Posts

1920

ยุคที่อะไรๆ ก็ไปดิจิตอลกันหมด สิ่งที่น่าสนใจคือยอดขายแผ่นไวนิลและเทปที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

The Future is Analogue

เปิดปีค.ศ. 2017 มาได้ยังไม่ทันครบไตรมาส คุณคงทราบดีแล้วว่า เศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องขึ้นไปกว่าปีที่ผ่านมาเลย อย่างน้อยก็ในภาพรวมที่เราเองก็รู้อยู่แก่ใจ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนี่แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว สำหรับคนทำงานออฟฟิศกินเงินเดือน ข้าราชการ หรือพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป จะเอาเงินเดือนที่ได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เขาว่าผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ก็คงจะมืดหม่นพอสมควร เพราะคอนโดมิเนียม ห้องพัก บ้านจัดสรร หรือแม้แต่อาคารพาณิชย์นั้นก็เกิดภาวะ Over Supply เฟ้อเต็มท้องตลาดแบบน่ากลัวมาก

Rhythm collage_w1

ผมไม่ได้จะมาวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศให้ชาวลอปติมัมฟังกันหรอกครับ เพราะผมคิดว่าคุณผู้อ่านลอปติมัมน่าจะเชี่ยวชาญด้านนี้กันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวผมอยากจะนำเสนอการลงทุนแนวใหม่ที่มาแรงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก จะได้เป็นทางเลือกให้กับคุณผู้อ่านที่พอมีสตางค์เหลือใช้ ไม่อยากฝากแบงค์ให้เงินเฟ้อกินไปเปล่าๆ หรือซื้อสลากออมสินซึ่งโอกาสถูกมีสเกลต่ำม้าก(เสียงสูง)

ปีนี้ถือเป็นปีแห่งแผ่นเสียง หรือแผ่นไวนิลครับ โดยเฉพาะแผ่นเสียงของศิลปินชาวไทย ใช่ครับ … คุณอ่านไม่ผิดหรอก แผ่นเสียงเพลงไทยมาแรงจริงๆ ครับ ผมยอมรับเลยนะครับว่าส่วนตัว ผมไม่ค่อยจะอินกับเพลงไทยสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องบอกข้อเท็จจริงนะครับว่า แผ่นไวนิลเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราเลือกเป็น โดยเลือกวงที่มีทิศทางชัดเจน มีความเป็นตำนาน หรือเป็นแผ่นไวนิลที่ผลิตมาจำนวนจำกัด อย่างแผ่นไวนิลของวงดนตรีสตริงไทยสากลในยุค ’60s – ’70s นี่ก็ราคาแพงลิ่วแล้วในยุคนี้ นักสะสมชาวญี่ปุ่นและอเมริกันก็มาตามไล่ล่าของในบ้านเรากันอย่างจริงจัง ราคายกเซ็ตนี่ถึงหลักหมื่นและหลักแสน อย่างว่าครับ แผ่นไวนิลเพลงไทยในยุคนั้นจะผลิตที่ประเทศอเมริกาหรือประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด คุณภาพก็ระดับโลกครับ แต่พอมาถึงช่วงยุค ’80s ก็ไม่ค่อยผลิตในต่างประเทศแล้ว เพราะสามารถผลิตในประเทศได้ แต่ก็แลกกับคุณภาพเสียงที่แย่มาก ย้ำว่าแย่มากนะครับ คือคนละเรื่องกับแผ่นที่ผลิตต่างประเทศเลยทีเดียว แต่ในปีนี้ศิลปินรุ่นใหญ่ระดับตำนานของบ้านเราที่คนไทยทุกคนน่าจะรู้จักกันหมดก็ทยอยออกแผ่นไวนิลแบบรีมาสเตอร์กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่คุณภาพเสียง และวัสดุในการผลิต ไปจนถึงงานอาร์ตเวิร์กบนปกที่นำมาผลิตใหม่ ส่วนตัวผมเห็นว่าชุดที่น่าจับตามองได้ออกมาแล้วสองศิลปิน ได้แก่ อัสนี-วสันต์ และเต๋อ – เรวัต พุทธินันทน์

