Posts

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์5 ใหม่ล่าสุดที่อัดแน่นมาด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัย

จากที่ BMW ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ BMW 5-Series รหัส F10 เหล่านักวิจารณ์ และสาวก BMW ก็ได้ตั้งความคาดหวังกับ The All-New BMW 5-Series ตัวใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา กับรหัสตัวถัง G30 

เจเนอเรชั่นที่ 7 ของ BMW 5-Series มิติตัวถังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นก่อนพอสมควร ทั้งความยาวที่เพิ่มขึ้นถึง 36 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 6 มิลลิเมตร และสูงขึ้น 2 มิลลิเมตร รวมถึงระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 7 มิลลิเมตร แต่ความใหญ่ขึ้นของตัวใหม่นี้ ไม่ได้ทำให้มันสวยน้อยลงเลย ถึงแม้เส้นสายจะไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก ซึ่งทาง Johann Kistler หัวหน้าโปรเจค G30 ได้ให้สัมภาษณ์ไ้ว้ว่าการออกแบบของ G30 มาจากความคิดเห็นจากผู้ใช้ F10 จำนวน 2.1 ล้านคนนั่นเอง จึงทำให้ยังคงเส้นสายเดิมๆเอาไว้ แต่ก็ให้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น โดยในส่วนท้ายรถได้มีการรีดน้ำหนักให้เพรียวแบนขึ้น กันชนท้ายเตี้ยลงเพิ่มความสปอร์ต กระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์เด่นมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีเส้นไฟหน้าแบบ Adaptive LED Headlights  มารับ สไตล์เดียวกับพี่ใหญ่ อย่าง BMW 7-Series และได้แฝงระบบ Active Air Stream Kidney ซึ่งสามารถ เปิดปิด เพื่อรีดลม และ ให้อากาศเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ได้ ด้านข้างของ G30 มีการเพิ่มเส้นที่หนาขึ้นตั้งแต่ปลายซุ้มล้อหน้าลากไปบรรจบไฟท้าย และเพิ่มเส้นสายชายประตูด้างล่าง(Hockey Stick) มาประยุกต์ใช้ ทำให้ดูบึกบึน แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังส่งผลถึงหลักพลศาสตร์ที่ทำให้ G30สามารถทรงตัวได้ดีมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆอีกด้วย 

ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นอายจาก BMW 7-Series ทั้งยังมีการเพิ่มอุปกรณ์มากมายไม่ว่าจะเป็น Head up display แบบMulticolour ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น 70%, Touchscreen Display ขนาด 10.25 นิ้ว, ระบบ Gesture Control ใช้งานง่ายเพียงแค่โบกหรือวาดมือบริเวณหน้าจอ, Wireless Charging เพียงแค่วางมือถือในจุดชาร์จไม่ต้องต่อสายให้ยุ่งยาก และMessage Seat เบาะนั่งพร้อมระบบนวด 8 แบบ 

ห้องโดยสารมีการตกแต่งด้วยหนังวัวเกรดพรีเมียมที่ให้ผิวสัมผัสที่ดีเยี่ยม Head-Room โดยรวมโอ่โถงขึ้น และ Leg-Room ด้านหลังที่ยาวมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่เบาะที่ถูกออกแบบมาเป็น 3 ที่นั่ง ซึ่งเกิดจากการออกแบบมิติรถที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติอย่างที่กล่าวมาข้างต้น


ปัจจุบัน BMW Thailand มีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ด้วยกัน คือ BMW 530i M Sport ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินTwin Power Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า ที่ 5,200 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,800 รอบ/นาที ปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 126 กรัม/กิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที  และ BMW 520d Luxury มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลTwin Power Turbo 4สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 132 กรัม/กิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,899,000 บาท

Related Post

New BMW 4 Series เจ้าใบพัดฟ้าขาวสองประตูจะพาคุณทะยานได้ไกล และมีสไตล์กว่าเดิม

เปิดศักราชใหม่ต้อนรับคูเป้ขนาดกะทัดรัด แต่สมรรถนะไม่กะทัดรัด กับ The New BMW 4 Series

