Posts

Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน 9 เดือน

การล่องเรือใบรอบโลกนั้นหมายความว่า ลูกเรือนับ 10 ชีวิตจะต้องใช้ชีวิตบนเรือกันตามลำพังนานถึง 9 เดือน มหาสมุทรแม้จะสวยงามแต่ย่อมเต็มไปด้วยอันตรายและความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้ ลองมาดูกันว่า ลูกเรือเขาต้องฝึกฝนร่างกายกันอย่างไรให้พร้อมสู้ความโหดร้ายของมหาสมุทร

8-11

เดิมที ใน Volvo Ocean Race อนุญาตให้มีลูกเรือไม่เกิน 8 คนต่อทีม โดยลูกเรือทั้งหมดเป็นผู้ชาย แต่ในปัจจุบันมีนักแข่งเรือใบหญิงอาชีพเยอะขึ้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ดังนี้

  • ทีมที่มีลูกเรือชายล้วน อนุญาตให้มีสมาชิกได้ 8 คน
  • ทีมที่มีทั้งลูกเรือหญิงและชาย อนุญาตให้มีสมาชิกได้ไม่เกิน 10 คน
  • ทีมที่มีลูกเรือหญิงล้วน อนุญาตให้มีสมาชิกได้ 11 คน

ก่อนเข้าแข่งขันลูกเรือทุกคนจะต้องผ่านการอบรมเรื่องความปลอดภัยและตรวจเช็คสภาพร่างกายอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ลูกเรือ 2 คนจากทุกทีมจะต้องผ่านการฝึกอบรมการแพทย์เบื้องต้น ในกรณีที่มีเพื่อนในเรือเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

ลูกเรือแต่ละคนจะมีตำแหน่งของตัวเอง อาทิ Pit, Trimmer, Bowman เป็นต้น นอกจากลูกเรือแล้ว ทุกลำยังมีช่างภาพประจำการไปด้วย 1 คนเพื่อคอยเก็บภาพความบ้าระห่ำของการแข่งเรือใบครั้งนี้

ชีวิตบนเรือ

ส่วนชีวิตบนเรือนั้นลืมความสบายไปได้เลย เรือถูกออกแบบมาให้คล่องแคล่วที่สุด นั่นหมายความว่าเรือจะบรรทุกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

12 ชั่วโมงสุดโหด

ลูกเรือมี 3 กิจกรรมหลักที่ต้องจัดการ ได้แก่ ควบคุมเรือ 4 ชั่วโมง นอนพัก 4 ชั่วโมง และแสตนด์บายเผื่อกรณีฉุกเฉิน 4 ชั่วโมง

น้ำ

แม้จะอยู่กลางน้ำผืนใหญ่ แต่น้ำจืดนั้นน้อยนิด เครื่องกรองน้ำที่ติดตั้งไว้บนเรือสามารถผลิตน้ำจืดได้วันละ 50 ลิตรเท่านั้น เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์หนึ่งในลูกเรือ เราถามเธอว่า “แล้วอาบน้ำกันอย่างไร เพราะน้ำจืดก็แทบไม่พอกิน” เธอตอบปนขำว่า “ก็ถ้าฝนตกเมื่อไร ลูกเรือทุกคนก็จะคว้าสบู่แล้ววิ่งไปอาบน้ำด้วยน้ำฝน”

 

อาหาร

การแข่งขันไม่อนุญาตให้เอาอาหารสดขึ้นเรือ ตลอด 9 เดือน (ไม่นับจุดแวะพัก) ลูกเรือจะประทังชีวิตด้วยอาหารแห้งที่แพ็กไว้ตามจำนวนคน สถิติของ Volvo ระบุว่า การบังคับเรือนั้นใช้พลังงานมากถึง 5,000 แคลอรีต่อวัน นั่นหมายความว่า นักแข่งอาจน้ำหนัก 15-25 กิโลกรัมระหว่างการแข่งขัน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพ ลูกเรือจึงจะต้องกินวิตามินมากถึง 20 เม็ดต่อวัน

เครื่องนุ่งห่ม

เครื่องแบบแต่ละทีมย่อมมีสีสันแตกต่างกันไป แต่หลัก ๆ แล้วมี 2 ชุด ชุดแรกสำหรับสภาพอากาศหนาวเย็น  ประกอบด้วยชุดกันลม กันน้ำ และรองเท้าบูต สำหรับสภาพอากาศร้อนก็จะสบายหน่อย อาจเป็นเสื้อยืดและกางเกงขาสั้น