เริ่มต้นแนะนำกันที่แผ่นไวนิลของป๋าอัสนี-วสันต์ ขาร็อกขวัญใจคุณลุงคุณอาคุณน้าที่เราๆ รู้จักกันดี ทั้งคู่คือศิลปินต้นแบบวงร็อกในประเทศไทย มีรากเหง้ามาจากเพลงร็อกในยุค ’70s งานของพวกเขาน่าศึกษา และน่าลงทุนเพื่อเก็บประดับตู้เก็บแผ่นไวนิลที่บ้านเราเป็นอย่างยิ่ง บ็อกซ์เซ็ตไวนิลฉลองครบรอบ 30 ปีอัสนี-วสันต์เพิ่งจะถูกนำมารีมาสเตอร์เพื่อจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในจำนวนที่จำกัดมากๆ (ย้ำว่าจำกัดจริงๆ ครับ) สิ่งที่น่าสนใจคือ บ็อกซ์เซ็ตมีทั้งหมด 7 อัลบั้ม โดยทุกอัลบั้มนั้นมีการมาสเตอร์ซาวด์ใหม่หมด ให้เสียงไดนามิก เหมาะกับขาร็อกที่ชอบฟังเพลงร็อกแบบออริจินอล โดยบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ควบคุมการผลิตและทำมาสเตอร์โดยซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลกที่เคยได้รับงวัลแกรมมี่อวอร์ดส์มาแล้ว สารภาพเลยว่าตอนที่ผมเห็นชื่อ Bernie Grundman (เบอร์นี่ กรุนด์แมน) ในหน้าเครดิตของแผ่น ผมถึงกับร้องเฮ้ยเลยทีเดียว เบอร์นี่มีสตูดิโอทำมาสเตอร์ให้ศิลปินระดับโลกที่ประเทศอเมริกาและญี่ปุ่น เขาเคยทำมาสเตอร์ให้กับ Dr. Dre (ด็อกเตอร์เดร) Donna Summer (ดอนน่า ซัมเมอร์) Michael Jackson (ไมเคิล แจ็กสัน) และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย ฟังแค่นี้ก็สุดแล้วครับ แผ่นชุดนี้ผมได้ลองฟังตั้งแต่ตัวแผ่นมาสเตอร์ที่ทางโรงงานผลิตเป็นแผ่นแรกเพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายได้เทสต์เสียงก่อนว่าได้ถึงอรรถรสระดับเวิลด์คลาสไหม ต้องบอกว่าผมเป่าปากร้องอู้หูกันเลยทีเดียว เสียงไม่บาง มีไดนามิก ขนาดหูผมไม่เทพนะ ยังฟังได้ขนาดนี้ ส่วนงานอาร์ตเวิร์กก็สวยมากครัว เป็นงานมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว ควรค่าแก่การเก็งกำไร … เอ๊ย … แก่การเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนไวนิลเซ็ตของพี่เต๋อ – เรวัตนั้นเปิดจองกันข้ามปี คาดว่าตอนนี้ไม่น่าจะหาได้ในท้องตลาดง่ายๆ นะครับ งานของพี่เต๋อนั้นถือเป็นบรมครูแห่งการเปิดโลกเพลงป็อปร็อกยุคใหม่ในประเทศไทย พี่แกเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและวงการเพลงไทยเป็นอย่างมาก ไวนิลบ็อกซ์เซ็ตชุดนี้ผลิตในประเทศอเมริกา นำมามาสเตอร์ใหม่ระดับเวิลด์คลาส แผ่นเก่าของพี่แกนี่ราคาแผ่นละเกินสองหมื่นบาทไปแล้ว แต่รุ่นเรากลับมีโอกาสได้เก็บสะสมใหม่ในราคาที่ถูกลง และเสียงระดับไฮเดฟ ครบทุกชุดที่พี่แกเคยออกมา มีออกมาในแบบลิมิเต็ดเหมือนกัน ลองตามกันดูครับ

และมีคนเคยถามผมว่าถ้าไม่ไปซื้อแผ่นไวนิลหิ้วเองที่ประเทศญี่ปุ่น (ผมเคยเขียนแนะนำคลังแสงในโตเกียวไว้ในลอปติมัมฉบับเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา ไปลองเปิดหาอ่านกันได้ครับ) แล้วจะซื้อได้ที่ไหนในสยามประเทศ ร้านที่ผมไว้ใจมามากกว่าสิบปีมีเพียงร้านเดียวครับ ผมขอเรียกร้านนี้ว่า ‘บ้าน’ น่าจะตรงมากกว่าครับ ร้านชื่อว่า ‘ร้านแผ่นเสียง’ ตรงๆ แบบนี้เลยครับ เรียกง่ายจำง่าย อยู่แถวประดิพัทธ์ ร้านนี้มีเพลงสากลทุกสไตล์จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นเพลงอินดี้ แจ๊ซ ร็อกทุกยุค แดนซ์ สายย่ออะไรมีหมดครับ อยากได้อะไร ขอบอกว่ามีหมดจริงๆ ราคาก็น่าจะพอๆ กับซื้อผ่านเว็บ amazon.com คือ แทบจะไม่ต่างเลยครับ แถมได้ลองสินค้าอีกด้วย ถ้าจะหาเพลงไทยมาสเตอร์ ที่นี่ก็มีหมด จะเก่าหรือจะใหม่ เพราะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนตัวผม เวลาไปแวะที่นี่ ผมจะซื้อแผ่นแนวอิเลกทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็น Justice ชุดใหม่ ซาวด์แทร็กของภาพยนตร์เรื่อง La La Land ผมก็ได้จากที่นี่ ถือว่าเป็นคลังแสงแผ่นไวนิลส่วนตัวของผมเลยก็ว่าได้ครับ บรรยากาศกิ๊บเก๋า ถ้าคุณผู้อ่านสนใจลองไปแวะดูบรรยากาศในเพจเฟซบุคของร้านดูก่อนก็ได้ครับ (www.facebook.com/NokBangkokHifi)

