9 แบรนด์แฟชั่นชั้นนำที่เราขนเอามาอัพเดทให้คุณได้ชมก่อนใคร

Modorama

ไม่ว่าจะผ่านพ้นไปอีกกี่ฤดูกาล ไม่ว่าคุณจะวนเอาเสื้อผ้าในยุคคุณพ่อมาใส่อีกกี่รอบต่อกี่รอบ ตราบใดที่คุณยังย่ำเท้าอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้ คุณคือคนที่สามารถเลือกได้ว่าอยากจะเป็นเหมือนใคร หรือเลือกที่จะเคารพ ภูมิใจและรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น

Hermès

Date of Creation : 1837

Founder : Thierry Herms

CEO : Axel Dumas

Creative Director : Vronique Nichanian

Parent Company : Herms International S.A.

Headquarters : Rue du Faubourg Saint Honor, Paris, France

Followers: 2,523,930 ในเฟซบุค, 3,000,000 ในอินสตาแกรม, 28,300 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : การรวมตัวกันของเม็ดสีขนาดเล็กที่ก่อเกิดสีสันที่ซับซ้อน ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างกันให้กลมกลืน ผิวของเนื้อผ้ายามสัมผัสกับแสงอาทิตย์ ความด้าน ความเงา และความมืดที่มาเยือนก่อนเวลาอันควรของฤดูหนาว

For Whom : หนุ่มที่ชอบอ่านหนังสือ ค้นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลาซึ่งความรู้ที่ว่า หมายถึงความรู้จากการใช้ชีวิตด้วย

1st Menswear Collection : แจ๊กเก็ตหนังกวางผลิตขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1925 ส่วนคอลเลกชั่น 
Ready to Wear ถูกผลิตครั้งแรกเมื่อฤดูหนาวปีค.ศ. 1978 
โดย Bernard Sanz (แบร์นาร์ด ซันซ์)

Outfits : สเวตเตอร์ผ้าขนสัตว์ทอสลับสี ผ้าพันคอผ้าขนสัตว์ทอลาย 
กางเกงผ้าฝ้าย กระเป๋าหนังสะพายข้าง รองเท้าผ้าใบตัดต่อหนัง

 

Gucci

Date of Creation : 1921

Founder : Guccio Gucci

CEO : Marco Bizzarri

Parent : Company Kering

Creative Director : Alessandro Michele

Headquarters : Via Mecenate 79, 20138, Milano, Italy

Followers : 15,456,125 ในเฟซบุค, 9,900,000 ในอินสตาแกรม, 3,560,000 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : การรื้อฟื้นเรื่องราวและความทรงจำที่สำคัญในอดีต 
นำกลับมาตีความหมายและนิยามใหม่ ภายใต้กลิ่นอายของ
วัฒนธรรมเอเชีย และสนุกกับการใช้ตัวการ์ตูนไอคอน
อย่างสนูปปี้และโดนัลด์ ดั๊กในคอลเลกชั่นด้วย

For Whom : หนุ่มรักอิสระ ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ สนุกกับสิ่งใหม่ๆ มีหัวคิดสร้างสรรค์ จินตนาการเป็นเลิศ

Advertising Campaign : กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลอมรวมเอาความสงบเงียบจากจิตวิญญาณเข้ากับแสงสีและความเจริญของเมืองใหญ่

Outfits : โค้ตผ้าขนสัตว์ทอลาย ตกแต่งด้วยการปักตราสัญลักษณ์มังกรกางเกงผ้าขนสัตว์ขายาว

 

Boss

Date of Creation : 1924

Founder : Hugo Boss

CEO : Claus-Dietrich Lahrs

Parent Company : Hugo Boss AG

Creative Director : ข้อมูลของครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ยังคงถูกเก็บไว้เป็นความลับ

Headquarters : Sirchinger Str., 72574 Urach, Germany

Followers : 7,706,293 ในเฟซบุค, 1,400,000 ในอินสตาแกรม, 614,000 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : แสงและเงากับผิวสัมผัสที่แตกต่าง สร้างสรรค์ออกมา
อย่างลงตัวเป็นคอลเลกชั่นฤดูหนาวล่าสุด ในคัตติ้งโครงสร้าง
อันคมเรียบกริบแต่ซ่อนไว้ด้วยรายละเอียดอันประณีตพิถีพิถันตามแบบฉบับสุภาพบุรุษจาก Boss

For Whom : ชายหนุ่มที่ชัดเจน มั่นใจ เคารพในกฎเกณฑ์ 
เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว

Digital : eMAG by HUGO BOSS คือรูปแบบของไลฟ์สไตล์แมกกาซีนผ่านช่องทางดิจิตอล ข้อมูลเพิ่มเติม hugoboss.com

Outfits : เชิ้ตผ้าฝ้ายสวมทับแจ๊กเก็ตผ้าขนสัตว์พร้อมกางเกงเข้าชุดโค้ตกันฝนผ้าแคนวาสมีฮู้ด

 

Salvatore Ferragamo

Date of Creation : 1928

Founder : Salvatore Ferragamo

CEO : Eraldo Poletto

Parent Company : Salvatore Ferragamo S.p.A.

Creative Director : Massimiliano Giornetti (คอลเลกชั่นสุดท้าย)

Headquarters : Palazzo Feroni, Via de Tornabuoni, 250123 Firenze, Italy

Followers : 1,512,679 ในเฟซบุค, 1,400,000 ในอินสตาแกรม, 435,000 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : แรงบันดาลใจจากการนำผืนผ้าใบอันว่างเปล่ามาสร้างสรรค์เป็นผลงาน
ศิลปะชิ้นเอกด้วยการบรรเลงผ้าทอลาย สีสัน และพื้นผิว
สัมผัสที่แตกต่าง การหยดสี โดยผสมผสานความหรูหรา
ในแบบประเพณีดั้งเดิมให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

For Whom : สุภาพบุรุษหนุ่มใหญ่ที่มีอารมณ์ศิลปินและชื่นชอบในงานศิลปะ

Flagship : Palazzo Feroi, Via de Tournabuoni, 2 50123, Firenze, Italy เป็นคฤหาสน์ในยุคศตวรรษที่ 16 ในพื้นที่ขนาด 450 ตารางเมตร หนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลี

Outfits : เชิ้ตผ้าไหมพิมพ์ลายสวมทับเสื้อกั๊กผ้าขนสัตว์ทอลาย 
กางเกงผ้าขนสัตว์ทอลายทาร์ทัน

 

Canali

Date of Creation : 1934

Founder : The Canali Family

CEO : Paolo Canali

Parent Company : Canali S.p.A.

Creative Director : Andrea Pompilio

Headquarters : Sovico, Italy

Followers : 141,810 ในเฟซบุค, 56,200 ในอินสตาแกรม, 11,200 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : การทดลองเล่นกับความสมดุลโดยนำความขัดแย้งเป็นจุดเด่น 
องค์ประกอบที่หรูหราและผ่านการคิดคำนวณมาอย่างรอบคอบ 
เรียบง่ายแบบมินิมอลด้วยรูปทรง วัสดุ และสีสันซึ่งผสมผสาน
เข้ากันได้อย่างเป็นเอกลักษณ์และมีที่มาที่ไป

For Whom : สุภาพบุรุษที่ใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการจิบกาแฟที่คาเฟ่ 
อ่านหนังสือ พร้อมกับเช็คบทความวิเคราะห์หุ้น

Proposed Service : Su Misura ประสบการณ์สั่งตัดชุดสูทพิเศษเฉพาะบุคคล 
ที่คุณต้องหาโอกาสลองด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้

Outfits : เสื้อผ้าขนสัตว์คอเต่าสวมทับเชิ้ตผ้าฝ้ายพิมพ์ลาย 
โค้ตผ้าขนสัตว์ กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบหนังวัว

 

Givenchy

Date of Creation : 1952

Founder : Hubert de Givenchy

CEO : Philippe Fortunato

Parent Company : LVMH Group

Creative Director : Riccardo Tisci

Headquarters : 3 Avenue George V, Paris, France

Followers : 2,412,625 ในเฟซบุค, 6,100,000 ในอินสตาแกรม, 781,000 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : Berlin Kids คือคีย์เวิร์ดสำคัญในคอลเลกชั่นนี้ อันประกอบไปด้วย
ลายพิมพ์โมโนแกรม ลายพิมพ์ Brother Monkeys 
สเวตเตอร์ซิปยักษ์ บอมเบอร์แจ๊กเก็ต รวมถึง
เทคนิคการตอกหมุด โซ่ และโลหะตกแต่งเงาแวววาว

For Whom : กลุ่มวัยรุ่นผู้ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความเป็นอิสระ

AD Campaign : ในคอลเลกชั่นฤดูหนาว 2015 Givenchy ได้เลือก Donatella Versace (โดนาเทลลา เวอร์ซาเช) มาเป็นนางแบบโฆษณาแคมเปญประจำฤดูกาล