กรณีฉุกเฉิน

ภายในอาคารที่จัดแสดงเรือจำลอง ไกด์ของเราเล่าว่า ส่วนหัวของเรือนั้นกั้นไว้เป็นห้องใช้เก็บศพในกรณีที่ลูกเรือเสียชีวิต

เห็นอย่างนี้แล้วคุณผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราถึงจะต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงเพื่อเก็บข้อมูลมาเล่าให้คุณฟัง สำหรับคนที่อยากรู้ว่าเรือแล่นไปถึงไหนแล้ว แนะนำให้ตามไปอัพเดตข่าวคราวบนเว็บไซต์นี้ได้เลย www.volvooceanrace.com

Related Post

Volvo Ocean Race ความท้าทายของการแข่งขันเรือใบรอบโลก

เช้าวัน 12 มกราคมเราได้รับโทรศัพท์จาก Volvo ประเทศไทย แจ้งข่าวการแข่งขันเรือใบที่ Volvo ให้การสนับสนุน คุณผู้อ่านคงรู้สึกเหมือนเราว่า Volvo เกี่ยวอะไรกับเรือใบ แล้วทำไมถึงเจาะจงแจ้งข่าวนิตยสารแฟชั่นอย่าง L’Officiel Hommes Thailand

9 เดือนจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัย

ต้องท้าวความก่อนว่า การแข่งขันเรือใบของ Volvo มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Volvo Ocean Race เส้นทางจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัยพาดผ่าน 7 ทวีป ระยะทางยาว 70, 000 กิโลเมตร โดยใช้กำลังคนแล่นตลอดระยะทาง Volvo Ocean Race จึงไม่ใช่แค่การประลองทักษะการบังคับเรือ แต่ย่อมเป็นการพิสูจน์ความอดทน ความสามัคคี และการเอาตัวรอดกลางมหาสมุทรตลอดระยะเวลา 9 เดือนแห่งการแข่งขัน

แล้วเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ใครเป็นต้นคิด ?

การแข่งขันเรือใบรอบโลกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 โดยใช้ชื่อว่า Whitbread Round the World Race โดย Whitebread เป็นชื่อของผู้สนับสนุนหลัก มีทีมเข้าแข่งขันถึง 17 ทีม ในปี 2008 Volvo เล็งเห็นถึงความบ้าบิ่น ทรหด และน่าสนใจของการแข่งขันนี้จึงตัดสินใจประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยเรือใบทุกลำ แม้จะแล่นด้วยแรงคน แต่จะอาศัยเครื่องยนต์ของ Volvo ในการเริ่มแล่นและหยุดเรือ

11 ท่าพักเรือ
การแข่งขั้นในปีนี้เป็นครั้งที่ 9 มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 7 ทีม แต่ละทีมมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 7-11 คน แวะพัก 11 จุด ไม่ร่วมจุดเริ่มต้นและเส้นชัย และเพื่อเข้าชมการแข่งขันเรือใบครั้งนี้ เราจำเป็นต้องบินลัดฟ้าไปสู่เกาะฮ่องกงซึ่งเป็นจุดแวะพักที่ใกล้ประเทศไทยที่สุด นักกีฬาจะแวะพักเพื่อเติมเสบียงอาหาร รักษาอาการป่วยต่าง ๆ และพักผ่อนเอาแรง ก่อนจะแล่นเรือต่อไปยังจุดหมายปลายทางด้านหน้า

ครั้งแรกในเกาะฮ่องกง
เรามาถึงฮ่องกงในวันที่ 27 มกราคม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสยิ่งทวีความหนาวขึ้นไปอีก รถบัสคันใหญ่นำเราเดินทางมาสู่อ่าว Victoria ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Race Village หรือหมู่บ้านนักแข่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทศกาลประชาสัมพันธ์การแข่งขัน สำหรับ Volvo เองก็จะอาศัยเทศกาลนี้บอกเล่าความบ้าบิ่นและน่าตื่นเต้นของการแล่นเรือใบแบบบ้าระห่ำรอบโลก พร้อมกับอวดโฉมนวัตกรรมใหม่ ๆ ในยนตรกรรมของ Volvo