แอบกระซิบดังๆ อีกครั้งก่อนจบครับ เพลงไทยน่าสะสมที่กำลังจะทยอยออกมาให้เสียเงินก็มีทั้งบ็อกซ์เซ็ตของโมเดิร์นด็อก สครับบ์ และพอส เตรียมกระเป๋าสตางค์กันไว้ให้ดีๆ นะครับสำหรับคอลงทุน เพราะนี่ถือเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่เลยครับ สนุกตรงนี้เลยนะครับ และอย่าลืมซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพดีด้วยนะครับ อย่าเอาแบบสวยอย่างเดียว เราจะได้อรรถรสในการฟังแผ่นเสียงเต็มรูปแบบคุ้มค่า สมราคาฟอร์แมตต์ที่ดีที่สุดในโลก แบบเทคโนโลยีดิจิตอลก็เอาชนะไม่ได้ครับ ผมเชื่อเสมอครับว่า ‘Vinyl is Forever.’

Related Post

5735053835

7 วงดนตรีชื่อคุ้นๆ เพราะดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิก

1 My Chemical Romance
(พวก)เขาคือ: วงดนตรีร็อกอเมริกันจากนิวเจอร์ซี่ พวกเขาโด่งดังจากแนวเพลงร็อกดาร์กๆ แต่ก็บวกความเป็นป็อปทำให้เข้าถึงคนได้ง่าย และด้วยสไตล์การพรีเซนต์ตัวตนที่ชัดเจน พวกเขาก็เข้ามาสู่ในใจวัยรุ่นยุค 2000s ตอนต้นได้ไม่ยาก

MyChemicalRomance

โด่งดังจาก: อัลบั้มแรก I Brought You My Bullets, You Brought Me Your Love เป็นที่รู้จักในเพลง Skylines and Turnstiles ที่พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ 911 ก็ทำให้พวกเขาโด่งดังมากแล้ว แต่ส่วนตัวเราชอบเพลง Welcome to the Black Parade จากอัลบั้ม The Black Parade ที่ออกมาเมื่อปีค.ศ. 2006 มากกว่า

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: ตอนที่ไมกี้ มือเบสของวง (ที่เป็นน้องของเจอราร์ด นักร้องนำ) ต้องทำงานเป็นพนักงานขายหนังสือในร้าน Barnes & Noble และเขาก็ประทับใจหนังสือเรื่อง Ecstasy: Tree Tales of Chemical Romance ของ Irvine Welsh นักเขียนชาวสก็อตต์แลนด์เจ้าของบทประพันธ์อันโด่งดังอย่าง Trainspotting นั่นเอง

ความคิดเห็นของเรา: ตอนรู้เรื่องเบื้องหลังของชื่อวงนี้ ทำให้เราคิดว่า แม้กระทั่งในช่วงที่รอเวลาความฝันสุกงอม (อย่างที่ไมกี้ต้องไปทำงานในร้านหนังสือก่อนที่เขาจะเป็นนักดนตรีเต็มตัว) เราก็สามารถอาศัยช่วงเวลานั้นเก็บเสี้ยวของความฝัน เพื่อรอวันที่ประกอบมันให้เป็นรูปเป็นร่างได้ในอนาคต … ก็ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาอะไรนะ หรือคุณว่าไง?

2 The Doors
(พวก)เขาคือ: วงดนตรีร็อกชาวอเมริกันที่มีนักร้องนำอย่าง Jim Morrison ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรีร็อกในช่วงยุค ’60s และเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงรุ่นน้องอีกหลายต่อหลายวง ถ้าไม่ติดว่าจิมตายตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี เราคาดว่าวงนี้จะส่งอิทธิพลกันข้ามทศวรรษอย่างแน่นอน

The Doors at London Airport in 1968. Left to right: John Densmore, Robby Krieger, Jim Morrison and Ray Manzarek. Manzarek died May 20 of bile-duct cancer.