Outfits : เชิ้ตผ้าไหมพิมพ์ลายสวมทับแจ๊กเก็ตเดนิมตอกหมุดและเสื้อกั๊กผ้ากำมะหยี่มีฮู้ด กางเกงวอร์มผ้าสังเคราะห์

 

Ralph Lauren Purple Label

Date of Creation : 1967

Founder : Ralph Lauren (พร้อมควบตำแหน่ง Executive Chairman และ Creative Director)

CEO : Stefan Larsson

Parent Company : Ralph Lauren Corporation

Headquarters : 625 Madison Department, New York, USA

Official Outfitter : ทีมนักกีฬาสหรัฐอเมริกาในโอลิมปิคปี 2016

Followers : 8,561,992 ในเฟซบุค, 4,100,000 ในอินสตาแกรม, 1,860,000 ในทวิตเตอร์

Fall/Winter 2016-17 Collection : “สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นตอนนี้ก็คือประเพณีนิยมแบบใหม่ มันเป็นวิถีแท้จริงของการแต่งตัว
ที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นด้านตรงข้ามประเพณีเดิมๆ ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นรากฐานของแบรนด์ 
ทำให้พวกคุณดูเท่และมาดมั่นในการแต่งตัวโดยไม่สูญเสียตัวตนและเรื่องราวความเป็นมา”
Ralph Lauren (ราล์ฟ ลอเรน) กล่าวไว้สำหรับคอลเลกชั่นล่าสุด

For Whom : สุภาพบุรุษที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ เป็นตัวของตัวเอง
และพร้อมจะออกไปผจญภัยในชาร์โต

Line : Purple Label, Black Label, RRL, Polo Ralph Lauren, Polo Sport, 
Denim & Supply ไปจนถึงแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อย่าง Ralph Lauren Home

Outfits : เชิ้ตผ้าฝ้ายสวมทับแจ๊กเก็ตผ้าขนสัตว์กระดุม 2 แถวพร้อมกางเกงเข้าชุด เนกไทผ้าไหม

 

Dior Homme

Date of Creation : 1970

Founder : Christian Dior

CEOSerge Brunschwig

Parent Company : Christian Dior SE

Creative Director : Kris Van Assche

Headquarters : 30 Avenue Montaigne, Paris, France

Followers : ไม่พบรายชื่อบัญชีที่เป็นทางการของ Dior Homme ทั้งเฟซบุค อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ แต่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านช่องทางดิจิตอลได้ที่ dior.com

Fall/Winter 2016-17 Collection : “ปัจจุบันคนเราไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง แต่สามารถเปลี่ยนแปลงและเข้าได้กับหลายสิ่งในคราเดียว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องของสไตล์ อย่าง New Wave หรือการเล่นสเก็ตบอร์ด ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเติบโตมา แต่สิ่งที่สำคัญคือสิ่งที่ล้วนมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน ร่องรอยแห่งความทรงจำและขนบต่างๆ ยังคงไม่ลางเลือนไป ทว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากความโหยหาอดีต แต่เป็นการผสมผสานสิ่งที่หล่อหลอมตัวเราในอดีต กับความเป็นไปในปัจจุบัน” คริส วาน อาร์ชกล่าวไว้สำหรับคอลเลกชั่นล่าสุด

For Whom : เด็กหนุ่มหัวขบถ ดื้อรั้น แต่เคารพในประเพณีนิยม

Advertising Campaign : A$AP Rocky แรปเปอร์, Larry Clark (ลาร์รี คลาร์ก)
ผู้กำกับภาพยนตร์และช่างภาพ, Rod Paradot (รอด พาราดอต) 
นักแสดงและ Dylan Roques (ดีแลน โร้ก) นายแบบ

Outfits : เสื้อคอปกโปโลผ้าฝ้ายสวมทับแจ๊กเก็ตผ้าขนสัตว์ ทอลายพร้อมกางเกงเข้าชุด รองเท้าหนัง

 

Homme PlissÈ Issey Miyake

Date of Creation : 2013

Founder :  Issey Miyake

CEO  : Chairman: Issey Miyake

President : Midari Kitamura

Parent Company : ISSEY MIYAKE INC.

Creative Director : Mr. Issey Miyake และ ทีมจาก Reality Lab

Headquarters : 1-23 Ohyama-cho Shibuya-ku, Tokyo 151-0065, Japan

Followers : ไม่พบรายชื่อบัญชีที่เป็นทางการของ Homme Pliss Issey Miyake ทั้งเฟซบุค อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ แต่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านช่องทางดิจิตอลได้ที่ isseymiyake.com

Fall/Winter 2016-17 Collection

PLEATS: ใช้เทคนิคการจับพลีทเพื่อให้เกิดความสบาย ยืดหยุ่นและสวมใส่ได้จริง

PRODUCT: วางเสื้อผ้าในฐานะของผลิตภัณฑ์ให้ความสำคัญกับงานออกแบบและงานโครงสร้าง

PRESENT: เป็นเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่สามารถใส่ได้ในทุกๆ วัน และในหลากหลายสถานการณ์

For Whom : ชายหนุ่มโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ในแบบร่วมสมัย ในแนวทางของมินิมอลลิสต์

Detail : เนื้อผ้าถูกพัฒนาเทคโนโลยีการจับพลีทในแบบดั้งเดิมทำให้ไม่ยับง่าย 
แห้งเร็ว โดยใช้เทคนิค Uniform Pleats เพื่อป้องกันเนื้อผ้าติดผิวช่วยให้สวมใส่สบาย ง่ายต่อการดูแลรักษาและมีน้ำหนักเบา

Outfits : เสื้อแขนสั้นอัดพลีทสวมทับเสื้อกั๊กอัดพลีทแจ๊กเก็ตและกางเกงอัดพลีทเข้าชุด

Related Post

L’Optimum X Levi’s® ตะลุยเมืองซานฟรานซิสโก ถิ่นกำเนิดกางเกงยีนส์ Levi’s®

Day 1

เริ่มต้นทริปกันบ่ายๆ เท้าแตะเมืองซานฟรานปุ๊บ เต๋อ ก้อง และบิวก็เช็คอินที่สะพานโกลเด้นเกทก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะสถานที่นี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองซานฟรานซิสโกที่ใครๆ ก็พลาดไม่ได้ ซึ่งแอบกระซิบกันเลยว่า มันช่างสวยตะลึงสมกับที่เป็นหนึ่งในสะพานแขวนที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยทีเดียว ก่อนจะจบวันกันด้วยอาหารค่ำสไตล์แม็กซิกันสุดอร่อยกันที่บ้านแบบง่ายๆ และพักผ่อนเตรียมพร้อมตะลุยเมืองซานฟรานซิสโกในวันรุ่งขึ้น

Day 2

เช้าวันสบายๆ เริ่มต้นขึ้นด้วยการเข้าเยี่ยมชม Levi’s® Stadium ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามกีฬาสำคัญของรัฐนี้ โดยลีวายส์® ได้ทุ่มทุนปรับโฉมสนามขนาดความจุ 68,500 คนนี้ใหม่หมดจนกระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง และยังเป็นบ้านหลักของทีมอเมริกันฟุตบอลแชมป์ Super Bowl ห้าสมัยซ้อนอย่างทีม San Francisco 49ers นอกจากนั้นสนามนี้ยังโดดเด่นเรื่องการเป็นสนามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับการดูแลจ้างงานคนในท้องถิ่นอีกด้วย

ภายในสเตเดี้ยมนั้นเต๋อ บิว และก้องก็ได้เข้าเยี่ยมชม และถ่ายรูปกับความยิ่งใหญ่อลังการของสนามอย่างไม่รู้เบื่อ และเยี่ยมชมสนามกันแบบทุกซอกทุกมุมกับทัวร์พิเศษที่จัดขึ้นให้กับพวกเราชาวคณะ L’Optimum X Levi’s® โดยเฉพาะ นี่ขนาดยังไม่มีการแข่งขันอะไร เรายังรับรู้ได้ถึงความอลังการ ไม่อยากจะจินตนาการถึงวันที่มีแข่งนัดสำคัญกันเลยทีเดียว นอกจากนั้น ยังได้ไปแวะชมมิวเซียมขนาดย่อมที่อยู่ภายใต้สนามที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ของทีม 49ers กันแบบละเอียดลออชนิดที่แฟนอเมริกันฟุตบอลจะต้องฟินกันแบบยิ้มไม่หุบอย่างแน่นอน

