Get Fit and Get Firm with Tara Stiles in L’Optimum Ultimate Destination: Fuel Your Life

เธอคือนางแบบหุ่นดีที่ผันตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะที่เนื้อหอมเป็นอันดับต้นๆ บนโลกนี้ และวันนี้ลอปติมัมร่วมมือกับ W Retreat Samui พาเธอมาสอนโยคะแบบใกล้ชิดให้กับแฟนๆ ชาวไทยกับทริป L’Optimum Ultimate Destination: Fuel Your Life เพื่อเพิ่มความฟิตแอนด์เฟิร์มให้พร้อมปาร์ตี้กันแบบสุดๆ จะรักสนุก สุขภาพต้องดีด้วยนะ

Tara_Strala_Tshirt_1-470x600

Morning Yoga Fix by Tara Stiles

More about Tara at: www.tarastiles.com

Content by Maya

Related Post

ซาวด์แทรกจากภาพยนต์ซูเปอร์ฮีโร่ ที่ดูไม่ค่อยจะฮีโร่เท่าไหร่อย่าง Deadpool

Dead the Deadpool

cover-13 w1

เพื่อให้เข้ากับประเด็น “ซูเปอร์ฮีโร่” ในนิตยสารลอปติมัม ไทยแลนด์ ผมขอเขียนเรื่องซาวด์แทรกจากภาพยนต์ซูเปอร์ฮีโร่อีกหนหลังจากที่เขียนไปเมื่อปีที่แล้วว่าซาวด์แทรกของ The Guardians of the Galaxy ถือว่าเป็นซาวด์แทรกออฟเดอะเยียร์ 
ซึ่งก็ออกมาเป็นแผ่นไวนีลคอลเลกชั่นซูเปอร์ลิมิเต็ดพร้อมงานอาร์ตเวิร์กสวยสุดๆ ในปีนี้ผมขอแนะนำซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูไม่ค่อยจะฮีโร่ เท่าไหร่อย่าง Deadpool แม้ว่าจะมีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ต่างๆ มาจ่อคิวอยู่ทั้ง Captain America: Civil Wars จาก
ค่ายมาร์เวลล์ หรือ Batman VS Superman: Dawn of Justice จากค่ายดีซีก็ตาม

Deadpool-International-One-Sheet w1

ผมบอกเลยว่าผมผิดหวังกับแบทซุปพอสมควร เพราะเมื่อเห็นป้ายยี่ห้อดีซี ผมคาดหวังมาตรฐานหนังฮีโร่ที่ดราม่าและมืดหม่น ไม่ใช่หนังป็อปคอร์น (หนังที่ดูเอาสนุก ไม่มีอะไรให้กลับมาคิดต่อหลังจบ) อย่างค่ายมาร์เวลล์ เพราะ Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ 
โนแลน) สร้างมาตรฐาน The Dark Knight ไตรภาคไว้แบบนั้น ส่วนตัวผมคิดว่าฝั่งดีซีน่าจะจ้างผู้กำกับระดับสองพี่น้องโคเอน 
จาก No Country for Old Men มากำกับนะครับ น่าจะได้หนังที่อารมณ์อึดอัดและจบแบบมึนๆ ดีกว่านี้แน่ๆ ซาวด์แทรก Deadpool นั้นเป็นการสานฝันเด็กวัยรุ่นที่เติบโตมากับคอมิกเรื่องนี้ เพราะหลากหลายเพลงนั้นก็ชวนให้ระลึกถึงบรรยากาศช่วงที่คอมมิกนี้ตีพิมพ์ (คือช่วงต้นยุค ’90s) ซึ่งตัวเอกอย่าง Deadpool นั้นเป็นประเภท Anti-Hero คือไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย จึงโดนใจสาวกคอมิกอย่างมากมาย และที่สำคัญ หากตัวเอกอย่าง Ryan Reynolds (ไรอัน เรย์โนลดส์) ไม่ต่อสู้กับค่าย 20th Century Fox มาตลอดสิบปีเพื่อคลอดโปรเจ็กต์นี้ให้สำเร็จนั้น เราก็คงจะไม่มีโอกาสได้ยลโฉมซูเปอร์ฮีโร่สุดเกรียนนี้บนจอเงินอย่างแน่นอน ไรอันคือที่สุดของคาแรกเตอร์ เขาเหมาะกับบทนี้เป็นอย่างมาก และเขาเองก็อินกับตัวละครมากจนกระทั่งขโมยชุดจากกองถ่ายออกไปใส่เดินบนท้องถนน คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่า Internet Meme หรือ Viral เกือบทุกตัวของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหนังฉายนั้นคือความคิดของเขาเกือบทั้งหมด เขาให้สัมภาษณ์ว่า ทันทีที่ว่างเขาก็จะสวมชุด Deadpool และถ่ายอะไรบ้าๆ บอๆ เก็บไว้เป็นสต็อก และก็เอามาตัดต่อกันเอง เนื่องจากเป็นหนังทุนต่ำ เพราะฟ็อกซ์เองก็ไม่ได้คิดว่าจะทำกำไรอะไรมากมาย เขาและทีมงานจึงไม่มีความกดดันมากมาย และสามารถเล่นสนุกกันได้อย่างเต็มที่ ขอสปอยล์นิดนะครับ 
ถ้าทุกคนจำฉากตอนใกล้จบที่ Deadpool จะไปลุยกับเหล่าร้าย 
แต่กลับลืมถุงอาวุธสงครามกันได้ คือ เป็นบทที่ตั้งใจเขียนมา
แบบนั้นเลยนะครับ เพราะกองถ่ายงบหมด ไม่สามารถถ่ายทำ
ฉากเอฟเฟกต์จัดๆ ยิงกันระเบิดได้อีกแล้ว จึงมีแค่ฉาก Deadpool 
ควงดาบคู่กระโดดลงมาจากรถแท็กซี่ ซึ่งไรอันเองก็ทุ่มสุดๆ กับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาเดินสายออกโปรโมทภาพยนตร์ทั่วโลกด้วยตัวเอง เขาไม่ปฏิเสธการสัมภาษณ์ใดๆ ไม่ว่าสื่อจะเล็กแค่ไหน 
ขอคารวะในความอดทนของพี่แกจริงๆ … โอเคครับ ขอกลับมา
เข้าเรื่องซาวด์แทรกสุดเก๋ที่ผมคิดว่าควรจะได้รับรางวัลออสการ์
สาขา “โดนใจ” กันดีกว่าครับ

1988: Rappers Salt-N-Pepa and their DJ Spinderella pose for a portrait in 1988. (Photo by Michael Ochs Archives/Getty Images)

