

ด้วยเหตุ: เป็นแกนนำต่อต้านพรรคนาซีช่วงสงครามโลก

ครั้งที่สอง

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นนักแสดง นักร้อง และเพอร์ฟอร์มเมอร์ที่มีความสามารถ และบุคลิกที่ชัดเจน (เธอเป็นผู้หญิงยุคแรกๆ ของโลกที่สวมชุดสูทแบบผู้ชาย) เธอได้รับการจัดอันดับที่เก้าในลิสต์ Greatest Female Star of Classic Hollywood Cinema ภาพจำของเธอนอกเหนือไปจากการเป็นนักแสดงมากความสามารถแล้ว เธอยังเป็นนักเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิมนุษยชน (จนกระทั่งถูกแบนจากประเทศบ้านเกิด) คนสำคัญในยุคนั้นอีกด้วย

Madeleine Albright

Cyrus R. Vance Funeral

อาชีพ: นักการเมืองและนักการทูต

ลี้ภัยจาก: สาธารณรัฐเช็ก

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1948

ด้วยเหตุ: ลี้ภัยทางการเมืองช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี Bill Clinton (บิล คลินตัน) และเธอก็เป็นนักการทูตคนสำคัญของ United Nations เธอพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เช็ก โปลิช และโครเอเชีย ได้อย่างคล่องแคล่วถือเป็นหนึ่ง ในนักการเมืองหญิงคนสำคัญของโลก

Gloria Estafan

Gloria Estefan

อาชีพ: นักร้อง

ลี้ภัยจาก: ประเทศคิวบา

มาอยู่ที่: สหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่: 1960

ด้วยเหตุ: ลี้ภัยจากเหตุการณ์กบฎคิวบา

เป็นที่รู้จักเพราะ: เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องเสียงดี พร้อมเพลงฮิตติดชาร์ตอย่าง Conga และ Words Get in the Way เป็นหนึ่งในนักร้องดีว่าที่มีผลงานต่อเนื่องยาวนานคนหนึ่งของวงการดนตรี

Related Post

w-22

ตึกระฟ้าในเมืองไทยที่จะเป็นที่จดจำของสายตาคนทั่วโลก

Skyscrapers that change the Skyline

เอกลักษณ์หนึ่งของเมโทรโปลิสใหญ่ๆ ทั่วโลกก็คือตึกระฟ้าต่างๆ ที่ทำหน้าที่กำหนดหน้าตาของเส้นขอบฟ้า และทำให้เกิดภาพจำของเมืองนั้นๆ ในสายตาของชาวโลก และผมก็ดีใจที่วันนี้เมืองไทยมีตึกระฟ้าที่พอจะแข่งกับตึกระฟ้าอื่นๆ ทั่วโลกได้เสียที

s03-0169_w1

แต่ด้วยบริบทต่างๆ ของสังคมกรุงเทพฯ (หรือสังคมไทย) ทำให้ตึกนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายด้าน จากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งข้อนี้ผมเองก็อยากจะยกเครดิตให้กับความกล้าของเดเวลลอปเปอร์อย่างคุณยิ่ง – สรพจน์ เตชะไกรศรี (เจ้าของคำพูดติดปากว่า “ถ้าไม่สุดไม่ใช่เรา” นั่นล่ะครับ) เพราะโปรเจ็กต์นี้ถือเป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงมากในแง่ของการลงทุน ด้วยข้อจำกัดและอะไรหลายๆ ประการทั้งทำเลที่ตั้ง การดีไซน์ และเรื่องความพร้อมของเมือง ทำให้โปรเจ็กต์นี้ถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าผมเคยได้รับบุ๊คเลตของโครงการเมื่อประมาณหลายปี ที่แล้ว ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมรู้สึกชอบและทึ่ง กับโปรเจ็กต์นี้มาก พอเห็นตึกนี้เป็นรูปเป็นร่างจริงๆ ผมรู้สึกดีใจไปด้วยเลยครับ

Print

ถ้าจะถามว่าผมชอบอะไรในตึกหลังนี้  บอกได้เลยว่าผมชอบตั้งแต่ได้ยินว่า OMA โดย Ole Scheeren (ซึ่งต่อมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Buro Ole Scheeren) รับออกแบบพร้อมคอนเซ็ปต์ที่จะทำให้ตึกนี้เสมือนถูกแกะสลักเหมือนริบบ้อนพันรอบตัวตึกในลักษณะของพิกเซล 3 มิติ (Pixelated Ribbon) ซึ่งหากมองในแง่ของการดีไซน์นั้น ลักษณะตึกที่ใช้ผนังกระจกโดยรอบแบบนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้างนอกและข้างในได้อย่างลงตัว พื้นที่ด้านในเปิดโปร่งโล่งสามารถชมวิวและรับแสงแดดธรรมชาติ ในขณะที่ตัวอาคารก็เปิดเผยความมีชีวิตสู่ภายนอก เหมาะสมกับภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนของยูนิตที่เหมือนลอยอยู่บนฟ้า (Glass Skybox) ที่สร้างพื้นที่พักผ่อนได้ทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ และมีส่วน Double-Height Space ที่มองเห็นวิวของเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา โดย “ริบบ้อน” ที่พันรอบตึกนั้น พันมาถึงด้านล่างและค่อยๆ หายไปเป็นพื้นที่
พลาซ่าส่วนกลาง (Landscaped Public Plaza) ได้อย่างแยบยล ดังนั้นผมว่ามันเป็นการออกแบบ ที่ทั้งกล้าหาญ ฉลาด และเข้าใจถึงบริบทของเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอยู่มากมายเลยครับ

1_dx7790_w1

นอกเหนือไปจากการดีไซน์ตัวตึกแล้ว  อีกประเด็นสำคัญที่ผมเห็นจากตึกระฟ้าทั่วโลกนี้ก็คือ ความสามารถของตัวมันในฐานะสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์ที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญประจำเมือง เป็น “Iconic Building” (ก็แบบที่คุณเห็นได้ในของที่ระลึกต่างๆ เวลาคุณไปเที่ยวนั่นล่ะครับ มันก็จะมีตึกสำคัญๆ ของเมืองนั้นปรากฏอยู่แล้ว) และเป็น “สถาปัตยกรรม” ที่จะมากำหนดเส้นขอบฟ้าหลักของเมือง ประเภทที่ว่าถ่ายภาพไปตรงไหนก็ต้องเห็นมัน ดังนั้น นอกเหนือไปจากความสูงแล้ว สิ่งสำคัญคือ ความสวย ดังนั้นในสายตาสถาปนิกอย่างผม ดีไซน์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

