เพลย์ลิสต์สุดหลอนที่ CIA ใช้ทรมานนักโทษช่วงสงคราม

ทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะว่า เพลงเหล่านี้ที่ใช้ ‘ว่ากันว่า’ ใช้ในการทรมานนักโทษนี้คือเพลงที่จะถูกเปิดวนไปวนมาเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมงขึ้นไป ด้วยเสียงดังกว่าปกติ ให้นักโทษที่ใส่หูฟังและถูกจำกัดการเคลื่อนไหว คือ พวกเขาไม่สามารถถอดหูฟัง หรือหนีไปไหนได้ โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองส่วนแยกจากกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือเพลงเหล่านั้นไม่ 1)มีเนื้อหาที่ต่อต้านความเชื่อหรือศาสนาของนักโทษอย่างชัดเจน 2)มีเนื้อหาที่มีความสุขจนเกินไปเพื่อกระตุ้นเร้าให้เกิดความรำคาญใจ

Sgt. Mark Hadsell ผู้ที่เป็นหัวหน้าเรือใหญ่ของ U.S. Psychological Operations เคยพูดถึงกลยุทธ์นี้ไว้ว่า “ถ้าคุณเปิดเพลงซ้ำๆ เป็นระยะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงหรือมากกว่า สมองและร่างกายของคุณจะอ่อนล้า และสั่งการผิดพลาดได้ง่าย ความคิดคุณจะตอบสนองช้าลง ความตั้งมั่นจะเสื่อมถอย และนั่นก็เป็นจังหวะที่เราจะเริ่มสอบสวนและล้วงความลับของนักโทษได้แล้ว”metallica-announce-2016-tour-dates-01

สิ่งหนึ่งที่ทริกกี้เกี่ยวกับการทรมานนักโทษแบบนี้ก็คือ สังคมดูเหมือนจะให้การยอมรับได้(บ้าง)ไม่มากก็น้อย เพราะดูจะมี ‘อารยะ’ มากกว่าการใช้ตะปูตอกมือหรือการลงหวายลงแส้อยู่เยอะเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี ลองจินตนาการว่าคุณถูกจับขังไว้ในห้องมืดๆ มือและเท้าใส่กุญแจมือ มีถุงผ้าสีดำคลุมหัว ใส่หูฟังที่มีเพลงดังสนั่นเปิดซ้ำไปซ้ำมา นั่นก็ถือว่าเป็นการทรมานแล้ว ไม่ว่าคุณจะเปิดเพลงไหนก็ตาม

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่นักดนตรีทุกคนจะโอเคกับการใช้เพลงของพวกเขาในการนี้ มีข่าวว่า David Gray ขอร้องให้ถอดเพลง Babylon ของเขาออกจากการทำงานของ CIA นี้

slide_345696_3620636_free

เอาล่ะ เรามาดูตัวอย่างเพลย์ลิสต์สุดหลอนกันดีกว่า … เราว่าคุณอาจจะแอบเถียงในใจเบาๆ ว่า เพลงเหล่านี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก มาเปิดให้ฉันฟัง ฉันก็เต้นตามสิ … แต่ลองจินตนาการว่าคุณต้อง ‘ทน’ ฟังเพลงเหล่านี้ในสถานการณ์ที่ถูกจับเป็นนักโทษมัดมือมัดเท่า และฟังวนไปกว่า 24 ชั่วโมง … ถ้าคุณไม่บ้าตายไปก่อนโดนสอบสวน คุณก็สอบผ่านการเป็นผู้ก่อการร้ายแล้วล่ะ เราว่า

1 The Real Slim Shady โดย Eminem

2 Dirty โดย Christina Aguilera ft. Reman

3 Take Your Best Shot โดย Dope

4 Zikarayati โดย Mohamed el-Qasabgi

5 Babylon โดย David Gray

6 Barney Theme Song: I Love You Song

7 Saturday Night Fever โดย Bee Gees

8 Meow Mix Commercial Theme

10 The Beautiful People โดย Marilyn Manson

11 Fuck Your God โดย Deicide

12 We Are the Champions โดย Queen

13 Sesame Street Theme Song

14 Enter Sandman โดย Metallica

15 These Boots Are Made for Walkin’ โดย Nancy Sinatra

16 Californication โดย Red Hot Chili Peppers

17 All Eyez on Me โดย Tupac

18 Baby One More Time โดย Britney Spears

19 Bodies โดย Drowning Pool

20 Shoot to Thrill โดย AC/DC

21 America โดย Neil Diamond

คุณล่ะ มีเพลงทรมานหูอะไรบ้าง มาแชร์กันมั้ย?

Related Post

มาทำความรู้จักกับประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศฝรั่งเศสในสามมุมกัน

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นไปตามคาด ไม่หักมุมพลิกโผเหมือนมหาอำนาจฝั่งอเมริกาที่ทำเอาคนครึ่งโลกอึ้ง ทึ่ง เสียว แต่นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสก็มาพร้อมกับนโยบายและเรื่องซุบซิบที่เผ็ดร้อนพอดู ณ ตอนนี้คุณอาจรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาที่แก่กว่าถึง 20 ปี มากกว่าเคมเปญหาเสียงและนโยบายของเขาเสียอีก ทันทีที่ประกาศว่า มาครงได้ชัยชนะ ทีมงานลอปติมัมก็เร่งหาข้อมูลเกี่ยวกับเขาทั้งเชิงตื้นเชิงลึกเพื่อสรุปมาให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ และพอเห็นภาพฝรั่งเศสในอีก 5 ปีต่อจากนี้

ชายหนุ่มรูปหล่อ

หลายสำนักกล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มาครงชนะก็เพราะเสน่ห์ส่วนตัวของเขา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูและลูกศิษย์จนก่อเกิดเป็นรักแท้สร้างภาพให้นายมาครงกลายเป็นนักการเมืองหนุ่มอายุน้อยแสนโรแมนติกที่ปักใจรักผู้หญิงคนเดียวมาหลายสิบปี เขาและภรรยาพบกันในวิชาการละคร นอกจากจะหลงรักอาจารย์สาวแล้ว มาครงยังหลงรักการแสดงถึงขั้นที่เคยไปคัดตัว ด้านประวัติการศึกษา นายมาครงจบปริญญาตรีสาขาวิชาปรัชญา และรักการเขียนกาพย์กลอนเป็นชีวิตจิตใจ แล้วมันส่งผลต่อการเป็นประธานาธิบดีอย่างไร ? แน่นอนว่าเขาใช้ทักษะการแสดงและวรรณศิลป์เพื่อปราศรัยหาเสียง จนกินใจคนหมู่มากในฝรั่งเศส แต่ทักษะเหล่านี้จะเพียงพอหรือไม่ยามต้องลงมือบริหารประเทศ ไม่มีใครตอบได้

สนับสนุนสหภาพยุโรป
นโยบายของมาครงสนับสนุนให้ฝรั่งเศสยังคงอยู่ในสหภาพยุโรป และกระชับความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจกับประเทศสมาชิกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แนวคิดนี้สร้างความไม่มั่นใจแก่หลายภาคส่วน เพราะความอ่อนแรงของสหภาพยุโรปในขณะนี้ จุดแตกหักแรกเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2007 ที่ประเทศกรีก หนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรปติดหนี้จนต้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพฯ ก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างสมาชิกว่า จำเป็นจะต้องเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือกรีกหรือไม่ อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบมากคือการที่สหราชอาณาจักร หนึ่งในมหาอำนาจ ประกาศถอนตัวจากสหภาพยุโรป ในขณะที่นางแองเจลา เมอร์เคิลนายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวสนับสนุนว่า “เขา (มาครง) นำเสนอนโยบายที่สนับสนุนสหภาพยุโรปอย่างกล้าหาญ และยืนหยัดเพื่อความเปิดกว้าง” ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลดีต่อสหภาพยุโรปโดยรวม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า มาครงปรารถนาจะกระชับความสัมพันธ์กับเยอรมนี ที่บัดนี้แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่สุดในสหภาพยุโรป เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงของฝรั่งเศส