ไรอันเล่าให้ฟังว่า เพลงประกอบเทรลเลอร์ฉากที่  Deadpool นั่งไขว่ห้างวาดการ์ตูนอยู่บนสะพานก่อนจะกระโดดลงไปเริ่มฉากบู๊นั้น เขาตัดใจเลือกเพลง Shoop จากวง Salt-n-Pepa เพราะไม่สามารถสู้ค่าลิขสิทธิ์ของเพลงที่พวกเขาอยากได้จริงๆ ได้ เพราะงบการสร้างอันจำกัดจำเขี่ยของหนัง ไรอันจึงต้องใช้ความสนิทสนมส่วนตัวมาเลือกเพลงนี้แทน ซึ่งก็เข้ากับหนังเป็นอย่างมาก และผมก็มั่นใจว่า ถ้าไม่ได้ Tom Holkenborg (ทอม โฮลเคนบอร์ก) หรือ Junkie XL ดีเจรีมิกเซอร์ที่โด่งดังในทศวรรษที่แล้วมาทำ เพลงก็คงไม่สุดขนาดนี้แน่ๆ แต่ช่วงนี้เป็นขาขึ้นของทอมนะครับ เพราะเขาก็ได้ไปเป็นมือขวาให้ Han Zimmers 
(ฮาน ซิมเมอร์ส) คอมโพสเซอร์ที่ทำเพลงให้กับไตรภาค The Dark Knight ของโนแลน หรือถ้าคุณติดใจดนตรีประกอบภาพยนตร์สายลับอย่าง Spectre นั้น ก็แอบกระซิบว่าทอมก็มี
ส่วนร่วมด้วยนะครับ ประเด็นหลักของผมก็คือ ไรอันมีรสนิยมในการเลือกเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สุดมาก โดยเฉพาะฉากจบที่เขาเลือกเพลง Careless Whisper ของวง Wham ที่เป็นเพลงรัก
บัลลาร์ดสุดอมตะมา อาจจะไม่ถูกใจคออินดี้บ้านเรามากนัก แต่ผมคิดว่าเพลงนี้เพราะมาก เวอร์ชั่นออริจินัลออกมาเมื่อปีค.ศ. 1984 และกลายมาเป็นท็อปฮิตของชาร์ตทั้งทางฝั่งอเมริกาและยุโรป ส่วนในบ้านเราตอนนั้น ทุกบาร์ ทุกคลับ ทุกตรอกซอกซอยก็ต้องเล่นเพลงนี้

Soundtrack Deadpool ขึ้นท็อป 30 ในบิลบอร์ด แม้จะไม่แรงเทียบเท่าที่ The Guardians of the Galaxy เคยทำมาก่อน
ในปีค.ศ. 2014 แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร อาจจะเป็นเพราะเพลงมีน้อยกว่าสกอร์ก็เป็นได้ อีกเพลงที่ผมรักมาก 
แต่กลับไม่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มเต็มคือเพลง Will You Sill Love Me ของวง Chicago ที่เปิดเพียงสั้นๆ ในช่วงที่พระนางเจอกันเป็นครั้งแรกครับ ลองซื้อบลูเรย์มาเปิดฟังกันดูได้ ส่วนตัวผมยังไม่เห็นซาวด์แทรกแผ่นนี้วางขายในประเทศไทยนะครับ แต่ก็อาจจะหลง
หูหลงตาไปเอง เอาเป็นว่าถ้าปีนี้จะเป็นปีแห่งซูเปอร์ฮีโร่ ผมขอคารวะ Deadpool และไรอัน เรย์โนลดส์สุดหัวใจครับ

Content by Patrick C.

 

Related Post

ประกาศผู้ชนะกิจกรรม #LOptimumXLevis ที่จะได้ร่วมเดินทางไปซานฟรานซิสโกกับเรา

หลังจากหนุ่มสาวตัวแทนคนรุ่นใหม่ สไตล์ลีวายส์® ที่ผ่านกิจกรรม L’Optimum X Levi’s® ได้ร่วมโชว์สไตล์ของตัวเอง เพื่อลุ้นเป็นหนึ่งผู้โชคดี ร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์ท่องแหล่งกำเนิดยีนส์ Levi’s® ที่เมืองซานฟรานซิสโก และเข้าชม Levi’s® Stadium, Levi’s® Plaza Park และ The Vault กับนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เต๋อ-ฉันทวิชช์ และ ก้อง-Hive Salon ผู้นำทางด้านสไตล์ของวงการและ เจ้าของร้าน Hive Salon ชื่อดัง นี่คือรายชื่อของ 10 คนสุดท้ายที่เข้ารอบ และหนึ่งเดียวที่จะได้เดินทางไปซานฟรานซิสโกกับเราซึ่งนับผลคะแนนจาก ยอดรวมคนที่เข้าถึงทั้งหมดและความรู้สึก ความคิดเห็นและการแชร์

อันดับที่ 1 เบอร์ 02 บิว 192,472 คนที่เข้าถึง และ 55,685 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 248,157 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.42.58 PM

อันดับที่ 2 เบอร์ 06  แจ็กกี้ 221,410 คนที่เข้าถึง และ 23,643 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 245,053 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.44.34 PM

อันดับที่ 3 เบอร์ 07 ปุ๊กปิ๊ก 77,653 คนที่เข้าถึง และ 85,176 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 162,829 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.44.54 PM

อันดับที่ 4 เบอร์ 05 ป่าน 86,581 คนที่เข้าถึง และ 7,462 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 92,043 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.44.09 PM copy

อันดับที่ 5 เบอร์ 08 ไอซ์ 65,877 คนที่เข้าถึง และ 3,940 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 69,817 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.45.15 PM

อันดับที่ 6 เบอร์ 03 ปั้น 58,657 คนที่เข้าถึง และ 2,458 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 61,115 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.43.23 PM

อันดับที่ 7 เบอร์ 09 กุ๊ก 39,828 คนที่เข้าถึง และ 2,942 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 42,770 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.45.35 PM copy

อันดับที่ 8 เบอร์ 04 ฌอน 34,707 คนที่เข้าถึง และ 2,751 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 37,458คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.43.48 PM

อันดับที่ 9 เบอร์ 10 บอล 23,645 คนที่เข้าถึง และ2,441 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 26,086 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.45.54 PM

อันดับที่ 10 เบอร์ 01 อั้ม 21,455 คนที่เข้าถึง และ 2,368 ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแชร์ รวม 23,823 คะแนน

Screen Shot 2559-05-26 at 12.42.33 PM copy

Related Post

จัดกระเป๋าเดินทางไปบิสซิเนสทริปในแบบผู้ชายฉบับมือโปร

หนุ่มๆ หลายคนคงเคยปวดหัวกับการจัดกระเป๋าเดินทางไปประชุมงานต่างประเทศ เพราะไม่สามารถม้วนพับเชิ้ตทำงานและชุดสูทสุดเนี้ยบลงกระเป๋าได้เหมือนการจัดกระเป๋าท่องเที่ยวที่มีเพียงเสื้อยืดกางเกงยีนส์ เคล็ดลับเจ็ดข้อนี้จะช่วยให้การจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปทำงานไม่เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

