Posts

ถึงเวลาแล้วที่เจ้าชายกบคันที่ 1 ล้าน จะได้กระเทาะเปลือกไข่แล้วออกมาโลดแล่น

นี่คือโฉมหน้าของเจ้าชายกบรูปหล่อที่เป็นที่พูดถึงในวงการมอเตอร์สปอร์ตในขณะนี้ เจ้ากบคันนี้เป็นที่ภาคภูมิใจของแบรนด์ Porsche (ปอร์เช่) เป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นรถคันที่ 1 ล้าน ในสายการผลิตรถยนต์โมเดล 911 หลังจาก 911 รุ่นแรกได้ฟักไข่ลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อปี 1963 ตลอดระยะเวลา 54 ปี ปัจจุบันรถยนต์โมเดลนี้ก็ได้มีมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 7 แล้ว

porsche-builds-its-one-millionth-911--may-2017_100606321_h

เจ้าชายกบโฉมงามคันนี้มาในสี Irish Green เครื่องยนต์แบบ 911 Carrera S พร้อม turbocharged  กำลัง 450 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 307 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้นที่เข็มไมล์จะแตะเลขร้อย ที่สำคัญมันเป็นเกียร์ธรรมดา จึงเชื่อได้เลยว่าไม่เป็นสองรองจาก 999,999 คันก่อนหน้านี้แน่นอน 

c3a39596b8e665858cfcbf117a8baf01

สำหรับการตกแต่งภายในคันนี้ ก็ยังไม่ลืมที่จะหยิบยกเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์มาจาก 911 ตัวคลาสสิค ที่ตกแต่งแผง Dashboard, พวงมาลัย และหัวเกียร์ ด้วยไม้เกรดพรีเมี่ยม เบาะนั่งลายเก๋าจากปี 1964  พร้อมป้ายสัญลักษณ์หมายเลข 1,000,000 สีทองทั้งภายในและภายนอก 

One-Millionth-Porsche-911-Carrera-S-badge-02

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของ Porsche 911 สุดพิเศษคันนี้ เราเสียใจด้วย มันไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขาย แต่มันจะจอดอวดความหล่ออยู่ในพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต ประเทศเยอรมนี เท่านั้น แต่ในความเศร้าก็มักมีโชคเกิดขึ้นเสมอเมื่อทางแบรนด์อาจจะจัดเวิลด์ทัวร์ ไปยัง สก็อตแลนด์, จีน, อเมริกา และที่ขาดไม่ได้ คือการเอาลงไปขับชิวๆในสนามแข่งรถระดับโลกอย่างสนาม Nürburgring(นูวร์เบอร์กริง) 

s17_0258_fine

ความสุดยอดสุดท้ายที่ทาง Porsche ได้เคลมไว้คือ รถรุ่น 911 จำนวนกว่า 1 ล้านคันที่ได้ขายออกไปนั้น ปัจจุบันยังสามารถขับโลดแล่นในท้องถนนอยู่ถึง 70% เลยทีเดียว

message-editor1494504730657-high_the_one_millionth_911_production_2017_porsche_ag_12

Related Post

พบกับความสปอร์ตและความหรูหราสะดวกสบายใน Porsche Panamera 4S

หลักจากที่ Porsche Panamera รุ่นแรกได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการยานยนต์สปอร์ตซาลูน นับตั้งแต่การเปิดตัวต่อสายตาชาวโลกในปี 2009 ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 150,000 คันทั่วโลกนั้น ถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับทายาทรุ่นที่ 2 ของ Porsche Panamera ภายใต้รหัสตัวถัง 971 ที่พร้อมให้คุณได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ

สำหรับ พานาเมร่า 4 เอส (Panamera 4S) ใหม่ล่าสุด แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน V6 ขนาดความจุ 2.9 ลิตร เครื่องยนต์เบนซิน V6 พละกำลัง 440 แรงม้า (324 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ หรือ PDK II ให้รอบการทำงานระหว่าง 1,750 ถึง 5,500 รอบต่อนาที สำหรับอัตราเร่งจากจุดสตาร์ทถึงความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงเพียง 4.4 วินาที (4.2 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตโครโน) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 289 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ 5,650 – 6,600 รอบต่อนาที ประหยัดมากขึ้นด้วยการบริโภคเชื้อเพลิงที่: 12.1-12.3 กิโลเมตร/ลิตร (8.2–8.1 ลิตร/100 กิโลเมตร) ค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์: 186–184 กรัม/กิโลเมตร

