Jaeger-LeCoultre Venetian dinner celebrates savoir-faire and style : ก้าวสู่ปีที่ 14 ที่ได้ร่วมงานกันอย่างเหนียวแน่นกับเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

Related Post Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจ… พบกับคอลเล็กชั่น ‘ก็อดฟาเธอร์ ออฟ เพลินจิต’ จากร้า… 7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้… แด่ดีไซเนอร์ที่จากไปด้วยโรคเอดส์ในยุค 80s… น้ำหอม 4 แบรนด์ที่คุณควรมีในครอบครอง… So bad it’s good! รวมไอเท็มสุดเจ๋งที่น่าเกลียดจนต้… Gentle Monster ปีศาจแฟชั่นแสนอ่อนโยน… กว่าจะมาเป็นรองเท้า Gucci อันแสนโด่งดังในวันนี้…

Related Post

Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจำกัดที่จะทำให้คุณต้องร้อง HUH ?


เพจคนรักดนตรีอย่าง HUH? ร่วมกับ Asahi Super Dry Beer เลี่ยงกฎหมายห้ามโฆษณาแอลกอฮอล์อย่างโจ่งแจ้งไปจัดงานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทางเลือก Beat and Beyond ที่เลือกศิลปินอย่าง Coucou Chloe และ Chad Valley มาประเดิมโปรเจ็กต์นี้เป็นคู่แรก

ซึ่งโปรเจ็กต์ HUH? นี่ก็ถือเป็นไซด์โปรเจ็กต์ที่แตกหน่อมาจากผู้จัดคอนเสิร์ตนอกกระแสอย่าง Have You Heard? ที่ต้องการนำเสนอประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ นอกเหนือจากไลฟ์แบรนด์อย่างงานดีเจและโปรดิวเซอร์ดนตรีต่างๆ ให้เป็นตัวเลือกในบ้านเรา (ซึ่งเราแอบดีใจนะที่บ้านเราจะมีผู้จัดที่แหวกแนว กล้าเสี่ยง และไม่ฟัดกับคนอื่นไปทั่วมาสร้างสีสันให้กับคนรักคอนเสิร์ตอย่างพวกเราบ้าง)

โดยโปรเจ็กต์ Beat and Beyond by Asahi Super Dry สองครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน ที่ De Commune โดยพบกับ Coucou Chloe และวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ NOMA BKK โดยพบกับ Chad Valley

รอลุ้นว่าการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในรอบนี้จะปังหรือจะแป้กไปด้วยกัน (แต่เราเชียร์ให้ปังนะ เพราะเราแอบรักความกล้าหาญและ boldly do things other can’t do before ของพวกเขา)

รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ https://www.facebook.com/HUHBKK/

Related Post

พบกับคอลเล็กชั่น ‘ก็อดฟาเธอร์ ออฟ เพลินจิต’ จากร้านเสื้อระดับตำนาน Pinky Tailor

หากนับนิ้วดูร้านตัดสูทในเมืองไทยมีเป็นร้อย แต่ถ้าถามถึงร้านที่เป็นระดับตำนานจริงๆ น่าจะเหลือไม่ถึงสิบ ‘พิงค์กี้ เทเลอร์’ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อพวกเขาเปิดร้านออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าเฉพาะบุคคล (Tailor Made) ตั้งแต่ปี 1980 โดยมร. พิงค์กี้ เคยตัดให้คนดังทั้งไทยและเทศมาก็มาก เรียกได้ว่าเป็นร้านดังที่อยู่คู่เพลินจิตมาช้านาน