โด่งดังจากเพลง: พูดยากเป็นอย่างยิ่ง เพราะอัลบั้มทั้งหมดแปดอัลบั้มที่วงทำขณะที่มีจิมเป็นนักร้องนำนั้นกลายเป็นอัลบั้มที่ติดท็อปเท็นใน Billboard 200 ทั้งสิ้น และด้วยยอดขายรวมกว่า 100 ล้านอัลบั้มทั่วโลก ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และได้รับการเสนอชื่อให้กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจากหลายสถาบัน

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: จิมเลือกชื่อนี้่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเรื่อง The Doors of Perception ของ Aldoux Huxley (คุ้นๆ ชื่อไหม? เขาคือผู้แต่ง Brave New World ที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้ George Orwell แต่งเรื่อง 1984 ไงล่ะ) ซึ่งก็เป็นโคว้ตของ William Blake มาอีกทีหนึ่ง นี่เป็นแรงบันดาลใจซ้อนแรงบันดาลใจกันเลยทีเดียว

ความคิดเห็นของเรา: แค่ชื่อวงสั้นๆ ทำให้เราซึ้งถึงคำว่า ‘ศิลปะส่องทางให้แก่กัน’ ได้จริงๆ และก็ทำให้เราคิดได้อีกอย่างหนึ่งว่า บนโลกแห่งการสร้างสรรค์นี้ แทบจะไม่มีอะไรเป็นออริจินัลอีกแล้วล่ะมั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ ออกจะดีที่โลกของศิลปะสามารถต่อยอดกันและกันได้แบบนี้

3 Joy Division
(พวก)เขาคือ: วงพังก์ร็อกจากฝั่งอังกฤษ

โด่งดังจากเพลง: เอาจริงๆ คือ ดังเป็นพลุแตกหลังจากไปเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Sex Pistols สองครั้งติด และวงก็เลยตัดสินใจยึดแนวทางพังก์ในแบบที่ตัวเองถนัด โดยอัลบั้มสุดอื้อฉาวอย่าง Unknown Pleasure นี่ออกมาทีเดียวเปรี้ยง แต่อย่างว่า … ด้วยแรงกดดันต่างๆ นานาทั้งสุขภาพ เรื่องครอบครัว และแฟนเพลง ทำให้เคอร์ติส นักร้องนำฆ่าตัวตายตอนออกคอนเสิร์ตทั่วที่อเมริกา และเมื่ออัลบั้มที่สองถูกปล่อยมาหลังจากนั้นสองเดือน Joy Division ก็กลายเป็นตำนานไป

JoyDivision

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: นวนิยายเรื่อง House of Dolls ของ Yahiel Feiner นักเขียนชาวยิวที่ใช้นามปากกาว่า Ka-tzetnik 135633 ซึ่งเป็นหมายเลขนักโทษของเขาที่ค่ายกักกันเอาทซ์วิทซ์ ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับ Jewish Joy Divisions ซึ่งเป็นกลุ่มหญิงสาวชาวยิวที่ถูกใช้เป็นทาสเซ็กซ์ให้กับทหารพรรคนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ความคิดเห็นของเรา: เดิมทีวงนี้ตั้งชื่อว่า Warsaw แต่เคอร์ติสกลัวแฟนเพลงสับสนกับวงพังก์ Warsaw Pakt จากลอนดอน เขาเลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้แทน … ซึ่งที่มาของชื่อ และจุดจบของวงนั้น … บอกยากว่าอะไรเศร้ากว่ากัน

4 Belle & Sebastian
(พวก)เขาคือ: วงดนตรีจากเมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการตอบรับเป็นอันดีจากนักวิจารณ์ แต่ก็ไม่ได้โด่งดังเป็นวงกว้างเท่าใดนัก

โด่งดังจากเพลง: เพลง The Boy with the Arab Strap ได้รับเสียงตอบรับด้านบวกเป็นอย่างมาก ต่อมาพวกเขาได้รับรางวัล Best Newcomer จาก BRIT Awards แซงหน้าวงป็อปใสๆ อย่าง Steps และ 5ive ไปอย่างขาดลอย

Belle_and_Sebastian_British_Band

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: หนังสือสำหรับเด็กภาษาฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Belle et Sébastien แต่งโดย Cécile Aubry ซึ่ง Stuart Murdoch นักร้องนำและผู้ก่อตั้งวงเป็นผู้เลือก หนังสือเรื่องนี้โด่งดังจนถึงขั้นได้รับการดัดแปลงเป็นทีวีซีรี่ส์ในช่วงยุคเจ็ดศูนย์ และต่อมาในช่วงยุคแปดศูนย์ มันก็ได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์การ์ตูนญี่ปุ่นอีกด้วย

ความคิดเห็นของเรา: เราเข้าใจนะว่า บางครั้งคุณก็รู้สึกว่า ‘อิน’ กับหนังสือบางเล่มมากเสียจนคุณอยากจะเอาชื่อหรือเนื้อหามาทำอะไรสักอย่าง แต่การเอามาโต้งๆ แบบนี้ก็กลายเป็นวิธีการคลาสสิกได้เช่นกันนะ คุณว่าไหม

5 Artful Dodger
(พวก)เขาคือ: วงร็อกการาจจากเกาะอังกฤษ ที่อาจจะไม่โด่งดังนัก แต่เราก็ชอบที่มาของชื่อนี้จนเลือกมาพูดถึงโด่งดังจากเพลง: TwentyFourSeven คือซิงเกิ้ลที่ดังที่สุดในชีวิตนักดนตรีของพวกเขาแล้วมั้ง เพราะเพลงส่วนใหญ่ของพวกเขาจะพบในอัลบั้มรวมฮิตสไตล์การาจของอังกฤษอยู่เรื่อยๆ