ปัจจุบันตึกระฟ้าเกือบทุกตึกจะมีฟังก์ชั่น การใช้งานคล้ายคลึงกันคือ ด้านล่างเป็นร้านรีเทล ตรงกลางเป็นตึกออฟฟิศ ด้านบนเป็นโรงแรมหรือเรสซิเดนท์หรูหรา และสูงสุดเป็นลานชมวิว เป็นสูตรสำเร็จที่เกือบจะทุกตึกทั่วโลกใช้ และก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับผมตึกระฟ้าที่ดีไซน์น่าสนใจและเป็น Iconic Skyscraper คู่เมือง ก็มี The Shard ที่กรุงลอนดอน (ออกแบบโดย Renzo Piano) Shanghai Tower ที่เซี่ยงไฮ้ (ออกแบบโดย Gensler) Tokyo Skytree ที่กรุงโตเกียว (ออกแบบโดย Nikken Sekkei) Burj Khalifa ที่ดูไบ (ออกแบบโดย Adrian Smith) และ One World Trade Center (ออกแบบโดย David Childs และ Daniel Libeskind) โดยแต่ละตึกนั้นก็มีจุดร่วมที่ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และสามารถตอบโจทย์ความเป็นเมืองที่มันตั้งอยู่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์นั่นเอง

cube-media-wall_w1

สำหรับในประเทศไทย ผมมองว่ากรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของโลกไปแล้ว ล่าสุดเพิ่งจะชนะขึ้นที่หนึ่งของเมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือนมากที่สุด ชนะกรุงลอนดอนที่ครองแชมป์ต่อเนื่องยาวนาน ผมมองว่าหลังจากตึกมหานครเกิดขึ้นแล้ว คงจะมีโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจแบบนี้เกิดขึ้นตามมาอีก กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ในตัวเอง ทั้งเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรม และเรื่องความเป็น “เมือง” ที่มีมาตั้งแต่โบราณ เรามีทั้งโลกหรูหราและสตรีทฟู้ด มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และตุ๊กตุ๊กอยู่รวมกันอย่างลงตัว และผมมองว่ากรุงเทพฯ กำลังจะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองอย่างแน่นอน ทั้งสเกลใหญ่ สเกลเล็ก ส่วนตัวผมเอง ก็ยังสงสัยนะ ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่ในฐานะของดีไซเนอร์ ผมว่าการเจริญเติบโต ในตอนนี้ทั้งในเรื่องการลงทุนและเรื่องดีไซน์ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจมากครับ

Related Post

s07_646

สิทธารถะ: กับปรากฏการณ์ 1,000 เล่มขายหมดภายใน 12 ชั่วโมง

เริ่มต้นได้อย่างไรกับโปรเจ็กต์นี้
ผมได้คุยกับพี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งสำนักพิมพ์ Openbooks) ช่วงประมาณปลายปีที่แล้ว นัดกินข้าวกันเพื่อแลกหนังสือที่เราเขียน และก็คุยกันว่าอยากทำหนังสือที่มีอิทธิพลกับตัวผม ผมก็เอ่ยชื่อ ‘สิทธารถะ’ ขึ้นมา คือ ต้องเกริ่นก่อนว่า งานอดิเรกของผมคือการถ่ายภาพแม่น้ำเก็บไว้ หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบมองแม่น้ำ และถ่ายภาพแม่น้ำ และผมเชื่อว่าคนยุคผมคงจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันหมดแล้ว ซึ่งแต่ละคนก็คงจะได้แรงส่งบางอย่างจากหนังสือเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อย จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งพี่โญก็เห็นด้วย และสำนวนแปลก็มีสองสามสำนวนได้ แต่ส่วนตัวผมได้อ่านสองสำนวน คือ สำนวนของอาจารย์สดใส และสำนวนของอาจารย์สีมน และผมก็ชอบสำนวนของอาจารย์สดใสในรอบหลังๆ ที่ผมได้อ่าน ออกตัวก่อนว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไปสี่ห้ารอบได้ และเมื่อตกลงปลงใจที่สำนวนของอาจารย์สดใส พี่โญก็หายไปจัดการหาลิขสิทธิ์ของอาจารย์สดใสเพื่อนำมาทำฉบับพิเศษให้พิเศษจริงๆ

14570578_10153403134919364_2283219270092084122_o

เป็นโปรเจ็กต์ที่กินระยะเวลาเกือบหนึ่งปีเลย
เพราะลิขสิทธิ์บทแปลของอาจารย์สดใสค่อนข้างซับซ้อน ต้องติดต่อหลายขั้นตอน กว่าพี่โญจะจัดการเอาได้ลิขสิทธิ์สำหรับการจำหน่าย 1,000 เล่มมาได้ก็ช่วงเดือนมิถุนายน ผมก็เริ่มดีไซน์เลย

14567401_10153403134389364_4005646502768205940_o

ทำไมถึงดีไซน์ออกมาเป็นแบบนี้
ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องเป็นภาพแม่น้ำ เพราะบทสนทนาของเราสองคนเริ่มต้นจากความชอบถ่ายภาพแม่น้ำของผมแล้วจึงเลยมาเรื่องสิทธารถะ บวกกับผมเองก็เคยแสดงภาพถ่ายแม่น้ำของตัวเองที่ภูเก็ต และพูดถึงโควินทะ ตัวละครหนึ่งจากเรื่องนี้ด้วย เจตนาและความสำคัญของคอนเซ็ปต์มาแบบนี้อยู่แล้ว ทำให้ผมคิดอย่างอื่นไม่ออก และพี่โญเองก็ไปหาหนังสือเล่มนี้ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ปกเป็นภาพถ่ายแม่น้ำอีก ก็เลยยิ่งเข้าเค้า ในตอนแรกผมเริ่มจากการใช้ภาพแม่น้ำที่ตัวเองถ่าย แต่พอเริ่มคิดและพัฒนาไอเดียมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู็สึกว่า ภาพนี้เป็นภาพของตัวเอง ไม่ใช่การตีความจากหนังสือ ผมแค่คิดง่ายๆ มองลวกๆ ว่าจะใช้แทนกันได้ ซึ่งจริงๆ แล้วใช้ไม่ได้หรอก เพราะ ‘แม่น้ำ’ จะต้องไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นตัวแทนของอะไรบางอย่าง ทำให้ผมล้มความคิดของตัวเองลงทั้งหมด

