Posts

Charmingly Handsome กับ ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร

จากเด็กหัวเกรียนในซีรีส์ชุด ‘Hormones วัยว้าวุ่นมาจนถึงหลากหลายบทบาททั้งศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนายแบบ ในวันนี้ของต่อธนภพ ลีรัตนขจร นั้นไม่มีอะไรง่ายเอาเสียเลย

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้ตัวต่อธนภพ ลีรัตนขจร มาขึ้นปกฉบับเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะนอกจากแฟนคลับจะได้สัมผัสมนตร์ขลังของกระดาษและกลิ่นหมึกที่ถ่ายทอดแฟชั่นผู้ชายสวยๆ แล้ว ต่อยังมีคิวที่จะปล่อยเพลงใหม่ในเดือนนี้พอดีอีกด้วย

เห็นสวมบทบาทหลากหลายมากในหน้าที่การงาน ชอบทำงานอะไรมากที่สุด

ขอไม่ตอบนะครับคำถามนี้ เพราะทุกงานที่ผมทำคืองานศิลปะ ดังนั้นคงหาไม่ได้หรอกครับว่าผมชอบทำอะไรมากที่สุด แต่ถ้าผมทำงานแค่อย่างเดียวก็อาจจะเบื่อและอยากดิ้นรนไปทำอย่างอื่นบ้าง การได้ทำงานหลากหลายจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่รากฐานตัวตนของผมจริงๆ อาจจะอยู่ฝั่งนักแสดงมากกว่า เพราะเราเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงจากงานแสดงน่ะครับ

เลือกบทที่จะเล่นอย่างไร

บทที่ดีคือบทที่เราอ่านแล้วรู้ว่าคนเขียนบทเขาใส่ใจในการเขียนไหม อธิบายง่ายๆ คือ เราอยู่ในสังคมทุกวันนี้ มนุษย์ปกติจะไม่มีขาวหรือดำ ทุกคนเป็นสีเทาๆ เหมือนกันหมด มีความดีความเลวผสมกันอยู่ เวลาอ่านบทที่คนเขียนแคร์ตัวละครมากๆ เราอ่านแล้วจะไม่รู้สึกเกลียดตัวละครที่ต้องทำเรื่องไม่ดี แต่เราจะเข้าใจเขาว่าทำไมเขาถึงทำตัวแบบนั้น เพราะเขาจะมีเหตุและผลของเขา ผมว่าบทแบบนี้น่าเล่น ถ้าใส่ใจกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มเขียนบทมันจะไม่ตายไปตามกาลเวลา

วันว่างทำอะไรบ้าง

ส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกายครับ แต่ถ้ามีเวลาว่างไม่นานจะป๊อกเลยครับ หลับไว้ก่อน เพราะต้องพักผ่อนให้พอ ถ้าพักไม่พอ ไปออกกำลังกายก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีครับ

คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายประเภทไหน และมีนิสัยในตัวเองอะไรที่ไม่ชอบบ้างไหม

ผมว่าผมเป็นผู้ชายประเภทที่ใช้สัญชาตญาณครับ ผมใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และรู้สึกว่าสิ่งนี้จะเป็นพิษเหมือนกัน เพราะถ้าเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราจะเจอกฎเกณฑ์ที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอารมณ์และเหตุผล ต้องมีสตินิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ได้ เพราะบางครั้งความรู้สึกก็ไม่ได้นำพาไปสู่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป นี่เป็นสิ่งที่ผมทั้งชอบและไม่ชอบในตัวเอง ไม่แน่ใจว่านี่คือข้อดีหรือข้อเสีย

แล้วความรักล่ะ ต่อคิดว่าสิ่งที่ทำให้แฟนเราแตกต่างจากคนอื่นๆ คืออะไร

ความเข้ากันได้ครับ มันเป็นเคมีพิเศษที่เราหาไม่ได้ในคนรู้จักเราปกติ เป็นเคมีที่อธิบายเป็นข้อๆ ไม่ได้ แต่จะรู้สึกได้เองว่าคนนี้คือคนที่น่าจะอยู่ในชีวิตเราได้ น่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจเป็นหลัก เพราะเวลาเราโตขึ้นชีวิตมีอะไรทำมากกว่าการมีแฟน ชีวิตเรามีอะไรอีกเยอะแยะ มันอยู่ที่ว่าคนสองคนจะสามารถพร้อมจูนความเข้าใจเข้าหากันได้มากแค่ไหน

อยากทำงานกับผู้กำกับคนไหนเป็นพิเศษไหม

ตอบยากมากเลยนะครับ เพราะโลกนี้มีผู้กำกับอีกมากมายที่เราไม่รู้จัก ผมอยากจะเจอผู้กำกับใหม่ๆ ในชีวิตการทำงานของผม ดังนั้นคงไม่มีผู้กำกับคนไหนที่ผมอยากทำงานด้วยที่สุดนะครับ

คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

คิดว่ายังนะครับ

แล้วจุดประสบความสำเร็จของตัวเองคือตรงไหน

(นิ่งคิด) ตอบยากมากเลยนะครับ ผมว่าตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำครับ เราคงต้องใช้เวลาค้นหาไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตเลยก็ได้มั้ง

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ที่รอนิตยสารเล่มนี้อยู่หน่อยสิ

เป็นอีกวันในการทำงานที่สนุกมากเลยครับ ได้ร่วมงานกับทั้ง L’Officiel Hommes และ Dior Homme เลยครับ สนุกมากจริงๆ ผมอยากฝากแฟนๆ ที่รออยู่ให้ติดตามด้วยนะครับ ดีมากเลยที่ผมได้ลงเล่มเดือนพฤศจิกายนพอดี เพราะนอกจากจะได้เห็นผมบนหน้านิตยสารแล้ว ทุกคนจะได้ฟังเพลงใหม่ของผมพอดีเลยครับ

Related Post

เมื่อกระเป๋าเดินทางกลายมาเป็นสินค้าแฟชั่น

Text: Patsaya Ch.

ตั้งแต่แฟชั่นเฮ้าส์อย่าง LVMH ซื้อหุ้น ริโมวา (Rimowa) แบรนด์กระเป๋าเดินทางสัญชาติเยอรมันในปี 2016 นับตั้งแต่นั้นมาแบรนด์กระเป๋าเดินทางสุดหรูก็เคลื่อนเข้ามาอยู่ในวงโคจรของโลกแฟชั่นอย่างเต็มตัว

อันที่จริงริโมวาสร้างชื่ออยู่แล้ว จากการเป็นกระเป๋าเดินทางที่ถูกใจเหล่าเจ็ตเซ็ตเตอร์กระเป๋าหนัก เซเลปคนดัง หรือผู้ที่เดินทางเป็นประจำ ด้วยงานดีไซน์ที่เรียบ หรู ดูแพง รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานของนักเดินทาง แต่หลังจากที่ตกอยู่ใต้ชายคาของบ้านใหม่ ภาพกระเป๋าเดินทางที่กลายเป็นสินค้าแฟชั่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น (ก็อะไรเล่าจะคอมพลีตแอร์พอร์ตลุคได้ดีเท่ากระเป๋าเดินทาง) อาทิ งานคอลเลปในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมื่อ Alexander Arnaul ซีอีโอของ Rimowa เผยภาพกระเป๋าเดินทางรุ่น Topas Stealth Mutiwheel Suitcase สีดำขลับ ที่ทำร่วมกับแบรนด์ OFF-WHITE พิเศษด้วยคำว่า “PERSONAL” และ “BELONGING” ด้านหน้าของกระเป๋า

ส่วนมากงานคอลแลปมักเป็นกระเป๋าไซส์ที่สามารถหิ้วขึ้นได้

 

หรือที่แบรนด์สายสตรีท Fragment Design โดย ฮิโรชิ ฟูจิวารา (Hiroshi Fujiwara) เล่นสนุกกับกระเป๋าเดินทางสีเข้มของริโมวา แทนที่กระเป๋าสีเงินอลูมิเนียมที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีภาพออกมาชัดเจนว่าหน้าตากระเป๋าจะเป็นอย่างไร เพราะเห็นแค่โลโก้สายฟ้าของ Fragment Design อยู่ด้านข้างกระเป๋า (ซึ่งอาจจะมีแค่นี้จริงๆ)

 

ส่วน Anti Social Social Club จับมือ Rimowa ผลิตกระเป๋าเดินทางสีดำแปะโลโก้แบรนด์สีชมพูสดทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกระเป๋า บอกตามตรงว่ามันก็เป็นงานที่เล่นง่ายไปหน่อย แต่สำหรับสาวกแบรนด์น่าจะชื่นชอบ เพราะมันก็ทำให้คุณดูเด่นจริงๆ พับผ่าสิ

sold out ไปเป็นที่เรียบร้อย

และเมื่อแบรนด์แฟชั่นจากอิตาลีมาเจอแบรนด์กระเป๋าเดินทาง ผลลัพท์ที่ได้คือกระเป๋าเดินทางที่มีน้ำหนักเบาและสไตลิชสุดๆ ตัววัสดุทำจากอลูมิเนียมที่มีโลโก้ Double F พร้อยทั้งใบ หูจับทำจากหนังพรีเมียม มาพร้อมสายรัดกระเป๋าสีเหลือง-น้ำเงิน และสลักคำโตๆ ว่า FENDI ด้านบนของกระเป๋า ล่าสุดเหล่านายแบบลากกระเป๋ารุ่นนี้ขึ้นโชว์บนรันเวย์แฟชั่นวีคที่เพิ่งผ่านมา เท่านี้คุณก็น่าจะนึกภาพออกว่า ถ้าต้องลากกระเป๋าใบนี้ขึ้นเครื่อง ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องขนาดไหนถึงจะเรียกได้ว่าสูสีกับกระเป๋า