FU7A7904_w1

1. Size the Luggage
การเลือกขนาดกระเป๋าให้เหมาะสมกับจำนวนเสื้อผ้าเป็นด่านแรกที่ช่วยให้เสื้อผ้าของคุณดูเนี้ยบพร้อมใส่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ กระเป๋าขนาดเล็กเกินไปจะทำให้เสื้อผ้าต้องพับเล็กลงลงจนอัดแน่นกันและสร้างรอยยับเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่กระเป๋าที่ใหญ่เกิน จะทำให้เหลือที่ว่างจนทุกอย่างไหลมากองรวมกัน และแน่นอน เป้แบบแบ็กแพ็กไม่เหมาะกับลุคทางการสำหรับบิสซิเนสทริปของคุณแน่ๆ

2. Less is More
การเดินทางไปประชุมไม่ใช่เวทีแฟชั่นโชว์ที่คุณจะขนชุดหวือหวาไปใส่โชว์ลูกค้าหรือคู่เจรจาธุรกิจ เลือกสูทคัทติ้งดีๆ สีกลางๆ อย่างสีเทาหรือสีน้ำเงิน ช่วยให้ลุคของคุณดูโปรแต่มีสไตล์แทนสูทสีดำที่อาจดูน่าเบื่อเกินไป หากคุณเดินทางเพียงสั้นๆ สูทเพียงชุดเดียวก็เพียงพอ ใช้วิธีใส่สลับกับเชิ้ตและเน็กไทสีอื่น ก็จะได้ลุคใหม่โดยไม่ต้องขนเสื้อผ้าไปมาก

3. Wrinkle-Free
เทคโนโลยีเส้นใยผ้าในปัจจุบันพัฒนาไปมากจนช่วยให้ปัญหาเรื่องรอยยับเชิ้ตลดลง เลือกหยิบเชิ้ตแบบ Wrinkle-Free สำหรับการจัดกระเป๋าเดินทางครั้งต่อไป เพื่อให้เสื้อผ้าของคุณดูเนี้ยบยิ่งขึ้น

4. Casual in Style
หลังการประชุมคุยงานเคร่งเครียดมาตลอดทั้งวัน คุณอาจจะต้องไปแฮงก์เอาต์ต่อในตอนค่ำ อย่าลืมนำชุดสำรองเพื่อการนี้ไปสักหน่อย แค่เสื้อยืดโปโลเท่ๆ สำหรับสถานที่สบายๆ กับกางเกงสแลก หรือถ้าจะต้องไปที่ที่มีระดับขึ้นอีกนิด เบลเซอร์สักตัวช่วยคุณได้เสมอ

5. How to Fold
ปัญหาใหญ่ที่สุดหลังจากเลือกหยิบเสื้อผ้ามาได้ครบแล้วคือ จะแพ็กทุกอย่างลงกระเป๋าเดินทางอย่างไรให้ทุกอย่างยังดูเนี้ยบเหมือนเดิม หลักการง่ายๆ คือ ลดจำนวนการพับเพื่อสร้างรอยยับให้น้อยที่สุดและพับในจุดที่เป็นรอยต่อ เช่น กางเกงควรพับครึ่งเพียงครั้งเดียวตรงช่วงเข่าแล้ววางพาดยาวในกระเป๋าแทนการพับทบแบบสามตอนที่จะทำให้เกิดรอยยับมากกว่า การพับเชิ้ตและสูทก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยพับที่รอยต่อช่วงแขนเสื้อทั้งสองข้างเข้าด้านในตัวเสื้อ แล้วจึงพับชายเสื้อขึ้นมาเพียงครั้งเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดรอยยับจากการพับน้อยกว่าวิธีพับเสื้อแบบเดิมๆ

6. Utilise the Space
เมื่อเราใช้พื้นที่ส่วนหลักของกระเป๋าเดินทางในการจัดเสื้อผ้าชุดทำงานไปแล้ว อย่ามองข้ามพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ บริเวณมุมซอกกระเป๋า คุณสามารถใช้พื้นที่ในส่วนนี้เพื่อจัดเรียงเสื้อผ้าที่ม้วนเล็กได้ เช่น กางเกงชั้นใน ชุดนอน และอุปกรณ์อาบน้ำ หากคุณจำเป็นต้องแพ็กรองเท้าไปด้วยอีกคู่ การม้วนถุงเท้าใส่ไปในรองเท้านอกจากช่วยประหยัดพื้นที่แล้ว ยังทำให้รองเท้าไม่เสียทรงอีกด้วย

7. Professionally Unpack
เพียงแค่เปิดกระเป๋าและนำเสื้อผ้าที่บรรจงพับมาอย่างดีใส่ไม้แขวนเรียงเข้าตู้เสื้อผ้าหลังจากเช็กอินเข้าโรงแรม ก็ช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องจุกจิกเสียเวลาไปสักหน่อยสำหรับผู้ชาย แต่รับรองว่า เสื้อผ้าของคุณจะยังคงเรียบร้อยพร้อมใส่เสมือนหยิบจากตู้เสื้อผ้าที่บ้านโดยไม่ปะปนกับเสื้อผ้าใส่แล้วที่คุณโยนลงกระเป๋าอย่างแน่นอน

Content by Amoraey

Related Post

100 ปี แห่งความสำเร็จ ของค่ายรถยนต์ใบพัดฟ้าขาวจากเยอรมณี

The tail of White and Blue

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) เป็นบริษัทสายเลือดเยอรมันที่ประกอบไปด้วยกิจการผลิตรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และเครื่องยนต์ ปัจจุบันนี้บริษัทในเครือของ BMW มีทั้งรถ BMW รถ MINI Cooper (มินิ คูเปอร์) และรถ Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) สำนักงานใหญ่ของ BMW ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี  BMW ย่อมาจากคำว่า “Bayerische Motoren Werke” ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลเป็นอังกฤษได้ว่า Bavarian Motor Works (บาวาเรียนมอเตอร์เวอร์ค) ซึ่งรถของ BMW ในปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าตอบโจทย์แทบทุกกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรถแนวสปอร์ต ที่มาพร้อมกับความหรูหา ไปจนถึงรถครอบครัว ก่อนที่จะมาเป็น BMW นั้น เรื่องราวเริ่มต้นจาก Karl Rapp (คาร์ล รัปป์) เจ้าของบริษัท Rapp Motorenwerke ทำกิจการเกี่ยวกับเครื่องบิน และมีสัมพันธ์ทางการค้าอันดีกับบริษัท Gustuv Otto และ Austro-Daimler เพื่อผลิตเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ใช้ประจำการในเครื่องบิน การค้าของ Rapp กับกิจการทางด้านการบิน ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว บริษัทนั้นดำเนินการมาจนถึงปีค.ศ. 1916 ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ BMW แต่ก็ใช่ว่าเมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วจะมาประกอบกิจการความเร็วบนภาคพื้นดินในทันที ชื่อเสียงในการสร้างเครื่องยนต์ของบริษัทยังคงโด่งดังและเป็นที่ต้องการในวงการอยู่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการผลิตเครื่องยนต์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ BMW IIIa ที่สร้างเพดานบินระดับ 16,404 ฟุต เครื่องยนต์ตัวนี้ทำให้ BMW กลายเป็นชื่อติดปากของทุกคนที่ต้องการเครื่องยนต์สมรรถนะสูงมาโดยตลอด

