Posts

ความมันบนผิวหน้าปัญหาที่ผู้ชายหนีกันไม่พ้น

Oily Skin Solution

ความมันหรือผิวหน้ามันเป็นปัญหาที่ผู้ชายมักพบเจอกันในทุกยุคทุกสมัย แต่ “ความมัน” มันมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วอะไรคือต้นตอของความมัน และความมันบนใบหน้านั้นมีหรือไม่มีประโยชน์กันแน่ ลอปติมัมพร้อมไขข้อข้องใจทุกอย่างแล้ว

PART I: W hat Causes Oily Skin 

ในทุกยุคทุกสมัยปัญหาผิวมันเป็นปัญหาที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักเจอ และเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก นับได้ว่าเป็นศัตรูตัวร้ายของผู้ชายทั้งหลาย แต่คุณรู้จักความมันของผิวคุณดีแค่ไหนกัน “ผิวมัน” เป็นคำใช้เรียกอธิบายสภาพผิวที่ผลิตน้ำมันมากเกินไป หรือเรียกว่า “Seborrhea”

ความมันบนใบหน้าเป็นน้ำมันตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาผิวมันนั้นเกิดจากการทำงานของต่อมไขมันที่ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติยามความชุ่มชื้นในผิวไม่สมดุล ผิวขาดความชุ่มชื้น มีปริมาณน้ำในผิวน้อย ร่างกายจึงต้องมีกลไกดังกล่าว เพื่อปรับสภาพผิวและลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยออกจากผิว

PART II: (Dis)Advantage of Oily Skin

ถึงแม้ว่าการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติของร่างกายจะฟังแล้วดูมีประโยชน์มากเพียงใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย หลายครั้งที่ผู้คนมักเข้าใจว่าน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาจากร่างกายมักจะให้ผลดีมากกว่าผลเสีย แท้จริงแล้วต่อมไขมันที่มีการผลิตน้ำมันธรรมชาติออกมามากเกินไป ผลที่ตามมาคือ ผิวหน้ามันและหมองคล้ำมากกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุของการผลิตน้ำมันของร่างกายที่ผิดปกติมาจากปัจจัยที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงและความไม่สมดุลของฮอร์โมน การใช้ยาบางชนิด ไปจนถึงความเครียด

PART III: Real Problems

จริงๆแล้วความมันบนใบหน้าจัดว่าเป็นปัญหาจริงๆหรือเปล่า Dr.Rebacca Lasheve หัวหน้าแผนกโรคผิวหนังที่ Loyola University of Chicago กล่าวว่า “ความมันบนใบหน้าของแต่ละคนมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน หลายครั้งที่เราพบว่าคนไข้บางรายมีปริมาณการผลิตน้ำมันที่มากเกินไปจนก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา แต่คนไข้บางคนกลับเห็นว่านั่นเป็นข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ เพราะผิวหนังมีความชุ่มชื่น”

ส่วนอีกข้อดีของความมันที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามนั่นคือ การช่วยชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นที่อาจจะเกิดก่อนวัยได้ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนผิวหน้ามันนั้นจะดูแลผิวได้ง่ายกว่าคนผิวหน้าแห้ง หรือผิวหน้าผสม เพราะเซลส์ที่อิ่มไขมันนั้นจะแข็งแรงกว่าเซลส์ชนิดอื่นๆนั่นเอง

ทำความเข้าใจ ‘ความมัน’ บนใบหน้ากันแล้ว ตอนนี้ก็ปรับความคิดและ ‘ทำใจ’ กับน้ำมันที่ร่างกายเราผลิตออกมากันเถอะ ไม่ว่าเราจะรักหรือจะชังหน้ามันๆของเรา แต่เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าคุณจะรำคาญความเหนอะหนะบนใบหน้ามากแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความมันนี่ล่ะ ที่จะทำให้คุณดูไม่เหี่ยวย่นก่อนเวลาอันควร

PART IV: Oily Tricks

ในปัจจุบัน วงการแพทย์ด้านผิวหนังในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมนำน้ำมันจากธรรมชาติต่างๆที่มีลักษณะโมเลกุลคล้ายกับน้ำมันที่ร่างกายผลิตบนผิวหน้ามาใช้เป็นยารักษาและบำรุงผิวพรรณแบบสกินแคร์ แต่น้ำมันสกัดจากธรรมชาติเหล่านี้นั้นสามารถใช้เติมความชุ่มชื้นและควบคุมความมันบนใบหน้าได้อีกทางหนึ่ง

Coconut Oil 

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายของผิว และสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล และกำจัดรอยด่างดำบนผิว โดยชโลมผิวหลังอาบน้ำแทนโลชั่นทาตัวได้เลย

Extra Virgin Olive Oil 

มีโครงสร้างที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับน้ำมันที่หล่อเลี้ยงผิวของเรา จึงเข้ากับผิวคนได้ค่อนข้างดีมาก และที่สำคัญในน้ำมันมะกอก มีส่วนผสมของน้ำมันสควาเรนอยู่มาก เป็นน้ำมันที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ช่วยบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นได้ดีเหมาะกับผิวที่แห้งมาก นิยมใช้เป็นส่วนผสมของครีมทามือเท้าต่างๆ

Rice Bran Oil 

ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีวิตามินเยอะมาก โดยเฉพาะวิตามิน E Complex รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง มีสารช่วยป้องกัน UV ได้

Sunflower Oil

อุดมไปด้วยวิตามินอีและเกลือแร่สูง ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวประเภทไลโนเลอิก จำนวนมากซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดีและร่างกายต้องการแต่ไม่สามารถผลิตเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งวิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

Grape Seed Oil 

สามารถดูดซับทางผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึก เหมาะสำหรับคนผิวมัน ใช้ทำน้ำมันนวดเนื้อบางเบาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ช่วยบำรุงผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ ยืดอายุของเซลส์ผิว ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลส์ผิวที่เสื่อมสภาพให้แข็งแรง

Credit Photo : Getty Images

Related Post