สัญญะแห่งความหวัง
เคมเปญหลักที่เขาใช้หาเสียงมีชื่อว่า En Marche แปลเป็นไทยคร่าวๆว่า ก้าวต่อไปข้างหน้า เขานำเสนอนโยบายที่สร้างความหวังให้แก่คนรุ่นใหม่ และมีลักษณะประนีประนอมไม่สุดโต่งเหมือนคู่แข่ง อาทิ การเพิ่มชั่วโมงทำงานให้ประชาชนเพราะ “หากคุณยังเด็ก ทำงานแค่ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไม่พอเลี้ยงชีพหรอก” หรือการลดขนาดห้องเรียนชั้นประถมศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน ด้านปัญหาคนอพยพ มาครงไม่สนับสนุนการปิดพรมแดน แต่เชื่อในการเปิดประเทศให้ผู้อพยพ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องศึกษาภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศส และนำเสนอโครงสร้างนโยบายที่สร้างความสะดวกแก่แรงงานผู้มีทักษะให้สามารถทำงานในฝรั่งเศสได้ง่ายขึ้น

Related Post

อ่านแล้วคุณจะรู้ว่าดนตรีคือสิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์จริงๆ

Music is My Life

ทำความรู้จักกับผู้หลงใหลในเสียงดนตรีและเครื่องดนตรี ทั้งนักดนตรี ผู้สะสมเครื่องดนตรี ผู้หลงใหล
ในแผ่นเสียง และครูสอนดนตรี แล้วคุณจะเข้าใจจริงๆ ว่า ดนตรีคือสิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์จริงๆ

006

นริศร จารุภวงศ์

ผู้สะสมกีตาร์ด้วยความรัก

นักธุรกิจรุ่นใหม่อย่างจิม – นริศร จารุภวงศ์ ผู้รับตำแหน่ง General Manager ของบริษัท Thai-Inter Molasses Co., Ltd. คนนี้มีเรื่องที่เขาหลงใหลอย่างหมดใจนั่นคือ กีตาร์ ผมเริ่มเล่นกีตาร์โปร่งมาตั้งแต่ป. 6 แล้วครับ พอม. 2 ก็เริ่มเล่นกีตาร์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ต่อมาช่วงม. 3 – ม. 6 ก็ตั้งวงดนตรีเล่นกับเพื่อนๆ มีประกวดดนตรีที่โรงเรียนบ้างประปราย ต่อมาเมื่อเก้าปีที่แล้ว ผมได้ทำวง The Little Match Girl และออกอัลบั้มสไตล์บริทป็อปชื่อ The Sheep Story มีเพลงติดชาร์ตของ Fat Radio สองเพลงด้วยครับ” แม้ว่าในปัจจุบันจิมจะต้องกลับมารับหน้าที่ดูแลกิจการของครอบครัว แต่เขายังเจียดเวลาทุกวันเสาร์ไปซ้อมดนตรีกับเพื่อนๆ เพื่อผ่อนคลายอีกด้วย

สำหรับจิมแล้ว กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสน่ห์ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกทำให้มันสามารถแปลงร่างเป็นของแต่งบ้านได้อีกด้วย นอกจากนั้น หากตัวใดมีประวัติ ผลิตจำนวนจำกัด หรือเป็นโมเดลที่ศิลปินชื่อดังใช้ ก็จะแปลงร่างจากของสะสมธรรมดากลายเป็นของสะสมล้ำค่าไปในทันที สำหรับผมแล้ว กีตาร์แบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือ กีตาร์สำหรับเล่น และกีตาร์สำหรับสะสม ถ้าเป็นกีตาร์ประเภทเล่น ผมจะชอบกีตาร์บูติคอย่าง James Tyler, John Suhr และ Tom Anderson เพราะผลิตโดยช่างฝีมือระดับต้นของโลกจากอเมริกาที่เคยมีตำแหน่ง Masterbuilders ของแบรนด์กีตาร์ดังๆ ก่อนจะมาสร้างแบรนด์ตัวเองนะครับ เสียงและสัมผัสดีมาก แต่ละตัวก็มีเอกลักษณ์ชัดเจน เห็นแว้บเดียวก็รู้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร ส่วนกีตาร์สะสม ผมเน้นยี่ห้อ Gibson และ Fender เพราะมีกีตาร์หายาก ประวัติน่าสนใจให้เลือกสะสมเยอะครับ”

กีตาร์ตัวที่จิมรักและหวงมากที่สุด ณ ปัจจุบันก็ได้แก่ Gibson Custom Slash Les Paul Snakepit ที่ผลิตเพียง 100 ตัวในโลก จิมได้ครอบครองตัวที่ 5 โดยตัวที่ 1-4 นั้นอยู่กับ Slash มือกีตาร์วง Guns N’ Roses ซึ่งราคาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน แต่อย่างไรก็ดี Charvette Made in Japan หรือกีตาร์ไฟฟ้า
ตัวแรกของเขาที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ตอนมัธยมนั้นก็ถือว่าเป็นกีตาร์ที่มีคุณค่าทางจิตใจสูงมาก กีตาร์ตัวนี้ทำให้เขาเล่นกีตาร์ไฟฟ้าต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

จิมยืนยันว่าสำหรับเขาแล้ว ดนตรีคือชีวิต และเขาก็คงจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากโลกนี้ปราศจากเสียงกีตาร์ สำหรับคนที่จะเริ่มสะสมกีตาร์ ถามตัวเองว่าคุณชอบเพราะอะไร ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ ผมแค่อยากจะแนะนำสั้นๆ ว่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อกีตาร์ ควรทำการบ้านให้ดี เช็คราคาและประวัติกีตาร์ให้ถี่ถ้วน ถ้ามีโอกาส ก็ควรลองเล่นก่อนซื้อจริงนะครับ แล้วคุณจะมีความสุขเหมือนกับผม”

004

My Life as Ali Thomas
วงดนตรีอินดี้

My Life as Ali Thomas ถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปินอินดี้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในยุคนี้ เพลงของพวกเขาติดชาร์ตของ Cat Radio อย่าง
ต่อเนื่อง และก็ได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Moment อีกด้วย ตอนที่เราทำเพลง เหมือนกับว่าเราอยู่ในโลกส่วนตัวของเรา ตัดขาดออกจากทุกอย่าง มีแค่ตัวเราเอง มีคนชอบถามว่า Ali Thomas นิสัยอย่างไร เขาก็คือเรานั่นแหละ แต่เป็นเราในอีกตัวตนหนึ่ง เป็นโลกส่วนตัวที่อยู่แล้วสงบคนเดียว” พาย – กัญญภัค วุธรา

นักร้องนำ มือกีตาร์ และนักแต่งเพลงประจำวงกล่าว พอทำงานกับคนอื่น ก็เหมือนกับว่าเรากำลังวาดภาพหนึ่งอยู่ แล้วก็มีคนอื่นมาช่วยวาดด้วย เราก็แค่ไปบอกเพื่อนๆ ในวงว่า เราอยากได้แบบนี้นะ และบางครั้งเราก็อาจจะได้ไอเดียอื่นเพิ่มขึ้นจากการทำงานกับเพื่อนอีกด้วยซ้ำ อาจจะได้ภาพใหม่ๆ ที่แปลกไป เป็นการวาดร่วมกันของหลายๆ คน”

สำหรับผมที่ทำงานในภาคดนตรี พอมีเนื้อร้อง มีเมโลดี้มา ผมก็เอามาดีไซน์ว่าอารมณ์ของเพลงจะ
ออกมาในทิศทางไหน” ตาว – วรรณพงศ์ แจงบำรุง มือกลองและผู้แต่งทำนองกล่าว สำหรับผม ชินกับการทำงานโฆษณา ถูกบังคับด้วยโจทย์ทุกวัน” แร็ก – วิภาต เลิศปัญญา มือกีตาร์เสริม ดังนั้น การทำเพลงประกอบภาพยนตร์ คือเราต้องหาว่าอะไรคือความพอดีระหว่างอารมณ์ของเพลง และโจทย์
ซึ่งไม่เหมือนการทำงานอัลบั้ม”

วงนี้เป็นหนึ่งในวงอินดี้ชาวไทยไทยที่ได้เข้าร่วมงาน Music Matters ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อปีที่ผ่านมา  เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยครับ พอเล่นเพลงจบ วงที่ดูอยู่หลังเวทีเขาก็เฮ เรารู้สึกดีที่เขาเคารพในผลงานของเรา ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ” ตาวกล่าวทิ้งท้าย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน แต่ทุกคนก็พูดภาษาดนตรีเหมือนๆ กันนั่นเอง