kanoknuch

แปลว่าภาพปกคือการ ‘สื่อ’ สารโดยใช้ตัวแทน
ผมคิดง่ายๆ ว่าผมต้องการนำเสนอแม่น้ำที่เป็นนามธรรมมากพอที่จะทำให้คนมีพื้นที่คิดเนื้อหาของตัวเอง ไม่ใช่ภาพแม่น้ำที่ถูกกำกับโดยตัวผม ดังนั้น ผมจึงคิดถึง ‘ตัวแทน’ อะไรบางอย่าง ซึ่งในการทำงานวงการหนังสือ กระดาษเป็นแมททีเรียลสำคัญ ผมจึงปรึกษาเบล (กนกนุช ศิลปวิศวกุล หุ้นส่วนและผู้ร่วมก่อตั้ง Practical Design Studio) ว่าสามารถขยำกระดาษให้ออกมาแบบนี้ได้ไหม เบลตอบว่าทำได้ และอยากทำ ก็เลยเริ่มทดลองกันจนกระทั่งเห็นว่ามีความเป็นไปได้ และคอนเซ็ปต์นี้ผมชอบมากตรงที่บางมุมก็เป็นแม่น้ำ บางมุมก็ดูเป็นหินอ่อน เป็นผนัง เป็นภูเขาน้ำแข็ง หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ภาพเดียวมีความแปรเปลี่ยนไปได้มากมาย ในขณะเดียวกันก็มีบริบทของกระดาษและความเป็นกระดาษ เลยตกลงที่ดีไซน์นี้ เพราะคิดว่าจะเป็นดีไซน์ที่ทำงานด้านการสื่อสารในระดับที่เราต้องการได้อย่างลงตัวพอดี

14241554_10155215996658989_6161214497047764018_o

คิดไหมว่าจะเกิดปรากฏการณ์ 1,000 เล่มใน 12 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
ไม่นะ (หัวเราะ) ผมต้องยกประโยชน์ให้กลุ่ม Opendreams เลยนะ เพราะพี่โญเขาคิดว่าเราไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการนำไปวางขายตามร้านได้ กลุ่มโปรแกรมเมอร์กลุ่มนี้เลยคิดระบบการขายแบบนี้ขึ้นมา ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะขายหมดสักอาทิตย์หนึ่ง พอเป็น 12 ชั่วโมงก็ …

14753455_10153410969424364_9097089646083641169_o

โปรเจ็กต์ถัดไป
ก็คงทำกับ Openbooks เหมือนเดิมครับ ผมอยากจะทำปีละเล่ม เลือกหนังสือที่ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว และเราจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ผลักดันให้หนังสือเล่มนี้อยู่ต่อไปได้ อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็ต้องส่งอิทธิพลกับคนได้ แบบอ่านกี่รอบก็ได้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะหนังสือเปลี่ยนแปลงตามเรา หรือเพราะเราเปลี่ยนแปลงไปตามหนังสือ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทางของผมกับ Openbooks ก็ไม่ต่างกันมากนัก เราจะเป็นส่วนเล็กๆ ที่จะผลักดันให้หนังสืออยู่ต่อไปครับ

* นิทรรศการ ‘สิทธารถะ: The Paper River คลื่นใจในธารกระดาษ’ เปิดแสดง ณ Case Space Revolution ปากซอยสุขุมวิท 49 ตั้งแต่วันที่ 16 – 22 พฤศจิกายน 2559 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Related Post

Fast And Furious 6

11 บุคคลที่จะบอกคุณว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้กับชีวิต

ทุกคนต่างก็มีเรื่องท้อแท้ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เราอยากจะบอกว่าใจเย็นไว้ก่อน ไม่มีอะไรสายเกินคำว่าประสบความสำเร็จ

JK Rolling

jk-rolling
“ฉันไม่เคยท้อเลยที่สำนักพิมพ์จะปฏิเสธต้นฉบับของฉัน ฉันเพียงแต่ต้องพยายามไปเรื่อยๆ”
เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นต์เก่ากับลูกสาว ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ และเรื่อง Harry Potter ที่เธอเขียนก็ถูกปฏิเสธจากหลายสำนักพิมพ์ จนสุดท้ายสำนักพิมพ์ Bloomsbury ในกรุงลอนดอนตอบรับต้นฉบับของเธอในปีค.ศ. 1997 ส่งผลให้หนังสือ Harry Potter มียอดจำหน่ายกว่า 450 ล้านเล่มทั่วโลก เธอได้รับรางวัลมากมายจนเธอกลายเป็นสตรีที่มีอิทธิพลที่สุดในอังกฤษ และเป็นนักเขียนที่มีรายรับรวมเยอะที่สุดในโลก

Walt Disney

51917388DH001_Disney
ในปีค.ศ. 1919 เขาถูกไล่ออกจากกองถ่ายหนังกึ่งแอนิเมชั่นเรื่อง The Wisdom of Oz ในแคนซัสซิตี้ เพราะเจ้านายเขารู้สึกว่าตัวเขานั้นไม่มีจินตนาการหรือไอเดียใหม่ๆ หลังจากนั้นวอลท์ยังคงทำสตูดิโอหนังอีกแห่งล้มละลาย เขาจึงตัดสินใจไปฮอลลีวูดเพื่อเปิดกองถ่ายกับน้องชาย เขากับน้องชายได้ก่อตั้ง Disney Brothers’ Studio ขึ้น สร้างสรรค์มิกกี้เมาส์จนได้รับรางวัล Academy 22 ตัว และกลายเป็นตำนานในวงการไป

Oprah Winfrey

650892737GH00122_2016_ESSEN
สำนักข่าวแห่งหนึ่งเคยเชิญเธอออกจากตำแหน่งเพราะไม่ขึ้นกล้อง แต่เสนองานรายการทีวีตอนกลางวันอย่าง People Are Talking ให้กับเธอแทน กลายเป็นว่ารายการฮิตติดลมบนจนทำให้เธอทำงานอยู่ 8 ปีก่อนจะออกมาทำรายการของตัวเอง และรายการที่เธอทำในปัจจุบันนั้นมีมูลค่าสูงถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes)

Steven Spielberg

645657697JM00001_American_F
เขาโดนปฏิเสธจากการสมัครเรียนมหาวิทยาลัย University of South California School of Cinematic Arts นับครั้งไม่ถ้วน จนในปีค.ศ. 1975 หนังเรื่องแรกของเขา Jaws ชนะรางวัล Academy 3 ตัว Emmys 4 ตัว Daytime Emmys 7 ตัวและหนังที่เขาทำมาทั้งหมดถึงปัจจุบันสร้างมูลค่ามากถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Dwayne The Rock Johnson

dwayne-johnson
อดีตของเขาคือเป็นตัวสำรองของตำแหน่ง Defensive Lineman ในทีมอเมริกันฟุตบอล Univesity of Miami Football Team และยังล้มเหลวจากการดราฟท์ผู้เล่นมืออาชีพในปีค.ศ. 1995 เขาจึงผันตัวเองมาเป็นนักมวยปล้ำอาชีพโดยมีพ่อเป็นผู้ฝึกสอนที่คว้าตำแหน่งมาหลายรายการ และกลายมาเป็นดาราฮอลลีวูดในที่สุด