Mr. Pinky

ปัจจุบันร้านนี้ถูกส่งต่อสู่ทายาทรุ่นที่ 2 อย่างคุณปวิณ ผลิตเดชตระกูล ซึ่งเป็น Owner & Head Designer ประจำ Pinky Tailor วิธีการตัดเย็บและแพทเทิร์นต่างๆ จึงถูกปรับให้โมเดิร์นขึ้น มีการเพิ่มลูกเล่นให้กับเสื้อนอก ช่วยอำรางจุดบกพร่องของผู้สวมใส่ และนำเอาหลักวิศวกรรมศาสตร์มาคำนวณสรีระมนุษย์เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด อาศัยการตัดเย็บจากทีมช่างมากฝีมือที่อยู่ด้วยกันมานาน งานของ Pinky Tailor จึงรับประกันได้ถึงความเนี้ยบของการตัดเย็บที่ดูดี ดูโก้ แต่ไม่เชย เพราะคุณปวิณค่อนข้างเข้าใจวัฒนธรรมการใส่สูทของคนไทย รวมถึงรู้จักกลุ่มลูกค้าที่มีทั้งคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ผูกกันมานาน

คุณปวิณ ผลิตเดชตระกูล – Owner & Head Designer

ล่าสุด Pinky Tailor ออกคอลเล็กชั่นใหม่ที่หยิบเอาความคลาสสิกมาผสมเข้ากับความเท่ของแก๊งสเตอร์ที่แม้ไม่ได้ใส่สูทผูกไทหล่อกริบ แต่ให้อารมณ์หล่อร้ายสไตล์มาเฟีย ด้วยการคัดสรรเนื้อผ้า เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ จากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อิตาลีและฝรั่งเศส ผ่านการตัดเย็บระดับมาสเตอร์และการออกแบบที่เพิ่มรายละเอียดให้สูทหรือเสื้อนอกของคุณโดดเด่นขึ้น ชิ้นพิเศษประจำคอลเล็กชั่นที่ไม่เคยมีมาก่อนได้แก่แจ็กเก็ต นักบิด (Biker Jacket) ที่ครีเอทลุคได้หลากหลายตามสไตล์ของแต่ละคน และอย่าคิดว่าต้องอยากได้ชุดสูทเท่านั้นถึงเดินเข้าร้าน เพราะอย่างที่บอกว่า Pinky Tailor เข้าใจเทรนด์การแต่งตัวที่เปลี่ยนไปตามกระแส ดังนั้นหากคุณอยากได้ไอเท็มสักชิ้นไม่ว่าจะเป็นกางเกง เชิ้ต หรือแจ็กเก็ตที่ถูกสร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ตัดเย็บดี คัตติ้งสวย และใส่ได้เรื่อยๆ ที่นี่มีให้คุณแน่นอน

 

เฉดสีที่มีสีสันมากขึ้น รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอย่างกระเป๋าเสื้อ

 

แจ็กเก็ตนักบิดที่ตัดเย็บจากผ้าแทนที่หนังแท้

เนื้อผ้าใส่สบายเหมาะกับเมืองร้อน

Related Post

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้มีผลงานราคาแพงที่สุดในประเทศไทย

Text Ronnakorn Rotrattanadumrong

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไม L’Officiel Hommes Thailand Plus ฉบับแรกถึงสดุดีศิลปินแห่งชาติผู้นี้ 

  1. อาจารย์ถวัลย์สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศิลปากรคะแนนในช่วงปีแรกของเขาโดดเด่นเป็นอับดับต้น ๆ ของห้อง
  2. จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เรียนวิชาที่สอนโดยอาจารย์ศิลป์พีระศรี ปรมาจารย์งานศิลป์แห่งยุค อาจารย์ศิลป์บอกเขาว่า “ผลงานของเขาเป็นแค่รูปคัดลอก ไม่มีความเป็นศิลปะ”
  3. คำพูดนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์ถวัลย์ไปตลอดกาลเขาเริ่มวาดรูปในทิศทางใหม่ที่แปลกไปจากเดิม

 

 

 

4. หลังเรียนจบปริญญาตรีอาจารย์ถวัลย์เดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ณ ราชวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ อัมสเตอร์ดัมเนเธอร์แลนด์