FB: My Life as Ali Thomas

001

Jonas Dept

ศิลปินและนักเปียโน

นักเปียโนสัญชาติเบลเยี่ยมคนนี้ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาได้สิบปีแล้ว ผมตกหลุมรักประเทศนี้เมื่อสิบปีที่แล้วครับ ตอนมาใหม่ๆ ผมเป็นครูสอนเปียโนให้กับโรงเรียนเปียโนเล็กๆ ในเชียงใหม่ และพอได้งานประจำเป็นนักเปียโนที่ Royal Academy of Dance ผมก็เลยอยู่ที่นี่ยาวเลยครับ” โจนัสเปิดบทสนทนากับเรา ผมเห็นโอกาสในการทำงานในฐานะศิลปินและนักเปียโนในประเทศไทยครับ ทุกครั้งที่ผมแสดงคอนเสิร์ตคลาสสิกที่เชียงใหม่ บัตรจะขายหมดตลอดเลยครับ อาจจะเพราะว่ามีชาวต่างชาติที่มาทำงานที่เมืองไทย รวมไปถึงชาวไทยที่เรียนดนตรีคลาสสิก แต่ไม่ได้มีโอกาสได้ฟังคอนเสิร์ตก็ได้นะครับ”

โจนัสบอกกับเราว่า โอกาสในการทำงานในฐานะ ศิลปิน’ ที่ประเทศบรัสเซลล์นั้นน้อยกว่าที่ประเทศไทยมาก เพราะข้อจำกัดหลายๆ อย่างรวมไปถึงการเปิดจองสถานที่สำหรับแสดงที่ต้องจองกันล่วงหน้า ทำให้เพื่อนๆ นักดนตรีของเขาที่ใช้ชีวิตที่บ้านเกิดนั้นต่างก็ผันตัวเองไปทำอาชีพครูสอนเปียโนกันเกือบหมด มีเพื่อนผมคนเดียวเท่านั้นครับที่ได้ทำอาชีพศิลปิน แต่เขาก็ย้ายไปอยู่ที่กรุงนิวยอร์กไงครับ” โจนัสหัวเราะ แต่ในเมืองไทย ผมพยายามที่จะหาสถานที่แสดงคอนเสิร์ตที่จะหลอมรวมเอาประสบการณ์การฟังดนตรีเข้าไป ให้คนฟังจำประสบการณ์ครั้งนั้นได้ แม้ว่าพวกเขาจะจำเพลงทั้งหมดไม่ได้ก็ตาม”

โจนัสเคยจัดแสดงคอนเสิร์ตที่ดาดฟ้าของศูนย์การค้าเมญ่า และเชียงใหม่ ซู อควาเรียม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบัตรขายหมดอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ โจนัสกำลังหาพื้นที่ใหม่ๆ ในการจัดแสดงคอนเสิร์ตในกรุงเทพมหานคร

FB: Jonas Dept The Pianologist

002

กีรตินันท์ สดประเสริฐ

ครูอ้วน แห่งโรงเรียนดนตรีคีตะนันท์

โรงเรียนดนตรีขนาดเล็กตั้งอยู่ในเอกมัยซอยสองแห่งนี้เปิดทำการมาได้ 29 ปีแล้ว โดยฝีมือของครูอ้วนผู้หลงใหลกีตาร์คลาสสิกมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ตอนเด็กๆ ผมไปเดินเล่นที่ห้างเซ็นทรัล สีลม จู่ๆ ก็ได้ยินเพลงจากแผ่นเสียง และติดใจจนไปขอซื้อมา นั่นคือแผ่น Classic Guitar by John William เป็นกีตาร์โซโล่ครับ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นครับ” ครูอ้วนเปิดบทสนทนากับเรา และหลังจากนั้น ผมก็ซ้อมหนักมาก บางวันซ้อมถึง 16 ชั่วโมง ถึงขนาดที่คุณพ่อเอาน้ำมาสาดเพื่อให้เลิกเลยครับ”

ครูอ้วนทุ่มเทให้กับการเรียนกีตาร์คลาสสิกจนกระทั่งเขาตัดสินใจเดินไปบอกกับคุณพ่อว่า เขาจะไม่เรียนหนังสือแล้ว ผมจำได้ว่าคุณพ่อเรียกมาคุยว่าเอาจริงเหรอ ชีวิตนักดนตรีนี่จนมากเลยนะ” ครูอ้วนเล่าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ผมก็คิดว่าไม่เกี่ยวกัน ผมชอบนี่นา ตายเป็นตาย ให้ผมตายไปกับดนตรีที่ผมรักนี่แหละ”

และด้วยความตั้งใจจริงของครูอ้วน ทำให้เขายึดอาชีพครูสอนกีตาร์คลาสสิกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็เห็นได้จากแววตาและอารมณ์ของเพลงที่เขาเล่นให้เราฟังตลอดการสัมภาษณ์นั้นว่าเขามีความสุขกับดนตรีที่เขารักจริงๆ การเล่นดนตรีไม่มีทางลัด จำคำนี้ไว้เลยครับ ทุกคนต้องฝึกซ้อมกันทั้งนั้น ผมเองก็เคยมีท้อครับ แต่ต้องดื้อ ฝึกต่อไปให้ได้ ดนตรีน่ะครับ พื้นฐานยาก ต้องอัดให้แน่น ทนลำบากตรงนี้ สักสี่ห้าปี ทนจนยืนให้ได้นะครับ พอฐานแน่นปุ๊บ ความสนุกก็เริ่มมา ทีนี้จะหยุดไม่อยู่แน่นอนครับ ผมออกจากโรงเรียนก็ตรงนี้ล่ะครับ” ครูอ้วนทิ้งท้าย

โรงเรียนดนตรีคีตะนันท์
โทร. 02-714-2388 / 081-581-9597

007

ตรีรัตน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์

แห่ง 1TO5 Piano Active
Music Therapy

ผมสอนเปียโนในรูปแบบเก่ามาตั้งแต่อายุสิบสี่ครับ สอนแล้วเครียด คนเรียนก็เครียด ผมก็เครียดตามไปด้วย และถ้าเรียนเครียดเรื่อยๆ ก็ไม่สนุกแล้วครับ และคนเรา เมื่อเครียดมากๆ ก็ต้องหาทางออก” และทางออกของครูตรีรัตน์ก็คือการสอนเปียโนโดยใช้ระบบตัวเลข เขาเชื่อว่าการเล่นดนตรีแบบนี้คือการอ่านหนังสือ และใครๆ ก็สามารถเล่นเปียโนได้ภายในครั้งแรกที่มาเรียนกับเขา

คนตั้งแต่สามขวบยันเก้าสิบปีที่มาเรียนกับผม เพลงหนึ่งใช้เวลาไม่ถึงห้านาที และผมก็เป็นคนกำหนดเองในเพลง เวลาเขียนโน้ต ก็เหมือนกับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตัดตัวไม่จำเป็นออกไป เหลือแต่เนื้อๆ เลยทั้งหมด” ครูตรีรัตน์อธิบาย คนที่มาเรียนกับผม คือ เขาต้องการอยากเล่นเป็น ผมใช้คำว่า อยากจะเล่นให้เหมือนกับที่เราได้ยินจากทีวีนั่นแหละ”

ดนตรีของครูตรีรัตน์เป็นดนตรีของศตวรรษที่ 21 ไม่ต้องซ้อม ก็เหมือนกับคนเล่นฟิตเนสนั่นล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องฟิตเนสที่บ้านก็สามารถออกกำลังกายได้” และหลังจากที่ลองเรียนเปียโนตามแบบนี้ ก็พบว่าเราสามารถเล่นเพลงสั้นๆ ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ จริงๆ

1TO5 Piano โทร. 081-668-9800 / 02-295-2236 www.triratfoundation.com

005

จิรภัทร อังศุมาลี
นักเขียนเจ้าของนามปากกา

สิเหร่’ ผู้สะสมเป็นเสียงเป็นชีวิตพี่โอ๋เป็นมากกว่าลูกค้าครับ เขาคือเพื่อน คือครูผู้ประสิทประสาทวิชาดนตรี ทำให้ผมมีวันนี้ได้” นกแห่งร้านแผ่นเสียงบอก โอ๋เป็นนักเขียนรุ่นเก๋าที่ใช้นามปากกาว่า สิเหร่’ เขาเป็นผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการนักเขียนและวงการดนตรีมาอย่างยาวนาน หนังสือ ผีเพลง’ ที่เขาแต่งนั้นกลายมาเป็นคัมภีร์สำคัญให้กับผู้คนในวงการแจ๊ซ

ฉายาผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการนั้นไม่ได้มาเล่นๆ ความคิดและข้อเขียนของโอ๋มีผลต่อวงการแผ่นเสียงในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะเขาสามารถแนะนำได้เป็นอย่างดีว่าวงไหนมีชื่อเสียงติดในระดับท็อปของแต่ละยุค และยังสามารถแจกแจงถึงประวัตินักดนตรี และความสำคัญของดนตรีในแต่ละยุค
ซึ่งทำให้นักฟังเพลงรุ่นใหม่สามารถยึดเป็นแนวทาง และนำไปต่อยอดความชอบทางดนตรีได้ไม่ยาก

นอกจากนั้น โอ๋ยังเคยออกแบบปกแผ่นเสียงให้กับวงดนตรีเพื่อชีวิตคนสำคัญอย่างวงคาราวาน เป็นผู้ทรงอิทธิพล และได้รับการยอมรับจากคนรุ่นหลังอย่างกว้างขวาง ความเก๋าเลียนแบบกันยากจริงๆ

003

พงศกร ดิถีเพ็ง

เจ้าของ ร้านแผ่นเสียง’

ผมเกิดในยุคแผ่นเสียง พ่อแม่ผมฟังแผ่นเสียง จึงเริ่มต้นจากความผูกพันกับแผ่นเสียง ถ้าจะถามผมว่าทำไมถึงแผ่นเสียง เพราะผมคิดว่าแผ่นเสียงมีเสน่ห์ คล้ายกับดนตรีสดที่สุด” นก หรือ พี่นก’ แห่ง ร้านแผ่นเสียง’ หรือผู้จัดจำหน่ายแผ่นเสียงคนสำคัญในประเทศไทยเล่าย้อนความหลัง “เริ่มต้นจากการที่พี่วิทย์เขาเปิดร้านแผ่นเสียงที่ฟอร์จูน แล้วผมได้มีโอกาสเข้าไปกรีดๆ แผ่นเสียงแล้วรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าครับ เลยรู้สึกว่านี่คือตัวเรา”

นอกจากจะพบเพื่อนเก่าแล้ว นกยังได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่มากมายจากยุค ’60s – ’70s “ตอนที่ได้รู้จักเพลงแจ๊ซจากยุคนั้น ผมก็ติดการเล่นแผ่นเสียงไปเลย ในตอนนั้นผมคิดว่าตลาดแผ่นเสียงจะเป็นตลาดที่อยู่ในกลุ่มเล็กๆ อยู่กันอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว แต่กลายเป็นว่าตลาดค่อยๆ โตขึ้น กลุ่มคนซื้อก็อายุน้อยลงเรื่อยๆ ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีครับ”

นกถือเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่กล้าลงทุนกับการทำแผ่นเสียงของศิลปินไทย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตอนที่ผู้บริหารของโซนี่มาชวนทำแผ่นเสียงของแสตมป์ ผมก็ไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้หรอกครับ แต่หมดภายในเก้าสิบวันเท่านั้นเอง หลังจากนั้นมาก็เลยทำวงอื่นๆ ตามมาอีกหลายวง ก็ประสบความสำเร็จทีเดียวครับ” เสน่ห์ของแผ่นเสียงนอกเหนือไปจากเสียงที่ไพเราะแล้ว งานบนปกก็ถือเป็นศิลปะ และบางแผ่นก็สามารถกลายเป็นของสะสมราคาแพงได้อีกด้วย

FB: Nok Bangkok Hifi Lp

ร้านแผ่นเสียง ซ.ประดิพัทธ์ 19

โทร. 081-875-5888

Related Post

ผลงานไลท์ติ้งดีไซน์อีกหนึ่งชิ้่นของ Duck Unit ในงาน “Federbräu presents the German Klub curated by Duck Unit”

เมื่อเร็วๆ นี้ Duck Unit ได้โชว์ผลงานไลท์ติ้งดีไซน์สุดท้าทายในงาน “Federbräu presents the German Klub curated by Duck Unit” สะท้อนแนวคิด Simply German, Passion für Perfektion

unnamed (1)

เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้ที่หลงรักและติดตามงานดีไซน์และงานศิลปะจะได้เห็นผลงานสุดตื่นตาตื่นใจชิ้นล่าสุดของ Duck Unit ที่เคยสร้างแสงสีให้กับคอนเสิร์ตต่างๆในงาน “Federbräu presents the German Klub curated by Duck Unit” โดยทำงานร่วมกับทางFederbräu เพื่อสร้างสรรค์โชว์แสงสีสุดพิเศษ สะท้อนแนวคิด Simply German, Passion für Perfektion ในการสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการเปลี่ยน Beam ทองหล่อให้กลายเป็น German Klub โดยใช้เทคนิคแสงสีและสื่อผสมในการสร้างบรรยากาศและมอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่ผู้ร่วมงาน

unnamed (6)

คุณต้น เรืองฤทธิ์ สันติสุข นักสร้างสรรค์เทคนิคแสงสีจาก Duck Unit ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังการออกแบบและการสร้างสรรค์แสงสี สื่อผสมแบบอินเตอร์แอคทีฟอันดับต้นๆของเมืองไทยให้กับงานอีเว้นท์ และคอนเสิร์ตมามากกว่า 10 ปี กล่าวถึงการทำงานของ Duck Unit ว่าเป็นการนำเอาไลท์ติ้งและเทคโนโลยีมาผสมผสานกับงานศิลปะ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานและถ่ายทอดเรื่องราวตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ โดยนำมาเชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจในช่วงเวลาๆนั้น เพื่อสร้างให้เกิดสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ

เสน่ห์ของการเป็นนักออกแบบแสงสำหรับคุณต้น เรืองฤทธิ์ คือความสามารถในการกำหนดอารมณ์ การเล่าเรื่องต่างๆที่อยากให้ผู้ชมได้เห็น รวมถึงการสร้างองค์ประกอบของโชว์ให้สมบูรณ์แบบด้วยการใช้แสงไฟเพียงไม่กี่ดวง เพราะแสงสีนั้นสามารถถ่ายทอดและเปลี่ยนแปลงอารมณ์รวมถึงบรรยากาศต่างๆได้มากมาย ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์และการนำมาประยุกต์ใช้

unnamed (3)

ผลงานแต่ละชิ้นของคุณต้น เรืองฤทธิ์ ยังแสดงถึง passion ในการสร้างสรรค์ผลงานในฐานะนักออกแบบแสง โดยกล่าวว่า “Passion ของผมคือการทำสิ่งที่ผมหลงใหลและถนัดอย่าง การออกแบบแสงให้กับโชว์ต่างๆ ให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุดจากโจทย์ที่ได้รับในแต่ละครั้ง เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบ การทำงานแต่ละครั้งจะเป็นไปด้วยความสนุกและทำให้อยากที่จะพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะสำหรับผมแล้วผลงานต้องออกมาอย่างดีและสมบูรณ์ที่สุดเท่านั้น”

สำหรับงาน “Federbräu presents the German Klub curated by Duck Unit” ครั้งนี้ Federbräu สื่อสารแนวคิด Simply German, Passion für Perfektion ในการทุ่มเททำสิ่งที่ตนรักให้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบและสื่อสารความเรียบง่ายในแบบเยอรมัน โดย Federbräuสร้างบรรยากาศ German Klub ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งมีความท้าทายในด้านการสื่อสารแนวคิดเข้ากับศิลปะเบาเฮ้าส์ (Bauhaus) ของเยอรมันที่เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตและเส้น 45 องศาที่มีความเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาตีความใหม่ให้คงเอกลักษณ์ที่สื่อถึงFederbräu มากที่สุด

unnamed (4)