Henry Ford

72663705BP003_fordbuyout
เขาทำให้บริษัทของตัวเองเสื่อมเสียเพราะรถยนต์ที่เขาสร้างนั้นไม่ดีพอ เขาต้องหานักลงทุนที่ไว้ใจในตัวเขา แน่นอนว่าเขาต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด ด้วยการที่ไม่ยอมแพ้ เขาจึงกลายเป็นคนสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกาขนานที่ดีที่สุดในสมัยนั้น

Sir james Dyson

668782533SV00011_The_Dyson_
เขาสร้างเครื่องดูดฝุ่นผิดพลาดถึง 5,126 ครั้ง และใช้เวลาไป 15 ปี และเมื่อการทดลองเครื่องตัวที่ 5,127 สำเร็จ เครื่องดูดฝุ่นของเขากลายเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ขายดีที่สุด ส่งผลให้แบรนด์ Dyson มีมูลค่ารวมกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes)

Stephen King

stephen-king
เขาโยนต้นฉบับเรื่อง Carrie ทิ้งถังขยะไปตั้งแต่แบบร่างแรกๆ เพราะคิดว่ามันน่าจะไปไม่รอด แต่โชคดีที่ภรรยาของเขาเก็บได้จากถังขยะและบอกว่าเรื่องนี้จะต้องขายได้ หนังสือ Carrie กลายเป็นเรื่องแรกที่ทำให้เขาเกิดในวงการและมียอดขายกว่า 350 ล้านเล่มทั่วโลก

Lady Gaga

lady-gaga
เธอเคยโดนเลิกจ้างจากค่ายเพลงแห่งหนึ่ง ทำให้เธอโศกเศร้าเสียใจอยู่เป็นเวลาหลายเดือน แต่ด้วยความที่ไม่ยอมแพ้ เธอจึงกลายเป็นป็อปไอคอนที่คว้ารางวัลมากมาย ได้รับรางวัล ’Songwriters Hall of Fame’ และสร้างมูลนิธิสำหรับ LGBT และผู้ป่วย HIV โดยมูลนิธิที่เธอสร้างมีมูลค่ามากกว่า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes)

Ang lee

673744461TM00040_2016_AMD_B
เขาสอบไม่ผ่านมหาวิทยาลัย (ในขณะที่พ่อเป็นผู้อำนวยการมหาลัย) นั้นทำให้ที่บ้านผิดหวังมาก เขาจึงผันตัวไปเป็นนักแสดงแต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะภาษาอังกฤษของเขาไม่ดีพอ แต่ตอนนี้เขาเป็นผู้กำกับมือรางวัล ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘Crouching Tiger Hidden Dragon’ ‘Life of Pi’ และ ‘Brokeback Mountain’

Jay-Z

jay-z
เมื่อตอนเขาเป็นน้องใหม่ในวงการ ไม่มีค่ายเพลงไหนเซ็นสัญญากับเขาเลย เขาเลยทำเพลงและอัดเสียงกันเองกับเพื่อนและขายแบบเปิดหลังรถขาย ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินราว 610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes)

Related Post

1440497573575-cached

ตลกร้ายที่กลายเป็นความจริงจากการ์ตูนเรื่อง The Simpsons X Trump

Bad Joke from The Simpsons

ทุกคนคงทราบผลแล้วว่าโดนัล ทรัมป์กำลังจะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา แต่คุณรู้หรือไม่ว่า 16 ปีที่แล้ว (ปี 2000) ซีรีส์การ์ตูนเรื่อง The Simpsons ตอน Bart to the Future ได้กล่าวถึงการที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐด้วย

เป็นตอนที่พูดถึง บาธ (ลูกชายของโฮเมอร์) เดินทางไปโลกอนาคตที่ไม่ไกลนัก และได้พบว่า ลิซ่า (น้องสาวของเขา) เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา ภาพตัดมายังห้องทำงานขณะที่อยู่ในระหว่างการประชุม ผู้ช่วยได้แจ้งกับลิซ่าว่า “ที่อเมริกาถังแตกอยู่ตอนนี้ เป็นผลจากการบริหารประเทศของประธานาธิบดีคนก่อน …โดนัล ทรัมป์!”
แล้วใครจะไปรู้ว่าอีก 16 ปีต่อมาในโลกแห่งความเป็นจริง โดนัลทรัมป์ก็ขึ้นมารับตำแหน่งจริงๆ

รู้แบบนี้ … เราน่าจะฟังคำเตือนเขานะเนี่ย

Related Post

Republican U.S. presidential candidate Donald Trump makes a face as he and his wife Melania and members of their family leave the stage at his caucus night rally in Des Moines, Iowa February 1, 2016.      REUTERS/Scott Morgan

เมื่อเหล่าคนดังพร้อมใจประกาศย้ายประเทศออกจากสหรัฐอเมริกาหลังจากที่โดนัล ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุด

เรียกได้ว่าหักปากกาเซียนการเมืองไปหลายคนพร้อมกับอาการหน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บของหลายสำนักโพลที่เก็งกันมาโดยตลอดว่าคลินตันน่าจะได้ครองเก้าอี้ประธานาธิบดีคนต่อไป เมื่ออเมริกันชนได้พร้อมใจกันส่งนายโดนัล ทรัมป์ขึ้นครองเก้าอี้ประธานาธิบดีแทนที่แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยมากเมื่อวานที่ผ่าน และหลังจากผลประกาศออกมาแล้วก็ได้เกิดเหตุการณ์อาฟเตอร์จราจลและความวุ่นวายตามจุดต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา (ประเทศที่เรียกตัวเองประชาธิปไตยจ้าา) จากกลุ่มที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งนี้ ดังข่าวที่ได้เห็นกันไปบ้างแล้ว และก็ถึงคราวคนดังในวงการบันเทิงกันบ้างที่ออกตัวประกาศชัดเจนว่าพร้อมจะย้ายประเทศทันทีที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี ลอปติมัมขอรวบรวมและชักชวนคุณๆ มาดูกันว่ามีใครบ้าง

NEW YORK, NY - APRIL 23:  Singer Barbra Streisand speaks on stage during the Women in the World Summit held In New York on April 23, 2015 in New York City.  (Photo by Andrew Toth/Getty Images)