ยิ่งเบา ยิ่งดี

ทันที่ทีเราถึง Race Village เราก็รีบมุ่งหน้าไปยัง Race Boat Experience นิทรรศการจัดแสดงแบบจำลองเรือใบที่ใช้แข่งขัน ตั้งอยู่ในอาคารชั่วคราว ในการแข่งขันปีนี้ (2017-2018) Volvo ได้พัฒนาเรือลำใหม่โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Volvo Ocean 65

  • ออกแบบโดย Farr Yacht Design เรือลำนี้ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 36, 000 ชั่วโมง
  • ประกอบโดยช่างผู้ชำนาญการจาก 4 ประเทศ
  • เรือมีขนาด 20 เมตร หรือประมาณรถยนตร์ 5 คันต่อกัน

 

  • มีน้ำหนัก 12,500 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นก่อนถึง 1,500 กิโลกรัม
  • ใบเรือเมื่อกางเต็มที่มีขนาดเท่าสนามวอลเลย์บอลสองสนามต่อกัน
  • แล่นได้เร็วกว่าเรือขนาดเดียวกับในรุ่นเดิมถึง 1 เท่า คือ 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เรือทุกลำที่ลงแข่งขันปีนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ของ Volvo เพื่อทำหน้าที่สตาร์ตเครื่องก่อนสลับเป็นแรงคน เครื่องยนต์ดีเซลเครื่องนี้ยังทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในเรือ อาทิ อุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ระบบทำความร้อน แสงไฟ และกักตุนพลังงานไว้ใช้ในคราวฉุกเฉินอีกด้วย

ความน่าสนใจของการแข่งขันที่ทำให้เราต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงยังไม่หมดแค่นี้ ตอนต่อไปเราจะมาเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือกันว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรบนเรือตลอด 9 เดือนหรือ 279 วันโดยประมาณ

ติดตามได้ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น !

Related Post

เมื่ออดีตสำนักโมดิฟายจากสวีเดนปล่อยอาวุธมางัดกับ Tesla ในศึกพลังงานทางเลือก

A Tesla Killer

เมื่อแบรนด์รถยนต์ที่เคร่งขรึม ขายเรื่องความปลอดภัยอย่าง Volvo ได้เวลากลับมาสร้างความสดใหม่ ทิ้งภาพลักษณ์ดีไซน์รถทรงเหลี่ยมหน้าตาไม่เป็นมิตรไว้แค่ปลายยุค ’90s

เป็นเวลาอันเหมาะสมที่ผู้ผลิตรถจากสวีเดนจะพร้อมต่อกรกับ Tesla รถไฟฟ้าแบรนด์ที่ Elon Musk มหาเศรษฐีสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกันนี้ Volvo ได้นิยามว่าเป็นเสมือนแบรนด์ลูก ซึ่งชื่อนี้อาจจะเป็นที่คุ้นเคยเพราะ Volvo เคยใช้มาก่อนหน้าสำหรับรถสมรรถนะสูงเฉกเช่นเดียวกันกับที่ Mercedes Benz สร้าง AMG

ช่วงกลางปีที่ผ่านมา Volvo ได้ให้กำเนิด Polestar เพื่อเป็นแบรนด์รถพลังงานทางเลือกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบรถยนต์ไฟฟ้าของแท้อย่าง EV และรถยนต์กึ่งไฟฟ้าแบบ Hybrid 

โดยล่าสุดเผยโฉมพี่คนโตอย่าง Polestar 1 รถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ที่ทั้งหรูหรา และเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะแรงขั้นสุดด้วยแรงม้ากว่า 600 ตัว พร้อมแรงบิดกว่า 1,000 นิวตันเมตร ภายใต้เครื่องยนต์แบบไฮบริด 4 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี ที่มีหน้าที่ขับกำลังสู่ล้อคู่หน้า และได้เครื่องยนต์แบบมอเตอร์ไฟฟ้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนกำลังสู่เพลาหลัง ซึ่งสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าขับได้ไกลถึง 150 กิโลเมตร (มากที่สุดในรถกลุ่มไฮบริดในตลาด) Polestar พร้อมขึ้นสายการผลิตในโรงงานใหม่ของ Volvo ที่เมืองเฉินตู ประเทศจีน ราวปีค.. 2019