Related Post

Fashion Manual: ไฮไลต์จากปารีสในวันที่สองของแฟชั่นโชว์

ความสนุกของปารีสแฟชั่นวีกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น จับตาดูให้ดีว่า ปีนี้อะไรอิน อะไรเอาท์ และอะไรที่คุณควรหยิบมาใส่ตลอดปีนี้

AMI

Inspiration: AMI ยังคงยึดถือในเสื้อผ้าที่จะต้องนำมาซึ่งความสะดวกสบายแก่ผู้สวมใส่ คอลเล็กชั่นนี้นักออกแบบเลือกใช้สีโทนอบอุ่นอย่างเทาและน้ำเงินเป็นหลัก และเสริมไดนามิกด้วยสีโทนร้อนอย่างเหลือง เขียว และส้ม ท่ามกลางกระแสกางเกงขาบานตัวโคร่ง เรากลับเห็นกางเกงขาเต่อและเป้าสูงจาก AMI อีกหนึ่งสไตลิ่งที่น่าสนใจคือการใส่เสื้อคอเต่าไว้ด้านในเสื้อเชิ้ตตัวบาง

 

Issey Miyake Men

Inspiration: Issey ยังคงสร้างสรรค์งานออกแบบตามปรัชญาที่เขายึดถือมาตั้งแต่แรกสร้างแบรนด์ นั่นคือเสื้อผ้าต้องเอื้อต่อการใช้ชีวิต โครงชุดใหม่ (แต่ยังสวมใส่สบายเหมือนเดิม) ดาวน์แจ็กเก็ตทรงบอมเบอร์ตัวสั้นเต่อ ใส่คู่กับกางเกงเอวสูงจั๊มพ์ปลายขา นอกจากนี้เรายังเห็นกระเป๋าย่ามใบใหญ่ที่ต้องผูกหูกระเป๋า

 

Louis Vuitton

Inspiration: คอลเล็กชั่นสุดท้ายของ Kim Jones นักออกแบบผู้ปลุกชีพให้แก่คอลเล็กชั่นผู้ชายของ Louis Vuitton จนกลับมาอยู่ในกระแส ทันทีที่มีข่าวประกาศว่า เขากำลังจะลาออก ทุกคนก็ยิ่งให้ความสนใจกับคอลเล็กชั่นนี้ ความโดดเด่นปรากฏอยู่ในกระเป๋าทั้งใบเล็กและใหญ่ที่เล่นสนุกกับลวดลายโมโนแกรมและสีสัน

Related Post

LACOSTE X M/M Paris การร่วมงานกับศิลปินดูโอผู้ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ผลงาน

การเป็นศิลปินยุคนี้ไม่ได้จำกัดว่าคุณต้องทำงานสื่อแขนงใดแขนงหนึ่งไปตลอดชีวิต เพราะศิลปะนั้นเปิดกว้าง ผู้ที่เข้าใจงานศิลป์อย่างถ่องแท้ต่างหากที่สามารถประยุกต์ใช้ หรือนำพาไอเดียอันโลดแล่นของตนให้ไปไกลเกินกว่าจินตนาการของผู้คน

Mathias Augustyniak และ Michael Amzalag หรือที่รู้จักกันในนามว่า M/M Paris เป็นตัวอย่างอันดีของนักออกแบบที่ไม่ยอมศิโรราบให้กับขีดจำกัดใดๆ เมื่อพวกเขาสามารถถ่ายทอดตัวตนผ่านภาพและองค์ประกอบต่างๆ ได้โดยที่ยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์ลายเซ็นต์ของตัวเอง ไม่ว่าพวกเขาจะจับหยิบจับงานไหนก็ล้วนได้ความสนใจจากผู้คน ทั้งงานแฟชั่น ดนตรี ศิลปะร่วมสมัย ละครเวที เรื่อยไปจนถึงการสร้างน้ำหอมให้กับแบรนด์ Yohji Yamamoto หรือร่วมงานกับ Nicolas Ghesquière เพื่อสร้างลุคเรอเนสซองค์ให้ Balenciaga หรือทำงานร่วมกับ Jonathan Anderson สำหรับแบรนด์ Loewe และ JW Anderson รวมถึงการเป็นดีไซเนอร์หลักทำงานให้กับ Björk และออกแบบโปสเตอร์ให้กับสถาบันและองค์กรชั้นนำ อาทิ Lorient theatre, the Dijon Consortium และ Fiac นับตั้งแต่ปี 2005