Barbra Streisand
นักร้องหญิงระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่ของโลก ออกมาประกาศว่า “ฉันไม่รู้จะพูดอะไรและฉันไม่เชื่อ ฉันอาจจะย้ายไปออสเตรเลีย ถ้าประเทศออสเตรเลียอนุญาต หรืออาจจะไปแคนาดาก็ได้ และฉันได้เตรียมวางแผนไว้บ้างแล้ว”

Samuel L. Jackson Visits "The Tonight Show Starring Jimmy Fallon"

Samuel L. Jackson
“ประเทศแอฟริกาใต้อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผม”

Miley Cyrus
นักร้องสาวซ่าคนนี้กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “มันคือฝันร้ายชัดๆ” แต่เธอยังไม่ได้บอกกับเราว่าเธอจะย้ายไปไหน

Food Network & Cooking Channel New York City Wine & Food Festival Presented By Coca-Cola - Chicken Coupe hosted by Whoopi Goldberg and Andrew Carmellini

Whoopi Goldberg
นักแสดงระดับตำนานผิวสีคนนี้กล่าวไว้ว่า เธอยังไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ เธอเตรียมเงินสดพกไว้กับตัวเรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมย้าย “นี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องย้ายไปไหนสักที่ คุณก็คงรู้นะว่าทำไม”

11th Annual Warner Brothers And InStyle Golden Globe After-Party

Neve Campbell
นักแสดงสาวสัญชาติแคนาเดียนผู้นี้มีแผนที่จะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดของเธอที่เมืองออนทาริโอ “มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆ เมื่อทรัมป์ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี”

LOS ANGELES, CA - JULY 13:  Actor Bryan Cranston speaks onstage during the 2016 ESPYS at Microsoft Theater on July 13, 2016 in Los Angeles, California.  (Photo by Kevin Winter/Getty Images)

Bryan Cranston
นักแสดงจาก ‘Breaking Bad’ คนนี้เตรียมพร้อมจะย้ายไปแคนาดา เขาให้สัมภาษณ์ว่า “แน่นอนว่าผมต้องการจะย้ายไปแน่ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเป็นความจริง แต่มันเกิดขึ้นแล้ว ผมแค่หวังว่าพระเจ้าจะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง”

Amy Schumer
นักแสดงตลกหญิงคนดังกว่าวไว้ว่า “ฉันอาจต้องเริ่มเรียนภาษาสเปนอย่างจริงจัง เพราะมันอาจเป็นที่ที่ฉันต้องย้ายไป หรือที่ไหนก็ได้นะ”

"China: Through The Looking Glass" Costume Institute Benefit Gala - Arrivals

Cher
นักร้อง (สาว) รุ่นใหญ่คนโปรดของลอปติมัมคนนี้กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ถ้าเขา (ทรัมป์) ได้รับเลือกตั้ง ฉันจะย้ายไปดาวพฤหัสบดี”

Related Post

supreme-undercover-akira-kurosawa-08-1200x675-copy

ทำความรู้จัก Akira Kurosawa ผู้กำกับระดับตำนาน ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับดีไซเนอร์ UNDERCOVER

อีกครั้งที่แบรนด์ Supreme จับมือกับแบรนด์ Undercover เพื่อออกคอลเลกชั่นพิเศษ โดยในคอลเลกชั่นนี้ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เสื้อยืด Seven Samurai ที่มีให้เลือกทั้งสีดำและสีขาว ซึ่งเราก็รู้ว่าการนำภาพยนตร์สุดคลาสสิกนี้มาเป็นแรงบันดาลใจนั้นถือเป็นการนำมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งมาสร้างมาสเตอร์พีซอีกชิ้นหนึ่งก็ว่าได้

supreme-undercover-akira-kurosawa-07-1200x800

Seven Samurai เป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดย Akira Kurosawa ผู้กำกับคนสำคัญของประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นไอคอนชิ้นสำคัญของวงการภาพยนตร์ ซึ่งก็น่าตื่นตาทั้งเรื่องการผูกเรื่องและเทคนิคการถ่ายทำ แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่อยากครอบครองผลงานสุดคลาสสิกชิ้นนี้ล่ะ?

Akira Kurosawa เป็นผู้กำกับชั้นครูของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นแรงบันดาลใจ (และทำให้เกิดการลอกเลียนแบบ) ของผู้กำกับหลายคนในฮอลลีวูดทั้ง Martin Scorsese, Roman Polanski, Stephen Spielberg และ Sam Peckinpah โดยมาร์ตินเองก็ได้เคยนิยามเขาว่าเป็น “อัจฉริยะโดยกำเนิด” มาแล้ว

เอกลักษณ์ของคุโรซาว่าอยู่ที่งานด้านภาพ และการผูกเรื่องที่น่าสนใจ เขาสามารถอรรถาธิบายความซับซ้อนของเรื่องราวที่เขาต้องการสื่อออกมาเป็นภาพยนตร์ที่น่าติดตามได้อย่างเหลือเชื่อ และผลงานเรื่อง Seven Samurai ของเขานั้นก็ติดอันดับภาพยนตร์คลาสสิกตลอดกาลไปเรียบร้อยแล้ว

Related Post

HILVERSUM, NETHERLANDS - JANUARY 30, 2014: Facebook is an online social networking service founded in February 2004 by Mark Zuckerberg with his college roommates and is now a fortune 500 company.
** Note: Shallow depth of field

อุทาหรณ์สอนใจ 4 สิ่งที่ไม่ควรแชะ แล้วแชร์ในโลกออนไลน์

ในยุคโซเชียลเนตเวิร์ก หลายคนชอบแชร์เรื่องราวส่วนตัว ชอบ ‘แชะ’ แล้วแชร์อวดให้โลกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใครไปเสียทุกเรื่อง แต่การแชร์บางอย่างในชีวิตนั้น ไม่ได้นำมาแค่ความน่ารำคาญของเพื่อนร่วมฟีดเท่านั้น แต่อาจจะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนตลอดกาลก็ได้ อย่างล่าสุด ดาราชื่อดังอย่าง Kim Kardashian ตกเป็นเหยื่อโจร ถูกปืนจี้ รูดทรัพย์ไปนับสิบล้านยูโรกลางกรุงปารีส คาดว่าโจรตามรอยเธอ หลังจากที่เซลฟี่กับเพรชเม็ดเขื่อง ก่อนออกไปปาร์ตี้ ในช่วงปารีสแฟชั่นวีคที่ผ่านมา

เราได้รวบรวมอุทาหรณ์สอนใจทั้งชายหญิง ถึงสิ่งที่ไม่ควรแชะแล้วแชร์ในโลกออนไลน์

1. บอร์ดดิ้งพาส

boarding-pass-wedding-invitations-to-create-a-elegant-wedding-invitation-design-with-elegant-appearance-1

Brian Krebs บล็อกเกอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์ ให้ความเห็นไว้ว่า โค้ดในบอร์ดดิ้งพาสที่คุณใช้เดินทางขึ้นเครื่องบิน บรรจุข้อมูลส่วนตัวของคุณไว้มหาศาล การได้ข้อมูลในบาร์โค้ด และเพียงแค่ชื่อหรือนามสกุลก็เพียงพอที่จะล้วงข้อมูลสำคัญจากเว็บไซต์สายการบินได้แล้ว ตารางการบิน หมายเลข Frequent Flyer ไปจนถึงเมนูอาหารที่คุณสั่งบนเครื่อง รู้หมด!