ซึ่ง Volvo ไม่ได้หวังสร้าง Polestar มาเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดรถไฟฟ้าจาก Tesla เท่านั้น แต่ทางแบรนด์มองไกลไปขนาดที่หวังเจาะตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีน ที่ได้เริ่มสร้างโครงข่ายสถานีชาร์จสำหรับยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว

ถึงแม้ว่าตัวถังของ Polestar จะยืมโครงสร้างตัวถังพื้นฐานมากจาก Volvo รุ่นใหม่ๆอย่าง XC90, S90 และ V90 มากว่าครึ่ง แต่ก็ถูกเสริมและแทนที่ด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักและแรงโน้มถ่วงให้น้อยลงเพื่อการประหยัดพลังงาน

ดีไซน์ภายนอกมีเส้นสายคมสมกับเป็นรถแห่งอนาคต กระจังหน้ากริลใหญ่ให้ความดุดันแต่คงความหรูหราชวนมอง ไฟหน้าแบบ Daytime Running Light สไตล์เดียวกันกับ Volvo

รายละเอียดการออกแบบภายในยืมมาจากรถ Volvo ตัวปัจจุบันที่ทำได้ดีในแง่ของการใช้งานที่ใช้งานได้สะดวกมากทีเดียว แต่ก็ได้รับการเสริมหล่อในดูดุขึ้นด้วยชิ้นส่วนโครเมี่ยมมันวาว

แผนต่อไปของ Polestar ก็คือการปล่อย Polestar 2 เพื่อมาฟัดกับ Tesla Model 3 โดยตรง แล้วต่อด้วยรถแนว SUV ที่จะมาในชื่อ Polestar 3  ศึกรถพลังงานทางเลือกนี้ดูเหมือนจะมีคู่แข่งในสนามมากขึ้นเรื่อยๆ ลอปติมัมจะมาคอยทำหน้าที่อัพเดทให้คุณทุกสถานการณ์แน่นอน

Related Post

วอลโว่ประเทศไทยพาลอปติมัมเหินฟ้า ไปเยี่ยมชมยนตรกรรมใหม่ล่าสุด XC90 ที่เมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน

Swedish Experiences

วอลโว่ประเทศไทย พาลอปติมัมเหินฟ้าไปเยี่ยมชมยนตรกรรมใหม่ล่าสุด XC90 ที่เมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ชม Experience Center ศูนย์สร้างประสบการณ์ และพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของวอลโว่ ปิดท้ายด้วยการสัมผัสรถยนต์ XC90 ตัวใหม่ล่าสุด

???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

เมื่อกล่าวถึงประเทศสวีเดน สิ่งแรกๆ ที่คนทั่วไปรับรู้คือ สวีเดนเป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก แม้จะเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่อันดับ 3 ของสหภาพยุโรป แต่มีประชากรเพียง 9.8 ล้านคน (พอๆ กับกรุงเทพฯ รวมธนบุรี) ทว่ามีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก พูดง่ายๆ ว่าเป็นประเทศ ที่ร่ำรวยมากที่สุดประเทศหนึ่ง

ถ้าถามว่าแบรนด์จากสวีเดนที่คนทั่วโลกรู้จัก สิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวอย่างแรกก็คือ Volvo (วอลโว่) แบรนด์รถยนต์เก่าแก่ที่สร้างชื่อให้กับประเทศนี้ วอลโว่เป็นแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ตั้งแต่คนรุ่นปู่คุณพ่อ ขึ้นชื่อว่าเป็นยานยนต์ที่มีความปลอดภัย ขับขี่แล้วอุ่นใจ และเป็นสิ่งที่วอลโว่แข้มแข็งตลอดมานอกจากนี้ก็มี Ericson บริษัทเทคโนโลยีและการสื่อสาร IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก H&M แบรนด์แฟชั่นผู้ครองตลาดเสื้อผ้า Fast Fashion และเมื่อพูดถึงรถยนต์ ลอปติมัมได้รับเชิญจาก วอลโว่ ประเทศไทย ให้เดินทางไปยังเมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน เพื่อเยี่ยมชม Volvo Experience Center (ศูนย์สร้างประสบการณ์ของวอลโว่) พิพิธภัณฑ์วอลโว่ และสัมผัสรถยนต์รุ่นล่าสุด XC90 โมเดลใหม่ก่อนใคร