5. ผลงานของอาจารย์ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนรกภูมิในพุทธศาสนาผลงานโด่งดังหลายชิ้นของเขาแสดงถึงลวดลายฝีแปรงที่ตวัดจนเกิดเป็นรูปทรง

 

6. บ้านดำของถวัลย์ตั้งอยู่ ณ จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่จัดแสดงของสะสมส่วนตัวที่ประกอบไปด้วยเขาสัตว์ป่าและมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม

 

 

7. ปัจจุบันอาจารย์ถวัลย์เสียชีวิตแล้ว ผลงานทั้งหมดของท่านอยู่ภายใต้การดูแลของม่องต้อย – ดอยธิเบศร์ ดัชนี ลูกชายเพียงคนเดียวของเขา

 

 

Related Post

แด่ดีไซเนอร์ที่จากไปด้วยโรคเอดส์ในยุค 80s

ในยุค 80s การมาถึงของโรคเอดส์สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ แรงสั่นสะเทือนครั้งนั้นไม่อาจนับเป็นหน่วยริกเตอร์ แต่นับเป็นหน่วยชีวิตที่สูญเสียไปหลายหมื่นคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนในวงการแฟชั่น

ในเวลานั้น วงการแฟชั่นของนิวยอร์กถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเมืองอันดับหนึ่งด้านแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งเม็ดเงินที่หมุนเวียนในแวดวงแฟชั่นก็ขับเคลื่อนนิวยอร์กในฐานะอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเมือง นิวยอร์กจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในแวดวงแฟชั่น ตั้งแต่ดีไซน์เนอร์ สไตลิสต์ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม นายแบบและนางแบบ ไปจนถึงศิลปินด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

มนุษย์แฟชั่นกว่าครึ่งใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสปอตไลต์​ เช่นนี้ เมื่อเชื้อร้ายพรากชีวิตของพวกเขาไป ความตายของพวกเขาก็ยังคงยืนโดดเด่นท่ามกลางแสงสว่างจ้าที่ว่า หลายคนมักพูดกันว่า ‘วงการแฟชั่นได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์มากที่สุด’ โดยเฉพาะการสูญเสียคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการ

Leigh Bowery

Chester Weinberg, Tracy Mills, Perry Ellis, Willie Smith, Leigh Bowery—ไม่แปลกที่คุณจะไม่คุ้นหูกับรายชื่อเหล่านี้ เพราะพวกเขาคือตัวอย่างดีไซน์เนอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงในขณะนั้นที่ต้องเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควรด้วยโรคเอดส์ หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ เราจะได้รู้จักพวกเขาในฐานะของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับ Oscar de la Renta, Calvin Klein หรือ Donna Karan เลยทีเดียว

Perry Ellis

ในกรณีของ Chester Weinberg เขาเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังคนแรกที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้ในยุค 80’s Chester เปิดตัวคอลเลกชั่นแรกของเขาในยุค 60’s และได้ร่วมงานกับนิตยสารชื่อดังมากมาย คนดังอย่าง Nancy Regan, Dionne Warwick และ Barbara Streisand ล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าของเขา ก่อนเสียชีวิตเขายังเป็นวิทยากรให้กับ Parsons ลูกศิษย์ของเขาคือ Donna Karan (DKNY) และ Marc Jacobs น่าเศร้าที่ Chester จบชีวิตในวัยเพียง 54 ปี

Chester Weinberg

ผู้คนที่เหลือรอดในช่วงนั้นบรรยายว่า แฟชั่นในนิวยอร์กที่เคยสนุกสนาน ตื่นเต้น แปลกใหม่ กลับกลายเป็นราบเรียบ น่าเบื่อ และไม่เพียงความคิดสร้างสรรค์ที่ชะงักงันเท่านั้น แต่เหล่าผู้ชายในวงการแฟชั่นก็ได้รับผลกระทบหนักจากความตื่นกลัวของสังคม นักลงทุนปฏิเสธที่จะลงทุนกับดีไซน์เนอร์ชายเพราะถือว่าเป็นการลงทุนที่ ‘เสี่ยง’ เหล่าดีไซน์เนอร์หนุ่มหน้าใหม่ที่อยากจะขับเคลื่อนวงการแฟชั่นต่อไปจึงต้องอับแสงไปด้วยเหตุนี้