Artful-Dodger

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: ตัวละครที่เป็นหัวหน้าแกงค์ล้วงกระเป๋าจากวรรณกรรมสุดคลาสสิกอย่าง Oliver Twist แต่งโดย Charles Dickens ซึ่ง Mark Hill และ Pete Devereux สองผู้ก่อตั้งวงเลือกใช้ชื่อนี้เพราะบรรดาเพลงก็อปปี้ทั้งหลายที่พวกเขาเริ่มทำตอนเข้าวงการดนตรีใหม่ๆ นั่นเอง

ความคิดเห็นของเรา: ไอเดียดีนะ ไม่แปลกใจเลยว่าเป็น One Hit Wonder แล้วก็หายไป

6 Sixpence None the Richer
(พวก)เขาคือ: วงร็อกคริสเตียนจากเท็กซัส

โด่งดังจากเพลง: คงไม่มีใครไม่รู้จักเพลง Kiss Mee และ Don’t Dream It’s Over ล่ะมั้ง?

SixPenceNonTheRicher

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: แมสเสจจากหนังสือเรื่อง Mere Christianity แต่งโดย C.S. Lewis ที่ตัวละครผู้เป็นลูกชายขอเงินพ่อจำนวนหกเพนนีเพื่อซื้อของขวัญให้พ่อ “พอพ่อได้รับของขวัญชิ้นนั้น เขาก็ไม่ได้รวยขึ้นเพราะเขาได้ให้เงินหกเพนนีกับลูกชายไปตั้งแต่แรกแล้ว” Leigh Nash นักร้องนำได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ The Late Show with David Letterman “เปรียบได้กับพระเจ้าที่ให้ของขวัญกับพวกเราเพื่อให้ยกย่องสรรเสริมพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งท่านก็ไม่ได้รวยขึ้นจากของถวายเหล่านั้น เพราะเขาเองก็เป็นคนมอบของเหล่านั้นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

ความคิดเห็นของเรา: เฉี่ยวเข้าใกล้ศาสนามากจนเราขออนุญาติไม่มีความคิดเห็นละกันนะ นอกจากคำชมว่านักร้องนำเสียงเพราะมากเลย

7 Moby
(พวก)เขาคือ: นักร้อง นักดนตรี ดีเจ ช่างภาพ และนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสัตว์ ใครเป็นคอเพลงอิเลกทรอนิกส์นี่คงจะรู้จักเขาดีเป็นอย่างยิ่งละนะ

Moby

โด่งดังจากเพลง: ในช่วงต้นยุคเก้าศูนย์ที่เพลงอิเลกทรอนิกส์แดนซ์โด่งดังไปทั่วโลกนั้น Moby ถือว่าเป็นนักดนตรีที่ทรงอิทธิพลมากในยุคนั้น และได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นคนที่นำเพลงแดนซ์เข้ามาในดนตรีกระแสหลักได้สำเร็จ

ชื่อวงได้รับอิทธิพลมาจาก: เขาชื่อจริงว่า Richard Melville Hall ซึ่งเขาเลือกใช้ชื่อ Moby ในวงการเพราะแม่เขาบอกว่า Hermann Merville ผู้แต่งวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Moby Dick เป็นญาติของเขา (ทวดของทวดของทวดของทวด อะไรประมาณนั้น) เลยเอามาใช้ซะเลย

ความคิดเห็นของเรา: อันนี้ไม่เรียกได้รับแรงบันดาลใจนะ เรียกว่าความพยายามที่จะไม่ลืมรากเหง้ากันเลยดีกว่า

Related Post

moda-2

เมื่อโลกของแฟชั่น ต้องหันไปดูบทเรียนของวงการอุตสาหกรรมดนตรี

การปรับตัวเพื่ออยู่รอดถือเป็นพฤติกรรมที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ และเมื่อพฤติกรรมการผู้บริโภคเปลี่ยนไป ใครที่หยุดนิ่งอยู่กับที่นั้นหมายความถึง ‘ความตาย’

cb-nyfw

เมื่อไม่กี่ฤดูกาลมานี้โลกแห่งแฟชั่นของเหล่าไฮแบรนด์ทั้งหลายได้รู้จักกับศัพท์ใหม่คำว่า ‘See Now, But Now’ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปเพราะเหล่าแบรนด์หัวเรือหลักต่างต้องปรับตัวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สินค้าไฮแฟชั่นพยายามนำเสนอทางเลือกและวิธีการให้คุณได้จับจองสินค้าคุณภาพดีได้ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่เกินสองเดือนนับจากแฟชั่นโชว์ โดยนำเสนอประสบการณ์ที่เรียกว่า ‘Trunk Show’ คือการนำคอลเลกชั่นบนรันเวย์ที่คุณเห็นให้คุณได้สัมผัส เลือกซื้อ และสั่งจองล่วงหน้าก่อน เสมือนเป็นการ ‘Pre-order’ ก่อนที่สินค้าเหล่านั้นจะถึงมือคุณในเดือนถัดไป ซึ่งสำหรับผู้บริโภคไฮแบรนด์แล้ว ความ ‘เก๋’ นั้นก็อยู่ที่การได้ใส่ ‘ก่อน’ ใครในความเร็วที่สูสีกับสินค้าฟาสต์แฟชั่น