DSCF4806 w1

คณะจากประเทศไทย เดินทางถึงเมืองโกเทนเบิร์ก ในช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุดของปี ปลายฤดูร้อนค่อนฤดูใบไม้ร่วง ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป บรรยากาศบ้านเมืองและผู้คนนั้นสมกับเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก แสงแดดเชื้อเชิญให้คนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งจำนวนมาก ทั้งนั่งเล่นกลางสวน ปิกนิค นอนอาบแดด หรือพายเรือคายัคในคลองกลางเมือง

โกเทนเบิร์กเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของสวีเดนรองจากกรุงสต็อกโฮล์ม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองการศึกษา มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่หลายแห่ง เราจึงเห็นหนุ่มสาวหน้าใสเดินขวักไขว่กันเต็มเมือง การนำ ‘ความรู้’ และ ‘ภาคการผลิต’ มาอยู่ใกล้กัน ทำให้โกเทนเบิร์กเป็นเมืองที่ไฮเทคที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา คล้ายคลึงกับซิลิคอนวัลเลย์ ตัวอย่างเช่นโกเทนเบิร์กจะเป็นเมืองต้นแบบของสวีเดนที่ทดลองใช้รถยนต์ขับขี่โดยไม่มีผู้ขับ (Driverless car) ภายใต้โครงการ Drive Me ซึ่งพัฒนาโดยค่ายรถยนต์วอลโว่ ซึ่งกำลังเตรียมการในผลิตรถ 100 คัน ให้ผู้ใช้รถที่เมืองโกเทนเบิร์ก สวีเดน เป็นผู้ทดสอบภายในปี พ.ศ. 2560 การทดสอบในครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือกับภาครัฐหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายผู้ออกกฏหมายจราจร กรมการขนส่งทางบก และสำนักว่าการนครโกเทนเบิร์ก เพื่อนำไปสู่การเดินทางที่ยั่งยืนและปราศจากอุบัติเหตุในอนาคต

แม้รถจะไม่มีคนขับแต่ก็มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัย เพราะวอลโว่ ได้ออกแบบระบบรถขับเองได้ที่มีประสิทธิภาพสูง เทคโนโลยีที่วิเคราะห์ความน่าจะเป็นของข้อผิดพลาดในสถานการณ์ต่างๆ อย่างรอบด้าน โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว การตั้งพิกัดด้วยระบบคลาวด์ ผสานกับระบบเบรกอันชาญฉลาด และเทคโนโลยีชั้นสูงในการบังคับทิศทางรถยนต์

Brand Experience Center

สถานที่แรกที่วอลโว่พาเราไปคือ Volvo Brand Experience Center หรือ ‘ศูนย์สร้างประสบการณ์ของแบรนด์วอลโว่’ ตั้งอยู่ภายในคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ของวอลโว่ ที่มีทั้งโรงงาน ออฟฟิศ ศูนย์ประชุม และพิพิธภัณฑ์อยู่ในที่เดียวกัน อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองโกเธนเบิร์ก Volvo Experience Center เป็นเหมือนศูนย์จัดแสดงขนาดย่อมที่เผยถึงเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างประสบการณ์การขับขี่รถยนต์วอลโว่ ทั้งเรื่องของการดีไซน์ การออกแบบความปลอดภัย เทคโนโลยี ไปจนถึงเรื่องความใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่แบรนด์ให้ความสำคัญ ซึ่งผู้บริหารจากวอลโว่ สวีเดน มาต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชมจากประเทศไทยด้วยความอบอุ่น จากนั้นก็พาเราเข้าสู่ส่วนจัดแสดง เริ่มต้นด้วยวิดีโอสั้นๆ ก่อนจะเดินชมพื้นที่จัดแสดงที่อยู่ด้านล่าง ที่แบ่งได้คร่าวๆ 2 ส่วน