สำหรับโชว์แสงสีพิเศษภายในงานครั้งนี้ Duck Unit ได้สร้างสรรค์โชว์ขึ้นมาถึง 2 ชุดทั้งโชว์เปิดงานอย่าง Bauhaus Cube, Lighting Performance by Duck Unit และโชว์ไฮไลท์ของงานในชื่อ Surprise lighting show inspired by Bauhaus ที่ร่วมกับดีเจ Mendy Indigo ดีเจรุ่นใหม่มาแรงที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยโชว์ทั้งสองชุดได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเบาเฮ้าส์ (Bauhaus) ของเยอรมัน ในการใช้รูปทรงเรขาคณิต การลดทอนองค์ประกอบ และการใช้สีที่ดึงดูดอย่างสีดำ แดง ขาว นำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีไลท์ติ้งและดนตรีแนวเทคโนเพื่อสร้างบรรยากาศในแบบของ German Klub ทั้งสองโชว์ภายในงานเน้นความสวยงามในรูปแบบที่เรียบง่าย มาสร้าง impact โดยใช้เทคนิคการ synchronize ทั้งภาพ เสียง และไฟ เพื่อเล่าเรื่องราวให้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ

unnamed

ความสวยงามและความสมบูรณ์แบบของโชว์แสงสีสุดพิเศษภายในงาน “Federbräu presents the German Klub curated by Duck Unit” ได้สื่อถึงความทุ่มเทและความสามารถของ Duck Unit รวมทั้งแนวคิดหลักของ Federbräu ที่ต้องการสื่อถึงการทุ่มเททำสิ่งที่ตนเชื่อมั่นให้สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อนำเสนอประสบการณ์พิเศษให้แก่ผู้ชมทุกคน เพราะไม่ใช่แค่ดี….แต่ต้องดีที่สุด

Related Post

กลยุทธ์การบริหาร ‘คน’ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กร

People are Power
ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าในการทำธุรกิจบริการนั้น บุคลากรที่มีคุณภาพจะช่วยให้บริษัทสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าได้ สำหรับ Minor Group เองก็มีการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์ธุรกิจห้าปีทุกปี ซึ่งแผนกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนการดังกล่าว นอกเหนือจากกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์โดยตรงแล้ว การสร้างแบรนด์บริษัท (Corporate Brand) ให้แข็งแกร่งระดับสากล เพื่อดึงดูดความสนใจจากบุคลากรชั้นนำให้ผู้คนเดินเข้ามาหาบริษัทเราเอง

ซึ่งในปัจจุบันแบรนด์ของสินค้าและบริการของกลุ่มบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และ เครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางแข็งแกร่งใน 32 ประเทศทั่วโลกก็ช่วยผลักดันให้กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จ ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนก็ได้แก่ การที่อนันตราได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์โรงแรมหรูที่ดีที่สุดลำดับ 6 ของโลก จาก 2015 Top Luxury Hotel & Brand Report by Review Pro และ The Pizza Company ได้รับรางวัล Best Employer Thailand 2015 จาก Aon Hewitt และรางวัล Overall Winner, International Franchisor of the Year จาก FLA Awards ประเทศสิงคโปร์ นั่นทำให้เรามีความน่าสนใจในสายตาของผู้สมัครงานมากขึ้นและสามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพให้มาทำงานกับเราได้

นอกจากนั้น เรายังสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับพนักงานบริษัท ด้วยเครือข่ายที่แผ่ขยายไปยังตลาดโลกกว้างขวางของบริษัท ทำให้เราสามารถมอบโอกาสทางการทำงานที่หลากหลายและท้าทาย รวมไปถึงโอกาสในการเจริญก้าวหน้าแบบไม่มีที่สิ้นสุดให้กับพนักงานได้ ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงการให้ค่าตอบแทนและโบนัสตามผลการดำเนินงาน (Pay for Performance Program) ที่น่าดึงดูด พร้อมโครงการ EJIP (Employee Joint Investment Program)ที่ส่งเสริมให้พนักงานสะสมหุ้นของบริษัท (เพื่อกระตุ้นให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทจริงๆ) และยังมีผลตอบแทนอื่นๆ บริษัทยังมีโครงการพัฒนาศักยภาพด้านการทำงานและการพัฒนาส่วนบุคคลด้านส่วนตัวผ่านการเทรนนิ่งทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงเสนอโอกาสในการทำงานในต่างประเทศที่มีบริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ ให้กับพนักงาน และเพื่อให้การคัดเลือกบุคลากรและการวางแผนจัดการทรัพยากรมนุษย์มีประสิทธิภาพสูงสุด เราก็ยังได้พัฒนาระบบคัดสรรทรัพยากรบุคคล (Recruitment) อย่างต่อเนื่องทั้งการใช้เครื่องมือ IT ใหม่ๆ อย่างระบบ Online Recruitment และระบบ Employee Data Analytics เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลแบบรายบุคคลอีกด้วย

และสิ่งที่เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ที่ดี เพื่อรักษาและพัฒนาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร โดยวัฒนธรรมองค์กรที่โดดเด่นของเราได้แก่ Drive Culture ดังนั้น บุคลากรของเราจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความมุ่งมั่นสนับสนุนส่งเสริมกันและกันเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าทีมจะประสบอุปสรรคอะไรมาขัดขวางก็ตาม
ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรนี้จะกระตุ้นให้พนักงานของเราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เป็นเลิศอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เราสามารถรักษาและพัฒนาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรได้ต่อไป

นอกเหนือไปจากการพัฒนา ‘คน’ ในองค์กรแล้ว เราก็ยังสนับสนุนการพัฒนาคนตั้งแต่เขาเพิ่งเริ่มผลิใบ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยรวม และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมทั่วโลก โดยมีการจัดตั้งโครงการต่างๆ ทั้งการอุปถัมภ์โรงเรียนที่ด้อยโอกาส การมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือผ่าน Heinecke Foundation และล่าสุดเราก็ได้ทำโครงการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ผ่านโครงการ Minor Corporate University เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานที่ใช้การได้จริง และให้พวกเขาได้มีรายได้เสริมระหว่างเรียนไปด้วย โดย Minor Food ได้จัดโครงการนำร่องไปก่อนโดยในปีพ.ศ. 2558 มีนักศึกษากว่า 4,000 คนเข้าร่วมโครงการ

อย่างที่เกริ่นไปครับว่า ‘คน’ ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทของเราให้ก้าวไปข้างหน้า และกลยุทธ์การบริหาร ‘คน’ ที่ผมเสนอไปทั้งหมดนั้นก็เป็นกลยุทธ์ที่ Minor Group ใช้ได้ผลมาโดยตลอด หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านเหมือนเช่นเคยนะครับ

Related Post

ประสบการณ์ชีวิตจากศิลปินผู้ได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทย

The Soundtrack of My Life

ผมจะมาชวนคุณผู้อ่านลอปติมัมคุยถึงเรื่องวัฒนธรรมฮิปฮอป ออกตัวก่อนครับว่าสำหรับผมแล้ว ฮิปฮอปคือทุกอย่าง เป็นเหมือนกับซาวด์แทร็กในการดำเนินชีวิตของผมที่ขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ เล่าย้อนความหลังนิดนึงนะครับ

RE8L1A4920_w1

ตอนเด็กๆ ผมโตมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนออกจากประเทศไทย ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าฝั่งนั้นเขามีอคติกับชาวเอเชียเพราะผมถูกปลูกฝังมาว่า เวลามีชาวต่างชาติมาเมืองไทย เราต้องเข้าไปคุย เข้าไปต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะเขาคือแขกบ้านแขกเมือง แต่พอไปอยู่ที่โน่น ผมเล่นสเกตบอร์ด แล้วโดนกระป๋องเบียร์เขวี้ยงใส่ โดนผรุสวาทใส่ อะไรแบบนี้ ผมเลยกลายเป็นคนกลุ่มน้อยไป   โดนโยนไปรวมกลุ่มกับพวกเด็กสแปนนิช เด็กเม็กซิกัน และเด็ก  ผิวดำ ผมก็เลยไปคลุกคลีตรงนั้น และเติบโตมากับวัฒนธรรมย่อยของพวกเขาไป

PHILADELPHIA, PA - MARCH 30: A skateboarder rides a concrete bowl that is covered in graffiti at FDR Skatepark on March 30, 2016 in Philadelphia, Pennsylvania. (Photo by Patrick Smith/Getty Images)