 

Mathias Augustyniak และ Michael Amzalag

 

ล่าสุด คู่หูสัญชาติฝรั่งเศสยังได้รับการเชื้อเชิญจาก Felipe Oliveira Baptista, Creative Director ของ Lacoste ให้มาร่วมงานในคอลเล็กชั่นพิเศษ “ผมชื่นชอบงานของทั้งคู่ซึ่งมีความจัดจาน เป็นเอกลักษณ์ โดนใจ ผมชอบการผสานที่ลงตัวของอิสระทางความคิดในเรื่องการใช้โทนสีกับความเฉพาะของชิ้นงานที่ทั้งคู่สร้างสรรค์ออกมา” สิ่งที่ทั้งสองทำคือการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษมาดัดเป็นรูปทรงๆ ต่างโดยใช้สองสีสลับกัน ก่อให้เกิดเป็นรูปร่างของจระเข้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ Lacoste (หากคุ้นเคยกับงานเก่าๆ ของพวกเขาจะเห็นว่าทั้งคู่ชอบเล่นกับตัวอักษรมาตั้งแต่ไหนแต่ไร)

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงแบรนด์ Lacoste คุณย่อมนึกถึงเสื้อโปโลและจระเข้บนหน้าอกด้านซ้าย แต่ M/M Paris ไปไกลว่านั้นด้วยการปักคำว่า Lacoste สีเขียวและแดงสลับกันแต่ยังดูเป็นจระเข้ รวมถึงเสื้อยืดสกรีนลายกราฟฟิก รองเท้าที่ปักลายด้านทั้งสองข้าง ส่วนใต้พื้นรองเท้าก็ใสจนสามารถมองเห็นลายกราฟฟิกด้านใน ที่บ่งบอกถึงตัวตนของ M/M Paris

สร้างความโดดเด่นให้กับหางจระเข้ด้วยตัว L และใช้ตัว E เพื่อสื่อถึงปากที่อ้ากว้างอยู่

โปโลคอลเล็กชั่นนี้มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว แดง น้ำเงิน

 

 

นับเป็นคอลเล็กชั่นที่แฟนขาประจำของ M/M Paris เห็นก็ต้องจำได้ ส่วนแฟนคลับดั้งเดิมของ Lacoste ที่คุ้นชินกับวัสดุและคุณภาพการตัดเย็บก็ต้องยิ่งชอบใจ เพราะถือเป็นสีสันและความแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้ห้องเสื้อที่มีชื่อชั้นอยู่ในวงการมาเป็นเวลานาน

LACOSTE X M/M Limited Edition Collection วางจำหน่ายแล้วที่ Lacoste Flagship Store @Central World ชั้น 2 และสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Facebook.com/lacostethailand

Related Post

Fashion Manual: Milan Fashion Week 2018, Day 1

อุณหภูมิ 6 องศาของมิลานไม่ได้ทำให้ความร้อนแรงของมิลานแฟชั่นวีคลดลงแต่อย่างใด แม้ปีนี้แฟชั่นโชว์ผู้ชายจะน้อยกว่าปกติ และหลายแบรนด์เลือกที่จะรวบแฟชั่นโชว์ผู้ชายและผู้หญิงไว้ด้วยกัน แต่แบรนด์ที่ยังยืนหยัดจัดแฟชั่นโชว์แยกก็ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า มิลานคือเมืองแฟชั่นที่แท้จริง

และนี่คือสิ่งที่เราพบจากวันแรกใน Milano Moda Uomo

 

Diesel Black Gold
Inspiration: 
เริ่มต้นจากกางเกงยีนส์เมื่อปี ค.ศ. 1978 ปัจจุบันดีเซลกลายเป็นแบรนด์หัวก้าวหน้าที่ครบเครื่องตั้งแต่หัวจรดเท้า คอลเล็กชั่น Fall/Winter 2018 นักออกแบบพาเรากลับไปสัมผัสรากอเมริกันอีกครั้งด้วยลายพิมพ์ชนเผ่าอินเดียนแดง


ลวดลายดั้งเดิมตีความใหม่ด้วยรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งปรากฏบนไอเท็มชิ้นเอก อาทิ Double-riders Jacket และฮูดี้ตัวโคร่ง ท่ามกลางกระแสต่อต้าน/สนับสนุนผู้อพยพทั่วโลก คงไม่ผิดนักหาก Diesel จะนึกถึงชนเผ่าอินเดียนแดง ผู้ต่อสู้กับผู้อพยพจนกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

 

Emporio Armani
Inspiration: 
แม้จะออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายมาตั้งแต่ยุค 60s แต่สิ่งหนึ่งที่จอร์โจ้ อาร์มานี ไม่ยอมเปลี่ยนคือโครงชุดสูทที่นำเสนอความแข็งแกร่งของบุรุษด้วยสัดส่วนแบบดั้งเดิม


ตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกที่อยู่สูงกว่าปัจจุบัน กางเกงขากว้าง และเป้ากางเกงที่ยานกว่าปกติ ปีนี้อาร์มานีเอาใจตลาดจีนด้วยรายละเอียด เช่น ลายปักมังกร ขนเฟอร์ตกแต่งปกและปลายแขน ที่มองข้ามไม่ได้คือผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเที่ยงคืนที่ถูกนำไปตัดเย็บเป็นโค้ทตัวยาว แจ็กเก็ต และกางเกงจั๊มพ์ปลายขา

 

Marni

Inspiration: ประกาศชัดตั้งแต่ในบัตรเชิญแล้วว่า ‘ศิลปะที่ดีต้องเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน’ ปีนี้มาร์นีจึงตกแต่งรันเวย์ด้วยของใช้ ‘บ้าบอ’ ที่ไม่เกี่ยวกันเลยสักชิ้น


เก้าอี้สำหรับผู้เข้าชมโชว์จึงเป็นคอมพิวเตอร์เก่าบ้าง กองหนังสือบ้าง ซากเสาหักบ้าง ความง่าย ๆ นี้ปรากฏอยู่บนเสื้อผ้าซึ่งเป็นลายพิมพ์ที่สุดแสนจะแรนด้อม เช่น เก้าอี้อาร์มแชร์ กรวย (?) หรือไวโอลิน เป็นต้น แต่ลุคที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ลุคผ้าห่มมอซอผืนใหญ่คลุมร่างนายแบบ เหมือนเวลาคุณคว้าผ้าห่มผืนเก่าในห้องนอนมาห่อตัว ก่อนเดินลงไปหยิบของกินจากตู้เย็นในครัวยามดึก

วันที่สองกำลังจะตามมาติด ๆ รออ่านได้ที่นี่ที่เดียว!

 

Related Post

เมื่อห้องเสื้อฝรั่งเศสเลือกศิลปินรุ่นดึกมาร่วมงาน

Retro Meet Modern Vibes

ทุกวันนี้แบรนด์ยังคงสนุกไม่พอ เมื่อ KRIS VAN ASSCHE ตัดสินใจฉลองครบรอบสิบปีที่ร่วมงานกับ Dior Hommes ด้วยแคมเปญที่ ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาแห่งการเติบโต เพราะเล่นเอา Pet Shop Boys วงดูโอที่ดังสุดๆ จากดนตรีแนวซินธ์ป๊อบ มาปรากฏโฉมในแคมเปญล่าสุดประจำคอลเล็กชั่นสปริง / ซัมเมอร์ 2018

Photo: DAVID SIMS Style: MAURICO NARDI

 

นอกจาก Neil Tennant และ Chris Lowe จะได้ถ่ายแบบเพื่อใช้ในแคมเปญนี้แล้ว ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ที่มีใจรักยุคแปดศูนย์ยังเลือก ‘Heart’ เพลงฮิตจากดูโอทั้งสองมาใช้ในวีดีโอโปรโมตแคมเปญ โดยมีนักแสดงวัยรุ่นอย่าง Charlie Plummer จากหนังทริลเลอร์เขย่าขวัญ All Around The World และเหล่านายแบบสวมใส่เชิ้ตแขนกุด กางเกงขากว้าง แจ็กเก็ตไฮสกูล (varsity jacket) กางเกงขาสั้น ประโคมเครื่องประดับ พร้อมดอกกุหลาบก้านยาวที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะบางอย่าง

ที่แน่ๆ งานนี้ได้ใจคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ไปเต็มๆ    

 

Related Post

ปรับลุครับหุ่นใหม่ Look Good While You Get Fit

 

ไม่จำเป็นต้องรอให้ฟิตก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นมาใส่ชุดหล่อ เพราะคุณสามารถดูดีได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยชุดออกกำลังกายที่ผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทันสมัยของเนื้อผ้าและการตัดเย็บ รวมถึงสอดแทรกฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกับการออกแบบได้อย่างลงตัว เทคนิคอยู่ที่การมองหาเนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ระบายความร้อน และความอับชื้นได้ดี เน้นการตัดเย็บที่พอดีตัวเพื่อช่วยขับรูปร่างของคุณให้ดูฟิตยิ่งขึ้น ก่อนเสริมด้วยเครื่องประดับที่ไม่หลุดคอนเซ็ปต์สปอร์ตแวร์อย่างหมวกแก็ป เพื่อให้คุณเข้าสามารถเข้ายิมได้อย่างมั่นใจและดูดีสุดๆ แม้ยามเดินออกมาจิบกาแฟที่คาเฟ่กลางทองหล่อ