หลังจากอิดออดกันเล็กน้อยก่อนจะออกจาก Levi’s® Stadium เต๋อ ก้อง และบิวก็ตื่นเต้นกับสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตให้ผู้ร่วมทริปก็ไปทดสอบกำลังขากันที่ Lombard Street ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในโลก ด้วยความลาดชันและคดเคี้ยวแบบเป็นงู และเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทาง Route 101 อันโด่งดังของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นจุดแวะชมที่ทุกคนต้องมาเยี่ยมเมื่อเหยียบเมืองซานฟรานซิสโก และต่อกันด้วย Fisherman’s Wharf และ Pier 39 ที่ทุกคนได้ลิ้มลองสตรีทฟูดแบบอเมริกันแท้ๆ อาหารซีฟูดสดๆ ส่งตรงจากท่าเรือ และเมนูเด็ดอย่าง Clam Chowder  และชมสิงโตทะเลที่ออกมานอนเล่นเรียงรายอาบแดดกันเต็มท่าเรือแบบที่หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

จบวันกันแบบสนุกๆ และเต็มอิ่มไปกับลีวายส์® ซึ่งบอกเลยว่า โปรแกรมในวันรุ่งขึ้นนั้นเอาใจสาวกลีวายส์® กันยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

Day 3

วันที่สามเป็นวันที่โปรแกรมอัดแน่น แต่ถูกจัดมาเพื่อสาวกลีวายส์® โดยเฉพาะ เริ่มต้นวันด้วยการเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของลีวายส์® ให้เลือกช็อปกางเกงยีนส์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของลีวายส์® กันแบบจุใจ แถมพกด้วยกางเกงยีนส์รุ่นพิเศษที่หาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว เราแอบเห็นผู้ร่วมทริปทำท่ารักพี่เสียดายน้องกันแบบถ้วนหน้า

หลังจากนั้น ก็เข้าไปพบคุณ Tracey Panek นักประวัติศาสตร์ประจำ The Vault หรือแหล่งเก็บประวัติศาสตร์สำคัญของแบรนด์ลีวายส์® ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งไปจนถึงปัจจุบัน เราได้เห็นกางเกงยีนส์ตัวสำคัญในประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่กางเกงยีนส์ตัวแรกของลีวายส์® ไปจนถึงจดหมายจากบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาที่เขียนถึงมิสเตอร์สเตราส์ เรียกได้ว่าใครที่เป็นสาวกลีวายส์® นั้นฟินไปตามๆ กันอย่างแน่นอน

หลังจากนั้น ทริปของเราก็เริ่มเอ็กซ์คลูซีฟขึ้นอีกขั้น โดยการได้เข้าเยี่ยมชม Eureka Lab ด้วยการนำชมโดย Paul Dillinger (VP Global Product Innovation) ภายในแลปนั้นเราจะได้เห็นนวัตกรรมการประดิษฐ์และสร้างสรรค์กางเกงยีนส์ลีวายส์® แต่ละรุ่นให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีเทคนิคการจัดการกางเกงยีนส์ตั้งแต่เทคนิคเก่าๆ อย่างการเอาหินมาขัดให้กางเกงยีนส์ดูเก่า ใช้กระดาษทราย ไปจนถึงเทคนิคอันซับซ้อนที่อาศัยเทคโนโลยีอันทันสมัย

บอกเลยว่า กว่าที่ผู้ร่วมทริปจะตัดใจออกมาจากคลังแสงของลีวายส์® ได้นั้น แทบจะตัดใจกันไม่ขาด

ก่อนจะปิดวันกันด้วยความเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ ด้วยประสบการณ์การเข้าชมการแข่งขันเบสบอลของทีม San Francisco Giant อันเป็นทีมขวัญใจชาวซานฟรานซิสโกกับทีมเยือนอย่าง Cincinnati Reds ที่สนาม AT&T Park ที่ลีวายส์® เองก็ไม่พลาดไปปักหมุดหมายความเป็นลีวายส์® กันให้เห็นเด่นชัดทั่วสนาม ซึ่งแมตช์นี้นั้นผู้ร่วมทริปได้เข้าไปสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่รอบซ้อม Batting ก่อนขึ้นแสตนด์ ซึ่งบอกเลยว่าประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ที่หาชมในประเทศไทยไม่ได้จริงๆ

Day 4

re8l1a5488-w1

ก่อนจะกลับประเทศไทย ผู้เข้าร่วมทริปได้ใช้วันสุดท้ายในการร่ำลาอพาร์ตเม้นต์สุดเท่สไตล์โบฮีเมียนอันเป็นที่พำนักของทุกคนระหว่างที่มาเยี่ยมเยือนถิ่นลีวายส์® และเมืองซานฟรานซิสโก ก่อนจะออกไปแวะซื้อของฝากติดไม้ติดมือและเดินเที่ยวชมเมืองกันครั้งสุดท้าย

และทริปนี้ก็จบลงด้วยความประทับใจกันแบบสุดๆ สำหรับกิจกรรมสุดพิเศษอย่าง L’Optimum X Levi’s® ที่สร้างสรรค์มา
เพื่อผู้อ่านลอปติมัมเท่านั้น

Related Post

IAA ของ Mercedes-Benz คือการผสมผสานโลกดิจิตอลและความหรูหราได้อย่างลงตัว

Digital Transformer

เทคโนโลยีการออกแบบรถยนต์ Intelligent Aerodynamic Automobile (IAA) ของ Mercedes-Benz ผสมผสานความทันสมัยของโลกดิจิตอลและความหรูหราให้อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

Mercedes-Benz “Concept IAA” (Intelligent Aerodynamic Automobile). Die Studie schaltet ab einer Geschwindigkeit von 80 km/h automatisch vom Design-Modus in den Aerodynamik-Modus und verändert durch zahlreiche aktive Aerodynamik-Maßnahmen ihre Gestalt. Das Fahrzeug erreicht dadurch einen cw-Wert von 0,19.  The study switches automatically from design mode to aerodynamic mode when the vehicle reaches a speed of 80 km/h, whereby numerous aerodynamics measures alter the shape of the vehicle with a Cd value of 0.19

นี่คือคอนเซ็ปต์คาร์ที่มีแนวคิดล้ำที่สุดเท่าที่โลกเคยสร้างสรรค์มา “Concept IAA” จาก Mercedes-Benz คันนี้ คือรถสองบุคลิกในหนึ่งเดียว กล่าวคือมันเป็นทั้งสปอร์ตคาร์ทรงคูเป้ 4 ประตู และรถยนต์ต้นแบบสุดเพรียวลมที่มีค่าแรงสัมประสิทธิ์การเสียดทานของอากาศ เพียง 0.19 เท่านั้น สามารถเร่งความเร็วจนถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเปลี่ยนรูปทรงของรถโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วเร่งมาถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยกดปุ่มเพียงครั้งเดียว รถคูเป้สี่ประตูสุดล้ำคั้นนี้แปลงร่างเป็นรถที่มีแอร์โรไดนามิกระดับหัวแถวของโลกไปเลย

2015 Mercedes-Benz IAA Concept

โดยเจ้า Concept IAA นั้นจะยืดและขยายส่วนต่างๆ ของตัวรถทั้งหมดแปดส่วนรอบคัน และในส่วนของท้ายรถ มีการเพิ่มความยาวขึ้นอีก 390 มิลลิเมตร กางครีบอากาศด้านหน้าตัวรถที่ซ่อนอยู่ในกันชนหน้าขยับความยาวออกไปข้างหน้าอีก 25 มิลลิเมตร และด้านหลังอีก 20 มิลลิเมตร ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศด้านหน้าตัวรถ และช่วงซุ้มล้อหน้ามีอัตราที่ดีขึ้น ลดแรงเสียดทานโดยรวมได้อย่างดี ส่วนบริเวณขอบซุ้มล้อขยับลดขนาดจาก 55 มิลลิเมตรมาเป็นศูนย์ ช่องบานเกล็ดภายในกันชนหน้าเลื่อนถอยหลังเข้าไปอีก 60 มิลลิเมตร เพื่อปรับทิศทางของอากาศที่ไหลผ่านด้านใต้ตัวรถให้ดีขึ้น

05

การสร้างยนตรกรรมล้ำยุคคันนี้ อาศัยเทคโนโลยีดิจิตอลช่วยอำนวยความสะดวกในการออกแบบ นับเป็นรถยนต์ต้นแบบแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง การทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน ตั้งแต่โครงสร้าง ตัวถัง ไปจนถึงรูปทรงของตัวรถ ที่นำอัลกอริทึมชั้นสูงมาช่วยสร้างฟอร์มทางเรขาคณิตที่ซับซ้อน และยังใช้ซอฟต์แวร์อีกหลายชุดในการออกแบบแบบไดนามิก โดยสร้างเป็นโมเดลสามมิติก่อน ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอากาศพลศาสตร์ของ Mercedes คำนวณรูปแบบของรถได้มากกว่า 300 รูปแบบ เพื่อค้นหารูปแบบที่ดีที่สุด