ช่วงนั้นคือช่วงประมาณค.ศ. 1989-1990 มีวงดนตรีอย่าง Public Enemy และ Bob Marley ออกมา ถือว่าเป็นดนตรียุคแรกๆ ที่เป็นประเภทกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่า … นี่ล่ะ คือการต่อสู้ ผมจำได้ว่าเพลง Fight the Power กินใจผมมาก เพราะเป็นช่วงที่ชนผิวดำพยายามเรียกร้องความเท่าเทียม เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่านี่คือมูฟเม้นต์ของเรา เราไม่ได้อยู่ฝั่งโน้นนะ เราอยู่ฝั่งนี้ นี่คือดนตรีของเรา นี่คือภาษาที่เราใช้ร่วมกัน เพลงที่เราฟัง ไลฟ์สไตล์ที่เราใช้ ผมก็เลยซึมซาบมาจากจุดนั้น ผมถูกโยนใส่เข้าไปตรงนั้น และซึมซาบมาเป็นวิถีชีวิต นี่อาจจะไม่ใช่ชีวิตที่เราเลือกเอง แต่ก็เป็นวิถีชีวิตของผม    ที่ทำให้ผมเติบโตมาจนถึงวันนี้

เหตุผลหลักที่ผมรักวัฒนธรรมนี้ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็นคนเลือกตั้งแต่แรก นั่นเป็นเพราะว่าผมเห็นความชัดเจนจากอะไรหลายๆ อย่าง และในที่สุด ผมก็เต็มใจเลือกที่จะอยู่ตรงนั้น ใช้ชีวิตแบบนั้น ผมโตมากับเพลงฮิปฮอป ที่มีลักษณะแตกต่างจากเพลงประเภทอื่นๆ นั่นคือ เพลงฮิปฮอปเป็นเพลงที่มีเรื่องราว เป็นเรื่องเล่า อย่าลืมว่าเพลงแบบนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาใช้ดนตรีเป็นสื่อในการแสดงตัวตน เป็นสื่อในการก่อกบฎ พวกเขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโลก นั่นก็ทำให้ดนตรีฮิปฮอปมีพลังมากกว่าเพลงรัก หรือดนตรีเมโลดี้สวยงามทั่วไป ผมก็เลยอินกับดนตรีประเภทนี้ และก็ใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมแบบนี้มาโดยตลอด ถือเป็นซาวด์แทร็กสำคัญที่กำหนดวิถีชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ครับ

Public Enemy In Concert At The Hard Rock Joint

คุณผู้อ่านคงจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมากจริงๆ ผมเชื่อเสมอครับว่าการปลูกฝังดนตรี กีฬา และศิลปะให้กับเด็กๆ นั้นไม่มีอะไรเสียหายแต่อย่างใด ชีวิตผมเอง ถ้าปราศจากดนตรีในการดำเนินชีวิต คงมาไม่ถึงปัจจุบันนี้ได้ เดี๋ยวเล่มหน้า ผมจะมาชวนคุณผู้อ่านคุยกันต่อเรื่องความลื่นไหลทางวัฒนธรรมฮิปฮอป รวมไปถึงการผสมผสานวัฒนธรรมแต่ละประเภทเข้าหากันในวันที่โลกไร้พรมแดนแบบนี้ครับ

Related Post

ยุคที่อะไรๆ ก็ไปดิจิตอลกันหมด สิ่งที่น่าสนใจคือยอดขายแผ่นไวนิลและเทปที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

The Future is Analogue

เปิดปีค.ศ. 2017 มาได้ยังไม่ทันครบไตรมาส คุณคงทราบดีแล้วว่า เศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องขึ้นไปกว่าปีที่ผ่านมาเลย อย่างน้อยก็ในภาพรวมที่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนี่แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว สำหรับคนทำงานออฟฟิศกินเงินเดือน ข้าราชการ หรือพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป จะเอาเงินเดือนที่ได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เขาว่าผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ก็คงจะมืดหม่นพอสมควร เพราะคอนโดมิเนียม ห้องพัก บ้านจัดสรร หรือแม้แต่อาคารพาณิชย์นั้นก็เกิดภาวะ Over Supply เฟ้อเต็มท้องตลาดแบบน่ากลัวมาก

Rhythm collage_w1

ผมไม่ได้จะมาวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศให้ชาวลอปติมัมฟังกันหรอกครับ เพราะผมคิดว่าคุณผู้อ่านลอปติมัมน่าจะเชี่ยวชาญด้านนี้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวผมอยากจะนำเสนอการลงทุนแนวใหม่ที่มาแรงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก จะได้เป็นทางเลือกให้กับคุณผู้อ่านที่พอมีสตางค์เหลือใช้ ไม่อยากฝากแบงค์ให้เงินเฟ้อกินไปเปล่าๆ หรือซื้อสลากออมสินซึ่งโอกาสถูกมีสเกลต่ำม้าก(เสียงสูง)

ปีนี้ถือเป็นปีแห่งแผ่นเสียง หรือแผ่นไวนิลครับ โดยเฉพาะแผ่นเสียงของศิลปินชาวไทย ใช่ครับ … คุณอ่านไม่ผิดหรอก แผ่นเสียงเพลงไทยมาแรงจริงๆ ครับ ผมยอมรับเลยนะครับว่าส่วนตัว ผมไม่ค่อยจะอินกับเพลงไทยสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องบอกข้อเท็จจริงนะครับว่า แผ่นไวนิลเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราเลือกเป็น โดยเลือกวงที่มีทิศทางชัดเจน มีความเป็นตำนาน หรือเป็นแผ่นไวนิลที่ผลิตมาจำนวนจำกัด อย่างแผ่นไวนิลของวงดนตรีสตริงไทยสากลในยุค ’60s – ’70s นี่ก็ราคาแพงลิ่วแล้วในยุคนี้ นักสะสมชาวญี่ปุ่นและอเมริกันก็มาตามไล่ล่าของในบ้านเรากันอย่างจริงจัง ราคายกเซ็ตนี่ถึงหลักหมื่นและหลักแสน อย่างว่าครับ แผ่นไวนิลเพลงไทยในยุคนั้นจะผลิตที่ประเทศอเมริกาหรือประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด คุณภาพก็ระดับโลกครับ แต่พอมาถึงช่วงยุค ’80s ก็ไม่ค่อยผลิตในต่างประเทศแล้ว เพราะสามารถผลิตในประเทศได้ แต่ก็แลกกับคุณภาพเสียงที่แย่มาก ย้ำว่าแย่มากนะครับ คือคนละเรื่องกับแผ่นที่ผลิตต่างประเทศเลยทีเดียว แต่ในปีนี้ศิลปินรุ่นใหญ่ระดับตำนานของบ้านเราที่คนไทยทุกคนน่าจะรู้จักกันหมดก็ทยอยออกแผ่นไวนิลแบบรีมาสเตอร์กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่คุณภาพเสียง และวัสดุในการผลิต ไปจนถึงงานอาร์ตเวิร์กบนปกที่นำมาผลิตใหม่ ส่วนตัวผมเห็นว่าชุดที่น่าจับตามองได้ออกมาแล้วสองศิลปิน ได้แก่ อัสนี-วสันต์ และเต๋อ – เรวัต พุทธินันทน์