เสื้อผ้าและเครื่องประดับทั้งหมดสามารถหาซื้อได้ที่ช็อป Lacoste ทุกสาขา 

 

 

Related Post

เพราะ Black Lives นั้น “สำคัญ”

ถือเป็นการร่วมมือกันที่วงแตกในเวลาอันสั้น เมื่อเว็บไซต์ H&M ขายของด้วยการใช้ภาพเด็กผู้ชายผิวสีใส่ฮูดดี้สีเขียวพร้อมสกรีนที่หน้าอกว่า “Coolest Monkey In The Jungle” (ในขณะที่เด็กผิวขาวสวมฮู้ดดี้สกรีนลายคำอื่น) เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โตถึงความไม่เหมาะสมและการเหยียดผิวในโลกโซเชียล

ได้ยินดังนั้น H&M จึงออกมาขอโทษขอโพยกับสิ่งที่เกิดขึ้น และลบภาพนั้นออกจากช่องทางออนไลน์ทั้งหมด พร้อมระบุว่าสินค้าชิ้นนี้จะไม่วางขายในสหรัฐอเมริกา และไม่มีทางที่เหตุการณ์เช่นนี้ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้เมื่อนักร้อง StarBoy อย่าง The Weeknd ที่เพิ่งร่วมงานกับ H&M ไปได้เพียงสองคอลเล็กชั่นได้ทวีตใส่ว่า “รู้สึกช็อคและละอาย” หลังจากที่ได้เห็นภาพนั้น และจะไม่ขอร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้าจากสวีเดนเจ้านี้อีก ทั้งที่คอลเล็กชั่นที่พวกเขาร่วมมือกันดูท่าว่าจะไปได้สวยแท้ๆ

ภาพที่ก่อให้เกิดประเด็นอยู่ขณะนี้

 

หนึ่งในคอลเล็กชั่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

The Weeknd ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินนักเรียกร้องสิทธิให้ชาวผิวสีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นี่จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่นักร้องชาวแคนาเดียนใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อประท้วง หรือทวงหาความยุติธรรมให้คนผิวสี ก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นประเด็นที่ตำรวจยิงชาวผิวสีไม่ติดอาวุธในมินนิโซตา และบริจาคเงินจำนวนมากให้กลุ่มนักกิจกรรม Black Lives Matter #Blacklivesmatter ที่เรียกร้องสิทธิและคุ้มครองความปลอดภัยให้ชาวผิวสีในอเมริกา อีกทั้งยังมอบเงินกว่าห้าหมื่นเหรียญสหรัฐ เพื่อก่อตั้งโปรแกรมการศึกษาด้านเอธิโอเปียนให้กับ University of Toronto อีกด้วย

นี่จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับเขาแน่นอน

อันที่จริงก่อนหน้านี้แบรนด์เสื้อผ้าประเภทมาไว-ไปเร็วก็เคยทำข้อผิดพลาดเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น Urban Outfitters, Zara หรือแม้แต่ Ambercrombie & Fitch คำตอบคือนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คำถามคือเมื่อไรที่เราควรให้ความสำคัญกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากกว่านี้

 

Related Post

เมื่อโลกของแฟชั่น ต้องหันไปดูบทเรียนของวงการอุตสาหกรรมดนตรี

การปรับตัวเพื่ออยู่รอดถือเป็นพฤติกรรมที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ และเมื่อพฤติกรรมการผู้บริโภคเปลี่ยนไป ใครที่หยุดนิ่งอยู่กับที่นั้นหมายความถึง ‘ความตาย’

cb-nyfw

เมื่อไม่กี่ฤดูกาลมานี้โลกแห่งแฟชั่นของเหล่าไฮแบรนด์ทั้งหลายได้รู้จักกับศัพท์ใหม่คำว่า ‘See Now, But Now’ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปเพราะเหล่าแบรนด์หัวเรือหลักต่างต้องปรับตัวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สินค้าไฮแฟชั่นพยายามนำเสนอทางเลือกและวิธีการให้คุณได้จับจองสินค้าคุณภาพดีได้ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่เกินสองเดือนนับจากแฟชั่นโชว์ โดยนำเสนอประสบการณ์ที่เรียกว่า ‘Trunk Show’ คือการนำคอลเลกชั่นบนรันเวย์ที่คุณเห็นให้คุณได้สัมผัส เลือกซื้อ และสั่งจองล่วงหน้าก่อน เสมือนเป็นการ ‘Pre-order’ ก่อนที่สินค้าเหล่านั้นจะถึงมือคุณในเดือนถัดไป ซึ่งสำหรับผู้บริโภคไฮแบรนด์แล้ว ความ ‘เก๋’ นั้นก็อยู่ที่การได้ใส่ ‘ก่อน’ ใครในความเร็วที่สูสีกับสินค้าฟาสต์แฟชั่น