09 w1

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทก็เดินหน้าพัฒนาต่อไป ทำให้วัตกรรมต้นแบบในปีค.ศ. 1923 ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และในยุค ’20s นี้เองที่ทำให้ตราสัญลักษณ์ใบพัดสีขาวกลายเป็นที่จดจำตลอดมา ในช่วงนี้นอกจากจะสร้างยนตรกรรมใหม่ๆ แล้ว BMW ยังเป็นบริษัทที่สร้างระบบเบรกลมให้บรรดารถไฟรถรางอีกด้วย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์มีออกมา 2 รุ่น คือรุ่น Victoria และรุ่น Flink ทำให้โรงงานของ BMW ต้องขยับขยายออกไปเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ต่อมาในปีค.ศ. 1928 BMW ได้ปล่อยรถยนต์รุ่นแรกของบริษัทออกมาโลดแล่นบนท้องถนนภายใต้ชื่อ Dixi 3/15 ด้วยการร่วมพัฒนากับบริษัท Austin (ออสติน) โดยใช้เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ของตัวเองขนาด 750 ซีซีเป็นเครื่องยนต์  ต่อมาในช่วงยุค ’30s หรือถัดมาไม่กี่ปี BMW ก็รุกตลาดรถยนต์อย่างฮึกเหิมด้วยการออกตัวรถยนต์ Wartburg DA3 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ทีมงานต่างก็ได้ใจ และฮึกเหิมออกแบบช่วงล่างด้านหน้าใหม่เพื่อเอามาติดตั้งในรถ Dixi และรถ Wartburg แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หวัง จึงต้องหยุดการวิจัยและการผลิตรถต้นแบบทั้งหลายลง รวมทั้งซีรีส์รถ Dixi และรถ Wartburg DA3 ที่กำลังพัฒนาช่วงล่างด้านหน้าใหม่ด้วย อย่างไรก็ดีในปีค.ศ. 1933 นั้น BMW ก็ยังไม่ถอดใจจากการออกแบบรถที่ใช้บนท้องถนน โดยการส่งรถยนต์รหัส 303 มาทำตลาดบนท้องถนนอีกครั้ง พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่รหัส M78 ช่วงนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงกำเนิดรถซีรีส์ 3 ยุคแรกๆ ทั้ง 326, 320, 329 และรุ่นอื่นๆ

BMW logos are displayed on the production line of the BMW C evolution electric maxi-scooter at the BMW Berlin motorcycle plant February 23, 2015. (Photo by Fabrizio Bensch/Reuters)

ขณะที่ใบพัดฟ้าขาวกำลังหมุนเอาความรุ่งเรืองเข้าหายตัว สงครามโลกก็ปะทุขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยแผลใหญ่ที่โรงงานในมิวนิค ในปีค.ศ. 1944 ทาง BMW รับภาระทั้งซ่อมแซมโรงงานของตัวเองและซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไปด้วย แต่ความกระหายในการผลิตรถยนต์ก็ยังไม่จางลงไป จนในที่สุดรถรุ่น 502 V8 Super ก็สร้างเสร็จราวกลางยุค ’50s กลางๆ ตามมาด้วยรุ่น 507 เมื่อใบพัดฟ้าขาวมาถึงจุดที่ฟื้นตัวได้แล้ว BMW ต้องการกำลังการผลิตเกินกว่าโรงงานที่มิวนิคจะรองรับได้ แผนการขยายบริษัทจึงถูกนำมากลับใช้อีกครั้งเมื่อปีค.ศ. 1967 และสร้างโรงงานใหม่ใหญ่กว่าและทันสมัยกว่าขึ้นที่เบอลิน ส่วนการขยายตลาดการขายนั้นก็รุกกว้างไปจนถึงตลาดแถบทวีปแอฟริกาใต้ ภายในไม่กี่ปีเท่านั้นเอง นอกจากนี้ทาง BMW ยังจับตลาดมอเตอร์สปอร์ต สร้างพิพิธภัณฑ์เรื่องการบิน พร้อมทั้งรวบรวมบรรดารถยอดฮิตติดตลาดมาร่วมสร้างชื่อจารึกประวัติศาสตร์กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถซีรีส์ 3, 5, 7 และ 6 ในยุค ’60s นี้ยังเป็นยุคทองในด้านมอเตอร์สปอร์ตของ BMW อีกเช่นกัน รถรุ่น 2.5 CS และรุ่น 2.8 CS Coupe Models เป็นตัวที่ทำให้ BMW ได้ฉายา “เจ้าแห่งการแข่งในขุนเขา” และยังมีมือขับฝีมือดีที่ไปคว้าชัยมาจากรายการฟอร์มูลา 2 และแชมป์รถทัวร์ริงคาร์อีกสามสมัย

04 w1

การผลิตชุดใหญ่ยังเดินหน้าต่อไป เมื่อโมเดลที่ถือว่าเป็นรุ่นที่คลาสสิก และตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างรุ่น 2002 Turbo
ที่ถูกผลิตขึ้นมาในปีค.ศ. 1973 เป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โหยหาความสปอร์ตที่มากับเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน ยุคนี้เป็นยุคที่ BMW คลั่งไคล้มอเตอร์สปอร์ตอย่างหนัก M1 จึงเป็นรถสปอร์ตที่หล่อทั้งหน้าตาและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ถูก
ปล่อยออกมาช่วงปลายยุค ’70s เพื่อเป็นเรือธงแห่งความสปอร์ตบนท้องถนนของเหล่าใบพัดฟ้าขาว โดย BMW นั้นตอกย้ำภาพลักษณ์
ความเป็นนักแข่งรถสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุค ’80s ค่ายใบพัดฟ้าขาวก็เข้าร่วมแข่งขันรถยนต์สูตร 1 และในปีค.ศ. 1983 ทาง BMW กระโดดเข้าร่วมชิงชัยในศึกฟอร์มูลาวันชิงแชมป์โลก โดยมีมือขับชาวบราซิลอย่าง Nelson Piquet (เนลสัน ปีเก้) มาเป็นผู้นำทีมคว้าถ้วยอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่มอเตอร์สปอร์ตถึงจุดพีค ค่ายใบพัดฟ้าขาวจับเอาเครื่องยนต์กำลังสูงและใช้แข่งในซีรีส์ระดับโลกเอาไว้ในรถซีรีส์ 5 ตัว M 535i เรียกได้ว่าเอาเครื่องรถ F1 มาใส่กันในตัว M5 ต่อด้วย M3 ทำให้มันเป็นมากกว่ารถสปอร์ต เพราะมันคือรถที่ถอดจิตวิญญาณมาจากรถสูตร 1