พานาเมร่า 4 เอส (Panamera 4S) ใหม่ราคาเริ่มต้นที่ 13.5 ล้านบาท

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.aasautoservice.com

Related Post

จับรถยนต์คันสวยพลิกดูรายละเอียดการดีไซน์อันประณีตใต้ท้องรถที่งามไม่แพ้ตัวถัง

Vice Versa

รถยนต์คือส่วนผสมอันชาญฉลาดระหว่างดีไซน์ การตลาด และวิศวกรรมศาสตร์ กว่าจะเป็นรถยนต์หนึ่งคัน จะต้องผ่านขั้นตอนด้านอากาศพลศาสตร์ ด้านไฟฟ้า และด้านจักรกลมาแบบจัดเต็ม แต่สิ่งที่น่าเสียใจก็คือ จักรกลที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์
สุดสวยเหล่านี้กลับไม่ค่อยได้รับการมองเห็น และสัมผัสเท่าไหร่ นอกเหนือไปจากช่างมืออาชีพเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

นั่นก็ทำให้ลอปติมัมตัดสินใจเปิดเปลือยรถยนต์สุดงามทั้งหกคันนี้ในมุมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราจะเห็นความสวยงามแบบดิบๆ ที่เกิดจากการคิดคำนวณ
ทางวิศวกรรมอย่างรอบคอบ ผนวกกับการดีไซน์อันตั้งอกตั้งใจ เราจะมาเปิดเปลือยทั้งแผ่นเหล็ก แหนบล้อ ท่อไอเสีย เลยไปจนถึงสไตล์ใต้ท้องรถ นั่นเพราะว่า Cyrano (ซีราโน) เคยย้ำไว้ว่า ยิ่งดูไร้ค่าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งงดงามเท่านั้น”

1 Audi A5 Coupé 2.0 TFSI

Audi w1

ในบรรดารถทั้งหลายที่ Audi (ออดี้) เคยผลิตมา คันนี้ถือว่าสำแดงออกถึงความเป็น ละติน’ ได้ชัดเจนที่สุด มีการเพิ่มลวดลายโค้งเว้าทำให้รถดูมีเอกลักษณ์ และลวดลายเหล่านั้นก็ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้รถยนต์ ทั้งระบบเกียร์ ระบบขับเคลื่อน ระบบกันสะเทือน และท่อไอเสีย ถือเป็นการดีไซน์อันเลอค่าแบบใครก็เถียงไม่ได้ทีเดียว

เครื่องยนต์เทอร์โบสี่สูบ 252 แรงม้า

ราคา 49,000 ยูโร

ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขนาด 4.68 x 1.85 เมตร

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 5.8 วินาที

2 DS 3 Performance

Citroen w1

ด้วยกำลังเครื่องยนต์ 208 แรงม้าเพื่อตอบสนองแรงเร้าของเท้าขวา ทำให้ DS3 Performance คันนี้ดูราวกับจรวดสี่ล้อก็ไม่ปาน ใต้รถคันนี้ไม่ได้มีของตกแต่งเพิ่มน้ำหนัก แต่เป็นชิ้นส่วนจำเป็นเรียบง่ายเพื่อความเร็วอันเร้าใจ

เครื่องยนต์สี่สูบ กำลัง 208 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที

ขนาด 3.96 x 1.72 เมตร

ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ราคา 27,950 ยูโร

 

3 Ford Mustang V8 VBA

Ford w1

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) รุ่นใหม่นี้ได้นำรถที่ฮิตในยุค ’60s มาตีความใหม่ได้อย่างทรงพลัง ความสำเร็จที่แผ่ขยายไปทั่วโลกนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ และความระทึกใจที่ไม่มีใครหาญสู้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 37,900 ยูโร ทำให้รถคันนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็น พรจากฟ้า” เลยทีเดียว เพลาขับเคลื่อนอิสระที่ล้อหลังของรถ (ผลิตเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดตัวรถรุ่นนี้ในปีค.ศ. 1964) สร้างความพึงพอใจให้มากถึงขนาดที่ทำให้เราลืมๆ เรื่องเครื่องยนต์ไปได้เลยทีเดียว

เครื่องยนต์ V8 กำลัง 421 แรงม้า

ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.8 วินาที

ขนาด 4.79 x 1.92 เมตร

ราคา 45,900 ยูโร

4 Abarth 595 Turismo

Fiat w1

พ่อมดแห่งวงการรถยนต์อย่าง Carlo Abarth (คาร์โล อบาร์ธ) เป็นที่รู้จักจากการพัฒนาท่อไอเสียให้กับ Fiat 500 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกของ Fiat (เฟียต) นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมรถรุ่นลูกคันนี้ถึงปรากฏลายรูปแมงป่องผยองสองตัวตรงท่อไอเสีย (นอกจากเป็นโลโก้ยี่ห้อ Abarth แล้ว ยังเป็นราศีเกิดของเขาอีกด้วย) นอกจากจะสวยเท่ทั้งภายนอกและใต้ท้องรถแล้ว นี่ยังเป็นรถที่สามารถวิ่งทางวิบากได้อย่างเร้าใจอีกด้วย