ด้านสไตล์ลิสต์หนุ่มคนหนึ่งเล่าว่า เขาต้องตรวจเลือดเกือบ 20 ครั้งกว่าบริษัทจะรับเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มชายรักชายก็ต้องเก็บตัวเงียบเชียบ ไม่มีใครสามารถพูดอย่างเปิดเพศได้ว่าตนเองเป็นเกย์​ เพราะเพศสภาวะของพวกเขาถูกสังคมผูกโยงกับโรคเอดส์ไปเสียแล้ว

ทว่า ท่ามกลางความหวาดระแวงอันหม่นมืดก็ยังคงมีแสงสว่างแห่งความหวังแทรกตัวเข้ามา ผู้ติดเชื้อ HIV หลายคนในวงการสร้างสรรค์ไม่ยอมตกเป็นทาสของโรคร้ายด้วยการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และสนุกสนานจนหยาดหยดสุดท้าย เพื่อแสดงให้สังคมและผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ เห็นว่า แม้โรคเอดส์จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันไป แต่มันไม่สามารถทำลายกำลังใจของมนุษย์ได้

Willie Smith

ด้านคนที่อยู่รายล้อมผู้ป่วยก็ช่วยกันจัดงานการกุศลเพื่อระดมทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล หรือบริจาคเงินให้กับสถาบันวิจัยโรคเอดส์ และบางคนก็ท้าทายสังคมด้วยการพูดเรื่องโรคเอดส์อย่างเต็มปากเต็มคำในที่สาธารณะ เช่น Toukie Smith (น้องสาวของดีไซน์เนอร์ผู้ล่วงลับ Willie Smith) ที่กล่าวว่า “ผู้คนตายเพราะโรคเอดส์ มันคือชีวิตจริงและเรียบง่าย หาใช่บาปกรรมใดๆ”

แต่กว่าสังคมจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูด วงการแฟชั่นก็สูญเสียบุคคลมากความสามารถไปแล้วมากมาย ทั้งจากโรคร้ายตามที่กล่าวไป และจากการตัดโอกาสของผู้คนที่ถูกความตื่นตระหนกบังตา

Related Post

น้ำหอม 4 แบรนด์ที่คุณควรมีในครอบครอง

ถ้าคุณเบื่อน้ำหอมแบรนด์แฟชั่น บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 4 แบรนด์น้ำหอมชั้นสูงที่ใช้แล้วกลิ่นไม่ซ้ำใคร

Kilian แบรนด์น้ำหอมจากฝรั่งเศษ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2007 โดย Kilian Hennessy ทายาทกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส น้ำหอมของเขานอกจากจะซับซ้อนเกินน้ำหอมธรรมดาแล้ว ยังมีแพกเก็จจิ้งที่หรูหรา น้ำหอมทุกขวดจะมาพร้อมกล่องใส่พิเศษที่ออกแบบมาให้นำไปใช้เป็นกล่องเก็บซิการ์หรือเครื่องประดับได้

 

Amouage มีกลิ่นหนักแน่นและเข้มเข้นตามแบบน้ำหอมตะวันออกกลาง ก่อตั้งขึ้นในประเทศโอมาน มีคนกระซิบว่า เจ้าของที่แท้จริงคือสมาชิกราชวงษ์โอมาน ไม่ใช่ใครอื่น Amouage พิเศษตรงที่มีหัวน้ำหอมมากกว่าปกติ และทุกขวดล้วนมีเรื่องราวให้เล่าได้ยาวเหยียด