BMW Plant Dingolfing, Production 6 Series (11/2010)

แม้ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนมือและการถือครองอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศเยอรมนีกับประเทศอังกฤษก็ไปกันได้ด้วยดี BMW จัดการเทคโอเวอร์ MINI และรถหรูอย่าง Rolls-Royce มาเป็นเครือญาติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับบริษัทที่ผลิตเครื่องยนต์
ให้อากาศยานมาก่อนอย่าง BMW เพราะ Rolls-Royce เองก็ผลิตเครื่องยนต์ให้กับอากาศยานในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเครื่องบินพาณิชย์เช่นกัน

Content by Jonut

 

Related Post

คอนโดมิเนียมที่แพงที่สุด นวัตกรรมขยายพื้นที่ใช้สอยบนตึกสูง และทะเลเทียมแห่งแรกในเมืองไทย

PRICELESS OF WIRELESS
26 ปีที่แล้ว แสนสิริ เปิดโครงการบ้านไข่มุก คอนโดมิเนียมริมหาดหัวหินเป็นโครงการที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เพราะเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีแห่งแรกๆ ที่ใช้สุดยอดสถาปนิกมาออกแบบอาคารสไตล์โมเดิร์นนิสต์ ยังไม่นับความกล้าที่เลือกใช้สีเหลืองสดมาทาอาคาร สนนราคากว่าสามหมื่นบาทต่อตารางเมตรซึ่งในยุคนั้นถือว่าราคาสูงมาก (แพงกว่าราคาคอนโดในกรุงเทพฯ เสียอีก) จากราคาห้อง 7 ล้านบาทเมื่อตอนเปิดขายครั้งแรก ปัจจุบันมีการขายเปลี่ยนมือ ปรากฏว่าราคาเพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านบาท!

The_Royal_Library_of_Copenhagen,_Denmark_

ล่าสุดแสนสิริได้สร้างความโจษจันอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวโครงการ 98 Wireless (ไนตี้เอท ไวร์เลส) คอนโดมีเนียม 25 ชั้น ริมถนนวิทยุ ที่มีราคาขายกว่าหกแสนบาทต่อตารางเมตร นับเป็นสถิติใหม่ในการขายคอนโดที่แพงที่สุดในประเทศไทยไปโดยปริยาย แสนสิริใช้เวลากว่า 5 ปีพัฒนาที่ดินผืนงามผืนสุดท้ายขนาด2 ไร่ บนถนนวิทยุ โดยมอบหมายให้บริษัทดีไซน์ชั้นนำอย่าง dwp พร้อมด้วยทีมออกแบบอินทีเรียร์ระดับโลก Anne Carson Interiors ที่นำช่วยนำสไตล์ของแบรนด์ Ralph Lauren Home (ราล์ฟ ลอเรน โฮม) มาใช้ตั้งแต่โถงทางเข้าไปจนถึงพื้นที่ห้องทั้งโครงการ ไนตี้เอท ไวร์เลส มีทั้งหมด 77 ยูนิต ตั้งแต่ 2 ห้องนอนจนถึงห้องเพนท์เฮ้าส์ และห้องซูเปอร์เพนท์เฮ้าส์หนึ่งเดียว ซึ่งได้รับขนานนามว่าห้องแบบ เดอะวัน ซึ่งเป็นแบบดูเพล็กซ์ขนาด 948 ตารางเมตร และจะเป็นคอนโดมีเนียมที่พรีเมี่ยมที่สุดของกรุงเทพฯ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ขาดไม่ได้คือบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ได้แก่ บริการรถเบนท์ลี่ย์ประจำโครงการ บริการจอดรถแบบ Valet Parking ที่จอดรถใต้ดินสามารถรองรับได้ถึง 240 เปอร์เซ็นต์

Screen_Shot_2016-05-17_at_6.36

Convertible Window
Bloomframe คือหน้าต่างกระจกที่สามารถแปลงร่างเป็นระเบียงได้เพียงแค่กดปุ่ม นวัตกรรมจาก Kawneer ผู้ผลิตชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมอะลูมิเนียมจากฝรั่งเศส ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะสามารถรับน้ำหนักได้เป็นสิบๆ คน แต่อาจหวาดเสียวนิดหน่อยเพราะพื้นระเบียงเป็นกระจกใส Bloomframe ช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่ ได้ดี ซึ่งเราคิดว่าเหมาะกับเมืองไทย ที่ระเบียงเป็นมักเป็นพื้นที่เสียเปล่า ส่วนใหญ่เอาไว้เก็บฝุ่น หรือตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์มากกว่าใช่งานจริง แต่ก็น่าคิดว่าหากเราสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มขนาดพื้นที่ได้อย่างนี้ การเคลมพื้นที่ขาย หรือขออนุญาตปลูกสร้างอาคารก็คงเป็นเรื่องซับซ้อนน่าดู

Bloomframe_06_(1)

Crystal Lake
สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วสำหรับ ‘มหาสมุทร คริสตัล ลากูน’ ทะเลสาบน้ำใสที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในโครงการมหาสมุทร คันทรีคลับ หัวหิน โปรเจ็กต์ อภิเอ็กซ์คลูซีฟเทียบเท่าไพรเวท คันทรี คลับที่ดีที่สุดในโลก ภายใต้การบริหารของเพช ดีเวลลอปเมนท์ ทะเลสาบน้ำจืดสีฟ้าขนาดใหญ่ 45 ไร่แห่งนี้สร้างด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่ได้รับการจดสิทธิบัตรจาก Crystal Lagoon นอกจากวิลล่าสุดหรูแล้วยังมีสปอร์ตคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่และกีฬาทางน้ำตอบโจทย์ความต้องการของคนมีระดับ (และมีสตางค์) ได้อย่างครบองค์ประกอบ

Screen_Shot_2016-05-17_at_6.36.39_PM

Related Post

‘เมียนมา’ ดินแดนที่อบอวลไปด้วยความศรัทธาทางศาสนาอย่างไม่เสื่อมคลาย

Land of Faith

เพื่อนบ้านของประเทศไทยในทางภูมิศาสตร์ ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ประชาคมโลก ‘สาธารณรัฐสหภาพเมียนมา’ ยังคงเป็นดินแดนแห่งศรัทธาที่อบอวลไปด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างไม่เสื่อมคลาย8L1A5888 1 w1

นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเที่ยวเยี่ยมเยือนประเทศเมียนมาหรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ‘พม่า’ เชื่อไหมว่า ความคาดหวังและการรับรู้ที่ถูกหล่อหลอมมาจากหนังสือเรียนประวัติศาสตร์สมัยชั้นประถมศึกษาได้ถูกลบทิ้งไปจนหมดสิ้น สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้ตั้งแต่อยู่ที่สนามบินคือคนเมียนมานั้นมีแววตาและสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความจริงใจ ซึ่งนับเป็นความประทับใจแรกทันทีที่มาถึงประเทศนี้ “มิงกะลาบา สวัสดีทุกคนครับ เดี๋ยวเราจะไปรับประทานข้าวเที่ยงกันก่อนนะครับ หลังจากนั้นเราจะไปไหว้พระที่เมืองหงสาวดีกัน” ไกด์หนุ่มชาวเมียนมาสวมโสร่ง ซึ่งเป็นชุดประจำชาติกล่าวต้อนรับเป็นภาษาไทยแต่แฝงไว้ด้วยสำเนียงพื้นถิ่นที่เราคุ้นหูได้อย่างฉะฉาน

8L1A5750 w1

สำหรับการเดินทางไปเที่ยวเมียนมา หลายคนคงมีจุดหมายอยู่ที่การได้ไปไหว้พระ ขอพร (เป็นที่น่าสังเกตว่าบ้านเราก็มีวัดวาอารามมากมาย ทำไมคนไทยถึงต้องดั้นด้นมาแค่ไหว้พระถึงที่นี่) แต่สำหรับผมแล้ว การได้เดินทางมาต่างบ้านต่างเมืองคือการได้มาดูโลก ศึกษาและทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมการกิน การอยู่ ความเหมือนและข้อแตกต่าง และการที่จะเข้าใจวิถีชีวิตของคนเมียนมาได้ดีที่สุดก็คือการทำตัวเองให้เหมือนหรือใกล้เคียงชาวเมียนมาให้มากที่สุดนั่นเอง

8L1A5889 w1

หลังจากที่ผมอิ่มกับอาหารมื้อแรกในเมืองย่างกุ้งแล้ว ก็เริ่มเดินทางเข้าสู่เมืองหงสาวดีที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี แต่คนเมียนมาเรียกเมืองนี้ว่าเมืองพะโค (Bago) อดีตเคยเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งประมาณ 80 กิโลเมตร ที่เมืองพะโคนี้มีพระธาตุเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง คือ เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือที่คนไทยคุ้นชื่อว่า พระธาตุมุเตา (Shwe Mordore) หากยังจำกันได้ ในภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร ฉากเมืองหงสาวดี เราจะเห็นสิงห์คู่ตัวใหญ่ ที่นี่ละครับที่ผมจะได้เห็นสิงห์คู่แบบเดียวกับในภาพยนตร์แต่เป็นของจริงครับ บนยอดของพระธาตุมุเตานี้บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าเอาไว้ และเป็นพระธาตุเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศเมียนมา ซึ่งสูงถึง 114 เมตร มีอายุกว่า 2,000 ปี เป็น 1 ใน 5 ของพระธาตุที่สำคัญที่สุดของประเทศเมียนมาโดยพระธาตุแห่งนี้คือสถานที่ทำพิธีเจาะพระกรรณของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ สมัยที่ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระองค์ฝ่าทหารมอญที่เป็นศัตรูเข้ามาด้วยการนำทัพของพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งฝ่ายทหารมอญก็ไม่สามารถทำอันตรายใดๆ แก่พระองค์ได้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2473 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนยอดเจดีย์หักพังทลายลงมา จึงได้บูรณะสร้างยอดเจดีย์ขึ้นมาใหม่ โดยยอดเจดีย์เดิมที่พังลงมาก็ยังตั้งอยู่ที่เดิมในบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้คนเข้ามากราบไหว้สักการะอย่างใกล้ชิด เป็นธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่คนไทยหลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเข้ามากราบไหว้พระที่ประเทศเมียนมานั้นต้องถอดรองเท้ากันตั้งแต่เริ่มเข้าอาณาเขตวัด เนื่องด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า โดยแสดงถึงความเคารพ อ่อนน้อมอย่างสูงสุด

8L1A5779 w1

ทันทีที่รถจอดเทียบท่า ไกด์ของเราก็ได้แจ้งข้อธรรมเนียมปฏิบัติ ผมก็รีบเปลี่ยนกางเกงเป็นโสร่ง ถอดรองเท้าทิ้งไว้ที่รถ (แม้แต่ถุงเท้าหรือถุงน่องสำหรับสุภาพสตรีก็ต้องถอด) ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือสิงห์คู่ที่หน้าบันไดสูง ตรงทางขึ้นพระธาตุในท่านั่งตระหง่านราวกับจะคอยตรวจตราผู้คนที่เดินผ่านไปมาจนผมเองก็นึกยำเกรงอยู่ไม่น้อย หลังจากตระเตรียมซื้อดอกไม้ ธูปเทียนบริเวณทางขึ้นจากพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่นแล้ว ผมก็เริ่มกวาดสายตาสังเกตผู้คนชาวเมียนมาที่เดินผ่านไปมา ชายชาวเมียนมาทุกคนสวมโสร่ง มือถือข้าวของท้องถิ่น เตรียมเสนอขายให้นักท่องเที่ยว บ้างก็นั่งจิบน้ำชาที่ร้านข้างทาง หญิงสาวชาวเมียนมาแทบทุกคนก็สวมผ้าถุงมีแป้งทานาคาปะหน้าไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญว่าคุณได้ถึงเมียนมาอย่างเป็นทางการแล้ว “ไม่ใช่เฉพาะคนแก่เท่านั้นนะครับที่จะมาวัด คนที่มาวัดมีตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนแก่เลย คนที่นี่ผูกพันกับวัดมาตั้งแต่เกิด ถ้าไม่ไปวัดก็จะไปพักผ่อนตามสวนสาธารณะ เพราะเราไม่มีห้างสรรพสินค้า โรงหนังหรือสถานที่บันเทิงอื่นๆ มากเหมือนเมืองไทย” ไกด์ของเราเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ แต่เชื่อเถอะ ในใจผมอยากจะตอบเขาไปว่าคนเมียนมาโชคดีกว่าคนไทยเยอะเลย และภาพสุดท้ายที่ฝังอยู่ในหัวผมคือภาพของครอบครัว เด็กเล็ก คนหนุ่มสาวชาวเมียนมาที่ขึ้นมาสักการะพระธาตุด้วย ‘ความสงบ’ บ้างนั่งสวดมนต์ บ้างก็นั่งสมาธิ บางคนนั่งจับกลุ่มคุยกันเงียบๆ ผมเชื่อว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงความศรัทธาเลื่อมใสในแก่นของพระพุทธศาสนาของคนเมียนมาได้จริงๆ