ราคา 22,400 ยูโร

ความเร็วสูงสุด 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เครื่องยนต์เทอร์โบสี่สูบ กำลัง 165 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.3 วินาที

ขนาด 3.66 x 1.63 เมตร

5 Jaguar F-Type SVR

Jaguar w1

กำลังรถระห่ำ 575 แรงม้าเป็นสิ่งที่คอยขับเคลื่อนม้าผยองอย่าง Jaguar F-Type SVR คันนี้ จำเป็นต้องมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น จึงจะควบคุมเจ้าม้าตัวนี้ได้อย่างปลอดภัยจงดื่มด่ำไปกับความสมมาตรของท่อไอเสียที่ขนาบทั้งซ้ายขวา และเสียงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากท่อสุดพิเศษนี้ก็แสนจะเซ็กซี่เร้าใจไม่เปลี่ยนแปลง

เครื่องยนต์คอมเพรซเซอร์ V8 กำลัง 575 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.7 วินาที

ราคา 139,500 ยูโร

ขนาด  4.48 x 1.92 เมตร

ความเร็วสูงสุด 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

6Porsche Panamera 4S

Porsche w1

คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เราก็รู้อยู่แล้วว่าการผลิต Porsche (ปอร์เช่) นั้นเป็นอย่างไร ทั้งท้ายรถอันบางเฉียบที่เสริมการทำงานของอากาศพลศาสตร์ให้ง่ายขึ้น พ่วงด้วยความสวยงามแบบดิบๆ ของปีกนกกันสะเทือน รวมไปถึงความสมบูรณ์แบบของท่อไอเสียแบบสมมาตรที่ดูเหมือนจะทำให้รถทั้งคันดูหรูหราขึ้นอีกหลายเท่า เอาเป็นว่า เมื่อเอาทุกส่วนมารวมกัน ก็พูดได้ง่ายๆ ว่า Porsche ยังไงก็เป็น Porsche

เครื่องยนต์เทอร์โบ V6 กำลัง 440 แรงม้า

เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 4.4 วินาที

ราคา 115,917 ยูโร

ขนาด 5.05 x 1.94 เมตร

ความเร็วสูงสุด 289 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Related Post

เมื่อจับท่อไอเสียของซูเปอร์คาร์ตัวแรงอย่าง Porsche 911 GT3 มาทำลำโพงจะเจ๋งเพียงใด

911 GT3 Soundbar

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงและรถ Porsche 911 เตรียมตัวกันได้เลย เพราะ Porsche Design ได้นำท่อไอเสียของ 911 GT3 มาหั่นแล้วนำลำโพงระดับไฮเอนด์ยัดเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ลำโพงตัวนี้จะขับพลังเสียงด้วยระบบเซอราวน์ 2.1 พร้อมซัฟวูฟเฟอร์ ลำโพงมีกำลังขับ 200 วัตต์ ผ่าน DTs TruSurround และการเชื่อต่อบลูทูธสำหรับส่งผ่านเสียงแบบไร้สายได้อย่างง่ายดายจากแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ของคุณ คาดว่า 911 Soundbar จะมีออกมาให้คุณได้เห็นในโชว์รูม Porsche Design ราวช่วงมีนาคมนี้

Content by Poramin T.

Related Post

5 CLASSIC PORSCHE AUTOMOBILES

หากเอ่ยถึงรถสปอร์ตในฝันของใครหลายคน หนึ่งในนั้นคงต้องมี Porsche (ปอร์เช่) รถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน เจ้าของตราสัญลักษณ์ประจำเมืองชตุทท์การ์ท ที่ต่างจำกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละคันกว่าจะออกมาโด่งดังจนถึงทุกวันนี้ ย่อมมีประวัติที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมาย เช่นนั้น ลอปติมัม จึงจัดอันดับ ‘สุดยอดรถยนต์ปอร์เช่  5 รุ่นสุดคลาสสิกในตำนาน’ ที่ทุกคนต่างจดจำกันได้เป็นอย่างดี