ตั้งแต่ในอดีต (กว่าสามทศวรรษมาแล้ว) มาจนถึง ปัจจุบัน ถ้าพูดถึงรถสปอร์ตคูเป้สักรุ่น แน่นอนว่าต้องมี BMW 3 Series Coupe ติดอยู่ในลิสต์แน่นอน BMW 3 Series รหัส E30 นับเป็น BMW รุ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ถือเป็นรุ่นที่ทำให้คนไทยเปิดใจรับแบรนด์ใบพัดสีฟ้าเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงทิศทางการตลาดแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก BMW ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แบ่ง segment รถยนต์ขึ้นใหม่ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ BMW 3 Series ที่ในอดีตมีทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Saloon, Touring, Convertible และ Coupe ต้องทิ้งตำนาน 3 Series Coupe/Convertible ไว้ที่รุ่น E92/E93 และได้ให้กำเนิด BMW 4 Series ในรหัสตัวถัง F32/F33 ขึ้นมาทดแทน ซีรีส์ใหม่ที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อนก่อกำเนิดขึ้น และส่งผลดีตามคาด (นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกได้ทำยอดขายไปมากกว่า 400,000 คันทั่วโลก) ภายใต้ชื่อใหม่ได้สร้างภาพลักษณ์ให้เจ้าคูเป้ปราดเปรียว ทรงพลังคันนี้ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

The New BMW 4 Series 2017 ได้ปรับเส้นสายด้านหน้าให้เป็นไปตาม BMW รุ่นใหม่ๆ โดยเส้นไฟ Daytime Running Lights ลากไปบรรจบกับกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้าแบบ Bi-LED และไฟตัดหมอกแบบ LED ที่มีมาให้ตั้งแต่ตัวเริ่มต้น ดีไซน์กันชนหน้า และล้อลายใหม่ที่แตกต่างกันตามรุ่นย่อยที่คุณเลือก (Advantage, Sport Line, Luxury Line และ M Sport) พ่วงด้วยไฟท้ายสุดอัจฉริยะ Dynamic Brake ที่ปรับความสว่างของไฟเบรกขึ้นตามน้ำหนักการเหยียบเบรก และสว่างเข้มทันทีเมื่อเบรกกะทันหัน ภายในตกแต่งได้อย่างพิถีพิถัน และทันสมัย มีการปรับปรุงระบบ Multifunctional Instrument Display ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนเรือนไมล์ทั้งหมดเป็นระบบดิจิตอล ปรับได้ 3 โหมดตามสไตล์การขับขี่ของคุณ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความสปอร์ตแบบ BMW Cockpit ที่เอียงองศาเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อย เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการควบคุมรถ พร้อมพวงมาลัยแบบ Sport Steering Wheel คอนโซลกลางสี High Gloss Black ที่ทั้งหรูและสปอร์ตในเวลาเดียวกัน สีตัวถังภายนอกใหม่แสนเจ็บทั้งสองสี ได้แก่ Snapper Rocks Blue และ Sunset Orange

2017 BMW 4 Series Interior specs 1600 X 906 – Edmundr

สำหรับ เจ้า 420i คันนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทวินเทอร์โบ 184 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร พลังงานจากเครื่องยนต์ส่งพลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พุ่งผ่านเพลาเกลางไปยังเฟืองท้ายลงสู่ล้อหลัง ซึ่งสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเวลา 7.5 วินาที ซึ่งแรงพอที่จะทำให้สาวที่นั่งข้างคุณต้องแอบเอามือจิกเบาะ และหันมายิ้มหวานให้คุณอย่างแน่นอน

Related Post

บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน 2017 งานมาราธอนระดับโลกที่ขาวิ่งไม่ควรพลาด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย (BMW Thailand) ชวนลูกค้าร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ ชัยชนะ และที่สุดของความภูมิใจบนเส้นชัยของ “บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน” (BMW Berlin Marathon) ครั้งที่ 44 หนึ่งในหก รายการเมเจอร์มาราธอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 122 ประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โปรแกรมสิทธิประโยชน์ The Ultimate JOY Experience (ดิ อัลติเมท จอย เอ็กซ์พีเรียนซ์) ซึ่งเป็นโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนำเสนอสุดยอดประสบการณ์ ครบครันทั้งกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในประเทศ และ ทริปสู่จุดหมายอันสุดตระการตาทั่วโลกที่เลือกสรรมาเพื่อเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกคน “บีเอ็มดับเบิลยู เบอร์ลิน มาราธอน”  ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในระหว่างวันที่ 20-26 กันยายน 2560 นี้

กิจกรรมดังกล่าวสงวนสิทธิ์สำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่เป็นสมาชิกโปรแกรม The Ultimate JOY Experience เท่านั้น ซึ่งเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกคนสามารถลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกได้ฟรี ที่ www.BMWultimateJOY.com