 

Le Labo แบรนด์น้ำหอมที่ปรุงด้วยมือทุกขวดจาก New York แม้จะยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย แต่กระแสความหอมของแบรนด์นั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รูปลักษณ์ที่มินิมัลนั้นตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก

 

Creed เฉพาะกลุ่มแต่เก๋าที่สุดในตลาด แบรนด์นี้ผลิตน้ำหอมให้ราชวงษ์อังกฤษมาตั้งแต่ควีนอลิซาเบธยังไม่เกิด ในปัจจุบันน้ำหอมทุกกลิ่นของ Creed กลายเป็นสัญลักษณ์ความหรูหรา (แถมราคาก็หรูหราเอาเรื่อง)

Related Post

So bad it’s good! รวมไอเท็มสุดเจ๋งที่น่าเกลียดจนต้องหรี่ตามอง

ในยุคนี้เส้นกั้นระหว่างความสวยและความอัปลักษณ์ช่างเบาบางเหลือเกิน ไอ้การเสี่ยงตายที่จะเล่นกับรูปลักษณ์ประหลาดของธรรมชาติและถ่ายทอดลงบนเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาสูง คุณภาพเยี่ยม ดูจะเป็นงานอดิเรกและความท้าทายของดีไซเนอร์ทั่วโลก ในบทความนี้เราขอรวบรวมของแต่มันแย่เสียจนสวย ตามวลีฝรั่งที่ว่า “So bad it’s good!”

Tabi Boot เผยโฉมครั้งแรกในรันเวย์ของ Maison Martin Margiela เมื่อปี ค.ศ. 1989 ได้แรงบันดาลใจมาจากถุงเท้าทาบิของญี่ปุ่น มาร์แตงให้สัมภาษณ์ว่า “ต้องการทำรองเท้าที่ไม่ทิ้งรอยเท้าเอาไว้”

 

Shopping Bag กระแสการเอาถุงช็อปปิ้งมาเปลี่ยนวัสดุแล้วทำเป็นกระเป๋านั้นไม่ได้มีแค่แบรนด์เดียว แต่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นของ Balenciaga

 

Dad Sneaker รองเท้ากีฬารุ่นพ่อที่เรารังเกียจกำลังกลับมาครองทุกเวที ตั้งแต่ Gucci, Dior Homme ไปจนถึง Chanel

 

Belt Bag หรือที่เราเรียกกันขำ ๆ ว่า Fanny pack คือกระเป๋าคาดเอวที่แม่ค้าโบ๊เบ๊ใช้เก็บสตางค์ หลายแบรนด์ผลิตออกมาและที่สำคัญมันสหเพศ คือใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

 

Narrow Sunglasses แว่นบรรณารักษ์กลับมาผงาดอีกครั้ง เห็นจากโมเดล Cobalt 02 ของ Gentle Monster ที่ขายดีเหมือนแจกฟรี หรือจะเป็นแว่นกันแดดทรงประหลาดล้ำจาก Gucci ที่ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ใส่ไปย่ำปารีสแฟชั่นวีคเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้ของไม่สวย (ในสายตาคนหมู่มาก) แต่ถ้า attitude จัดเต็ม ใส่อย่างไรก็รอด

Related Post

Gentle Monster ปีศาจแฟชั่นแสนอ่อนโยน

พักหลัง ๆ มานี่ (จริง ๆ ก็เกือบ 5 ปี) กระแส K wave ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวงแฟนคลับดารา/นักร้องเกาหลีอย่างเดียว ความสำเร็จอย่างมากต่ออุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีทำให้ผู้บริโภควงกว้างหลีกเลี่ยง (หรืออดใจ) ไม่ได้ที่จะลองลิ้มความบันเทิงแบบเกาหลีดูบ้าง ร้อยละเก้าสิบนั้นติดใจแบบโงหัวไม่ขึ้น ส่งผลให้อะไรก็ตามที่ตีตราว่าเกาหลี กลายเป็นของมีมูลค่าไปโดยปริยาย ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นร้านอาหารและร้านกาแฟแบบเกาหลีที่มีดาษดื่นในย่านสยามแสควร์ ขยับขึ้นมาหน่อยก็เป็นการแต่งตัวแบบเกาหลีที่เรียบโก้ก็ได้ หรือมอร์อีสมอร์ก็ไม่ผิด