loptimumthailand-porshe 1

Classic Porsche #1 – Porsche 356 Speedster

ยนตกรรมรุ่นบุกเบิกของค่ายนี้ ที่ืมีสายการผลิตยาวนานถึง 17 ปี (ระหว่าง 1948 ถึง 1965) โดยเปิดประเดิมด้วยความหล่อแบบคลาสสิกกับตัวถังแบบเปิดประทุน(cabriolet หรือ convertible) ในแบบรถสปอร์ต 2 ประตู มาพร้อมเครื่องยนต์ ขนาด 1.1 ลิตร ให้กำลัง 40 แรงม้า ไปจนถึง 2 ลิตร แบบดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้า แต่เห็นรุ่นที่มาแรง ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนเป็นที่จดจำกันได้นั้นคงต้องยกให้ สไตล์ตัวถังแบบ สปีดสเตอร์(speedster) ที่เริ่มเข้ามาตีตลาดชาวมะกันได้อย่างถล่มทลาย

loptimumthailand-porshe 2

Classic Porsche #2 – Porsche 917

จรวดทางเรียบอย่างแท้จริงสำหรับ Porsche 917กับความสำเร็จอีกขั้นในวงการรถสปอร์ตด้วยการปรับขนาดใหม่ มาในรูปลักษณ์สุดโฉบเฉี่ยวเกินใคร (ดูคล้ายรถของแบทแมน ยอดมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น) มาพร้อมเครื่องยนต์แฟลต 12 สูบ ความจุ 4.5 ลิตร ให้กำลังสูงถึง 580 แรงม้า ที่ 8,400 รอบ/นาที แต่เห็นที่จะจำกันได้เป็นอย่างดีคงเป็นฉากที่หนุ่มมาดเท่ สตีฟ แม็คควีน(Steve McQueen)ใช้เป็นพาหนะคู่ใจในหนัง Le Mans ปี 1971

loptimumthailand-porshe 5

Classic Porsche #3 – Porsche 911S

คงไม่มีการจัดอันดับรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิกไหนที่จะขาดไปได้สำหรับ Porsche 911S  ( หรือมีฉายาเรียกกันเล่นๆว่า ตำนานความเร็วของเจ้าชายกบ 911 ) ยนตกรรมที่นับเป็นไอคอนตัวจริงของปอร์เช่ กับการผสาน ความเป็นรถสปอร์ตที่ควบคู่กับการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ความเป็นเอกลักษณ์และนวัตกรรมที่ล้ำสมัยลงตัวควบคู่กับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน จนกลายมาเป็นรถสปอร์ตที่คงความนิยมอย่างยาวนานมาจนถึงปัจจุบันนี้ นับได้ว่าเปรียบเสมือนรุ่นที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับปอร์เช่รุ่นหลังๆ ตั้งแต่คาเยนน์ (Cayenne) ไปจนถึงพานาเมร่า (Panamera)

loptimumthailand-porshe 3

Classic Porsche #4 – Porsche 550 Spyder

รถยนต์คู่ใจของพระเอกตลอดกาล เจมส์ ดีน กับรูปโฉมที่มาพร้อมความทันสมัยในรูปแบบรถแข่งขนาดเล็ก กับแรงบันดาลใจที่ได้จากรุ่น Porsche 356 ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเพียง 78 คันทั่วโลกเท่านั้นรถ มาในเครื่องยนต์ 4 สูบ 1490 cc. 110 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความเร็วสูงสุด 129 ไมล์/ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ ใช้เวลา 7.2 วินาที ซึ่งคันที่โด่งดังสุดๆเห็นจะเป็นคันที่มีตัวอักษรระบุชื่อเล่นของรถคันนี้ว่า Little Bastard ซึ่งใช้ประกอบภาพยนตร์ เรื่อง Giant Killer ที่ได้เจมส์ ดีน เป็นผู้นำแสดงและเป็นรถยนต์คันสุดท้ายที่เขาได้ขับพร้อมกับการจากไปด้วยอุบัติเหตุในเวลาถัดมาคารถยนต์คันดังกล่าว 

loptimumthailand-porshe 4

Classic Porsche #5 – Porsche 906

รถแข่งบนทางหลวงคันสุดท้ายของยานยนต์จากเมืองเบียร์ที่กำลังโด่งดังในยุค 60’s สำหรับ  ปอร์เช่ 906 หรือ คาร์เรรา 6  ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพียง 65 คันในปี 1966 พร้อมการเปลี่ยนตัวถังเป็นไฟเบอร์กลาสเพื่อน้ำหนักที่เบาเหลือเพียง  580 กิโลกรัม (1,300 ปอนด์)มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบที่ให้กำลังสูงสุด 220 แรงม้า แต่ที่ทุกคนจำได้ดีคงเป็นการคว้าชัยในการลงแข่งขันป็นครั้งแรกที่เดย์โทนา ปี 1966 ที่สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 6 ของทั้งหมด แต่คว้าแชมป์ในคลาสของตัวเอง เอาชนะเฟอร์รารี่ ดีโน 206Pอจากอิตาลี

 

 

 

Related Post