08

สำหรับการออกแบบภายใน Mercedes ให้ความสำคัญกับความหรูหรามาเป็นอันดับหนึ่ง นำเส้นสายที่ต่อเนื่องของโมเดล S-Class และ S-Class Coupe มาเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์ เลือกใช้วัสดุที่ดูเผินๆ ว่าขัดแย้ง แต่เมื่อนำมาอยู่ด้วยกันกลับกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเช่น หินแอนทราไซต์และสีขาว หรือว่าการผสมผสานของอะลูมิเนียมและวัสดุโปร่งใส หรือแม้แต่พวงมาลัยที่ให้ความรู้สึกว่าความล้ำสมัยราวกับขับอวกาศยาน มีระบบ Optical Finger Navigation (OFN) ที่สามารถใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัสที่แป้นบนพวงมาลัย ก็สามารถลากนิ้วสั่งการส่วนต่างๆ ที่ต้องการควบคุมไม่ต่างจากสมาร์ตโฟน ตอบโจทย์ในเรื่องของการขับในแบบที่เรียกว่า ตาดูทางมือจับพวงมาลัย เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ Mercedes นั้นให้ความสำคัญมาโดยตลอด

02

ยานยนต์สองร่างในหนึ่งคันนี้ยังใช้เครื่องยนต์ 2 รูปแบบด้วยกัน ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ขณะที่รถยนต์จอดยังสามารถชาร์จไฟเก็บไว้ในแบตเตอรีได้เพื่อให้พร้อมในการใช้งานครั้งต่อไปได้อีกด้วย เทคโนโลยีนี้กำลังเป็นที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี ด้วยการทำงานผสมผสานกันระหว่างเชื้อเพลิงและไฟฟ้าทำให้ Concept IAA คันนี้มีพละกำลังถึง 279 แรงม้า และยังสามารถทำความเร็วได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชัวโมง (แต่มันแปลงร่างตั้งแต่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วล่ะ) ซึ่งก็รู้กันว่ามันสามารถทะยานไปได้มากกว่านี้ได้แน่ๆ ถ้าหากกฎหมายอนุญาต

เทคโนโลยีของ Concept IAA จะไม่ได้เป็นเพียงคอนเซ็ปต์คาร์ แต่ถูกนำเอามาใช้ในการออกแบบและผลิตรถยนต์แล้วในบางรุ่น และนี่เป็นข้อพิสูจน์ที่ว่า Concept IAA คือรถแห่งอนาคตที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

Content by Jonut

Related Post

SPACE MOVIES: Our Parallel Universe on Screen

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองยุคใหม่ของนักเสพภาพยนตร์อวกาศ เพราะเรามีภาพยนตร์คุณภาพเวียนเข้ามาฉายให้ได้ตีตั๋วเข้าไปนั่งตื่นตาตื่นอารมณ์ในโรงกันอย่างสม่ำเสมอ บ้างก็เป็นหลักชัยสำคัญในเชิงศิลปะการสร้างภาพยนตร์ เช่น Gravity บ้างก็ถ่ายทอดเนื้อหาวิทยาศาสตร์สายแข็งแต่สอดแทรกปรัชญาลึกล้ำเข้าไปให้ผู้ชมต้องบริหารสมองทั้งสองซีก เช่น Interstellar สำหรับแฟนหนังที่ใฝ่หาความบันเทิงเบาสมองก็ยังมีสเปซโอเปราสนุกๆ อย่าง Star Wars: The Force Awakens หรือ Guardians of the Galaxy แต่หากใครชื่นชอบความสมจริงในเชิงวิทยาศาสตร์ก็สามารถเลือกชม The Martian ได้ตามรสนิยมส่วนตัวของใครของมัน

Interstella

Interstella

ตลอดร่วมศตวรรษที่ผ่านมา ผู้ผลิตภาพยนตร์บางครั้งอาจเลือกใช้ฉากอวกาศเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อตีแผ่เรื่องราวนามธรรมที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความอำมหิตผิดเพี้ยน (Event Horizon) หรือความเสียสละ (Sunshine) บางคนอาจจะตีความว่าเพราะห้วงอวกาศอันไพศาลไร้ขอบเขตก็ยังไม่อาจเทียบได้ถึงความลึกลับซับซ้อนของใจคน

Event Horizon

Event Horizon

โดยเฉพาะหลังจากที่ 2001: A Space Odyssey ได้สร้างปรากฏการณ์เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน และถูกยอมรับให้เป็นผลงานอมตะในยุคให้หลังมานี้ ภาพยนตร์อวกาศหลายเรื่องก็ยังคงยึดแนวทางที่มุ่งเน้นการตั้งคำถามและอภิปรายข้อโต้แย้งตามคุณค่าและกระแสนิยมของแต่ละยุคสมัย
ภาพยนตร์ที่น่ากล่าวถึงในกลุ่มนี้คือเรื่อง Moon (2009) นักบินอวกาศผู้ปฏิบัติภารกิจเดี่ยวบนดวงจันทร์จนใกล้ครบกำหนดสามปี ก่อนที่จะได้กลับบ้านไปพบภรรยาและลูกสาวซึ่งยังไม่เคยได้พบหน้า แต่อุบัติเหตุเล็กๆ กลับเป็นชนวนที่ทำให้เขาค้นพบความจริงอันน่าสะเทือนใจของภารกิจนี้

A Space Odyssey

A Space Odyssey

ตามด้วย Solaris (1972/2002) นักจิตวิทยาคลินิกถูกมอบหมายให้เดินทางไปยังสถานีอวกาศเพื่อตรวจสอบอาการผิดปกติของลูกเรือ แต่เขากลับพบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่นำไปสู่คำถามไร้คำตอบมากมาย นิยายจากโปแลนด์เรื่องนี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วสามครั้งด้วยกัน

Solaris

Solaris

เมื่อขอบเขตความรู้สาขาดาราศาสตร์ของมนุษย์เขยิบกว้างออกไปมากขึ้นทุกที เราส่งยานออกไปลงจอดบนดาวหางได้สำเร็จเป็นครั้งแรกแล้ว และภายในช่วงชีวิตของเรานี้มนุษย์ยังน่าจะได้เหยียบพื้นดาวอังคารอีกด้วย ก็ย่อมแน่นอนว่าจะต้องส่งผลให้ภาพยนตร์อวกาศหลายเรื่องมุ่งถ่ายทอดฉากอวกาศผ่านจอภาพยนตร์ให้สมจริงมากขึ้นไปตามกันเนื่องจากผู้ชมส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่าเหตุใดซีนในภาวะสุญญากาศจึงต้องไม่มีเสียง และทราบความจริงแล้วว่าเมื่ออยู่บนดวงจันทร์เราจะมองไม่เห็นกำแพงเมืองจีนอย่างที่เคยฟังกันมา ภาพยนตร์ซึ่งให้ข้อมูลวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นสมจริงหลายเรื่องจึงกลายเป็นบล็อกบัสเตอร์ขึ้นแท่นทำเงินได้อย่างงดงาม นอกจากเรื่องที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันดีอย่าง Interstellar, Gravity, The Martian หรือเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์จริงอย่าง Apollo 13 ในกลุ่มนี้ยังมีอีกหลายเรื่องกว่ากลุ่มแรก เช่น Europa Report (2013) แม้ว่าปัจจุบันมนุษย์ยังไม่พบหลักฐานของชีวิตบนดาวดวงอื่นอย่างแน่ชัด แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถ่ายทอดการทำงานของทีมค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์บริวารของจูปิเตอร์ได้อย่างน่าเชื่อ ทั้งยังมีข้อมูลสนับสนุนอย่างหนาแน่น ไม่แน่ว่าในวันหนึ่งเราอาจพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใกล้เคียงความจริงมากก็ได้

GRAVITY

GRAVITY

ส่วนอีกกลุ่มที่ไม่อาจละเลยที่จะกล่าวถึง คือ ภาพยนตร์อวกาศประเภทที่ไม่โฟกัสไปที่ความสมจริง แต่เน้นมอบความบันเทิงให้ผู้ชมได้เสพกันอย่างเต็มอิ่มผ่านเนื้อหาแฟนตาซีสุดขอบจินตนาการ ทั้งฉากขับยานสุดเร้าใจ ฉากต่อสู้ด้วยอาวุธสุดล้ำ สัตว์อวกาศชวนสะพรึง ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ตลกอย่าง The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy แอนิเมชันขวัญใจคนดูทุกเพศวัยอย่าง WALL-E และแนวระทึกขวัญหลายภาคต่อเนื่องอย่าง Riddick หรือแฟรนไชส์ Alien ไล่มาจนถึง Prometheus เป็นต้น