Related Post

การกลับมาของ Series 8 สปอร์ตคูเป้รุ่นแฟลกชิปจากค่ายใบพัดฟ้าขาว

เร็วๆ นี้เราจะได้เห็นสปอร์ตคู่เป้รุ่นเรือธงจากช่วงปลายยุค 90 อย่างซีรียส์ 8 ของบีเอ็มดับบลิวกลับมาโลดแล่นบนถนนอีกครั้งจากภาพร่างที่มีการเผยแพร่ออกมาล่าสุด แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวคราวนั้นกล่าวถึงการใช้แพลทฟอร์มของเรือธงสุดหรุอย่างซีรีส์ 7 เช่นเดียวกับที่ซีรีส์ 6 ใช้แพลทฟอร์มของซีรีส์ 5 นั่นเอง และแน่นอนว่าแฟนๆ หลายคนคงจะรอเวอร์ชั่นแรงจากแผนก M Performance กันอย่างใจจดใจจ่อ

p90257483_highres_bmw-concept-8-series

และดีเอ็นเอของรุ่น E31 ที่จะถูกส่งทอดขนาดไหนนั้นเราพอจะสัมผัสได้จากภาพร่างของเส้นสายในรูปกับรุ่น E31 ในอดีตที่ออกมาทำตลาดในช่วงปี 1989-1999 ในรุ่นเก่านั้นเราจะเห็นได้ว่าบีเอ็มดับบลิวใช้วิศวกรรมขั้นสูงสุดของแบรนด์ใส่ลงไปในรถรุ่นนี้อาทิเครื่อง V12 ระบบคอมมานด์ในรถ และการออกแบบตัวถังที่โดดเด่น ส่วนความคืบหน้าในการพัฒนานั้นเราอาจจะได้เห็นรุ่นโปรโตไทป์ในปี 2018 ที่จะถึงนี้

1996-bmw-8-series-2

Related Post

100 ปี แห่งความสำเร็จ ของค่ายรถยนต์ใบพัดฟ้าขาวจากเยอรมณี

The tail of White and Blue

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) เป็นบริษัทสายเลือดเยอรมันที่ประกอบไปด้วยกิจการผลิตรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และเครื่องยนต์ ปัจจุบันนี้บริษัทในเครือของ BMW มีทั้งรถ BMW รถ MINI Cooper (มินิ คูเปอร์) และรถ Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) สำนักงานใหญ่ของ BMW ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี  BMW ย่อมาจากคำว่า “Bayerische Motoren Werke” ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลเป็นอังกฤษได้ว่า Bavarian Motor Works (บาวาเรียนมอเตอร์เวอร์ค) ซึ่งรถของ BMW ในปัจจุบันนี้เรียกได้ว่าตอบโจทย์แทบทุกกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรถแนวสปอร์ต ที่มาพร้อมกับความหรูหา ไปจนถึงรถครอบครัว ก่อนที่จะมาเป็น BMW นั้น เรื่องราวเริ่มต้นจาก Karl Rapp (คาร์ล รัปป์) เจ้าของบริษัท Rapp Motorenwerke ทำกิจการเกี่ยวกับเครื่องบิน และมีสัมพันธ์ทางการค้าอันดีกับบริษัท Gustuv Otto และ Austro-Daimler เพื่อผลิตเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ใช้ประจำการในเครื่องบิน การค้าของ Rapp กับกิจการทางด้านการบิน ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว บริษัทนั้นดำเนินการมาจนถึงปีค.ศ. 1916 ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ BMW แต่ก็ใช่ว่าเมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วจะมาประกอบกิจการความเร็วบนภาคพื้นดินในทันที ชื่อเสียงในการสร้างเครื่องยนต์ของบริษัทยังคงโด่งดังและเป็นที่ต้องการในวงการอยู่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการผลิตเครื่องยนต์ตัวใหม่ภายใต้ชื่อ BMW IIIa ที่สร้างเพดานบินระดับ 16,404 ฟุต เครื่องยนต์ตัวนี้ทำให้ BMW กลายเป็นชื่อติดปากของทุกคนที่ต้องการเครื่องยนต์สมรรถนะสูงมาโดยตลอด