Gentle Monster

เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของกระแส K Wave ที่ช่วยทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว Gentle Monster คือแบรนด์แว่นตากันแดดจากเกาหลีที่ในปัจจุบัน เป็นที่นิยมไปทั่วโลก แม้แต่ดาราฮอลลีวูดอย่าง Beyonce ก็ยังหันมาใส่แบรนด์นี้

ก่อตั้งขึ้นโดย Jae W Oh เมื่อปี ค.ศ. 2012 แว่นตาส่วนใหญ่ผลิตในเมือง Daegu แหล่งผลิตแว่นตาใหญ่ยักษ์ที่ผลิตให้กลุ่ม Luxottica เช่นกัน ในช่วงปี ค.ศ. 2013-2014 ดาราเกาหลีหันมาสวมใส่แบรนด์นี้กันเยอะ ทำให้เริ่มผ่านตาคนไทย ก่อนที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายจะรับมาขายกันจนเต็มสยามแสควร์ ในราคาหลักหมื่น

ยอดขายที่พุ่งทะยานในระยะเวลาไม่กี่ปี ทำให้ในปี ค.ศ. 2016 Gentle Monster ข้ามฟากไปเปิดช็อปใหญ่โต ณ มหานคร นิวยอร์ก สำหรับในโซลเอง ช็อปของ Gentle Monster ตั้งอยู่กลางเขตหรูหราอย่างกังนัม มีสองร้านตรงข้ามกัน ร้านหนึ่งสำหรับจัดแสดงผลงานคอลเลกชั่นต่าง ๆ ควบคู่ไปกับงานศิลปะล้ำสมัย ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นร้านกึ่งพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานชิ้นพิเศษ หรือชิ้นที่มีจำนวนจำกัด แต่ไม่ขาย !

Gentle Monster ย่านกังนัม กรุงโซล

หลักฐานสำคัญของความสำเร็จของแบรนด์ คือ ในปี ค.ศ. 2017 กลุ่มบริษัทแฟชั่น LVMH ได้ลงทุนเงิน 60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อหุ้น 7% ของแบรนด์

ณ วันที่เราเขียนบทความนี้ Gentle Monster ยังไม่มีช็อปอย่างเป็นทางการในไทย แต่เราว่า อีกไม่นานแล้วล่ะ คุณคิดเหมือนกันไหม ?

Related Post

กว่าจะมาเป็นรองเท้า Gucci อันแสนโด่งดังในวันนี้

Gucci ก่อนที่จะมาเป็นแบรนด์ใหญ่ยักษ์ที่ผลิตทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า เดิมทีเป็นแบรนด์ท้องถิ่นของอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องหนัง ก่อตั้งโดย Guccio Gucci นักออกแบบและนักธุรกิจหนุ่มแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ผู้ตั้งใจไว้ว่า ของทุกชิ้นในร้านต้องผลิตด้วยหนังจากแคว้นทัสคานีอันโด่งดัง

ต่อมา Aldo Gucci ลูกชายคนโตชื่นชอบการขี่ม้ามากเป็นพิเศษ ในปี ค.ศ. 1953 เขาจึงออกแบบรองเท้ามอคคาซินที่ได้แรงบันดาลใจจากโลกของการขี่ม้า ส่วนรายละเอียดสุดเจ๋งได้แก่ ห่วงรัดปากม้าที่ติดอยู่ด้านหน้าของตัวรองเท้า ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้คนจดจำแบรนด์จากเมืองฟลอเรนซ์นี้ ทั้งยังเป็นรายละเอียดที่มีความสำคัญขนาดกลายเป็นสิ่งที่สุดฮิปของแบรนด์ในปัจจุบัน