The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy

The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy

เนื่องจากกลุ่มนี้เข้าถึงตลาดได้กว้าง ภาพยนตร์หลายเรื่องจึงจุดกำเนิดอารยธรรมขึ้นอย่างมั่นคงในกลุ่มฐานแฟนที่ผูกพันเหนียวแน่น Star Wars คือตัวอย่างที่ทุกคนรู้จักดี นอกจากนี้ยังมี Star Trek ซึ่งเริ่มจากซีรีส์โทรทัศน์ ก่อนจะแตกแขนงไปสู่ภาพยนตร์ นิยาย หนังสือการ์ตูน เกม ของเล่น ฯลฯ มีการบันทึกไว้ว่า Star Trek จุดประกายนวัตกรรมสำคัญของโลกหลายชิ้น รวมถึงโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต อีกทั้งยังถูกจัดให้เป็นสื่อหัวก้าวหน้าทางการเมืองในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคของพลเมืองชาวอเมริกัน และยังมีการกล่าวกันว่า Star Trek คือซีรีส์แนวไซไฟที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

Apollo13

Apollo13

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในขณะที่แม้แต่องค์กรอย่าง NASA ยังถูกตัดงบประมาณลงอย่างน่าใจหายจนต้องพลิกแพลงหันเข้าหาวัฒนธรรมป็อปให้มากขึ้นเพื่อดึงความสนับสนุนจากชาวโลก ภาพยนตร์อวกาศซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นจักรวาลคู่ขนานก็ยังคงเติบโตขึ้นอย่างผ่าเผย การเดินทางไปเหยียบดาวอังคารจะเกิดขึ้นบนจอภาพยนตร์ก่อนความเป็นจริงนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คงน่าเศร้าหากเราเดินออกจากโรงมาแล้วระลึกได้ว่ามนุษยชาติยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ออกก้าวเข้าใกล้เรื่องราวบนจอภาพนั้นบ้างเลยแม้สักนิดเดียว

Content by Kanakom Malangpaisorn

Related Post

Get Fit and Get Firm with Tara Stiles in L’Optimum Ultimate Destination: Fuel Your Life

เธอคือนางแบบหุ่นดีที่ผันตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะที่เนื้อหอมเป็นอันดับต้นๆ บนโลกนี้ และวันนี้ลอปติมัมร่วมมือกับ W Retreat Samui พาเธอมาสอนโยคะแบบใกล้ชิดให้กับแฟนๆ ชาวไทยกับทริป L’Optimum Ultimate Destination: Fuel Your Life เพื่อเพิ่มความฟิตแอนด์เฟิร์มให้พร้อมปาร์ตี้กันแบบสุดๆ จะรักสนุก สุขภาพต้องดีด้วยนะ

Tara_Strala_Tshirt_1-470x600

Morning Yoga Fix by Tara Stiles

More about Tara at: www.tarastiles.com

Content by Maya

Related Post

ซาวด์แทรกจากภาพยนต์ซูเปอร์ฮีโร่ ที่ดูไม่ค่อยจะฮีโร่เท่าไหร่อย่าง Deadpool

Dead the Deadpool

cover-13 w1

เพื่อให้เข้ากับประเด็น “ซูเปอร์ฮีโร่” ในนิตยสารลอปติมัม ไทยแลนด์ ผมขอเขียนเรื่องซาวด์แทรกจากภาพยนต์ซูเปอร์ฮีโร่อีกหนหลังจากที่เขียนไปเมื่อปีที่แล้วว่าซาวด์แทรกของ The Guardians of the Galaxy ถือว่าเป็นซาวด์แทรกออฟเดอะเยียร์ 
ซึ่งก็ออกมาเป็นแผ่นไวนีลคอลเลกชั่นซูเปอร์ลิมิเต็ดพร้อมงานอาร์ตเวิร์กสวยสุดๆ ในปีนี้ผมขอแนะนำซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูไม่ค่อยจะฮีโร่ เท่าไหร่อย่าง Deadpool แม้ว่าจะมีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ต่างๆ มาจ่อคิวอยู่ทั้ง Captain America: Civil Wars จาก
ค่ายมาร์เวลล์ หรือ Batman VS Superman: Dawn of Justice จากค่ายดีซีก็ตาม

Deadpool-International-One-Sheet w1

ผมบอกเลยว่าผมผิดหวังกับแบทซุปพอสมควร เพราะเมื่อเห็นป้ายยี่ห้อดีซี ผมคาดหวังมาตรฐานหนังฮีโร่ที่ดราม่าและมืดหม่น ไม่ใช่หนังป็อปคอร์น (หนังที่ดูเอาสนุก ไม่มีอะไรให้กลับมาคิดต่อหลังจบ) อย่างค่ายมาร์เวลล์ เพราะ Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ 
โนแลน) สร้างมาตรฐาน The Dark Knight ไตรภาคไว้แบบนั้น ส่วนตัวผมคิดว่าฝั่งดีซีน่าจะจ้างผู้กำกับระดับสองพี่น้องโคเอน 
จาก No Country for Old Men มากำกับนะครับ น่าจะได้หนังที่อารมณ์อึดอัดและจบแบบมึนๆ ดีกว่านี้แน่ๆ ซาวด์แทรก Deadpool นั้นเป็นการสานฝันเด็กวัยรุ่นที่เติบโตมากับคอมิกเรื่องนี้ เพราะหลากหลายเพลงนั้นก็ชวนให้ระลึกถึงบรรยากาศช่วงที่คอมมิกนี้ตีพิมพ์ (คือช่วงต้นยุค ’90s) ซึ่งตัวเอกอย่าง Deadpool นั้นเป็นประเภท Anti-Hero คือไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย จึงโดนใจสาวกคอมิกอย่างมากมาย และที่สำคัญ หากตัวเอกอย่าง Ryan Reynolds (ไรอัน เรย์โนลดส์) ไม่ต่อสู้กับค่าย 20th Century Fox มาตลอดสิบปีเพื่อคลอดโปรเจ็กต์นี้ให้สำเร็จนั้น เราก็คงจะไม่มีโอกาสได้ยลโฉมซูเปอร์ฮีโร่สุดเกรียนนี้บนจอเงินอย่างแน่นอน ไรอันคือที่สุดของคาแรกเตอร์ เขาเหมาะกับบทนี้เป็นอย่างมาก และเขาเองก็อินกับตัวละครมากจนกระทั่งขโมยชุดจากกองถ่ายออกไปใส่เดินบนท้องถนน คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่า Internet Meme หรือ Viral เกือบทุกตัวของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหนังฉายนั้นคือความคิดของเขาเกือบทั้งหมด เขาให้สัมภาษณ์ว่า ทันทีที่ว่างเขาก็จะสวมชุด Deadpool และถ่ายอะไรบ้าๆ บอๆ เก็บไว้เป็นสต็อก และก็เอามาตัดต่อกันเอง เนื่องจากเป็นหนังทุนต่ำ เพราะฟ็อกซ์เองก็ไม่ได้คิดว่าจะทำกำไรอะไรมากมาย เขาและทีมงานจึงไม่มีความกดดันมากมาย และสามารถเล่นสนุกกันได้อย่างเต็มที่ ขอสปอยล์นิดนะครับ 
ถ้าทุกคนจำฉากตอนใกล้จบที่ Deadpool จะไปลุยกับเหล่าร้าย 
แต่กลับลืมถุงอาวุธสงครามกันได้ คือ เป็นบทที่ตั้งใจเขียนมา
แบบนั้นเลยนะครับ เพราะกองถ่ายงบหมด ไม่สามารถถ่ายทำ
ฉากเอฟเฟกต์จัดๆ ยิงกันระเบิดได้อีกแล้ว จึงมีแค่ฉาก Deadpool 
ควงดาบคู่กระโดดลงมาจากรถแท็กซี่ ซึ่งไรอันเองก็ทุ่มสุดๆ กับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเดินสายออกโปรโมทภาพยนตร์ทั่วโลกด้วยตัวเอง เขาไม่ปฏิเสธการสัมภาษณ์ใดๆ ไม่ว่าสื่อจะเล็กแค่ไหน 
ขอคารวะในความอดทนของพี่แกจริงๆ … โอเคครับ ขอกลับมา
เข้าเรื่องซาวด์แทรกสุดเก๋ที่ผมคิดว่าควรจะได้รับรางวัลออสการ์
สาขา “โดนใจ” กันดีกว่าครับ

1988: Rappers Salt-N-Pepa and their DJ Spinderella pose for a portrait in 1988. (Photo by Michael Ochs Archives/Getty Images)