09 w1

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทก็เดินหน้าพัฒนาต่อไป ทำให้วัตกรรมต้นแบบในปีค.ศ. 1923 ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และในยุค ’20s นี้เองที่ทำให้ตราสัญลักษณ์ใบพัดสีขาวกลายเป็นที่จดจำตลอดมา ในช่วงนี้นอกจากจะสร้างยนตรกรรมใหม่ๆ แล้ว BMW ยังเป็นบริษัทที่สร้างระบบเบรกลมให้บรรดารถไฟรถรางอีกด้วย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์มีออกมา 2 รุ่น คือรุ่น Victoria และรุ่น Flink ทำให้โรงงานของ BMW ต้องขยับขยายออกไปเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ต่อมาในปีค.ศ. 1928 BMW ได้ปล่อยรถยนต์รุ่นแรกของบริษัทออกมาโลดแล่นบนท้องถนนภายใต้ชื่อ Dixi 3/15 ด้วยการร่วมพัฒนากับบริษัท Austin (ออสติน) โดยใช้เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ของตัวเองขนาด 750 ซีซีเป็นเครื่องยนต์  ต่อมาในช่วงยุค ’30s หรือถัดมาไม่กี่ปี BMW ก็รุกตลาดรถยนต์อย่างฮึกเหิมด้วยการออกตัวรถยนต์ Wartburg DA3 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ทีมงานต่างก็ได้ใจ และฮึกเหิมออกแบบช่วงล่างด้านหน้าใหม่เพื่อเอามาติดตั้งในรถ Dixi และรถ Wartburg แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หวัง จึงต้องหยุดการวิจัยและการผลิตรถต้นแบบทั้งหลายลง รวมทั้งซีรีส์รถ Dixi และรถ Wartburg DA3 ที่กำลังพัฒนาช่วงล่างด้านหน้าใหม่ด้วย อย่างไรก็ดีในปีค.ศ. 1933 นั้น BMW ก็ยังไม่ถอดใจจากการออกแบบรถที่ใช้บนท้องถนน โดยการส่งรถยนต์รหัส 303 มาทำตลาดบนท้องถนนอีกครั้ง พร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่รหัส M78 ช่วงนี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงกำเนิดรถซีรีส์ 3 ยุคแรกๆ ทั้ง 326, 320, 329 และรุ่นอื่นๆ

BMW logos are displayed on the production line of the BMW C evolution electric maxi-scooter at the BMW Berlin motorcycle plant February 23, 2015. (Photo by Fabrizio Bensch/Reuters)

ขณะที่ใบพัดฟ้าขาวกำลังหมุนเอาความรุ่งเรืองเข้าหายตัว สงครามโลกก็ปะทุขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยแผลใหญ่ที่โรงงานในมิวนิค ในปีค.ศ. 1944 ทาง BMW รับภาระทั้งซ่อมแซมโรงงานของตัวเองและซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไปด้วย แต่ความกระหายในการผลิตรถยนต์ก็ยังไม่จางลงไป จนในที่สุดรถรุ่น 502 V8 Super ก็สร้างเสร็จราวกลางยุค ’50s กลางๆ ตามมาด้วยรุ่น 507 เมื่อใบพัดฟ้าขาวมาถึงจุดที่ฟื้นตัวได้แล้ว BMW ต้องการกำลังการผลิตเกินกว่าโรงงานที่มิวนิคจะรองรับได้ แผนการขยายบริษัทจึงถูกนำมากลับใช้อีกครั้งเมื่อปีค.ศ. 1967 และสร้างโรงงานใหม่ใหญ่กว่าและทันสมัยกว่าขึ้นที่เบอลิน ส่วนการขยายตลาดการขายนั้นก็รุกกว้างไปจนถึงตลาดแถบทวีปแอฟริกาใต้ ภายในไม่กี่ปีเท่านั้นเอง นอกจากนี้ทาง BMW ยังจับตลาดมอเตอร์สปอร์ต สร้างพิพิธภัณฑ์เรื่องการบิน พร้อมทั้งรวบรวมบรรดารถยอดฮิตติดตลาดมาร่วมสร้างชื่อจารึกประวัติศาสตร์กันด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถซีรีส์ 3, 5, 7 และ 6 ในยุค ’60s นี้ยังเป็นยุคทองในด้านมอเตอร์สปอร์ตของ BMW อีกเช่นกัน รถรุ่น 2.5 CS และรุ่น 2.8 CS Coupe Models เป็นตัวที่ทำให้ BMW ได้ฉายา “เจ้าแห่งการแข่งในขุนเขา” และยังมีมือขับฝีมือดีที่ไปคว้าชัยมาจากรายการฟอร์มูลา 2 และแชมป์รถทัวร์ริงคาร์อีกสามสมัย