2. รูปถ่ายลายนิ้วมือ

finger

หลังจากที่ลงเสียงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนอยากโชว์ ว่าตนเป็นพลเมืองที่ดีเพียงใด ด้วยการถ่ายรูปนิ้วที่มีรอยหมึก ลงในโซเชียลมีเดีย และพลันมีเสียงติเตียนจากผู้ประสงค์ดีว่าไม่ควรจะแชร์รูปดังกล่าวนะ เพราะอาจจะทำให้โจรนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้ แต่ก็มีเสียงคัดค้านว่า ‘ไม่จริงหรอก’ ลอปติมัมก็เลยไปค้นดูว่ามันจริงเท็จอย่างไร ปรากฏว่าเว็บไซต์ The Gaurdian รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ ในการประชุมประจำปีของเหล่าแฮ็กเกอร์ Chaos Communication Congress ได้มีการสาธิตการจำลองลายนิ้วมือของรัฐมนตรีของเยอรมนีท่านหนึ่งจากรูปของนักข่าวที่ถ่ายๆ กันทั่วไป แถมแฮ็กเกอร์คนเดียวกันนี้ก็ยังเคยโชว์การเจาะระบบ Apple ID Touch ที่คุยว่าปลอดภัยหนักหนามาแล้วเมื่อปี 2013 แม้ว่าโจรในบ้านเรายังไม่ไฮเทคถึงขึ้นนั้น แต่อนาคตก็ไม่แน่ อย่าแชร์เสียดีกว่า

3. เงินเป็นฟ่อนๆ

money

ถ้าคุณไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าขายครีมในอินสตราแกรม การแชร์รูปเงินเป็นฟ่อนๆ จะนำพามาซึ่ง 2 บุคคลที่พึงปราถนา นั่นคือ โจรและสรรพากร

4. ใส่เครื่องเพชรเม็ดเขื่องแล้วเซลฟี่ก่อนออกจากบ้าน

kim

ไม่เชื่อก็ให้ไปถาม Kim Kardesian ดูเถิด

Related Post

doi

เปิดกรุของสะสมระดับเวิลด์คลาส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The World-class Collector

001

ใครๆ ก็รู้จักเขาในฐานะลูกชายคนเดียวของศิลปินแห่งชาติ ผู้ล่วงลับอย่างถวัลย์ ดัชนี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักเขาในฐานะ
คอลเลกเตอร์ระดับเวิลด์คลาส ผู้ชื่นชมความงดงามของงานศิลป์ ความเร็ว เรือนเวลา และ … ดาบซามูไร ลอปติมัมได้มีโอกาสเปิดบ้านของ ม่องต้อย” – ดอยธิเบศร์ ดัชนี แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมบทสัมภาษณ์เจาะลึกหลากหลายตัวตนของผู้ชายน่าสนใจคนนี้

His Serenity

“ดาบแต่ละเล่มที่ผมเก็บมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ของในห้องนี้ ถ้ารวมมูลค่าแล้วแพงกว่าบ้านและรถยนต์ทั้งหมดของผมรวมกัน” ดอยธิเบศร์เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง เมื่อเราก้าวผ่านธรณีประตูไปสู่ห้องสถิตย์วิญญาณที่เก็บดาบซามูไรของเขา บรรยากาศในห้องทำให้เขาดูสงบนิ่งและเยือกเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “และผมไม่ได้เก็บอย่างเดียวนะครับ ผมต้องเรียนรู้ที่จะใช้ดาบให้เป็นและดูแลรักษาให้เป็นด้วย” ความหลงใหลในศาสตราวุธของดอยธิเบศร์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ จากการเห็นบิดาชื่นชอบอาวุธ และด้วยปรัชญาส่วนตัวที่คิดว่าถ้าจะชอบอะไรสักอย่าง เขาจะไปให้ “สุด” ทาง เขาจึงเทใจให้กับดาบซามูไร เพราะเป็นดาบที่ดีที่สุดในโลกถึงขั้นบินไปเรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับดาบซามูไร ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การสร้าง การตีดาบ การฟันดาบ และการดูแลรักษาดาบที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องมาเกือบยี่สิบปีแล้ว “ดาบที่ผมเก็บส่วนใหญ่จะเป็นดาบต้นตระกูลสำคัญๆ เช่น ตระกูลกัสซัน ตระกูลมาซามูเน่ ตระกูลโตกูกาว่า และดาบที่ผมหลงใหลมากที่สุดคือดาบที่เรียกว่า Cutting Test หรือดาบที่ทดสอบความคมด้วยการฟันคนจริงๆ และจะสลัก วัน เวลา รวมถึงท่าฟัน จำนวนคนที่ถูกฟัน และชื่อผู้ที่ทำการทดสอบไว้บนด้ามดาบ จากนั้นคร่ำด้วยทองคำ ซึ่งก็จะมีหลายศพแตกต่างกันออกไป เล่มที่ผมมีสูงสุดคือแปดศพในเล่มเดียว ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เพราะโดยปกติจะเฉลี่ยอยู่ที่ห้าศพเท่านั้น” กระบวนการ Cutting Test ที่ดอยธิเบศร์อธิบายนั้นคือการเลือกเอานักโทษประหารหรือเชลยศึกมาเป็นผู้ถูกทดสอบความคมของดาบ ซึ่งผู้ที่ฟันนั้นก็จะต้องเป็นนักดาบที่มีฝีมือ เพราะการที่จะฟันมนุษย์ให้ขาดเป็นสองท่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นการทดสอบกับคนจำนวนที่มากกว่าหนึ่งคนนั้น จะต้องเอาคนมามัดรวมกันสองถึงสามศพ และฟันทีเดียวให้ขาด ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง(มาก)ที่ไม่ใช่ว่าใครก็จะทำได้

ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ถือเป็นความชอบส่วนบุคคลของเขา “มันเริ่มต้นจากคุณพ่อครับ” เขาเล่า “ผมสงสัยว่าทำไมคุณพ่อถึงยอมเอารูปตั้งหลายรูปไปแลกกับดาบเล่มเดียว แต่ละรูปราคาเป็นล้านนะครับ ผมเลยสนใจศึกษาค้นคว้าตั้งแต่นั้นมาและก็กลายเป็นความชื่นชอบและหลงใหลของตัวเองในตอนนี้ล่ะครับ” นอกเหนือไปจากการเก็บสะสมดาบซามูไรของตระกูลซามูไรชั้นสูงหลายตระกูลแล้ว ดอยธิเบศร์ก็เก็บสะสมสิ่งของอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับดาบซามูไร ทั้งชุดเกราะ หอก ง้าว ธนู และข้าวของ
เครื่องใช้ต่างๆของซามูไรในสมัยนั้น รวมไปถึงภาพเขียนสีสมัยโบราณสมัยศตวรรษที่ 13 บนกระดาษที่จารึกเรื่องราวการสู้รบของตระกูลต่างๆ อีกด้วย “ผมมีชุดเกราะที่เป็นมาสเตอร์พีซอยู่หลายชุด ชุดหนึ่งเคยนำไปจัดแสดงไว้ที่ห้างเกษร ส่วนที่เหลือในห้องนี้ผมเปิดแอร์ให้อยู่ตลอด ให้อุณหภูมิคงที่เพื่อรักษาของ เขาอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว เราก็มีหน้าที่รักษาเขาให้อยู่ต่อไป” เขานำชมของสะสมสุดรักสุดหวงในห้องของเขาอย่างกระตือรือร้น “ราคาดาบพวกนี้มีตั้งแต่หลักแสนจนถึงสิบล้าน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นดาบของใคร สมัยไหน ตระกูลอะไร ผมเลือกสะสมแต่ดาบต้นตระกูล ส่วนตัวผมชอบตระกูล Gassan ซึ่งถ้าคุณจำได้ เขาเคยใส่ชุดญี่ปุ่นถือดาบซามูไรเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับนาฬิกา Rolex ในสมัยนั้น นั่นเป็นช็อตที่จุดประกายให้ผมรู้สึกว่า การที่เขาเอานักดาบมาโฆษณาได้ขนาดนั้น แปลว่ามันจะต้องยิ่งใหญ่ และเป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นได้ ผมจึงเริ่มศึกษาและเรียนรู้ทุกอย่างของตระกูลนี้ ว่าเขายิ่งใหญ่แค่ไหน มีความเป็นมาอย่างไร เมื่อผมมีโอกาสได้เป็นเจ้าของดาบซึ่งเป็นดาบของต้นตระกูลผู้ก่อตั้งสายตระกูลกัสซัน นับเป็นความภูมิใจของผมจริงๆ ครับ” ดอยธิเบศร์ไม่ค่อยได้เปิดเผยของสะสมในส่วนนี้ให้ใครดู เพราะเขารู้สึกว่าการที่จะอธิบายความหลงใหลของเขาให้คนอื่นฟังนั้น มันต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเราก็แอบภูมิใจที่เขาไว้ใจ เล่าเรื่องราวตัวตนมุมนี้ให้เราฟังแบบไม่หวงเลย และเขาตั้งใจว่าสมบัติเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะถูกนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ซามูไรที่เขาตั้งใจจะสร้างขึ้นเพื่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดกของชาติสืบต่อไป

His Speed

003

“ว่ากันตรงๆ ก็พูดได้ว่าผมซื้อบ้านให้รถอยู่นะครับ” ดอยธิเบศร์หัวเราะ เมื่อเราถามถึงบ้านสไตล์การาจหลังที่เรานั่งอยู่นี้ “ผมมีบ้านสองหลังที่ ทำให้รถอยู่ครับ แต่แต่งแตกต่างกันเลย หลังหนึ่งเป็นสไตล์วินเทจ ส่วนอีกหลังเป็นโมเดิร์นครับ เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเรามีรถแต่ไม่มีที่ให้เขาอยู่ มันก็ไม่ใช่ ก็เลยแต่งบ้านหลังนี้ให้ออกโมเดิร์น เต็มไปด้วยของสะสมและสไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักแข่งรถทั่วโลก ผมก็ค่อยๆ เก็บสะสมของแต่ละชิ้น ทีละเล็กละน้อย จนได้อย่างที่เห็น ส่วนบ้านอีกหลังหนึ่ง
ก็คิดแค่ว่าอยากได้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อผมชอบ Ferrari ซึ่งเป็นของประเทศอิตาลี ผมก็เลยแต่งบ้านหลังนั้นให้ออกสไตล์ Italian Vintage” เพราะอาชีพของเขาผูกอยู่กับความงามและการดีไซน์ เขาเชื่อว่า ประเทศอิตาลีถือเป็นอันดับต้นๆ ในเรื่องการดีไซน์ของโลกอยู่แล้ว เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะเลือกสะสมรถสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Ferrari “ผมเลือกรถจากคาแรกเตอร์ของรถ และเลือกให้เข้ากับตัวเอง ผมมี 458 Speciale และ 430 Scuderia เป็น Lightweight Version ทั้งสองตัว และพอ Fiat Abarth 695 Tributo Ferrari ออกมาเหมือนเป็น Limited Edition คู่กับ รุ่น Scuderia ผมก็ซื้อมาอีกคันหนึ่งครับ ผมจะเลือกเฉพาะรุ่นไลต์เวต เพราะคาแรกเตอร์และสไตล์ของผมไม่เหมือนคนอื่น ผมไม่ได้ชอบรถที่ขับสบาย แต่จะชอบรถที่ค่อนข้างดุดัน รุนแรง และรถไลต์เวตจะเป็นรถที่ผลิตน้อย เหมือนเป็นรถแข่งที่สามารถนำมาใช้ขับในชีวิตประจำวันได้ นั่งไม่ค่อยสบายหรอกครับ ออกแนวแรง โหด ดิบ ตัวถังทำจากอลูมิเนียมและชิ้นส่วนประกอบจากเคฟลาร์ ส่วนเบาะก็เป็นบักเก็ตซีต ไม่เหมือน Ferrari ทั่วไปที่เป็นเบาะหนังนิ่มๆ ปรับด้วยไฟฟ้าสบายๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวผม”