8L1A5988 w1

จุดมุ่งหมายอีกแห่งหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนเมืองย่างกุ้ง คือ การเดินทางไปไหว้สักการะ ‘พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง’ (Shwedagon Pagoda) เมืองย่างกุ้ง (Ranggoon) คืออดีตเมืองหลวงของประเทศเมียนมา ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอิระวดี เคยเป็นเมืองท่าเก่าของชาวมอญ ชื่อว่า ดากอง (Dagon) จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2298 กษัตริย์อลองพญาเข้ามายึดครองและเปลี่ยนชื่อเป็นย่างกุ้ง ระหว่างทางจากที่พักไปเจดีย์ชเวดากอง นั่งรถผ่านเมืองไปนั้น แวบหนึ่งชวนให้ผมนึกถึงกรุงเทพฯ นอกจากการจราจรที่หนักหนาสาหัสไม่ต่างกันแล้ว ความเจริญทางวัตถุที่ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ผมกลัวเหลือเกินว่าเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์จะค่อยๆ เลือนหายไปไม่ต่างจากบ้านเรา “คนเมียนมาลำบากมากนะครับ ในเมืองใหญ่ ค่าครองชีพสูงมาก ถ้าเทียบกับรายได้ที่ควรจะได้รับ” ไกด์ของเราอธิบายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมียนมาให้เราฟัง ชวนให้     ผมนึกยิ้มในใจ พลางคิดว่าคนกรุงเทพฯ เองก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไร ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่นั่งอยู่ ได้เห็นยอดเจดีย์ชเวดากองอยู่สุดสายตา ยอดสีทองสุกสว่างไสวโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางเมืองสีเทาทะมึนที่วุ่นวายราวกับว่าไม่มีสิ่งใดจะรบกวนทำอันตรายได้เลย ทันทีที่เท้าเปล่าของผมได้สัมผัสอาณาเขตของเจดีย์ชเวดากอง พร้อมคณะทัวร์ทั้งชาวยุโรป ชาวจีนและแน่นอนว่าชาวไทยอยู่มากมาย ผมก็ไม่สามารถต้านทานความยิ่งใหญ่ ความสวยงามตระหง่านตรงหน้าได้ ผมจนคำพูด ไม่สามารถอธิบายออกมาได้อย่างละเอียด คุณต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง

8L1A5973 w1

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่บนเนินเขาเชียงกุตระ คำว่า ‘ชเว’ หมายถึง ‘ทอง’ ส่วนคำว่า ‘ดากอง’ คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง ส่วนยอดของพระเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ไม่นับรวมเพชรพลอยจำนวนมากมาย และทองคำที่พอกทับอยู่บริเวณครึ่งบนของพระเจดีย์ โดยคนที่ศรัทธานำมาถวายไว้ ตามหลักฐานภาพถ่ายมีเพชรเม็ดใหญ่ขนาด 76 กะรัตประดับอยู่ที่ส่วนยอด ตามตำนานเล่าว่าพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองสร้างขึ้นเมื่อ 2,500 ปีที่แล้วโดยพี่น้องพ่อค้า 2 คนที่ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและนำพระเกศาทั้ง 8 เส้นกลับมาไว้บูชาและสร้างเจดีย์ดังกล่าว เจดีย์ได้ถูกบูรณะเรื่อยมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าพินยาอูได้สร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ให้สูง 18 เมตร จนในปัจจุบันมีความสูงอยู่ที่ 98 เมตร มีทางขึ้นลงทั้งหมด 4 ทิศ รอบพระเจดีย์มีพระประจำวันเกิดให้ผู้คนได้สักการะ ระหว่างที่ผมเดินสำรวจความงดงามของศิลปะเมียนมาที่เป็นเอกลักษณ์ราวกับต้องมนต์สะกด ผมสังเกตว่าแม้บริเวณพื้นเจดีย์จะเปิดโล่ง แต่ถือว่าสะอาดมาก จนไกด์ของเราอธิบายให้ฟังว่า “ทุกวัดในเมียนมานั้น พอตกเย็นคนจะเข้าวัดถือไม้กวาดบ้าง ไม้ถูพื้นบ้าง มาทำความสะอาดวัดกันจนเป็นกิจวัตร เป็นวิถีชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว พุทธศาสนาที่เมียนมาจึงเป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของคนเมียนมา คุณสังเกตไหมว่าคนเมียนมาไม่จำเป็นต้องห้อยสร้อยพระไว้ที่คอหรือพกวัตถุมงคลอะไรติดตัวเลย คนเมียนมาไม่มีเครื่องรางของขลัง ไม่มีคำว่า ‘พุทธพาณิชย์’ เราไม่เอาสิ่งที่เราเคารพบูชามาทำการค้า เราไม่จำเป็นต้องเอาวัตถุอุปโลกน์มาติดตัวไว้ เพราะพุทธศาสนาอยู่ในหัวใจทุกคนอยู่แล้ว ถ้าคุณเห็นใครมาบอกว่านี่คือวัตถุบูชาจากเมียนมาให้รู้ไว้เลยว่าคุณโดนหลอกแล้ว” ไกด์ชาวเมียนมาคนเดิมของผมพูดติดตลก แต่ทำให้ผมได้กลับมาคิดทบทวนอะไรต่อมิอะไรได้หลายเรื่องทีเดียวครับ หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยเรียนรู้กันแต่ในตำราบ้าง ฟังคนเล่าต่อๆ กันมาบ้างนั้น อาจจะแตกต่างกันไปเลย เมื่อคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

Content by Chanond M.

Related Post

Hedi Slimane ออกจาก Saint Laurent สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการแฟชั่น

PARIS, FRANCE - UNDATED:  In this handout image supplied by Y.R., Creative Director at Yves Saint Laurent Paris Hedi Slimane is seen in Paris, France.  (Photo by Handout/Y.R. via Getty Images)

Hedi Slimane ออกจาก Saint Laurent เป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ Saint Laurent ออกมาประกาศว่า Hedi Slimane ซึ่งร่วมงานกับ Saint Laurent มาตั้งแต่ปี 2012 ก้าวออกจากตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็คเตอร์แล้ว ขณะนี้ยังไม่มีประกาศว่า ใครจะมาแทนที่เขา แต่ก็มีข่าวลือหนาหูว่า Anthony Vaccarello นักออกแบบชาวอิตาลี-เบลเยียม ที่เคยร่วมงานกับตัวพ่ออย่าง Karl Lagerfeld ในแบรนด์ Fendi จะมาแทนที่ Hedi Slimane ในฐานะครีเอทีฟไดเร็คเตอร์คนต่อไป

Content by Ronnakorn R.

Related Post

Avicii ดีเจอันดับ 7 ของโลกได้ประกาศอำลาวงการเพลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Avicii ดีเจอันดับ 7 จากชาร์ท DJMag ได้ประกาศอำลาวงการเพลงแล้ว

a2d4cd008c0c41b49dbebec33caededa
เรียกว่าช็อควงการเพลง EDM กันไปเลยทีเดียวเพราะว่าดีเจหนุ่ม Avicii ได้ประกาศอำลาวงการดีเจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเขาได้เขียนจดหมายอำลาและขอบขอบคุณแฟนรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้ในแฟนเพจส่วนตัว และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ที่เขาได้อำลาวงการอาชีพดีเจของเขาในครั้งนี้เราก็ได้แต่หวังว่าสักวันเขาจะกลับมาเขย่าวงการเพลง EDM อีกครั้งหนึ่ง อ่านจดหมายอำลาของเขาได้ที่ http://avicii.com

Content by Chanond M.