ไรอันเล่าให้ฟังว่า เพลงประกอบเทรลเลอร์ฉากที่  Deadpool นั่งไขว่ห้างวาดการ์ตูนอยู่บนสะพานก่อนจะกระโดดลงไปเริ่มฉากบู๊นั้น เขาตัดใจเลือกเพลง Shoop จากวง Salt-n-Pepa เพราะไม่สามารถสู้ค่าลิขสิทธิ์ของเพลงที่พวกเขาอยากได้จริงๆ ได้ เพราะงบการสร้างอันจำกัดจำเขี่ยของหนัง ไรอันจึงต้องใช้ความสนิทสนมส่วนตัวมาเลือกเพลงนี้แทน ซึ่งก็เข้ากับหนังเป็นอย่างมาก และผมก็มั่นใจว่า ถ้าไม่ได้ Tom Holkenborg (ทอม โฮลเคนบอร์ก) หรือ Junkie XL ดีเจรีมิกเซอร์ที่โด่งดังในทศวรรษที่แล้วมาทำ เพลงก็คงไม่สุดขนาดนี้แน่ๆ แต่ช่วงนี้เป็นขาขึ้นของทอมนะครับ เพราะเขาก็ได้ไปเป็นมือขวาให้ Han Zimmers 
(ฮาน ซิมเมอร์ส) คอมโพสเซอร์ที่ทำเพลงให้กับไตรภาค The Dark Knight ของโนแลน หรือถ้าคุณติดใจดนตรีประกอบภาพยนตร์สายลับอย่าง Spectre นั้น ก็แอบกระซิบว่าทอมก็มี
ส่วนร่วมด้วยนะครับ ประเด็นหลักของผมก็คือ ไรอันมีรสนิยมในการเลือกเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สุดมาก โดยเฉพาะฉากจบที่เขาเลือกเพลง Careless Whisper ของวง Wham ที่เป็นเพลงรัก
บัลลาร์ดสุดอมตะมา อาจจะไม่ถูกใจคออินดี้บ้านเรามากนัก แต่ผมคิดว่าเพลงนี้เพราะมาก เวอร์ชั่นออริจินัลออกมาเมื่อปีค.ศ. 1984 และกลายมาเป็นท็อปฮิตของชาร์ตทั้งทางฝั่งอเมริกาและยุโรป ส่วนในบ้านเราตอนนั้น ทุกบาร์ ทุกคลับ ทุกตรอกซอกซอยก็ต้องเล่นเพลงนี้

Soundtrack Deadpool ขึ้นท็อป 30 ในบิลบอร์ด แม้จะไม่แรงเทียบเท่าที่ The Guardians of the Galaxy เคยทำมาก่อน
ในปีค.ศ. 2014 แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร อาจจะเป็นเพราะเพลงมีน้อยกว่าสกอร์ก็เป็นได้ อีกเพลงที่ผมรักมาก 
แต่กลับไม่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มเต็มคือเพลง Will You Sill Love Me ของวง Chicago ที่เปิดเพียงสั้นๆ ในช่วงที่พระนางเจอกันเป็นครั้งแรกครับ ลองซื้อบลูเรย์มาเปิดฟังกันดูได้ ส่วนตัวผมยังไม่เห็นซาวด์แทรกแผ่นนี้วางขายในประเทศไทยนะครับ แต่ก็อาจจะหลง
หูหลงตาไปเอง เอาเป็นว่าถ้าปีนี้จะเป็นปีแห่งซูเปอร์ฮีโร่ ผมขอคารวะ Deadpool และไรอัน เรย์โนลดส์สุดหัวใจครับ

Content by Patrick C.

 

Related Post

ประกาศผู้ชนะกิจกรรม #LOptimumXLevis ที่จะได้ร่วมเดินทางไปซานฟรานซิสโกกับเรา

หลังจากหนุ่มสาวตัวแทนคนรุ่นใหม่ สไตล์ลีวายส์® ที่ผ่านกิจกรรม L’Optimum X Levi’s® ได้ร่วมโชว์สไตล์ของตัวเอง เพื่อลุ้นเป็นหนึ่งผู้โชคดี ร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์ท่องแหล่งกำเนิดยีนส์ Levi’s® ที่เมืองซานฟรานซิสโก และเข้าชม Levi’s® Stadium, Levi’s® Plaza Park และ The Vault กับนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เต๋อ-ฉันทวิชช์ และ ก้อง-Hive Salon ผู้นำทางด้านสไตล์ของวงการและ เจ้าของร้าน Hive Salon ชื่อดัง นี่คือรายชื่อของ 10 คนสุดท้ายที่เข้ารอบ และหนึ่งเดียวที่จะได้เดินทางไปซานฟรานซิสโกกับเราซึ่งนับผลคะแนนจาก ยอดรวมคนที่เข้าถึงทั้งหมดและความรู้สึก ความคิดเห็นและการแชร์

อันดับที่ 1 เบอร์ 02 บิว 192,472 คนที่เข้าถึง และ 55,685 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 248,157 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.42.58 PM

อันดับที่ 2 เบอร์ 06  แจ็กกี้ 221,410 คนที่เข้าถึง และ 23,643 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 245,053 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.44.34 PM

อันดับที่ 3 เบอร์ 07 ปุ๊กปิ๊ก 77,653 คนที่เข้าถึง และ 85,176 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 162,829 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.44.54 PM

อันดับที่ 4 เบอร์ 05 ป่าน 86,581 คนที่เข้าถึง และ 7,462 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 92,043 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.44.09 PM copy

อันดับที่ 5 เบอร์ 08 ไอซ์ 65,877 คนที่เข้าถึง และ 3,940 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 69,817 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.45.15 PM

อันดับที่ 6 เบอร์ 03 ปั้น 58,657 คนที่เข้าถึง และ 2,458 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 61,115 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.43.23 PM

อันดับที่ 7 เบอร์ 09 กุ๊ก 39,828 คนที่เข้าถึง และ 2,942 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 42,770 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.45.35 PM copy

อันดับที่ 8 เบอร์ 04 ฌอน 34,707 คนที่เข้าถึง และ 2,751 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 37,458คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.43.48 PM

อันดับที่ 9 เบอร์ 10 บอล 23,645 คนที่เข้าถึง และ2,441 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 26,086 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.45.54 PM

อันดับที่ 10 เบอร์ 01 อั้ม 21,455 คนที่เข้าถึง และ 2,368 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 23,823 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.42.33 PM copy

Related Post

จัดกระเป๋าเดินทางไปบิสซิเนสทริปในแบบผู้ชายฉบับมือโปร

หนุ่มๆ หลายคนคงเคยปวดหัวกับการจัดกระเป๋าเดินทางไปประชุมงานต่างประเทศ เพราะไม่สามารถม้วนพับเชิ้ตทำงานและชุดสูทสุดเนี้ยบลงกระเป๋าได้เหมือนการจัดกระเป๋าท่องเที่ยวที่มีเพียงเสื้อยืดกางเกงยีนส์ เคล็ดลับเจ็ดข้อนี้จะช่วยให้การจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปทำงานไม่เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

FU7A7904_w1

1. Size the Luggage
การเลือกขนาดกระเป๋าให้เหมาะสมกับจำนวนเสื้อผ้าเป็นด่านแรกที่ช่วยให้เสื้อผ้าของคุณดูเนี้ยบพร้อมใส่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ กระเป๋าขนาดเล็กเกินไปจะทำให้เสื้อผ้าต้องพับเล็กลงลงจนอัดแน่นกันและสร้างรอยยับเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่กระเป๋าที่ใหญ่เกิน จะทำให้เหลือที่ว่างจนทุกอย่างไหลมากองรวมกัน และแน่นอน เป้แบบแบ็กแพ็กไม่เหมาะกับลุคทางการสำหรับบิสซิเนสทริปของคุณแน่ๆ

2. Less is More
การเดินทางไปประชุมไม่ใช่เวทีแฟชั่นโชว์ที่คุณจะขนชุดหวือหวาไปใส่โชว์ลูกค้าหรือคู่เจรจาธุรกิจ เลือกสูทคัทติ้งดีๆ สีกลางๆ อย่างสีเทาหรือสีน้ำเงิน ช่วยให้ลุคของคุณดูโปรแต่มีสไตล์แทนสูทสีดำที่อาจดูน่าเบื่อเกินไป หากคุณเดินทางเพียงสั้นๆ สูทเพียงชุดเดียวก็เพียงพอ ใช้วิธีใส่สลับกับเชิ้ตและเน็กไทสีอื่น ก็จะได้ลุคใหม่โดยไม่ต้องขนเสื้อผ้าไปมาก

3. Wrinkle-Free
เทคโนโลยีเส้นใยผ้าในปัจจุบันพัฒนาไปมากจนช่วยให้ปัญหาเรื่องรอยยับเชิ้ตลดลง เลือกหยิบเชิ้ตแบบ Wrinkle-Free สำหรับการจัดกระเป๋าเดินทางครั้งต่อไป เพื่อให้เสื้อผ้าของคุณดูเนี้ยบยิ่งขึ้น