นอกเหนือไปจากการเก็บรถแล้ว เขายังเก็บสะสมของทุกอย่างเกี่ยวกับรถ ไล่มาตั้งแต่ของแต่งบ้าน ของแต่งรถ เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ Ferrari ทั้งหมด หนึ่งในของสะสมสุดหวงของเขา ก็คือนาฬิกาที่ผลิตให้กับ Ferrari นั่นเอง “ผมเก็บนาฬิกา Hublot เพราะรถเต็มๆ เลยนะครับ ปกติผมเป็นคนชอบนาฬิกาอยู่แล้วครับ ที่เก็บไว้ก็มีหลายยี่ห้อที่ชอบครับ แต่ในที่นี้ขอพูดถึง Hublot Ferrari ครับ” เมื่อดอยธิเบศร์ตัดสินใจแล้วว่าจะเก็บสะสมอะไร เขาจึงต้องเอาให้สุด Hublot King Gold จึงเป็นตัวเลือกแรกและตัวเลือกเดียวของเขา เพราะโลโก้ Ferrari สุดที่รักของเขาที่เห็นได้ชัดเจน บ่งบอกตัวตนของเขาทั้งในเรื่องของดีไซน์และเทคโนโลยีในเรือนนาฬิกา และเชื่อหรือไม่ว่า นาฬิกาเหล่านี้ก็เลือกที่จะมาอยู่กับเขาเช่นกัน “ตอนนั้นผมอยู่ที่เชียงราย มีคนโทรมาบอกว่ารุ่นนี้มีมาสองเรือน เป็นไทเทเนียมกับคิงโกลด์ซึ่งเป็นหมายเลข 99/500 ซึ่งผมเห็นเลขปุ๊บ ก็ส่งเงินจากเชียงรายไปมัดจำทันที โดยยังไม่ได้เห็นของด้วยซ้ำเพราะผมเชื่อว่ามันคงไม่มีมาอีกแล้วแน่ๆ และมันก็ไม่มีมาจริงๆ แล้วต่อมา Hublot ก็ออกรุ่น Big Bang Ferrari Speciale Ceramic มาคู่กับรถ Ferrari 458 Speciale ที่ผมมีอยู่แล้ว ผมก็ดันไปปากเสียกับที่ร้านว่า ถ้าสามารถหาเบอร์ 99/250 ได้ผมจะซื้อ เพราะนาฬิกาเรือนก่อนผมก็หมายเลข 99/500 และรถ 458 Speciale ของผมก็เป็นคันที่ 9 ของประเทศ ผมจึงเจาะจงไป ซึ่งปรากฏว่าเขาก็หาได้จริงๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับพูดไปแล้วก็ต้องรักษาสัจจะ ก็เลยต้องซื้อมา (หัวเราะ) หลังจากซื้อมาแล้วผมรู้สึกดีมากเลยนะครับ เพราะมันไม่มีใครได้ไปอีกแล้ว มันเป็นเรือนเดียวในประเทศไทย ที่ได้โควต้ามา และยังเป็นเบอร์นี้อีก” เขาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความภาคภูมิใจอย่างถึงขีดสุด

His Cuteness

“จริงๆ แล้วผมเป็นคนมุ้งมิ้งนะครับ” ดอยธิเบศร์ตอบด้วยน้ำเสียงกลั้ว หัวเราะเมื่อเราถามถึงเหตุผลเบื้องหลังตุ๊กตุ่นตุ๊กตาที่วางเรียงรายอยู่เต็มชั้น และโซฟารับแขกหน้าบ้าน “ผมเลยชอบของน่ารักๆ ประเภทซอฟต์ทอย หรือฟิกเกอร์สัตว์ที่ดูน่าเอ็นดู เพียงแต่ว่าผมคงจะพรีเซนต์มุมนี้เยอะๆ ไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นรู้หมด (หัวเราะ) ผมชอบของน่ารักจริงๆ นะ แต่ไม่ถึงขั้นตุ๊กตาบาร์บี้หรอก แค่อะไรน่ารักเท่านั้นแหละ” และเราก็สังเกตว่าของสะสมสไตล์ “น่ารัก” เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของเขาก็คือหมี ไล่เรียงมาตั้งแต่หมี TED หมีคุมะมง หมีริลัคคุมะ หมีบราวน์ หมีแพดดิงตัน และเท็ดดี้แบร์ สวมเสื้อผ้าแตกต่างหลากหลาย พอเราตั้งข้อสังเกต เขาก็หัวเราะอย่างเอียงอายพร้อมบอกว่า “ผมชอบหมีครับ อาจจะเพราะผมมีคาแรกเตอร์เหมือนหมีจนกระทั่งพี่ๆน้องๆ รอบตัวเรียกผมว่า ‘พี่หมี’ มันก็เลยเหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเองไป ก็เก็บสะสมมาเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้คิดอะไร จนรู้ตัวอีกทีก็เต็มบ้านไปหมดแล้ว” ก่อนจะจากเราไป ผู้ชายหลายบุคลิกคนนี้สรุปกับเราว่า “ถึงแม้ว่าผมจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่มันก็เป็นแค่วัตถุอย่างหนึ่งนะครับ ทุกอย่างที่ผมสะสมเริ่มจากแพชชั่นส่วนตัวล้วนๆ พอเริ่มเก็บ เริ่มสะสม สิ่งที่ผมได้รับจากของเหล่านี้กลับเป็นเรื่องอื่นๆ ที่มีคุณค่ามากกว่ามูลค่าของมัน สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้มากลับกลายเป็นว่าผมได้เรียนรู้เรื่องงานดีไซน์ ความงาม ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งผมสามารถเอาปรับใช้ในชีวิตของผมได้ นั่นก็ทำให้ผมมองโลกในอีกมุมหนึ่งเลยทีเดียว ของเหล่านี้มันคือความหลงใหล คือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต กระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเอง และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ การทำงานในวงการศิลปะ วิสัยทัศน์ในเรื่องความงามของเราจะต้องแตกต่างจากคนอื่น เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่ผมเชื่อว่าสุดยอด อย่าง Ferrari ก็คือสุดยอดรถยนต์ นาฬิกาทั้งหลายที่เป็นสุดยอด รวมไปถึงดาบซามูไรที่ถือว่าเป็นศิลปะสุดยอดของประเทศญี่ปุ่นจึงกระตุ้นให้ผมอยากจะเรียนรู้กับพวกมัน ทำให้ผมคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ผมถือว่าของเหล่านี้เป็นหนี้บุญคุณให้กับผมนะ ผมจึงอยากจะรับหน้าที่ดูแล หาที่ทางให้อยู่แบบสมศักดิ์ศรี เปิดเป็นไพรเวทมิวเซียมให้ผู้คนได้เห็นความงามและคุณค่าในแบบที่ผมเห็น เป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน และเป็นสมบัติของชาติต่อไป เท่านี้ผมว่าชีวิตผมก็มีคุณค่ามากแล้วครับ”

Related Post