เริ่มต้นแนะนำกันที่แผ่นไวนิลของป๋าอัสนี-วสันต์ ขาร็อกขวัญใจคุณลุงคุณอาคุณน้าที่เราๆ รู้จักกันดี ทั้งคู่คือศิลปินต้นแบบวงร็อกในประเทศไทย มีรากเหง้ามาจากเพลงร็อกในยุค ’70s งานของพวกเขาน่าศึกษา และน่าลงทุนเพื่อเก็บประดับตู้เก็บแผ่นไวนิลที่บ้านเราเป็นอย่างยิ่ง บ็อกซ์เซ็ตไวนิลฉลองครบรอบ 30 ปีอัสนี-วสันต์เพิ่งจะถูกนำมารีมาสเตอร์เพื่อจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในจำนวนที่จำกัดมากๆ (ย้ำว่าจำกัดจริงๆ ครับ) สิ่งที่น่าสนใจคือ บ็อกซ์เซ็ตมีทั้งหมด 7 อัลบั้ม โดยทุกอัลบั้มนั้นมีการมาสเตอร์ซาวด์ใหม่หมด ให้เสียงไดนามิก เหมาะกับขาร็อกที่ชอบฟังเพลงร็อกแบบออริจินอล โดยบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ควบคุมการผลิตและทำมาสเตอร์โดยซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลกที่เคยได้รับงวัลแกรมมี่อวอร์ดส์มาแล้ว สารภาพเลยว่าตอนที่ผมเห็นชื่อ Bernie Grundman (เบอร์นี่ กรุนด์แมน) ในหน้าเครดิตของแผ่น ผมถึงกับร้องเฮ้ยเลยทีเดียว เบอร์นี่มีสตูดิโอทำมาสเตอร์ให้ศิลปินระดับโลกที่ประเทศอเมริกาและญี่ปุ่น เขาเคยทำมาสเตอร์ให้กับ Dr. Dre (ด็อกเตอร์เดร) Donna Summer (ดอนน่า ซัมเมอร์) Michael Jackson (ไมเคิล แจ็กสัน) และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย ฟังแค่นี้ก็สุดแล้วครับ แผ่นชุดนี้ผมได้ลองฟังตั้งแต่ตัวแผ่นมาสเตอร์ที่ทางโรงงานผลิตเป็นแผ่นแรกเพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายได้เทสต์เสียงก่อนว่าได้ถึงอรรถรสระดับเวิลด์คลาสไหม ต้องบอกว่าผมเป่าปากร้องอู้หูกันเลยทีเดียว เสียงไม่บาง มีไดนามิก ขนาดหูผมไม่เทพนะ ยังฟังได้ขนาดนี้ ส่วนงานอาร์ตเวิร์กก็สวยมากครัว เป็นงานมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว ควรค่าแก่การเก็งกำไร … เอ๊ย … แก่การเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนไวนิลเซ็ตของพี่เต๋อ – เรวัตนั้นเปิดจองกันข้ามปี คาดว่าตอนนี้ไม่น่าจะหาได้ในท้องตลาดง่ายๆ นะครับ งานของพี่เต๋อนั้นถือเป็นบรมครูแห่งการเปิดโลกเพลงป็อปร็อกยุคใหม่ในประเทศไทย พี่แกเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและวงการเพลงไทยเป็นอย่างมาก ไวนิลบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ผลิตในประเทศอเมริกา นำมามาสเตอร์ใหม่ระดับเวิลด์คลาส แผ่นเก่าของพี่แกนี่ราคาแผ่นละเกินสองหมื่นบาทไปแล้ว แต่รุ่นเรากลับมีโอกาสได้เก็บสะสมใหม่ในราคาที่ถูกลง และเสียงระดับไฮเดฟ ครบทุกชุดที่พี่แกเคยออกมา มีออกมาในแบบลิมิเต็ดเหมือนกัน ลองตามกันดูครับ

และมีคนเคยถามผมว่าถ้าไม่ไปซื้อแผ่นไวนิลหิ้วเองที่ประเทศญี่ปุ่น (ผมเคยเขียนแนะนำคลังแสงในโตเกียวไว้ในลอปติมัมฉบับเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา ไปลองเปิดหาอ่านกันได้ครับ) แล้วจะซื้อได้ที่ไหนในสยามประเทศ ร้านที่ผมไว้ใจมามากกว่าสิบปีมีเพียงร้านเดียวครับ ผมขอเรียกร้านนี้ว่า ‘บ้าน’ น่าจะตรงมากกว่าครับ ร้านชื่อว่า ‘ร้านแผ่นเสียง’ ตรงๆ แบบนี้เลยครับ เรียกง่ายจำง่าย อยู่แถวประดิพัทธ์ ร้านนี้มีเพลงสากลทุกสไตล์จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นเพลงอินดี้ แจ๊ซ ร็อกทุกยุค แดนซ์ สายย่ออะไรมีหมดครับ อยากได้อะไร ขอบอกว่ามีหมดจริงๆ ราคาก็น่าจะพอๆ กับซื้อผ่านเว็บ amazon.com คือ แทบจะไม่ต่างเลยครับ แถมได้ลองสินค้าอีกด้วย ถ้าจะหาเพลงไทยมาสเตอร์ ที่นี่ก็มีหมด จะเก่าหรือจะใหม่ เพราะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนตัวผม เวลาไปแวะที่นี่ ผมจะซื้อแผ่นแนวอิเลกทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็น Justice ชุดใหม่ ซาวด์แทร็กของภาพยนตร์เรื่อง La La Land ผมก็ได้จากที่นี่ ถือว่าเป็นคลังแสงแผ่นไวนิลส่วนตัวของผมเลยก็ว่าได้ครับ บรรยากาศกิ๊บเก๋า ถ้าคุณผู้อ่านสนใจลองไปแวะดูบรรยากาศในเพจเฟซบุคของร้านดูก่อนก็ได้ครับ (www.facebook.com/NokBangkokHifi)

แอบกระซิบดังๆ อีกครั้งก่อนจบครับ เพลงไทยน่าสะสมที่กำลังจะทยอยออกมาให้เสียเงินก็มีทั้งบ็อกซ์เซ็ตของโมเดิร์นด็อก สครับบ์ และพอส เตรียมกระเป๋าสตางค์กันไว้ให้ดีๆ นะครับสำหรับคอลงทุน เพราะนี่ถือเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่เลยครับ สนุกตรงนี้เลยนะครับ และอย่าลืมซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพดีด้วยนะครับ อย่าเอาแบบสวยอย่างเดียว เราจะได้อรรถรสในการฟังแผ่นเสียงเต็มรูปแบบคุ้มค่า สมราคาฟอร์แมตต์ที่ดีที่สุดในโลก แบบเทคโนโลยีดิจิตอลก็เอาชนะไม่ได้ครับ ผมเชื่อเสมอครับว่า ‘Vinyl is Forever.’

Related Post

เมื่อคุณได้สิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณจะไม่อยากได้มันอีก …แล้วไง?

After You Get What You Want (You Don’t Want It)

ถ้าใครเคยดูหนัง There’s No Business Like Show Business” (1954) คงจำฉากที่นางเอกของเรื่องอย่าง มาริลิน มอนโร เซ็กส์ซิมโบลอมตะนิรันด์กาลออกมาวาดลวดลายยักย้ายส่ายสะโพกในชุดซีทรูลูกไม้สุดเซ็กซี่ พร้อมกับขับขานบทเพลง After You Get What You Want (You Don’t Want It) เย้ายวนแขกเหรื่อ (โดยเฉพาะหนุ่มน้อยใหญ่) ในไนท์คลับจนเคลิบเคลิ้มไปกับมนต์สเน่ห์ของเธอกันถ้วนหน้า

ซึ่งจะว่าไป อันที่จริงเนื้อหาในเพลงนี้ ที่แต่งโดยคอมโพเซอร์และนักเขียนเพลงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เออร์วิง เบอร์ลิน (Irving Berlin) ก็ออกแนวตัดพ้อหยิกแกมหยอกเหล่าบรรดาผู้ชาย ว่าเป็นเพศที่รักง่ายหน่ายเร็ว ยามแรกพบประสบพักตร์ ต้องตาต้องใจ ก็อยากได้มาเชยชมสมประดี มีความต้องการอยากได้อยากมีไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นการตามเทียวไล้เทียวขื่อ ทุ่มเทหมดหน้าตัก ทำตัวประหนึ่งมนุษย์สายป๋าสายเปย์ ใจป้ำ ใจดี สปอร์ต กทม