470864577LV008_VALENTINO_RU

เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนที่วงการดนตรีประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน เมื่อเพลงที่ศิลปินต่างเฝ้าฟูมฟักนั้นเจอวิกฤติเทปผีซีดีเถื่อนวางขายเกลื่อน ก่อนที่แผ่นซีดีจะออกขายจริงบนแผง ซึ่งการปราบปรามเทปผีซีดีเถื่อนนั้นก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการโจรกรรมทางความคิดนี้ได้ วงการดนตรีจึงปรับกลยุทธ์ใหม่โดยการปล่อยซิงเกิ้ลทีละเพลงดาวน์โหลดออนไลน์แทนที่จะรอปล่อยหมดทีเดียวทั้งอัลบั้ม ซึ่งก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดช่องทางการทำมาหากินของเหล่ามิจฉาชีพทางปัญญาได้อย่างเห็นผลชัดเจน ธุรกิจการให้บริการดาวน์โหลดเพลงและบริการสตรีมมิ่งอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นช่องทางทำมาหากินของเหล่าศิลปินนักร้องจึงผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด อย่างเช่น Apple Music, Tidal, JOOX Music, Deezer และ Spotify เป็นต้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่าทุกวันนี้โลกหมุนเร็วขึ้นเพียงไร เพียงแค่เราหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงไม่ต่างอะไรกับการที่เรากำลังเดินถอยหลังอยู่

04carasnapchat-master768

Related Post

คุณคิดหรือว่าเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘มหานครแห่งแฟชั่น’ จะมีงานแฟชั่นให้คุณสัมผัสเพียงไม่กี่แบรนด์ภายใต้ชื่อ ‘ปารีส แฟชั่นวีก’

who’S next?

หากจะว่ากันตามความเป็นจริง คุณคิดหรือว่าเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘มหานครแห่งแฟชั่น’ จะมีงานแฟชั่นให้คุณสัมผัสเพียงไม่กี่แบรนด์ภายใต้ชื่อ ‘ปารีส แฟชั่นวีก’?

8L1A3621

แน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ยังมีงาน เทรดโชว์สำคัญด้านแฟชั่นที่จัดขึ้นในปารีสช่วงเดียวกับแฟชั่นวีกในชื่อ Who’s Next และ Premiere Classe โดยแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ Who’s Next ซึ่งจัดแสดงชิ้นงานเรดี้ทูแวร์ ส่วน Premiere Classe นั้นเน้นหนักที่แอ็กเซสเซอรี่ต่างๆ ผู้ที่นำชิ้นงานออกแบบมาจัดแสดงนั้นส่วนใหญ่อยู่ในปารีส แต่ก็มีอีกมากที่เดินทางมาจากทั่วฝรั่งเศสและทั่วโลก! ส่วนผู้เข้าชมก็มีตั้งแต่คนรักแฟชั่นอย่างเราๆ ที่จะได้ชมชิ้นงานที่แตกต่างออกไป ไปจนถึงผู้ที่ต้องการหาสินค้าที่น่าสนใจเพื่อนำไปขายในร้านของประเทศตน เรียกได้ว่าเป็นการพบปะที่ได้ประโยชน์กับทุกฝ่ายทีเดียว

8L1A3616

งาน Who’s Next & Premiere Classe จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม ที่ Parc des Expositions de la Porte De Versailles ซึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองนัก และสามารถเดินทางถึงได้ง่ายๆ ด้วยรถไฟฟ้า ก่อนที่จะได้ชมงานจริง Iris Terré สาวสวยเปี่ยมพลัง
ผู้รับตำแหน่ง International Project Manager ได้อธิบายให้เราฟังคร่าวๆ ถึงทั้งห้าโซนเรดี้ทูแวร์ และอีกหนึ่งฮอลล์ใหญ่สำหรับชิ้นงาน เครื่องประดับ โดยเริ่มจากฮอลล์ 3 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Press Office และจัดแสดงงานออกแบบเครื่องประดับหลากชนิด ตั้งแต่สร้อยคอ แหวน กำไล ไปจนถึงหมวก ผ้าพันคอ และรองเท้า ทั้งหมดนี้
จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ที่ใช้ชื่อว่า Premiere Classe