4. Casual in Style
หลังการประชุมคุยงานเคร่งเครียดมาตลอดทั้งวัน คุณอาจจะต้องไปแฮงก์เอาต์ต่อในตอนค่ำ อย่าลืมนำชุดสำรองเพื่อการนี้ไปสักหน่อย แค่เสื้อยืดโปโลเท่ๆ สำหรับสถานที่สบายๆ กับกางเกงสแลก หรือถ้าจะต้องไปที่ที่มีระดับขึ้นอีกนิด เบลเซอร์สักตัวช่วยคุณได้เสมอ

5. How to Fold
ปัญหาใหญ่ที่สุดหลังจากเลือกหยิบเสื้อผ้ามาได้ครบแล้วคือ จะแพ็กทุกอย่างลงกระเป๋าเดินทางอย่างไรให้ทุกอย่างยังดูเนี้ยบเหมือนเดิม หลักการง่ายๆ คือ ลดจำนวนการพับเพื่อสร้างรอยยับให้น้อยที่สุดและพับในจุดที่เป็นรอยต่อ เช่น กางเกงควรพับครึ่งเพียงครั้งเดียวตรงช่วงเข่าแล้ววางพาดยาวในกระเป๋าแทนการพับทบแบบสามตอนที่จะทำให้เกิดรอยยับมากกว่า การพับเชิ้ตและสูทก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยพับที่รอยต่อช่วงแขนเสื้อทั้งสองข้างเข้าด้านในตัวเสื้อ แล้วจึงพับชายเสื้อขึ้นมาเพียงครั้งเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดรอยยับจากการพับน้อยกว่าวิธีพับเสื้อแบบเดิมๆ

6. Utilise the Space
เมื่อเราใช้พื้นที่ส่วนหลักของกระเป๋าเดินทางในการจัดเสื้อผ้าชุดทำงานไปแล้ว อย่ามองข้ามพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ บริเวณมุมซอกกระเป๋า คุณสามารถใช้พื้นที่ในส่วนนี้เพื่อจัดเรียงเสื้อผ้าที่ม้วนเล็กได้ เช่น กางเกงชั้นใน ชุดนอน และอุปกรณ์อาบน้ำ หากคุณจำเป็นต้องแพ็กรองเท้าไปด้วยอีกคู่ การม้วนถุงเท้าใส่ไปในรองเท้านอกจากช่วยประหยัดพื้นที่แล้ว ยังทำให้รองเท้าไม่เสียทรงอีกด้วย

7. Professionally Unpack
เพียงแค่เปิดกระเป๋าและนำเสื้อผ้าที่บรรจงพับมาอย่างดีใส่ไม้แขวนเรียงเข้าตู้เสื้อผ้าหลังจากเช็กอินเข้าโรงแรม ก็ช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องจุกจิกเสียเวลาไปสักหน่อยสำหรับผู้ชาย แต่รับรองว่า เสื้อผ้าของคุณจะยังคงเรียบร้อยพร้อมใส่เสมือนหยิบจากตู้เสื้อผ้าที่บ้านโดยไม่ปะปนกับเสื้อผ้าใส่แล้วที่คุณโยนลงกระเป๋าอย่างแน่นอน

Content by Amoraey

Related Post

100 ปี แห่งความสำเร็จ ของค่ายรถยนต์ใบพัดฟ้าขาวจากเยอรมณี

The tail of White and Blue

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) เป็นบริษัทสายเลือดเยอรมันที่ประกอบไปด้วยกิจการผลิตรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และเครื่องยนต์ ปัจจุบันนี้บริษัทในเครือของ BMW มีทั้งรถ BMW รถ MINI Cooper (มินิ คูเปอร์) และรถ Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) สำนักงานใหญ่ของ BMW ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี  BMW ย่อมาจากคำว่า “Bayerische Motoren Werke” ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลเป็นอังกฤษได้ว่า Bavarian Motor Works (บาวาเรียนมอเตอร์เวอร์ค) ซึ่งรถของ BMW ในปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าตอบโจทย์แทบทุกกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรถแนวสปอร์ต ที่มาพร้อมกับความหรูหา ไปจนถึงรถครอบครัว ก่อนที่จะมาเป็น BMW นั้น เรื่องราวเริ่มต้นจาก Karl Rapp (คาร์ล รัปป์) เจ้าของบริษัท Rapp Motorenwerke ทำกิจการเกี่ยวกับเครื่องบิน และมีสัมพันธ์ทางการค้าอันดีกับบริษัท Gustuv Otto และ Austro-Daimler เพื่อผลิตเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ใช้ประจำการในเครื่องบิน การค้าของ Rapp กับกิจการทางด้านการบิน ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว บริษัทนั้นดำเนินการมาจนถึงปีค.ศ. 1916 ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ BMW แต่ก็ใช่ว่าเมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วจะมาประกอบกิจการความเร็วบนภาคพื้นดินในทันที ชื่อเสียงในการสร้างเครื่องยนต์ของบริษัทยังคงโด่งดังและเป็นที่ต้องการในวงการอยู่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการผลิตเครื่องยนต์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ BMW IIIa ที่สร้างเพดานบินระดับ 16,404 ฟุต เครื่องยนต์ตัวนี้ทำให้ BMW กลายเป็นชื่อติดปากของทุกคนที่ต้องการเครื่องยนต์สมรรถนะสูงมาโดยตลอด

09 w1

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทก็เดินหน้าพัฒนาต่อไป ทำให้วัตกรรมต้นแบบในปีค.ศ. 1923 ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และในยุค ’20s นี้เองที่ทำให้ตราสัญลักษณ์ใบพัดสีขาวกลายเป็นที่จดจำตลอดมา ในช่วงนี้นอกจากจะสร้างยนตรกรรมใหม่ๆ แล้ว BMW ยังเป็นบริษัทที่สร้างระบบเบรกลมให้บรรดารถไฟรถรางอีกด้วย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์มีออกมา 2 รุ่น คือรุ่น Victoria และรุ่น Flink ทำให้โรงงานของ BMW ต้องขยับขยายออกไปเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ต่อมาในปีค.ศ. 1928 BMW ได้ปล่อยรถยนต์รุ่นแรกของบริษัทออกมาโลดแล่นบนท้องถนนภายใต้ชื่อ Dixi 3/15 ด้วยการร่วมพัฒนากับบริษัท Austin (ออสติน) โดยใช้เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ของตัวเองขนาด 750 ซีซีเป็นเครื่องยนต์  ต่อมาในช่วงยุค ’30s หรือถัดมาไม่กี่ปี BMW ก็รุกตลาดรถยนต์อย่างฮึกเหิมด้วยการออกตัวรถยนต์ Wartburg DA3 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ทีมงานต่างก็ได้ใจ และฮึกเหิมออกแบบช่วงล่างด้านหน้าใหม่เพื่อเอามาติดตั้งในรถ Dixi และรถ Wartburg แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หวัง จึงต้องหยุดการวิจัยและการผลิตรถต้นแบบทั้งหลายลง รวมทั้งซีรีส์รถ Dixi และรถ Wartburg DA3 ที่กำลังพัฒนาช่วงล่างด้านหน้าใหม่ด้วย อย่างไรก็ดีในปีค.ศ. 1933 นั้น BMW ก็ยังไม่ถอดใจจากการออกแบบรถที่ใช้บนท้องถนน โดยการส่งรถยนต์รหัส 303 มาทำตลาดบนท้องถนนอีกครั้ง พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่รหัส M78 ช่วงนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงกำเนิดรถซีรีส์ 3 ยุคแรกๆ ทั้ง 326, 320, 329 และรุ่นอื่นๆ

BMW logos are displayed on the production line of the BMW C evolution electric maxi-scooter at the BMW Berlin motorcycle plant February 23, 2015. (Photo by Fabrizio Bensch/Reuters)

ขณะที่ใบพัดฟ้าขาวกำลังหมุนเอาความรุ่งเรืองเข้าหายตัว สงครามโลกก็ปะทุขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยแผลใหญ่ที่โรงงานในมิวนิค ในปีค.ศ. 1944 ทาง BMW รับภาระทั้งซ่อมแซมโรงงานของตัวเองและซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไปด้วย แต่ความกระหายในการผลิตรถยนต์ก็ยังไม่จางลงไป จนในที่สุดรถรุ่น 502 V8 Super ก็สร้างเสร็จราวกลางยุค ’50s กลางๆ ตามมาด้วยรุ่น 507 เมื่อใบพัดฟ้าขาวมาถึงจุดที่ฟื้นตัวได้แล้ว BMW ต้องการกำลังการผลิตเกินกว่าโรงงานที่มิวนิคจะรองรับได้ แผนการขยายบริษัทจึงถูกนำมากลับใช้อีกครั้งเมื่อปีค.ศ. 1967 และสร้างโรงงานใหม่ใหญ่กว่าและทันสมัยกว่าขึ้นที่เบอลิน ส่วนการขยายตลาดการขายนั้นก็รุกกว้างไปจนถึงตลาดแถบทวีปแอฟริกาใต้ ภายในไม่กี่ปีเท่านั้นเอง นอกจากนี้ทาง BMW ยังจับตลาดมอเตอร์สปอร์ต สร้างพิพิธภัณฑ์เรื่องการบิน พร้อมทั้งรวบรวมบรรดารถยอดฮิตติดตลาดมาร่วมสร้างชื่อจารึกประวัติศาสตร์กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถซีรีส์ 3, 5, 7 และ 6 ในยุค ’60s นี้ยังเป็นยุคทองในด้านมอเตอร์สปอร์ตของ BMW อีกเช่นกัน รถรุ่น 2.5 CS และรุ่น 2.8 CS Coupe Models เป็นตัวที่ทำให้ BMW ได้ฉายา “เจ้าแห่งการแข่งในขุนเขา” และยังมีมือขับฝีมือดีที่ไปคว้าชัยมาจากรายการฟอร์มูลา 2 และแชมป์รถทัวร์ริงคาร์อีกสามสมัย