Related Post

สุภาพบุรุษเบื้องหลังรองเท้าพื้นแดงที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายทั่วโลกคลั่งไคล้

The power of Red Soul

เรื่องราวของรองเท้าพื้นแดงอันลือลั่นเริ่มต้นขึ้นด้วยความชอบของเด็กผู้ชายคนหนึ่งผู้ใช้เวลาว่างร่างรูปรองเท้าส้นสูงหลากหลายแบบ จากความฝันสู่การลงมือทำ คริสติยอง ลูบูแตง (Christian Louboutin) ฝากฝีมือไว้บนรองเท้าของห้องเสื้อชั้นสูงมากมายในฐานะนักออกแบบอิสระ จนในปีพ.ศ. 2534 เขาได้เปิดร้านรองเท้าของตนเองเป็นร้านแรก ณ กรุงปารีส ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 มิสเตอร์คริสติยองเปิดตัวรองเท้าผู้ชายคอลเลกชั่นแรก ตามเสียงเรียกร้องของเหล่าสุภาพบุรุษผู้ปรารถนาจะสวมใส่รองเท้าพื้นแดงอันโด่งดังจาก ปารีสสู่กรุงเทพมหานคร คริสติยอง ลูบูแตงสาขาแรกในประเทศไทยเปิดประตูต้อนรับเหล่าสาวกเมื่อสองปีที่แล้ว และวันนี้ คริสติยอง ลูบูแตงเดินทางมาจากกรุงปารีสพร้อมอารมณ์ขัน และประสบการณ์บนเส้นทางสายรองเท้ากว่า 30 ปี เพื่อพูดคุยกับลอปติมัมถึงเรื่องราวทั้งหมด

RE2-8L1A9128

คุณเคยทำงานในคณะละครใช่ไหมครับ ?

“ใช่ครับ-ผมเคยทำงานในคณะละคร และใช่-มันยังมีผลต่อการออกแบบรองเท้าของผมอยู่ รองเท้าของลูบูแตงเป็นรองเท้าของนางโชว์ คือ เมื่อใส่แล้วเธอจะต้องมั่นใจ พร้อมออกไปโลดแล่นบนเวทีชีวิต มันจะต้องทำให้เธอและคนที่เห็นเธอรู้สึกสนุก ผมมองรองเท้าเป็นความบันเทิงอย่างนั้น แถมแรงบันดาลใจนี้ยังมีผลเผื่อแผ่มาถึงคอลเลกชั่นรองเท้าผู้ชายด้วย คือจริงๆ ก่อนหน้านี้ผมก็ออกแบบรองเท้าใส่เองอยู่แล้ว หนหนึ่งมิก้า (Mika) นักร้องชาวอังกฤษที่ดังมากๆ มาขอให้ผมออกแบบรองเท้าสำหรับให้เขาใส่ขึ้นเวทีตอนนั้นเขาจะจัดทัวร์คอนเสิร์ตพอดี แล้วผมก็ตกปากรับคำ จนพบว่าการที่ผมใช้แนวคิดนางโชว์มาออกแบบรองเท้าให้ผู้ชาย นายโชว์ ชายผู้มีความมั่นใจ ซึ่งก็ทำได้เหมือนกัน ออกมาดีเสียด้วย”

รองเท้าของทั้งผู้ชายและผู้หญิงใช้แรงบันดาลใจเดียวกัน ?

“ไม่เชิงครับ แต่เป็นคนแบบเดียวกันมากกว่า คือผู้ชาย และผู้หญิงที่สนุกและพร้อมจะทำให้คนรอบข้างสนุก ผมออกแบบรองเท้าให้คนที่สร้างความบันเทิง ไม่ใช่แค่ด้วยหน้าที่การงาน แต่ด้วยการใช้ชีวิต”

คุณเคยบอกว่า ความเซ็กซี่เป็นส่วนสำคัญของผู้หญิง

“ใช่ และไม่ใช่แค่ผู้หญิง ความเซ็กซี่ในความหมายของผม คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกสบายใจกับร่างกายของคุณ ความเซ็กซี่คือการที่คุณยอมรับกับตัวเองได้ว่า ร่างกายเป็นส่วนสำคัญของตัวตนและสภาพจิตใจ มันไม่ใช่เรื่องของนมใหญ่ๆ หรือก้นใหญ่ๆ มันคือการเกี้ยวพา คือการสื่อสารมากกว่า เหมือนเวลาคุณสื่อสารด้วย คำพูด คุณก็สื่อสารด้วยร่างกายได้เช่นกัน”

ระบายสีพื้นรองเท้าด้วยสีอื่นนอกจากสีแดง

‘‘ไม่ครับ มันกลายเป็นเครื่องหมายการค้าไปแล้ว มันก็เหมือนการเปลี่ยนอัตลักษณ์ คุณเพิ่มสิ่งนู้นสิ่งนี้ แต่คุณเปลี่ยนมันไม่ได้  เหมือนที่ขยายกิจการไปทำพวกเครื่องสำอาง’’

สำหรับคุณสีแดงหมายถึงอะไร นอกจากเครื่องหมายการค้า

‘‘สำหรับผู้หญิงหลายคน สีแดงไม่ใช่สี ตอนที่ผมเปิดร้านใหม่ๆ คอลเลกชั่นแรกพื้นรองเท้าเป็นสีเขียว มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาดูรองเท้าในร้าน และพูดว่า “ฉันไม่ใส่เสื้อผ้าสีๆ ไม่มีวัน โอ้โห คุณจะใส่รองเท้าอย่างนี้ได้อย่างไร ดูสีสิ” ผู้หญิงคนนั้นใส่เสื้อผ้าสีดำ ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่เล็บ และริมฝีปากของเธอเป็นสีแดง แดงสด ตลกดี เธอเห็นรองเท้าสีๆ แล้วบอกว่า เธอไม่ใส่เสื้อผ้าสีๆ ไม่มีวัน แต่เธอชี้มันด้วยเล็บสีแดงสด ผมเลยคิดได้ว่า ผมควรทำรองเท้าเป็นพื้นสีแดง’’

ความสวยงาม vs ความสะดวกต่อการสวมใส่

‘‘ความสวยต้องสวยสิ ความสวยงามของรองเท้าต้องมาก่อน เพราะนั่นคือเป้าหมายในการออกแบบ จากนั้นคุณค่อยมาดูว่า มันจะ    สวมใส่ได้จริงอย่างไรบ้าง ถ้าคุณเริ่มจากความสบายในการสวมใส่ รองเท้าคุณจะไม่มีวันสวยเลย ไม่มีวัน’’

Related Post