8L1A3394

นอกเหนือไปจากนั้น ในบริเวณใกล้เคียงกันก็เป็นสถานที่จัดของ Who’s Next ชิ้นงานเรดี้-ทูแวร์ถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนด้วย
ชื่อที่ดูจะไม่ได้บ่งบอกถึงลักษณะของเสื้อผ้าอย่างชัดเจนนัก และ
ไอริสเองก็บอกกับเราว่าเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายความแตกต่าง
ของแต่ละโซนด้วยคำพูด แต่หากได้เดินชมด้วยตัวเอง ก็จะสามารถเข้าใจการแบ่งโซนเช่นนี้ได้โดยง่าย โดยเริ่มจาก Fame ชิ้นงานโดยดีไซเนอร์ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งมีทั้งที่เพิ่งจะถูกค้นพบไปจนถึงแบรนด์ที่ดังระดับโลก Urban ชิ้นงานเท่ๆ มักจะมีส่วนผสมของผ้าเดนิมและแนวสตรีท Private ชิ้นงานที่ดูสร้างสรรค์ มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง และมักจะเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว Studio ชิ้นงานที่ดูเรียบง่าย แต่ก็ควรมีติดตู้เสื้อผ้าไว้ และ Trendy ชิ้นงานที่มีจิตวิญญาณ
สมัยใหม่ในราคาน่าลอง

8L1A3626

ถึงแม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับแฟชั่นวีก แต่งานเทรดโชว์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ก็ถือได้ว่ามีผลต่ออนาคตของวงการแฟชั่นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อชมพู่-อารยาได้มาเยือนกรุงปารีสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จิตวิญญาณสาวแฟชั่นนิสต้าก็ได้นำพาเธอมายืนอยู่หน้าสถานที่จัดงานตั้งแต่วันแรกทีเดียว แน่นอนว่าชมพู่ได้รับการต้อนรับจาก Xavier Clergerie ผู้ร่วมก่อตั้งงานเทรดโชว์ยักษ์ใหญ่นี้อย่างอบอุ่น โดยเขาได้เล่าถึงแนวคิดและที่มาของการจัดงานให้ฟังคร่าวๆ จากนั้นเธอจึงได้ชมผลงานจากดีไซเนอร์ในฮอลล์จัดแสดง อย่างเช่น MiniMe Paris (www.minime-paris.com) ผลงานของ Marie Marquet ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสที่เป็นการผสมผสาน ของสไตล์สาวพินอัพแห่งยุค 1930 กับอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ 
เรียกได้ว่าเป็นการพบปะของคนคอเดียวกันพอควร เพราะสไตล์
ของทั้งคู่ดูจะเข้ากันได้ดีสุดๆ หลังจากชมพู่ได้ลองสวมใส่ชิ้นงาน
การออกแบบของมารีอย่างร่าเริงแล้ว (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ทุกสายตาต่างก็เห็นพ้องว่าทุกชิ้นงานต่างเหมาะกับชมพู่อย่างมาก) มารียัง
ได้มอบของขวัญเป็นหมวกปีกกว้างหนึ่งใบที่ชมพู่ไม่ยอมปล่อย 
จนต้องขึ้นรถ จากนั้นเมื่อเดินไปยังโซน Fame สีสันสดใสของแบรนด์ Victorieva (www.oliavictorieva.com) ก็ดึงดูดสายตาของแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราให้ต้องเดินเข้าไปชม ซึ่งคอลเลกชั่นล่าสุดของแบรนด์โดยดีไซเนอร์ชาวรัสเซียนี้ได้รับแรงบันดาลใจ
มาจากเส้นสายลายเส้นและสีสันในภาพวาดของโกแก็ง สีสดๆและ
รูปทรงที่ดูกล้าหาญนั้นเองที่ทำให้ Victorieva โดดเด่นออกมา
จากหลายร้อยแบรนด์ที่จัดแสดงเรียงรายอยู่ในฮอลล์

8L1A3623

นอกเหนือไปจากนั้น ในทั้งห้าโซนที่กล่าวไปนั้น ผู้จัดยังได้เลือก 5 ดีไซเนอร์หน้าใหม่เพื่อมาร่วมประกวดในโครงการ The Future of Fashion Program และชมพู่ก็ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสิน ซึ่งเธอได้เลือกตัดสินในหมวด Urban ในการมาเยือนครั้งนี้เธอก็ได้เข้าพูดคุยกับเหล่าดีไซเนอร์ด้วยความใส่ใจ 
ส่วนผู้ชนะนั้นคือ Mai Gidah (www.maigidah.com) ดีไซเนอร์
ชาวลอนดอนที่ได้นำซิลลูเอตของผู้ชายมาผสมผสานกับหลากรูปทรงและสีสันที่แปลกตา ปรากฏเป็นคอลเลกชั่นเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่กล้าจะแต่งตัว

8L1A3698

ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ? นี่ยังเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น ถึงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่งาน Who’s Next & Premiere Classes นี้จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะกับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการค้าขายทางด้านแฟชั่นและตัวแทนสื่อเท่านั้น แต่คุณก็สามารถติดตามข้อมูลของแบรนด์ต่างๆ ได้จาก www.whosnext-tradeshow.com และ www.premiere-classe.com

Related Post