470864577LV008_VALENTINO_RU

เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนที่วงการดนตรีประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน เมื่อเพลงที่ศิลปินต่างเฝ้าฟูมฟักนั้นเจอวิกฤติเทปผีซีดีเถื่อนวางขายเกลื่อน ก่อนที่แผ่นซีดีจะออกขายจริงบนแผง ซึ่งการปราบปรามเทปผีซีดีเถื่อนนั้นก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการโจรกรรมทางความคิดนี้ได้ วงการดนตรีจึงปรับกลยุทธ์ใหม่โดยการปล่อยซิงเกิ้ลทีละเพลงดาวน์โหลดออนไลน์แทนที่จะรอปล่อยหมดทีเดียวทั้งอัลบั้ม ซึ่งก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดช่องทางการทำมาหากินของเหล่ามิจฉาชีพทางปัญญาได้อย่างเห็นผลชัดเจน ธุรกิจการให้บริการดาวน์โหลดเพลงและบริการสตรีมมิ่งอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นช่องทางทำมาหากินของเหล่าศิลปินนักร้องจึงผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด อย่างเช่น Apple Music, Tidal, JOOX Music, Deezer และ Spotify เป็นต้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่าทุกวันนี้โลกหมุนเร็วขึ้นเพียงไร เพียงแค่เราหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงไม่ต่างอะไรกับการที่เรากำลังเดินถอยหลังอยู่

04carasnapchat-master768

Related Post

ANAHEIM, CA - AUGUST 15:  (L-R) Actors Oscar Isaac, John Boyega, Lupita Nyong'o, Daisy Ridley, director J.J. Abrams of STAR WARS: THE FORCE AWAKENS and Chairman of the Walt Disney Studios Alan Horn took part today in "Worlds, Galaxies, and Universes: Live Action at The Walt Disney Studios" presentation at Disney's D23 EXPO 2015 in Anaheim, Calif.  (Photo by Jesse Grant/Getty Images for Disney)

การหวนกลับมาของภาพยนต์ไซ-ไฟขวัญใจจากวัยเด็ก และบทเพลงประกอบอันยอดเยี่ยม

The Force Awakens

เดือนสุดท้ายของปี นอกจาก จะเป็นเดือนมหามงคลของพี่น้องชาวไทยเเล้ว ยังเป็นเดือนที่พี่น้อง  ชาวออฟฟิศ มนุษย์เงินเดือนอย่าง เราๆ ท่านๆ รอคอย ไม่ว่าจะเป็น  โบนัสที่คาดว่าจะคงน้อยมาก  (ด้วยเหตุผลที่ได้ยินตั้งเเต่จำความได้ว่า ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี ตั้งเเต่เกิดมามองตาดูโลกใบนี้ ผมได้ยิน คำนี้บ่อย พอๆ กับการเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ เเล้วถูกถามว่ารับซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?)

ANAHEIM, CA - AUGUST 15: (L-R) Actors Oscar Isaac, John Boyega, Lupita Nyong'o, Daisy Ridley, director J.J. Abrams of STAR WARS: THE FORCE AWAKENS and Chairman of the Walt Disney Studios Alan Horn took part today in "Worlds, Galaxies, and Universes: Live Action at The Walt Disney Studios" presentation at Disney's D23 EXPO 2015 in Anaheim, Calif. (Photo by Jesse Grant/Getty Images for Disney)

เดือนที่ถ้าเป็นราชการก็เเทบไม่ต้องทำงาน ลายาว เจอกัน  อีกทีหลังปีใหม่ หลาย ๆ ท่านคงวางแผนการไปเที่ยวประเทศใกล้เคียงเรียบร้อยเเล้ว คาดว่า เราคงจะยกคนกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่โตเกียวเเละ โซลแน่นอน นอกจากวันหยุดเทศกาลเเห่งความสุขบ้างไม่สุขบ้างที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ สำหรับผมกลางเดือนนี้คอหนังเด็กยุค 80 คนโบราณอย่างผมตั้งตารอก็คือ ไตรภาคสุดท้ายของมหากาพย์ สงครามดวงดาว สตาร์วอร์ ภาคล่าสุด The Force Awakens ชื่อไทยใช้ได้สุดทีนส์ นั่นก็คือ ‘อุบัติการเเห่งพลัง’ เเหมต้องขอชม กอปปี้ไรท์เตอร์ คิดได้ไง ซึ่งภาคนี้จะเป็นภาค 7 เเละเป็นการสรุป ปลายสมัยของมหากาพย์ทั้งหมด ที่สำคัญดิสนีย์ใช้ผู้กำกับที่ผมว่าไม่เลวเลย คือ เจเจ เเอบเเรมย์ (J.J. Abrams) จากซีรีย์ส์สุดดังเรื่อง Lost น่าจะทำให้โทนหนังออกมาสนุกกว่าภาค 1 2 3 ที่ผมคิดว่า ไม่ค่อยเท่าไหร่ หนังเรียบเกินไป