04 w1

การผลิตชุดใหญ่ยังเดินหน้าต่อไป เมื่อโมเดลที่ถือว่าเป็นรุ่นที่คลาสสิก และตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างรุ่น 2002 Turbo
ที่ถูกผลิตขึ้นมาในปีค.ศ. 1973 เป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โหยหาความสปอร์ตที่มากับเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน ยุคนี้เป็นยุคที่ BMW คลั่งไคล้มอเตอร์สปอร์ตอย่างหนัก M1 จึงเป็นรถสปอร์ตที่หล่อทั้งหน้าตาและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ถูก
ปล่อยออกมาช่วงปลายยุค ’70s เพื่อเป็นเรือธงแห่งความสปอร์ตบนท้องถนนของเหล่าใบพัดฟ้าขาว โดย BMW นั้นตอกย้ำภาพลักษณ์
ความเป็นนักแข่งรถสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุค ’80s ค่ายใบพัดฟ้าขาวก็เข้าร่วมแข่งขันรถยนต์สูตร 1 และในปีค.ศ. 1983 ทาง BMW กระโดดเข้าร่วมชิงชัยในศึกฟอร์มูลาวันชิงแชมป์โลก โดยมีมือขับชาวบราซิลอย่าง Nelson Piquet (เนลสัน ปีเก้) มาเป็นผู้นำทีมคว้าถ้วยอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่มอเตอร์สปอร์ตถึงจุดพีค ค่ายใบพัดฟ้าขาวจับเอาเครื่องยนต์กำลังสูงและใช้แข่งในซีรีส์ระดับโลกเอาไว้ในรถซีรีส์ 5 ตัว M 535i เรียกได้ว่าเอาเครื่องรถ F1 มาใส่กันในตัว M5 ต่อด้วย M3 ทำให้มันเป็นมากกว่ารถสปอร์ต เพราะมันคือรถที่ถอดจิตวิญญาณมาจากรถสูตร 1

BMW Plant Dingolfing, Production 6 Series (11/2010)

แม้ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนมือและการถือครองอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศเยอรมนีกับประเทศอังกฤษก็ไปกันได้ด้วยดี BMW จัดการเทคโอเวอร์ MINI และรถหรูอย่าง Rolls-Royce มาเป็นเครือญาติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับบริษัทที่ผลิตเครื่องยนต์
ให้อากาศยานมาก่อนอย่าง BMW เพราะ Rolls-Royce เองก็ผลิตเครื่องยนต์ให้กับอากาศยานในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเครื่องบินพาณิชย์เช่นกัน

Content by Jonut

 

Related Post

คอนโดมิเนียมที่แพงที่สุด นวัตกรรมขยายพื้นที่ใช้สอยบนตึกสูง และทะเลเทียมแห่งแรกในเมืองไทย

PRICELESS OF WIRELESS
26 ปีที่แล้ว แสนสิริ เปิดโครงการบ้านไข่มุก คอนโดมิเนียมริมหาดหัวหินเป็นโครงการที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เพราะเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีแห่งแรกๆ ที่ใช้สุดยอดสถาปนิกมาออกแบบอาคารสไตล์โมเดิร์นนิสต์ ยังไม่นับความกล้าที่เลือกใช้สีเหลืองสดมาทาอาคาร สนนราคากว่าสามหมื่นบาทต่อตารางเมตรซึ่งในยุคนั้นถือว่าราคาสูงมาก (แพงกว่าราคาคอนโดในกรุงเทพฯ เสียอีก) จากราคาห้อง 7 ล้านบาทเมื่อตอนเปิดขายครั้งแรก ปัจจุบันมีการขายเปลี่ยนมือ ปรากฏว่าราคาเพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านบาท!

The_Royal_Library_of_Copenhagen,_Denmark_

ล่าสุดแสนสิริได้สร้างความโจษจันอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวโครงการ 98 Wireless (ไนตี้เอท ไวร์เลส) คอนโดมีเนียม 25 ชั้น ริมถนนวิทยุ ที่มีราคาขายกว่าหกแสนบาทต่อตารางเมตร นับเป็นสถิติใหม่ในการขายคอนโดที่แพงที่สุดในประเทศไทยไปโดยปริยาย แสนสิริใช้เวลากว่า 5 ปีพัฒนาที่ดินผืนงามผืนสุดท้ายขนาด2 ไร่ บนถนนวิทยุ โดยมอบหมายให้บริษัทดีไซน์ชั้นนำอย่าง dwp พร้อมด้วยทีมออกแบบอินทีเรียร์ระดับโลก Anne Carson Interiors ที่นำช่วยนำสไตล์ของแบรนด์ Ralph Lauren Home (ราล์ฟ ลอเรน โฮม) มาใช้ตั้งแต่โถงทางเข้าไปจนถึงพื้นที่ห้องทั้งโครงการ ไนตี้เอท ไวร์เลส มีทั้งหมด 77 ยูนิต ตั้งแต่ 2 ห้องนอนจนถึงห้องเพนท์เฮ้าส์ และห้องซูเปอร์เพนท์เฮ้าส์หนึ่งเดียว ซึ่งได้รับขนานนามว่าห้องแบบ เดอะวัน ซึ่งเป็นแบบดูเพล็กซ์ขนาด 948 ตารางเมตร และจะเป็นคอนโดมีเนียมที่พรีเมี่ยมที่สุดของกรุงเทพฯ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ขาดไม่ได้คือบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ได้แก่ บริการรถเบนท์ลี่ย์ประจำโครงการ บริการจอดรถแบบ Valet Parking ที่จอดรถใต้ดินสามารถรองรับได้ถึง 240 เปอร์เซ็นต์

Screen_Shot_2016-05-17_at_6.36

Convertible Window
Bloomframe คือหน้าต่างกระจกที่สามารถแปลงร่างเป็นระเบียงได้เพียงแค่กดปุ่ม นวัตกรรมจาก Kawneer ผู้ผลิตชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมอะลูมิเนียมจากฝรั่งเศส ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะสามารถรับน้ำหนักได้เป็นสิบๆ คน แต่อาจหวาดเสียวนิดหน่อยเพราะพื้นระเบียงเป็นกระจกใส Bloomframe ช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่ ได้ดี ซึ่งเราคิดว่าเหมาะกับเมืองไทย ที่ระเบียงเป็นมักเป็นพื้นที่เสียเปล่า ส่วนใหญ่เอาไว้เก็บฝุ่น หรือตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์มากกว่าใช่งานจริง แต่ก็น่าคิดว่าหากเราสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มขนาดพื้นที่ได้อย่างนี้ การเคลมพื้นที่ขาย หรือขออนุญาตปลูกสร้างอาคารก็คงเป็นเรื่องซับซ้อนน่าดู

Bloomframe_06_(1)

Crystal Lake
สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วสำหรับ ‘มหาสมุทร คริสตัล ลากูน’ ทะเลสาบน้ำใสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในโครงการมหาสมุทร คันทรีคลับ หัวหิน โปรเจ็กต์ อภิเอ็กซ์คลูซีฟเทียบเท่าไพรเวท คันทรี คลับที่ดีที่สุดในโลก ภายใต้การบริหารของเพช ดีเวลลอปเมนท์ ทะเลสาบน้ำจืดสีฟ้าขนาดใหญ่ 45 ไร่แห่งนี้สร้างด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่ได้รับการจดสิทธิบัตรจาก Crystal Lagoon นอกจากวิลล่าสุดหรูแล้วยังมีสปอร์ตคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่และกีฬาทางน้ำตอบโจทย์ความต้องการของคนมีระดับ (และมีสตางค์) ได้อย่างครบองค์ประกอบ

Screen_Shot_2016-05-17_at_6.36.39_PM

Related Post