DSCF4800 w1

ส่วนแรกคือ การดีไซน์รถยนต์ต้นแบบของวอลโว่ เราได้ทราบถึง ที่มาที่ไปของเส้นสายต่างๆ ตั้งแต่สเก็ตช์ไปจนถึงโมเดลจำลอง รถยนต์ไฮบริดของวอลโว่ที่จอดโชว์อยู่นั้น คืองานที่เริ่มดีไซน์ใหม่ทั้งหมดจด ต่างจากหลายแบรนด์ที่นำรถไฮบริดของแบรนด์มาโมดิฟาย ทำให้วอลโว่สามารถออกแบบโครงสร้างของตัวรถทุกส่วนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตามแนวทางที่วอลโว่ต้องการ ตัวอย่างเช่นการวางตำแหน่งของแบตเตอรี่ไว้ตรงกลางตัวรถ เพื่อป้องกันความเสียหายให้มากที่สุดหากเกิดอุบัติเหตุ

DSCF4808 w1

สำหรับส่วนที่สอง จัดแสดงเบื้องหลังการออกแบบเพื่อความปลอดภัย เทคโนโลยีต่างๆ ภายในรถยนต์ ถึงแม้ว่าเราจะทราบดีว่ารถยนต์วอลโว่นั้นขึ้นชื่อว่าปลอดภัยที่สุด และเราก็คาดไว้อยู่แล้วว่านิทรรศการต้องตอกย้ำจุดขายเรื่องนี้ แต่พอได้รับรู้เรื่องราวผ่านการบอกเล่าในทุกรายละเอียดผ่านประสบการณ์จริงก็ยังทำให้เรานั้นอึ้งได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เริ่มตั้งแต่โครงสร้างของรถออกแบบจากการศึกษาการเกิดอุบัติเหตุทุกรูปแบบ โดย Traffic Accident Research เป็นหน่วยงานพิเศษที่ทางวอลโว่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลจากอุบัติเหตุจริงบนท้องถนน ร่วมกับตำรวจทางหลวงทั่วโลก (ประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน) และนำรายละเอียดและรูปแบบของการชนหลากหลายแบบและนำข้อมูลมาออกแบบรถยนต์ ตัวอย่างเช่นหลายคนคิดว่าการชนที่อันตรายที่สุดคือการชนประสานงาจากด้านหน้าจังๆ แต่ความจริงการชนที่อันตรายที่สุด ทำให้คนเสียชีวิตมากที่สุดคือการชนแบบแฉลบ ดังนั้นวอลโว่จึงออกแบบให้โครงสร้างภายในของรถยนต์ป้องกันการชนลักษณะนี้ด้วย

‘เข็มขัดนิรภัย’ สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้มากที่สุด อุปกรณ์ที่เราใช้ในรถยนต์ทุกวันนี้ พัฒนาโดย Nils Bohlin สำหรับรถยนต์วอลโว่ ซึ่งก็เป็นเจ้าแรกที่กำหนดให้เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในรถยนต์ทุกรุ่น จนกระทั่งแบรนด์อื่นๆ ติดตั้งในรถยนต์ของตัวเองต่อมา ด้วยเพราะเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มหาศาล แม้ว่าวอลโว่จะจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ แต่ก็อนุญาตให้ผู้ผลิตเจ้าอื่นๆ นำไปใช้ได้ฟรีๆ ซึ่งมันก็ได้ช่วยรักษาชีวิตคนหลายล้านคนทั่วโลก ด้วยเพราะหัวใจของการออกแบบและสร้างสรรค์รถยนต์ของวอลโว่นั้นคือความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่

?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

นอกจากนี้เรายังได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่วอลโว่นำมาใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เช่น ‘IntelliSafe’ ที่ประกอบไปด้วยนวัตกรรมอันชาญฉลาดหลายฟังก์ชั่น อย่าง Park Assist ระบบช่วยจอดขนานขอบทางอัตโนมัติ City Safety ซึ่งช่วยป้องกันการชนขณะขับความเร็วต่ำสำหรับทั้งรถยนต์ จักรยาน และคนเดินถนน Adaptive Cruise Control with Queue Assist ช่วยประมาณการทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างปลอดภัย และในการจราจรที่เคลื่อนตัวช้ามีฟังก์ชั่นหยุดรถและออกตัวอัตโนมัติ ด้วยความเร็วที่พอดีกับรถคันหน้า จึงขับสบายแม้ในยามรถติด Collision Warning ระบบเตือนป้องกันการชนและช่วยเบรกอัตโนมัติสำหรับคนเดินถนน รถจักรยาน หรือแม้แต่รถคันอื่นที่กำลังเข้ามาในทางของวอลโว่ และ Lane Keeping Aid ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเริ่มวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ

“เพราะรถถูกขับเคลื่อนโดยคน เบื้องหลังทุกสิ่งที่วอลโว่ทำ ทั้งที่ผ่านมาในอดีตและในอนาคต คือ หลักการความปลอดภัย” มร. อัสซาร์ กาเบรียลสัน และ มร. กุสตาฟ ลาร์สัน ผู้ก่อตั้งวอลโว่กล่าวไว้เมื่อ 88 ปีก่อน ซึ่งทุกวันนี้วอลโว่ก็ยังคงแนวคิดนี้ไว้อย่างเข้มแข็ง ปี 2010 อัตราผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยรถยนต์วอลโว่อยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นปณิธานของวอลโว่ที่มีเป้าหมายให้ลดลงเหลือแค่เพียง 2 เปอร์เซ็นต์ และวอลโว่ตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 จะไม่มีจากผู้ที่อยู่บนรถยนต์วอลโว่เลย!

Drive_E_powertrains w1

ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยสำหรับคนบนท้องถนน แต่วอลโว่ยังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือ เครื่องยนต์ Drive-E สถาปัตยกรรมเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนชิ้นใหม่ ที่ทำให้ทำให้สมรรถนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกสูบและขนาดความจุของเครื่องยนต์อีกต่อไป เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลใหม่ล่าสุดโดยใช้บล็อกเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ความจุ 2,000 ซีซี ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 30-50 กิโลกรัม แต่ได้สมรรถนะเทียบเท่าเครื่องยนต์ที่มีจำนวนลูกสูบมากกว่า ในขณะที่ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า 10-30% เจ้าเครื่องยนต์ Drive-E นี้วอลโว่สวีเดน เริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ ปี 2008 วอลโว่ สวีเดน ใช้เงินลงทุนวิจัยพัฒนาเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท คาดว่าจะนำไปติดตั้งกับรถยนต์วอลโว่ให้ครบทุกรุ่นในปี 2015

หลังจากจบการเดินทางภายใน Volvo Brand Experience  Center และแล้วก็ถึงเวลาของไฮไลต์ของทริปนี้…การสัมผัสรถยนต์     รุ่นใหม่ล่าสุด Volvo XC90 ครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดที่กำลังจะมาเขย่า ตลาด SUV ด้วยเครื่องยนต์ และเทคโนโลยี และดีไซน์ที่ดุดัน ทว่าเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา

ความดุดันที่ว่าเริ่มตั้งแต่รูปทรงของบอดี้รถที่โฉบเฉี่ยว ไฟหน้า LED รูปทรงจากค้อนของทอร์ (Thor) ไปจนถึงกระจังหน้าสี่เหลี่ยมอันใหญ่และช่องรับลมที่ดีไซน์ได้มาจากรถยนต์วอลโว่ในรุ่นก่อนๆ นับเป็นการคารวะงานดีไซน์คลาสสิกของแบรนด์ได้อย่างน่าสนใจ

ห้องโดยสารภายในโอ่โถง เบาะหนังอย่างดีตัดเย็บด้วยมือนั่งสบายสุดๆ ส่วนเบาะนั่งหลังรองรับผู้โดยสารความสูง 170 เซนติเมตร อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้ต้องเรียกได้ว่าจัดเต็ม ระบบอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอระบบสัมผัสติดตั้งอยู่หน้าคอนโซล เป็นทั้งจอแสดงผลระบบ GPS สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและเป็นเครื่องเสียงในตัว เชื่อมต่อกับลำโพง Bower & Wilkins มากถึง 19 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยก 4 โซน นอกจากนี้ยังมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น อย่างเซ็นเซอร์เปิดกระโปรงหลังรถเพียงแค่ยกเท้าให้ตรงจุด ก็สามารถเปิดหลังรถได้โดยไม่ต้องใช้มือ ลองนึกถึงช่วงเวลาที่หอบของพะรุงพะรังออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตดูสิว่าฟังก์ชั่นนี้เวิร์กแค่ไหน