04 w1

การผลิตชุดใหญ่ยังเดินหน้าต่อไป เมื่อโมเดลที่ถือว่าเป็นรุ่นที่คลาสสิก และตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันอย่างรุ่น 2002 Turbo
ที่ถูกผลิตขึ้นมาในปีค.ศ. 1973 เป็นจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้โหยหาความสปอร์ตที่มากับเครื่องยนต์ที่จัดจ้าน ยุคนี้เป็นยุคที่ BMW คลั่งไคล้มอเตอร์สปอร์ตอย่างหนัก M1 จึงเป็นรถสปอร์ตที่หล่อทั้งหน้าตาและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ถูก
ปล่อยออกมาช่วงปลายยุค ’70s เพื่อเป็นเรือธงแห่งความสปอร์ตบนท้องถนนของเหล่าใบพัดฟ้าขาว โดย BMW นั้นตอกย้ำภาพลักษณ์
ความเป็นนักแข่งรถสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุค ’80s ค่ายใบพัดฟ้าขาวก็เข้าร่วมแข่งขันรถยนต์สูตร 1 และในปีค.ศ. 1983 ทาง BMW กระโดดเข้าร่วมชิงชัยในศึกฟอร์มูลาวันชิงแชมป์โลก โดยมีมือขับชาวบราซิลอย่าง Nelson Piquet (เนลสัน ปีเก้) มาเป็นผู้นำทีมคว้าถ้วยอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่มอเตอร์สปอร์ตถึงจุดพีค ค่ายใบพัดฟ้าขาวจับเอาเครื่องยนต์กำลังสูงและใช้แข่งในซีรีส์ระดับโลกเอาไว้ในรถซีรีส์ 5 ตัว M 535i เรียกได้ว่าเอาเครื่องรถ F1 มาใส่กันในตัว M5 ต่อด้วย M3 ทำให้มันเป็นมากกว่ารถสปอร์ต เพราะมันคือรถที่ถอดจิตวิญญาณมาจากรถสูตร 1

BMW Plant Dingolfing, Production 6 Series (11/2010)

แม้ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนมือและการถือครองอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศเยอรมนีกับประเทศอังกฤษก็ไปกันได้ด้วยดี BMW จัดการเทคโอเวอร์ MINI และรถหรูอย่าง Rolls-Royce มาเป็นเครือญาติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับบริษัทที่ผลิตเครื่องยนต์
ให้อากาศยานมาก่อนอย่าง BMW เพราะ Rolls-Royce เองก็ผลิตเครื่องยนต์ให้กับอากาศยานในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเครื่องบินพาณิชย์เช่นกัน

Content by Jonut

 

Related Post

เตรียมตัวตื่นตาตื่นใจกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดจาก BMW กันได้เร็วๆ นี้

The New Electric 

BMW i3 Concept & BMW i8 Concept (09/2011)

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา BMW ได้ส่งรถเครื่องยนต์ไฮบริดออกมาให้เราได้้ตื่นตาตื่นใจกันอยู่ตลอด อาทิ  Activehybrid 3, 5 และ 7 แต่แน่นอนว่านั้นเป็นเพียงทางเลือกความประหยัดสำหรับผู้ที่ต้องการรถรุ่นซิกเนเจอร์จาก BMW แต่ในเวอร์ชั่นประหยัดพลังงาน ซึ่งหากอยากจะก้าวข้ามผ่านความล้ำหน้าอย่างเต็มรูปแบบของ BMW นั้นคงจะหนีไม่พ้นรุ่น I3 หรือ I8 ที่ค่อนข้างจะเรียกเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างดีทั้งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ขนาดเล็กผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีการดีไซน์ภายในห้องโดยสารไปอย่างโดดเด่นแต่คงเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

i5

ซึ้งเร็วๆ นี้คุณอาจจะได้พบกับอีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง I5 ที่กำลังมีท่าที่ว่าจะเข้ามาตีตลาด SUV พลังงานไฟฟ้า แม้จะยังไม่มีตัวเป็นๆ มาให้เราเห็นกันแต่ก็็คาดว่าทาง BMW คงไม่ทำให้เราผิดหวังอย่างแน่นอน

Content by Poramin T.

Related Post