IMG_2944-W1

เป็นที่ทราบกันว่า จอร์จ ลูคัส ขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับทาง วอลท์ ดิสนีย์ ไปเมื่อหลายปีก่อน ดิสนีย์นำโครงการ ภาคต่อ 7 8 9 มาปัดฝุ่นใหม่ เเละที่สำคัญ คือไม่ใช้เค้าโครงเดิม จากพลอตที่ลูคัสเขียนไว้ ถ้าใช้คง เเค่ตัวละครหลัก ซื่งผมว่า เป็นเรื่องดีนะ เพราะสตาร์วอร์กลายเป็นสิ่งที่เชยในวัยรุ่นยุคใหม่พวกเจเนอเรชัน Z นี้เเน่ๆ จำได้ว่าเวลาผมสอนหนังสือ น้องๆ ระดับมัธยมศึกษานี่มีไม่กี่คนที่ชอบนะ คือเขาจำตัวละครได้ เช่น เวเดอร์ เเต่ไม่รู้จักเรื่องราว ส่วนระดับอุดมศืกษาที่สอนอยู่ก็ 50/50 ครับ ส่วนใหญ่เยาวชนไทยรุ่นนี้ ถ้าไม่รวมเด็กโรงเรียนนานาชาติ จะจมอยู่กับเอนิเมะ หรือไม่ก็เป็นพวกค่ายมาร์เวลไปเลย เจเนอเรชันเเฮร์รี่ พอตเตอร์ พอเถอะ… พอเถอะ ขอย้ำ  ก็ยังมีอีกมาก คือพวกเขายอมที่จะชื่นชอบที่จะร่ายเวทมนต์ ขี่ไม้กวาดเเม่มด มากกว่าดาบเลเซอร์

BERLIN, GERMANY - MAY 08: A wax figure of the Star Wars characters Darth Vader (C) and two Stormtroopers are displayed on the occasion of Madame Tussauds Berlin Presents New Star Wars Wax Figures at Madame Tussauds on May 8, 2015 in Berlin, Germany. (Photo by Clemens Bilan/Getty Images)

สตาร์วอร์คือ Pop Culture ที่ยังคงฝังรากลึก เพียงเเต่จะต้องหาคนนำเสนอที่เก่งเเละเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ไม่ใช่เพียงเเต่ตัวละครที่เอามาผลิตเป็นสินค้า เเต่เนื้อเรื่องที่อิงปรัชญาเเละข้อคิดตะวันออก โดยเฉพาะ ภาค 4-5-6 อาทิ เช่น พลัง หรือ เดอะ ฟอร์ซ ที่เราชอบพูดติดปาก มันก็คือปราณ หรือลมปราณนั่นเอง ดูได้จากชื่อของตัวละครในภาคเเรกที่เป็นคนเจอ อนาคิน สกาย วอล์เกอร์ ดาร์ท เวเดอร์ ชื่อตัวละครตนนั้น คือ ไกว ควอน จิน มาจากภาษาจีนเเปลว่า พลังเเห่งปราณ เป็นต้น เอาเข้าจริง สำหรับคุณผู้อ่านที่อายุเกิน 30 อาจรู้จักนิยายกำลังภายในมังกรหยก มีคนกล่าวว่า ตัวละครมากมายในมหากาพย์สตาร์วอร์ อิงมาจากเรื่องของกิมย้ง ผู้เเต่ง เท็จจริงอย่างไร ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม เเต่ผมว่ามีส่วนคล้าย

LONDON, ENGLAND - JULY 27: The London Symphony Orchestra perform during the Opening Ceremony of the London 2012 Olympic Games at the Olympic Stadium on July 27, 2012 in London, England. (Photo by Ronald Martinez/Getty Images)