วอลโว่เตรียมวางแผนจำหน่าย XC90 ราวปลายปี 2015 เปิดตลาดด้วยรุ่นพิเศษ First Edition ที่ผลิตแค่ 1,927 คัน ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกันกับปีก่อตั้งวอลโว่ สนนราคาอยู่ราว 65,900 เหรียญสหรัฐ ประมาณ 2.1 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีในเมืองไทย)

หลังจากที่ได้สัมผัสรถยนต์โมเดลเรือธงของวอลโว่แล้ว เราก็ไปเปิดประสบการณ์ต่อที่พิพิธภัณฑ์วอลโว่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน สถานที่แห่งนี้จัดแสดงเรื่องราวของวอลโว่ บริษัทรถที่เป็นความภูมิใจของคนสวีเดนตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนมาถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของวอลโว่ที่เริ่มต้นมาจากโรงงานผลิตลูกปืน ก่อนจะที่มาผลิตรถยนต์โดย มร. อัสซาร์ กาเบรียลสัน และ มร. กุสตาฟ ลาร์สัน สองผู้ก่อตั้ง ภายในพิพิธภัณฑ์จำลองห้องทำงานของสองผู้ก่อตั้งเอาไว้ให้ชมกัน นอกจากนี้ยังมีคอลเล็กชั่นรถยนต์วินเทจที่หาชมยาก รถยนต์ต้นแบบทั้งที่ได้นำมาสร้างจริง และบางรุ่นที่เป็นแค่โมเดล ตลอดจนการพัฒนารถยนต์-เครื่องยนต์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งแทรกเตอร์ รถดับเพลิงไปจนถึงเครื่องบิน

DSCF4842 w1

การเยี่ยมชม Volvo Brand Experience Center และพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้ กินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง คุ้มค่ากับการเดินทางมาชมอย่างมาก สิ่งที่เราได้รู้ได้เห็นไม่ใช่แค่เพียงเรื่องราวของวอลโว่เท่านั้น แต่มันคือประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศสวีเดนเลยทีเดียว ได้รู้จักคาแรกเตอร์ของคนสวีเดนที่มีความเป็นนักสร้างสรรค์อยู่ในจิตวิญญาณ ซึ่งแสดงออกผ่านสิ่งประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เมื่อผสานกับปรัชญาในการออกแบบที่มองปราดเดียวก็รู้ว่า ‘สวีดิชดีไซน์’ ทำให้โปรดักท์จากสวีเดนนั้นมีความแตกต่าง สัมผัสได้ด้วยตาและประสบการณ์

Content by Suriya G.

Related Post

VOLVO ‘LIFE PAINT’

Life Paint ‘สเปรย์ เรืองแสงล่องหน’

Screen Shot 2015-03-31 at 7.33.39 PM

Volvo หนึ่งในค่ายรถที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นหลัก คิดค้นวิธีช่วยลดอุบัติบนท้องถนนสำหรับผู้ที่ใช้จักรยาน โดยการผลิตสเปรย์ล่องหน หรือ ‘Volvo Life Paint’ เมื่อฉีดไปที่ตัวถังรถจักรยาน เสื้อผ้า กระเป๋า หมวกกันน็อก หรืออะไรก็แล้วแต่มันจะกลายเป็นสีขาวเรืองแสงทำให้ผู้ใช้รถยนต์เห็นนักปั่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในระยะไกลและใกล้ ที่สำคัญไม่กลัวเพราะมันสามารถล้างออก

volvo lopt 3

ว่าไปแล้วเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะจะใช้สำหรับประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้จักรยาน (ตามที่เราได้เห็นในข่าวนั่นแหละนะ) ยิ่งมีเลนส์สำหรับปั่นจักรยานโดยเฉพาะน้อยมาก และถนนบางเส้นทางก็มืดเสียเหลือเกิน

volvvo

Volvo จะนำสเปรย์นี้ไปวางไว้ที่ร้านค้าต่างๆที่ขายอุปกรณ์ปั่นจักรยานเพื่อหวังให้เข้าถึงนักปั่นโดยตรง และท้ายสุดไอเดียนี้ก็จะโยงกลับมาสู่ big idea ของ Volvo ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่

volvo lopt2

วิธีนี้นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดไฟทั่วตัวคนขี่และรถแล้วยังจะทำให้ทุกการเดินทางของคนปั่นปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย

Related Post