ในยุคที่ Alessandro Michele เข้ามามีบทบาทเมื่อปี ค.ศ. 2015 เขาปรับให้รองเท้ามีขนาดยาวขึ้น มีความละเมียดละไม มีการเปลี่ยนชื่อรุ่นบ้าง หรือบางครั้งก็ออกแบบให้บางรุ่นเปิดส้นรองเท้าด้วย ซึ่งช่วยปรับโฉมรองเท้าสุดคลาสสิกให้ผิดแผกไปจากธรรมเนียมเดิมแต่ยังคงความโก้และความแพงไว้ได้อยู่

แม้จะเป็นยุคสนีกเกอร์ครองเมือง แต่ลอฟฟีเซียล ออมส์ เชื่อว่า รองเท้าไอคอนิกคู่นี้จะยังคงอยู่ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า จากนี้อีก 10 ปี มอคคาซินคู่นี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร

Related Post

เมื่อศิลปินป๊อบอาร์ตเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าแบรนด์รองเท้า Berluti ไปตลอดกาล

ตำนานของ Berluti เริ่มขึ้นจากร้านรองเท้าเล็กๆในกรุงปารีส เมื่อปีค.. 1895 โดยช่างฝีมือชาวอิตาเลียนนามว่า Alessandro Berluti ความละเอียดงดงามและความคงทนของรองเท้าได้ดึงดูดชนชั้นสูงให้พากันตบเท้าเข้าร้านเพื่อสั่งตัดรองเท้าคู่พิเศษเฉพาะตน รองเท้าหนังหลากหลายแบบจากร้านเล็กๆ แห่งนี้เดินทางตามนายผู้สวมใส่ไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคนสำคัญของโลกอย่าง Duke of Windsor, Marcel Proust, Jean Cocteau หรือแม้แต่ Charles de Gaulle ล้วนสั่งรองเท้าจาก Berluti ทั้งสิ้น

 

จวบจนในเช้าวันหนึ่งของปีค.. 1962 ศิลปินชาวอเมริกันคนหนึ่งเดินทางมายังร้าน Berluti เพื่อขอให้ร้านตัดรองเท้ารุ่นพิเศษให้เขา วันนั้นไม่มีใครรู้ว่ารองเท้าคู่นี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของแบรนด์ Berluti ไปตลอดกาล

American pop artist Andy Warhol (1928 – 1987) in London on 22nd November 1975. (Photo by AGIP/RDA/Getty Images)

Andy Warhol เจ้าพ่อป็อปอาร์ตชาวอเมริกันผู้บุกเบิกศิลปะสมัยใหม่ฝันอยากเป็นเจ้าของรองเท้า Berluti สักคู่หนึ่งมาตลอดชีวิต ในปีที่วอร์ฮอล์ไปเยือน Berluti ทางร้านยังคงคุ้นชินกับการต้อนรับชนชั้นสูง ราชวงศ์ และนักการเมือง โดยยังไม่เปิดรับลูกค้าทั่วไปเท่าไรนัก แต่รองเท้าหนังที่ Berluti ตัดให้วอร์ฮอล์วันนั้นกลับกลายมาเป็นหนึ่งในแบบรองเท้าคอลเลกชั่น Ready-to-Wear ที่ขายดีที่สุดของ Berluti จวบจนปัจจุบัน

ข่าวดีก็คือ Berluti กำลังจะเปิดสาขาที่ประเทศไทย ณ ศูนย์การค้า Central Embassy ราวกลางเดือนมีนาคมนี้ แน่นอนว่า จะเปิดพร้อมกับรองเท้า Andy Warhol ให้คุณเลือกซื้อ !

Related Post