Marilyn-Monroe-Tom-Ewell-The-Seven-Year-Itch-1955-Billy-Wilder-Untapped-Cities-NYC
แต่พอลองได้ลิ้มรสฉ่ำรักของสาวเจ้าไปเรียบร้อยแล้วนั้น ก็มักจะเกิดอาการเหมือนคนกินน้ำพริกถ้วยเก่า เบื่อหน่ายอยากเททิ้ง ไปหาซาซิมิกินเอาดาบหน้าแทนแทบจะทุกรายไป
ซึ่งถ้าผู้หญิงคนไหนที่รู้แกว แนวไก่เห็นตีนงู รู้ไส้รู้สันดาน ก็อาจจะใช้ไม้นี้ในการต่อรองกับผู้ชายเหล่านั้น ว่าเธออย่าหวังจะได้เชยชมรสชาติ ลองลิ้มชิมรสเนื้อหนังมังสา หรือมาเห็นนมไก่อย่างฉันกันได้ง่ายๆ ถ้าอยากได้ก็จงมาเอาอกเอาใจ ทำดีกับฉัน ปรนเปรอให้ฉันพึงพอใจถึงที่สุดของที่สุด หรือไม่ก็เอาหลักประกันอันใหญ่มาค้ำประกันเสียก่อน ว่าถ้าได้แล้วจะไม่เทกันง่ายๆ (ซึ่งในกรณีแบบเดียวกันนี้ เพื่อนของผมหลายคนถึงกับต้องอดทนรอแอ้มแฟนสาวของตัวเองไปจนถึงวันแต่งงานกันเลยทีเดียว นึกแล้วก็อดสงสารในความอดอยากปากแห้ง เอ๊ย! อดทนอดกลั้นของพวกมันไม่ได้จริงๆ )
แต่จะว่าไปจริงๆ ผู้หญิงก็มีหลายประเภท ผู้หญิงที่มองว่าการได้เสียคือการสูญเสีย การมีเซ็กส์คือการที่ผู้หญิงเสียเปรียบผู้ชาย คือการถูกแย่งชิงความบริสุทธิ์ผุดผ่องยองใย คือการถูกล่วงละเมิดศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ คือการถูกป้ายรอยมลทินก็คงมีมากอยู่
แต่ผู้หญิงที่คิดว่าการได้เสียคือการได้รื่นรมย์สมใจ การมีเซ็กส์คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และความพึงพอใจซึ่งกันและกันระหว่างหญิงชาย เป็นกิจกรรม (หรือถ้าจะให้ถูกจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า “กิจกาม”) ที่ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน สุขเกษมเปรมปรีด์ และมันก็ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนของใครหรือใครลดลงแม้แต่เสี้ยวอณู ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

390351 01: Picture from media preview of "Marilyn, A California Classic" featuring photos of Marilyn Monroe which have never been seen at the Lladro Center June 10, 2001 in Beverly Hills, CA. (Photo by Frederick M. Brown/Getty Images)

ผู้หญิงอย่าง ดร. เอลลี แอร์โรเวย์ (โจดี้ ฟอสเตอร์) ในหนัง Contact (1997) ที่ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าก่อนผู้ชาย หลังจากเพิ่งมีอะไรกันหมาดๆ แถมปฏิเสธนัดกินอาหารหลังมีเซ็กส์ของเขาอย่างไร้เยื่อใยเพราะเสียเวลาทำงาน (เธอคงนึกในใจว่าอย่าคิดอะไรมากเลย มันก็แค่เซ็กส์น่ะพ่อหนุ่ม!) และสะบัดบั้นท้ายออกจากห้องไปแบบเก๋ๆ ทิ้งให้ชายหนุ่มมาดแมนนอนอึ้งกิมกี่อยู่บนเตียงคนเดียวซะอย่างงั้น
รวมถึงผู้หญิงอีกมากมายหลายคนที่หาได้แคร์และแยแสว่าพอคุณ “ได้” พวกเธอแล้วคุณจะเบื่อหน่าย หรือไม่อยากได้ “ได้” พวกเธออีกต่อไป เผลอๆ ดีไม่ดีพวกเธอจะเป็นคนเบื่อและชิ่งคุณก่อนด้วยซ้ำไป (อันนี้ยืนยันได้ เพราะตัวผมเองก็เคยเจอมาแล้วเหมือนกัน!)
ผู้หญิงเหล่านี้คงไม่มานั่งร้องเพลง After You Get What You Want (You Don’t Want It) ตัดพ้อผู้ชายให้เสียเวลาชีวิตหรอก จริงไหมครับท่านผู้อ่าน!

Content by: Mut Ant

Related Post

เมื่อศิลปินช่วยสร้างบ้านใหม่ให้กับปูเสฉวนตัวน้อย

เป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานโขแล้วกับเรื่องของการที่มนุษย์เราเก็บเอาเปลือกหอยตามชายหาดจนเจ้าปูเสฉวนเหล่านั้นไร้บ้านจนต้องไปเอาเศษขยะพวกกระป๋องน้ำอัดลมหรือขวดแก้วแตกมาอาศัยเป็นที่พักพิง จนเราเองยังรู้สึกสังเวชใจอยู่ไม่น้อย

aki_inomata_1200.jpg

แต่ปัญหานี้กำลังจะได้รับการแก้ไขโดยศิลปินผู้มีไอเดียบรรเจิดชาวญี่ปุ่น Aki Inomata เธอผู้นี้ได้สร้างสรรค์บ้านหลังน้อยของเจ้าเสฉวนที่ใส่ไอเดียลงไปแบบที่เราแอบหุบยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว Aki Inomata จบการศึกษาจาก Tokyo University of the Arts โดยเธอได้ทำงานศิลปะที่ร่วมมือและอุทิศให้กับเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่มากมากมาย และงาน ‘SHELLters’ สำหรับบ้านใหม่ของปูเสฉวนนี้เธอได้ออกแบบสร้างภาพพิมพ์ 3 มิติ จากคอมพิวเตอร์กราฟิกเป็นสถาปัตยกรรมบ้านเรือนในสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกไปจนถึง ’วัดไทย’ ก่อนจะสร้าง ‘บ้าน’ ขึ้นมาจากวัสดุที่แข็งแรง โปร่งแสง ทนทานและแน่นอนว่าไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ท้ายสุดนี้เธอยังได้กล่าวอุทิศงานชิ้นนี้ให้กับเหล่าคนอบยพย้ายถิ่นและผู้ที่ลี้ภัยอีกด้วย ชมผลงานของเธอต่อได้ที่

Related Post

Platform 10: สำรวจหัวลำโพงผ่านสายตาของแรมมี่ นารูลา

แรมมี่ นารูลา เป็นช่างภาพและศิลปิน เขาเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดียที่หลงใหลการเดินทางและสำรวจเส้นทางใหม่ๆ เขาเลือกที่จะบันทึกความทรงจำของเขาผ่านภาพถ่ายหลากหลายประเภททั้งภาพบุคคลและภาพสถานที่

07.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

แรมมี่เดินทางไปที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2012 ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผลงานภาพถ่ายช่วงแรกๆ ของเขาเป็นภาพขาวดำ ถ่ายทอดผู้คนและชีวิตภายในสถานีรถไฟหลักของประเทศไทยนั้น และในปีค.ศ. 2013 เขาก็จัดแสดงผลงานนิทรรศการภาพถ่ายเป็นครั้งแรกในชื่อ ‘Hua Lamphong Train Station’ ถือเป็นผลงานชิ้นแรกที่เขาได้แสดงออกถึงความหลงใหลในสถานที่นี้

จากนั้นในปีถัดมา เขาก็นำเสนอนิทรรศการ ‘Life is an Act’ เป็นภาพสตรีทที่เขาได้ไปถ่ายตามถนนสายต่างๆ ในเมืองที่เขาได้ไปเดินทางท่องเที่ยว และในครั้งนั้น เขาก็ได้เปลี่ยนสไตล์เป็นภาพถ่ายสี และได้ย้อนกลับไปที่หัวลำโพงเพื่อถ่ายภาพในมุมมองใหม่ๆ อีกครั้งหนึ่ง

08.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

หลังจากนั้นอีกปีกว่า ที่เขาไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นอีกเลย อาจจะเพราะไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ หรือไร้ซึ่งเนื้อหาที่จะนำเสนอ ในปีค.ศ. 2015 เขาก็ย้อนกลับไปที่ชานชาลาอันเงียบเหงาของสถานีรถไฟหัวลำโพงอีกครั้งหนึ่ง และได้เห็นรถไฟจอดเทียบชานชาลาเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 20 นาทีก่อนจะออกเดินทางต่อไป ซึ่งเขาก็ได้เห็นชีวิต การเดินทาง กิจกรรม และความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ณ ห้วงขณะนั้น ซึ่งก็คือ ‘ขณะ’ ที่เขาเฝ้าตามหาในฐานะช่างภาพมาตลอดชีวิต เขาจึงใช้เวลาครึ่งปีในการเดินทางกลับไปที่ชานชาลาแห่งนั้นเพื่อบันทึกภาพถ่ายในห้วงเวลาเดิมๆ

และภาพถ่ายเหล่านั้นก็ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นนิทรรศการภาพถ่าย Platform 10 ที่กลั่นกรองบรรยากาศภายในชานชาลา และความในใจของช่างภาพออกมาเป็นชุดภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวในตัวเองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

09.Platform_10_by_Rammy_Narula_at_S_Gallery

นิทรรศการ Platform 10 จัดแสดง ณ เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 มีนาคม 2560

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 093-582-6588

Related Post