เข้าเรื่องเพลงประกอบสตาร์วอร์ภาคล่าสุด วอลท์ ดิสนีย์ยังคงใช้ จอห์น วิลเลี่ยมส์ (John Williams) เเละลอนดอน ซิมโฟนี่ ออเคสตร้า (London Symphony Orchestra) ซื่งสตาร์วอร์ในทุกภาคที่ผ่านมาตั้งเเต่ปีค.ศ. 1977-2015 ปู่วิลเลี่ยมควบคุมดูเเลทั้งหมด ธีมภาพยนตร์เราคงคุ้นหูกันอย่างดี เเต่สำหรับผมธีมที่กระเเทกใจ เเละน่าจะอยู่ในหัวใจคอหนัง คอเพลงประกอบฯ หลายๆ ท่านก็คือ ธีมจากภาพยนตร์ชุดนี้ในภาค 5 นั้นก็คือธีม The Imperial March จาก The Empire Strikes Back ธีมนี้ ทุกคนต้องร้องอ๋อเมื่อได้ยิน หากคิดไม่ออกตอนอ่านคอลัมน์นี้ แนะนำให้กดยูทูปเลยครับ พิมพ์ตามชื่อเลย มีให้ฟังมากมาย เพลงประกอบของไตรภาคชุดนี้ ผมว่าที่สุดเเล้ว วิลเลี่ยมอยู่ในยุคเรเนซองของผลงานตัวเอง Imperial March ธีมกลายเป็นตัวเเทนของการใช้เพลงนี้ประกอบในสถานการณ์ต่างๆ ที่ออกเเนวเผด็จการชั่วร้าย ระบอบการเมือง ศาสนา ที่ถูกครอบงำเเละกดขี่ ชุดนี้ทั้งซีดีฟอร์เเมทเเละเเผ่นเสียงออกมาเป็นเเผ่นคู่ทั้งสองรูปเเบบ ภาค The Empire Strikes back นอกจากจะมีธีมที่สุดคูลเเล้ว ยังเป็นตอนที่ทำรายได้มหาศาล เเละมีโทนหนังมืดมนที่สุด เเอบคิดว่ายุคนั้นถ้าเอาสองพี่น้องโคเฮน หรือไม่ก็คริสโตเฟอร์ โนเเลนด์ มากำกับ จะดาร์คขนาดไหน ภาคนี้ นอกจากเพลงเพราะฟังเพลิน มีถึง 18 องก์ (Act) ยังเป็นการเดินเรื่องที่กระเเทกใจคนดู ตรงที่มีการเฉลยตอนท้ายเรื่องกับคำพูดสุดฮิตตลอดกาลที่ถูกนำมาใช้ทุกยุคทุกสมัยนั่นก็คือ “I am Your father” ฉากที่ ลุค สกายวอล์คเกอร์ โดน ลอร์ด เวเดอร์ ตัดเเขนขวาขาดกระจุยเเล้วยื่นมือมาหาลุคพร้อมทั้งพูดประโยคเด็ดดังกล่าว เเถมมีต่อว่า “Join me, Together we can rule the Galaxy as father as son !” ที่สุดครับ พ่อลูกตัดไม่ขาด ลุคถึงขั้นหงายเงิบ สตั๊นท์ 10 วิฯ เเละโดดลงปล่องขนาดใหญ่ไปทันที เป็น ฉากคลาสสิก ตลอดกาล มากกว่าฉากเเฮร์รี่ พอเถอะ ทั้งหมดทั้งปวง ทำไมเด็กรุ่นนั้นกับเด็กรุ่นเราซึมซับไม่เหมือนกัน คุณผู้อ่านคิดเห็นว่าอย่างไรครับ กลับไปเรื่องเพลงประกอบ ถ้าพูดถึงซาวด์เเทรคภาคล่าสุดที่อยู่ในการดูเเลของจอห์น วิลเลี่ยมส์ เเละใช้วงเดิมในการบรรเลง ทางโซนี่เเละดิสนีย์จะมีการนำเพลงประกอบของทุกภาค รวมถึงภาคใหม่ด้วยมาจัดจำหน่ายมาสเตอร์ซาวด์อีกครั้งในรูปเเบบ Boxset เเผ่นเสียง เเถมซีดี เเละดิจิตัลดาวน์โหลด ห้ามพลาดนะครับ คุณจะได้อรรถรสในการฟังเเบบ Hi fidelity มีมิติทุกฟอร์เเมท งานปกอาร์ทเวิร์คก็คุ้มค่าเเต่ราคาไม่กล้าบอกลองไปค้นดูจากอเมซอนนะครับ เผื่อจะเป็นของเทศกาลคริสต์มาสให้ตัวเอง เเม้ปีนี้โบนัส อาจเบาบางก็ตาม (ฮา) ส่วนเเฟนเกมส์ไม่ต้องห่วง PS4 ออกมาเเล้ว กับ Star Wars – Battle Front จากค่าย EA ที่กินเนื้อที่ในเครื่องเพลย์ของคุณถึง 50GB ชมหนังเเล้ว ลองมาวิจารณ์ดูนะครับ ว่าชอบมากน้อยเพียงใด เพลงเพราะอยู่เเล้วผมไม่ห่วง กลัวหนังจะคาดไว้สูงเกินเหมือนเจมส์ บอนด์ Spectre ในเดือนที่ผ่านมา ขอบอกว่า หลับคาโรง! เเมร์รี่คริสมาสต์ มีความสุขมากๆ ครับผม

Content by Patrick C., Photography by Getty Images

Related Post